รู้ทันโรค! ลดความเสี่ยงเลี่ยงมะเร็งปอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655139

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 09:15 น.

รู้ทันโรค! ลดความเสี่ยงเลี่ยงมะเร็งปอด“มะเร็งปอด” สาเหตุการเสียชีวิตติดชาร์ต พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แนะข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปอด อาการเบื้องต้น และผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง

ถึงแม้ว่ามะเร็งปอดจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ แต่ถ้าเราสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสรักษาหายได้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญก็คือ การสูบบุหรี่!! รวมถึงการได้รับควันบุหรี่เป็นประจำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากคนสูบบุหรี่ รองลงมาคือ การได้รับมลพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน ไอระเหย โลหะหนักต่างๆ นอกจากนี้ก็คือ อายุที่เพิ่มขึ้น และประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) จึงได้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปอดว่า อาการมะเร็งปอด ได้แก่ ไอเรื้อรัง (ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ) ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอกเวลาไอ หายใจสั้น หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย ปอดบวม ติดเชื้อที่ปอดบ่อย น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

แต่ส่วนใหญ่การเกิดมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น มักไม่แสดงอาการ กว่าจะแสดงอาการก็มีการลุกลามของโรคไประยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การตรวจคัดกรองอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี สามารถช่วยป้องกัน และรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ตรวจพบ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดได้แก่

  • X-Ray Chest
  • CT Lung (low dose)

ซึ่งการตรวจคัดกรองด้วย CT Scan มีข้อดีเนื่องจากใช้ปริมาณรังสีต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากรังสี ภาพที่ได้เป็นภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจ X-Ray แบบธรรมดา ตรวจได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสรักษาหายได้สูงถึง 90% นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงสมรรถภาพปอดเมื่อเทียบกับคนปกติได้

ผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง ได้แก่

  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
  • ผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษสูง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ ถ่านหิน สารกัมมันตภาพรังสี ท้องถนน เป็นต้น

นอกจากการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปีแล้ว การล้างสารพิษ (Chelation Therapy) โดยการใช้โปรตีน EDTA (Ethyline Diamine Tetra Acetic Acid) ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เข้าไปจับกับสารพิษและโลหะหนักในร่างกาย เช่น ปรอท ตะกั่ว นิกเกิล สารหนู แคดเมียม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกำจัดสารพิษ โลหะหนัก และสารอนุมูลอิสระที่เป็นตัวเร่งการเกิดมะเร็งอีกทางหนึ่งด้วย

‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ภัยเงียบไร้วัคซีน ตรวจรู้ไวรักษาหายขาดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655019

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.

‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ภัยเงียบไร้วัคซีน ตรวจรู้ไวรักษาหายขาดได้ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย เผยข่าวดียารักษาใหม่ให้ผลการรักษามีโอกาสหายมากกว่า 95% พร้อมรู้สิ่งที่ทำได้เพื่อต้านไวรัสตับอักเสบซี

พูดถึง “ไวรัสตับอักเสบซี” หลายคนอาจสงสัยว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไรในการสังเกตตนเอง แล้วอันตรายหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจ พร้อมบอกข่าวดี! สำหรับวิธีรักษา และการใช้ยารักษา หากรู้ตัวเร็วและเข้ารับการรักษาเร็ว ทำให้หายขาดได้! แต่ก็กลับมาเป็นใหม่ได้เช่นกัน

โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากอะไร?

โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี สามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัยอยู่ในตับ ระยะแรกทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อไปตรวจเลือดแล้วพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือบริจาคเลือดแล้วพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หากมีอาการแสดงอาจมีอาการไข้ อ่อนเพลียจากการอักเสบของตับ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย โดยทั่วไปประมาณ 70-80% ของผู้ติดเชื้อเฉียบพลันจะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้ ซึ่งถ้าหากเป็นนานๆ หลายปีอาจมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมีโอกาสเกิดมะเร็งตับในที่สุด ที่สำคัญการที่จะทราบได้ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั้น จะต้องใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติเท่านั้นถึงจะทราบ “ไวรัสตับอักเสบ ซี เจอช้ารักษายาก เจอเร็วรักษาง่าย แถมหายขาดได้”

สาเหตุการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อเข้าสู่ร่างกายทางเลือดเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติการรับเลือดก่อนปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการตรวจกรองหาเชื้อไวรัส ยังพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด การสักด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด การฉีดยากับหมอเถื่อน และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่รักษาด้วยการล้างไต ยิ่งไปกว่านั้นยังพบได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับการติดเชื้อ HIV โดยมีอัตราการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 8–10 % และสามารถก่อให้เกิดพยาธิสภาพได้ทั้งภายในตับและภายนอกตับ

แนวทางการวินิจฉัย และรักษาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

การตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่ายังมีการติดเชื้อในร่างกาย คือการตรวจแอนตี้-เอชซีวี (Anti-HCV) ถ้ามีผลบวกแสดงว่าเคยติดเชื้อไวรัสมาก่อน แต่ไม่สามารถแยกได้ว่ายังมีการติดเชื้อไวรัสในร่างกายหรือหายขาดแล้ว นอกจากนี้ anti-HCV ยังให้ผลบวกลวงได้ด้วย ดังนั้น เมื่อตรวจแอนตี้-เอชซีวี (Anti-HCV) ให้ผลบวกจึงต้องตรวจยืนยันว่ากำลังมีการติดเชื้อจริงโดยการตรวจปริมาณไวรัสในเลือด (HCV RNA) ด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) ถ้าตรวจไม่พบปริมาณไวรัสหลังแอนตี้-เอชซีวีให้ผลบวก แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3-6 เดือน การตรวจหาปริมาณไวรัสอาจต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการ 3 -14 วัน จากนั้นแพทย์จึงจะวางแผนการรักษา และการตรวจปริมาณไวรัสนี้ยังใช้ติดตามการรักษาเพื่อประเมินผลว่ารักษาหายขาดหรือไม่

