เซฟกระดูกและข้อ ให้อยู่ต่อตลอด Work from Home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/653658

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 08:10 น.

เซฟกระดูกและข้อ ให้อยู่ต่อตลอด Work from Homeแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ กระดูกสันหลัง เผยความไม่สบายและความเจ็บป่วยที่กระดูกและข้อที่เกิดจากการ Work from Home มีอะไรได้บ้าง และเราจะป้องกันได้อย่างไร

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโรค Covid-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้ มีหลายคนต้องปรับตารางการทำงาน เพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาด และจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่เรียกกันว่า Work from Home ซึ่งการที่ต้องเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานมาเป็นที่บ้านก็มีบางปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สบาย หรือเกิดความเจ็บป่วยของโรคทางกระดูกและข้อได้

การแก้ปัญหาจากการ Work from Home

• ทำงานให้เป็นเวลา กำหนดเวลาการทำงาน และการพักผ่อนที่ชัดเจน พยายามจบงานให้ได้ตามกำหนด ไม่ทำงานล่วงเวลา เพื่อมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

• ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการทำงาน เช่น จัดที่นั่งบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ หาเก้าอี้นุ่ม ๆ มีพนักพิง ใครมีทุนหน่อยจะจัดหาเก้าอี้ทำงานดีๆก็ไม่ว่ากัน

• ปรับความสูงของจุดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับร่างกายและท่านั่ง ความสูงของจอที่เหมาะสมนั้น ขอบบนของจออยู่ใกล้ระดับสายตา กลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10-20 องศา เพื่อลดการก้มหรือเงยคอที่มากเกินไป หากใครใช้โน๊ตบุ๊คอาจใช้แท่นวาง เพื่อปรับความเอียงของแป้นพิมพ์และความสูงของจอก็ได้

• กำหนดระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง จัดเวลาให้มีการพักปรับอิริยาบทและยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ทั้งกล้ามเนื้อบริเวณ ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ และหลัง

• หาเวลาออกกำลังกาย เพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อได้ขยับทำงาน ฝึกกล้ามเนื้อคอ หลัง และไหล่ ที่ต้องใช้งานขณะนั่งทำงานให้เกิดความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสาย การออกกำลังเป็นประจำยังทำให้ความเครียดลดลงด้วย ถ้าจะให้ดี การออกกำลังกายกลางแจ้งทำให้ได้รับแสงแดด ก็จะได้รับวิตามินดีเพิ่มด้วยอีกด้วย

• ตั้งเกณฑ์ควบคุมการทาน ไม่ว่าจะเป็นขนม ของว่าง ชา กาแฟ ก็ไม่ให้เยอะจนเกินไป กาแฟร้อนไม่ควรเกิน 2 แก้ว กาแฟเย็น ไม่ควรเกิน 1 แก้ว

Covid-19 ยังไม่จบง่าย ๆ พวกเรายังจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้านกันไปอีกสักพัก ดังนั้น เรามาทำให้การ Work from Home เป็นการทำงานที่ดีต่อสุขภาพกันดีกว่า เพียงปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะทำให้ลดความเครียดจากการทำงาน และมีความสุขมากขึ้น

อยู่ใกล้กันมากขึ้น อย่ารักกันน้อยลง ช่วง Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/653628

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 11:12 น.

อยู่ใกล้กันมากขึ้น อย่ารักกันน้อยลง ช่วง Covid-19เมื่อต้องอยู่ด้วยกันมากขึ้นช่วง Covid-19 ณ จุดนี้ … Quality Time หรือมะเร็งที่ลุกลามความสัมพันธ์

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 คู่รักและครอบครัวจำนวนมากมีโอกาสได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น บางคู่จำเป็นต้องลดเวลาการทำงานลงหรือทำงานจากที่บ้าน บางคู่จำเป็นต้องเดินทางกลับไปอยู่ด้วยกันที่ภูมิลำเนาเดิม หลายคนมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เป็น Quality Time แห่งความสุขที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน แต่ก็มีคู่รักหลายคู่กลับประสบปัญหาขัดแย้งจนเครียดและเริ่มมีความคิดที่จะยุติความสัมพันธ์ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ใดที่หนึ่งแต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ความขัดแย้งช่วง COVID-19

ร้อยละ 12 ของชาวอเมริกันยอมรับว่าพวกเขามีปากเสียงกับคู่รักมากขึ้นในช่วง COVID-19 จากการสำรวจของสมาคมจิตแพทย์อเมริกา (American Psychiatry Association) พบว่าคู่รักในสหรัฐอเมริกามีความสุขมากขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการ Lockdown แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิน 1 เดือน พวกเขากลับรู้สึกเครียด กดดัน และเริ่มคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไปไม่รอด 

ในสหราชอาณาจักรและประเทศตุรกีพบสถิติการใช้ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) และการขอความช่วยเหลือจากความรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นในช่วง COVID-19 ระบาด สำหรับในประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศแรกของการ Lockdown อย่างเข้มงวดพบสถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนมีนาคมพบจำนวนคู่สมรสที่ยื่นเรื่องขอหย่าร้างในเมืองซีอาน (Xi’an) และต้าโจว (Dazhou) เพิ่มสูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเมืองเซี่ยงไฮ้ก็มีจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้างเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 

ในขณะที่กฎและแนวทางการปฏิบัติตัวของประชาชนจากรัฐบาลเพื่อให้ทุกคนรอดชีวิตในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ค่อนข้างชัดเจน แต่แนวทางการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปโดยที่ไม่เลิกกันไปเสียก่อนนั้นกลับคลุมเครือ ดังนั้นการหาคำอธิบายว่า ทำไมคู่รักถึงทะเลาะกันมากขึ้นเมื่ออยู่ใกล้ชิดกันในช่วง COVID-19และเรียนรู้วิธีจัดการไม่ให้ชีวิตคู่พังทลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย

หมดอารมณ์ความรัก

ช่วง COVID-19 ไม่ใช่ช่วงฮันนีมูนของคู่รัก แต่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของมนุษยชาติ ทุกคนบนโลกล้วนได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทุกคนกำลังเครียด กดดัน และไม่รู้ว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเมื่อไร การที่อยู่ในสภาวะเครียดและวิตกกังวลเรื้อรังส่งผลต่อร่างกายและอารมณ์ สุขภาพอาจจะแย่ลงเรื่อย ๆ การนอนเริ่มผิดปกติ อารมณ์หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย ยิ่งไปกว่านั้นไม่สามารถใช้วิธีผ่อนคลายจิตใจอย่างที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะเพื่อนฝูงหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง  ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทุกคนรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่บ้านกับคู่รักในช่วงนี้ แม้แต่ความสุขทางเพศที่หลาย ๆ คนคิดจะใช้เวลาว่างช่วงนี้กับคู่รักอย่างเต็มที่ แต่ในความเป็นจริง COVID-19 กลับทำให้หมดอารมณ์ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ

เทคนิคจัดการชีวิตคู่ให้มีความสุขช่วง COVID-19

การปฏิบัติตัวของคู่รักที่อยู่ด้วยกันในช่วง COVID-19 ให้มีความสุขสามารถจัดการได้ ดังนี้

1) Manage Anxiety เรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริงในปัจจุบัน

ขั้นตอนแรกของการจัดการปัญหา คือการยอมรับว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกกังวลและประสบความยากลำบากในการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความกังวลเป็นเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้เพื่อที่จะเอาตัวรอดจากวิกฤติครั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกังวลกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่จำเป็น การเสพข่าวเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาตลอดทั้งวันย่อมไม่เกิดผลดี 

2) Communication is King การสื่อสารสำคัญที่สุด

เพราะตัวเรายังมีความเครียดและความกดดันอย่างมากในช่วง COVID-19 คู่รักของเราก็เป็นมนุษย์อีกคนที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เพียงแต่วิธีจัดการปัญหาของเขาหรือเธออาจจะแตกต่างกับคุณ คุณจำเป็นต้องคอยสังเกตว่าคู่รักของคุณต้องการพื้นที่ส่วนตัวหรือต้องการการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางไหน การสื่อสารเพื่อบอกความต้องการ ความรู้สึกหรือความคิดของคุณให้คู่รักฟังเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาปกติเสียอีก

หลักการสื่อสารที่ดีของคู่รัก ประกอบไปด้วย

i-Message ใช้ประโยคที่ผู้พูดสื่อสารความรู้สึกและความต้องการของตนเอง หลีกเลี่ยงการใช้ you-message ซึ่งเป็นการพูดถึงการกระทำของคู่รักโดยตรง การสื่อสารลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะแฝงน้ำเสียงตำหนิและอารมณ์ทางลบเข้าไปด้วย เช่น “เธอทำตัวติดกับฉันตลอดเวลาเลย ตั้งใจจะไม่ให้ฉันมีเวลาว่างเลยหรือไง” คำกล่าวนี้อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูกตำหนิและนำไปสู่ความบาดหมางได้ ในทางกลับกันการกล่าวว่า “ฉันรักเธอนะ แต่ช่วงนี้ฉันต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อที่จะพักผ่อนทั้งร่างกายและเติมพลังจิตใจของฉันในแต่ละวัน” การใช้ i-Message เป็นการหลีกเลี่ยงการต่อว่าและปะทะอารมณ์กับคู่รัก รวมถึงส่งเสริมอารมณ์ทางบวก ความรัก และความห่วงใยระหว่างกัน

เลี่ยงการดูถูกซึ่งกันและกัน ฟังดูเหมือนไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่แท้จริงแล้วรูปแบบการสื่อสารแบบดูถูกคู่รักเป็นตัวแปรที่มีผลต่อการหย่าร้างของคู่สามีภรรยาสูงที่สุด เราอาจจะแสดงความดูถูกคู่รักได้ผ่านคำพูดที่ไม่ให้เกียรติ พูดจาประชดประชัน เยาะเย้ย หรือแม้แต่การแสดงสีหน้าท่าทาง หลาย ๆ คนไม่รู้ตัวว่าการดูถูกรุนแรงกว่าการต่อว่าเสียอีก ผู้ที่โดนคู่รักดูถูกจะรู้สึกไร้ค่าและรู้สึกต่ำต้อย บางคนอาจจะพูดและแสดงท่าทีดูถูกโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น การพูดทำนองว่า “อ้อ…อย่างนั้นเหรอ คุณคงเหนื่อยจากการทำงานมากสินะ แต่ชั้นเนี่ยต้องอยู่กับลูกทั้งวัน สอนการบ้านลูกช่วงที่โรงเรียนปิด ทำอาหารให้ทั้งลูกและสามีที่กลับบ้านมาก็นั่งเล่นแต่มือถือตลอด นี่เหมือนมีลูกสองคนเลยนะ” 

ชมให้มากกว่าต่อว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ชีวิตคู่จะมีแต่ความสุขตลอดเวลา แต่ผลวิจัยพบว่าคู่สมรสที่แต่งงานกันได้ยืนยาวมักจะมีช่วงเวลาแห่งความสุขเทียบกับช่วงเวลาที่ทะเลาะกันในอัตราส่วนอย่างน้อย 5 ต่อ 1 สำหรับในช่วง COVID-19 ระบาด ทั้งตัวคุณและคู่รักต่างต้องเผชิญการความกดดันเรื่องต่าง ๆ มากพอแล้ว การตัดสินเรื่องใหญ่ ๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งควรถูกเลื่อนไปก่อนหากเป็นไปได้ คุณควรหันมาให้ความสนใจกับช่วงเวลาดี ๆ ในแต่ละวัน หากมีเรื่องใดที่คู่รักของคุณทำให้คุณประทับใจก็อย่าลืมชมและให้กำลังใจกัน

3) Adjust to the ‘new’ normal จัดระเบียบชีวิตใหม่

ช่วงนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ หากยังใช้วิถีชีวิตอย่างไม่เตรียมพร้อมมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดปัญหาชีวิตคู่ คู่รักจำเป็นที่จะต้องรับบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม ลองหาเวลาที่คุณทั้งคู่สบายใจ แล้วนั่งไล่เรียงภาระหน้าที่ที่จำเป็นต้องทำรวมถึงความคาดหวังจากทั้งสองฝ่าย หากมีลูกหรือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลในบ้านก็จำเป็นจะต้องแบ่งเวลากันดูแลลูกและผู้สูงอายุด้วย อย่ากดดันตนเองมากเกินไป คุณไม่ใช่ครู Home School หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุระดับโลก บางอย่างไม่จำเป็นต้องทำให้ดีเลิศก็ได้ อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะมองข้ามได้ก็ให้ปล่อยผ่านไปก่อนเพื่อให้คุณทั้งคู่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในช่วง COVID-19 ได้อย่างยั่งยืน

หลังจากจัดการตารางเวลาเพื่อทำงานบ้านและแบ่งหน้าที่กันแล้ว อย่าลืมจัดสรรเวลาส่วนตัวด้วย เราทุกคนจำเป็นต้องมีเวลาส่วนตัวที่ไม่ใช่เวลาทำงาน อาจจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาพักจากงานที่คุณทำอะไรคนเดียวอยู่มุมหนึ่งของห้อง การใช้เวลาส่วนตัวนอกจากจะเป็นการเติมพลังชีวิตแล้วยังทำให้แต่ละคนได้เสพข้อมูลตามที่แต่ละคนสนใจ ซึ่งสามารถนำมาพูดคุยกันภายหลังได้ แน่นอนว่าต้องจัดให้มีเวลาใกล้ชิดกันของคู่รักด้วย นอกจากเรื่องเซ็กส์แล้วยังมีอีกหลายกิจกรรมที่คุณสามารถทำร่วมกันได้ ควรมีช่วงเวลาตอนเช้าหรือตอนก่อนนอนที่คุณจะห้ามพูดถึงอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 เพื่อจะได้มีเวลาใส่ใจเรื่องอื่น ๆ รอบตัวและใส่ใจคนสำคัญข้าง ๆ คุณให้มากขึ้น

