สมุนไพรรักษาโรคไต สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646739

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 09:34 น.สมุนไพรรักษาโรคไต สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวังอายุรแพทย์โรคไตไขความลับ “สมุนไพรกับโรคไต” พร้อมเผยเรื่องราว “ถั่งเช่า” ดีจริงหรือแค่ราคาแพง

ในปัจจุบันได้มีการโฆษณาถึงสรรพคุณของยาสมุนไพรหลายชนิด ว่าสามารถรักษาโรคไตเรื้อรังให้ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งสมุนไพรดังกล่าวประชาชนสามารถซื้อหาได้โดยง่าย ทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและนำมาแปรรูปเป็นแคปซูล หรือในรูปแบบต่างๆ ทำให้คนไข้อาจจะมีความสงสัยอยู่ว่า เขาสามารถจะลองใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสมุนไพรต่างๆ เพื่อช่วยรักษาโรคไตของเขาได้หรือไม่ ? จะมีข้อเสียอะไรหรือเปล่า ?

น.อ.นพ.พงศธร คชเสนี อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายองค์กรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่า ในปัจจุบันยังไม่มีสมุนไพรตัวไหนที่มีข้อมูลหลักฐานทางงานวิจัยหรือการบันทึกมากเพียงพอที่แสดงถึงประโยชน์ในการรักษาโรคไตได้อย่างมั่นใจ การนำมาใช้จึงอาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยโรคไตได้ เนื่องจาก

1) ไตเป็นอวัยวะที่สามารถเกิดอันตรายจากการใช้ยาและสารต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งยาสมุนไพรส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยโรคไต

2) สมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก

3) สมุนไพรอาจมีสารปลอมปน เช่น ยาแก้ปวด สเตียรอยด์

4) สมุนไพรและพืชบางชนิดมีพิษต่อไตโดยตรง หรือทำให้เกิดผลเสียในผู้ป่วยโรคไตได้ เช่น ไคร้เครือ (Aristolochia) ทำให้เกิดไตวายเรื้อรังและมะเร็งทางเดินปัสสาวะ, มะเฟือง (Star fruit) ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน, ปอกะบิด (East Indian screw tree) ทำให้การทำงานของไตผิดปกติ, ชะเอมเทศ (Licorice) ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง, น้ำลูกยอ (Morinda citrifolia L) ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูง เป็นต้น

5) สมุนไพรยังอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) กับยาประจำที่แพทย์สั่งซึ่งอาจลดประสิทธิภาพหรือเกิดพิษของยาขึ้นได้

สำหรับสมุนไพรอีกชนิด คือถั่งเช่า ซึ่งมีแพร่หลายอย่างมากในประเทศไทย มีทั้งศิลปิน ดารา นักแสดง พิธีกร ต่างๆ เป็นผู้แนะนำสินค้าบนโลกออนไลน์โซเชียลมีเดียนั้น สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยขอยืนยันว่าจากองค์ความรู้ที่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ถั่งเช่ามีประโยชน์จริงในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีเพียงข้อมูลการศึกษาในสัตว์ทดลอง แต่ไม่มีหลักฐานการศึกษาที่ดีเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ถั่งเช่ามีประโยชน์กับไตในมนุษย์และการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้รายงานของอาการที่ไม่พึงประสงค์ของถั่งเช่าอีกด้วย ส่วนถั่งเช่าที่มีการศึกษาในมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่เป็น ถั่งเช่าจากทิเบต (Cordyceps sinensis) ที่เกิดในธรรมชาติซึ่งมีราคาสูงมาก การศึกษาส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 1-6 เดือนเท่านั้น จึงไม่สามารถทราบถึงผลดีและผลเสียในระยะยาวได้และยังพบว่าผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าทิเบตบางส่วนมีโลหะหนักในปริมาณสูง ซึ่งจะมีผลเสียต่อไตในระยะยาว

