‘มะเร็งตับ’ ดับชีวิตคนไทยรายวันดันยอดพุ่งสูงกว่าโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656545

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

'มะเร็งตับ' ดับชีวิตคนไทยรายวันดันยอดพุ่งสูงกว่าโควิด-19ปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 “มะเร็งตับ” ดับชีวิตคนไทย 73 รายต่อวัน พุ่งสูงกว่าโควิด 26 เท่า/ปี แพทย์วอนทุกภาคส่วนปลดล็อกมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤตสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงชาวไทยตื่นกลัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทว่าอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศมานานอย่างต่อเนื่อง คือ โรคมะเร็งตับ ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 อีกทั้ง ประเทศไทยยังติดอันดับ 5 ของโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุด โดยมีอัตราของการพบผู้ป่วยมะเร็งตับอยู่ที่ 21 รายต่อประชากร 100,000 คน

จากความร้ายแรงของวิกฤตสุขภาพทั้งสองโรค เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน 2563 – 1 มิถุนายน 2564) ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 156,370 ราย และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 1,012 ราย ในขณะที่ปี 2563 เพียงปีเดียว พบว่าตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่อยู่ที่ 27,394 ราย แต่ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับกลับอยู่ที่ 26,704 คน หรือคิดเป็น 73 คนต่อวัน โดยเฉลี่ย ซึ่งนับได้ว่าสูงกว่าโควิด-19 ถึง 26 เท่าตัว

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ ได้แก่

  • ผู้ที่ดื่มสุรา (30%)
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับจากการบริโภคอาหารไขมันสูงและผู้ที่เป็นโรคอ้วน (30%)
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารแอลฟาท็อกซินที่ปนเปื้อนเชื้อรา (30%)
  • ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10%) เป็นต้น

สถิติพบว่า ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วงวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โรคมะเร็งตับคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสโควิด-19 แม้แต่น้อย

ในด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา แม้มะเร็งตับส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างน่าตกใจ แต่ กลับยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ มีการส่งตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับการจัดสรรวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน มะเร็งตับเป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการในระยะแรกของโรค ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาสำรวจและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุยาที่ใช้ในรักษามะเร็งตับชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น

ศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับว่า “โรคมะเร็งตับบางเคสอาจรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้ ทำให้แพทย์ต้องรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสมผสานที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในเนื้อตับยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ ดังนั้น ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาการเบิกจ่ายยาจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับได้ในที่สุด”

คุณพงศ์พสิน นวลละออ อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ได้มาบอกเล่าประสบการณ์ ในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งการเฉลิมฉลองให้กับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งทั่วโลก (Cancer Survivors Month) เกี่ยวกับโรคนี้ว่า “ความรู้สึกแรกเมื่อตรวจเจอมะเร็งตับ คือสภาพจิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดหวัง จากที่เคยใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติก็กลับเบื่ออาหาร ถ่ายเป็นสียางมะตอยสัปดาห์ละครั้ง ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 2553 แต่แค่เพียงปีกว่าๆ มะเร็งกลับลุกลามไปถึงระยะสุดท้าย”

ถึงแม้ว่ามะเร็งตับจะเป็นโรคที่คุกคามร่างกายของคนเราอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการ แต่การหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองและสำรวจประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว ว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับหรือ มีอาการอื่นๆ ที่อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งตับ อาทิ โรคดีซ่าน ตรวจพบก้อนบริเวณท้อง ปวดท้องแบบโรคกระเพาะอย่างต่อเนื่อง และภาวะไขมันพอกตับหรือตับเริ่มแข็ง เป็นต้น หากสำรวจตัวเองแล้วพบความเสี่ยงก็ควรรีบพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ศ.พญ.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับทุกคนอดทนรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการไปพบแพทย์ตามนัด สุดท้ายนี้ดิฉันอยากให้กำลังใจว่า ถ้าเราตรวจเจอมะเร็งตับในระยะที่ 1 โอกาสที่สามารถรักษาให้หายขาดมีได้สูง” 

โรคมะเร็งตับสามารถป้องกันได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ “การปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อถนอมตับที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ให้ทำงานได้อย่างดีที่สุด ผมอยากฝากถึงผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคอยู่ว่าการเป็นมะเร็งไม่ได้แปลว่าต้องเสียชีวิตเสมอไป เราต้องมีความหวังและเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางการแพทย์” คุณพงศ์พสินกล่าวปิดท้าย

สำหรับวันนี้ที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน จึงอยากให้พิจารณาสิทธิบัตรทอง 30 บาท สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ ซึ่งเป็นวิกฤติสุขภาพที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตประชาชนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่กลับเป็นโรคที่ไม่ได้รับความใส่ใจด้านการตรวจคัดกรองและการรักษาเท่าที่ควร ทำให้กว่าผู้ป่วยจะมาถึงมือแพทย์ก็มักอยู่ในระยะท้ายๆ ของโรค และเสียชีวิตในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ฉะนั้น สิทธิในการเข้าถึงยาจะช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสมและยืดระยะเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656542

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:30 น.

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลยดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ชวนไขคำตอบความเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสของคุณแม่ ที่มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด พร้อมคำแนะนำดีๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ตามปกติแล้วผู้หญิงช่วงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทางร่างกายมากมาย หลายคนอาจเผชิญสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป และยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน Work From Home หรือไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกที่ตนชอบได้เหมือนเดิม ก็อาจทำให้มีความสุขน้อยลงกว่าแต่ก่อน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหาร Vital Glow Skin & Aesthetic และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 เครือโรงพยาบาลนวมินทร์และนวมินทร์สหคลินิก ผู้บริหารคนสวยเก่ง และกำลังสวมบทบาทคุณแม่มือใหม่ เผยว่า โดยส่วนตัวเป็นคนใส่ใจในสุขภาพอยู่แล้ว นอกจากหาความรู้ด้วยการเรียนอย่างจริงจัง เพื่อใช้กับงานแล้ว เวลามีปัญญาด้านสุขภาพเรื่องไหนก็ชอบที่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับครอบครัวทำธุรกิจโรงพยาบาล นอกจากหาความรู้ด้วยตัวเองยังไม่พอ พิมพ์ก็ได้มีการเช็กเพื่อความถูกต้องกับหมอเฉพาะทางอีกครั้ง สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการอะไร พิมพ์ได้ไปหาคำตอบมาให้แล้ว

ทีมสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 กล่าวว่า สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสอาจจะเรียกได้ว่า มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โลน ฮอร์โมนฮิวแมนพลาเซนต้าแลกโตรเจน ฮอร์โมนโปรแลกติน และ ฮอร์โมนออกซิโตซิน เป็นต้น เรียกได้ว่าช่วงนี้ของคุณแม่เป็น Hormonal Storm เลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อคลอดลูกก็จะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับอารมณ์ได้ง่าย ทำให้รู้สึกอารมณ์ไม่คงที่ เช่น การนอนไม่เป็นเวลาที่ต้องดูแลลูก การพักผ่อนไม่เพียงพอ การที่เห็นร่างกายเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงไปของกิจวัตรประจำวัน ความกังวลในภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการเลี้ยงลูก หรือทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ทำงานมากกว่าเหตุผล รวมไปถึงสภาพแวดล้อม ยิ่งมีสถานการณ์การเผยแพร่ของโควิด-19 การใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมได้เปลี่ยนไป ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอก หรือความกังวลเรื่องการนำเชื้อโรคมาสู่ลูกน้อยมากจนเกินไป ก็อาจเป็นการสะสมความเครียดในรูปแบบหนึ่ง รวมถึงฮอร์โมนดังกล่าวยังส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้อ้วนง่าย เป็นเบาหวานง่ายอีกด้วย ซึ่งก็ล้วนส่งผลถึงสุขภาพจิตของคุณแม่

เมื่อร่างกายมีความเครียดมักจะมีหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ฮอร์โมนคอร์ติซอล 2. อะดรีนาลีน ทำให้ร่างกายของคุณแม่แสดงอาการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความดันสูง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนรู้สึกเบื่ออาหาร เป็นต้น แต่เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณแม่แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือสามารถส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้อีกด้วย เช่น การเติบโตช้า เพราะคุณแม่เครียดรับประทานอาหารได้น้อยทำให้สารอาหารไปถึงลูกไม่เพียงพอ พัฒนาการด้านอารมณ์เมื่อคลอดออกมาลูกจะมีอาการที่งอแง ขี้โมโห และผลกระทบอันตรายที่สุดคือการแท้งลูก นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องอยู่บ้านนาน ๆ เราจะพบว่า

· พฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมีผลกับอารมณ์ของคุณแม่ แนะนำว่าคุณแม่ควรทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบเป็นหลัก สามารถทำได้ที่บ้าน เป็นการทำกิจกรรมโดยมีลูกน้อยของเราเป็นแรงบันดาลใจ เช่น การทำอาหารสำหรับเด็ก ศึกษาคุณค่าอาหารโภชนาการที่เหมาะกับลูก ถักชุดไหมพรมให้ลูก ทำของเล่นให้ลูก อ่านหนังสือหรือนิทานให้ลูกฟัง เล่นดนตรีกล่อมลูกน้อยของเรา ออกกำลังกายเบา ๆ พอให้ร่างกายได้รู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ เมื่อฮอร์โมนความรักหลั่งออกมา แม่ก็จะมีความสุข แล้วลูกก็จะรับรู้ถึงความสุขจากแม่ได้

· ให้คุณแม่มองโลกในแง่บวกไว้มาก ๆ ใช้ความคิดเชิงเหตุผลมากกว่าอารมณ์ การมี Mindset เชิงบวกช่วยคุณแม่ได้มาก ให้มองว่าการมีลูกในช่วงนี้มีข้อดี เพราะเราจะได้อยู่บ้านดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ มีเวลาเล่นกับลูก แถมสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ก็มีเวลาช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยของเราที่บ้านด้วย

· เมื่อคุณแม่รู้สึกซึมเศร้าบ่อยมากขึ้น รู้สึกไม่อยากให้นมลูก ไม่อยากได้ยินเสียงร้องของลูก นอนไม่หลับ รู้สึกหมดพลัง แม้จะทำกิจกรรมที่ชอบแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบจิตแพทย์ได้เลย หากรู้สึกเครียด ให้เน้นพูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อน และคนในครอบครัว ก็เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้

ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าสภาพจิตใจเราแข็งแรง เราสตรองเพียงพอทุกอย่างก็จะออกมาดี เพราะฉะนั้นเราต้องคิดบวกเข้าไว้เพราะในทุกสถานการณ์มันต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และถ้าเรามองข้อดีให้มากกว่าข้อเสีย การมีลูกในช่วงนี้ก็จะเป็นไปได้ดี แม่เองก็มีความสุขและมีน้ำนมเลี้ยงลูกน้อยต่อไปด้วย ขอให้คุณแม่ลูกอ่อนหรือแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านสู้ต่อไป พยายามคิดบวกในสิ่งที่เราเป็นเข้าไว้ พิมพ์ขอเป็นกำลังใจให้ ดร.พิมพ์ขวัญกล่าวสรุป

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงนี้แล้วกำลังรู้สึกเครียด อาจต้องหาเวลาทบทวนจุดดีหรือจุดแข็งของตัวเรา อาชีพที่เราทำอยู่ ความสามารถที่เรามี โฟกัสสิ่งดี ๆ มากกว่าสิ่งที่จะมาบั่นทอนกำลังใจ การทำกิจกรรมดี ๆ ที่บ้าน และปรับความคิดช่วยให้สภาพจิตคุณแม่แฮปปี้ขึ้นได้ เชื่อว่ารอบตัวเรานี้มีคนที่เข้าใจ พร้อมมอบพลังบวกให้คุณแม่ทุกท่านได้เสมอ คุณแม่ที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีความสนใจเรื่องแม่และเด็ก สามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ หรือฝากคำถามไว้ได้ที่ Facebook Fanpage: Dr.Pimkhwan แม่พิมพ์ แม่มือใหม่ YouTube Channel: dr.PIMKHWAN และ Instagram: dr.pimkhwan

มาตรวจเบาหวานกันเถิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656322

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

มาตรวจเบาหวานกันเถิดใครควรตรวจเบาหวาน? แพทย์ชวนตรวจไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานและโรคแทรกซ้อน

โรคเบาหวาน หมายถึงโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้ คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็คเบาหวาน

ใครควรตรวจเบาหวาน

จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่

• ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป

• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

– มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง

– มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

– เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่

– ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL 250 มก/ดล. หรือรับประทานยารักษา

– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

– กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง

– ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe

obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)

– เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อัฟริกันอเมริกัน ละติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น

– ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย

บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน “ทุกอายุ”

• ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน)

– HbA1c = 5.7-6.4%,

– ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง)

ควรได้รับการตรวจเบาหวาน “ทุกปี”

• ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)

• ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV)

ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ 

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2

• ไม่มีใครทราบ “จุดเริ่มต้น” (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่

• ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน

• ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้

• ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ 

“มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน และป้องกันเบาหวานไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656135

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 11:59 น.

แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหารรู้จัก “แผลร้อนใน” ค้นหาสาเหตุพร้อมข้อแนะนำด้านโภชนาการสำหรับดูแลแผลในปากเหล่านี้

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลฯ เผยแพร่ข้อมูลที่ย่าสนใจเรื่อง แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหาร ว่า

คนไทยเรียกแผลเล็กๆ สีซีดๆ ที่อยู่บริเวณเยื่อบุภายในปาก หรืออยู่ตรงกระพุ้งแก้มหรือลิ้น หรือแถวเหงือกว่า “แผลร้อนใน” หมอจีนเชื่อว่าแผลประเภทนี้เกิดจากความร้อนในร่างกายมีมากเกินไปในเมื่อหาทางระบายออกไม่ได้ก็เลยระเบิดออกมาตามเยื่อบุที่มีลักษณะอ่อน อย่างเช่นในปาก หมอจีนจึงนิยมให้ดื่มน้ำขมหรือน้ำสมุนไพรเพื่อลดความร้อนภายในร่างกาย ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร

แพทย์ตามตำราตะวันตกบางคนอาจเข้าใจว่าแผลพวกนี้คือ เริม หรือ herpes ซึ่งแผลเริมมักเป็นตุ่มใสๆ บวมแดงเกิดเป็นแผลพุพองเม็ดเล็ก หลายเม็ดบริเวณเดียวกัน แผลร้อนในกับเริมจึงเป็นคนละกลุ่ม แพทย์บางคนเรียกแผลประเภทนี้ว่า aphthous ulcer  ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะแผลชนิดนั้นหมายถึงแผลเปื่อยในกลุ่มโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย โดยทั่วไปแผลในปากกลุ่มนี้เรียกกันทั่วไปว่า canker sores หมายถึงแผลในเยื่อบุปากเรียกอย่างนี้จึงถูกต้องกว่าแผลในปากประเภทนี้เกิดจากไวรัสซึ่งยังไม่มียารักษาแต่พอจะลดปัญหาได้บ้างวิธีรักษาง่ายๆคือเคลือบแผลด้วยยาบางชนิด

ในการใช้โภชนาการ พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าไวรัสเป็นสิ่งกึ่งมีชีวิตต้องการอาหารเลี้ยงดูจึงควรเลี่ยงอาหารบางอย่างหรือเสริมบางชนิด อย่างเช่น แนะนำให้เลี่ยงอาหารที่มีกรดอะมิโนชนิดอาร์จินีน (Arginine) มากๆ และเพิ่มอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) สูงๆ ถั่วทั้งหลาย อย่างเช่น ถั่วลิสง ถั่วนัท ถั่วปิตาชิโอ วอลนัท อัลมอนด์ บราซิลนัท ฮาเซลนัท ถือว่าเป็นอาหารกลุ่มที่มีอาร์จินีนสูง ควรหยุดไว้สักพัก ช็อกโกแลตมีน้ำตาลสูง ทั้งยังมีอาร์จีนีนค่อนข้างสูงควรหยุดเช่นกัน อาหารอีกประเภทหนึ่งคือเจลาติน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขนมเยลลีประเภทเคี้ยวแล้วเด้งในปากทั้งหลาย เจลาตินพวกนี้มักทำจากหนังหมูซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพต่ำมีอาร์จินีนสูงสมควรงด

ข้อแนะนำด้านโภชนาการสำหรับดูแลแผลในปากเหล่านี้คือ ต้องเลือกอาหารที่มีไลซีนสูง อย่างเช่น สาหร่ายทะเล น่าจะลองกินสาหร่ายทะเลดู ส่วนผักทั้งหลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก ลองสังเกตดูก็ได้ว่าช่วงไหนเกิดท้องผูกมักมีปัญหาร้อนในบ่อยขึ้น ดังนั้น หากรับประทานผักลดอาการท้องผูก ร้อนในจะหายไป จึงควรเพิ่มผักในมื้ออาหาร แต่ขอให้เป็นผักที่สะอาดหน่อย อีกวิธีหนึ่งคือพักผ่อนให้เพียงพอ คนเครียด พักผ่อนน้อย เกิดปัญหาแผลร้อนในปากได้บ่อย จึงต้องระวัง

Covid-19 : ‘ผื่น’ อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656128

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.

Covid-19 : 'ผื่น' อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้ามสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยโรคโควิด-19 กับอาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 1)

แม้ว่าโรคโควิด-19 จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก แต่ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางผิวหนังร่วมด้วย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงมีความเป็นห่วงประชาชนเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีหลากหลายระบบ อย่างไรก็ดีจากสถิติพบว่าประมาณ 0.2 -20% ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั้งหมดมีอาการผื่นทางผิวหนังร่วมด้วย

ผื่นอะไรที่ให้สงสัยว่าเป็น COVID

รศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร อนุกรรมการประชาสัมพันธ์และงานกิจกรรมงคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลงานวิจัย Skin manifestations in COVID-19: The tropics experience เมื่อปีพ.ศ. 2563 พบว่า สถิติผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน153 ราย มีอาการโรคผิวหนังร่วมด้วย 23 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% โดยอาการบ่งชี้ทางผิวหนังของผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มอาการ เช่นเป็นผื่นผิวหนังแบบผื่นลมพิษ ผื่นแดงชนิด maculopapular เป็นตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือผิวหนังแตกเป็นแผลจากการขาดเลือด

ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการทางผิวหนังในประเทศแถบยุโรป และประเทศเอเชียจะมีอาการทางผิวหนังแตกต่างกันอยู่บ้าง กล่าวคือ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศแถบเอเชียมักมีอาการผื่นลมพิษ ผื่นแดงทั่วตัว หรือผื่นแบบตุ่มน้ำ ซึ่งพบในกลุ่มผู้ป่วยในประเทศแถบยุโรปเช่นกัน แต่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศแถบยุโรปจะมีอาการหนึ่งที่ไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย คือมีอาการปลายมือปลายเท้าม่วงคล้ำ (ในทางการแพทย์ รู้จักกันในนาม Covid Toe) อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทั้งนี้วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการทางผิวหนัง แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาเสตียรอยด์รักษาอาการตุ่มนูน ตุ่มคัน หรือยาแก้แพ้รักษาอาการลมพิษ เป็นต้น

สำหรับอาการทางผิวหนังที่พบในผู้ป่วยโรคโควิด-19 สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.อาการผื่นผิวหนังจากโรคโควิด-19 โดยอาการบ่งชี้ก็เช่น ผู้ป่วยเป็นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง หรือมีแผลแตกบริเวณผิวหนัง

2.อาการผื่นผิวหนังจากการสวมหน้ากาอนามัย หรืออุปกรณ์ป้องกัน PPE ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทำให้บางรายเป็นสิวหรือผื่นแดงบริเวณใบหน้า อันเนื่องมาจากการสวมหน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานาน หน้ากากอนามัยไม่สะอาด หรือบางรายเกิดจากการแพ้ส่วนประกอบบางชนิดของหน้ากากอนามัย ขณะที่บางรายมีอาการผื่นแดงตามมือจากการล้างมือบ่อยจนมือแห้งและระคายเคือง

จากข้อมูลการรักษาและการเก็บข้อมูล แม้ยังไม่พบว่าอาการทางผิวหนังของผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะก่อให้เกิดอาการรุนแรงอื่นตามมาจนถึงขั้นเสียชีวิต หากประชาชนมีอาการเป็นไข้ หายใจไม่สะดวก จมูกไม่ได้กลิ่น หรือมีอาการผื่นผิวหนังร่วมด้วยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากแก่ประชาชนทุกคนคือ การดูแลตนเองเบื้องต้นยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนห่างไกลโรคโควิด-19 ได้ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและควรเปลี่ยนใหม่บ่อยๆ หรือหากเป็นหน้ากากผ้าควรซักล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ และควรล้างมือบ่อยๆ ซึ่งหลังจากล้างมือแล้ว อาจทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ก็จะทำให้ผิวหนังไม่ระคายเคืองได้