แม้จะอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ การจัดแบ่งพื้นที่ในบ้านหรือคอนโดมิเนียมให้เป็นสัดเป็นส่วนย่อมส่งผลดีต่อจิตใจ หากเป็นไปได้ควรจัดสรรห้องหนึ่งให้เป็นห้องทำงาน หากไม่สามารถแบ่งห้องได้ การลากเส้นจำลองเพื่อแบ่งพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อนในห้องเดียวกันก็ได้ผลเช่นเดียวกัน การใช้หูฟังอาจจะช่วยให้เขตแดนจำลองนั้นชัดเจนมากขึ้น การหลบไปอยู่ในห้องน้ำหรือไปนั่งในรถเพื่อที่จะคิดงานหรือคุยโทรศัพท์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากคุณมีพื้นที่สวนนอกบ้าน การออกมานั่งทำงานนอกบ้านในวันที่อากาศไม่ร้อนเกินไปก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศได้ดีทีเดียว

4) It’s okay to ask for help ตัวช่วยมีอยู่เสมอ        

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ลำบากของคู่รักทุกคู่ แต่การจัดการกับความกังวลที่เกิดขึ้น เรียนรู้วิธีการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ และการปรับวิถีชีวิตใหม่จะทำให้คู่รักก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ง่ายขึ้น แต่หากคุณรู้สึกว่าปัญหาช่างหนักหนาและยังมองไม่เห็นทางแก้ไขปัญหา หรือรู้สึกว่าความทุกข์ทรมานมากเกินปกติ การปรึกษาผู้ชำนาญการ อาทิ จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหาความสัมพันธ์ได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก bangkok hospital

สัญญาณเตือนร่างกายติดสมาร์ทโฟน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 พ.ค. 2564 เวลา 10:11 น.

สัญญาณเตือนร่างกายติดสมาร์ทโฟนเปลี่ยนจากผู้เล่นมาเป็นผู้สังเกตการณ์ ฟังสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายติดสมาร์ทโฟน เช็กลิสต์เบื้องต้นนั่งหลังค่อมไหล่ห่อ คอยื่น ปวดเมื่อยบ่า ก้านคอ สะบัก นิ้วล็อกมือชา มือไม่มีแรง แม้แต่อาการมึนๆ ตึงๆ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ตาพล่ามัว หาวนอนบ่อยๆ หายใจไม่อิ่ม ฯลฯ

ปวดมือ ปวดคอ ปวดแขน มือชา ถ้ามีอาการเหล่านี้แสดงว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยจากการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว โดยเฉพาะอาการที่เรียกว่า “ติดสมาร์ทโฟน” ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้ามากในด้านการสื่อสารแบบไร้สาย ผู้คนต่างมีโลกส่วนตัวอยู่กับเครื่องมือสื่อสารของตน มองไปทางไหนก็ต่างก้มหน้าก้มตามองมือถือ ผู้คนพูดคุยกันน้อยลง เป็นยุคที่ผู้คนกำลังถูกมอมเมาด้วยภาพและเสียงที่มาล่อตาล่อใจ จะมีสักกี่คนที่สนใจกับร่างกายว่า ตอนที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง เกือบทั้งหมดจะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อเงยหน้าขึ้นจากจอเล็กๆ ในมือนั่นแหละ

แล้วเสียงเตือนแบบไหนที่บอกว่าคุณกำลังเป็นโรคติดสมาร์ทโฟน คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาให้ข้อมูลว่า คนที่เป็นโรคติดสมาร์ทโฟนจะได้รับเสียงเตือนจากร่างกายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเมื่อยบ่า ก้านคอ สะบัก ปวดข้อศอก ปวดแขน นิ้วล็อค มือชา มือไม่มีแรง ปวดฝ่ามือ มือแข็ง เวลาใช้แรงกำหรือหยิบของ จะรู้สึกกำได้ไม่ถนัด และแม้แต่อาการมึนๆ ตึงๆ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ตาพล่ามัว หาวนอนบ่อยๆ หายใจไม่อิ่ม ฯลฯ ซึ่งอาการเหล่านี้ มีต้นตอมาจากการเล่นเกมส์ การเพลิดเพลินไปกับโรคออนไลน์ สื่อสารแบบต้องพิมพ์ถึงกัน ด้วยการใช้สมาร์ทโฟนนั่นเอง หากคุณลองเปลี่ยนจากเป็นผู้เล่นเป็นผู้สังเกตการณ์ คุณอาจเห็นภาพตัวเองนั่งหลังค่อมไหล่ห่อ คอยื่น ซึ่งเป็นลักษณะท่าทางที่กำลังทำร้ายร่างกายอยู่นั่นเอง

การจัดการกับร่างกายหรือกับอาการต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมานั้นไม่ยากเลยค่ะ ถ้าดูจากต้นเหตุของอาการก็พูดให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า เป็นการขาดความสมดุลของระบบโครงสร้างร่างกายนั่นเอง ซึ่งเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทุกหน่วยเซลล์ของร่างกาย ได้รับอาหาร และขับของเสียต่างๆ ผ่านทางหลอดเลือดและน้ำเหลือง หลอดเลือดเหล่านี้ก็ทอดผ่านกล้ามเนื้อในทุกส่วนของร่างกายเราจึงสรุปได้ว่า เมื่อมีความบกพร่องของโครงสร้างร่างกาย ร่างกายก็จะส่งสัญญาณเตือนด้วยการแสดงอาการต่างๆ ดังที่ได้กล่าวนั่นเอง

1. เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ เส้นใยกล้ามเนื้อหดสั้นมากกว่าปกติ ทั้งบริเวณกล้ามเนื้อคอด้านหน้า กล้ามเนื้อใต้ฐานกะโหลกศีรษะ กล้ามเนื้อช่วงอก กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกชายโครงด้านหน้า กล้ามเนื้อในการงอศอก กล้ามเนื้อในนิ้วมือและฝ่ามือ เกิดการยืดยาวมากกว่าปกติของกล้ามเนื้อด้านหลังช่วงก้านคอ กล้ามเนื้อบ่า กล้ามเนื้อรอบสะบักด้านใน และกล้ามเนื้อหลังช่วงบน

2. การที่เส้นใยกล้ามเนื้อมีการหดสั้นมากกว่าปกติ จะมีผลกับหลอดเลือดและเส้นประสาท ที่ทอดผ่านเส้นใยกล้ามเนื้อนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอซึ่งเป็นส่วนที่ผ่านไปเลี้ยงสมอง บริเวณอกซึ่งเป็นส่วนที่ระบบเลือด-ระบบน้ำเหลือง-ระบบเส้นประสาท ผ่านไปที่แขน ที่ข้อมือและนิ้วมือทั้งสองข้าง ด้านหน้าอกก็เป็นส่วนที่ช่วยในการขยายตัวของปอด ช่วยในการหายใจ แต่เมื่อถูกกดรัดอยู่ ก็ทำให้การไหลเวียนของระบบเหล่านี้สูญเสียไปด้วย และนั่นก็ส่งผลให้มีอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมา

3. จากข้อ 2 และ ข้อ 3 จะเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Muscle Imbalance คือในภาวะปกติ กล้ามเนื้อด้านหน้ากับด้านหลังจะทำงานร่วมกันและสมดุลกันเพื่อพยุงให้กระดูกสันหลังช่วงบน และช่วงคอของเราอยู่ในแนวความโค้งที่ปกติ แต่เมื่อเกิดความไม่สมดุลขึ้น จะมีผลทำให้หลังค่อม หลังโก่งมากกว่าปกติ จากการผิดรูปของกระดูกสันหลังช่วงบนกับช่วงคอนั้น มีผลทำให้การรับน้ำหนักของกระดูกคอมากกว่าปกติ เป็นที่มาของโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมที่เสื่อมเร็วกว่าวัย และมีผลต่อเนื่องทำให้เส้นประสาทที่คอถูกกดทับ เกิดอาการปวดร้าวตามแนวของเส้นประสาท ซึ่งอาการปวดจากการกดทับนี้จะไม่เหมือนปวดกล้ามเนื้อธรรมดา จะเป็นอาการปวดล้า ๆ เมื่อย ๆ ลึกๆ ตลอดทั้งศีรษะ คอ บ่า สะบัก หรือแขน บางเคสร่วมกับอาการอ่อนแรง ซึ่งหากปล่อยไว้นาน รักษาไม่ตรงต้นตอของอาการที่เป็นก็อาจทำให้ไม่มีแรง หรือที่เราชอบเรียกว่าอัมพฤกษ์ อัมพาตก็เป็นได้

ฉะนั้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร การใช้เครื่องมือที่ทันสมัยตามเทคโนโลยีนั้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสะดวก แต่หากใช้ผิดวัตถุประสงค์ ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับหน้าจอนานๆ คงเป็นผลเสียมากกว่าผลดีเป็นแน่

6 เรื่องควรรู้ เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/653242

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 11:05 น.

6 เรื่องควรรู้ เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19ไทยรู้สู้โควิด เผยข้อแนะนำการเตรียมตัวก่อนไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

1. ตรวจสอบร่างกาย

• ไม่อดนอน หลับให้เพียงพอ

• เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชา-กาแฟ

• ต้องไม่มีอาการไข้หรืออาการเจ็บป่วย

• สองวันก่อนฉีด และหลังงดออกกำลังกายหนัก

2. แจ้งแพทย์ก่อนฉีด

• โรคประจำตัว

• ประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีน

• การตั้งครรภ์

• ข้อมูลอื่น ๆ ที่แพทย์ควรทราบ

3. สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียม

• ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมบัตรประชาชน

• วันเวลานัดการฉีด

• รักษามาตรการป้องกันพื้นฐานอย่างเคร่งครัดคือ สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง พกเจลแอลกอฮอล์

4. ข้อแนะนำในการฉีดวัคซีน

• วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500 – 1,000 ซีซี

• ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก

• หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที

5. ข้อควรระวังหากมีไข้ต้องทำอย่างไร

• ถ้ามีไข้หรือปวดเมื่อยมาก ทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มก. ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำได้ถ้าจำเป็น แต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง

6. ยาที่ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด

• ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด

7 เมนูให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652928

วันที่ 16 พ.ค. 2564 เวลา 08:45 น.

7 เมนูให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผย 7 เมนูให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดีและธาตุเหล็ก ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะนี้ นอกจากการปฏิบัติตามมาตรการ DMHTTA ด้วยการสวมหน้ากากเมื่อออกจากบ้าน หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่างแล้ว การเลือกกินอาหารที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ได้รับปริมาณสารอาหารแต่ละชนิดเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติและเต็มศักยภาพ

โดยกรมอนามัยขอแนะนำ 7 เมนู เสริมภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 ได้แก่ 

เมนูที่ 1 ไข่ยัดไส้ กินมะเขือเทศและแครอทให้ได้อย่างละ ½ ทัพพี จะได้รับวิตามินซี 42 เปอร์เซ็นต์ และวิตามินเอ 43 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 2 ต้มเลือดหมู กินผักกาดหอม ½ ทัพพี ตับหมู 1 ช้อนโต๊ะ เลือดหมู 1 ชิ้นและหมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ จะได้รับธาตุเหล็ก 45 เปอร์เซ็นต์  

เมนูที่ 3 ต้มยำปลาทู มีมะเขือเทศและน้ำมะนาวเป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินซี 42 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 4 ต้มจืดตำลึงเต้าหู้ไข่ มีส่วนผสมของแครอท ½ ทัพพี และตำลึง 2 ทัพพี จะได้รับวิตามินเอ 42 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 5  ปลานึ่งขิง หากใช้ปลาทับทิมเป็นส่วนประกอบ จะได้รับวิตามินดี 20 เปอร์เซ็นต์ 

เมนูที่ 6  ปลาผัดเปรี้ยวหวาน มีส่วนผสมของมะเขือเทศ ½ ทัพพีและพริกหวาน 1 ลูก จะได้รับวิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

และเมนูที่ 7 ข้าวผัดหอยลาย มีส่วนผสมของเนื้อหอยลาย ได้รับธาตุเหล็ก 33 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน

“ทั้งนี้ การปรุงประกอบอาหาร ควรเลือกวัตถุดิบที่สด สะอาด และปรุงอาหารให้สุกใหม่ทุกครั้ง ลดกินหวาน  มัน เค็ม นอกจากนี้ ควรมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมเพื่อเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน เช่น ทำงานบ้าน เต้นแอโรบิกในบ้าน หรือมีกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อลดภาวะเครียด เช่น การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูหนังออนไลน์ เล่นเกม รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 – 9 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง มีสุขภาพดีในระยะยาว” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

5 สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันช่วยเราห่างไกลไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652618

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

5 สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันช่วยเราห่างไกลไวรัสแนะนำ 5 สารอาหารหาทานง่ายที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เสริมเกราะป้องกันไม่ให้ไวรัสวายร้ายมากล้ำกรายเราได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ป้องกันตัวเองทุกวิถีทาง เพื่อให้รอดพ้นจาก COVID-19 รอบ 3 ที่เกิดขึ้นตอนนี้ หลายคนได้หันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพภายในมีเกาะป้องกันและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และนอกจากนี้ ก็มีอีกหลายคนให้ความสำคัญในเรื่องของการรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ทั้งอาหารหลัก อาหารเสริม หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย วันนี้ อินเตอร์ ฟาร์มา ในฐานะผู้นำด้านการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม และผู้นำด้านโบรไบโอติกที่วงการแพทย์ยอมรับ จึงขอแนะนำ 5 สารอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ไวรัสวายร้ายต่างๆ มาทำลายเราได้

5 สารอาหารที่สามารถเลือกซื้อวัตถุดิบได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด ได้แก่