ข่าวดี !…ยารักษาใหม่ ให้ผลการรักษามีโอกาสหายมากกว่า 95%

ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ในปัจจุบัน บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2564 ได้มีการอนุมัติการใช้ยาที่สามารถรักษาครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือยาสูตรผสม Sofosbuvir/Velpatavir (SOF/VEL) ซึ่งเป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี (Direct Acting Antivirals; DAAs) และมีประสิทธิภาพในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้หายขาดสูงถึง 95% จึงสามารถกล่าวได้ว่าโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่สามารถรักษาหายขาดได้ ปัจจุบันยาสูตรนี้อยู่ในสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่เข้าเกณฑ์การรักษาตามประกาศของบัญชียาหลักแห่งชาติ ภายใต้การดูแลรักษาของอายุรแพทย์สาขาระบบทางเดินอาหารหรืออายุรแพทย์ทั่วไปที่ปฏิบัติงานด้านโรคระบบทางเดินอาหารไม่น้อยกว่า 5 ปี

ความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ ตรวจคัดกรองรู้ผลใน 2 ชั่วโมง

ในยุคนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็ทำให้มีนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเครื่อง “อะลินิตี้ เอ็ม (Alinity m)” ใช้ตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อและติดตามการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว สามารถออกผลการทดสอบได้ภายใน 2 ชั่วโมง ได้ผลเร็วขึ้น 3-4 เท่า จากการตรวจรูปแบบเดิม ซึ่งสามารถตรวจร่วมกับการใช้ยาและระบบติดตามการตรวจและรักษาคนไข้ที่มีคุณภาพและครบวงจร ลดปัญหาการเดินทางเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งโดยไม่จำเป็น ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย อีกทั้งทำให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน เครื่องดังกล่าวนำไปใช้ตรวจไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี แล้วที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลรามาธิบดี

สิ่งที่ทำได้เพื่อต้าน “ไวรัสตับอักเสบซี”

หลักสำคัญคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด คู่สมรสที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ มารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถให้นมบุตรได้ ไม่ใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน

· ห้ามใช้อุปกรณ์ในการสักร่วมกัน

· ใช้ถุงยางอนามัยหากมีเพศสัมพันธ์หลายคน

· รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ทานอาหารปรุงสุก ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

· ตรวจร่างกายสม่ำเสมอเพื่อประเมินการทำงานของตับอย่างน้อยปีละครั้ง

ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ผู้สูงวัย รับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654875

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 13:58 น.

ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ผู้สูงวัย รับมือโควิด-19กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแนวทางการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 แนะนำควรฉีดวัคซีนลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ เปิดเผยแนวทางการดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรคโควิด – 19 กับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงระยะเวลาเช่นนี้ สิ่งที่ส่งผลกระทบกับผู้สูงอายุนอกจากทางร่างกายที่ผู้สูงอายุจะมีโอกาสติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มวัยอื่นแล้ว ยังกระทบกับสุขภาพสมองและสุขภาพจิตอีกด้วย เนื่องด้วยสภาพสังคม เศรษฐกิจจากมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การไปมาหาสู่ในหมู่ญาติมิตรเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจของลูกหลานที่กระทบถึงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความเครียด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

โดยลักษณะของผู้สูงอายุที่พบได้ทั่วไปมักแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติ
  2. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทั้งแข็งแรงและไม่แข็งแรง แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างติดบ้าน
  3. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีภาวะติดเตียง

โดยแต่ละกลุ่ม ต่างมีความต้องการด้านวิธีปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพกาย สมอง และสุขภาพจิตแตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติ เป็นกลุ่มที่ต้องการกิจกรรมที่ค่อนข้างสร้างความตื่นตัว สอดคล้องกับสุขภาพกายที่ยังแข็งแรง อยู่ในภาวะ Active aging จึงเหมาะกับกิจกรรมเช่น การเดินเร็วออกกำลังกายทั้งในและนอกบ้าน การปลูกต้นไม้ ซึ่งอาจเลือกทำกิจกรรมในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้าตรู่ที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพื่อลดการพบปะและการสัมผัสกับผู้อื่น กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทั้งแข็งแรงและไม่แข็งแรง แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างติดบ้าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความต้องการกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก แต่เน้นไปที่การดูแลสุขภาพจิตใจ กล่าวคือ การมีงานอดิเรกที่สามารถทำได้เองที่บ้าน เช่น ร้องเพลง ทำงานศิลปะที่แปลกใหม่เพื่อฝึกสมอง หรือหากออกกำลังกาย ควรเป็นไปในลักษณะไม่หักโหม และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีภาวะติดเตียง กลุ่มนี้จะไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆที่ออกแรงได้มากอยู่แล้ว หัวใจสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะเน้นที่ผู้ดูแลเป็นสำคัญ การรักษาความสะอาด การกายภาพบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะข้อติดและการพลิกตัวเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ คือภารกิจสำคัญของผู้ดูแล อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางสังคม บุตรหลานยังควรให้ความใส่ใจในเรื่องการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่ได้พบปะ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุกลุ่มใด ควรโทรศัพท์ หรือ สื่อสารทาง VDO Call เมื่อสะดวกเพื่อประคับประคองสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกทำกิจกรรมนอกบ้าน สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ ได้จัดทำแอปพลิเคชัน “สูงอายุ 5G” สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันใช้สำหรับประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการสูงอายุและแนวทางการจัดการ โดยพัฒนาแอปพลิเคชันร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นอกเหนือจากจะเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงอาการสูงอายุแล้ว ยังมีเกมส์ฝึกสมอง รวมทั้งเกมส์ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายได้เองที่บ้าน ซึ่งสามารถดูแลสุขภาพกาย-ใจ ของผู้สูงอายุได้พร้อม ๆ กัน โดยขณะนี้สามารถดาวน์โหลดได้ในระบบ Android และในอนาคตอันใกล้จะสามารถดาวน์โหลดในระบบ IOS

ส่วนประเด็นเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุนั้นสามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อ และเสียชีวิตจากโควิดได้ค่อนข้างมาก แต่ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล ซึ่งบางโรคอาจมีผลทำให้วัคซีนตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันได้น้อย อย่างไรก็ตาม แม้วัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงในการต้องนอนโรงพยาบาลหรือห้องไอซียูได้ถึง 80-90% แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อและนำเชื้อมาแพร่สู่ผู้สูงอายุ แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น นพ.สกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแต่ละแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654771

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 08:30 น.