ผื่นที่ “มือ” ช่วง COVID

ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้เข้าสู่ร่างกายนั้น “มือ” ที่เป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่ใช้จับสิ่งของ จับทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาจับหน้า จมูก ปาก ทำให้เชื้อเขาสู่ร่างกาย ได้ง่าย ดังนั้นเราสามารถลดการติดเชื้อได้โดยการล้างมือบ่อย ๆ หรือใช้แอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ ต่างๆ แต่การล้างมือบ่อย ๆ ทำให้มือมีการระคายเคืองได้ ลักษณะเริ่มต้นเราจะเห็นผิวที่มือแห้ง แล้วเริ่มมีการแตกและเจ็บ ถ้าเป็นมาก ๆ จะเป็นผื่นแดงหยิบจับอะไรก็แสบ เจ็บมือไปหมด ถ้าสังเกตให้ดีคนที่สัมผัสน้ำบ่อยๆไม่จำเป็นต้องโดนสบู่ ผงซักฟอกก็ทำให้มือระคายเคืองแล้ว เช่น อาชีพ แม่บ้าน พยาบาล คนทำความสะอาด ทุกคนถ้าล้างมือบ่อย ทั้งสบู่ หรือ แอลกอฮอร์ ก็ทำให้ระคายเคืองได้

สำหรับบางคน มีการแพ้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือส่วนประกอบ ไนเจลฆ่าเชื้อโรคหรือถุงมือ จะมีอาการคัน มีผื่นแดง ตุ่มน้ำและสะเก็ดลอก ซึ่งเป็นการแพ้เฉพาะบุคคล ซึ่งอาจจะต้องตรวจหาว่าแพ้อะไร จะได้หลีกเลี่ยงได้ถูกบางคนล้างมือบ่อย ๆ ทำให้มีการติดเชื้อที่จมูกเล็บ ทำให้มีการบวม เจ็บที่โคนเล็บ และติดเชื้อราได้

คำแนะนำ ในการป้องกัน ไม่ให้เกิดผื่นที่มือ ทำได้ดังนี้

1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคือง สบู่สังเคราะห์จะดีกว่าสบู่ก้อนเพราะมีความเป็นด่างน้อยกว่า แอลกอฮอล์ เจล ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื่น จะมีคุณสมบัติดีกว่าแอลกอฮอล์สเปรย์ แต่ทั้งคู่ฆ่าเชื้อไวรัสได้เหมือนกัน

2.ทาสารให้ความชุ่มชื่นบ่อยๆ หลังล้างมือหรือใช้แอลกอฮอร์เสมอ และทาเพิ่มเมื่อรู้สึกแห้ง พกโลชั่นหรือครีมทามือเสมอ

3.ไม่ควรล้างมือด้วยน้ำร้อน

4.ไม่จำเป็นต้องล้างมือและใช้แอลกอฮอล์ พร้อมๆกันในกรณีที่มือเปื้อนสิ่งสกปรกที่มองเห็นให้ล้างน้ำปกติ ส่วนแอลกอฮอล์ใช้กรณีที่มือไม่ได้เปื้อนมากและไม่สามารถหาที่ล้างมือได้

5.ถุงมือช่วยลดการสัมผัสได้ แต่ต้องคอยเปลี่ยนบ่อย ๆ อย่าใส่จนเหงื่ออกเปียกเกิดความอับชื้นหรือน้ำเข้าต้องเปลี่ยนทันที และไม่ควรใส่ถุงมือหลังล้างมือทันทีหรือทาแอลกอฮอล์ เพราะจะเพิ่มอัตราการระคายเคืองได้

6.ถ้ามีผิวหนังอักเสบ ใช้ยารักษาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อ่อน ๆ ได้ เช่น 0.02% Triamcinolone cream แต่ถ้าทาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

‘ฝุ่น’ มองไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี แพทย์ชวนทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655961

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 10:20 น.

'ฝุ่น' มองไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี แพทย์ชวนทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมืออยู่บ้านต้องปลอดฝุ่น เพราะไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มี!! แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ชวนรู้เท่าทันภัยเงียบที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้แบบไม่รู้ตัว พร้อมวิธีรับมือเพื่อปกป้องทั้งตัวเราและคนที่รักได้ในทุกๆ วัน

จากในสถานการณ์ตอนนี้ ทุกคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านและออกนอกบ้านเพื่อทำกิจกรรมที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การกินข้าว การออกกำลังกาย การใช้เวลากับครอบครัว รวมไปถึงการนอนหลับก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้านทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงควรทำให้ในบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่สุด โดยภัยอันตรายจากสิ่งที่มองเห็นนั้นอาจจะป้องกันและหาวิธีรับมือได้ไม่ยาก แต่สำหรับภัยที่มองไม่เห็นอย่างฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนล่ะ จะทำอย่างไร?

ฝุ่นละอองเป็นสิ่งที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วไปในอากาศรอบๆ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองไม่เห็นทำให้หลายๆ คนเผลอละเลยไป แต่รู้ไหมว่าเจ้าสิ่งเล็กจิ๋วนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างคาดไม่ถึง ในเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา สถาบันภูมิแพ้ Samitivej Allergy Institute (SAI) โรงพยาบาล BNH, สมิติเวชธนบุรีและสมิติเวชศรีราชา มีข้อมูลมาแนะนำให้เราทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมือ เพื่อปกป้องทั้งตัวเราและคนที่รักได้ในทุกๆ วัน

รู้จักกับโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ในกลุ่มเพื่อนของเรากลุ่มหนึ่งจะต้องมีสักคนที่เป็นโรคนี้ โดยจำนวนผู้ป่วยของโรคภูมิแพ้ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า อุบัติการณ์โรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก จากการสำรวจพบว่าในเด็กอายุ 6-7 ปี มีอาการภูมิแพ้ทางจมูกถึง 47.3% และในเด็กอายุ 13-14 ปี มีถึง 54.9%

โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร

โรคภูมิแพ้เกิดได้จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งแวดล้อมประกอบไปด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองทางเดินหายใจ ทั้งจากในบ้าน เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา เชื้อไวรัส และจากนอกบ้าน เช่น มลภาวะ PM2.5, แก๊ส, สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายหรือเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งถ้าหากเราสัมผัสสารกระตุ้นภูมิแพ้เหล่านี้เป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น

  • ภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุตาและผิวหนัง โดยเฉพาะเชื้อไวรัส ยังก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจแบบฉับพลันได้ เช่น อะดีโนไวรัสไข้หวัดใหญ่ โคโรน่าไวรัส เป็นต้น
  • อาการหลอดลมไวในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กเล็กทำให้เป็นโรคหอบเมื่อโตขึ้น เช่น ฮิวแมนไรโนไวรัส, RSV ซึ่งอนุภาคของไวรัสเหล่านี้นั้นขนาดเล็กได้ถึงระดับ 0.1 ไมครอน ถ่ายทอดผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ไอ จาม ละอองฝอยที่ลอยในอากาศทำให้ติดต่อกัน และสารคัดหลั่งเหล่านี้อาจค้างบนเสื้อผ้า ฝ่ามือหรือผิวหนัง ได้นานเป็นชั่วโมงหรือนานเป็นวัน

ภูมิแพ้อากาศมีอาการอย่างไร

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศจะมีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก ตาแดงคัน ไอหรือกระแอมเรื้อรัง น้ำมูกลงคอ คันในคอ กรนหายใจดัง บางรายอาจมีไซนัสหรือหูชั้นกลางอักเสบได้ หากมีภาวะหลอดลมไวด้วย จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีเสียงคล้ายนกหวีดเมื่อหอบเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นโดยฝุ่นควัน อากาศแห้งเย็น การออกกำลังกายหรือหัวเราะวิ่งเล่นอย่างหนักในเด็กเล็ก 

ฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้แล้วยังทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศอีกด้วย เพราะในอากาศมีทั้งอนุภาค โลหะหนัก และแก๊ส ที่สามารถแทรกซึมเข้ามาภายในบ้านแม้ปิดประตูหน้าต่าง หรือมลพิษที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ควันธูป การทำอาหาร บุหรี่ โดยการที่ร่างกายต้องพบเจอกับมลภาวะทางอากาศนานๆ ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา เช่น

  • เกิดการระคายเคืองเยื่อบุผิว ตา ทางเดินหายใจ และกระตุ้นอาการภูมิแพ้
  • เกิดการอักเสบในร่างกาย ส่งผลระยะยาว โดยจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด มะเร็งทางเดินอาหาร ทำให้การพัฒนาของถุงลมปอดในเด็กลดลง มีรายงานพบระดับ IQ ของบุตรลดลงหากมารดาสัมผัส PM2.5 ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ รวมทั้งยังพบว่าลดอายุขัยด้วย โดย PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะทำให้อายุขัยสั้นลงได้ 0.98 ปี

ไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศ สัตว์เลี้ยงที่รักของทุกคนก็ได้รับด้วยเช่นกัน โดยอาการของสัตว์ที่เกิดขึ้นคือ ไอ หายใจลำบาก อ้าปากหายใจ หายใจเสียงดังกว่าปกติ หายใจถี่ เหงือกซีด ซึม อ่อนแรง ระคายเคืองตา มีน้ำตาไหล น้ำมูกมาก กินอาหารลดลง และหิวน้ำบ่อย

การลดความเสี่ยงของสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

ทุกคนควรขจัดสารก่อภูมิแพ้ให้ออกไปมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ผ้าคลุมที่นอนกันไรฝุ่น ใช้เจลกำจัดแมลงสาบ อาบน้ำสัตว์เลี้ยงทุกอาทิตย์ ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ โดยการขจัดสารเหล่านี้ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและอาจทำได้ยาก เพราะอนุภาคสารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจลอยในอากาศและมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น แต่สามารถใช้ตัวช่วยในการกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเลือกใช้เครื่องกรองอากาศชนิดเส้นใยคุณภาพสูง หรือ HEPA filter ซึ่งสามารถกรองอนุภาคได้อย่างละเอียด สามารถกรองอนุภาคมลภาวะและยังสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรคในบ้านอีกด้วย

เพราะมนุษย์เราขาดอากาศไม่ได้ ทุกคนจึงควรใส่ใจกับอากาศเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้ความไม่แน่นอนของสิ่งที่มองไม่เห็นที่นำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเราไม่ดีได้ ทุกคนควรทำความเข้าใจและหาวิธีป้องกันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพราะอากาศสะอาดจะช่วยดูแลสุขภาพที่ดีให้คุณและคนที่คุณรักในทุกๆ วัน

จิตแพทย์แนะวิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยจิตเวชเด็กในช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655719

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

จิตแพทย์แนะวิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยจิตเวชเด็กในช่วงโควิด-19เข้าใจ เข้าถึง ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นในเด็ก-โรคไบโพลาร์-และโรคจิตเภท ผ่านประสบการณ์ตรงของ 4 จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ความกลัว ความเครียด หรือวิตกกังวล เป็นการตอบสนองที่ปกติต่อการถูกคุกคาม สิ่งที่เราไม่รู้ หรือความไม่แน่นอน ดังนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะมีประสบการณ์ดังกล่าวเมื่อมีการแพร่ระบาดของ โควิด -19 รวมทั้งผู้ป่วยจิตเวชที่มีความผิดปกติจากการทำงานของสมอง ทั้งโรคสมาธิสั้นในเด็ก โรคไบโพลาร์ และโรคจิตเภท นอกจากจะต้องการความเห็นใจแล้ว การอยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้คนไข้ไม่สูญเสียโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความชุกที่เกิดขึ้นในเด็กมากที่สุด เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งทางชีวภาพ ได้แก่ พันธุกรรม ระบบประสาทซึ่งพบว่าส่วนหน้าทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับการคิด การวางแผน การจัดลำดับ การควบคุมตนเอง รวมถึงมีสารในสมองที่สำคัญบางตัวน้อยกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้นมากขึ้น เช่น การเลี้ยงดูที่ตามใจมากจนไม่มีระเบียบวินัย และการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ เช่น ไอแพด แท็บเล็ต มือถือ รวมถึงโทรทัศน์ เป็นเวลานานๆ

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์/ เจ้าของเพจหมอแมวน้ำเล่าเรื่อง กล่าวว่า “เด็กสมาธิสั้นจะมี 3 อาการหลัก ได้แก่ พฤติกรรมขาดสมาธิ พฤติกรรมซุกซนไม่อยู่นิ่ง หรือรู้จักในฐานะ “เด็กไฮเปอร์” พฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจตนเอง กลุ่มอาการเหล่านี้มักไม่ค่อยชอบที่ผู้ปกครองเข้าไปบังคับ หรือใส่ใจรายละเอียดมากๆ เช่นการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ ไม่เอามือสัมผัสใบหน้า การต้องอยู่ห่างจากคนอื่น หรือการไม่สามารถออกไปข้างนอกเหมือนปกติ ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติของเด็ก ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของเด็กและถามความรู้สึกเพื่อให้เด็กได้ระบาย สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือเด็กคือผู้ปกครองต้องสามารถจัดการอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช้วิธีบำบัดความเครียดที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเหล้า, ซื้อของออนไลน์จนเป็นหนี้สิน และใช้วิธีการผ่อนคลายความตึงเครียดให้เด็ก

(1) ถามความรู้สึกเพื่อให้เด็กได้ระบาย พยายามช่วยหาทางออก เช่น หากเด็กอยากจัดงานวันเกิด ก็ชวนเพื่อนมาเป่าเค้ก อวยพรวันเกิดผ่านวิดีโอคอล

