รู้แล้วป้องกัน!! อันตรายรายวันของ ‘แสงสีฟ้า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648422

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 10:15 น.รู้แล้วป้องกัน!! อันตรายรายวันของ ‘แสงสีฟ้า’“แสงสีฟ้า” อีกหนึ่งตัวการทำร้ายผิวก่อให้เกิดผิวแก่ก่อนวัยรวมถึงฝ้ากระจุดด่างดำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผิวพรรณแนะวิธีปกป้องผิวจากผลของแสงสีฟ้า

เมื่ออันตรายในแสงแดดมีมากกว่าที่เราคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณเผยอันตรายจากแสงสีฟ้าตัวการร้ายผิวที่ถูกมองข้าม เพราะก่อให้เกิดผิวแก่ก่อนวัย ฝ้า กระ และจุดด่างดำตามมา พร้อมแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ช่วยมากกว่าการป้องกันรังสียูวี แต่ยังต้องปกป้องผิวจากผลแสงสีฟ้าได้อีกด้วย ช่วยให้สาวไทยพร้อมอวดผิวสวยท้าแดดได้อย่างมั่นใจ

ภาพแผ่นทดลองแสงสีฟ้า หรือ บลูไลท์ (Bluelight) เมื่อสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรงทางด้านซ้าย เทียบกับด้านขวาที่ทดลองผ่านการใช้ นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกันแดดล่าสุดจาก นีเวีย ซัน

นายแพทย์ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผิวพรรณ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท  แชร์ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับแสงสีฟ้า ไว้ว่า “แสงสีฟ้า หรือบลูไลท์ (Bluelight) เป็นคลื่นแสงพลังงานสูง (High Energy Visible Light) ที่มีต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์ โดยปกติแสงสีขาวจากดวงอาทิตย์จะแยกเป็นสเปกตรัมทั้งหมดเจ็ดสี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง โดยแสงบลูไลท์นั้น จะอยู่ระหว่างสีครามกับสีน้ำเงิน และมีความยาวคลื่นระหว่าง 400-500 นาโนเมตร ซึ่งอันตรายของบลูไลท์ส่งผลต่อผิวพรรณเราโดยตรง เพราะทำลายลงลึกสู่ชั้นผิวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารังสียูวี ทั้งยูวีเอและยูวีบี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บลูไลท์ในแสงแดดนั้นยังรุนแรงมากกว่าจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ถึง 10,300 เท่าหรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าเวลาการรับแสงบลูไลท์จากดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งนาทีเท่ากับหนึ่งสัปดาห์ของการรับแสงบลูไลท์จากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

อันตรายของบลูไลท์ต่อผิวชั้นนอกที่เห็นได้ชัดเจนคือไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และรอยอักเสบของผิว และเมื่อแสงบลูไลท์ลงไปสู่ชั้นผิวที่ลึกขึ้นแล้วนั้น จะเป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ ที่จะไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมทั้งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่เมื่อมีการสะสมจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

ภาพแผ่นทดลองแสงสีฟ้า หรือ บลูไลท์ (Bluelight) เมื่อสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรงทั้งสองข้างก่อนทดสอบด้วย นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค ผลิตภัณฑ์กันแดดนวัตกรรมกันแดดล่าสุดจาก นีเวีย ซัน

ซึ่งโดยส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจว่าบลูไลท์มีเฉพาะจากหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือมือถือเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แสงแดดก็มีบลูไลท์รวมอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเจ้าบลูไลท์นี้เองมีอันตรายและก่อให้เกิดปัญหาผิวพรรณไม่แพ้กับรังสียูวีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ฝ้า กระ ริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวชราก่อนวัยอันควร ที่สำคัญคือการรับแสงบลูไลท์ในปริมาณมาก และต่อเนื่องยังเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าบลูไลท์เป็นผู้ร้ายแอบแฝงที่เราไม่เคยรู้มาก่อนในอดีต  และด้วยวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต รวมถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งแสงบลูไลท์แฝงตัวอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ดังนั้น การสัมผัสสิ่งพวกนี้ แม้จะไม่เทียบเท่ากับที่รับจากแสงแดด แต่ก็สามารถส่งผลในระยะยาวได้ 

ปัจจุบันคนไข้ที่มารับการรักษาจะมีปัญหาผิวอย่างฝ้ากระที่แตกต่างจากเดิมคือเมื่อก่อนจะขึ้นบริเวณช่วงกลางของใบหน้าแต่ปัจจุบันจะพบบริเวณแก้มด้านใดด้านหนึ่งซึ่งสัมพันธ์กับด้านที่ใช้คุยโทรศัพท์มือถือเพราะฉะนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าบลูไลท์จากมือถือมีผลให้เกิดปัญหาผิวได้นั่นคือเหตุผลว่าไม่ว่าเราจะไปที่ไหนเราสามารถเจอบลูไลท์ได้ตลอดเวลาและเพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้อย่างครอบคลุมทุกมิติผลิตภัณฑ์กันแดดที่ปกป้องเฉพาะรังสียูวีอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

