บันทึกการออกกำลังกาย เคล็ดลับง่ายๆ ของการมีสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658557

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 09:20 น.

บันทึกการออกกำลังกาย เคล็ดลับง่ายๆ ของการมีสุขภาพดีผู้เชี่ยวชาญด้านสมรรถภาพการกีฬาและฟิตเนสระดับโลก เผยอุปสรรคในการออกกำลังกาย พร้อมแนะวิธีที่จะช่วยให้เอาชนะกับอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง พร้อมชวนจดบันทึกการออกกำลังกาย อีกตัวช่วยเพื่อหุ่นที่ฟิตและสุขภาพที่ดีขึ้น

การออกกำลังกายและทำให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอ สำหรับหลายๆ คนอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าเคล็ดลับง่ายๆ อย่าง “การเก็บบันทึกการออกกำลังกาย” จะช่วยให้คุณทำตามแผนที่วางไว้และเห็นพัฒนาการของคุณอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งสำคัญคือการจดบันทึกสิ่งที่คุณกำลังทำและรู้สึกอย่างไร หลังจากผ่านไป 6 เดือน คุณจะเห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นเพียงใด

ซาแมนต้า เคลย์ตัน รองประธานฝ่ายสมรรถภาพการกีฬาและฟิตเนสระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้แบ่งปันเรื่องราวของอุปสรรคต่างๆ ในการออกกำลังกายและวิธีที่จะช่วยให้คุณเอาชนะกับอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง โดยการจดบันทึกการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้คุณมีหุ่นที่ฟิตขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น

แต่ก่อนอื่นรู้หรือไม่!! ว่าแผนการออกกำลังกายนั้น สามารถทำให้เกิดอาการโยโย่เช่นเดียวกับการลดน้ำหนัก

บ่อยครั้งที่หลายคนเริ่มวางแผนการออกกำลังกายด้วยความกระตือรือร้นเพียงเพื่อให้จบอย่างเร็ว หรือเริ่มออกกำลังกายแล้วจบลงด้วยความผิดหวังกับผลลัพธ์ที่ได้ และฉันไม่ชอบที่ได้ยินว่าผู้คนทำลายสุขภาพและระดับความฟิตของพวกเขาเอง ดังนั้น สิ่งที่ฉันแนะนำและสนับสนุนคือการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอ เรามาลองบันทึกการออกกำลังกายเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ฉันมั่นใจว่าจะช่วยให้คุณมีวินัยทำตามแผนที่วางไว้ มีความกระตือรือร้นในการออกกำลังกายอีกทั้งมีความสุขมากขึ้น

บันทึกการออกกำลังกายช่วยนักกีฬาได้อย่างไร

เมื่อตอนที่ฉันเป็นนักกีฬาและกำลังจะลงแข่งขัน ฉันต้องจดบันทึกการออกกำลังกายอย่างละเอียด โค้ชจะให้นักกีฬาทุกคนในทีมจดบันทึกการฝึกซ้อม และมาประเมินผลการบันทึกเดือนละครั้ง สำหรับโค้ชบางคนจะทบทวนบันทึกการออกกำลังกายของนักกีฬาอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่โค้ชของฉันทำ หรือโค้ชบางคนจะขอดูบันทึกออกกำลังกายเมื่อพบปัญหาเท่านั้น เช่น เกิดอาการบาดเจ็บ หรือประสิทธิภาพลดลง

4 เหตุผลสำคัญที่นักกีฬาจำเป็นต้องบันทึกการออกกำลังกาย คือ

  1. ช่วยให้พวกเขามีรับผิดชอบต่อโปรแกรมการฝึก
  2. ช่วยโค้ชและผู้ฝึกสอนในเรื่องการป้องกันการบาดเจ็บ
  3. เพื่อติดตามความคืบหน้า
  4. ทำให้นักกีฬาและโค้ชสามารถวิเคราะห์ว่าปัจจัยอะไรที่ช่วยต่อยอดความสำเร็จหรืออะไรที่ทำให้ล้มเหลว

การเก็บบันทึกการออกกำลังกายไม่ได้ใช้สำหรับนักกีฬาเท่านั้น หากคุณกำลังพูดว่า “ฉันไม่ใช่นักกีฬาดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องใช้กับฉัน” ไม่ต้องกังวล เพราะปัจจุบันฉันไม่ใช่นักกีฬาอาชีพอีกแล้ว แต่ฉันก็ยังคงใช้บันทึกการออกกำลังกายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพและโภชนาการที่วางไว้ ซึ่งฉันจะแสดงให้คุณเห็นถึงวิธีการเก็บบันทึกการออกกำลังกายประจำวันอย่างง่ายที่เหมาะกับความต้องการของคุณ โดยไม่ต้องคำนึงถึงระดับความฟิตในปัจจุบันของคุณเลย

ทั้งนี้ การเก็บบันทึกการออกกำลังกายและกิจกรรมจะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอ ลดน้ำหนัก และช่วยจัดลำดับความสำคัญของการออกกำลังกาย การบันทึกการออกกำลังกายสามารถช่วยทุกคนได้

เพราะเหตุใดการจดบันทึกการออกกำลังกายจึงช่วยปรับพัฒนาการในการออกกำลังกาย?

1. เพราะการบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณซื่อสัตย์กับตัวเอง และเข้าใจว่าเหตุผลใดที่คุณไปถึงหรือไปไม่ถึงเป้าหมาย เพื่อช่วยผลักดันตัวคุณให้ออกกำลังกายต่อไปไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม

2. การบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณมีพัฒนาการต่อไป หากเกิดอาการบาดเจ็บในช่วงแผนการออกกำลังกาย สมุดบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้ย้อนกลับไปดูขั้นตอนการออกกำลังกายของคุณได้ง่ายขึ้น และกลับไปสู่แผนการออกกำลังกายได้ตามเดิม

เริ่มบันทึกการออกกำลังกายควรทำอย่างไร?

หากคุณสงสัยว่า คุณจะหาเวลาที่ไหนจดบันทึกการออกกำลังกาย ในเมื่อคุณยังแทบไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือพักผ่อน ซึ่งวิธีการบันทึกการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นเรียงความ เพียงแค่คุณจด 5 สิ่งต่อไปนี้ในทุกวันเท่านั้น

1. วันและเวลา โดยใช้เครื่องมือใดก็ได้ที่ช่วยบันทึกได้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบันทึกประจำวัน ไดอารี ปฏิทินตั้งโต๊ะ หรือแม้แต่ดาวน์โหลดเทมเพลตต่างๆ มาใช้

2. ความรู้สึก ทำสิ่งนี้เสมอเมื่อสิ้นสุดวัน ไม่ว่าจะมีความสุข เศร้า หรือ ปกติ (สามารถใช้ไอคอนแสดงสีหน้า) หรือคุณต้องการอธิบายอย่างละเอียด คุณสามารถเพิ่มข้อความพิเศษ หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ได้

3. กิจกรรม ระบุเวลา ระยะเวลา ประเภทของการออกกำลังกาย และความหนักหน่วงของการออกกำลังกาย

4. การประเมินร่างกาย คุณรู้สึกเจ็บปวดหรือเหนื่อยล้ามากเกินไปหรือไม่ การออกกำลังกายบางอย่างทำให้รู้สึกไม่สบาย หรือบางอย่างทำให้คุณรู้สึกมีความสุขหรือไม่  

5. โภชนาการ ทานอาหารครบหรือไม่ ให้คุณใส่ตัวเลข 1 – 10 โดย 1 คือ แย่มาก และ 10 คือ สำเร็จตามเป้าหมาย