1. วิตามินซี : สารอาหารที่เราคุ้นเคย และรู้ดีว่าประโยชน์ของวิตามินซีนั้นมากมาย หากร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอคือ 25-100 กรัม หรือ 400 กรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ  ซึ่งแหล่งวิตามินซีในอาหารสามารถพบได้ง่ายๆ ตามผักและผลไม้เป็นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ฝรั่ง, สตรอว์เบอร์รี่, มะละกอแขกดำ, ทุเรียนหมอนทอง, พริกหวาน, ผักคะน้า, บรอกโคลี ฯลฯ

2. วิตามินเอ : สารอาหารที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยแหล่งอาหารของวิตามินเอที่สามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้สูงคือ เครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง นอกจากนี้แหล่งอาหารจากพืชจำพวกผักใบเขียวเข้ม และผลไม้สีเหลือง อย่างตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง มะละกอสุก ก็ดีเริ่ดไปแพ้กัน

3. โปรตีน : สารอาหารชนิดนี้อาจจะถูกใจสายที่เน้นควบคุมคาร์บ หรือคนที่รับประทานคีโต ซึ่งโปรตีนนั้นหลายคนอาจไม่รู้ว่าโปรตีนที่มีคุณภาพดีจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนต่อร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารภูมิคุ้มกันต่างๆ ได้ ซึ่งแหล่งอาหารจากโปรตีนไม่จำเป็นต้องได้รับจากเนื้อสัตว์ ไข่ นม เสมอไป แต่โปรตีนจากพืช อย่างถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้เช่นกัน

4. สังกะสี : สารอาหารชนิดนี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย แต่หารู้ไม่ว่าแหล่งอาหารของสังกะสีที่พบได้ในเนื้อสัตว์ เครื่องใน หอยนางรม สัตว์ปีกและปลา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งควบคุมการทำงานของเอนไซม์ที่เป็นกลไกหลักในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เรียกว่ามีดีไม่แพ้โปรตีน และวิตามินซีกับเอ กันเลยทีเดียว

5. จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติก) และอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพ (พรีไบโอติก) : ที่ระยะ 1- 2 ปีมานี้กำลังเป็นที่นิยมในคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพ เพราะมีส่วนช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย โดยสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพส่วนใหญ่แล้วอยู่ในแหล่งอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ข้าวโอ๊ต หอมหัวใหญ่ เป็นต้น ซึ่งหากจะว่าไปแล้วอาหารเหล่านี้มันจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง และอาจจะต้องเสียเวลาในการปรุงอาหาร

หากใครกำลังมองหาตัวช่วยดีๆ ที่มีโพรไบโอติก และพรีไบโอติก โดยสามารถรับประทานได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าครัว ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ทางการแพทย์และโรงพยาบาลเลือกใช้ คือ Probac7 ที่มี โบรไบโอติก ประกอบด้วย แบคทีเรียมีชีวิต 6 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ในร่างกาย และมีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย และพรีไบโอติก คือ อาหารของโปรไบโอติก ช่วยให้โปรไบโอติก เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ซึ่งหากรับประทานวันละ 1 ซองจะสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และอีกหนึ่งตัวช่วยที่ปังไม่แพ้กันก็คือ ProbiotaBL  ที่มีคือซินไบโอติก สูตรที่รับประทานได้ตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ มีส่วนผสมของInulin พรีไบโอติก ที่เป็นอาหารของโพรไบโอติก และ Bifidobacterium animalis spp. LactisLactis โปรไบโอติก ที่มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัส พร้อมทั้งยังช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ให้กลับคืนมา  หรือหากใครที่อยากหาไอเท็มพกติดตัวง่ายๆ YUUU Honey Bee Propolis” Natural Mouth Spray สเปรย์ระงับกลิ่นปาก และลดแบคทีเรียก่อโรคในช่องปาก เวชสำอาง ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ประกอบไปด้วย โพรโพลิส น้ำผึ้ง เปเปอร์มิ้นท์ ออยล์ และน้ำแร่ และที่สำคัญสารสกัดต่างๆ นอกจากช่วยเพิ่มความสดชื่นแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บคอ การอักเสบ และแผลในช่องปาก ซึ่งเหมาะสมกับอากาศร้อนในช่วงนี้ และมากไปกว่านั้นสามารถใช้ได้ในหลากหลายช่วงอายุ

ดังนั้น Probac7 และ ProbiotaBL จึงเป็นโภชนเภสัชที่ดีที่ได้การรับรองว่ามีแนวโน้มกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง  ลดโอกาสติดเชื้อโรค เป็นการเตรียมรับมือเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากจะปลอดภัยจากโควิด-19 เราต้องดูแลตัวเองให้ดี ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยงหรือแออัด และที่สำคัญหากพบว่าติดเชื้อ ควรรีบทำการรักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะนี่เป็นเพียง 5 สารอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ห่างไกลไวรัส 

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652490

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 07:21 น.

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัยศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน เผยการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัย ปัจจัยของผิวชรา การป้องกัน รักษา และอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามอย่าง “มะเร็งผิวหนัง”

ในปี 2564 นี้ นอกจาก Covid-19 จะมีการระบาดอย่างรุนแรงเป็นรอบที่ 3 แล้ว ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2564 ประชากรไทยที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งมีจำนวน 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน โดยอายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะอยู่ที่ 80 ปี และผู้ชาย 73 ปี ดังนั้นความรู้เรื่องการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไปทั้งที่ยังไม่เป็นผู้สูงวัย

ศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน ประธานฝ่ายแพทย์และจริยธรรม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่นอกสุดของร่างกาย และมีขนาดใหญ่ที่สุด จะพบได้จากอายุที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ แสงแดด, มลภาวะ, ควันบุหรี่, ความเครียดและแอลกอฮอล์

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัยขึ้นจะเกิดขึ้นกับชั้นผิวหนังทั้ง 3 ชั้น คือ

  • ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นนอกสุดจะมีลักษณะบางลง หากเกิดแผลการซ่อมแซมจะช้าลง ผิวหนังแห้งมากขึ้น เนื่องจากต่อมไขมันผลิตลดลง ผิวผู้สูงวัยจึงขาดไขมันเคลือบผิวทำให้การสูญเสียน้ำจากผิวเพิ่มขึ้น
  • ชั้นหนังแท้ ส่วนประกอบสำคัญคือคอลลาเจนและอีลาสติก หน้าที่หลักคือ การทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและช่วยในการยึดเกาะของเส้นเลือด ดังนั้นเมื่อสารเหล่านี้ลดลงจะพบรอยย่นสึก ผิวหนังหย่อนคล้อย และการเกิดจ้ำเลือดง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น บริเวณแขนด้านนอกหรือหลังมือ เนื่องจากการลดลงของคอลลาเจนจะเพิ่มมากขึ้นหากผิวหนังบริเวณนั้นถูกแสงแดดเสมอ
  • ชั้นไขมัน ก็จะลดความหนาลงด้วย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม ซึ่งจะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปจากใบหน้ากลมในวัยเด็ก