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแต่ละแบบมะเร็งเต้านม : แพทย์หญิงพรพรหม ตั้งคติขจรกิจ รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมาตรฐาน และการทำแมมโมแกรมดิจิทัล 3 มิติ

ยังคงครองสถิติการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้หญิงไทยติดต่อกันหลายปี สำหรับโรคมะเร็งเต้านม การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) ร่วมกับอัลตราซาวน์เต้านมด้วยเครื่องที่มีความคมชัดสูง จึงมีความสำคัญ ทำให้พบเจอโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และมีโอกาสรักษาหายขาด

แพทย์หญิงพรพรหม ตั้งคติขจรกิจ รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาวินิจฉัยขั้นสูงด้านเต้านมและรังสีร่วมรักษาของเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เป็นมาตรฐาน มีดังนี้

1. การคลำเต้านมด้วยตัวเอง เดือนละ 1 ครั้ง หลังจากประจำเดือนมาวันแรก 5-10 วัน

2. การทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวน์ คัดกรองมะเร็งเต้านมปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

สำหรับการทำแมมโมแกรม เป็นการตรวจที่ช่วยทำให้เห็นหินปูนที่มีความผิดปกติในเนื้อเต้านมได้ ขนาดเล็กถึงระดับมิลลิเมตร ซึ่งไม่สามารถเจอได้จากการคลำหรืออัลตราซาวน์ ดังนั้นการทำแมมโมแกรมจะมีประโยชน์ในการเห็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก และลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้มากถึง 30 %

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องดิจิทัลแมมโมแกรมให้เป็นแบบ 3 มิติ (Digital breast tomosynthesis) ใช้เวลาถ่ายภาพเอกซเรย์เพียง 3.7 วินาทีต่อท่า และสามารถแยกก้อนเนื้อออกมาจากการทับซ้อนกันของเนื้อเต้านมได้ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีเนื้อเต้านมที่แน่น (dense breast) ส่งผลให้เห็นก้อนเนื้อหรือหินปูนที่ผิดปกติได้ชัดเจนขึ้นและยังได้ภาพที่ละเอียดมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสามารถพบมะเร็งเต้านมได้ดีกว่าเครื่องแมมโมแกรม 2 มิติ

ส่วนการทำอัลตราซาวน์ จะทำให้เห็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำในเต้านมได้ หากพบว่ามีก้อนเนื้อจะสามารถบอกขนาดและขอบเขตของก้อนเนื้อได้ว่าเรียบร้อยดี หรือค่อนไปทางมะเร็ง ซึ่งจะช่วยให้วินิจฉัยได้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

หากพบว่ามีความผิดปกติในเต้านม สามารถเจาะชื้นเนื้อเพื่อการวินิจฉัยได้ทันที โดยการฉีดยาชา ไม่ต้องดมยาสลบ มีแผลขนาดเล็กเท่ากับเข็ม เจ็บตัวน้อย และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การเจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็ม (Core Needle biopsy) ในเต้านมสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1. Ultrasound-guided core needle biopsy คือ การเจาะโดยสอดเข็มผ่านผิวหนัง เพื่อไปยังก้อนที่เต้านม โดยแพทย์มองเห็นเข็มและก้อนเนื้ออย่างชัดเจน ผ่านทางจอภาพอัลตราซาวน์ ทำให้มั่นใจได้ว่าเจาะตรงตำแหน่งก้อนที่ต้องการ

2. Stereotactic-guided vacuum-assisted core needle biopsy คือการเจาะความผิดปกติที่เห็น ได้จากแมมโมแกรม เช่น หินปูนขนาดเล็ก โดยใช้คอมพิวเตอร์กำหนดพิกัดแบบ 3 มิติ ทำให้ได้พิกัดที่แม่นยำสูง และใช้เครื่องมือเจาะดูดชิ้นเนื้อแบบสุญญากาศ

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมนั้น ถ้ารู้ไว ก็สามารถรักษาได้ไว การตรวจเต้านมที่ โรงพยาบาลเวชธานีนั้น สามารถรู้ผลตรวจได้ภายในวันที่ทำการตรวจ สามารถเจาะชิ้นเนื้อได้ทันที ทำให้สะดวก และลดความกังวลใจของคนไข้ได้

“มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย ยังไม่มีวิธีการป้องกันเหมือนมะเร็งบางชนิด ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ” แพทย์หญิงพรพรหม กล่าว

ภาวะอ้วนในไทย ส่งผลโควิดระลอกใหม่รุนแรงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654770

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 07:30 น.

ภาวะอ้วนในไทย ส่งผลโควิดระลอกใหม่รุนแรงขึ้นโควิด 19 ระลอกใหม่ พบผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีภาวะโรคอ้วนและมีอายุเฉลี่ยน้อยลงกว่าทุกรอบ แซงกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มโรค NCDs สาธารณสุขเตือนคนไทยลดความอ้วน ลดป่วยรุนแรง เมื่อเป็นโรคโควิด 19

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด 19 ระลอกใหม่โดยภาพรวมในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา (เมย.-มิย.2564) พบว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวมากจนถึงภาวะโรคอ้วนหลายรายและมีอายุน้อยยังอยู่ในวัยทำงานโดยเฉลี่ยอายุ 29 ปี ต่างจากระลอกที่ผ่านมา ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและยังเป็นกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือพาหะนำโรค แต่เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่นิยมการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม และดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติทั่วไปถึง 7 เท่า หากเป็นโรคโควิด 19

โดยคนอ้วนหรือผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินมีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้มากกว่าปกติ 2-3 เท่า นอกจากนี้ ภาวะโรคอ้วนในประเทศไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปหรือมากกว่า 1 ใน 3 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และหากเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคอาเซียนพบว่าคนไทยอ้วนสูงสุดเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 10 ประเทศอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น โดยมีคนไทยอ้วนถึงร้อยละ 8.5 (ประมาณ 5.6 ล้านคน) และพบว่าคนไทยร้อยละ 0.9 เข้าเกณฑ์เป็นโรคอ้วนที่พึงได้รับการผ่าตัด (ประมาณ 6.7 แสนคน)