สิ่งที่ควรสังเกตหลังจากการเก็บบันทึกการออกกำลังกาย

หลังจากการจดบันทึกเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ คุณจะรู้สึกเหมือนเป็นนักสืบ สนุกกับการค้นหา คอยพิจารณาและประเมินรูปแบบพฤติกรรมของคุณ ด้วยบันทึกการออกกำลังกาย ทำให้ง่ายต่อการตรวจพบปัญหาหรือความสำเร็จได้ในทันที  ลำดับถัดไปฉันจะแบ่งปันอุปสรรคและรูปแบบการออกกำลังกายทั่วไปที่ผู้คนค้นพบหลังจากการจดบันทึก ดังนี้

รูปแบบการออกกำลังกาย ให้คุณพิจารณาว่าวันใดที่ทำกิจกรรมประสบความสำเร็จมากที่สุด หลายคนค้นพบว่าการออกกำลังกายในวันจันทร์มีความสำคัญ หากคุณดูบันทึกการออกกำลังกายประจำวัน คุณจะเห็นว่าสัปดาห์ที่เริ่มต้นด้วยการออกกำลังในวันจันทร์นั้นจะประกอบไปด้วยการออกกำลังกายมากขึ้น ดังนั้นคุณควรหาเวลาออกกำลังกายในวันแรกของสัปดาห์อยู่เสมอ

การทำกิจกรรมลดลง หากคุณสังเกตว่าระดับกิจกรรมลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ สิ่งสำคัญคือ ต้องหาสาเหตุ เป็นเพราะคุณเจ็บ คุณเหนื่อย หรือแค่ไม่ว่าง? โดยการบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยสร้างแผนการออกกำลังกายเพื่อรักษาระดับในการออกกำลังกายอยู่เสมอ

สิ่งรบกวน ชีวิตอาจวุ่นวายและเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่ถ้าคุณสังเกตว่า สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนบางคนรบกวนแผนการออกกำลังกาย ในกรณีนี้ต้องขอความร่วมมือจากพวกเขาหรือชวนพวกเขามาร่วมออกกำลังกายไปด้วยกัน

อารมณ์ การออกกำลังกายบางประเภทอาจส่งผลต่ออารมณ์ของคุณได้ บางทีคุณอาจสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกายประเภทใดประเภทหนึ่ง คุณจะรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น ดังนั้นคุณควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะกับสิ่งที่ชื่นชอบเพื่อให้วันนั้นเป็นวันที่ดีขึ้น หากวันไหนขาดแรงจูงใจ อาจเปลี่ยนจากการเข้ายิมเป็นการออกกำลังกายนอกบ้านหรือที่บ้านแทน เพราะการค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด คือกุญแจสู่ความสำเร็จที่ยาวนาน

การจดบันทึกการออกกำลังกายช่วยติดตามเป้าหมายของคุณอย่างไร

สิ่งที่คุณทำเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ เมื่อคุณเริ่มมีวินัยและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คุณจะมั่นใจได้ว่า กิจกรรมที่เคยทำให้เกิดผลโยโย่จะกลายเป็นอดีตที่ผ่านมา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย หน้าที่ของฉันคือการช่วยผู้คนในเรื่องของการควบคุมด้านฟิตเนส และการเก็บบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณค้นพบวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับบุคลิกภาพและเวลาที่คุณกำหนดไว้เพื่อให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจได้จากอุจจาระ จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658276

วันที่ 18 ก.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจได้จากอุจจาระ จริงหรือ?โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ท็อป 3 มะเร็งที่พบบ่อยในไทย แพทย์แนะเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย เพื่อลดโอกาสการเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลาม

แม้โควิดจะสร้างความหวาดวิตกให้คนไทยและทั่วโลกอย่างไม่หยุดหย่อน แต่โรคร้ายกลุ่มมะเร็งก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะโรคน่าเป็นห่วงอย่าง “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่” ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 3 ของไทย ในทางการแพทย์จึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ถึงแม้ไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย เพื่อลดโอกาสการเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลาม

นายแพทย์สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีได้ตั้งแต่เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ ท้องผูก ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ซึ่งลักษณะอาการเหล่านี้จะแสดงก็ต่อเมื่อเราเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว แต่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่สามารถตรวจคัดกรองได้ หากพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลามได้

โดยแนะนำประชาชนทั่วที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรืออายุ 40 ขึ้นไปและมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่ไม่ยุ่งยาก คือ วิธีการเก็บตัวอย่างอุจจาระ เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Stool Occult Blood) โดยเป็นการหาฮีโมโกลบินที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง และ สารทรานสเฟอร์ริน (Transferrin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือดที่มีความคงตัวสูง ทำให้ผลการตรวจมีความแม่นยำมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์

วิธีการเก็บตัวอย่างอุจจาระ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ง่าย เร็ว และสะดวก เนื่องจากใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถทราบผลได้ โดยผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบเท่านั้น หากผลเป็นลบหมายถึงไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ดี กรณีตรวจคัดกรองด้วยการตรวจอุจจาระแนะนำให้ตรวจติดตามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งทุกปี แต่หากผลเป็นบวก หมายถึงพบความผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทางทวารหนักต่อ เพื่อวินิจฉัยความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

“ วิธีเก็บตัวอย่างอุจจาระเหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีอาการที่เข้าเกณฑ์เสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะวิธีนี้เป็นการตรวจคัดกรอง หากเริ่มมีอาการแล้วควรเข้ารับการตรวจส่องกล้อง จะเป็นการตรวจที่เหมาะสมมากกว่า ” นายแพทย์สุขประเสริฐกล่าว

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากติ่งเนื้อหรือ Polyp ในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นการตรวจส่องกล้องร่วมกับเทคนิคการย้อมสีพื้นผิวและเส้นเลือดของติ่งเนื้อ ด้วยแสงชนิดพิเศษที่เรียกว่า Magnify Narrow Band Imaging ซึ่งสามารถบอกได้เบื้องต้นว่า ติ่งเนื้อที่พบมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หรือเป็นติ่งเนื้อธรรมดา เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

10 คำถามที่พบบ่อย ยาฟ้าทะลายโจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658042

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

10 คำถามที่พบบ่อย ยาฟ้าทะลายโจรไขข้อข้องใจ สมุนไพรอภัยภูเบศร รวม 10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ยาฟ้าทะลายโจร”

1 ฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด ได้จริงหรือไม่

ตอบ รักษาได้จริง ในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง และมีผลบรรเทาอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คออักเสบ และช่วยปรับภูมิคุ้มกัน

#อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังต้องติดตามประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยหลังการใช้ เพื่อเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือ

2 ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด ได้จริงหรือไม่

ตอบ ไม่จริง ณ ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่าฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันได้ มีแต่งานวิจัยว่าช่วยลดโอกาสการเป็นหวัดธรรมดา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

3 ใครที่ควรกินยาฟ้าทะลายโจร

ตอบ กินยาฟ้าทะลายโจรทันทีในผู้ป่วยที่

1. มีไข้ ไอ เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่น

2. ติดเชื้อโควิด

3. มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด

4 คนที่ห้ามกินฟ้าทะลายโจร

ตอบ

1. ผู้ที่มีประวัติแพ้ฟ้าทะลายโจรเช่นเคยกินแล้วมีผื่นขึ้นแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกปากบวมตาบวม

2. หญิงตั้งครรภ์

3. หญิงให้นมบุตร

5 คนที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน

ตอบ

1. ตับอักเสบ

2. ไตวายระยะ 4,5

3. ใช้ยาละลายลิ่มเลือดวาร์ฟาริน

6 ผลข้างเคียง

ตอบ ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น หนาวง่าย ความดันต่ำ เวียนหัว อาจพบได้ในบางราย