คุณอมรศักดิ์ สิงห์เสนา ผู้จัดการอาวุโส ผลิตภัณฑ์นีเวีย ซัน กล่าวว่า “กว่า 80 ปีที่ นีเวีย ซัน ได้ดูแลผิวให้ผู้คนทั่วโลก และยังคงมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำรุง ปกป้อง และแก้ปัญหาผิวพรรณ เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน อย่างล่าสุดกับ นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค ที่พัฒนาขึ้นมาจากโจทย์ที่เราอยากนำเสนอผลิตภัณฑ์กันแดดที่เป็นที่สุดในท้องตลาดเมืองไทยในปี 2564 นี้ ที่นอกจากจะมีเนื้อสัมผัสที่เบาสบายผิวเหมาะกับเมืองร้อนอย่างประเทศไทยแล้ว ยังต้องให้การปกป้องที่เหนือกว่า และตอบโจทย์ในด้านปัญหาผิวได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bluelight Protection Factor ใน นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค ที่ช่วยให้การปกป้องผิวได้ถึง 3X ทั้งยูวี มลภาวะ และบลูไลท์ในแสงแดด แถมตัวช่วยเสริมการบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการที่แตกต่าง เรียกได้ว่าจบครบในหลอดเดียว” 

สำหรับ นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค เป็นเซรั่มกันแดดเนื้อบางเบามีให้เลือกสามสูตรตามไลฟ์สไตล์และปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ได้แก่ นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค สูตร เอ็กซ์ตร้า เรเดียนซ์ แอนด์ สมูท หลอดสีชมพูพร้อมสารสกัดธรรมชาติจากดอกฮอกไกโด โรส (Hokkaido Rose) ช่วยบำรุงให้ผิวพรรณดูกระจ่าง เนียนใส มีออร่า ให้สาว ๆ โชว์ผิวสวยท้าแดดได้อย่างมั่นใจ, นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค สูตร แอคเน่ ออยล์ คอนโทรล หลอดสีส้มที่มีส่วนผสมของเกลือฮิมาลายัน (Himalayan Salt) หรือเกลือสีชมพู ที่ไม่เพียงให้การปกป้องผิวจากแสงแดดและผลของแสงบลูไลท์แล้วยังช่วยจบปัญหาสิวซ้ำซาก ให้ผิวดูใส ไม่มัน ลดปัญหาสิวจากครีมกันแดดไปได้เลย  และ นีเวีย ซัน ทริปเปิ้ล โพรเทค สูตร โพรเทค แอนตี้ ริงเคิล หลอดสีทอง มาพร้อมสารสกัดธรรมชาติอย่างสาหร่ายจากทะเลน้ำลึก ที่ช่วยปกป้องคอลลาเจนในผิวจากการถูกแดดทำร้าย ช่วยลดเลือนริ้วรอยแม้บริเวณรอบดวงตา ช่วยให้สาว ๆ มีผิวใส เปล่งปลั่ง และฟื้นบำรุงผิวให้ริ้วรอยดูลดเลือนลงไปพร้อมๆ กัน

6 ระยะเส้นเลือดขอด รักษาถูกวิธีลดโอกาสเสี่ยงลุกลาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648412

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 08:15 น.6 ระยะเส้นเลือดขอด รักษาถูกวิธีลดโอกาสเสี่ยงลุกลาม ความรุนแรงของเส้นเลือดขอด มีความแตกต่างกันในแต่ละระยะ ซึ่งหากได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดโอกาสในการลุกลามของแผลเส้นเลือดขอดได้

นายแพทย์ศุภชัย จันทร์วิทัน ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า เส้นเลือดขอด หรือชื่อในทางการแพทย์คือ โรคหลอดเลือดดำชั้นตื้นบกพร่องเรื้อรัง หมายถึงการที่เส้นเลือดมีการปูดขยายคล้ายตัวหนอนมากกว่า 3 มิลลิเมตร สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของหลอดเลือดดำ ทำให้เกิดแรงดันภายในหลอดเลือด เลือดจึงไหลเวียนกลับไปเลี้ยงที่หัวใจได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนเกิดอาการปวดและบวมบริเวณขาในที่สุด 

กรรมพันธุ์ เพศ อาชีพ การใช้งาน และโครงสร้างหลอดเลือด ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ ซึ่งอาการที่พบได้ทั่วไปคือ อาการเจ็บหรือรู้สึกหนักขา, เป็นตะคริวช่วงกลางคืน, บวม ตึง แสบร้อน, รู้สึกเจ็บมากขึ้นเมื่อนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน, คันรอบ ๆ เส้นเลือดเส้นใดเส้นหนึ่งหรือหลายเส้น, อาจมีเลือดออกจากเส้นเลือดที่บิดนูน, อาการปวดในเส้นเลือดบริเวณที่ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดง, เส้นเลือดแข็งหรือเปลี่ยนสี มีอาการอักเสบของผิวหนัง หรือบางรายอาจเกิดอาการอักเสบรุนแรงจนเกิดแผลได้ 

ความรุนแรงของอาการ จะมีความแตกต่างกันในแต่ละระยะ ซึ่งแบ่งเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 

ระยะที่ 1 เส้นเลือดมีลักษณะคล้ายใยแมงมุม มักมีขนาดน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร 

ระยะที่ 2 เส้นเลือดเริ่มปูดเป็นตัวหนอน ขนาดใหญ่มากกว่า 3 มิลลิเมตร และมีอาการปวดเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานาน เช่น นั่ง เดิน หรือ ยืน  

ระยะที่ 3 เริ่มมีอาการขาบวม และปวดมากขึ้นถึงแม้จะใช้งานในระยะเวลาสั้น ๆ  

ระยะที่ 4 สีผิวที่ขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มขึ้น ซึ่งเป็นภาวะอักเสบของผิวหนัง 

ระยะที่ 5 แผลหายจากการรักษา แต่ยังมีลักษณะอื่น ๆ ร่วม เช่น ผิวหนังที่เปลี่ยนสีเป็นสีดำ 