ในปัจจุบันถั่งเช่าที่ขายอยู่ส่วนใหญ่เป็นถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris) ที่ถูกเพาะเลี้ยงขึ้นในฟาร์ม โดยใช้อาหารเลี้ยงแบบต่าง ๆ ทำให้ถั่งเช่าแต่ละชนิดที่ถูกเพาะเลี้ยงในแต่ละวิธีผลิตสารออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันมาก และส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาทดลองในมนุษย์ การนำมาใช้จึงอาจทำให้เกิดโทษต่อผู้ป่วยโรคไตได้ง่าย และแพทย์โรคไตยังพบอุบัติการณ์การเสื่อมของไตภายหลังจากการรับประทานถั่งเช่าในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอยู่เสมอ

โดยสรุปการที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังลองทานยาสมุนไพรรักษาโรคไตนั้น น่าจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเราต้องอย่าลืมว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีค่าการทำงานของไตลดลงอยู่แล้ว ซึ่งการรักษาที่ดีที่สุดคือการดูแลปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เพื่อชะลอการเสื่อมของไตให้ช้าที่สุด รวมทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เกิดความเสี่ยงต่อไตทั้งหมด ติดตามรายละเอียดเรื่องของ “สมุนไพรกับโรคไต” อย่างเจาะลึก ได้ ในงานกิจกรรมวันไตโลก ในรูปแบบการจัดแบบออนไลน์ ผ่าน FACEBOOK LIVE ของ “สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย” จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 13.30 น. เรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะมาอธิบายให้รู้ข้อเท็จจริงได้อย่างแท้จริง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โรคหายากในเด็กที่ยังรอความหวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646733

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 07:35 น.โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โรคหายากในเด็กที่ยังรอความหวังเจาะลึกโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA หนึ่งในโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ ซึ่งมีอุบัติการณ์โดยประมาณพบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และความหวังของหัวอกผู้เป็นแม่

กระทรวงสาธารณสุขให้คำจำกัดความของ “โรคหายาก” ว่าเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยภายในประเทศไทยน้อยกว่า 10,000 ราย จึงมักถูกละเลยเนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนส่วนมาก แต่แท้จริงแล้ว มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหายากที่มีอยู่รวมกันกว่า 7,000 โรค อาจมีสูงถึง 300 ล้านคนทั่วโลก

ดังนั้น การสร้างความตระหนักและผลักดันการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากโรคหายากจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐสถานะของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคหายากยังคงเป็นสิ่งที่สังคมอาจมองข้าม เนื่องจากขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและต้องอาศัยเทคโนโลยี งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งความเชี่ยวชาญขั้นสูงด้านการคัดกรอง วินิจฉัย และรักษา

เนื่องในโอกาสวันโรคหายากสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี โรช ไทยแลนด์ ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย F)E)N)D) เพื่อสร้างองค์ความรู้และรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผลกระทบของโรคหายาก โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคหายากที่พบในทารกแรกเกิดและเด็ก

รู้จักโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA)

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ ความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง อุบัติการณ์โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA พบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40–1:60 คน  โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีโอกาสพบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคธาลัสซีเมีย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในทารกและเด็กเล็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “ในปัจจุบันยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA ในประเทศไทย ดังนั้น เราจึงไม่สามารถชี้แจงจำนวนผู้ป่วยที่แน่ชัดได้ อย่างไรก็ตาม ได้มีการค้นพบว่าอัตราพาหะของโรคในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 หากคำนวณจากประชากรในประเทศ จะพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA อยู่ประมาณ 10,000-20,000 ราย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA มีอาการแสดงได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการแขน ขาอ่อนแรง บางคนอาจมีอาการหายใจลำบาก การดำรงชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและอายุที่เริ่มแสดงอาการ ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการเคลื่อนไหว ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติปัจจุบันอาศัยการรักษาแบบประคับประคอง ด้วยการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น การทำกายภาพบำบัด ส่วนการรักษาเฉพาะโรคนั้น คือ การรักษาด้วยยีนบำบัดซึ่งจำเป็นต้องใช้ทีมแพทย์และทีมบำบัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ดังนั้น การร่วมมือกันระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รัฐบาล และองค์กรเอกชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและขยายตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วย”