7 กินฟ้าทะลายโจรอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ตอบ

1. ควรใช้ยาทันที ให้เร็วที่สุด เช่น เมื่อเริ่มมีอาการคล้ายหวัด กลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว ตัวรุมๆ หากเริ่มยาไวจะเห็นผลการรักษาที่ดีกว่าปล่อยให้มีอาการไปหลายวันแล้วค่อยเริ่มกิน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีกลไกเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันให้ออกมากำจัดเชื้อ

2. แนะนำกินยาวันละหลายๆครั้ง เช่น วันละ 4 ครั้ง เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีค่าครึ่งชีวิตสั้น (ช่วงเวลาที่ทำให้ระดับยาในเลือดลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของระดับเดิม)

3. กินยาหลังอาหาร ช่วยเพิ่มการดูดซึมยา  และอาจช่วยลดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้

8 ขนาดยา/วิธีกิน

ตอบ

1. ติดเชื้อโควิด/ มีไข้ ไอ เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่น/มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

อายุ 12 ปีขึ้นไป

– ผงยา :  6 กรัมต่อวัน ตกประมาณ ครั้งละ 3-4 เม็ด แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง #กิน 5 วัน

– สารสกัด : andrographolide 120-180 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง #กิน 5 วัน

– ใบสด : ชงน้ำร้อนดื่ม ครั้งละ 5-10 ใบ วันละ 3 – 4 ครั้ง #กิน 5 วัน

ขนาดยาในเด็กอายุ 4-11 ปี

– ผงยา :  ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง #กิน 5 วัน

– สารแอนโดรกราโฟไลด์ 30 มิลลิกรัม/วัน แบ่งให้ วันละ 3 – 4 ครั้ง #กิน 5 วัน

– ใบสด : ให้ชงน้ำร้อนดื่ม ครั้งละ 3-5 ใบ วันละ 3 – 4 ครั้ง (ยามีรสขม) #กิน 5 วัน

#อาจยืดระยะเวลาการให้ยาได้ 7-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

#หากไม่แน่ใจปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ ในผู้ใหญ่ให้กินตามข้างฉลากไปก่อน สำหรับในเด็ก 4-11 ปี ขนาดยาลดลงครึ่งนึงของผู้ใหญ่

2. เสริมภูมิคุ้มกัน

– สารแอนโดรกราโฟไลด์ 12 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณ 1 เม็ด) 5 วัน/สัปดาห์ กินได้นาน 3 เดือน

ขนาดยานี้แนะนำในคนอายุ 12 ปีขึ้นไป

9 สารสกัด กับ ไม่ใช่สารสกัด (ผงบด) อะไรดีกว่ากัน

ตอบ ใช้ได้ทั้งคู่ เพราะอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งสองรูปแบบ  สารสกัดอาจมีข้อดีกว่าผงบด ในแง่ปริมาณเม็ดยาต่อมื้อกินน้อยกว่า อย่างไรก็ตามสารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรมีหลายชนิด ไม่ได้มีแค่สารแอนโรกราโฟไลด์ (andrographolide) ยังมีสารอื่นๆอีกตามธรรมชาติ ที่มีข้อมูลการศึกษาเบื้องต้นว่ามีผลต้านไวรัสโควิดได้เช่นเดียวกัน (ใช้โครงสร้างยาจับกับเชื้อในคอมพิวเตอร์) ปรับภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบ เช่น neoandrographolide, 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide, deoxyandrographolide

10 หลังฉีดวัคซีน กินฟ้าทะลายโจรได้ไหม

ถึงแม้จะยังไม่มีข้อมูลวิจัยยืนยัน แต่ความเห็นของเภสัชกรสมุนไพรแนะนำว่า สามารถกินได้ตามความเหมาะสม เช่น หากมีไข้ หรือมีอาการคล้ายหวัด ก็กินตามข้างฉลากผลิตภัณฑ์

#ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

รับมือปัญหาผิวหนังในหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657949

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10:05 น.

รับมือปัญหาผิวหนังในหน้าฝนฤดูฝนเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง ทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังตามมา

ปัญหาผิวหนังที่พบมากในหน้าฝน ได้แก่

1. โรคเกลื้อน

เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Pityrosporum อาศัยอยู่ในรูชุมขนของคน และกินไขมันในรูขุมขนเป็นอาหาร พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมัน เช่น หน้า ตันคอ หน้าอก หลัง หากผู้ป่วยมีความต้านทานลดลง เหงื่อไคลหมักหมม หรือใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เชื้อราชนิดนี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนก่อให้เกิดโรคเกลื้อนที่มีลักษณะเป็นดวงมีขุย ขนาดตั้งแต่ 1 มม. บริเวณรอบๆ รูชุมขนหรือรวมกันจนเป็นปิ้นใหญ่ ผื่นนี้อาจเป็นวงสีขาว สีชมพู สีเทา หรือสีน้ำตาลก็เป็นได้

วิธีรักษา

  • แนะนำให้ใช้ยาทาและยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • เลือกสบู่ หรือแชมพูที่มีส่วนผสมของสารคิโตโคนาโซน หรือสารเชเลเนียมซัลไฟล์ โยให้ผู้ป่วยอาบน้ำฟอกตัวให้สะอาดด้วยสบู่ตามปกติ เมื่อเสร็จแล้วอย่าเพิ่งเช็ดน้ำที่ติดบนผิวหนังออก แต่ใช้แชมพูยาลูบไปทั่วบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้นาน 5 นาที แล้วจึงอาบน้ำล้างแชมพูออก  อย่าปล่อยทิ้งแชมพูยาให้อยู่บนผิวหนังนานเพราะอาจเกิดอาการระคาย จากแชมพูยาได้
  • รักษาสุขอนามัย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัวควรจะซักและนำออกผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้เสมอ
  • ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า หรือ ผ้าเช็ดตัว
  • แนะนำให้อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เหงื่อไคลหมักหมม

2. รังแค

สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดรังแคบนหนังศีรษะ คือ “เชื้อรา” ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศเปียกชื้น โดยเฉพาะในหน้าฝนที่หนังศีรษะมีโอกาสเบียกฝนได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายคนจำเป็นต้องสระผมบ่อยขึ้นเพื่อชะล้างเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มกับฝนออกไป แค่เช็ดผมให้แห้งหรือปล่อยให้ผมแห้งเองนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา รังแค และหนังศีรษะได้ ทำให้มีอาการคัน ในบางรายที่รุนแรงรังแคจะมีสีเหลืองเป็นไข เกร็ดใหญ่ขึ้น ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการนอนหลับขณะที่ผมยังเปียกขึ้น เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงการขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระผม เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อจนนำมาสู่ปัญหารังแคและผมร่วมได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูกชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย
  • หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะสิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคได้

3. โรคน้ำกัดเท้า

เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและการสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆ ในน้ำท่วมขัง มักพบบ่อยในช่วงหน้าฝน เนื่องจากเท้ามีโอกาสเปียกขึ้นสูง ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวหนังเปื่อยลอก  โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าอาจมีผื่นแดงศันตามชอกนิ้วเท้าและผิวลอกออกเป็นขุยขาวๆ ได้ ในบางรายอาจมีการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า “Dermatophytes” ร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อราเจริญเติตด้ในอากศขึ้น นอกจากนี้ การหมักหมมของเหงื่อและการไม่รักษาความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเกิดโรคน้ำกัดเท้าได้อีกด้วย

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง หรือการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ
  • หากมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง ให้ใส่รองเท้าบู๊ทยาง
  • หลังจากสัมผัสน้ำท่วมขัง ให้ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที และเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณชอกนิ้ว
  • ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นอยู่เสมอ
  • หากมีบาดแผลถลอกในบริเวณที่สัมผัสน้ำสกปรกควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชะล้างหลังการสัมผัสทันที