ระยะที่ 6 เกิดแผลที่เป็นลักษณะเฉพาะของแผลบริเวณหลอดเลือดดำ เช่น ขอบแผลแดง 

เป้าหมายของการรักษาเส้นเลือดขอด คือการลดอาการปวดที่เกิดจากแรงดันในหลอดเลือด เพื่อไม่ให้รบกวนชีวิตประจำวันอีกต่อไป ดังนั้น การรักษาที่เหมาะสมคือการลดแรงดันในหลอดเลือดดำ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด การรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือการให้ยาลดการอักเสบของหลอดเลือดดำ หรือการใส่ถุงน่องเส้นเลือดขอดเพื่อให้เลือดภายในหลอดเลือดดำไหลกลับคืนสู่หัวใจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  แต่สองวิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายได้ 

ส่วนการรักษาแบบผ่าตัด เหมาะสำหรับคนไข้ที่เริ่มมีอาการ ตั้งแต่ระยะ 2 ขึ้นไป โดยในปัจจุบันมีการผ่าตัดรักษาแบบแผลเล็ก ได้ผลดีเทียบเท่ากับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม สามารถทำได้ทั้งแบบใช้ความร้อนทำลายหลอดเลือด คือการทำเลเซอร์ หรือใช้คลื่นวิทยุ และแบบไม่ใช้ความร้อน คือการฉีดสารเคมี หรือใส่กาววิทยาศาสตร์ เพื่อเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดดำจนไม่มีเลือดไหลผ่าน ซึ่งวิธีนี้เป็นการผ่าตัดสมัยใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม และให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการผ่าตัดแบบเดิม ทำให้มีแผลขนาดเล็กประมาณ 2-3 มม. เจ็บน้อย  ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า   

“การรักษาแผลเส้นเลือดขอด ถ้ารักษาไม่ถูกวิธี เช่น เจอแผลแล้วทำแค่แผล จะยิ่งทำให้เกิดการลุกลาม แผลอาจมีน้ำเหลืองออกมามากขึ้น โดยวิธีที่ถูกต้องคือการรักษาแรงดันในหลอดเลือดดำ เพราะถ้าไม่ลดแรงดัน แผลก็จะไม่หาย เพราะฉะนั้น หากพบว่ามีปัญหาเรื่องเส้นเลือดขอด ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับการรักษาที่เหมาะสม” นายแพทย์ศุภชัย กล่าว

ปวดคอไม่หายทำลายทุกระบบ!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648002

วันที่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 07:12 น.ปวดคอไม่หายทำลายทุกระบบ!!นักกายภาพบำบัดเผยไลฟ์สไตล์ทำลายสุขภาพ ก่ออาการปวดคอ บ่า สะบัก ปวดร้าวเข้ากระบอกตา ปวดศีรษะ รวมไปถึงอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม พร้อมแนะนำวิธีประเมินตัวเองด้วยการเช็กอาการก่อนเรื้อรังจนถึงอัมพาต

ต้องยอมรับเลยว่าทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมก้มหน้า แล้วเคยลองคำนวณไหมว่าในวันหนึ่งคุณก้มหน้าดูโทรศัพท์กี่ชั่วโมง ก้มหน้าทำงานกี่ชั่วโมง การก้มหน้านานๆ ทำให้คุณมีโอกาสปวดคอ ปวดบ่า ปวดสะบัก ปวดร้าวเข้ากระบอกตา ปวดศีรษะ รวมไปถึงอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม เพราะไหล่งุ้มหลังค่อม ซึ่งส่งผลต่อระบบโครงสร้างร่างกาย และถ้ามีอาการเรื้อรังอาจส่งผลทำให้เป็นอัมพาตได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการปวดคอไม่หายทำลายทุกระบบ!!

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ ให้ข้อมูลอาการปวดคอว่า อาการปวดคอมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน ซึ่งเราอาจสังเกตได้ด้วยตัวเราว่าเราเป็นรุนแรงมากน้อยเพียงใด โดยดูจากผลกระทบจากการใช้ชีวิตประจำวัน หากรู้สึกว่าอาการปวดนั้นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันปกติ อาจต้องรีบรักษา หรือตรวจให้แน่ใจว่าอาการปวดไม่รุนแรงถึงขั้นกดทับเส้นประสาท เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลให้มีอาการชา อ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้นก็เป็นได้ ฯลฯ

นักกายภาพได้แนะนำวิธีประเมินตัวเอง ด้วยการเช็กอาการดังต่อไปนี้ ว่าคุณมีอาการเหล่านี้กี่ข้อ?

  • นั่งทำงานแปปนึง ก็ปวดเมื่อยต้นคอ
  • ปวดมากขึ้นทุกๆ วัน
  • จับต้นคอแล้วรู้สึกร้อนๆ รุมๆ
  • ปวดเหมือนเป็นไมเกรน ปวดอื่นๆ ที่ขมับ ปวดเข้ากระบอกตา
  • มีเสียงกร็อกแกร็กเวลาหันคอ
  • ชาตั้งแต่แขนไปจนถึงฝ่ามือ หรือนิ้วมือ
  • รับประทานยาหรือนวดก็หาย แต่ 2-3 วันก็ปวดอีก
  • ตื่นเช้ามารู้สึกเหมือนนอนตกหมอน บ่อยๆ
  • ง่วงๆ เพลียๆ ตลอดทั้งวันเหมือนลืมตาไม่ขึ้น ตาพล่าๆ ทั้งๆ ที่นอนมาก
  • ไม่สดชื่นหงุดหงิดง่าย

ถ้าคุณมีอาการตั้งแต่ 4 ข้อ อยากแนะนำให้ตรวจเดี๋ยวนี้ เพราะหากปล่อยไว้อาจเรื้อรังจนถึงอัมพาตได้