(2) สร้างบรรยากาศให้ใกล้เคียงปกติ คุยเรื่อง covid-19 เท่าที่จำเป็น อธิบายสถานการณ์ให้เด็กเข้าใจถึงการติดต่อและวิธีป้องกันโรค และไม่พูดให้ดูน่ากลัวว่าความเป็นจริง คนในครอบครัวไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินไป เช่น เปิดสื่อตลอดเวลา พูดถึงโรคด้วยความตื่นกลัว ใช้แอลกอฮลพ่นเช็ดถี่เกินไปจะทำให้เด็กเครียดไปด้วย

(3) หากิจกรรมทำที่ใกล้เคียงภาวะปกติที่สุด ชวนเด็กทำกิจกรรมที่ชอบ หลีกเลี่ยงการอยู่กับหน้าจอ และแม้ว่าจะไม่สามารถไปพบเพื่อนได้แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อกันได้

(4) หากเด็กอยากออกไปข้างนอกจริงๆ อาจให้ออกไปในที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น สวรสาธารณะในหมู่บ้าน โดยบอกสอนเด็กถึงข้อระวังต่างๆ”

พญ.อารีรัตน์ สิริพงศ์พันธ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า “ผู้ปกครองหลายคนมองข้ามภาวะสมาธิสั้นในเด็กเล็ก เพราะอาจจะไม่มีความผิดปกติที่ชัดเจน หรือไม่กล้าพาไปพบแพทย์เพราะกลัวเป็นตราบาป ส่วนใหญ่จะพาพบหมอเมื่ออยู่ประถม 4-5 ที่เริ่มมีปัญหาเพราะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่อยากให้มองว่า การไม่รักษาอาจทำให้เด็กสูญเสียโอกาส หากเขานิ่งได้อีกหน่อย จะเรียนรู้ได้มากขึ้น ทำให้เก่งและดีขึ้นกว่านี้ การรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของแพทย์ ทั้งการปรับพฤติกรรม และทานยาควบคู่ไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมียาหลายชนิด ทั้งมากมาย มีผล 4 ชั่วโมง หรือ 8-12 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะลืมทานยาเมื่ออยู่ที่โรงเรียน แม้ช่วงนี้ ต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นอาจเกิดความตึงเครียดในครอบครัว แต่ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้อยู่กับลูกและปรับจูนเข้าหากัน เพราะถ้าเขาโตแล้วจะไม่มีเวลาอยู่กับเรา อย่างไรก็ตาม พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดี ไม่ควรใจร้อน เพราะเด็กจะมีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม และลองสังเกตพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ ของลูกด้วย”

โรคไบโพลาร์ (bipolar disorder) หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว เป็นความผิดปกติของทางอารมณ์สองแบบ คือ อารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติ (mania) และอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ (depressed) หรือในบางรายอาจมีอารมณ์ผิดปกติเพียงอย่างเดียว โรคไบโพลาร์เกิดจาก พันธุกรรมที่ผิดปกติ และอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง สารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล และจากสภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก หรือความเครียดมากๆ และโรคบางอย่าง เช่นไทรอยด์ฮอร์โมนผิดปกติ

พญ.วิลาวัลย์ กำจรปรีชา โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลพระราม9 “ช่วงโควิดทำให้ผู้ป่วยไบโพลาขาดการรักษา ขาดยา และมีโอกาสสูงในการขาดการรักษา น่าเป็นห่วง ญาติควรสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง เช่นขาดยาหรือไม่ สามารถปรึกษาหมอได้เมื่อมีอาการไม่ดี ผู้ป่วยไบโพลาควรทำ 3 สิ่ง คือ หลีกเลี่ยงความเครียด นอนให้พอ และกินยาให้สม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นความผิดปกติของสารสื่อประสาท จำเป็นต้องมีตัวช่วยหากไม่ได้รับยาอารมณ์จะค้างอยู่ขั้วในขั้วหนึ่งนาน ทำให้การใช้ชีวิตแย่ลง และไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปเพราะจะไปกระตุ้นขั้วอารมณ์อ่อนไหว ทำให้อาการกำเริบ ครอบครัวมีความสำคัญมากและการอยู่ใกล้ชิดเกินไป ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว อาจทำให้กระทบกระทั่งกัน โดยเฉพาะคนไทยจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น รักกันแต่แสดงออกไม่เป็น การตำหนิคือความเป็นห่วง แต่ทำให้คนโดนรู้สึกไม่เติมเต็ม หมอจะทำจิตบำบัดครอบครัว สนับสนุนให้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน สิ่งสำคัญ ไม่ควรใช้คำว่า “ไบโพลา” มาล้อเล่น หรือบูลลี่กัน เพราะมันเป็นการตีตราคนไข้โรคนี้โดยตั้งใจ ทำให้คนไข้อาย”

ปัจจุบันเชื่อว่าของโรคจิตเภทเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านร่างกาย เช่น พันธุกรรม สารเคมีในสมองและสมองบางส่วนมีความผิดปกติ และปัจจัยสภาพจิตใจ ได้แก่วิธีคิดที่เป็นปัญหา ความเครียด การสูญเสียครั้งใหญ่ๆ การอดนอนนานๆ และการใช้ยาเสพติด เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค โรคนี้พบได้ ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร

นพ.จตุภัทร คุณสงค์ โรงพยาบาลกรุงเทพ “คนไข้จิตเภทส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย การศึกษารายงานว่าเกิดจากสารเคมีในสมอง ดังนั้น ยาสำคัญที่สุด จิตบำบัดอย่างเดียวไม่สารถช่วยได้ ในช่วงโควิด ญาติต้องอยู่ในระบบและหมั่นสังเกตผู้ป่วย อาการนอนไม่ค่อยหลับเป็นสัญญาณแรกที่แสดงถึงความผิดปกติ หากคนไข้หลุดจากระบบการรักษาไป แม้จะไม่นาน อาจทำให้ กลับไปเป็นปรกติช้า ปัจจุบันมีการพัฒนายาที่มีความจำเพาะ บล็อกเฉพาะสารที่เป็นปัญหา แต่ทำให้คนไข้มีชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำได้ บางตัวดูไม่ออกว่าเคยป่วย มี แบบฉีดเดือนละครั้ง รายสามเดือน ในต่างประเทศจะมียารายหกเดือน ช่วยให้อาการจะไม่ถดถอย ส่วนใหญ่รักษาเร็ว แต่เมืองไทยการรักษาไม่ค่อยเห็นผล และทำให้ภาพลักษณ์ผู้ป่วยดูรุนแรง เนื่องจากมารักษาเมื่อเป็นมาก เพราะไม่เห็นความสำคัญของการกินยาต่อเนื่อง เช่น กินเฉพาะมีอาการเท่านั้น ความจริงต้องกินยาต่อเนื่องจนสารในสมองกลับเป็นปกติ และรักษาควบคู่กับการทำกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกวิธีคิดที่มีความยืดหยุ่น เชิงบวก สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เลวร้ายได้มากขึ้น”

เป็นธรรมดาที่เราทุกคนต่างรู้สึกกลัว เครียด หรือวิตกกังวล ในขณะนี้ หากรู้สึกเครียดหรือไม่สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้  สามารถขอรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

How to ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน สังเกตอาการป้องกันโรคสมองเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655714

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.