4. เท้าเหม็น

ปัญหาเท้าเหม็นพบบ่อยในคนที่มีเหงื่อออกมากและมีแบคทีเรียประจำกลิ่น ซึ่งแบคทีเรียชนิตนี้จะเปลี่ยนสารคัตหลั่งและเหงื่อบริเวณผิวหนังให้เป็นกลิ่นเท้า โดยเฉพาะในเพศชาย นักกีฬา นักวิ่ง คนในเครื่องแบบที่ต้องใส่รองเท้าเป็นเวลานาน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจพบว่าบริเวณฝ่าเท้ามีการเปื่อยยุ่ยหรือเป็นหลุม ถึงแม้ว่าปัญหาเท้าเหม็นจะไม่ใช่ปัญหาสุขภาพโดยตรง แต่ก็ทำให้เสียบุคลิกภาพที่ดี สูญเสียความมั่นใจกันได้

วิธีป้องกัน

  • หมั่นเปลี่ยนรองเท้าบ่อย ๆ และนำรองเท้าผึ้งลมผึ่งแดดบ้าง
  • เปลี่ยนถุงเท้าทุกครั้ง ไมใส่ซ้ำ และเลือกใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายเพื่อความโปร่งสบาย
  • ใช้สารดูดกลิ่นใสในรองเท้า หรือสเปรย์ฉีดรองเท้าเพื่อช่วยระงับกลิ่น
  • การอาบน้ำถูสบู่ โรยแป้งฝุ่น การใช้ยา หรือการใช้สารระงับกลิ่นที่บริเวณท้าสามารถช่วยระงับกลิ่นและทำลายแบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังได้

‘แอนโดรกราโฟไลด์’ ในฟ้าทะลายโจรตัวช่วยยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657940

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

'แอนโดรกราโฟไลด์' ในฟ้าทะลายโจรตัวช่วยยุคโควิดกินเป็นยา : ส่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของฟ้าทะลายโจร และสารสำคัญที่มีชื่อว่า “สารแอนโดรกราโฟไลด์” ตัวช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้ในทุกระยะ อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการอักเสบ พร้อมรู้ข้อควรระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจร

ข้อมูลโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยแพทย์ทางเลือก ระบุฟ้าทะลายโจร มีชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (วงศ์ Acanthaceae)  ชื่ออื่นได้แก่ ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน 

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย “ฟ้าทะลายโจร” จัดเป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาเย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555 ได้มีข้อมูลงานวิจัย จากผู้ป่วยจำนวน 807 คน พบว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ขนาดรับประทาน 31.5-200 มิลลิกรัม/วัน รับประทานเป็นเวลา 3-10 วัน มีผลช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอเนื่องจากไข้หวัด (common cold) และอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้

ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ พูดง่ายๆคือ ใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่หากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็นก็อาจส่งผลทำให้ ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น

ยาฟ้าทะลายโจร (ยาเดี่ยว)

คำแนะนำ บรรเทาอาการเจ็บคอบรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ขนาดและวิธีใช้

รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอนข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ ในผู้ที่มีอาการแพ้ ฟ้าทะลายโจรห้ามใช้ ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เกิดทารกวิรูปได้คำเตือน

หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรงหากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือ มีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ ยา ควรหยุดใช้ และพบแพทย์ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)ควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือดเพราะอาจเสริมฤทธิ์กันได้ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่กระบวนการเมแทบอลิซึม ผ่านเอนไซม์ Cytochrome P450 (CYP) เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ CYP1A2, CYP2C9 และCYP3A4อาการไม่พึงประสงค์

อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น และอาจเกิดลมพิษได้

ฉลาดกิน ฟ้าทะลายโจรสู้โรค ป้องกันโควิด-19 

แพทย์หญิงศรันยา สาครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการรักษาโรคจากทั้งศาสตร์ตะวันออกและตะวันตก เผยแพร่ข้อมูลในนิตยสารชีวจิต ระบุจากผลการศึกษาและวิจัยพบว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญชื่อว่า “สารแอนโดรกราโฟไลด์” (Andrographolide) ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้ในทุกระยะและช่วยยับยั้งการอักเสบ และยังมีสารประกอบสาร Lactone 4 ชนิดที่มีฤทธิ์เย็นหนืด ช่วยจับโปรตีนของไวรัสให้อยู่กับที่ ทำให้ฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรต้านไวรัสได้ดียิ่งขึ้น และช่วยป้องกันผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะได้ ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอป้องกันและบรรเทาหวัด

สำหรับแพทย์แผนจีนนั้นระบุว่า ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์เย็นจัด มีรสขมและแห้ง มีสรรพคุณลดความร้อน ทั้งความร้อนในร่างกายและความร้อนเกินที่เข้ามาในร่างกาย เช่น ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ช่วยดูดความชื้นในร่างกาย ขจัดเสลดของเหลวต่างๆให้แห้ง จึงช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้เวลาเป็นไข้ขึ้นสูง ลดเจ็บคอ ช่วยเรื่องการทำงานของปอดเป็นหลัก สำหรับหมอเองก็ใช้ฟ้าทะลายโจรควบคู่กับสูตรยาจีนเพื่อช่วยลดอุณหภูมิความร้อนให้คนไข้ เพราะสามารถใช้ร่วมกันได้ หมอแนะนำให้กินแบบธรรมชาติ คือ กินเป็นใบทั้งแบบสดหรือแบบตากแห้งบดก็ได้

กินเพื่อป้องกัน (For Prevention)

  • แบบใบสด ประมาณวันละ 2-3 ใบ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือนในช่วงฤดูหนาว จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายได้
  • แบบตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูล กินวันละ 1 แคปซูล (ประมาณ 500 มิลลิกรัม) ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ระยะเวลาและขนาดปริมาณประมาณนี้ยังไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการทำลายตับ

มีงานวิจัยคำนวณอิงสารแอนโดกราโฟไลค์เพื่อป้องกันหวัดจะใช้ปริมาณ 11.2 มิลลิกรัมต่อวัน กิน 5 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 เดือน มีผลป้องกันหวัดได้ 

กินเพื่อรักษาอาการ (For Treatment)

สำหรับปริมาณการรักษา หมอแนะนำให้เลือกแบบตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูล กินครั้งละ 1,500-3,000 มิลลิกรัม จำนวน 4 ครั้งต่อวัน หรือประมาณ 2-4 แคปซูล วันละ 3 มื้อ ระยะเวลา 7-10 วัน (หรือไม่ควรเกิน 2 สัปดาห์) หากอิงจากสารแอนโดรกราโฟไลด์ระดับในการรักษาคือ ประมาณ 60-120 มิลลิกรัมต่อวันนั่นเอง

ข้อควรระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจร

-ห้ามใช้ยาฟ้าทะลายโจรในผู้ที่มีอาการแพ้

-ห้ามหญิงตั้งครรรภ์หรือให้นมบุตรกินฟ้าทะลายโจร

-สำหรับคนที่ถ่ายเหลว ท้องเสียบ่อย ระบบย่อยไม่ค่อยดี ภาวะธาตุอ่อนไม่ควรกินฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน หากร่างกายเย็นไปจะทำให้ถ่ายท้อง ถ่ายเหลว เพิ่มขึ้นได้

-ไม่ควรรับประทานในขนาดสูงติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจเสี่ยงทำให้แขนขาเป็นเหน็บชาหรืออ่อนแรง ท้องเสีย เนื่องจากยามีฤทธิ์เย็น ทำให้เลือดเดินไปเลี้ยงส่วนแขนขาติดขัด ระบบย่อยลำบาก

-หากรับประทานยาฟ้าทะลายโจรเพื่อลดอาการเจ็บคอ เมื่อครบ 24 ชั่วโมง แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงกว่าเดิม ควรหยุดรับประทานแล้วพบแพทย์

-ควรระมัดระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจรควบคู่ไปกับยาลดความดันเพราะอาจเสริมฤทธิ์กันให้ความดันโลหิตลดมากกว่าเดิมได้

-ควรระมัดระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจรควบคู่ไปกับยาที่มีสารกันเลือดเป็นลิ่มและยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด เช่น วาร์ฟาริน แอสไพริน เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับฟ้าทะลายโจร หมอถือว่าเลือกกินตามอาการจะดีกว่า เมื่ออาการดีขึ้นจึงหยุดยา ด้วยความที่ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์เย็นและมีรสขม เมื่อกินเข้าไปติดต่อกันจะทำให้ร่างกายเย็น สำหรับแผนจีนเมื่อร่างกายเย็นมากจะทำให้เลือดลมไม่หมุนเวียน มักมีอาการอ่อนเพลีย บางคนอาจมีอาการท้องเสีย

ส่วนรูปแบบในการกินฟ้าทะลายโจรนั้น แนะนำให้กินแบบสดหรือตากแห้งแล้วบดหยาบมากกว่า เพราะจะได้สารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์เดี่ยว เนื่องด้วยในฟ้าทะลายโจรแบบยังไม่ได้สกัดจะมีสาร Lactone ที่จะช่วยจับโปรตีนของไวรัสได้ดีกว่า ทำให้ฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรแบบไม่สกัดทำงานต้านไวรัสได้ดีกว่า แต่จำนวนเม็ดที่กินอาจจะต้องมากกว่าแบบสกัด เพื่อให้ได้ฤทธิ์ถึงในระดับการรักษาอาการป่วย

อย่างไรก็ตาม การกินฟ้าทะลายโจรสามารถกินเพื่อการดูแลรักษาตนเองเป็นเบื้องต้น สร้างความแข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย แต่ควรกินในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

4 ระยะโรคนิ้วล็อก ป้องกันได้ รักษาหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657852

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 08:30 น.

4 ระยะโรคนิ้วล็อก ป้องกันได้ รักษาหาย มาสำรวจตัวเองกันหน่อย เรากำลังเป็นโรคนิ้วล็อกอยู่หรือเปล่า

หลายคนคงจะเคยมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้ว เหยียดนิ้ว-งอนิ้วไม่สะดวก หรือรู้สึกว่าการงอนิ้ว เหยียดนิ้ว มีความรู้สึก “กึ๊กๆ” คล้ายสปริง และที่ร้ายสุดคือมีอาการเจ็บมากจนไม่สามารถงอนิ้วได้ ลักษณะอาการดังที่กล่าวมา เราเรียกภาวะนี้ว่าผู้ป่วยเป็น “โรคนิ้วล็อก” (Trigger Finger)

ร.ต.อ.นพ.วรพล เจริญพร แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ-ศัลยกรรมทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงสาเหตุ และวิธีรักษาโรคนิ้วล็อก สำหรับใครที่สงสัยว่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ใช่นิ้วล็อกหรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองจากข้อมูลเหล่านี้ดู และคุณหมอก็ยังมีวิธีป้องกันโรคนิ้วล็อกมาฝากด้วย

สาเหตุ

โรคนิ้วล็อกเกิดมาจากความขยันในการทำงานบ้าน ทำสวน การเล่นกีฬา หรือเเม้กระทั่งการทำงานของพนักงานออฟฟิศ รวมถึงการเล่นโทรศัพท์มือถือที่ต้องใช้การงอนิ้ว เหยียดนิ้ว เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง

ความรุนเเรงของโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกนั้นเกิดจากปลอกหุ้มเอ็นที่ใช้ในการขยับนิ้วมีอาการอักเสบ โดยอาการของนิ้วล็อกมี 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 : เริ่มเเรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณโคนนิ้วนั้น ๆ

ระยะที่ 2 : รู้สึกว่าการงอนิ้ว เหยียดนิ้ว สะดุดโดยจะมีลักษณะคล้ายสปริงที่จะดีดอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการปวดอย่างมากขณะขยับนิ้ว

ระยะที่ 3 : ไม่สามารถเหยียดนิ้วเองได้ ต้องใช้นิ้วอื่นช่วยยืด

ระยะที่ 4 : ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดรุนเเรงจนไม่สามารถทำการงอนิ้วนั้นได้อีกต่อไป

วิธีการป้องกัน

• เเช่มือในน้ำอุ่น 

• งอนิ้ว เหยียดนิ้ว ให้สุดเบาๆ

• ทำการบริหารนิ้วมือเเบบง่าย ๆ ทุกวัน

• พักการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเมื่อนิ้วมือมีอาการเหนื่อยล้า

• หลีกเลี่ยงการถือของหนักเเละการกำมือเเน่น ๆ เช่น บิดผ้า การตีเทนนิส การตีกอล์ฟ เป็นต้น

การตรวจรักษา

เมื่อมีอาการหรือพบผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรมาพบเเพทย์ เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การรักษาให้เหมาะสม และไม่ให้การดำเนินของโรครุนเเรงจนเกินไป ทำให้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อเเพทย์ได้ทำการวินิจฉัยเเล้วจะเเบ่งการรักษาตามความรุนเเรงของอาการ ดังนี้

  • การทานยาเเก้อักเสบ
  • การประคบร้อน กายภาพบำบัด หรือการดามนิ้ว
  • การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ปลอกหุ้นเอ็น

หากผู้ป่วยยังไม่ตอบสนองต่อการรักษา การรักษาลำดับต่อไปคือการผ่าตัด ซึ่งมีทางเลือก ดังนี้

  • การเจาะรูใช้เข็มเปิดปลอกหุ้นเอ็น คือการผ่าตัดแบบแผลเล็กที่ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก โดยมีแผลเท่ากับขนาดของรูเข็ม และผู้ป่วยฟื้นตัวไว
  • การผ่าตัดเปิดปลอกหุ้นเอ็น เป็นวิธีการมาตรฐานที่เปิดแผลขนาด 3-6 มม. เพื่อเข้าไปทำการตัดพังผืดที่กดหุ้มเส้นเอ็น ผู้ป่วยจะสามารถกลับไปทำงานได้ปกติทันทีหลังผ่าตัด

โดยการรักษาเเต่ละวิธีการจะมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยที่เเตกต่างกันไป แพทย์เฉพาะทางจะให้คำปรึกษาเเก่ผู้ป่วยโดยเเจ้งรายละเอียด ข้อดี-ข้อเสียของการรักษาเเละร่วมตัดสินใจไปพร้อมกับผู้ป่วย

อยากท้องต้องเลิก 8 พฤติกรรมยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657676

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 09:40 น.

อยากท้องต้องเลิก 8 พฤติกรรมยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก!รู้หรือไม่? การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ภาวะความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนน้อย รวมถึงการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโชนาการ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีบุตรยาก

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ผู้ก่อตั้งเพจ BabyandMom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ เผยว่า จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยากทั้งในและต่างประเทศ พบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงท้องยากมีหลากหลายสาเหตุ

8 พฤติกรรม ยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก!

1. ทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ

มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontier in Public Health เมื่อปี 2018 ศึกษาถึงผลของการทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการที่จะส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้น (Influence of Diet on Fertility) โดย “โปรตีน” เป็นสารอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ ที่ช่วยบำรุงเซลล์ไข่ ช่วยให้ไข่ตกปกติ และสำหรับคนที่ทำเด็กหลอดแก้ว การทานโปรตีนเพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มอัตราความสำเสร็จในการตั้งครรภ์อีกด้วย

ที่สำคัญต้องเลือกทานโปรตีนจากแหล่งที่ให้โปรตีนชั้นดี ให้โปรตีนสูง และปลอดภัย คนบำรุงเตรียมท้องควรเลือกทานโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein)  โดยงานวิจัยศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ทาน โปรตีนจากพืช ไขมันดี และวิตามินแร่ธาตุครบถ้วนมีความเสี่ยงเรื่องภาวะไม่ตกไข่ลดลงถึง 66%

ซึ่งผู้หญิงวางแผนท้องควรเลือกทานอาหารให้ได้ “สารอาหาร” ไม่ใช่จะทานอะไรก็ได้ แต่ต้องทานให้ครบ 5 หมู่และเลือกแหล่งสารอาหารที่ดี โดย “ครูก้อย” มีสูตรสำเร็จการทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ “เป็นโภชนาการของคนอยากท้องที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ กับ ” 5 Keys to Success”  ดังนี้ เพิ่มการทาน โปรตีนจากพืช  ลดคาร์บขัดสี งดหวานเด็ดขาด ทานกรดไขมันดี เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์

2.การทานของหวาน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม ชานมไข่มุก ขนมหวาน เบเกอรี่ต่างๆ รู้หรือไม่? ว่า ร่างกายเราไม่จำเป็นต้องได้รับน้ำตาลเพิ่มเลยในแต่ละวัน การที่เรากินแป้ง กินข้าว หรือผลไม้เราก็ได้รับน้ำตาลอยู่แล้วเพราะร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นกลูโคสแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่ง “น้ำตาลคือภัยร้ายที่สุด” มันคืออนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ ทำให้แก่ ทำให้เซลล์ไข่เสื่อม และด้อยคุณภาพ

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะ “กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน” ซึ่งเป็นสาเหตุในการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS หากเกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งจะส่งผลให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ไข่ใบเล็ก ด้อยคุณภา

3.ดื่มชา กาแฟ เป็นประจำ

มีงานวิจัยศึกษาพบว่าการดื่มคาเฟอีนมากกว่า 250 mg ต่อวันส่งผลต่อการมีบุตรยากเพิ่มขึ้น 45% ซึ่งกาแฟหนึ่งแก้วมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 250-300 mg ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดกาแฟและเลี่ยงการดื่มไม่ได้ ควรดื่มกาแฟเพียงวันละ 1 แก้วเท่านั้

4.ดื่มแอลกอฮอล์

หากอยากท้องควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ไวน์ เบียร์ หรือ เหล้า จากงานวิจัยศึกษาพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2 แก้วต่อวันส่งผลต่อการมีบุตรยากเพิ่มขึ้น 60%

5.ไม่ออกกำลังกาย  

การออกกำลังกายเป็นการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ใน้เกณฑ์ปกติ ไม่อ้วน หรือ ผอมเกินไป ช่วยให้เลือดไหลเวียน ฮอร์โมนสมดุล ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีโดยรวม สำหรับผู้หญิงที่อยากท้อง การออกกำลังกายสำคัญมากเพราะจะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงให้ปกติ และปรับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยมีงานวิจัยศึกษาผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน (BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25) ส่งผลให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เซลล์ไข่ด้อยคุณภาพ ฮอร์โมนไม่สมดุล หากใช้กระบวนการทางการแพทย์รักษาจะมีอัตราความสำเร็จต่ำกว่ากลุ่มที่น้ำหนักปกติ ยิ่งถ้าค่า BMI อยู่ในระดับ 30 ส่งผลต่อการแท้งบุตรมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากงานวิจัยพบว่า คนอ้วนฮอร์โมนจะไม่สมดุล ก่อให้เกิด PCOS “ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง”เซลล์ไข่ด้อยคุณภาพ ท้องยากกว่าคนน้ำหนักปกติถึง 2 เท่า!

กรณีที่ผอมเกินไป สังเกตคนที่ผอมเกินไป หรือคนที่ลีนเกินไป จนทำให้เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำเกินไปจะท้องยาก เพราะไขมันเป็นสารตั้งต้นของการสร้างฮอร์โมนเพศ แต่เน้นเฉพาะไขมันดี ไม่นับรวม ไขมันทรานส์ (TRANS FAT)ที่เป็นตัวเพิ่มคอเรสเตอรอลไม่ดี (LDL) และไตรกรีโซไลด์ ซึ่งจะไปลดคอเรสเตอรอลชนิดดี (HDL) นายแพทย์ Robert จาก Corado for Reproductive Medicine เผยว่า ผู้หญิงที่สุขภาพดีและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่าหากมีค่า body fat อยู่ที่อย่างน้อย 17-19 %

6.พักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนน้อยส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม เมื่อเครียดฮอร์โมนความเครียด หรือ ที่เรียกว่า “คอร์ติซอลจะถูกหลั่งออกมามากเกินไป และมันก็จะไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ ทำให้ฮอร์โมนเพศผิดเพี้ยน แปรปรวน จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Sleep Medicine Report เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย สมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เราหลับ หรือ ตื่น เช่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน และ คอติซอล เป็นสมองส่วนที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศด้วยเช่นกัน ดังนั้นฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ในผู้หญิง และฮอร์โมนที่ควบคุมการผลิตสเปิร์มในผู้ชายจึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับด้วย

โดยในผู้หญิงนั้น การนอนไม่เพียงพอในระยะยาวส่งผลโดยตรงต่อการสร้าง Luteinizing Hormone (LH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่จะมีการตกไข่ มีผลทำให้รังไข่ปล่อยไข่ออกมาเพื่อรอการปฏิสนธิ LH เป็นฮอร์โมนหนึ่งที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่มีการตกไข่ของรอบเดือนนั้นๆ หากฮอร์โมน LH ผิดปกติก็จะส่งผลต่อรอบเดือนที่ไม่ปกติ ส่งผลให้ไข่ไม่ตก หรือ ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากนั่นเอง

7.มีความเครียด

รู้ไหมหรือไม่ยิ่งเครียดเท่าไหร่ ยิ่งท้องยากขึ้น! จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีความกังวลและจมกับความเครียดส่งผลให้ตั้งครรภ์ยากสูงถึง 20% มีผลวิจัยชิ้นหนึ่งได้สุ่มทดลองกับผู้หญิงที่อยากมีบุตรจำนวน 501 คน โดยนำน้ำลายไปตรวจสอบเพื่อวัดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และแอลฟา-อะไมเลส (Alpha-amylase) สารสำคัญ 2 ชนิดที่จะสื่อได้ว่า เรามีความเครียดมากน้อยแค่ไหน ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ถูกค้นพบว่ามีสารสำคัญ 2 ชนิดนี้ในปริมาณที่สูง แปลได้ว่ามีความเครียดพอสมควร จะมีแนวโน้มตั้งครรภ์ยากตามไปด้วย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อผู้หญิงเกิดความเครียด การตกไข่ก็จะผิดปกติ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และเมื่อไข่ไม่ตก โอกาสท้องก็ลดน้อยลงนั่นเอง

ดังนั้น ผู้หญิงที่อยากท้องต้องหาโอกาสผ่อนคลาย ลดความเครียด หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ปลูกต้นไม้ ดูซีรี่ย์ โยคะ นั่งสมาธิ เป็นต้น

8.ขาดวิตามินและแร่ธาตุ  

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารClinical Medicine Insight Women’s Health เมื่อปี 2019 ศึกษาพบว่า การทานวิตามินเสริมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสตรีเตรียมตั้งครรภ์ การได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีลูกยาก การทานวิตามินเสริมนั้นต้องทานล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอพร้อมที่สุดเพื่อส่งผลต่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ การได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอนอกจากจะส่งผลให้ผู้หญิง “มีลูกง่ายขึ้น”  แล้วยังช่วยลดความเสี่ยงทารกพิการแต่กำเนิด ส่งผลต่อคุณภาพและการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ (oocyte quality and maturation) เพิ่มอัตราการปฏิสนธิ ( fertilization) เพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนที่มีประสิทธิภาพ (implantation) เสริมการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่สมบูรณ์ (embryo development)  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของภาวะเจริญพันธุ์

โดยวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ที่จำเป็น ได้แก่

  • โฟลิก (Folic) : ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด
  • มัลติวิตามินและแร่ธาตุรวม (Multivitamins) : สร้างความสมบูรณ์ของเซลล์ไข่ บำรุงเลือด ปรับสมดุลฮอร์โมน
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Q10) : เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ไข่ เพิ่มคุณภาพของตัวอ่อน
  • ฟิชออยล์ (Fish Oil) : ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ ปรับประจำเดือน บำรุงรังไข่ ปรับการตกไข่ให้เป็นปกติ 

ดังนั้น ผู้หญิงที่อยากท้อง แต่ไม่ท้องสักที และมีพฤติกรรมที่เข้าข่าย 8 พฤติกรรม ยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก!