วิธีบริหารร่างกาย เมื่อต้องก้มหน้าเป็นเวลานานๆ

1 นั่งหลังตรง ลงน้ำหนักก้นให้เท่ากัน มือประสานกันด้านหลังระดับก้น ดึงสะบัก ผลักไหล่ไปด้านหลัง ยืดอกเงยหน้าเล็กน้อย พร้อมหายใจเข้าลึกๆ

2 นั่งหลังตรง มือประสานกัน เหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ยืดอก หายใจเข้าลึกๆ หายใจออก กระดกข้อมือ เหยียดแขนตึงๆ วาดแขนไปด้านหลัง ช้าๆ พร้อมหายใจออก

ทั้งสองท่าควรแขม่วท้องนิด ตลอดเวลาที่ยืดตัวไว้เพื่อป้องกันไม้ให้หลังแอ่นเกินไปซึ่งอาจทำให้เจ็บหลังได้

เปิด 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังช่วงหน้าร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647973

วันที่ 16 มี.ค. 2564 เวลา 11:20 น.เปิด 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังช่วงหน้าร้อนกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือน 10 เมนูอาหารที่ต้องระวังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง

เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้อาหารบูดเสียง่าย กรมควบคุมโรค แนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หากอาหารมี รูป รส กลิ่น สีผิดปกติไม่ควรรับประทาน

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เผยประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว กรมควบคุมโรค จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี อาจทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง

จากรายงานของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ และโรคอุจจาระร่วง ตั้งแต่ปี 2561-2563 รวมจำนวน 1,342,975 ราย  1,189,659 ราย และ 915,289 ราย ตามลำดับ จากสถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผลมาจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และล้างมือบ่อยๆ ตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาด การสุขาภิบาลอาหารและน้ำ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ

สำหรับอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่ประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ 10 เมนู ได้แก่

  1. จ่อม/ก้อย/ลาบดิบ
  2. อาหารประเภทยำ
  3. อาหารทะเล
  4. ข้าวผัด/ข้าวผัดโรยเนื้อปู
  5. ขนมจีน
  6. สลัดผัก
  7. อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิ
  8. ส้มตำ
  9. ข้าวมันไก่
  10. น้ำแข็งที่ไม่สะอาด 

ซึ่งเมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทาน โดยยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หากเป็นอาหารกล่องควรแยกกับข้าวออกจากข้าว และรับประทานภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ หากมีรูป รส กลิ่น สีผิดปกติไม่ควรรับประทาน

เลือกซื้อวัตถุดิบที่สดสะอาด บริโภคน้ำดื่มและน้ำแข็งที่สะอาดได้มาตรฐาน ไม่รับประทานอาหารที่ปรุงจากพืชและสัตว์ที่มีพิษหรือไม่รู้จัก ควรใช้ช้อนกลางส่วนตัว เมื่อรับประทานร่วมกัน เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 และก่อนหยิบจับหรือรับประทานอาหารควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

พังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาท รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647836

วันที่ 15 มี.ค. 2564 เวลา 08:15 น.พังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาท รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลแพทย์ห่วงคนใช้งานมือหนักอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงกล้ามเนื้อมืออ่อนแรงจากภาวะข้อมือกดทับเส้นประสาท ปล่อยไว้นานไม่รีบรักษาอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร

พฤติกรรมการใช้มือผิดท่าหรือใช้งานหนักเกินไป โดยเฉพาะในลักษณะจับ กำ เกร็งวัตถุด้วยการออกแรงมากในท่าเดิมนาน ๆ เช่น การขับรถ ทาสี เย็บปักถักร้อย เล่นดนตรี ถือของหนัก หรือแม้แต่การออกกำลังกายในบางท่า ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้งานนิ้วมือและข้อมืออย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดพังผืดข้อมือกดทับเส้นประสาทได้

นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า พังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาท หรือ CTS (Carpal tunnel syndrome) เกิดจากพังผืดบริเวณข้อมือหนาตัวขึ้นจากการใช้งานมือในท่าเดิมเป็นเวลานาน จนไปกดทับเส้นประสาท Median nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกของนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางครึ่งนิ้ว และเลี้ยงกล้ามเนื้ออุ้งมือด้านหัวแม่มือ เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับจึงทำให้เกิดอาการชามือ ปวด เมื่อย แสบร้อน รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตที่มือ อาจเป็นช่วงกลางดึกหรือหลังตื่นนอนหลังการใช้งานต่อเนื่อง โดยจะมีอาการมากขึ้น ถี่ขึ้นหรือตลอดเวลาเมื่อโรครุนแรงขึ้น จนกล้ามเนื้ออุ้งมือเหี่ยว ลีบลง กำลังมืออ่อนแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัดหรือหลุดมือ

“จริง ๆ แล้วพังผืดที่ข้อมือมีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและทำให้รับรู้แรงของข้อมือ รวมถึงช่วยให้เส้นเอ็นบริเวณข้อมือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การใช้งานมือในลักษณะจับ กำ เกร็งวัตถุแบบใช้แรงมากและเป็นเวลานานจะทำให้พังผืดหนาขึ้น ซึ่งสามารถหนาได้ถึง 3 – 4 มิลลิเมตร จนไปกดทับเส้นประสาท โดยโรคนี้พบบ่อยในกลุ่มคนที่ใช้งานมือค้างในท่างอหรือแอ่นมากเกินไป รวมทั้งการใช้เครื่องมือที่สั่นสะเทือนเป็นประจำ” นายแพทย์นรฤทธิ์กล่าว