ปัจจุบัน มีการคิดค้นนวัตกรรมการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไปซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ประสาทสั่งการได้อย่างมีนัยสำคัญจากการทดลองทางคลินิกกว่าสองครั้งในกลุ่มประชากรตัวอย่างที่มีอายุและระดับความรุนแรงของโรคต่างกัน

“นวัตกรรมยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์ โดยเฉพาะในแวดวงของโรคหายากอย่างโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA โดยยาตัวนี้สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของทารกได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถาวร ทำให้ผู้ป่วยสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องประคองและทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยทำได้ เช่น การแปรงฟันและการหวีผมด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งใหญ่ของการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA” พญ.ศันสนี เลิศฤทธิ์เรืองสิน หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด กล่าว

“เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมการรักษาและวินิจฉัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโรคหายาก ด้วยวัตถุประสงค์หลักที่จะคิดค้นการรักษาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับผู้ป่วยโรคหายากที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต หรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและใกล้เคียงกับเด็กปกติให้มากที่สุด”

การจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งผู้ป่วยประสบปัญหาเรื่องการปรับตัวและการเข้าสังคม ดังนั้น การรวมกลุ่มกันของผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งยังแบ่งปันความรู้ และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก มูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย F)E)N)D) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2558 นับได้ว่าเป็นมูลนิธิแห่งความหวังและกำลังใจเพื่อเด็กไทยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดประสงค์หลักในการมอบโอกาสให้เด็กโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้รับความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญ พร้อมได้รับการดูแลสภาพร่างกายและฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการศึกษาและกิจกรรมทางสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมสร้างกำลังใจ และเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตให้กับผู้ป่วย

ด.ช.ณัฐธีร์ เอี่ยมฤทธิไกร หรือน้องพีค อายุ 8 ปี พร้อมคุณแม่ น.ส. รัชดา ศรีพัฒนาวงศ์ ได้กล่าวในฐานะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และผู้ดูแลว่า “น้องพีคได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เมื่ออายุได้ 9 เดือน โรคนี้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมากเนื่องจากน้องไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มาก จึงทำให้คุณแม่ต้องคอยอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลน้องตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่อยู่ที่โรงเรียน ดังนั้น ความหวังสูงสุดของคุณแม่คงหนีไม่พ้นการที่จะให้อาการของน้องดีขึ้นและสามารถช่วยตัวเองได้มากขึ้น อยากให้ลูกใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณแม่รัชดา กล่าว ส่วนน้องพีคได้เล่าถึงความฝันสูงสุดและให้กำลังใจเพื่อนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงว่า “ความใฝ่ฝันสูงสุดของผมคือการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง เพื่อที่ผมจะสามารถเดินได้เหมือนเด็กคนอื่น แม้จะเป็นแค่เพียงวันเดียวก็ตาม ผมอยากจะส่งกำลังใจกับเด็กคนอื่น ๆ ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ให้สู้ต่อไป อย่าท้อเพราะเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และโรคหายากอื่น ๆ เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งยังต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และการได้รับกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์และเป็นปกติสุขมากที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ที่เฟซบุ๊กมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแห่งประเทศไทย https://www.facebook.com/fendfoundation/about/ หรือเว็บไซต์ https://www.roche.com/partnering/spinal-muscular-atrophy-sma-together.htm.

ริ้วรอยบอกโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646615

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 08:08 น.ริ้วรอยบอกโรคศาสตร์จีนโบราณสอนไว้ว่า ทุกริ้วทุกรอยบนใบหน้าล้วนมีที่มา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกาย ส่วนจะมาจากอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

สาวๆ ส่วนใหญ่ คงจะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เส้นสาย ริ้วรอยของวัย ย่างกรายเข้ามาสู่ใบหน้าสวยๆ … ก็แหม ใครจะอยากมีริ้วรอยมาคอยเตือนถึงอายุที่เพิ่มขึ้นในทุกวันๆ ล่ะ และแม้ว่าการดูแลริ้วรอยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของสาวๆ แต่การดูแลก็ควรที่จะให้ความสำคัญ และดูแลจากภายใน เพราะไม่ว่าจะสครัปแค่ไหน พอกครีมเท่าไหร่ แต่ถ้าสุขภาพจากภายในของเรานั้นไม่สมบูรณ์ ริ้วรอยร้ายๆ ก็ย่อมปรากฏตัวออกมาแสดงตัวอย่างแน่นอน ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก แนะนำเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง ศาสตร์โบราณจากจีน ได้สอนไว้ว่า ทุกริ้ว ทุกรอยบนใบหน้าล้วนมีที่มา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะ และระบบต่างๆ ของร่างกายเราอีกด้วย ส่วนจะมาจากอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อมๆ กันเลย