ที่กล่าวมาข้างต้น ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์และเพิ่มโอกาสที่จะมีครรภ์ที่สมบูรณ์ เลือกทานอาหารที่หลากหลายได้สารอาหารครบ 5 หมู่ งดหรือลดการทานของหวาน งดหรือลดการทานชากาแฟ งดดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ไม่หักโหมจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเคลียด และที่สำคัญควรเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำหรับเตรียมตั้งครรภ์ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ babyandmom หรือปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้บุตรยาก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางแพทย์ได้ที่ไลน์แอด @babyandmom.co.th “ครูก้อย” นัชชา ลอยชูศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

น้ำในข้อเข่าแห้ง จุดเริ่มต้นโรคข้อเข่าเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657672

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 09:10 น.

น้ำในข้อเข่าแห้ง จุดเริ่มต้นโรคข้อเข่าเสื่อมสังเกตอาการก่อนสายเกินแก้ หากข้อเข่ามีเสียง ปวดตึงบ่อย อย่าปล่อยไว้เพราะอาจเป็นภาวะน้ำไขข้อแห้ง ไม่รีบรักษานำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อม

น้ำไขข้อ หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า น้ำในข้อเข่า คือน้ำที่มีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ทำหน้าที่หล่อลื่นภายในข้อเข่าเพื่อลดการเสียดสีและลดแรงกระแทก ช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดแรงกดของผิวกระดูกข้อเข่าขณะเดินหรือวิ่ง

โดยธรรมชาติร่างกายจะผลิตน้ำไขข้อได้เองอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุมากขึ้นน้ำในข้อเข่าก็จะลดลงตามความเสื่อมของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเร่งให้น้ำในข้อเข่าแห้งเร็วขึ้น ไมว่าจะเป็นน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เกิดอุบัติเหตุหรือข้อเข่าได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตน้ำในข้อเข่า ตลอดจนพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าแบบผิด ๆ เช่น การนั่งพับเพียบหรือนั่งงอเข่าเป็นประจำ และโรคประจำตัวต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคข้ออักเสบต่าง ๆ เช่น เกาต์ รูมาตอยด์

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ภาวะน้ำไขข้อแห้งจะทำให้เกิดอาการปวดตึงเข่าได้ง่าย ข้อเข่าเสื่อมสภาพหรือเกิดการบาดเจ็บ เช่น มีเสียงดังในข้อเข่าโดยเฉพาะเวลาเดินหรืองอเข่า มีอาการบวมแดงที่บริเวณหัวเข่า เป็นต้น หากไม่รีบรักษาอาจนำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรงได้

“การรักษาภาวะน้ำไขข้อแห้งนอกจากการใช้ยาแล้ว แพทย์อาจพิจารณาเรื่องการฉีดกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) หรือน้ำไขข้อเทียม โดยเป็นการฉีดน้ำหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารตามธรรมชาติในเนื้อเยื่อข้อเข่าเข้าไปที่ช่องว่างของผิวข้อเข่า เพื่อลดอาการปวด บวม อักเสบ ลดการเสียดสีและเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของข้อเข่าให้ดีขึ้น โดยจะให้ผลการรักษาประมาณ 6 – 12 เดือน นอกจากนี้ยังมีการรักษาทางเลือกด้วยการฉีดเกล็ดเลือด หรือ PRP (Platelet Rich Plasma) เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รักษาอาการบาดเจ็บ และลดอาการปวด โดยนำเลือดของผู้ป่วยเองไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ ให้มีความเข้มข้นแล้วนำกลับมาฉีดที่ข้อเข่า ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีจะต้องขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและตามการประเมินของแพทย์” นายแพทย์เปรมเสถียร กล่าว

ส่วนการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูภาวะน้ำไขข้อแห้ง นอกจากจะซักประวัติ ตรวจดูความผิดปกติทางกายภาพของข้อเข่าแล้ว แพทย์จะตรวจหาบอลลอตเมนท์ (Ballottement) เพื่อดูแรงดันของน้ำในข้อเข่า ตรวจหาบอลลูนไซน์ (Balloon Sign) เพื่อดูแรงกระเพื่อมของน้ำบริเวณผิวด้านนอกข้อเข่า ตรวจความแข็งแรงของข้อ (Stability) ตรวจการเสียดสีภายในข้อ (Crepitation) รวมถึงการเอกซเรย์เพื่อดูความเสียหายในข้อเข่า ทั้งนี้การตรวจแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำไขข้อแห้งแล้วไม่รีบรักษา แล้วปล่อยทิ้งไว้จนข้อเข่าเสื่อมรุนแรง การรักษาด้วยวิธีข้างต้นอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร แพทย์อาจต้องพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด

ระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657461

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 10:30 น.

ระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำฝนหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนประชาชนระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำฝน พร้อมให้คำแนะนำในการใช้น้ำทั้งอุปโภคหรือบริโภค

จากกรณีเกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติกในซอยกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญในคณะอนุกรรมการเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออก ระบุว่า

ฝนพิษคืออะไร? / เกิดจากอะไร?

ในกรณีนี้คือการปนเปื้อนของสารเคมีที่ระบายจากเหตุการณ์ในน้ำฝนจากฝนที่ตกลงมาในขณะที่เกิดเหตุการณ์จนถึงหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปในช่วงระยะเวลา 3-4 วัน ในทางวิทยาศาสตร์กระบวนการนี้เรียกว่า Wash out process คือจากการที่มีสิ่งปนเปื้อนแขวนลอยในอากาศบริเวณพื้นที่ โดยเมฆที่ก่อให้เกิดฝนเป็นเมฆสะอาด เมื่อเกิดเป็นฝนตกลงมาน้ำฝนนั้นจึงปนเปื้อนสารเคมี จากเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการระบายสารมลพิษทางอากาศทั้งในรูปของฝุ่นละออง (particulate phase) และในรูปของก๊าซ (gaseous phase) โดนสารมลพิษทางอากาศในกลุ่มที่เป็นสารเคมีเหล่านี้สามารถรวมตัวกับน้ำฝนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนผ่านการอุปโภคบริโภคได้ 

การสัมผัสหรือบริโภคฝนพิษมีความอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร?

อันตรายโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบของความเสี่ยงจากการได้รับสัมผัสผ่านทางการหายใจ (inhalation pathway) อย่างไรก็ตามเมื่อสารเคมีเหล่านี้ตกสะสม (deposition) ลงสู่สิ่งแวดล้อมจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนใน media อื่น ๆ เช่น การปนเปื้อนในดิน ในแหล่งน้ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจากการอุปโภค/บริโภค (ingestion pathway) รวมถึงในบางกรณีอาจพบผลกระทบอันเนื่องมาจากการได้รับสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง (dermal exposure) 

ฝนพิษเมื่อไหลลงดินแม่น้ำลำคลองจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร?