ดังนั้น ในสถานการณ์โควิด 19 ที่รุนแรงระลอกนี้ ทุกเพศทุกวัยไม่เฉพาะวัยทำงานต่างมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคโควิด 19 หากประมาท การ์ดตก โดยเฉพาะวัยทำงานที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิต (lifestyle) ที่มักรับประทานอาหารรสจัด เน้นหวาน มัน และเค็ม ประกอบกับไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อความปลอดภัย จึงมีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ 2 เรื่องคือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกำลังกาย ดังนี้

1. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพเสริมสร้างร่างกาย และปลอดภัยจากโรค

– ควรทานอาหารที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ

– เน้นทานผักหลากหลายสีและผลไม้สด

– กินอาหารไม่หวานจัด ไม่เค็มจัดและไม่มีไขมันสูง

– กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและสารเคมี

2. พฤติกรรมการออกกำลังกายเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายและจิตใจ

– ควรเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังระดับปานกลางที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นหายใจหอบ) ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน อาจออกกำลังต่อเนื่อง 30 นาทีหรือแบ่งเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 10-15 นาที เป็นต้น

D-M-H-T-T-A คือ เว้นระยะห่าง-สวมหน้ากากทุกครั้ง-ล้างมือบ่อยๆ-ตรวจวัดอุณหภูมิ-ตรวจเร็วควบคุมไว-ไปไหนสแกนไทยชนะ ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ที่สายด่วน สบส.คอลเซ็นเตอร์1426 และเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ https://hss.moph.go.th

แหล่งข้อมูล

ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์” หัวหน้าสาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

การผ่าตัดในยุค COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654617

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 14:01 น.

การผ่าตัดในยุค COVID-19โดย นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

จากสถานการณ์บ้านเมืองที่นับวันผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกันโรคอื่น ๆ ก็ยังไม่ห่างหายไป ทางหน่วยงานของโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนยังคงต้องรักษาโรคทั่วไปอยู่ รวมไปถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่เร่งด่วน เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือโรคที่ต้องได้รับการผ่าตัดโรคอื่น ๆ

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า การผ่าตัดแต่ละครั้งต้องใช้บุคลากรค่อนข้างมากตั้งแต่แพทย์ผ่าตัด แพทย์ผู้ช่วยผ่าตัด แพทย์ดมยา วิสัญญีพยาบาล พยาบาลห้องผ่าตัดและทีมงานอื่น ๆ ที่มีส่วนร่วมแต่ไม่ได้กล่าวถึง ดังนั้นการคัดกรองนับเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคโควิด-19 ผู้ป่วยทุกรายควรต้องได้รับการผ่าตัดตรวจคัดกรองความเสี่ยงก่อนผ่าตัดทุกราย ถึงแม้จะไม่มีอาการใด ๆ หรือเข้าพื้นที่เสี่ยงก็ตาม เพื่อป้องกันทั้งบุคลากรและผู้ป่วยรอบข้างติดเชื้อ ผู้ป่วยทุกคนที่จะเข้ารับการผ่าตัดควรได้รับการคัดกรองความเสี่ยง โดยแนวปฏิบัติการทำหัตถการและการผ่าตัดในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แนะนำว่า

กลุ่มที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยง

ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีประวัติมีไข้ หรือ วัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง และ มีประวัติในช่วง 14 วันก่อนวันเริ่มมีอาการ โดยมีประวัติดังนี้

1.เดินทางไปมา หรือ อาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง

2.สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน หรือ สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยสงสัย หรือ ยืนยันโรคติดเชื้อ COVID-19 โดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสม

3.เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสใกล้ชิดหรือสัมผัสผู้ป่วย COVID-19

4.เป็นผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือ ติดต่อกับคนจำนวนมาก

ซึ่งผู้ป่วยทุกคนควรต้องตรวจคัดกรองโดยทำ nasopharyngeal และ throat swab โดยวิธี rRT-PCR ถ้าผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยว่าพบเชื้อ แนะนำให้เลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน จนกว่าจะหายอย่างน้อย 1 เดือนนับจากวันที่ตรวจโดยทางแนวทางการรักษาสามารถได้แบ่งเป็นกลุ่มผ่าตัดที่รีบด่วนกับกลุ่มผ่าตัดแบบไม่รีบด่วน

กลุ่มผ่าตัดแบบไม่รีบด่วน

แบ่งเป็นกลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยง และไม่มีประวัติความเสี่ยง

1.กลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยง ถ้าไม่มีอาการ และ ความผิดปกติ แนะนำให้เลื่อน และ รอดูอาการที่บ้านจนครบอย่างน้อย 1 เดือน แล้วประเมินเพื่อทำการผ่าตัดใหม่

2.กลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยง แต่มีอาการหรือ มีความผิดปกติ ( อาการ หมายถึง ไข้หรือประวัติไข้ หรือมีอาการไอ น้ำมูกเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจเร็ว ได้กลิ่นลดลงหรือรับรสผิดปกติ โดยไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุอื่น ส่วนความผิดปกติหมายถึง ตรวจร่างกายพบติดเชื้อในทางเดินของระบบหายใจ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 95% หรือ ภาพรังสีวิทยาปอดเข้าได้กับปอดอักเสบ) แนะนำให้ไปปรึกษาทีมแพทย์

3.กลุ่มที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงและไม่มีอาการและความผิดปกติ ต้องได้รับการตรวจโดยการทำ COVID-19 PCR ถ้าตรวจไม่พบสามารถผ่าตัดได้การปกติ

4.กลุ่มที่ไม่มีประวัติความเสี่ยง แต่มีอาการ หรือ ความผิดปกติ แนะนำให้เลื่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์หลังจากหายป่วยกรณี มีอาการสงสัยติดเชื้อจากทางเดินหายใจส่วนบนและแนะนำให้เลื่อนผ่าตัด 4 สัปดาห์ในผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อจากทางเดินหายใจส่วนล่าง