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความแตกต่างกันตามพันธุกรรมและเชื้อชาติ โดยคนไทยซึ่งเป็นคนเอเชีย อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศที่ไม่หนาวจัด ความชื้นสูง ดังนั้น ปัญหาผิวแห้งจะรุนแรงน้อยกว่าในพื้นที่อากาศหนาวเย็นและมีความชื้นต่ำ แต่คนไทยอาศัยในพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด ซึ่งแสงแดดประกอบด้วยแสง 3 ประเภท คือ

  1. แสงที่ให้ความสว่าง
  2. แสงอินฟราเรดที่ให้ความอบอุ่น
  3. แสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและมีปริมาณเพียง 5% ของแสงแดด แต่มีพลังงานสูงและมีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวชราเพิ่มขึ้น

ผิวหนังของคนไทยมีเซลล์สร้างสีจึงผลิตสารเมลานินที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดจับ พลังงานและแสงแดดทุกประเภท ดังนั้น จึงจะมีการทำลายของสารคอลลาเจนช้ากว่าและพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาวตาสีฟ้ามาก แต่ข้อเสียคือผิวคล้ำหรือมีกระดำได้เร็วกว่าคนผิวขาว

การดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

การป้องกัน คือการหลบเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วง 10.00–15.00 น. การอยู่ในที่ร่ม กางร่ม สวมเสื้อผ้าปกคลุม สวมหมวกปีกกว้างและหนา สวมแว่นกันแดด และใช้ครีมกันแดดบริเวณผิวหนังที่ไม่สามารถปกคลุมด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว เช่น บริเวณใบหน้าและหลังมือ เป็นต้น

ข้อจำกัดของครีมกันแดด คือไม่สามารถกันแสงแดดได้ทั้ง 3 ประเภทจะกันได้ดีมากสำหรับแสงอัลตราไวโอเลตและจะเสื่อมสภาพไปหากถูกน้ำหรือการเช็ดถู และการทาไม่ทั่วถึงตามคำแนะนำที่กำหนด คือ 2 มก./ผิวหนัง 1 ตร.ซม.ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดลง ผู้สูงวัยที่ป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอควรต้องรับประทานวิตามินดีเสริมเพิ่มเนื่องจากแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB) จากแสงแดดเป็นปัจจัยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีที่ผิวหนัง

มลพิษเป็นปัญหาสำคัญของทวีปเอเชีย โดยมลพิษอาจจะผ่านผิวหนังหรือเกิดจากการสูดดม เมื่อผิวหนังสัมผัสมลพิษ จะทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระและการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนัง เช่น วิตามินซี วิตามินอี การสัมผัสสาร PM 2.5 จะเพิ่มความชราของผิวหนัง ได้แก่ รอยย่น กระดำ และลดการซ่อมแซมของผิวหนัง

การรักษาหลัก คือลดการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก 6 ประการและการลดความแห้งของผิวหนัง โดย

1.ลดการใช้น้ำร้อนและอุ่นจัดในการอาบน้ำ

2.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดควรเลือกที่มีความเป็นด่างน้อย ค่า pHประมาณ 5-6 มีความชุ่มชื้นหลังจากล้างออก เป็นสบู่สังเคราะห์ก้อนหรือเหลวก็ไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องมีสารประกอบเป็นพิเศษหรือมีราคาสูง หากไม่สามารถหาได้สามารถใช้สบู่ทั่วไปแต่ฟอกบริเวณ มือ เท้า รักแร้ ใต้ร่มผ้า เท่านั้น แต่งดบริเวณ แขน ขา ลำตัว ซี่งการใช้เพียงน้ำเปล่าล้างก็สะอาดเพียงพอแล้ว

3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น เช่น โลชั่น ครีม น้ำมัน หรือขี้ผึ้งทันทีหลังอาบน้ำไม่นานกว่า 5 นาที เลือกให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนควรใช้โลชั่น ฤดูหนาวควรใช้ครีมหรือน้ำมัน ความถี่อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน โดยในช่วงที่มีอากาศหนาวและแห้งควรทาครีมทุก 4 ชม. และควรใช้ผ้าชุบน้ำประคบผิวก่อนทาครีมทุกครั้งหากไม่ได้ทาทันทีหลังอาบน้ำ

4.เลือกสวมเสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ

5.หากมีอาการคันร่วมด้วย มักจะพบบริเวณหน้าแข้งหรือลำตัวบริเวณสะโพก ควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นทุก 4 ชม. หากไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นขี้ผึ้งหรือน้ำมัน

6.หากผื่นคันไม่ดีขึ้นหลังเปลี่ยนวิธีอาบน้ำและทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาการคันที่ผิวหนัง นอกจากปัญหาความแห้งของผิวหนังแล้ว อาจเกิดจากยาที่รับประทานหรือโรคภายในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ ได้

มะเร็งผิวหนัง

สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยหลายๆ คน มักจะเป็นกังวล คือ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งพบได้บ่อยมากในชาวตะวันตก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น อาบแดด แต่สำหรับคนไทยหรือคนเอเชียทั่วไป ปัญหามะเร็งผิวหนังพบอุบัติการณ์ที่ต่ำมากเนื่องจากคนไทยมีผมดำ ตาดำ มีเมลานินช่วยในการกรองแสงแดด และไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งหรือผิวสีแทน นอกจากนี้ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอกสุด จึงสามารถมองเห็นรอยโรคได้รวดเร็วและชัดเจนกว่ามะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ

ชนิดของมะเร็งผิวหนัง

สำหรับมะเร็งผิวหนังมี 3 ชนิด มักพบบริเวณผิวหนังที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น ใบหน้า ริมฝีปากล่าง แขนด้านนอก หน้าอก หลัง

ชนิดที่ 1 พบได้มากที่สุด เกิดจากเซลล์ผิวหนังล่างสุดของหนังกำพร้า เรียกว่า Basal Cell Carcinoma ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเหมือนผิวหนังหรือสีดำ โตช้า หากมีขนาดใหญ่อาจมีแผลตรงกลาง

ชนิดที่ 2 เกิดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้าส่วนบน เรียกว่า Squamous Cell Carcinoma อาจมีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือเป็นแผลตื้นขยายออกช้า ๆ

ชนิดที่ 3 เกิดจากเซลล์สีดำหรือไฝขนาดใหญ่ที่มีมาแต่กำเนิด เรียกว่า Melanoma เป็นชนิดที่มักกระจายได้เร็วจึงอันตรายกว่า 2 ชนิดแรก และพบได้น้อยที่สุดในมะเร็งผิวหนังทั้งหมด คนไทยพบประมาณ 0.5 คนต่อประชากร 100,000 คน มักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ใต้เล็บ

ดังนั้น หากมีตุ่มนูนหรือแผลเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน ควรมาพบแพทย์ และหากมีไฝหรือจุดดำบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ขนาดใหญ่กว่า 0.5 ซม. ควรมาพบแพทย์เช่นกัน

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652366

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 07:08 น.