How to ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน สังเกตอาการป้องกันโรคสมองเสื่อมแพทย์ชำนาญพิเศษด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท แนะวิธีสังเกตและป้องกันผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมผู้สูงอายุในบ้าน

โรคสมองเสื่อม หรือภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ คือโรคที่ผู้ป่วยมีความเสื่อมถอยของการทำงานของสมองในภาพรวมซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองหลายส่วน ผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมจะมีปัญหาในการทำงานของสมองขั้นสูง 6 ด้าน คือ

  • ด้านสมาธิ
  • ด้านการคิด ตัดสินใจ 
  • ด้านความจำ
  • ด้านการใช้ภาษา
  • ด้านมิติสัมพันธ์
  • ด้านการเข้าสังคม 

โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุกำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย กรมสุขภาพจิตพบว่าผู้สูงวัยในไทยสมองเสื่อมกันมากถึง 8 แสนกว่ารายในปัจจุบัน ปู่ย่าตายายของเราที่อายุ 80 ขึ้นไป กว่าร้อยละ 50 มักมีอาการสมองเสื่อม ลูกหลานต้องช่วยกันดูแลอย่างเป็นพิเศษด้วยความใจเย็น  

แพทย์หญิงรุ่งทิพย์ ชัยธีรกิจ แพทย์ชำนาญพิเศษด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน เผยถึงวิธีการสังเกตเบื้องต้นว่าลูกหลานสามารถช่วยกันสังเกตผู้สูงอายุที่บ้านได้ว่าเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ อาทิ

-ผู้สูงอายุมีอาการหลงลืม สับสนเรื่องเวลาหรือสถานที่อาจลืมว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใดและเดินทางมายังสถานที่นั้นได้อย่างไร?

-ไม่สามารถรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

-ใช้ภาษาผิดปกติ

-บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า เฉื่อยชา โมโหฉุนเฉียวง่ายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมจะสูญเสียการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปและมีการสูญเสียความจำระยะสั้น ย้อนกลับไปถามคำถามเดิมซ้ำๆ ทั้งที่เพิ่งพูดคุยกันภายใน 5-10 นาทีที่ผ่านมา มากกว่านั้น เกิดหลงทางขึ้นมาแม้เป็นเส้นทางที่ตนคุ้นเคยมาทั้งชีวิต ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางจิตประสาท เช่น หูแว่ว ภาพหลอน เข้าใจว่ามีคนคิดจะมาทำร้ายตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นความอันตรายให้กับผู้สูงอายุในระดับนึง

หากผู้สูงอายุมีอาการดังกล่าว แม้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ลูกหลานควรดูแลและพาผู้สูงอายุมาพบพร้อมปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ โรคสมองเสื่อมสามารถป้องกันได้โดยควรกระตุ้นสมองให้ทำงานทั้ง 6 ด้าน ด้วยการทำกิจกรรมฝึกสมองบ่อย ๆ เช่น

  • ทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  • ดูแลสุขภาพจิตให้ดี
  • ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • ทำงานอาสาสมัคร เข้าร่วมชมรมต่างๆ
  • ออกกำลังกาย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • เดินในที่อากาศปลอดโปร่ง

กิจกรรมเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้

การรักษา 

แพทย์จากศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน จะทำการซักประวัติเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง ทดสอบสมองเพื่อวัดสมรรถภาพการทำงานประเมินความบกพร่องในการรับรู้เพื่อใช้วินิจฉัยโรค ร่วมกับการตรวจร่างกายและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม เพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องว่าผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไม่ และมีสาเหตุจากอะไร โดยการตรวจในห้องปฏิบัติการจะประกอบไปด้วย การตรวจเลือด การตรวจภาพสมองด้วยเครื่อง Computed Tomography (CT) หรือ Magnetic Resonance Imaging (MRI) การรักษาจะประกอบด้วยการให้ยาที่ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลง ซึ่งมักจะได้ผลกับผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก ร่วมกับการให้ยารักษาอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนเพิ่มความจำและความสามารถของสมอง เป็นต้น  

การมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการดูแลผู้ป่วย เพราะเป็นงานหนักที่เหนื่อยทั้งกายและใจ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พร้อมให้ความรู้แก่ลูกหลานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุในบ้าน มุ่งเน้นให้บริการตามมาตรฐานและการดูแลด้วยความใส่ใจ เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาด้านสมองและระบบประสาทมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน โดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ ที่มีความชำนาญการในการรักษาเฉพาะทาง ตลอดจนและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวสมองและระบบประสาทโดยเฉพาะ

เลือกซื้อนมพร้อมดื่มให้ปลอดภัย ดูอะไรบ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655438

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เลือกซื้อนมพร้อมดื่มให้ปลอดภัย ดูอะไรบ้าง?อย.แนะผู้บริโภคเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อนมพร้อมดื่ม และการเก็บรักษานมที่เหมาะสม ป้องกันปัญหานมเน่าเสียก่อนการบริโภค เน้นตรวจสอบฉลาก มีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย มีข้อมูลบนฉลากครบถ้วน ที่สำคัญซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ผู้บริโภคควรคำนึงถึงวิธีการเลือกซื้อนมพร้อมดื่มเพื่อความปลอดภัย โดยก่อนซื้อให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมซึ่งต้องมีเลขสารบบอาหาร 13 หลัก และมีข้อมูลสำคัญบนฉลากครบถ้วน ได้แก่

  • ชื่ออาหาร
  • ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต
  • ผู้แบ่งบรรจุ
  • ปริมาณสุทธิ
  • ส่วนประกอบสำคัญ
  • วันเดือนปีที่ผลิต
  • วันเดือนปีที่หมดอายุ 

ทั้งนี้ ภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่บวม ไม่ฉีกขาด ควรเลี่ยงการซื้อนมจากร้านค้าที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่ายแบบไม่เหมาะสม เช่น ตู้แช่หรือสถานที่เก็บไม่ได้มาตรฐาน

การเก็บรักษา            

นอกจาการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพแล้ว การเก็บรักษานมเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของนม ปัจจุบันมีนมหลายประเภทจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกันออกไป 

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ซื้อมาแล้วควรเก็บในตู้เย็นทันที เก็บได้นานประมาณ 10 วันที่อุณหภูมิไม่เกิน 8 °C นับจากวันที่บรรจุ ในกรณีที่ดื่มไม่หมดต้องการเก็บไว้ดื่มอีก ควรเทแบ่ง ไม่ดื่มจากภาชนะบรรจุโดยตรงซึ่งจะทำให้นมที่เหลือบูดง่าย 
  • นมยูเอชที ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิปกติ ไม่ควรโดนแดดโดยตรง ไม่เก็บซ้อนหลายชั้นเกินไป เก็บได้นานประมาณ 6 เดือน 
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บในตู้เย็น ซึ่งสามารถเก็บได้นานกว่านมประเภทอื่น 
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ ถ้าเก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 8 °C จะเก็บได้นานถึง 21 วัน 
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่มยูเอชที เก็บได้ประมาณ 8 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น
  • นมสเตอริไรซ์ (กระป๋อง) เก็บได้นานประมาณ 12 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ไม่ควรให้โดนแดดโดยตรง 