กลุ่มผ่าตัดแบบรีบด่วน

แบ่งเป็นกลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยงและไม่มีประวัติความเสี่ยง ถ้ารอผลได้ให้รอผลก่อน ถ้ารอไม่ได้ให้ผ่าตัดในห้องที่ใช้ผ่าตัดเฉพาะ COVID-19 และทั้งหน่วยงานต้องใส่ชุดป้องกันอย่างครบครันอย่างไรก็ตามการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดแต่ละครั้งต้องปรึกษาหลายทีมทั้งทีมผ่าตัด ทีมวิสัญญีและ หน่วยงานต่างๆ เพื่อเข้ามาดูแลและป้องกันให้บุคลากรและบุคคลรอบข้างได้รับความเสี่ยงจากโรคนี้น้อยที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดในยุคนี้ ควรต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไปสถานที่เสี่ยง และเวลาออกจากบ้านรักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ติดจากโรคนี้

ได้ภูมิก่อนคือกำไร วัคซีน = ตัวช่วยลดความเสี่ยงโรคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654421

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 19:10 น.

ได้ภูมิก่อนคือกำไร วัคซีน = ตัวช่วยลดความเสี่ยงโรคโควิดแพทย์โรคหัวใจ ไขข้อสงสัยการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงวัย

เรื่อง : ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

“ป่วยโรคหัวใจ” ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้ไหม : นี่คงเป็นคำถามที่ผู้ป่วยหรือญาติกังวลก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพราะจากข้อมูลที่ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์มักคิดว่าฉีดแล้วอาจทำให้ลิ่มเลือดอุดตันและเสียชีวิต

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ถึงข้อสงสัยที่หลายคนกังวล รวมถึงการเตรียมตัวก่อนและหลังฉีด เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะไปฉีดวัคซีนเตรียมตัวและคลายกังวล

นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ภูมิคุ้มกันที่ประโยชน์มหาศาล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เริ่มต้นอธิบายถึงประโยชน์ของการฉีดวัคซีคป้องกันโควิด-19 ว่า มีประโยชน์มากมายมหาศาล เพราะการได้รับวัคซีนจะเป็นการช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้านอนรับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งหากไม่ได้รับวัคซีนอาการอาจอยู่ในระยะต้องรักษาในไอซียู แต่ถ้าได้รับวัคซีนแล้วอาจเพียงแค่นอนรักษาตัวห้องปกติก็เป็นได้ และที่สำคัญคือยังช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

ฉะนั้นการได้รับวัคซีนไม่ว่ายี่ห้ออะไร ประโยชน์ของมันช่วยทั้งลดความรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน หรือหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด วัคซีนป้องกันโควิดช่วยทำให้อาการสำหรับผู้ได้รับเชื้อจากหนักเป็นเบา

สำหรับการฉีดวัคซีนในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือกลุ่มเสี่ยง นพ.ระพีพล ยืนยันไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจหรือมีโรคกลุ่มเสี่ยง อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ความดันโลหิตสูง ฯลฯ. สามารถฉีดวัคซีนป้องโควิด-19ได้ปกติ พร้อมแนะนำว่าจำเป็นต้องฉีดอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มโรคนี้มักพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งหากได้รับเชื้อทั้งที่ยังไม่ได้รับวัคซีนนั้นมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากขึ้น

1 ในล้าน ผลข้างเคียงทางตรงจากวัคซีน

สำหรับการเตรียมตัวของผู้ป่วยโรคหัวใจหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงก่อนไปฉีดวัคซีน นพ.ระพีพล แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ เพียงปฏิบัติตามคําแนะนำทั่วไป อาทิ พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหนักๆ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และไม่จำเป็นต้องหยุดรับประทานยาโรคประจำตัว ให้ใช้ชีวิตเหมือนปกติ

ขณะภายหลังการรับวัคซีนไม่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป ซึ่งอาการเบื้องต้นหลังการฉีดวัคซีนอาจมีปวดบริเวณจุดที่ฉีดหรือไข้ต่ำ ซึ่งเป็นอาการปกติไม่ต้องกังวล กินเพียงยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการก็สามารถช่วยได้

ส่วนอาการไม่พึงประสงค์ที่หลายคนกังวล คือปฏิกิริยาแพ้ชนิดรุนแรง เช่น ความดันโลหิตต่ำ หน้าหรือริมฝีปากมีการบวม หายใจลำบาก เป็นต้น นั้นพบได้น้อยมาก จากรายงานพบว่าโอกาสมีอาการหลอดเลือดอุดตันจากวัคซีนมีเพียง 1 ถึง 4 ในล้านคน หรือฉีดไปล้านคนจะพบเพียงแค่ 1 คน และที่พบเจอนั้นก็คือในกลุ่มพิเศษมีอาการหลอดเลือดอุดตันร่วมกับอาการเกล็ดเลือดต่ำ

แต่ถึงอย่างไร ภายหลังการฉีดวัคซีนแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะมีการให้รอสังเกตอาการซึ่งเวลามาตรฐานราว 10-15 นาที แต่ประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นถึง 30 นาที ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมที่บุคลากรทางการแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดหากเกิดปัญหาได้ทันท่วงที

ได้ภูมิก่อนคือกำไร 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ทิ้งท้ายว่า อยากแนะนำให้คนทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ครบ โดยไม่ต้องกังวลว่ายี่ห้ออะไร เพราะโควิดเป็นโรคที่รุนแรงและน่ากลัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หากเกิดได้รับเชื้อในขณะที่ยังไม่ได้รับวัคซีนก็สุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการหนัก แต่ถ้าหากได้รับวัคซีนแล้วก็ลดความเสี่ยงไปได้มาก

“ควรฉีดดีกว่าครับ แทบไม่มีข้อห้ามอะไรเลยในการรับวัคซีน ได้ภูมิก่อนก็มีกำไร ได้ภูมิก่อนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงของโรคได้”

3 เรื่องต้องระวัง ถ้าไม่อยากหุ่นพังช่วง Work from home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654227