ฝนซึ่งปนเปื้อนสารเคมีจะก่อให้เกิดการปนเปื้อน (contamination) ในสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าว และเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดการระบายสารก่อมะเร็ง (carcinogenic substances) จึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการสะสม/การปนเปื้อนของสารเคมีและสารก่อมะเร็งดังกล่าวในสิ่งแวดล้อมซึ่งจะมีการไหลเวียนในระบบนิเวศรวมถึงในระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้อาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงคุณภาพต่อทั้งระบบนิเวศและสุขภาพอนามัยได้

เมื่อสัมผัสหรือดื่มน้ำฝนที่ปนเปื้อนสารพิษควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทราบว่ามีการปนเปื้อนในน้ำฝนหรือไม่ โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีน้ำฝนโดยตรวจวัดในพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสารเคมีที่อาจเกิดจากเหตุการณ์และปนเปื้อนในน้ำฝน เช่น Styrene, Xylene, Benzene, Formaldehyde และ Polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) โดยหากสัมผัสน้ำฝนที่ปนเปื้อนควรทำความสะอาดบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาด (ในกรณีนี้คือน้ำประปา) ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปในแนวทางของการลดระดับความเข้มข้นของการได้รับสัมผัสโดยการเจือจาง (dilution)

หากดื่มน้ำฝนที่ปนเปื้อนเข้าไปแล้ว ให้สังเกตอาการ หากรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ อย่างไรก็ดีหากทราบว่าน้ำฝนมีการปนเปื้อน ควรงดกักเก็บและบริโภคน้ำฝนเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย หรือหากจำเป็นต้องใช้ควรนำน้ำไปผ่านการกรองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกรองด้วยถ่านหรือถ่านกัมมันต์ (activated carbon) ในช่วงดังกล่าว

คำแนะนำในการใช้น้ำทั้งอุปโภคหรือบริโภคคืออะไร?

ควรเลี่ยงการใช้น้ำฝนรวมถึงการกักเก็บน้ำฝนเพื่อใช้ในการอุปโภค/บริโภคโดยตรงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ภายหลังเหตุการณ์คลี่คลาย ในส่วนของน้ำประปา หน่วยงานที่ให้บริการควรตรวจสอบการปนเปื้อนโดยมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมในส่วนของสารเคมีจากเหตุการณ์ที่อาจปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบเพิ่มเติมจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำประปาโดยทั่วไป

ทั้งนี้ หากมีการปนเปื้อน ควรเพิ่มระยะเวลาในกระบวนการกรองเพิ่มเติมในกระบวนการผลิตน้ำประปา และในส่วนของการใช้น้ำประปาเพื่อการบริโภคของประชาชนทั่วไป ควรกรองน้ำด้วยระบบถ่านก่อนการบริโภค ในส่วนของการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคทั้งจากแหล่งน้ำโดยตรงและจากระบบน้ำประปา ผลกระทบจากเหตุการณ์อาจไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไป หรือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยในระดับต่ำจึงสามารถใช้อุปโภคได้ตามปกติ

ปัจจัยเสี่ยงและอันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657456

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 09:40 น.

ปัจจัยเสี่ยงและอันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูงสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เผยเรื่องที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้ ทำอย่างไรไม่ให้เกิด “ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง”

การตั้งครรภ์ที่มี ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง (High – Risk Pregnancy) คือ ภาวะใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเสียชีวิตได้ ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือหลังคลอด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์ธิติพันธุ์ น่วมศิริ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) โรงพยาบาล นวเวช ได้ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายและป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะครรภ์เสี่ยงสูง

  • ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อนมีปัญหา เช่น ครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด คลอดทารกตัวเล็กหรือใหญ่ ผิดปกติ มีภาวะแท้งบ่อยๆ
  • ทารกพิการหรือเสียชีวิตในครรภ์
  • มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • ครรภ์แฝด
  • หญิงตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 35 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์สูงน้อยกว่า 140 ซม.
  • หญิงตั้งครรภ์น้ำหนักเกินปกติ
  • มีโรคประจำตัว เช่น SLE ต่อมไทรอยด์ โลหิตจาง โรคหัวใจ โรคติดเชื้อ เป็นต้น
  • มีเนื้องอกที่มดลูกหรือรังไข่ เลือดออกทางช่องคลอด หรือเคยผ่าตัดทางสูตินรีเวช
  • หมู่เลือด Rh negative
  • ใช้สารเสพติด ติดสุรา สูบบุหรี่

อันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูง

  • โลหิตจาง เพลีย เหนื่อยง่าย
  • ทารกโตช้าในครรภ์ เด็กตัวเล็กพัฒนาการไม่สมบูรณ์
  • พันธุกรรมหรือโครโมโซมทารกผิดปกติ และมีความพิการแต่กำเนิด
  • เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
  • ความดันโลหิตสูง
  • ครรภ์เป็นพิษ
  • คลอดก่อนกำหนด

หากคุณแม่ตั้งครรภ์เข้าข่ายภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ควรเริ่มฝากครรภ์โดยเร็วกับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เพื่อรับคำแนะนำ ปรึกษา และได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ปลอดภัยทั้งแม่และลูก นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยก็นับว่ามีความสำคัญ ได้แก่

  1. การตรวจสุขภาพ และคัดกรองความเสี่ยงคุณแม่ตั้งครรภ์
  2. การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยการดื่มน้ำตาลกลูโคส (50-g Glucose Challenge Test) เพื่อเช็คระดับน้ำตาลในเลือดขณะตั้งครรภ์
  3. เจ็บครรภ์และคลอดก่อนกำหนด ส่วนมากแล้วจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป แต่ปัจจุบันมีวิธีการทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดแต่รักษาได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบ ได้แก่ เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อที่ปากมดลูก หรือในน้ำคร่ำ ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ หรือลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์แฝด เป็นต้น

สามารถวินิจฉัยด้วยการตรวจและรักษาได้ เช่น

  • การตรวจอัลตราซาวด์ ประเมินความยาวปากมดลูก
  • การตรวจสาร Fetal Fibronectin จากช่องคลอด (สาร Fetal Fibronectin เป็นสารที่พบอยู่ระหว่างถุงน้ำคร่ำ กับเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อเกิดการหดรัดตัวของมดลูกจะทำให้มีสารชนิดนี้ออกมาอยู่ในช่องคลอด)
  • การใส่ห่วงพยุงปากมดลูก (Arabin pessary)
  • การเย็บปากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด

การตรวจคัดกรองครรภ์เป็นพิษ โดยการประเมินจากการตรวจอัลตราซาวด์เส้นเลือดมดลูกขณะตั้งครรภ์ รวมถึงการเจาะเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับยา เพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษในช่วงเวลาที่เหมาะสม

การตรวจหาความผิดปกติและประเมินสุขภาพทารกในครรภ์

  • การตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจประเมินและความผิดปกติของทารก เช่น ปากแว่ง/เพดานโหว่ ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ภาวะหัวใจทารกเต้นผิดปกติ ความผิดปกติของสมอง ความผิดปกติของกระดูกแขนขา และความพิการแต่กำเนิดอื่น ๆ เป็นต้น ด้วยอัลตราซาวด์ 2 มิติ และ 4 มิติ
  • วินิจฉัยโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคบางชนิดได้ เช่น โรคดาวน์ซินโดรม โรคทารกติดเชื้อในครรภ์ โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ด้วยการเจาะน้ำคร่ำ การตรวจชิ้นเนื้อรก และการเจาะเลือดจากสายสะดือทารก
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อนของทารกในครรภ์ (Fetal Therapy) คือการรักษาภาวะแทรกซ้อน และความผิดปกติของทารกในครรภ์มารดา ได้บางชนิด เช่น ภาวะหัวใจทารกเต้นผิดจังหวะ ภาวะทารกโลหิตจาง ทารกบวมน้ำ ภายใต้การดูแลรักษาจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ MFM