ริ้วรอยระหว่างคิ้วและดวงตา

ริ้วรอยระหว่างคิ้วและดวงตาสามารถสะท้อนถึง “ตับ” คนที่ทานชอบเมาชนิดเกาะขวดเหล้าไม่ยอมปล่อย ดื่มแอลกอฮอลล์เยอะ หรือรับประทานอาหารที่มีสารพิษตกค้างมาก จะเกิดเส้น 2 เส้นระหว่างคิ้ว นั่นแสดงว่าตับเริ่มมีปัญหาแล้ว ยิ่งนักเที่ยวคอเหล้าแฮงเอาท์ทุกวันมักจะมีเส้นลึกเส้นเดียวตรงกลางหว่างคิ้ว แสดงถึงสัญญาณอันตราย ว่าอาการของตับแข็งใกล้จะถามหา

ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก

ริ้วรอยบริเวณหน้าผากสามารถสื่อได้ถึง “ไต” ลองทำหน้าเฉยๆ รอยจะเป็นเส้นขวางบริเวณหน้าฝาก ถ้ามีรอยย่นครบ 3 เส้นนี่แย่แน่ๆ เพราะแสดงว่าไตเริ่มอ่อนแอ ถ้าจะถามหาสาเหตุว่าทำไมไตถึงอ่อนแอ ก็ต้องลองถามตัวเองดูแล้วละว่าทานของหวานมากไป หรือชอบทานอาหารรสจัดเกินไปไหม พฤติกรรมเหล่านี้ล่ะที่จะทำให้ไตอ่อนแอ

ริ้วรอยบริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูก

บริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูกเป็นบริเวณของมดลูก ถ้าเหนือริมฝีปากมีสีคล้ำ แสดงว่ามดลูกเริ่มจะอ่อนแอ และถ้ามีไฝหรือกระในบริเวณนี้แสดงว่าอาจเคยมีอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ เนื้อเยื่อหุ้มมดลูกอักเสบก็เป็นได้ ในขณะเดียวกัน หากมีเส้น 2 เส้นเหนือริมฝีปากชัดเจนแสดงว่ามดลูกแข็งแรง แต่ถ้าคนไหนมีฮอร์โมนผิดปกติเส้นจะค่อยๆ จางลง ลองสังเกตดู ผู้เฒ่า ผู้แก่ที่บ้านนะคะ ว่าเส้นสองเส้นนี้จะจางลงไปมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ก็มักจะลดลง

ริ้วรอยบริเวณคอ

ดูง่ายมากๆ ถ้ามีเส้นขวางที่คอ 3 เส้น แสดงว่าฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล สำหรับผู้สูงวัยอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ฮอร์โมนจะลดไปตามวัยที่สูงขึ้น แต่สำหรับคุณผู้หญิงอายุช่วง 20 – 30 ปีนั้น อาจแสดงว่าระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาจทำให้ตั้งครรภ์ยาก ต้องปรับสมดุลฮอร์โมนให้ดี

เป็นอย่างไรกันบ้าง ริ้วรอยบ่งบอกอะไรได้มากมาย เหมือนกระจกที่สะท้อนการดูแลสุขภาพจากภายในเลยทีเดียว ส่วนไหนไม่ปกติ ส่วนไหนบกพร่อง ก็สะท้อนออกมาให้เห็นได้ง่ายๆ