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 15:01 น

3 เรื่องต้องระวัง ถ้าไม่อยากหุ่นพังช่วง Work from homeHow to! Work from home ให้สุขภาพดี เริ่มจากการรู้จักเลือกกินสิ่งดีๆ เพียงแค่นี้ไม่ว่าจะ Work from home อีกนานแค่ไหนก็น้ำหนักไม่พุ่ง

เมื่อต้อง Work from home ทำให้หลายคนมีการขยับร่างกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่น้อยลง ประกอบการมีการตามใจปากมากขึ้น อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแบบคาดไม่ถึง ดังนั้น จะดีกว่าไหมถ้าเรามีทริคในการเลือกรับประทานสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี และน้ำหนักไม่พุ่ง ฟิตแอนด์เฟิร์ม เพื่อพร้อมสำหรับการใส่เสื้อผ้าตัวเก่งไปทำงานเมื่อสถานการณ์ปกติ

ระวังแป้งและน้ำตาล พร้อมเพิ่มกากใยในมื้ออาหาร

แน่นอนว่าเมื่ออยู่บ้าน หลายคนอาจจะเบื่อและมีความกังวล เลยสรรหาเมนูของหวาน เพิ่มน้ำตาลในเลือด คลายความเครียด ดังนั้นหากอยากกินพวกแป้ง ควรหันมากินแป้งขัดสีอย่างข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีตแทน เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายด้วยน้ำผึ้งมะนาว และถ้าหากใครอยากรับประทานกากใยเพิ่ม และอยากให้ระบบขับถ่ายทำงานดีมากขึ้น ลองหาตัวช่วยดีๆ ที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำ ผสานสารสกัดจากธรรมชาติ ผักและผลไม้หลากหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ ส้ม มิกซ์เบอร์รี่ และทับทิม พร้อมมีใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น อาคาเซียกับโอ๊ต เบต้า กลูแคน โพลีเด็กซ์โตรส ไซเลียม อัสค์ เป็นต้น มาเป็นตัวช่วยเพิ่มใยอาหารในระบบทางเดินอาหาร และช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่ายให้เป็นไปตามปกติ ดื่มง่าย เพราะมีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งและสดชื่นกับมะนาวชนิดผง

อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดโปรตีน

หลักการทางโภชนาการแนะนำว่าในคนวัยทำงานสุขภาพปกติต้องการโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้น อาหารในแต่ละมื้อควรมีโปรตีนดีๆ อย่าง ไข่ไก่ ปลา ไก่ ถั่ว เต้าหู้ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะถ้าร่างกายขาดโปรตีนจะทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมสลายง่าย ที่สำคัญโปรตีนจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มได้นานขึ้นด้วย และ ลดความอยากกินขนมระหว่างวันได้ โดยเฉพาะสายวีแกน ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ทำให้ส่วนใหญ่ต้องทำอาหารเอง ตัวช่วยดีๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชที่มีความโดดเด่นในการนำโปรตีนจากแหล่งที่ดีที่สุด คือโปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา และโปรตีนสกัดจากถั่วลันเตาสีทอง ไม่ตัดแต่งทางพันธุกรรม นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส มาไว้ใน 1 เดียว รวมทั้งผสมแคลเซียมและวิตามินดี มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งแตกต่างจากนมถั่วเหลืองทั่วไป เพราะการสกัดเอาไขมันออกจึงไมมีไขมัน แลคโตส และโคเลสเตอรอล ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล “อิริทริทอล” โดยสามารถเสริมความอร่อยให้ฟินยิ่งขึ้นด้วยการปรุงเป็นเมนูเครื่องดื่มหลากหลายสไตล์ ดื่มได้ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาล และให้โปรตีนที่สามารถดูดซึมเร็ว ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่

ทานให้อิ่ม แต่แคลอรี่น้อย

2 กฎเหล็ก ที่ต้องจำให้ขึ้นใจยุคที่ความสะดวกสบายเสิร์ฟให้กับเรา ถ้าไม่ต้องการให้น้ำหนักตัวพุ่งจนใจหาย เพราะเมื่อหิวเราจะทานอาหารในปริมาณเยอะ สำคัญที่เราต้องทานอาหารให้อิ่ม แต่ต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อย ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด และหันมาเลือกสั่งอาหารที่มีประโยชน์ หรือ สั่งอาหารสด ผัก ผลไม้ รวมถึงเครื่องดื่มยอดฮิตชานมไข่มุก น้ำหวานต่างๆ ถ้าเสพติดแล้วดื่มทุกวันคงไม่ดีแน่ มาหาเครื่องดื่มทดแทน เป็นไอเท็มเครื่องดื่มที่มีประโยชน์อย่าง เครื่องดื่มธัญญาหารสำเร็จรูปกลิ่นข้าวโพดไม่ใส่น้ำตาลทราย ก็สามารถเป็นเมนูของว่างได้ง่ายๆ และอิ่มท้อง เพราะใน 1 ซองจัดเต็มด้วยธัญพืชนานาชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมอลต์สกัด และเสริมคุณประโยชน์ด้วย เวย์โปรตีน ใยอาหารโอลิโกฟรุกโตสที่ดีต่อสุขภาพ ใน 1 ซองให้พลังงาน 100 กิโลแคลอรี ซึ่งถือว่าเป็นของว่างที่น่าเสิร์ฟลงท้องอีก 1 ทางเลือก

‘ทุเรียน’ King of Fruits ความหอมหวานกับเรื่องดีๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/653887

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 09:15 น.