สำหรับการวินิฉัยโรค แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจไฟฟ้าวินิจฉัย Electrodiagnosis เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและยืนยันการวินิจฉัย ส่วนการรักษาพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาท หากเป็นระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้งานมือ รับประทานวิตามิน ยาแก้อักเสบ ยดลดความไวต่อเส้นประสาท ใส่อุปกรณ์ประคองข้อมือให้อยู่ในท่าตรง แช่น้ำอุ่น กายภาพบำบัด หรือฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดความหนาของพังผืด แต่สเตียรอยด์จะมีฤทธิ์นาน 3 – 6 เดือน และไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเส้นเอ็นได้

ในกรณีที่อาการรุนแรงแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดแผลบริเวณกลางอุ้งมือความยาว 2 – 4 เซ็นติเมตร และต้องปิดแผลเป็นเวลา 10 -14 วัน ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้อาจเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทฝอยและชั้นผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการผ่าตัดแบบผ่านกล้อง โดยเจาะรูที่บริเวณอุ้งมือ 1 – 2 รู ขนาด 0.5 – 1 เซ็นติเมตร และยังมีแผลเย็บเหมือนการผ่าตัดวิธีแรก รวมถึงพักการใช้งานมือเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันมีเทคนิคการรักษาโรคพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาทด้วยการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์นำ เจาะผ่านผิวหนังโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดและไม่มีแผลเย็บ โดยแผลมีขนาดเล็กเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น สามารถล้างมือและอาบน้ำตามปกติได้ใน 3 วัน หรือ 72 ชั่งโมงหลังการรักษา ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบและเส้นประสาทฝอยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเหมือนการผ่าตัดเปิดแผลแบบเก่า

นายแพทย์นรฤทธิ์ ยังแนะนำว่า หากจำเป็นต้องใช้งานมือหนักอย่างต่อเนื่อง สามารถป้องกันอาการพังผืดที่ข้อมือกดทับเส้นประสาทได้ด้วยการแช่มือในน้ำอุ่นและบริหารด้วยการกำเหยียดเป็นประจำ แต่ถ้ามีอาการแสดงแล้วควรรีบพบแพทย์และรักษา เพราะหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายถาวร และถึงแม้จะรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว แต่ถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมือก็อาจเสี่ยงเกิดโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้งานมือได้ เช่น นิ้วล็อก ข้อเสื่อม เป็นต้น

PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647747

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 07:31 น.PM2.5 : ผลของมลพิษทางอากาศในเขตเมืองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดเตือนปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ของประชากรที่เสียชีวิตในโลก พร้อมเผยผลร้ายต่อสุขภาพอนามัย แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ช่วงนี้หลายจังหวัดโดยเฉพาะในเขตเมืองของพื้นที่ภาคเหนือ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายๆ จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ประชากรที่เสียชีวิตในโลก จำนวน 4.2 ล้านคน มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างมาก

โดยปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก ที่พบบ่อยเป็นลักษณะแบบ Particulate matter (PM) เป็นฝุ่นละอองที่มีทั้งของเหลวและของแข็ง ซึ่งเป็นโลหะพิษ (toxic compound) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) แขวนลอยในอากาศโดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น สารหนู (arsenic) ตะกั่ว (lead) แคดเมียม (cadmium) ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

โดยพบว่าฝุ่นละอองขนาด > 5 μm จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอ และลิ้น ไม่ลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ฝุ่นละอองที่มีขนาด 2.5 – 5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลม (trachea) และขั้วปอดส่วนต้น (bronchus) ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด (asthma) และ ในกรณีของฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอย (respiratory bronchiole) และ ถุงลม (alveoli) ได้

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศ

นพ.ยุทธนา อภิชาตบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ รายงานในปี 2561 ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึงยานพาหนะก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 μm (PM 2.5) โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน

กระบวนการวัดค่าฝุ่นละอองในอากาศ และดัชนีอากาศ

การรายงานระดับความรุนแรงของมลพิษในอากาศ จะรายงานเป็นภาพรวม โดยรวมเอา particulate matter (PM 10, PM 2.5), carbon monoxide (CO), ozone (O3), nitrogen dioxide (NO2) และ sulfur dioxide (SO2) มาคำนวณเรียกว่า Air Quality Index (AQI) โดย AQI ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 5 ระดับโดยระดับสูงสุด คือ AQI ที่มากกว่า 201 ขึ้นไป (ดูเทียบจากตารางที่ 2) และ ตารางที่ 3 ในเรื่องของค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยค่าเฉลี่ย PM 2.5 นั้น จะรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง โดยระดับที่เกิน 50 μg/m3 เป็นระดับที่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษหรือผู้มีโรคประจำตัวควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 โดยสีเตือนนั้นจะใช้สีส้ม และถ้าค่า PM 2.5 เกิน 90 μg/m3 สีเตือนเป็นสีแดง จะเริ่มมีผลเสียทางสุขภาพต่อประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด

ผลของฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อสุขภาพอนามัย

PM 2.5 นั้น ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM 2.5 ทำให้เกิด ROS และ RNS ภายในเซลล์ ทำให้ความแข็งแรงของเซลล์ ลดลงเกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และ ยังส่งผลทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบหืด (asthma) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease) ปอดติดเชื้อ (pneumonia) โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น

ผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ (vascular endothelial dysfunction) ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย ส่วนผลของ ฝุ่นละอองกับการเกิดโรคมะเร็ง ฝุ่น PM 2.5 มีความเป็นพิษต่อยีน (genotoxic) โดยตรงทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย (DNA damage) โดยสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลางและ อื่น ๆ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละอองขนาดเล็ก