ลองเริ่มสังเกตจากตัวเองและคนรอบๆ ข้างดูซักนิด อาจลองพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่าง เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิต หรืออาการป่วยที่เริ่มส่งสัญญาณให้เรารับรู้ แล้วมาปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่า แม้ว่าหลายๆ ครั้ง ความไม่สมบูรณ์ที่เกิดจากภายใน อาจจะยังไม่แสดงออกมาเป็นอาการป่วยไข้ หากแต่เราได้เริ่มใส่ใจ ดูแลตามความเหมาะสมแล้ว เชื่อว่าทุกคน ย่อมจะห่างไกลจากโรค และมีสุขภาพที่ดีได้ ในทุกๆ วัน

แก่กว่าวัย! ลดความเสี่ยงได้แค่นอนให้พอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646550

วันที่ 28 ก.พ. 2564 เวลา 07:12 น.แก่กว่าวัย! ลดความเสี่ยงได้แค่นอนให้พอแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันแนะเคล็ดลับง่ายๆ ให้ห่างไกลความแก่และอาการเจ็บป่วย ด้วยการลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

นายแพทย์อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้ชำนาญการเวชศาสตร์ป้องกัน หัวหน้าศูนย์เวชธานี Q Life โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า การนอนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย มีข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าคนที่นอนน้อยไม่ถึงวันละ 7 ชั่วโมง เป็นระยะเวลานาน จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า Sleep debt หรือติดหนี้การพักผ่อน

“การอดนอนเป็นประจำจนกลายเป็นภาวะอดนอน (Sleep deprivation) จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียด เมื่อมีความเครียดสะสมมาก ๆ จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน Cortisol มากขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกายที่ปกติจะหลั่งมากในตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และค่อย ๆ ลดลงจนเหลือเพียงร้อยละ 10 ในช่วงเย็น แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้มากเกินไป จะกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น รวมถึงยังออกฤทธิ์สลายและทำลายล้าง หรือเกิดสภาวะที่เรียกว่า Allostatic load ที่ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว” นายแพทย์อรรถสิทธิ์กล่าว

นอกจากนี้ ฮอร์โมน Cortisol ยังไปยับยั้งการทำงานของ Telomere และทำให้หดสั้นลง ซึ่ง Telomere เป็นส่วนปลายของโครโมโซม ทำหน้าที่ปกป้องโครโมโซมไม่ให้ถูกทำลายหรือหดสั้นลงก่อนภาวะที่ควรจะเป็น นั่นหมายถึงความเสื่อมที่เรียกว่า Aging process เป็นสัญญาณของความแก่และการเจ็บป่วย

สำหรับภาวะอดนอนนั้น ยังทำให้ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอในร่างกาย แต่กลับไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติชนิด Sympathetic ที่ทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ (Inflammation) ซึ่งสารเหล่านี้ถูกผลิตโดยเม็ดเลือดขาว นั่นหมายความว่าเม็ดเลือดขาวต้องทำงานหนักขึ้น แบ่งตัวมากขึ้น ซึ่งยิ่งส่งผลกระทบต่อ Telomere

นายแพทย์อรรถสิทธิ์ แนะนำว่า นอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมงแล้ว ยังควรรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการปรุงแต่ง หลีกเลี่ยงไขมันเลว ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ และหลีกเครียดความเครียด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายและระบบภายในแข็งแรง ไม่เสื่อมก่อนวัยอันเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและแก่เร็ว

เตรียมพร้อมก่อนออกกำลังกาย ลดเสี่ยงหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646094

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 08:50 น.เตรียมพร้อมก่อนออกกำลังกาย ลดเสี่ยงหัวใจหยุดเต้นกะทันหันรู้ตัวเมื่อสาย! แม้ร่างกายแข็งแรง แต่อาจเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันขณะออกกำลังกาย จากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันที่ซ่อนอยู่ไม่รู้ตัว

บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวการเสียชีวิตของนักวิ่งหรือนักกีฬาอื่น ๆ ที่เกิดจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหันและหัวใจวาย ซึ่งร้อยละ 50 ของคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบซ่อนอยู่

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า นักกีฬาอายุมากกว่า 35 ปี ที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย ร้อยละ 80 เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Coronary Artery Disease : CAD) ซึ่งโรคดังกล่าวมาจากการที่ร่างกายมีแคลเซียมหรือไขมันมากจนพอกเป็นตะกรันเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตัน หรือตะกรันแตกตัวจนมีลิ่มเลือดเข้าไปอุดในหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจติดขัด หรือรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายหากหัวใจสูบฉีดเลือดไม่ได้

“อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันอาจแสดงมากขึ้นในขณะที่หัวใจต้องทำงานหนัก อย่างเช่นระหว่างออกกำลังกาย หรือแม้แต่การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันได มีเพศสัมพันธ์ ออกแรงยกของ ตกใจ หรือแม้แต่หลังการออกกำลังกายก็สามารถเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด” แพทย์หญิงทรายด้ากล่าว

สำหรับการตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจก่อนออกกำลังกาย มีวิธีตรวจดังนี้ คือ

1. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise stress test : EST) หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าการวิ่งสายพาน แต่จะไม่สามารถแสดงผลได้หากมีอาการตีบเพียงเล็กน้อยและหัวใจยังสูบฉีดเลือดได้ดี

2. ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (coronary CCTA) อาจพิจารณาทำในบุคคลที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจสูงมาก เช่น คำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือดในระยะเวลา 10 ปีของท่านแล้วมากกว่า 10% หรือมีประวัติในครอบครัว หรือมีภาวะไขมันโลหิตสูงจากพันธุกรรม และต้องการออกกำลังกายแบบเข้มข้น

แต่ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบแพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจเพิ่ม ดังนี้

1. การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจหาหินปูนที่บริเวณหลอดเลือดแดง หากพบค่าที่สูงกว่า 400 มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระยะเวลา 2 – 5 ปีข้างหน้า

2. การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization Angiography : CAG) คือการสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบไปที่หลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีในหลอดเลือดหัวใจและเอกซเรย์ดูตำแหน่งที่ตีบ โดยแพทย์สามารถรักษาด้วยการบอลลูนขยายหลอดเหลือดหัวใจและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) ได้ทันทีเมื่อพบตำแหน่งที่ตีบ

การตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มนักกีฬาจึงถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาจทำให้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ซ่อนตัวอยู่แสดงอาการและอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะคนที่เล่นกีฬาหนัก ๆ อย่างการวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจความพร้อมของหัวใจและร่างกาย หากพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะรักษาตามความรุนแรงของโรค ตั้งแต่การรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกร็ดเลือด รวมถึงการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน รวมถึงให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็สามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันได้

ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันหรือหัวใจวาย ควรรีบช่วยเหลือด้วยการ CPR (Cardiopulmonary resuscitation) หรือการปั๊มหัวใจที่ถูกวิธีภายในเวลา 4 นาที เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย

ภาพ freepik.com

6 สัญญาณความร่วงโรยของผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/646044

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 15:40 น.6 สัญญาณความร่วงโรยของผิวอัพเดทเทรนด์ “Confidence to be…” ความงามที่ยังคงความเป็นตัวเอง พร้อมสำรวจ 6 สัญญาณความร่วงโรยของผิว เพื่อพร้อมรับมือกับทุกปัญหา โดยแพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา

“คำว่าแก่… พูดเบาๆ ก็เจ็บ” งานนี้ แพทย์หญิงอัจจิมา สุวรรณจินดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดผิวหนัง มะเร็งผิวหนัง และเลเซอร์ผิวหนังเพื่อเติมความมั่นใจ พร้อมเผยวิธีการทำให้เหล่าหนุ่มสาวได้ตกหลุมรัก(ษ์) ผิวหน้าและตัวเองซ้ำๆ แบบไม่ต้องใช้กระจกวิเศษที่ไหนมาช่วยยืนยัน

สำหรับปี 2021 หลายคนคงเริ่มได้ยินกันบ้างเกี่ยวกับเทรนด์ “Confidence to be…” ความงามที่ยังคงความเป็นตัวเอง ซึ่งก่อนจะไปลงลึกเรื่องนี้ เรามาพูดถึงปัญหาที่คนส่วนใหญ่หนักใจกันก่อน นั่นคือปัญหาผิวร่วงโรย ผิวแก่ตามวัย (ที่บางทีก็มาก่อนวัยอันควร) ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น มลพิษ ความเครียด พฤติกรรมการกิน-ดื่ม-สูบ รวมไปถึงปัจจัยภายในอย่าง โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หรือ ‘ฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาว’ ที่ค่อยๆ ลดลง เมื่อชีวิตก้าวเข้าสู่วัย 25 อัพ ที่ล้วนแต่ส่งผลให้เกิด 6 สัญญาณความร่วงโรยของผิวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ลองมองตัวเองในกระจกแล้วเช็กดูซิว่าเราเข้าใกล้ “ความแก่” กันแล้วหรือยัง