การเน่าเสียของนมพร้อมดื่มอาจเกิดได้หลายกรณี ทั้งทางด้านกระบวนการผลิต อาจใช้ความร้อนสูงไม่เพียงพอ หรือใช้เวลาฆ่าเชื้อน้อยเกินไป การบรรจุไม่ถูกสุขลักษณะทำให้มีการปนเปื้อน เก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รวมถึงลักษณะการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ภาชนะบรรจุนมมีการรั่วซึม ทำให้จุลินทรีย์จากภายนอกปนเปื้อนเข้าไปได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายภาชนะบรรจุนม อย่าให้มีการกระแทกกับของแข็งหรือของมีคม ไม่ควรโยนหรือเหยียบไปบนกล่องบรรจุขณะขนย้าย และไม่ควรวางกล่องนมซ้อนเกิน 7 ชั้น แต่หากเป็นการหุ้มด้วยพลาสติกไม่ควรวางเกิน 5 ชั้น เพราะจะทำให้กล่องนมด้านล่างถูกกดทับจนเกิดการรั่วซึมได้ ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์นมที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือไม่มีเลขสารบบอาหาร สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดต่อไป

ถั่วเหลือง ตัวช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม จริงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655370

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.

ถั่วเหลือง ตัวช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม จริงหรือไม่?ปัจจุบันนอกจากข้อถกเถียงที่ว่า “ถั่วเหลืองนั้นดีต่อสุขภาพของเราจริงแค่ไหน?” ยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ “ถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้จริงหรือไม่?” มาฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระดับโลกกันเลย

หลายครั้งที่เรามักได้ยินทั้งข้อดีและข้อเสียของถั่วเหลือง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีงานวิจัยออกมายืนยันว่า ถั่วเหลืองได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย และยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีมายาวนานหลายพันปี แต่ก็ยังมีหลายคนที่สับสนเกี่ยวกับถั่วเหลืองอยู่

ในบทความนี้ ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้เน้นย้ำในเรื่องของถั่วเหลืองว่ามีประโยชน์ทางโภชนาการอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งคลายความกังวลในเรื่องของอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริมต่างๆ ที่มาจากถั่วเหลืองได้อย่างน่าสนใจ

ถั่วเหลือง ธัญพืชที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ถั่วเหลืองเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ประกอบด้วยโปรตีนคาร์โบไฮเดตไขมันเกลือแร่วิตามินและแร่ธาตุเช่นแคลเซียมแมกนีเซียมและธาตุเหล็กที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายอีกทั้งยังป้องกันโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจโรคเบาหวานโรคกระดูกพรุนและโรคมะเร็งได้หลายชนิด

นอกจากนี้ ถั่วเหลืองยังมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ ปราศจากคอเลสเตอรอล ที่สำคัญถั่วเหลืองยังเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาถูก จึงทำให้ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

โปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

เมื่อพูดถึงโปรตีนสำหรับสร้างกล้ามเนื้อ คนส่วนมากมักนึกถึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือเวย์โปรตีน แต่ในความจริงแล้ว โปรตีนจากถั่วเหลืองก็มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโต ซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ หรือส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้เช่นกัน แต่เนื่องจากว่าถั่วเหลืองมีฮอร์โมนพืชอย่างไอโซฟลาโวน หรือไฟโตรเอสโตเจน จึงทำให้ผู้บริโภคบางส่วนที่เป็นผู้ชายหลีกเลี่ยง เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาจทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดระดับลง และขัดขวางการพัฒนากล้ามเนื้อ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาอธิบายแล้วว่า ไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองที่มีไฟโตเอสโตรเจน จริงๆ แล้วแค่มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกันเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนจากเพศหญิง แต่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันและไม่มีผลต่อการลดระดับฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้น โปรตีนจากถั่วเหลืองจึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และรักษามวลกล้ามเนื้อได้เทียบเท่ากับโปรตีนที่มาจากสัตว์

ถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

ถั่วเหลืองมีสารสำคัญหลายตัวที่สามารถป้องกันโรคต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โดยออกฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โดยจากการศึกษาทางระบาดวิทยาของเอเชีย พบว่า การบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณสูงตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ถึง 25% ถึง 60% เช่นเดียวกันกับ The North American Menopause Society ที่สรุปผลวิจัยว่า ถั่วเหลืองไม่ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ถั่วเหลืองกับมื้ออาหารของคุณ

สำหรับเรื่องการรับประทานถั่วเหลืองในมื้ออาหาร ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากถั่วเหลืองมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อีกทั้งหาซื้อได้ง่าย และสามารถนำมาทานคู่กับมื้ออาหารได้ทุกวัน จึงขอแนะนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากถั่วเหลือง อาทิ เอดามาเมะ (Edamame) ถั่วแระญี่ปุ่น คือ ถั่วเหลืองฝักอ่อนสีเขียว นิยมมาต้มในน้ำเกลือ และทานเป็นของว่าง หรือใส่ลงในซุปและสลัด เทมเป้ (Tempeh) เป็นถั่วเหลืองที่นำมาหมักโดยวิธีธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแผ่นที่อัดแน่นด้วยถั่ว เนื้อนุ่มสามารถหั่นเป็นชิ้นต่างๆ เหมาะสำหรับสลัดและอาหารประเภทผัด มิโซะ ซอสที่ทำจากถั่วเหลืองหมัก สำหรับทำเป็นซุปและเป็นส่วนผสมในซอสน้ำสลัดและหมัก นมถั่วเหลือง ทำจากการบดของถั่วเหลืองแห้ง นำมาผสมกับน้ำ ซึ่งใช้แทนนมได้ ปรุงอาหารหรือนำมาผสมกับโปรตีนเชคได้ ถั่วเหลือง สามารถนำมาทำของว่าง และนำมาใส่กับสลัด หรือโรยเป็นซีเรียล ผงโปรตีนถั่วเหลืองและสารทดแทนเนื้อสัตว์ ทำจากแป้งถั่วเหลือง มีลักษณะเป็นผง เพื่อนำไปผสมน้ำเขย่าพร้อมดื่ม หรือนำไปใส่ลงในข้าวโอ๊ต นอกจากนี้สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ต่างๆ ในทุกเมนูอาหารได้อีกด้วย เต้าหู้ คือ ชีสที่ทำจากนมถั่วเหลือง มีตั้งแต่เนื้อแน่นเป็นพิเศษจนถึงนุ่มพิเศษ มีรสชาติอร่อยเข้ากับอาหารที่ปรุงได้อย่างดี”