'ทุเรียน' King of Fruits ความหอมหวานกับเรื่องดีๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ส่องข้อดีและเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ พร้อมไขข้อข้องใจกินแล้วร้อนใน ดับร้อนด้วยอะไร ไปดูกัน

นับเป็นเวลาทองของราชาแห่งผลไม้ (King of Fruits) อย่าง “ทุเรียน” เลยละ สำหรับช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี ด้วยรสชาติที่หอมหวานและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ หลายคนจึงยอมควักเงินในกระเป๋าเพื่อการบริโภค ซึ่งราคาปีนี้ตามท้องตลาดที่พบขณะนี้จะอยู่ที่ราวกิโลกรัมละ 150-200 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ทุเรียนนับเป็นผลไม้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเนื้อทุเรียน 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 150 กิโลแคลอรี อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งแร่ธาตุซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน ทำให้ทุเรียนมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และจากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับไขมันในเลือด แต่เป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองเท่านั้น

“วิตามินซี” ในทุเรียน

เห็นทุเรียนเป็นผลไม้หวานๆ แบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าในทุเรียนนี่แหละที่เต็มไปด้วยวิตามินซีสูงมากๆ มีผลต่อการป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนของเลือด แนะนำเช่นเคยว่าต้องทานในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นแล้วจะดีต่อร่างกาย 

ทุเรียนช่วย “ลดระดับไขมัน”

โดยเฉพาะพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง ที่มีสารโพลีฟีนอล (Pholyphenols) มีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และยังมีเส้นใยที่ช่วยลดไขมันได้ดี แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าไม่ควรทานในปริมาณที่มากจนเกินไป (ประมาณไม่เกิน 1 พูต่อวันเท่านั้น) สำหรับใครที่กำลังอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักแต่ก็อดใจไม่ไหวกับทุเรียน ไม่ต้องเครียดกันไป เลือกทานได้ในบางครั้ง เพราะไขมันที่อยู่ในทุเรียนเป็นไขมันที่ไม่ให้โทษต่อร่างกาย วางใจแล้วแอบชิมสักนิดแล้วจะติดใจ

ทุเรียนกับเรื่องการ “เผาผลาญ” และ “ดีท็อกซ์ลำไส้”

ทุเรียนนับว่าเป็นผลไม้ชนิดร้อน เมื่อทานเข้าไปในร่างกายจะเกิดการเผาผลาญด้วยความร้อนจากกำมะถัน โดยต้องเลือกทานทุเรียนเข้าไปในปริมาณที่พอดี (ครั้งละไม่เกิน 1 – 2 พู) ทุเรียนก็จะช่วยเข้าไปเร่งการเผาผลาญภายในร่างกาย  ในทุเรียนอุดมไปด้วยกากใยอาหารซึ่งดีต่อระบบการขับถ่ายในร่างกาย เสมือนยาระบายอ่อนๆ สำหรับใครที่อยากดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยทุเรียนก็ไม่ยากเลย เพียงทานทุเรียนในช่วงเช้าไม่เกิน 1 พู ตามด้วยน้ำอุ่น 1 แก้ว จะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือดแต่ทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูง จึงควรจำกัดปริมาณในการบริโภค และไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต และโรคความดันโลหิตสูง ทุเรียนไม่ควรรับประทานคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เกิดสารพิษสะสมในร่างกาย เกิดอาการหน้าแดง ชาตามร่างกาย วิงเวียน คลื่นไส้ และทำให้อาเจียนได้

สำหรับสรรพคุณตามตำรายาไทย ระบุว่า เนื้อทุเรียน มีรสหวาน ร้อน ช่วยบรรเทาอาการจุกเสียด บำรุงกำลัง และเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ตามองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านแนะนำว่า หากรับประทานทุเรียนแล้ว ให้รับประทานมังคุดตาม เนื่องจากทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายร้อนขึ้น และมังคุดเป็นราชินีแห่งผลไม้ (Queen of Fruits) มีฤทธิ์เย็นช่วยลดความร้อนในร่างกาย รับประทานคู่กันช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล เมื่อบริโภคทุเรียนแล้ว ก็ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญแป้งและน้ำตาล ควบคุมการบริโภคอย่างเคร่งครัด จึงจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนเรื่องทุเรียนกับหน้าร้อน จริงๆ แล้วไม่ว่าจะหน้าไหนหรือฤดูอะไร การกินทุเรียนและผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงก็ต้องควบคุมปริมาณในการกิน ไม่ควรที่จะกินมากจนเกินไป โดยเฉพาะในหน้าร้อน เราควรกินทุเรียนในปริมาณที่พอดี เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้เป็นแผลร้อนใน เจ็บคอ ไอ มีไข้ ปวดศีรษะ จุกแน่นท้อง มีขี้ตามาก รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อึดอัด หน้าแดง ลิ้นแดง ฯลฯ

วิธีจะแก้อาการร้อนในก็ต้องกินอาหารธาตุเย็นลงไปเพื่อขับซัลเฟอร์ออก จะได้ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย เช่น

  • ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ หรือดื่มน้ำผสมเกลือครึ่งช้อนชาดื่มสักแก้ว เพื่อขับสารซัลเฟอร์และช่วยลดอาการร้อนในได้
  • กินผักสดให้มากขึ้น
  • กินผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น แตงโม แตงล้าน หรือผลไม้รสเปรี้ยว หรือหวานอมเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว มังคุด
  • กินอาหารที่มีรสจืดหรือขม เช่น มะระ สะเดา บวบ รากบัว
  • ดื่มน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยแก้ร้อนใน เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำหล่อฮั่งก้วย น้ำรากบัว น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย เฉาก๊วย

สำหรับผลไม้ที่ควรกินช่วงหน้าร้อน อาทิ

1. แตงโม มีฤทธิ์เย็น ฉ่ำน้ำ ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายได้ดี ช่วยให้ร่างกายสดชื่น

2.สับปะรด ผลไม้ฤทธิ์เย็น ฉ่ำน้ำ โดยสับปะรด 100 กรัม มีน้ำมากถึง 86 กรัม และยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ ที่ดีต่อร่างกายมากมาย โดยสับปะรดมีสรรพคุณช่วยดับร้อน แก้กระหายได้ดี

3.มะพร้าวจัดเป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณช่วยดับร้อน ช่วยแก้กระหาย ลดไข้ตัวร้อน แก้อาการร้อนใน น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ดื่มแล้วช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้ดี 

4.แคนตาลูป ผลไม้ฤทธิ์เย็น อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย โดยแคนตาลูปมีสรรพคุณช่วยดับกระหายคลายร้อน ลดไข้

5.สาลี่ผลไม้ฉ่ำน้ำมีฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณลดความร้อนและดับพิษร้อนในร่างกาย

6.มะม่วง ช่วยเพิ่มความสดชื่น คลายร้อน อีกทั้งยังมีสารอาหารและประโยชน์มากมาย แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

7.มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ ที่มักจะมาคู่กับทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ ด้วยที่มีสรรพคุณดับร้อนจากทุเรียน และมีน้ำในตัวสูง ช่วยให้คลายร้อนไปได้มากทีเดียว

8. มะละกอ กินดิบในส้มตำก็แซ่บ หรือจะกินสุกเป็นผลไม้ล้างปากก็ชื่นใจ เพราะความหวานจากผลสุกช่วยให้ร่างกายได้รับความสดชื่น แถมมีฤทธิ์ช่วยระบายอีกต่างหาก

5 วิธีสังเกตอาการโรคปวดหลังในผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/653808

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 11:50 น.