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเองมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง คือ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เผยสัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่…รู้ไว้เพื่อสังเกตตัวเอง

รู้หรือไม่ว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง โดยพบว่า 30–40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นไปแล้ว ดังนั้น การรู้จักสังเกตอาการเตือน และมาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสม จะช่วยให้พบติ่งเนื้อที่เป็นสาเหตุ แล้วตัดออกเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ถ้าพบมะเร็งก็จะเป็นโรคในระยะต้นๆ ซึ่งโอกาสที่จะรักษาหายขาดสูงขึ้น

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่าในปี 2018 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลและพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่เพิ่มขึ้นมากถึง 17,500 คน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจายแล้ว สะท้อนว่าคนไทยยังตื่นตัวในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยมาก การมาคัดกรองมะเร็งด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสมคือ 50 ปี ถ้าไม่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว แต่ถ้ามีญาติสายตรงเป็นควรมารีบตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี นอกจากนี้ยังควรสังเกตสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่

1. ถ่ายเป็นเลือด มูกเลือด หรือ ขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิม เช่น อุจจาระออกมาเป็นเม็ดเล็กลง

2. อาการซีด ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง แม้ไม่มีเลือดในอุจจาระที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

3. คลำได้ก้อนที่ท้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแข็งนูนออกมาบริเวณท้องน้อยด้านขวา

4. บางรายอาจมีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น อาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราปรับเปลี่ยนได้ และปรับเปลี่ยนไม่ได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น โดยพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมด อยู่ในกลุ่มอายุ 60 – 75 ปี และอีกปัจจัยคือ พันธุกรรม เช่น มีคนในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะทำให้มีโอกาสเป็นมากขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภค เช่น เนื้อแปรรูปจำพวกไส้กรอก แหนม กุนเชียง ลูกชิ้น หมูยอ และเนื้อแดงที่ผ่านความร้อนสูงจำพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื่องจากเนื้อแดงเมื่อโดนความร้อนสูง ๆ จะทำให้เกิดสารที่ชื่อว่า อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่พบบ่อยยังมีการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และโรคอ้วนด้วย

หากรู้ตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่มีความซับซ้อน โดยในผู้ป่วยบางคนที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งและเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นแล้ว สามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องในการรักษาโดยไม่มีแผลได้ (endoscopic submucosal dissection) ซึ่งแพทย์จะต้องประเมินโดยใช้เทคโนโลยีปรับแสงสี (Narrow band imaging) ก่อน ว่าตัวโรคอยู่ในระยะที่สามารถทำได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ ก็จะใช้วิธีตัดลำไส้ผ่านกล้องแทน (laparoscopic colectomy) ซึ่งข้อดีคือ แผลเล็ก เสียเลือดน้อย เจ็บน้อย นอนโรงพยาบาลสั้นลง และลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ผู้ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652358

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19สายฟิตเมืองไทยยังรอคอยการกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนส ฟิตเนส เฟิรส์ท เผยเทรนด์คนรักสุขภาพยุคใหม่ ‘ไฮบริด ฟิตเนส’ พฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างโควิด-19

จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 ทำให้เกิดมาตรการและข้อจำกัดต่างๆ มากมายในสังคม โดยรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ออกข้อกำหนดหลายขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ภายในชุมชน ทำให้หลายธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอดและผู้คนได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามมีผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนรักการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ จึงเป็นที่มาของการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

“ไฮบริด ฟิตเนส” ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

ธุรกิจฟิตเนส เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้จากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งการเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์ รวมไปถึงการทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริง ซึ่งนำมาสู่การออกกำลังกายแบบผสมผสาน หรือ “ไฮบริด ฟิตเนส” คือการที่ผู้ออกกำลังกายผสมผสานทั้งการออกกำลังกายที่ฟิตเนสควบคู่ไปกับการเลือกออกกำลังกายได้จากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

ล่าสุด Evolution Wellness Group ผู้นำอันดับหนึ่งธุรกิจฟิตเนสคลับในเอเชีย เจ้าของแบรนด์ฟิตเนสชื่อดัง ได้แก่ ฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First), เซเลบริตี้ ฟิตเนส (Celebrity Fitness), โกฟิต (GoFit), ชิ ฟิตเนส (Chi Fitness), ไฟเออร์ ฟิตเนส (Fire Fitness), และ ไฟฟ์ เอเลเม็นท์ส (Fivelements) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนต่อวิถีการออก

กำลังกายที่เปลี่ยนไป โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย ซึ่งโดยภาพรวมพบว่า จากการระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ โดยพวกเขายังคงหาทางเลือกรูปแบบใหม่ ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

โดยพบว่า 90% ของผู้คนมีความพยายามที่จะค้นหาวิธีการออกกำลังกายแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โดย 39% ของผู้คนยังคงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 75% ของคนไทยที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้มีการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายผ่านออนไลน์ เช่น คลาส LIVE ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก และยังคงดำเนินการในรูปแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะลดลงหรือหมดไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความต้องการการออกกำลังกายแบบไฮบริด จะอยู่กับผู้ที่รักการออกกำลังกายอย่างถาวร ดังนั้นผู้ให้บริการฟิตเนสจึงต้องคิดหาวิธีการตอบสนองความต้องการเหล่านี้รวมถึงความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ

สายฟิตเมืองไทย ยังรอคอยการไปฟิตเนส

สำหรับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชาวไทย พบว่า การออกกำลังกายที่ฟิตเนสคลับยังเป็นสิ่งที่คนไทยรอคอยเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ ในการออกกำลังกายที่บ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เท่ากับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ โดยพบว่า 51% รู้สึกไม่พอใจกับประสบการณ์การออกกำลังกายที่บ้านเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม 48% ขาดแรงจูงใจ 40% ขาดสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจ ในขณะที่มีถึง 83% ที่พึงพอใจกับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ และ 60% ให้ความเห็นว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนสคลับและจะกลับไปทันทีที่สามารถทำได้

และจากผลการสำรวจยังพบว่า ความพึงพอใจในการออกกำลังกายช่วงระหว่างการปิดคลับลดลงเหลือ 61% จากเดิม 80% ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 ด้วยเหตุผลห้าอันดับแรก คือ 44% ขาดอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน 42% ขาดแรงจูงใจหรือความเกียจคร้าน 37% ขาดบรรยากาศที่จูงใจ 35% ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม และ 26% พื้นที่ภายในบ้านไม่สะดวกแก่การออกกำลังกาย

ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจจากกระแส COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจการดูแลสุขภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น ทำให้พบว่ามุมมองในการออกกำลังกายจากเดิมที่เป้าหมายจะเน้นเฉพาะบุคคล เช่น การลดน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือการสร้างความแข็งแรงให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปรับเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น

ไซมอน ฟลินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Evolution Wellness Group ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการสำรวจว่า “ผลสำรวจนี้ทำให้เรารู้ว่า ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ่งต่างๆ ต้องหยุดชะงักและพบกับข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังพยายามที่จะรักษากิจวัตรการออกกำลังกายของตนไว้ โดยเราเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากมีการส่งมอบวัคซีนให้กับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่จะยังคงกลับมาใช้บริการฟิตเนสคลับเช่นเดิม และอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไปโดยจะเป็นการผสมผสานทั้งการออกกำลังกายในคลับและโซลูชั่นการออกกำลังกายที่บ้านควบคู่กันไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการออกกำลังกายของพวกเขามากขึ้น”

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652315

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 14:08 น.

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทยหลังจากผ่านพ้นปฏิทินปี 2021 มา 5 เดือนเต็ม ในที่สุดประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นต่อไปของการ “ฉีดวัคซีน” ไวรัสโควิด-19 หรืออีกนัยหนึ่ง คือการเปิดให้ประชากรไทยลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เพื่อเตรียมตัวรับวัคซีนอย่างทั่วถึง

แต่ประเด็นที่ใครหลายคนอยากรู้ก่อนจรดนิ้วลงทะเบียน คงหนีไม่พ้นเรื่องสองยี่ห้อวัคซีน “ม้าเต็ง” อย่าง ‘แอสตร้าเซนเนกา (AstraZeneca)’ และ ‘ซิโนแวค (Sinovac)’ ที่ถูกถามถึงกันไม่เว้นวัน ว่า ‘ประสิทธิภาพ’ รวมถึง ‘ผลข้างเคียง’ ที่เกิดขึ้น จะคุ้มค่าพอให้เราเลิกแขนเสื้อขึ้นฉีดหรือไม่

แต่ก่อนจะพูดเจาะลึกถึงสองม้าเต็ง เราอยากจะขยายความถึงม้าเบอร์อื่นๆ ให้ชัดเจนขึ้นเสียก่อน เพื่อง่ายต่อการเทียบข้อแตกต่าง และชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของวัคซีนแต่ละชนิดอย่างชัดเจนที่สุด

วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด

นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ ที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลกับเราว่า วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด 19 ทั้งหมดในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด 19 ได้แก่

mRNA vaccines หรือวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอีโบล่า วัคซีนชนิดนี้จะใช้สารพันธุกรรมของโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ออกมา โดยมี BioNTech/Pfizer และ Moderna เป็นสองยี่ห้อที่ใช้เทคโนโลยีนี้

Viral vector vaccines หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาโดยการนำไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก มาตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ แล้วฝากสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี

เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงธรรมชาติ โดยมีวัคซีนจาก Johnson & Johnson, Sputnik V รวมถึง ‘Oxford – AstraZeneca’ ที่ผลิตจากเทคนิคนี้

Protein-based vaccines หรือวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2)  โดยการนำเอาโปรตีนบางส่วนของโควิด-19 เช่น โปรตีนส่วนหนาม มาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ ก่อนฉีดเข้าร่างกาย แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ซึ่ง Novavax เป็นหนึ่งยี่ห้อที่ใช้เทคนิคนี้ในการผลิต

Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย เป็นการผลิตขึ้นจากการนำเชื้อโควิด-19 มาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก่อนฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เทคนิคนี้ผลิตได้ค่อนข้างช้า และต้นทุนสูง เนื่องจากต้องผลิตในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ซึ่งเจ้าที่ใช้เทคนิคนี้คือ Sinopharm และ ‘Sinovac’

เมื่อรับรู้ถึงที่มาที่ไปของเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนในแต่ละชนิด ความคาดหวังต่อมาคงหนีไม่พ้นปัจจัยด้านความเสี่ยง หรือ ‘ผลข้างเคียง’ ที่ดูจะมีหลายอาการจนน่าสับสัน ซึ่งจริงๆ แล้วผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผู้มีผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักมีอาการร่วมกัน อย่าง จุดปวด บวม แดง คัน หรือช้ำ ตรงจุดฉีดวัคซีน, อาการคลื่นไส้ – มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและไม่สบายตัว ซึ่งเป็นผลข้างเคียง “ชนิดไม่รุนแรง” ที่พบแทบในวัคซีนทุกชนิด

“ประเด็นที่คนไทยกำลังกังวลคือ ข่าวผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยเฉพาะภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา” โดย “สำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA) ประกาศว่าวัคซีนชนิดนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกันกับภาวะดังกล่าว หลังมีรายงานว่ามีผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก”

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับโลกรายงานตรงกันว่า หากเทียบสัดส่วนประชากรที่รับการฉีดแล้ว ภาวะดังกล่าวมีสัดส่วนเกิดขึ้นต่ำมาก เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว หลายฝ่ายจึงให้ข้อสรุปว่า การเดินหน้าฉีดวัคซีนเพื่อลดโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 จะมีประโยชน์มากกว่าการระงับใช้วัคซีนไปเลย”

ส่วนอีกหนึ่งที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยหลักล้านโดส อย่าง ซิโนแวค แม้ล่าสุดจะถูกเอ่ยถึงอาการข้างเคียงคล้ายอัมพฤกษ์ ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทชั่วคราว แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนในหัวข้อดังกล่าว

ด้วยรายงานต่างๆ นานา ของทั้ง แอสตร้าเซนเนกา และ ซิโนแวค อาจจะยากเสียหน่อยที่จะยกวัคซีนทั้งสองให้เป็นม้าตัวความหวังของประเทศไทย แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกแล้ว มีการอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศ และยังผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย อย่างถูกต้อง

โดย รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ให้ข้อมูลวัคซีนทั้งสองชนิดว่า “ในประเทศไทย จะใช้ แอสตร้าเซนเนกา ฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป บริเวณต้นแขนรวม 2 โดส ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการฉีดให้กับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก ส่วน ซิโนแวค จะฉีดให้กับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี บริเวณต้นแขนรวม 2 โดสเช่นกัน แต่ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และยกเว้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง จะต้องฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์เท่านั้น”

“ประเทศไทยเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า, ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคกลุ่มเสี่ยง, ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งหลังจากมีการนำเข้าวัคซีนมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เริ่มดำเนินการวางแผนงานฉีดวัคซีนให้คนทั่วไป กับโรงพยาบาล 1,500 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลพระรามเก้า ผ่านแพลตฟอร์ม หมอพร้อม”

แพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป อีกทั้งยังเปิดให้ประชาชนได้ศึกษาวิธีใช้งาน รวมถึงรายละเอียดที่ต้องแจ้ง ผ่านทางเว็บไซต์ https://หมอพร้อม.com อีกด้วย

แม้จะสรุปไม่ได้ว่าการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด เป็นทางรอดของคนไทย 100% หรือไม่ แต่เราก็เชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ที่มากพอ จะช่วยสร้างความหวังให้คนไทยได้ ตัดสินใจเลือก “ทางเลือก” ในการก้าวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยตัวเอง

ภาพข่าว/REUTERS