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทาง ด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่า มาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาว ควรรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการ ลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm สามารถลงไปจนถึงถุงลมปอดก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ควบคุมการใช้ยานพาหนะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ทางเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรมที่ปล่อยควันเสีย เป็นต้น สำหรับประชาชนทั่วไปการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมาก ๆ เช่น ช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคมเพื่อลดโอกาสสูดเอาฝุ่นละอองดังกล่าวเข้าปอด

แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647610

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 14:58 น.แพทย์ชวนลดเค็ม หันมาดูแลไตให้แข็งแรง“วันไตโลก” แพทย์ชวนลดหวาน มัน เค็ม พร้อมแนะเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับสุขภาพ ลดเสี่ยงโรค NCDs

ทุกวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคม องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม 2564 โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ชวนประชนชนลดการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน และสุขอนามัยที่ดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า วันไตโลกปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันโรคไต เนื่องในปัจจุบัน คนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งโรคไตเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากระบบการทำงานของไตผิดปกติ ทำให้ไตไม่สามารถขับของเสียหรือรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้

โรคไตมีสาเหตุหลายอย่าง ได้แก่ โรคซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นโรคถุงน้ำในไต (polycystic kidney disease) โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของไต  (glomerulonephritis) โรคที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะเช่นจากนิ่ว และที่สำคัญคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัดเป็นประจำ ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคความดันโลหิตสูง และเกิดโรคเบาหวานตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่พบบ่อยที่สุด

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดูแลและป้องกันการเกิดโรค ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำร้ายไต และหันมาดูแลสุขภาพตนเอง ดังนี้

  • งดรับประทานอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
  • ลดการทานอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋อง เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากมีสารพิษต่อไตโดยตรง
  • ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน
  • รับการตรวจสุขภาพประจำปี

ทางด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของไตต่อสุขภาพองค์รวม และมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไต และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม สำหรับ ปีนี้มีธีม “Living Well with Kidney Disease” สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติตต่อเรื้อรัง หรือที่เรียกว่าโรค เอ็น ซี ดี (Non-communicable diseases: NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารให้มองหาสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” บนฉลาก เครื่องหมายนี้จะบอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีปริมาณสารอาหาร เช่น น้ำตาล ไขมัน โซเดียมที่เหมาะสมต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เช่น น้ำปลาทั่วไป 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมประมาณ 450 มิลลิกรัม แต่น้ำปลามีสัญลักษณ์นี้บนฉลาก 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม เป็นต้น

ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพให้เลือกซื้อถึง 11 กลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารมื้อหลัก กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป กลุ่มนม เป็นต้น รวมแล้วกว่า 2,000 รายการ สามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ และร้านค้าทั่วไป รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้าย

5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647459

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 08:50 น.5 เทคนิคช่วยแก้ปัญหาลูกกินยากไขปัญหา “ลูกกินยาก”ทำอย่างไร กับ 5 เทคนิคช่วยให้มื้ออาหารของเจ้าตัวน้อยอร่อยจนต้องขอเติม!

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเคยประสบปัญหาหนักใจ เพราะทำอย่างไรลูกก็ไม่ยอมกินข้าว หรือเลือกรับประทานแต่อาหารแบบเดิมๆ ที่เจ้าตัวชอบ โดยเฉพาะในประเทศไทย 35.5% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 1-3 ปี และกว่า 40.6% ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 3-5 ปี กำลังเผชิญกับปัญหาลูกเป็นเด็กเลือกรับประทาน จึงอดรู้สึกกังวลไม่ได้ว่าลูกน้อยจะโตขึ้นเป็นเด็กกินยากและไม่แข็งแรงเนื่องจากไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน

วันนี้เรามี 5 เทคนิค ช่วยคุณพ่อคุณแม่รับมือกับมื้ออาหารอันแสนวุ่นวายของเจ้าตัวเล็ก แถมยังเปลี่ยนลูกน้อยช่างเลือกให้เป็นเด็กกินง่าย รับประทานอาหารได้หลากหลาย มีสุขภาพดี และที่สำคัญรสชาติอร่อยจนรู้สึกติดอกติดใจ

1. เพิ่มเวลาหิว

งดของกินเล่นเกินควรก่อนมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น ขนม นม หรือ น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกอิ่มท้องจนไม่อยากกินข้าว โดยมื้อหลักและมื้ออาหารว่างควรเว้นห่างกันประมาณ 2-3 ชั่วโมง ทริคง่าย ๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ คือควรกำหนดเวลากินให้เป็นกิจลักษณะ มีเวลาระหว่างมื้ออาหารมากพอ เพื่อช่วยสร้างวินัยและเลิกนิสัยกินจุกจิก กินไม่เป็นมื้อ เพื่อทำให้พอถึงเวลาอาหาร เจ้าตัวเล็กจะได้รับประทานได้อย่างเต็มที่และเอร็ดอร่อยกับฝีมือของคุณพ่อคุณแม่

2. สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน

หากเจ้าตัวแสบงอแงไม่ยอมกินอาหารที่ไม่ใช่ของโปรดหรือรสชาติไม่ถูกใจ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตำหนิลูกอย่างรุนแรงบนโต๊ะอาหาร หรือตักอาหารจ่อปากบังคับให้รับประทาน เพราะจะเป็นการสร้างความทรงจำที่ไม่ดีระหว่างมื้ออาหาร จนทำให้ห้องครัวหรือโต๊ะกินข้าวกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว อย่าลืมว่าความสุขในการรับประทานอาหารของเจ้าตัวเล็กเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน เพื่อให้ลูกคิดว่ามื้ออาหารเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัวที่ผ่อนคลายและมีความสุข เด็กจะได้อยากกินข้าว และเมื่ออารมณ์ดีแล้วทุกคนอาจจะรู้สึกว่าอาหารตรงหน้าอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว

3. ให้ลูกมีส่วนร่วมตั้งแต่การเตรียมอาหาร

หน้าที่ของเด็ก ๆ ไม่ใช่เพียงแต่การนั่งรอกินเสมอไป คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้ ด้วยการลองชักชวนเจ้าตัวเล็กมาช่วยกันเตรียมอาหารแทนที่จะให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมรอ โดยอาจเริ่มจากพาไปเดินเลือกวัตถุดิบและลองให้เขามีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยเรียนรู้จะอยากรู้อยากเห็นและอยากลองเลือกวัตถุดิบที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาด้วยตัวเอง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเปิดใจลองชิมอาหารที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมปรุงด้วย เด็กจะรู้สึกภูมิใจและอาจส่งเสริมให้กลายเป็นพ่อครัวแม่ครัวในอนาคตก็เป็นได้

4. จูงใจด้วยเมนูแปลกใหม่ ไม่จำเจ

ลองสำรวจภายในตู้เย็นที่บ้านหรือเมนูที่คิดไว้ในใจดูว่าคล้ายกันหรือซ้ำซากเกินไปรึเปล่า เพราะบางครั้งการไม่อยากอาหารหรือการเลือกกินของลูก อาจจะมาจากความเบื่อหน่ายกับเมนูและรสชาติเดิม ๆ ที่กินในทุกวัน คุณพ่อคุณแม่ลองรังสรรค์เมนูที่ผสมผสานระหว่างของโปรดและของที่เจ้าตัวน้อยไม่ชอบเข้าด้วยกัน ปรับเปลี่ยนให้มีสีสันน่ารับประทาน หรือหากพอมีทักษะด้านศิลปะเสียหน่อย คุณพ่อคุณแม่อาจลองตกแต่งจานเป็นรูปตัวการ์ตูนที่ชอบ หรือทำให้อาหารมีรูปร่างหน้าตาแปลกใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจของเด็ก ๆ แล้วคุณจะพบว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะไม่ใช่เด็กเลือกกินอย่างที่คิด แต่แค่ขี้เบื่อเท่านั้นเอง

5. ใช้ตัวช่วยแสนอร่อย

ถ้าเทคนิคที่บอกมาข้างต้นยังไม่เพียงพอให้ลูกน้อยที่เบนหน้าหนีหันกลับมามองจานข้าวและรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยแล้วละก็ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องลองใช้เครื่องปรุงพิเศษที่ช่วยเพิ่มรสอูมามิ หรือที่รู้จักกันว่า “รสชาติที่ 5” ให้กับเมนูอาหารในแต่ละมื้อ ซึ่งความเชื่อที่ว่าผงชูรสเป็นอันตรายต่อร่างกายนั้นอาจจะไม่จริงเสมอไป

จากข้อมูลของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้พิสูจน์แล้วว่า ผงชูรสมีความปลอดภัย และมีค่าโซเดียมน้อยกว่าเกลือแกงถึง 2 ใน 3 ดังนั้น การเติมผงชูรส หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่ากลูตาเมต ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและพบได้ในวัตถุดิบหลากหลายชนิดที่รับประทานกันอยู่ทุกวัน รวมถึงอาหารที่ผ่านการ บ่ม หรือหมัก เช่น ชีส ซอสถั่วเหลือง กะปิ น้ำปลา รวมถึงการ มะเขือเทศ และเห็ด อาจเป็นการช่วยลดปริมาณโซเดียมในร่างกายของเจ้าตัวเล็ก รวมถึงทำให้เมนูอาหารทั้งใหม่และเก่ามีความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แถมยังได้รับสารอาหารครบถ้วน และปัญหาที่ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกน้อยยอมกินข้าวอาจหมดไปโดยไม่รู้ตัว

รู้เทคนิคดีๆ อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงไม่รอช้ารีบนำไปลองปฏิบัติกันเลย แต่อย่าลืมว่าอาหารที่มีประโยชน์ควรควบคู่มากับความอร่อย ดังนั้น รสชาติอาหารที่ถูกปากจากเคล็ดลับและฝีมือของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกมีความทรงจำที่ดีกับอาหาร มีแรงกายแข็งแรงสมวัย และจะไม่เป็นเด็กกินยากอย่างแน่นอน

ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645588

วันที่ 08 มี.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ซีอิ๊วขาว-น้ำปลา-เกลือ ความเค็ม 3 อย่างต่างปริมาณโซเดียมไขข้อข้องใจคนชอบกินรสเค็มจนเต็มไต การปรุงอาหารด้วยซีอิ๊วขาว ดีกว่าน้ำปลาและเกลือจริงหรือไม่?

การดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคภัยเป็นลาภอันประเสริฐ สุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรตระหนัก ปัจจุบันหลายคนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหากรับประทานอาหารดี มีประโยชน์ ถูกสุขอนามัยย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารหนึ่งในนั้นคือ การรับประทานซีอิ๊วขาวดีกว่าน้ำปลา จริงหรือไม่

คำตอบคือ…ไม่จริง

เพราะซีอิ๊วขาวและน้ำปลาเป็นผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งอาหารให้เกิดรสเค็ม เนื่องจากมีการใช้เกลือซึ่งมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวันไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม (สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี)

  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 960 – 1,420 มิลลิกรัม
  • นํ้าปลา  1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม 1,160 – 1,420 มิลลิกรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ทั้งซีอิ๊วขาว และน้ำปลามีปริมาณเกลือโซเดียมใกล้เคียงกันความปลอดภัยไม่ต่างกัน

ดังนั้น สามารถเลือกรับประทานซีอิ๊วขาว และน้ำปลาได้ไม่ต่างกัน ที่สำคัญคือระวังการรับประทานซีอิ๊วขาว น้ำปลา และเกลือบริโภครวมกันไม่ให้ปริมาณโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน และแนะนำให้อ่านฉลากเพื่อพิจารณาปริมาณโซเดียมที่จะได้รับก่อนรับประทาน เพราะหากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไตได้ นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนซื้อทุกครั้ง โดยสังเกตเครื่องหมาย อย. บนฉลาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568  เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัดจึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) 

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10  โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน,  ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน  3,316 มก./วัน ตามลำดับ

วิธีการลดการบริโภคโซเดียมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

1. ชิมอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเพิ่ม เช่น น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือ ซอสต่าง ๆ

2. เลือกรับประทานอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด

3. ปรุงอาหารด้วยตนเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ้ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

4. ลดใช้เครื่องปรุงในอาหาร เช่น ผงปรุงรส น้ำปลา เกลือ ซีอิ้ว ซอสปรุงรส เต้าเจี้ยว

5. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

6. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

7. ใช้รสชาติอื่นทดแทน เช่น รสเปรี้ยว และรสเผ็ด

8. ใช้สมุนไพรเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นหอมของอาหาร

9. ระวังเกลือที่ซ่อนอยู่ในอาหาร อย่างเช่น ผงฟู ผงปรุงรส ผงชูรส

เคล็ดลับกู้หุ่นพังให้กลับมาปังแบบสาวสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/647232

วันที่ 07 มี.ค. 2564 เวลา 09:30 น.เคล็ดลับกู้หุ่นพังให้กลับมาปังแบบสาวสุขภาพดีมีนาเริ่มมีพุง!! หลังผ่านการฉลองแบบยุ่งๆ ช่วงตรุษจีนและวาเลนไทน์ในเดือนกุมภาพันธ์ คุณหมอแนะนำเคล็ดลับกู้หุ่นพังให้กลับมาปังแบบสุขภาพดีที่ใครๆ ก็ทำได้

หลังจากผ่านการฉลองตรุษจีน วาเลนไทน์ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจทำให้หลายๆ คน หุ่นเริ่มพัง พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Check-Up Center จึงได้มาแนะนำเคล็ดลับสุขภาพดี พร้อมเผยวิธีสังสรรค์อย่างไรหุ่นไม่พังมาฝากกัน

ถึงแม้ว่าช่วงนี้หลายๆ ท่านอาจจะไม่ได้ออกไปเที่ยว เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็อาจจะมีการพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารเลี้ยงฉลองกันอยู่ ซึ่งงานเลี้ยงนี้เองที่ทำให้หลายท่านเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารที่แสนอร่อยนานาชนิด ยิ่งช่วงวันหยุดยาวก็ยิ่งเพลิดเพลิน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกิดปัญหา น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง

การลดความอ้วนที่หลายๆ คนมักทำกันก็คือ การอดอาหาร ซึ่งอาจจะได้ผลในระยะแรกๆ แต่พอนานไปก็จะไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยมาก เพราะโดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์ถูกสร้างให้ขยันกักเก็บไขมันอยู่แล้ว เมื่อเราอดอาหาร ร่างกายเราจะเข้าใจว่าตอนนี้อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ก็จะส่งสัญญาณเตือนให้ร่างกายสะสมไขมันไว้ เมื่ออดอาหารนานๆ เข้า มวลกล้ามเนื้อก็จะถูกแทนที่ด้วยไขมัน ในระยะยาวนอกจากความอ้วนที่ไม่ต้องการแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคร้ายๆ ตามมาอีกเป็นหางว่าว อาทิ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ จะเห็นได้ว่าความอ้วนเป็นบ่อนทำลายสุขภาพร่างกายอย่างมากมาย โชคดีที่ความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันทำให้เราเข้าใจแล้วว่า การลดน้ำหนักที่ถูกต้องและได้ผลถาวรนั้นควรแก้ที่สาเหตุภายใน ซึ่งแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันออกไป 

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงสาเหตุของความอ้วนกันก่อน

ความอ้วนนั้นเกิดจากทั้งปัจจัยภายใน และพฤติกรรมภายนอก หรือปัจจัยภายนอก เช่น อ้วนจากพฤติกรรมรับประทานอาหารแบบตามใจตัวเอง และไม่ออกกำลังกายซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ แต่ในขณะที่ปัจจัยภายในที่ลึกลงไปนั้นเราไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น กรรมพันธุ์ อัตราการเผาผลาญในร่างกายไม่ปกติ ซึ่งถ้าเราสามารถทราบและแก้ไขได้ การลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันเราสามารถวัดอัตราการเผาผลาญและแก้ปัญหาเหล่านี้ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาจากภายในนั้น ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไปอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังรับประทานอะไรและในปริมาณเท่าใดด้วย ซึ่งการรับประทานเพื่อการลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรทำ ดังนี้

  •  เลือกงดอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาล
  • เน้นรับประทานอาหารจำพวกผัก ผลไม้ (รสไม่หวาน)
  • เพิ่มการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากขึ้น
  • ทานวิตามินเสริม เช่น ไฟเบอร์ มีผลทำให้รับประทานอาหารน้อยลง 

นอกจากนี้ ยังควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ร่างกายเผาผลาญดีขึ้น ถ้าทำตามได้ดังนี้หมอเชื่อว่า ย่อมเกิดผลที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกายของคุณอย่างแน่นอนค