5 วิธีสังเกตอาการโรคปวดหลังในผู้สูงอายุวิธีสังเกตผู้สูงอายุในบ้านเกี่ยวกับอาการปวดหลัง และแนวทางการรักษา

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมองว่าอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นกับตนเองเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มีอายุเยอะแล้ว บางท่านอาการปวดหลังไม่มาก เป็นอาการปวดหลังแบบปวดเมื่อยทั่ว ๆ ไปอาจจะไปหายาทานเองหรือรักษาเพื่อบรรเทาอาการกันเองเพื่อให้อาการปวดหลังหายไปซึ่งความจริงแล้วอาการปวดหลังนั้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก็สามารถนำไปสู่ความพิการได้

นายแพทย์สิทธิพงษ์ สุทธิอุดม ศัลยแพทย์ระบบประสาท แพทย์หัวหน้าศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนครธน เผยว่า อาการปวดหลังนั้นรบกวนการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก ยิ่งหากมีอาการปวดหลังอย่างเรื้อรังก็เสี่ยงกับโรคกระดูกสันหลังที่รุนแรงในอนาคต สาเหตุในการเกิดโรคปวดหลัง เกิดได้จากอุบัติเหตุ คนสูงอายุที่เคยมีอุบัติเหตุล้มในห้องน้ำ ล้มก้นกระแทกพื้น เกิดกระดูกสันหลังยุบได้มาก สาเหตุที่สองคือเกิดจากการที่กระดูกเสื่อมตามวัย ผู้สูงอายุจะมีกระดูกบางลง ยิ่งผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็จะมีแคลเซียมในกระดูกน้อยลง

วิธีสังเกตผู้สูงอายุในบ้านเกี่ยวกับอาการปวดหลัง

1. ผู้สูงอายุจะเคลื่อนไหวน้อยลงเพราะกระดูกสันหลังเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ประสานกับการทำงานส่วนอื่น ๆ ในการเคลื่อนไหวของร่างกายหากผู้สูงอายุมีอาการปวดหลัง ก็จะมีลักษณะที่เริ่มผิดปกติไปจากเดิม เนื่องจากคนไข้อาจจะมีอาการปวดเวลาหรือทรมานในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ไม่ค่อยลุกเดินหรือเคลื่อนไหวตามปกติที่เคยเป็น

2. ติดนอนทั้งวันจนไม่ยอมลุกไปทำกิจกรรมที่ตนชอบ โดยปกติจากคนที่ชอบทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีอาการปวดหลัง หรือสัญญาณเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกแต่อยากจะนอนอยู่กับที่เดิม ๆ ในบริบทเดิม ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด และเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด

3. ใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำนานกว่าปกติ เนื่องจากผู้สูงอายุต้องคอยระวังตัวในการเข้าห้องน้ำอยู่แล้วเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การลื่นล้มซึ่งส่งผลอันตรายเป็นอย่างมาก และผู้สูงอายุที่มีอาการปวดหลังที่ตามมาอีก ก็ยิ่งทำให้เคลื่อนไหวตัวได้ช้าลงมากกว่าปกติจึงใช้เวลานานในการเข้าห้องน้ำแต่ละครั้ง

4. ผู้สูงอายุอาจมีเสื้อผ้าเปียกปัสสาวะและอุจจาระ เมื่อมีอายุที่มากขึ้น การกลั้นปัสสาวะ และอุจจาระจะมีประสิทธิภาพที่ลดลงรวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายที่เป็นปัญหา อาจทำให้เดินทางไปยังห้องน้ำช้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือลุกไปไม่ไหวนั่นเอง

5. อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอาการที่ค่อนข้างอันตรายมาก ๆ เพราะอาการนี้แสดงให้เห็นถึงการปวดหลังที่เรื้อรังหรือมีระยะเวลานาน จึงทำให้กระดูกทับเส้นประสาทหรือเส้นประสาทอักเสบ เดินไม่ได้ไกล มีอาการชาร่วมด้วย และอาจส่งผลอันตรายไปสู่ความพิการได้ ดังนั้นจำเป็นต้องดูแล และสังเกตอาการอยู่เป็นประจำ

แนวทางการรักษา

ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลนครธนร่วมมือกับ บํารุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก โดยทางทีมแพทย์จะให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาความผิดปกติทางกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง และเส้นประสาทพร้อมตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อค้นหา สาเหตุของโรคอย่างแท้จริง และพิจารณา แนวทางการรักษาโรคทางกระดูกสันหลังที่ดีที่สุด ให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

· ในกรณีที่ไม่ต้องผ่าตัด มีวิธีการรักษาด้วยการรับประทานยา ใส่อุปกรณ์เสริมช่วยรัดหลัง ออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลัง ตลอดจนการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการปวด เบื้องต้นผู้ป่วยกว่า 70% จะดีขึ้น

· การผ่าตัด ในการให้การผ่าตัดแก่ผู้ป่วยด้วยกล้องเอ็นโดสโคป แผลเล็กแค่ 8 มิลลิเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้ไว ลดอาการปวดจากการผ่าตัด

ซึ่งหลังการรักษาทางทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่จะแนะนำรายละเอียดการดูแลเป็นพิเศษเกี่ยวกับวิธีนอนและวิธีนั่งที่ถูกต้อง วิธีการลุกขึ้นยืนอย่างปลอดภัยแก่ผู้ป่วย รวมไปถึงการได้รับการรักษาจากหมอกายภาพของโรงพยาบาลในกรณีที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษมีการรักษาที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป