3 ระดับ จัดการมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651956

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:33 น.

3 ระดับ จัดการมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 แบ่งการจัดการเป็น 3  ระดับ พร้อมเผยแนวโน้มปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมยังบริหารจัดการได้

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ณ วันที่ 29 เมษายน 2564 มียอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 63,570 คน ส่งผลให้มีมูลฝอยติดเชื้อตั้งแต่มกราคม-เมษายน 2564 เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 22.9 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28.4 ตันต่อวัน โดยคาดการณ์แหล่งกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อโควิดจากโรงพยาบาล 2.85 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน โรงพยาบาลสนาม 1.82 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน State Quarantine 1.32 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน  และจากห้องปฏิบัติการ (Lab) 0.05 กิโลกรัมต่อตัวอย่าง

ได้มีข้อเสนอเพื่อเตรียมการรองรับการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 ในด้านการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ระดับสถานการณ์ คือ 1) ระดับสถานการณ์ปกติ มีหน่วยงานรับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อหลัก จำนวน 14 แห่ง สามารถกำจัดได้ 273.5 ตันต่อวัน และ Onsite Treatment จำนวน 27 แห่ง กำจัดได้ 27 ตันต่อวัน  2) ระดับสถานการณ์ระดับปานกลาง จัดการใช้ทรัพยากรที่มีศักยภาพเทียบเท่าเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ โดยใช้เตาเผากากของเสีย กำจัดได้ 50 ตันต่อวัน และเตาเผาปูนซิเมนต์ และ 3) ระดับสถานการณ์รุนแรงใช้วิธีการจำกัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยการทำลายเชื้อ และเผาในเตาเผามูลฝอยทั่วไป

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า แนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในครัวเรือนหรือชุมชน กรณีพบผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดการเกิดมูลฝอยติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด–19 นั้น หากในพื้นที่ระบบการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงได้ให้ใช้วิธีการ ดังนี้

1) เก็บรวบรวมและทำลายเชื้อ โดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น ถุงใบแรกที่บรรจุมูลฝอยติดเชื้อ ให้ราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาว จากนั้นมัดปากถุงให้แน่น แล้วฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้อ (สารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ 5,000 ppm หรือแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์) บริเวณปากถุงแล้วซ้อนด้วยถุงขยะอีก 1 ชั้น แล้วมัดปากถุงชั้นนอกให้แน่น และฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้ออีกครั้ง

2) เคลื่อนย้ายไปพักยังที่พักที่จัดไว้เฉพาะ เพื่อรอประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง 

3) ภายหลังจัดการมูลฝอยแล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทันที

สำหรับประชาชนทั่วไปหากต้องทิ้งหน้ากากอนามัย ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เริ่มจากถอดหน้ากาก โดยจับสายรัดและถอดหน้ากากอนามัยจากด้านหลัง จากนั้นให้พับหรือม้วนหน้ากากส่วนที่สัมผัสกับใบหน้าเข้าหากัน  จนมีขนาดเล็กแล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น โดยหากสถานที่นั้นมีจุดทิ้งหน้ากากไว้เป็นการเฉพาะ ให้ทิ้งลงในถังหรือภาชนะนั้น

“กรณีสถานที่นั้นไม่มีจุดสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัย ให้นำหน้ากากอนามัยที่พับแล้วใส่ถุงพลาสติก จากนั้นมัดหรือปิดปากถุงให้แน่น ก่อนทิ้งลงในถังหรือภาชนะรองรับขยะทั่วไปที่มีฝาปิดมิดชิด เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง และต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังการทิ้ง” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ชวนเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีน ช่วยภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651955

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:30 น.

ชวนเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีน ช่วยภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้นCovid-19 : แพทย์รามาฯ เผยวิจัยจากอิตาลี พบคนสูบบุหรี่ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 40% เหตุบุหรี่ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมชวนคนไทยเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ชี้หากเลิกสูบ 1-2 เดือนภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นใหม่โดยทีมวิจัยจากอิตาลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยของรัฐบาลอิตาลี พบว่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ผลน้อยลง งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยตรวจระดับภูมิคุ้มกันร่างกายต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 (Anti SARS-Cov2 antibodies) ภายหลังจากได้รับวัคซีนประเภท COVID-19 mRNA ของ Pfizer/BioNTech ครบ 2 เข็ม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 86 คน ผลการศึกษา พบว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,099 U/ml ในขณะที่คนที่ไม่สูบบุหรี่จะอยู่ที่ระดับ 1,921 U/ml หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนที่สูบบุหรี่หลังจากได้รับวัคซีนแล้วระดับภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขึ้นต่ำคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 40%

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ว่า คนอ้วนหรือคนที่มีความดันโลหิตสูงก็มีแนวโน้มที่ระดับภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนจะได้ผลน้อยกว่า

ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ทาง พญ.มิกิโกะ วาตานาเบะ หัวหน้าทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนสูบบุหรี่มีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้น คล้ายกับกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบผลคล้ายกันคือภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ของคนสูบบุหรี่จะลดลงอย่างรวดเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่ปกติ เป็นผลทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ง่ายกว่าคนไม่สูบ อย่างไรก็ตาม กลไกที่ทำให้คนสูบบุหรี่ตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 น้อยกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้นจำเป็นต้องมีการศึกษารายละเอียดต่อไป

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช  กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา สรุปชัดเจนว่า    สารเคมีจากควันบุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายและปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของปอด และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอีกหลาย ๆ โรค และหากเลิกสูบบุหรี่ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงานดีขึ้นโดยปอดจะกลับมาทำงานดีขึ้นช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย  ดังนั้นในระหว่างที่คอยรับการฉีดวัคซีน คนที่สูบบุหรี่จึงควรเลิกสูบทันที  ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลงปอดรุนแรงแล้ว การเลิกสูบบุหรี่ยังจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19  ได้เต็มที่เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย

ภาวะกระดูกสันหลังคด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651869

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 09:05 น.ภาวะกระดูกสันหลังคดแพทย์เผยภาวะการเดินตัวเอียง ระดับหน้าอก-สะโพก-หัวไหล่ทั้งสองข้างไม่เท่ากัน อาจเสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่ถ้าหาหมอเร็วสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

พ่อแม่ต้องสังเกตโครงสร้างร่างกายลูกตั้งแต่วัยเด็ก หากเดินตัวเอียง ระดับหน้าอก สะโพกและหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่ถ้าหาหมอเร็วสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

กระดูกสันหลังคดเป็นโรคที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่มีภาวะกระดูกสันหลังคดตั้งแต่วัยเด็กและเห็นได้ชัดขึ้นหรือคดมากขึ้นเมื่ออยู่ในวัยเจริญเติบโต เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยการคดแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือการคดแบบตัวซี (C) และการคดแบบตัวเอส (S) ซึ่งการคดแบบตัวซีเป็นการคดหนึ่งตำแหน่ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรังและอาจทำให้ไหล่กับสะโพกไม่เท่ากัน หากปล่อยไว้นาน ๆ หรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนกระดูกคดเป็นลักษณะตัวเอสคือเป็นการคด 2 ตำแหน่ง เนื่องจากเมื่อความคดของกระดูกสันหลังในจุดหนึ่งมีมากจนร่างกายไม่สามารถมีสมดุลที่ดีได้ ร่างกายจะพยายามปรับสมดุลให้เกิดขึ้นใหม่โดยการงอกระดูกสันหลังส่วนที่เหลือไปอีกด้าน จึงทำให้กระดูกสันหลังคดเป็นลักษณะคล้ายตัวเอส ซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

นายแพทย์ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า นอกจากลักษณะของการคดแล้ว ยังมีการวัดมุมหรือความคดของแนวกระดูกสันหลังเป็นองศา หรือที่เรียกว่า Cobb angle โดยสามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ โดยโรคกระดูกสันหลังคดส่วนมากสังเกตได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงช่วงวัยรุ่น เช่น ระดับของหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,กระดูกสะบักยุบนูนต่างกัน ,ระดับหน้าอกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,ในเด็กผู้หญิงหน้าอกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ส่วนในเด็กผู้ชายอาจสังเกตได้จากระดับหัวนมไม่เท่ากัน ,สะโพกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,ตัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ,แนวกระดูกสันหลังไม่เป็นเส้นตรงหรือเอียงอย่างเห็นได้ชัด ,มีกระดูกนูนบริเวณหลังและนูนชัดขึ้นเมื่อก้มตัวไปด้านหน้า หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาเพื่อไม่ให้แนวกระดูกคดเพิ่มจนเกิดภาวะแทรกซ้อน

“สำหรับผู้ป่วยที่มีความคดไม่เกิน 20 – 25 องศา ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการปวด แพทย์จะแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมพร้อมนัดติดตามเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของแนวกระดูกทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยที่มุมการคดมากกว่า 20 – 25 องศา แต่ไม่เกิน 40 – 45 องศา ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ หรือปวดเข่าแบบเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับลักษณะและตำแหน่งที่คด แพทย์จะแนะนำให้ใส่เสื้อดัดหลัง (Brace) อย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อวัน ไปจนกว่าร่างกายจะหยุดการเจริญเติบโต

เพื่อชะลอหรือป้องกันไม่ให้แนวกระดูกคดมากกว่าเดิม แต่ในผู้ป่วยที่มุมการคดมากกว่า 40 – 45 องศา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการปวดทรมาน หายใจลำบาก โครงสร้างร่างกายเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีแนวโน้มกระดูกคดเพิ่มขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในไม่ว่าจะเป็นปอดหรือหัวใจได้” นายแพทย์ภัทรกล่าว

สำหรับการผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังคด แพทย์จะใช้สกรูตัวเล็ก ๆ ยึดกับกระดูกสันหลังและใช้โลหะพิเศษดามยึดสกรูแต่ละตัวเข้าด้วยกัน พร้อมกับดัดปรับมุมของกระดูกสันหลังให้กลับมาตรงปกติ ซึ่งในอดีตการผ่าตัดรักษากระดูกสันหลังคดมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเนวิเกเตอร์ที่ช่วยกำหนดตำแหน่งและองศาที่แม่นยำ รวมถึงเทคโนโลยี Intraoperative Neuromonitoring ช่วยตรวจสอบการส่งสัญญาณของเส้นประสาท ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทขณะผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัย แม่นยำและให้ผลการรักษาที่ดีกว่าเดิม

ทั้งนี้ พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตโครงสร้างร่างกายลูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยเจริญเติบโต หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะถ้าวินิจฉัยและเข้าสู่การรักษาได้เร็วก็มีโอกาสรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

เลือกแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างไร ให้มือไม่พัง แถมยังคงความนุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651588

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 10:40 น.เลือกแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างไร ให้มือไม่พัง แถมยังคงความนุ่ม5 เคล็ดลับวิธีเลือกเจลและสเปรย์แอลกอฮอล์สุดปัง! บอกลามือพัง มาถนอมผิวมือให้นุ่มชุ่มชื้น

นาทีนี้ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยังคงเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ ในการป้องกันและระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มีการใช้ชีวิตแบบ New normal โดยเฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน หลายคนไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

ในขณะเดียวกันไอเท็มที่ต้องพกติดตัวเพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันการแพร่เชื้อที่หลาย ๆ คนหยิบขึ้นมาใช้บ่อยสุด ๆ ก็คือ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ตัวช่วยสุดปังที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคแทนการล้างมือ แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ คนเมื่อใช้แอลกอฮอล์ติดต่อกันมากๆ ก็จะมีปัญหามือแสบ ผิวลอกเป็นขุย โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ใส่ใจเรื่องความสวยงามเป็นพิเศษ ก็มีความกังวลว่าเมื่อใช้เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์บ่อย ๆ อาจทำให้มือแห้ง และแถมกลิ่นไม่หอมด้วย วันนี้ขอแนะนำ 5 เคล็ดลับวิธีเลือกแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพเพื่อถนอมผิวมือให้นุ่ม สวย คงความชุ่มชื้น มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

เลือกความมั่นใจกับเลข อย. การเลือกซื้อหรือใช้แอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ ทุก ๆ คนควรสังเกตเลขที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ซึ่งจะอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งหากมีเลข อย.ที่ถูกต้อง ก็สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง

เลือกความปลอดภัยด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ ควรเลือกอย่างมั่นใจว่าแอลกอฮอล์ที่เราใช้เป็นเกรดที่ดีที่สุดที่ทางการแพทย์เลือกใช้สำหรับฆ่าเชื้อ ดังนั้น หากคุณมีโอกาสไปช้อปปิ้งเลือกซื้อแอลกอฮอล์ มาดูแลความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรัก อย่าลืมที่จะสังเกตส่วนผสมของเจลหรือ สเปรย์แอลกอฮอล์ ที่คุณเลือกว่าต้องเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์ ที่เป็นอันตราย

เลือกประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์นอกจากจะมีคุณสมบัติตาม 2 ข้อข้างต้นแล้ว อย่าลืมว่าเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่เลือกใช้ต้องมีเอทิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 75% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทางการแพทย์กำหนดว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งถ้าหากคุณใช้เอทิลแอลกอฮอล์ ในปริมาณที่ไม่ถึง ก็อาจไม่ได้ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมมือ แน่นอนว่าการใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางเชื้อไวรัส เราต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ คงเป็นไอเท็มที่หยิบมาใช้อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเราควรเลือกใช้แอลกอฮอล์ Food grade เกรดที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ไม่ระคายเคืองผิว ช่วยฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อโรคต่างๆ ตามมือและสิ่งของเครื่องใช้ และจะเริ่ดมาก หากผลิตภัณฑ์นั้นมีสารสกัดที่ช่วยบำรุงผิว เพื่อถนอมมือให้นุ่ม ไม่แห้งกร้าน แม้จะใช้บ่อยแค่ไหน

เลือกกลิ่นหอมชวนน่าใช้ เคล็ดลับสุดท้ายในการเลือกเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ก็คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม โดยเฉพาะพวกกลิ่นธรรมชาติ จะปังสุดๆ เพราะช่วยให้สดชื่น รู้สึกสะอาด ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณหยิบเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่มีกลิ่นหอมขึ้นมาทาหรือฉีดใส่มือ คนรอบข้างต้องอยากใช้กับคุณแน่ๆ

ซึ่งหากใครกำลังมองหาเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ที่มีคุณสมบัติสุดปังทั้ง 5 ข้อ แนะนำ Giffarine Hygienic Hand Spray Rose Peach สเปรย์แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือและบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด สามารถใช้พ่นตามมือ และสิ่งของเครื่องใช้ มีกลิ่นหอมจากโรสพีช แห้งเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะมือ ให้ความรู้สึกสะอาดอย่างมีอนามัย ที่สำคัญแพคเกจจิ้งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคนเพราะพกพาสะดวก หรือ ถ้าหากใครชอบแบบเจล Giffarine Hygienic Hand Sanitizer Gel เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สูตรแอลกอฮอล์เข้มข้น 75% ตอบโจทย์สุด ๆ เป็นสูตรพิเศษ แบบไม่ต้องล้างน้ำออก เนื้อเจลใส แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมบำรุงผิวมือด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากผลทับทิม และ Panthenol ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ถนอมมือให้นุ่ม ไม่แห้งกร้าน เพียงลูบไล้อย่างน้อย 20 วินาที ให้ความรู้สึกสะอาดอย่างมีอนามัย สามารถใช้ได้ทุกที่ พกพาสะดวก ไอเท็มดี ๆ แบบนี้ บอกเลยห้ามพลาด และคุณเตรียมบอกลามือพังจากการใช้แอลกอฮอล์ที่ไม่เวิร์คไปได้เลย

โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล วิทยาศาสตร์และธรรมชาติที่ลงตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651398

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 12:40 น.โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล วิทยาศาสตร์และธรรมชาติที่ลงตัว“ถ้าคุณไม่หยุดสร้างมะเร็ง ก็ไม่สำคัญหรอกว่าหมอจะเก่งในการกำจัดมะเร็งแค่ไหน เพราะที่สุดแล้วมันก็จะกลับมาอีก จำไว้ว่าคำถามไม่ใช่ว่า ‘ฉันจะกำจัดมะเร็งได้อย่างไร?’ แต่เป็น ‘ฉันจะหยุดสร้างมะเร็งได้อย่างไร?’ ต่างหาก” นายแพทย์โทมัส โลดี้ แพทย์สุขวิทยา ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

คำกล่าวข้างต้นของคุณหมอโลดี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า หากผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อหยุดการสร้างมะเร็ง ถึงแม้ว่าคุณหมอจะมีความชำนาญแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วคุณก็สามารถกลับมาป่วยเป็นมะเร็งได้อีก

นายแพทย์โทมัส โลดี้ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบำบัดมะเร็งแบบผสมผสานกว่า 20 ปี ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกับแนวทางธรรมชาติบำบัด ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตภายใต้ 3 เสาหลักในการรักษา ประกอบด้วย การหยุดก่อมะเร็ง, การมุ่งเป้าที่มะเร็ง, และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อวางรากฐานให้กับกระบวนการรักษาแผนใหม่ในเชิงการป้องกันบำบัดและให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูสุขภาพที่ดีแทนที่จะเพียงแค่รอให้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งแต่เพียงอย่างเดียว

คุณหมอได้แบ่งปันความเป็นจริงเกี่ยวกับ “สุข-บำบัดแบบองค์รวม ห่างไกลจากมะเร็ง” ซึ่งในปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะมาจากพันธุกรรมเท่านั้น ซึ่งเรามีแนวทางแบบบูรณาการที่ครอบคลุมในการดูแลโรคมะเร็ง การรักษา และการบำบัด ประกอบด้วย

โภชนาการและอาหารเสริม

ปัจจัยที่สำคัญสุดในการใช้ชีวิตคืออาหาร เราควรได้รับสารอาหารจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งซึ่งจะเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ เพราะอาหารที่มีการปรุงแต่งจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี เมื่อนำพาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ร่างกายของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดโรคได้ เราต้องเข้าใจว่าอะไรคืออาหารของมนุษย์ และเราควรกินอย่างไร แต่การกินของเราส่วนใหญ่แล้ว เรากินตาม culture ไม่ใช่ nature จึงก่อให้เกิดปัญหากับร่างกาย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็งได้

ภูมิคุ้มกันบำบัด

มะเร็งเป็นสิ่งที่ยากในการรักษา เพราะเซลล์มะเร็งมีกลไกในการป้องกันตัวและหลอกภูมิคุ้มกันร่างกายให้ไม่สามารถเข้าไปทำลายตัวมันได้ เพราะฉะนั้น การส่งเสริมเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถผ่านเกราะป้องกันเซลล์มะเร็งเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ เราจึงได้คัดเลือกสารสกัดเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในผู้ป่วย อาทิเช่น GCMAF เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย (GC = โปรตีน, MAF= กลไกการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว) มีหน้าที่ในการกำจัดเซลล์ผิดปกติอันได้แก่ เซลล์มะเร็ง และมีหน้าที่ในการจดจำสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับเซลล์ และผลิตภูมิคุ้มกันมาทำลายเซล์มะเร็งนั้น เป็นต้น

การบำบัดทางกายภาพ

เป็นการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย, การส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง และการดีท้อกซ์แบบทำความสะอาดภายในอวัยวะของร่างกาย อวัยวะภายในร่างกายที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากที่สุดคือลำไส้ เพราะมีหน้าที่ในการดูดซึมอาหาร เมื่อเรากินอะไรที่ไม่ดีเข้าไป ส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสิ่งไม่ดี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันส่งไปที่ตับ ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา (ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำ) ดังนั้นการสวนล้างลำไส้จึงช่วยในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป พร้อมกับช่วยให้ภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นเรายังต้องปรับต้นเหตุของสุขภาพที่เกิดจากการรับประทานอาหารด้วยโปรแกรม Green Juice, Raw Food หรืออาหารมังสะวิรัติบ้าง เพื่อปรับค่าความสมดุลของร่างกาย เรามีวิธีการที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงด้วยการให้สารอาหาร อาทิ เกลือแร่ วิตามินซี เพื่อให้มีกำลังและการเสริมสร้างภูมิมีประสิทธิภาพที่ดี

การบำบัดทางด้านจิตใจ

การเยียวยาทางอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ผู้ป่วยอยู่ในความสงบนิ่ง มีความหวัง มีสติอยู่กับโปรแกรมการบำบัดรักษา และยังสามารถเชื่อมโยงระหว่างสภาวะทางจิตใจกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ หากเราเข้าใจถึงผลของความเครียดที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราและหน้าที่สำคัญอื่นๆ ในร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำสมาธิ โยคะ การฝึกลมหายใจ ตลอดจนการนอนหลับอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีพร้อมด้วยคุณภาพ และชั่วโมงการนอนที่สอดคล้องกับวัยในแต่ละช่วง ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง แต่ละวัยต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็ก 11 – 13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7 – 8 ชั่วโมง เป็นต้น รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือ toxin เช่น การพาร่างกายเข้ารับการบำบัดจากพลังของธรรมชาติด้วยการอาบป่า (Forest Bath), การเดินป่า ออกสัมผัสดิน-หญ้า หรือไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบเที่ยวต่างจังหวัด โดยให้ธรรมชาติเข้ามาช่วยบำบัดเยียวยารักษาร่างกายและจิตใจ หรือซึมซับธรรมชาติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับสภาพแวดล้อมของร่างกาย เช่น อากาศ อุณหภูมิ กลิ่น และเสียง เป็นต้น

ดังนั้น โปรแกรมการดูแลมะเร็งเฉพาะบุคคลโดย โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ตระหนักถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล ด้วยการปรับแผนการรักษาให้เข้ากับผู้ป่วยแต่ละคน ด้วยการทำงานเป็นทีม นำเสนอแนวทางในการป้องกัน การรักษาและการฟื้นตัวจากมะเร็ง โดยโปรแกรมทั้งหมดนั้นจะเป็นไปตามหลักการของเสาหลักในการให้การรักษาแบบเดียวกัคืแ

  • การป้องกันมะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าจะเกิดมะเร็ง มีเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และ/ หรือ เพียงแค่ต้องการลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
  • การรักษามะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีมะเร็ง และกำลังต้องการโปรแกรมการรักษาที่เข้มข้นและครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของตน
  • การฟื้นตัวจากมะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะทุเลาลงแล้ว ซึ่งได้รับการรักษาในแบบแผนปัจจุบัน (หรือแผนทางเลือก) และจำเป็นต้องชำระล้าง ฟื้นฟูการทำงานของภูมิคุ้มกัน และเรียนรู้ทักษะการดำเนินชีวิตที่จำเป็น เพื่อให้ปราศจากมะเร็ง

การรักษามะเร็งทางเลือก

จากงานวิจัย ในความจริงที่น่าเศร้าที่สุดอย่างหนึ่งของโลกทุกวันนี้ก็คือ คนส่วนใหญ่ที่เป็นป่วยมะเร็งจะเสียชีวิตจากการรักษาไม่ใช่จากการลุกลามตามธรรมชาติของโรค โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่จะคอยให้คำแนะนำได้ว่า เมื่อใดจึงจำเป็นที่จะต้องผ่าตัด, ใช้เคมีบำบัด, หรือการฉายรังสี (ถ้ามี), ด้วยอินซูลินบำบัดในปริมาณน้อย (Insulin Potentiated Therapy) นอกจากนี้ เรายังมีวิธีการให้ยาเคมีบำบัดแบบอ่อนๆ และตรงเป้ามากขึ้นโดยไม่สร้างความเสียหายจากผลข้างเคียง และเป็นการให้สารเคมีในปริมาณที่น้อยที่สุดเข้าสู่ร่างกาย 

ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับคำปรึกษาหรือการเข้ารับการรักษาที่ โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ติดต่อได้ที่อีเมล: contact@oasis.international และโทร: +66(0)92-460-5000

ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลตัวเองในช่วง Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651374

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:01 น.ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลตัวเองในช่วง Covid-19Covid-19 : ทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าสำหรับผู้เป็นเบาหวาน พร้อมวิธีการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ Covid-19

ผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อไวรัส COVID-19 มากกว่าปกติหรือไม่

คำตอบโดย รศ. พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่แตกต่างจากผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน แต่ว่าถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน เช่นเดียวกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน เนื่องจากผู้เป็นเบาหวาน หากควบคุมน้ำตาลไม่ดี จะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าคนปกติ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่าผู้เป็นเบาหวานมีอาการที่รุนแรงจากตัวโรคหรือผลการรักษาที่แย่กว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานประมาณ 2 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นเบาหวานสูงถึงร้อยละ 7.3 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตโดยรวมที่พบเพียงร้อยละ 2.3

ผู้เป็นเบาหวานควรดูแลตัวเองอย่างไรในช่วง Covid-19

ข้อมูลโดย รศ.พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ ระบุไว้ดังนี้

  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หรือ ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือบ่อยๆ
  • เวลาไอหรือจาม ควรนำต้นแขนหรือช้อพับแขนมาปิตบริวณากและจมูก ไม่ควรใช้มือปิดเนื่องจากมีออาจไปสัมผัสวัตถุสิ่งของอื่นต่อ เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
  • ทำความสะอาดวัตถุหรือบริเวณที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รับประทานอาหารสุกและร้อน โดยใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกัน
  • ถ้าต้องออกนอกบ้านให้ใส่หน้ากากป้องกันทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า ควรล้างมือและทำให้มือแห้งสะอาดก่อนสัมผัสใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่สาธารณะหรือร่วมกิจกรรมกับคนจำนวนมากหรือหนาแน่น
  • หลีกเสี่ยงการเดินทางด้วยรถโดยสารที่แออัดหรือหลีกเสี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัส COVID-19
  • ผู้เป็นเบาหวานควรดื่มน้ำบ่อยๆ เช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ
  • ผู้เป็นเบาหวานต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ ไม่แนะนำให้ขาดยาแม้อยู่ในช่วงกักกันตนเอง
  • ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าได้รับยาม็คลดระดับน้ำตาลบางชนิด หรือยาฉีตยินซูลิน ดังนั้นควรมีลูกอม หรือน้ำหวาน เพื่อแก้ไขภาวะ
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะช่วงที่มีการรับประทานอาหารได้น้อยลง

ขอแนะนำกรณีผู้เป็นเบาหวานมีอาการเจ็บป่วย ให้ปฏิบัติตนดังนี้

  • พักดูอาการอยู่ที่บ้าน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรหาช่องทางในการปรึกษาแพทย์อย่างเหมาะสม
  • เช็กระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ
  • ดื่มน้ำบ่อยๆ
  • ถ้ามีอาการ ไข้ ไอ และ/หรือ หายใจติดขัดให้ไปพบแพทย์ทันที
  • ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และปฏิบัติตามระบบของการคัตกรองของโรงพยาบาล

รวม 9 เรื่องสำคัญในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651262

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 05:50 น.รวม 9 เรื่องสำคัญในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19สสส.รวม 9 ประเด็นสุขภาพสำคัญ ที่จะช่วยในการรับมือการแพร่ระบาดอีกระลอกของเชื้อ Covid-19 ได้อย่างมีสติและถูกต้องมากขึ้น

1) Recheck นิสัยการใส่ “หน้ากากอนามัย” อย่างไรให้ถูกต้อง

แม้ว่าเราจะใส่หน้ากากอนามัยกันจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติไปแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังสวมใส่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้เริ่มจากการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาใส่ โดยหันด้านที่มีสีเข้มหรือผิวมันไว้ด้านนอก ดึงหน้ากากให้คลุมทั้งจมูกและปาก และบีบขอบลวดให้แนบกับจมูกมากที่สุด เมื่อใช้งานเสร็จควรถอดทิ้งทันที โดยพับทบกันให้ด้านที่สัมผัสจมูกและปากอยู่ข้างใน แล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น จากนั้นจึงทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และสำหรับใครที่ใช้หน้ากากผ้า ก็ควรซักให้สะอาดก่อนนำมาใช้ซ้ำในทุก ๆ วัน

ด้านองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ก็ออกมาย้ำว่า ไม่ควรใช้หน้ากากชนิดที่มีวาล์ว เนื่องจากมีโอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่จากตัวเราไปสู่คนอื่นได้ ที่สำคัญ ไม่ควรใช้มือจับหน้ากากอนามัยระหว่างสวมใส่ และไม่ควรดึงหน้ากากอนามัยลงมาพักไว้ใต้คาง เพราะมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนเชื้อโรคได้เช่นกัน

2) เชื้อโรค Covid-19 กลัว “อากาศร้อน” จริงหรือไม่

หลายคนอาจคิดว่า โชคดีจังที่อยู่เมืองไทย อากาศร้อนขนาดนี้ เชื้อโรค Covid-19 คงจะตายก่อนแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น เชื้อโรค Covid-19 ไม่ได้แคร์ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาวแต่อย่างใด

งานวิจัยจาก The University of Texas สหรัฐอเมริกา บอกกับเราว่า สภาพอากาศซึ่งก็คืออุณหภูมิกับความชื้น ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบาดของเชื้อโรค Covid-19 สาเหตุหลักก็คือพฤติกรรมของคนเรามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน การใส่หน้ากากอนามัย หรือการเว้นระยะห่าง ส่วนสภาพอากาศอาจจะมีผลเล็กน้อย อย่างเช่นอากาศที่หนาวเย็นจัดอาจทำให้คนรวมตัวกันอยู่แต่ในบ้าน จนแพร่เชื้อถึงกันได้ง่ายขึ้น เรียกว่าสภาพอากาศส่งผลต่อพฤติกรรมของเรา มากกว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการระบาดของโรค

ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพอากาศแบบไหน ก็ควรเน้นที่การดูแลพฤติกรรมให้ถูกสุขอนามัย เพื่อป้องกันตัวเราและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยจากเชื้อ Covid-19

3) “สบู่ VS เจลแอลกอฮอล์” ใครคือมือหนึ่งในการจัดการกับเชื้อ Covid-19

มือที่สะอาดหมดจดจะช่วยปกป้องตัวเราเองจากเชื้อ Covid-19 ได้ดีที่สุด แล้วระหว่างสบู่กับเจลแอลกอฮอล์ ตัวช่วยตัวไหนที่สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ดีกว่ากัน มาเริ่มจากตัวช่วยสามัญประจำบ้านอย่างสบู่ เวลาที่เราถูสบู่นั้น โมเลกุลส่วนหางของสบู่จะจับกับโมเลกุลของไขมัน ซึ่งเป็นเหมือนกับผนังหรือเกราะที่จับตัวห่อหุ้มไวรัสไว้แบบหลวม ๆ สบู่จะทำให้ไขมันเหล่านี้แยกออกจากกัน เมื่อเกราะคุ้มกันแตก เชื้อไวรัสจึงถูกทำลาย และถูกชะล้างออกไปจากมือเราทันทีเมื่อล้างน้ำ

ส่วนเจลแอลกอฮอล์ ที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 70% นั้น มีหลักการทำงานโดยจัดการชั้นไขมันของไวรัส ทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์ ไม่สามารถทำให้ร่างกายเราติดเชื้อได้อีกต่อไป เราจึงมักได้ยินคนใช้คำว่า แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ อยู่บ่อย ๆ นั่นเอง

หลักการนี้ใช้ได้ผลกับเชื้อไวรัส Covid-19 ด้วย เนื่องจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ถูกล้อมรอบไว้ด้วยไขมันและโปรตีนเช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถเลือกใช้สบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์

4) เราจะมีโอกาสติดเชื้อ Covid-19 ผ่าน “อาหาร” ที่รับประทานเข้าไปได้หรือไม่

ทุกวันนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่ามีคนติดเชื้อ Covid-19 จากการรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ได้ทนความร้อนได้เก่งกว่าเชื้อโรคตัวอื่น ๆ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ส่วนบรรจุภัณฑ์อาหารที่หลายคนกังวลว่าจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคติดมาด้วยนั้น แค่เราล้างมือให้สะอาดหลังจับบรรจุภัณฑ์ก็เพียงพอ และสำหรับใครที่ชอบสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ และไม่แน่ใจว่า มีไวรัสส่งเป็นของแถมมากับอาหารด้วยหรือเปล่า ก็สามารถใช้วิธีการล้างมือให้สะอาด เป็นตัวช่วยสุดท้ายได้เสมอ ที่สำคัญ อย่าลืมรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยเน้นผักผลไม้ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง

5) เราควรต้องกังวลแค่ไหน กับข่าว “การกลายพันธุ์” ของเชื้อไวรัส Covid-19

ความจริงก็คือ ไวรัส Covid-19 นั้นอาจค่อย ๆ กลายพันธุ์มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เพราะไวรัสก็มักจะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเป็นปกติ ซึ่งก็ยังไม่พบหลักฐานว่า การกลายพันธุ์ไปสู่สายพันธุ์ใหม่นี้ จะทำให้อาการป่วยของคนรุนแรงหรือเป็นอันตรายมากขึ้น เพียงแต่ทำให้เชื้อแพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ดังนั้น วิธีที่เราควรปฏิบัติในการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจึงยังคงเหมือนเดิม

ส่วนคำถามที่ว่า วัคซีนที่ผลิตไว้แล้ว จะใช้ได้ผลกับไวรัสที่กลายพันธุ์ด้วยหรือไม่ เนื่องจากวัคซีนที่ผลิตขึ้นต้องผ่านการทดลองกับไวรัสมาแล้วหลากหลายสายพันธุ์จนแน่ใจในประสิทธิภาพ เราจึงค่อนข้างมั่นใจในผลลัพธ์ของวัคซีนที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีได้ โดยวัคซีนจะกระตุ้นให้แอนติบอดีในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น  ทั้งแอนติบอดีส่วนที่เป็นตัวค้นหาและจัดการกับไวรัส และส่วนที่เป็นเหมือนเรดาร์คอยตรวจสอบสภาพความแข็งแรง และทำหน้าที่เหมือนระบบเตือนภัยเบื้องต้นให้แก่ร่างกาย

6) “คุณแม่ตั้งครรภ์” มีความเสี่ยงแค่ไหนในช่วงการระบาดของ Covid-19

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า เชื้อ Covid-19 สามารถติดต่อจากคุณแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์หรือระหว่างคลอดใด้หรือไม่ และทุกวันนี้ก็ยังตรวจไม่พบไวรัสชนิดนี้ในตัวอย่างของเหลวในครรภ์ของคุณแม่ หรือในน้ำนมแม่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีเดียวกับคนทั่วไป ส่วนคุณแม่ที่ติดเชื้อ Covid-19 ก็สามารถทำคลอดภายใต้การวินิจฉัยและการดูแลของทีมแพทย์ได้

เช่นเดียวกับการให้นมลูก ยังไม่มีการค้นพบว่าเชื้อ Covid-19 สามารถแพร่สู่ลูกผ่านน้ำนมแม่ ดังนั้น แม้ว่าคุณแม่จะติดเชื้อ ก็ยังสามารถสัมผัส อุ้ม และให้นมลูกได้ โดยควรใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์และล้างมือให้สะอาด เพราะถึงอย่างไร นมแม่ก็มีความสำคัญต่อความอยู่รอดและเจริญเติบโตของทารกอย่างที่สุด

7) ชวน “ขยับร่างกาย” วันละนิด ฟิตร่างกายสู้ Covid-19

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำให้เราทำกิจกรรมทางกาย หรือ physical activity อย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงที่ต้องอยู่บ้านเป็นประจำระหว่างเกิดการระบาดของ Covid-19 โดยมีคำแนะนำสำหรับคนแต่ละวัย ดังนี้

– เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายให้ได้วันละหลาย ๆ ครั้ง

– เด็กอายุ 1 – 2 ปี ควรทำกิจกรรมทางกาย โดยมีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักร่วมด้วย อย่างน้อยวันละ 180 นาที

– เด็กอายุ 3 – 4 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 180 นาที โดยให้มีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาที

– เด็กและวัยรุ่นอายุ 5 – 17 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยวันละ 60 นาที

-ผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 – 300 นาที หรือทำกิจกรรมทางกายระดับหนัก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 75 – 150 นาที

– ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรทำกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี   แต่เพิ่มการฝึกการทรงตัวและกล้ามเนื้อในระดับปานกลางหรือมากกว่า ให้ได้ 3 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป 

กิจกรรมทางกายในที่นี้ อาจจะเป็นการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน ทำสวน เล่น หรือเต้นประกอบเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครที่ต้องนั่งอยู่กับที่คราวละนานๆ ระหว่างทำงาน เรียนออนไลน์ หรือใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์หรือสมาร์ทโฟน แนะนำให้หยุดพักทุก 20 – 30 นาที แล้วลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เดินผ่อนคลายในบ้านหรือในสวน ให้ได้ประมาณ 3 – 5 นาที ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ รวมถึงลดความเครียด และเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย

8) “อาการ” แบบไหน น่าสงสัยว่าอาจติดเชื้อ Covid-19

หากร่างกายของเราได้รับเชื้อ Covid-19 แล้ว ก็จะเริ่มแสดงอาการต่าง ๆ ภายในระยะเวลา 5 – 14 วัน ซึ่งอาการก็จะคล้าย ๆ กับอาการของโรคหวัดทั่วไป เพียงแต่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่า ในคนไข้บางคนอาจส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายมากกว่า ขณะที่บางคนก็สามารถดูแลร่ายกายจนหายได้เองโดยไม่ต้องไปพบแพทย์

มาลองหมั่นสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง ว่ามีอาการต้องสงสัยเหล่านี้หรือไม่

  • อาการทั่วไป เช่น มีไข้ ไอแห้ง เหนื่อยง่าย
  • อาการที่อาจพบได้รองลงมา เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ น้ำมูกไหล คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงการไม่รับรู้รสหรือไม่ได้กลิ่นอาหาร อาจมีอาการท้องเสีย หรือมีผื่นคันตามผิวหนังด้วย
  • อาการรุนแรง เช่น หายใจ พูด หรือเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก รวมถึงอาการเจ็บหน้าอก หากพบสัญญาณฉุกเฉินเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

9) หากสงสัยว่า “ติดเชื้อ Covid-19” ควรทำอย่างไรดี

สำหรับใครที่สงสัยว่าตนเองหรือคนรอบข้างอาจจะติดเชื้อ Covid-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลใกล้ชิดอย่างเช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้มีประวัติป่วยด้วยโรคปอดและโรคเบาหวาน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าหากมีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็ว โดยจะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ด้วยการรักษาระยะห่างจากผู้อื่น 1 – 2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาการเดินทาง หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด ทั้งนี้ หากมาสถานพยาบาลช้าเกิน 48 ชั่วโมง มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้

และนี่ก็คือ 9 ประเด็นสุขภาพเพื่อรับมือกับ Covid-19 ซึ่งอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ ก็คือการพยายามติดตามข้อมูลเพื่ออัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 โดยเฉพาะยิ่ง ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร และทุก ๆ บ้านมีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญเช่นนี้ อย่าลืมช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Covid-19 ที่ได้รับจากโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงหรือ fake news ด้วยการลองสังเกตองค์ประกอบต่าง ๆ ของข่าว เช่น

  • ข้อความพาดหัวที่อาจดูน่าตระหนกเกินไป
  • URL ของเว็บไซต์ ซึ่งอาจพยายามเลียนแบบแหล่งข่าวจริง
  • แหล่งที่มา หรือการอ้างอิงแหล่งข้อมูล มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • การจัดรูปแบบ การสะกดคำ วันที่ลำดับเหตุการณ์ หรือรูปภาพประกอบ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • ตรวจสอบแหล่งข่าวอื่น ๆ ด้วย ว่าให้ข้อมูลตรงกันหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และก้าวผ่านสถานการณ์โรคระบาดนี้ไปอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อ Covid-19 ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพ : freepik

เพราะทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่าเกินกว่าคำชื่นชม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651109

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 15:38 น.เพราะทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่าเกินกว่าคำชื่นชมกรมการแพทย์ไม่ท้อ เปิดขั้นตอนการทำงาน “สายด่วนเฉพาะกิจ กรมการแพทย์ 1668” อย่างละเอียด

กรมการแพทย์ ยืนยันสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 ทำด้วยใจ ใช้จิตอาสาจากบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยชีวิต หวังช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานอย่างทันท่วงที วอนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แม้มีข้อจำกัดในการทำงานบ้าง แต่ไม่ย่อท้อ เผยเปิดให้บริการมากกว่า 2 สัปดาห์ ภูมิใจสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว 1,584 ราย รับสายประชาชนไปแล้วกว่า 3,477 สาย ปลื้มใจมีบุคลากรจิตอาสาทั้งที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ และอีกหลากหลายสาขาอาชีพ อาสาช่วยงานโดยไม่หวังผลตอบแทน เชื่อมั่นหากทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน มีสติ สื่อสาร และสามัคคี จะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน

สำหรับกรณีมีผู้วิจารณ์ในโลกโซเชียลถึงศักยภาพในการดำเนินงานสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาพที่ปรากฏออกมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานเฉพาะกิจ จิตอาสาของพวกเรา เป็นเพียงภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ทีมตอบสนอง และประสานงาน ซึ่งจะทำงานในส่วนของการโทรศัพท์กลับหาประชาชนที่ให้ข้อมูลไว้ทั้งทางโทรศัพท์ และทางไลน์ @sabaideebot (สบายดีบอต) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งโทรกลับเพื่อซักประวัติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องมีพื้นที่ในการจดข้อมูล และต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถโทรติดตามประชาชนที่ให้ข้อมูลไว้ และประสานงานได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ส่วนทีมรับสาย Hotline และทีมข้อมูล ซึ่งมีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การสื่อสารใช้งานอย่างแน่นอน จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจถึงการทำงาน และความตั้งใจของเจ้าหน้าที่จิตอาสาที่ต่างทำงานกันอย่างทุ่มเท พร้อมยืนยันจะทุ่มเททำงานต่อไป

“ผมยืนยันว่าเรามีคอมพิวเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือในการบันทึก ตลอดจนจัดเก็บข้อมูลเพียงพอกับปริมาณงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งการทำงานเราแบ่งออกเป็น 4 ทีม คือทีมรับสาย ทีมข้อมูล ทีมแพทย์ และทีมตอบสนอง ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว แต่อย่างที่ผมเรียนย้ำเสมอว่า 1668 คือสายด่วนเฉพาะกิจ ทุกท่านคือจิตอาสาที่เป็นแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่สามารถให้คำแนะนำเบื้องต้น โดยใช้ทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางการแพทย์ จิตวิทยาในการสื่อสารกับผู้ป่วยและการให้กำลังใจ เปรียบเสมือนผู้ป่วยคือคนในครอบครัว เพื่อคลายความกังวลใจแก่ผู้ติดเชื้อได้ แม้ทุกท่านมีงานประจำที่ต้องปฏิบัติเป็นจำนวนมาก แต่ก็อาสาเข้ามาทำงานสายด่วนดังกล่าวโดยไม่มีวันหยุดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังยินดีให้โอนสายเรียกเข้าต่าง ๆ เข้าหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของตนเอง ผมจึงอยากจะขอกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการวิพากวิจารณ์ถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์การทำงานว่าไม่มีความพร้อมนั้น นายแพทย์ สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบายว่า แม้ว่า 1668 เป็นสายด่วนเฉพาะกิจที่เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 08.00 -22.00 น. แต่มีการทำงานอย่างละเอียดโดยแบ่งเป็น 4 ทีมหลัก คือ 1. ทีมรับสาย Hotline 1668 จากผู้ป่วยโควิด 19 สอบถามข้อมูลรายละเอียดของผู้ป่วย 2. ทีมข้อมูล มีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลจากทีมงานสายด่วนและทีมประสานงาน วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำฐานข้อมูล สรุปข้อมูลรายวัน 3. ทีมแพทย์ มีทีมแพทย์ประเมินอาการระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามความรุนแรงของโรค และ 4. ทีมตอบสนองและประสานงาน มีหน้าที่ประสานขอเตียงจากโรงพยาบาลเป้าหมาย (ผ่านศูนย์ส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี กรณีเป็นผู้ติดเชื้อในความรับผิดชอบของกรมการแพทย์ และประสานผ่านศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร กรณีเป็นผู้ติดเชื้อในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลนอกสังกัดกรมการแพทย์) รวมทั้งโทรเยี่ยมติดตามอาการของผู้ป่วย ซึ่งแต่ละสายใช้เวลาในการพูดคุยกับผู้ป่วยประมาณ 20 – 40 นาที

สำหรับการดำเนินการรับสายที่โทรเข้ามา จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2564 รวม 3,477 สาย โทรเยี่ยมติดตาม 3,277 สาย ผู้ติดต่อขอเตียง 1,584 คน รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้ กรณีที่โทร 1668 แล้วไม่มีผู้รับสายนั้น เกิดจากแต่ละวันมี โดยในปัจจุบันมีผู้โทรเข้า 1668 มากกว่า 200 สาย จนทำให้คู่สายล้น ทางกรมการแพทย์ได้จัดให้มีการส่งต่อข้อมูล ด้วยเทคนิค convert สายเข้าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของจิตอาสาจากทั่วประเทศ ทำให้สามารถรับสายเพิ่มได้อีกกว่า 10 คู่สาย ทั้งนี้ หากไม่สามารถติดต่อ 1668 ได้ ขอให้ติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยการเพิ่มเพื่อน Line @sabaideebot กรอกข้อมูลชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประสานติดต่อเจ้าหน้าที่อีกทาง กรมการแพทย์ขอยืนยันว่ามีการปรับปรุงระบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรวดเร็วขึ้น

ความท้าทายในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกง่ายหยุดยาก) ในยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651028

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 16:20 น.ความท้าทายในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกง่ายหยุดยาก) ในยุคโควิด-19วันฮีโมฟีเลียโลก 2564 : ความท้าทายของโรคเลือดออกง่ายในยุคโควิด-19 และอนาคตการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทย

วันฮีโมฟีเลียโลก (ตรงกับวันที่ 17 เมษายนของทุกปี) เป็นวันที่ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักในหมู่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงความท้าทายในการใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (Haemophilia) หรือโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก เพื่อให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ป่วยยังต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาเนื่องจากการไปโรงพยาบาลอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อได้

โรคฮีโมฟีเลียจัดเป็นโรคหายาก โดยสหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลก (World Federation of Hemophilia) ได้ประมาณการจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกไว้ราว 320,000 คน 1 และในประเทศไทยคาดว่ามีจำนวนผู้ป่วยอยู่ที่ 5,750 คน แต่กลับมีผู้ป่วยฮีโมฟีเลียที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ (Thailand Hemophilia Registry) เพียง 2,138 ราย ซึ่งวัดเป็นสัดส่วนประมาณ 37% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีกกว่า 62% อาจเป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือแสดงอาการเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น จึงหมายความว่ายังมีผู้ป่วยอีกมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ อาการของโรคฮีโมฟีเลียสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ผู้ป่วยมีอายุน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นรอยฟกช้ำบนผิวหนัง อาการเลือดออกในกล้ามเนื้อและข้อต่อ รวมถึงอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง ช่องท้อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะข้อพิการในอนาคตหรือเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โรคฮีโมฟีเลีย คือความผิดปกติโดยกำเนิดเกี่ยวกับอาการเลือดออกที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจเลือดออกเองหรือเลือดออกได้ง่ายและนานกว่ากว่าคนทั่วไปเมื่อได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย โดยที่เลือดไม่สามารถแข็งตัวได้เอง จนนำไปสู่ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ โรคฮีโมฟีเลียแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ฮีโมฟีเลีย เอ และ ฮีโมฟีเลีย บี ซึ่งชนิด เอ พบได้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80-85% ส่วนชนิด บี พบเพียง 15-20% ของผู้ป่วยฮีโมฟีเลียทั้งหมด และเนื่องจากโรคฮีโมฟีเลียถูกถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X ในลักษณะยีนด้อย จึงหมายความว่าโรคฮีโมฟีเลียมักพบในประชากรเพศชาย โดยความชุกอยู่ที่ 1: 12,000 คน

โรคฮีโมฟีเลีย เอ สามารถจัดระดับความรุนแรงได้สามระดับ คือ เล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรง ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของผู้ป่วยขาดโปรตีนสำคัญซึ่งมีบทบาทต่อการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่าแฟคเตอร์ 8 มากน้อยเพียงใด สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลก เผยว่า ในปี 2562 อัตราการใช้แฟคเตอร์ 8 ต่อประชากรในประเทศไทยอยู่ที่ 0.622 ซึ่งแม้จะสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ยังน้อยกว่าสิงคโปร์ (2.219) มาเลเซีย (1.458) เกาหลี (5.729) และยิ่งน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา (7.105) และสหราชอาณาจักร (9.026)

ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ บางราย เมื่อได้รับสารแฟคเตอร์ 8 ชนิดเข้มข้นเพื่อลดความรุนแรงของอาการเลือดออกไปได้สักระยะหนึ่ง มีความเป็นไปได้ที่ร่างกายของผู้ป่วยจะสร้างสารต้านแฟคเตอร์ (inhibitor) ขึ้นมา จนแพทย์ไม่สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการเดิมได้ ดังนั้น การเกิดภาวะสารต้านแฟคเตอร์จึงทำให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้น เพราะหากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียพิการหรือเสียชีวิตได้ในที่สุด

ข้อมูลจากสหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกแสดงให้เห็นว่า 72% ของจำนวนผู้ป่วยในประเทศไทยเป็นผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเด็ก 45%, มาเลเซีย 39%, สหราชอาณาจักร 26%, สิงคโปร์และเกาหลีเพียง 21% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวยังสัมพันธ์กับอายุเฉลี่ยที่ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเสียชีวิต คือเพียง 17.2 ปีเท่านั้น โดยสองปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเสียชีวิต ราว 5-6 รายต่อปี

นอกจากนี้ สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกยังได้รวบรวมจำนวนผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียวัยผู้ใหญ่ (อายุเกินกว่า 45 ปีขึ้นไป) โดยจำแนกตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก และพบว่าประเทศในทวีปยุโรปมีผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่มากที่สุด คือ 31% รองลงมาได้แก่ประเทศในทวีปแอฟริกา 13%, ประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก 8% ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยก็เป็นส่วนหนึ่งในภูมิภาคดังกล่าว กลับมีผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่เพียง 7% ทั้งนี้ สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกกล่าวว่า ยิ่งอัตราส่วนระหว่างผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่-ต่อ-ผู้ป่วยวัยเด็กสูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงการรักษาที่ครอบคลุมผู้ป่วยจำนวนมากยิ่งขึ้น

นพ.อภิวัฒน์ อัครพัฒนานุกูล

นพ.อภิวัฒน์ อัครพัฒนานุกูล ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ชนิดรุนแรง ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้ป่วยโรคหายาก “ผิดกับเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ที่มีโอกาสวิ่งเล่นออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมผาดโผน ผมมักถูกสอนให้ระมัดระวังการทำกิจกรรมแทบทุกประเภทในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่จำความได้ นั่นเพราะโรคฮีโมฟีเลียที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดทำให้ผมเกิดอาการเลือดออกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ในอดีต โรคนี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันพอสมควร ลองนึกภาพเด็กที่ต้องหาเส้นเลือดเพื่อฉีดยาบ่อยๆ และขาดเรียนเป็นประจำเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ผมโชคดีที่มีคุณพ่อ-คุณแม่คอยให้ความช่วยเหลือ พร้อมทั้งอาจารย์หมอที่คอยให้การสนับสนุนด้านการรักษามาอย่างต่อเนื่อง ผมจึงมีโอกาสทำตามความฝันของตนเองและได้ทำในสิ่งที่ผมรัก”

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาร่วมปี ยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เคย จากการเดินทางไปรับยาทุกครั้งที่มีอาการเลือดออกหรือการเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล “หากเป็นไปได้ ผมอยากเห็นอนาคตการดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเปลี่ยนแนวทางไปสู่การรักษาแบบป้องกัน (prophylaxis) ซึ่งผู้ป่วยสามารถใช้ยาฉีดเป็นประจำได้เองที่บ้านตั้งแต่ก่อนมีอาการเลือดออก การรักษาแบบป้องกันช่วยลดโอกาสการมีเลือดออก ลดจำนวนครั้งในการมาโรงพยาบาล ทั้งยังแบ่งเบาภาระการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ลงได้อีกด้วย” นพ. อภิวัฒน์ กล่าวเสริม

สำหรับวัคซีนโควิดที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กำลังดำเนินการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอยู่นั้น สหพันธ์ฮีโมฟีเลียโลกได้ออกมาให้ความกระจ่างว่า ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงและชนิดปานกลางควรเตรียมความพร้อมด้วยการฉีดแฟคเตอร์เสียก่อน เพื่อป้องกันอาการเลือดออกในกล้ามเนื้อ เข็มสำหรับฉีดวัคซีนควรเป็นเข็มขนาดเล็กที่สุด (เบอร์ 25-27) หลังฉีดแล้ว ผู้ป่วยควรออกแรงกดบริเวณที่ฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที เพื่อลดโอกาสเลือดออกและลดอาการบวม ความรู้สึกไม่สบายที่แขนราว 1-2 วัน ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เว้นแต่ว่าอาการแย่ลงหรือมีอาการบวม ให้ผู้ป่วยรีบไปพบแพทย์

ปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่รักษาโรคฮีโมฟีเลียให้หายขาดได้ แต่นวัตกรรมการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถทำกิจกรรมและเล่นกีฬาได้เหมือนคนทั่วไป แม้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษก็ตาม

ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว

ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว กล่าวทิ้งท้ายว่า “กว่า 20 ปีที่ โรชได้คิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยด้านโลหิตวิทยา พร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยและในต่างประเทศ เราได้รับรู้ถึงความท้าทายมากมายที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญ ด้วยเหตุนี้ โรชจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกด้านประสิทธิภาพการรักษาและการเข้าถึงยา เราจะเดินหน้าส่งเสริมผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียทุกคนในทุกช่วงวัยให้ใช้ชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข และมีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”

แม้โรคฮีโมฟีเลียจะเป็นโรคหายาก แต่โชคดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย มูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย และศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย สาขากรุงเทพฯ ต่างก็ไม่ละเลยถึงความสำคัญของการเผยแผ่ข้อมูลด้านการดูแลสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ในประเทศไทยยังมีศูนย์รักษาโรคฮีโมฟีเลียกว่า 52 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ตระหนักถึงความสำคัญของวันฮีโมฟีเลียโลก 2564 ได้ที่เว็บไซต์ชมรมผู้ป่วยเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย http://www.thaihemophilia.org/ และ https://www.roche.co.th/th/disease-areas/haemophilia.html

แพทย์ผิวหนังเตือนภัยโรคผิวหนังที่เกิดจากแสงแดด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/650790

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 10:05 น.แพทย์ผิวหนังเตือนภัยโรคผิวหนังที่เกิดจากแสงแดดกรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง ชี้แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังต่างๆได้ เช่น โรคแพ้แสงแดดโรคผื่น คัน แดง โรคติดเชื้อที่ผิวหนัง โรคฝ้า และโรคมะเร็งผิวหนัง พร้อมแนะวิธีป้องกันและดูแลผิวหนังเพื่อป้องกันภัยจากแสงแดดที่ถูกวิธี

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า แสงแดดมีความสำคัญในการสร้างวิตามินดี ซึ่งเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก หากร่างกายไม่ได้รับแสงแดดอาจทำให้มวลกระดูกลดลง ในทางตรงกันข้าม หากได้รับแสงแดดมากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อผิวหนังอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลกระทบจากแสงแดดจะทำให้เกิดโรคผิวหนังต่างๆ ได้ เช่น โรคแพ้แสงแดด  ซึ่งเป็นโรคที่เกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการตากแดด เป็นปฏิกิริยาภูมิไวที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแสงแดด แสงที่เป็นต้นเหตุพบว่าเป็นได้ทั้ง Ultraviolet B, Ultraviolet A

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง  กรมการแพทย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาผิวหนังจากแสงแดด ได้แก่ ผื่น คัน แดง  เกิดจากความร้อนเป็นตัวเร่งให้ต่อมเหงื่อในร่างกาย ขับเหงื่อออกมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดการอุดตันขึ้นบริเวณต่อมเหงื่อ ทำให้เกิดอาการ ผด ผื่น คัน มีผื่นแดงตามผิวหนัง ส่วนโรคติดเชื้อ เช่น โรคกลาก มักเกิดในช่วงอากาศร้อน ร่างกายอับชื้น หรือการใส่เสื้อผ้าอับชื้นเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดการติดเชื้อตามร่างกาย บริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ ขาหนีบ 

อีกโรคที่เกิดจากแสงแดดคือ โรคฝ้า  เป็นผื่นสีน้ำตาลที่ใบหน้าโดยเฉพาะที่บริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก คาง ตลอดจนแขนและบริเวณที่ถูกแสงแดด  โดยมักเป็นเท่ากันที่ 2 ข้างของใบหน้า พบมากในผู้หญิงวัย 30-40 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในผู้ชาย  สาเหตุของการเกิดฝ้ายังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ปัจจัยสำคัญที่สุดคือแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าฮอร์โมน เครื่องสำอางและยา และปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นปัจจัยที่สำคัญ สาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งผิวหนัง คือการถูกแสงแดดมากเกินไป โดยเฉพาะการเกิดผิวไหม้เกรียมบ่อยๆ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ได้แก่ การได้รับแสงเอ็กซเรย์ในปริมาณสูง แผลเป็นเรื้อรังจากรอยไหม้ ได้รับสารหนูหรือสารก่อมะเร็งในปริมาณสูง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่มีผิวขาวและไวต่อการไหม้จากแสงแดดได้ง่าย

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า การดูแลผิวหนังเพื่อป้องกันภัยจากแสงแดด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังมากที่สุด  กรณีที่ต้องโดนแดดจัดเป็นเวลานานหรือเป็นโรคแพ้แสงแดด  ควรป้องกันโดยกางร่ม สวมหมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอก่อนออกจากบ้าน  และหมั่นสังเกตความผิดปกติของผิวหนังตนเองอย่างสม่ำเสมอ