  1. ริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาหรือรอยตีนกา เกิดจากการแสดงออกทางทางสีหน้า หรือการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาซ้ำๆ
  2. ร่องลึกใต้ตาลึกและคล้ำเกิดได้จากโครงสร้างหน้าลักษณะพันธุกรรมที่มีมาแต่กำเนิดไปจนถึงความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
  3. ผิวหน้าหย่อนคล้อยผลพวงจากการที่มวลกระดูกที่ลดน้อยลงทำให้จากเดิมที่โครงสร้างและกรอบของใบหน้าที่เคยดูเป็นทรวดทรงเริ่มมองเห็นได้ไม่ชัดและเกิดเป็นปัญหาร่องแก้มตามมา
  4. ผิวหน้าแห้งกร้านไม่สดใสจากแสงแดดที่ทำร้ายมลภาวะต่างๆและการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายรวมถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน
  5. มุมปากตกหน้าบึ้งอีกผลพวงเมื่อมวลกระดูกลดลงตามอายุที่มากขึ้นส่งผลให้โครงหน้าเริ่มเปลี่ยน
  6. ริมฝีปากไม่อวบอิ่มและเล็กลง

ใครไม่แคร์ “Self-Care” ดูแลและรัก(ษ์)ตัวเอง จากภายในสู่ภายนอก

แพทย์หญิงอัจจิมา ผู้ซึ่งเชื่อในพลังของการรักตัวเอง และกฎแห่งความสมดุลของร่างกายและจิตใจ ได้พูดถึงแนวทางการดูแลความงามไว้ว่า ถ้าสุขภาพภายในดีก็จะช่วยให้ภายนอกดูดีขึ้นได้ ดังนั้น ใครที่กำลังมีปัญหา อยากให้ลองกลับมาดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน ตามคอนเซ็ปต์ Eat Well-Exercise Well-Live Well ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำจิตใจให้ผ่องใส แต่ปัจจัยภายในอย่างโกรทฮอร์โมนที่ลดลงเรื่อยๆ ตามวัย รวมถึงอีกหลายปัจจัยแวดล้อมที่ยากเกินควบคุม ก็มีผลให้เกิดความเสื่อมสภาพของผิวหน้า จึงเป็นที่มาของอีกวิธีดูตัวเองสำหรับหนุ่มสาวยุคนี้ ก็คือ Beauty Well ที่นอกจากการดูแลผิวด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอแล้วสำหรับบางปัญหาผิวก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลและแก้ไขจากโครงสร้างผิวอย่างล้ำลึก 

ทั้งนี้ แพทย์หญิงอัจจิมา ได้กล่าวทิ้งท้ายสำหรับใครที่กำลังตัดสินใจจะเดินเข้าคลินิกความงามว่า สำหรับเรื่องความสวยความงาม ไม่มีอะไรที่เป็น One Size Fits All ทุกคนมีปัญหาผิวที่แตกต่างวิธีแก้ไขจึงแตกต่างกันเราต้องรู้ใจและรู้ตัวเองก่อนว่ามีความกังวลในส่วนใดเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดการวิเคราะห์ปัญหาผิวอย่างถูกต้องคือที่มาของความสำเร็จในการรักษาซึ่งในแต่ละกรณีก็จำเป็นต้องใช้วิธีที่หลากหลายและแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ ผู้รับบริการก็ควรตรวจสอบข้อมูลของทั้งผลิตภัณฑ์และคลินิกความงามให้ถ่องแท้เสียก่อน ยิ่งสมัยนี้ที่มีการโฆษณาและทำการตลาดเกินจริงกันอย่างครึกโครม ยิ่งต้องระวัง การรับคำปรึกษา จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างได้ผล รวมถึงไม่เสี่ยงอันตรายจาก การให้บริการและเครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย

โควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645996

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 08:51 น.โควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหารโรคโควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด ไม่ใช่โรคติดต่อทางการกินอาหารเหมือนโรคไวรัสตับอักเสบ A โรคท้องร่วงจากโนโรและโรตาไวรัส

เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ระบุข้อความข้อความโรคโควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration – FDA) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่า โรคโควิด-19 ไม่ติดต่อทางการกินอาหาร และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารทุกชนิด โรคโควิด-19 ไม่ใช่โรคติดต่อทางการกินอาหารเหมือนโรคไวรัสตับอักเสบ A โรคท้องร่วงจากโนโรและโรตาไวรัส

ปัจจุบันมีคนป่วยจากโรคโควิด-19 ทั่วโลกมากกว่า 110 ล้านคน ยังไม่มีรายงานว่าโรคโควิด-19 ติดต่อกันทางการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 และทางการสัมผัสกับบรรจุภัณฑ์อาหารถึงแม้จะมีรายงานตรวจพบรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิดบนอาหารทะเลเนื้อสัตว์แช่แข็งและบรรจุภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่เป็นซากเชื้อถึงจะมีเชื้อเป็นบ้างแต่จำนวนก็น้อยมากไม่เพียงพอก่อโรคในคน

  • คนซื้ออาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องเช็ดถูทำความสะอาดอาหารและบรรจุภัณฑ์ หรือสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคบนอาหารและบรรจุภัณฑ์
  • ล้างอาหารทะเลเนื้อสัตว์ผักผลไม้ด้วยน้ำ ก่อนนำมาทำเป็นอาหาร
  • ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลก็เพียงพอแล้ว

โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อหลักๆ ทางการหายใจ โดยหายใจเอาหยดละออง (droplet) เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในระยะ 1-2 เมตร และหายใจละอองฝอย (aerosol) ลอยออกมาจากผู้ติดเชื้อ แพร่กระจายผ่านอากาศ (airborne) ไกลกว่า 2 เมตร 

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์วิธีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนี้:

วิธีที่ 1 เป็นวิธีที่แพร่กระจายบ่อยที่สุด โดยผ่านทางหยดละออง (droplets) เวลาผู้ติดเชื้อพูด ไอ จาม เชื้อไวรัสอยู่ในหยดละออง ลอยออกมาในอากาศช่วงเวลาสั้นๆ ลอยเข้าทางจมูก เยื่อบุตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในระยะ 1-2 เมตร ก่อนตกลงบนพื้น

วิธีที่ 2 แพร่กระจายผ่านอากาศ (airborne) พบได้ทั้งในโรงพยาบาลเวลาดูดเสมหะ พ่นยา ใส่ท่อหายใจ และนอกโรงพยาบาล พบได้น้อยกว่าวิธีแรก ในบางสถานการณ์เชื้อไวรัสอยู่ในละอองฝอย (aerosol) แพร่กระจายผ่านอากาศ ไกลกว่า 2 เมตร แขวนลอยในอากาศเป็นชั่วโมง เวลาผู้ติดเชื้อไอ จาม ร้องเพลง ตะโกน ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ คนรวมตัวกันมากๆ คนติดเชื้ออาจออกจากสถานที่นั้นไปแล้ว แต่เชื้อไวรัสยังแขวนลอยอยู่ คนที่อยู่ห่างออกไปเกิน 2 เมตร หายใจเชื้อไวรัสเข้าทางเดินหายใจ วิธีนี้เกิดขึ้นในสนามมวยลุมพินีเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คนที่มาชมมวยวันนั้น ติดเชื้อพร้อมกันมากกว่า 50 คน

วิธีที่ 3 ผ่านทางพื้นผิว โดยผู้ติดเชื้อเอามือที่ปิดปากเวลาไอ จาม หลังสั่งน้ำมูก แล้วเอามือนั้นไปสัมผัสกับพื้นผิว เช่นลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ ราวบันได และผู้ติดเชื้อไอ จาม หยดละอองมีน้ำหนักตกลงบนพื้นผิวเช่นโต๊ะ เก้าอี้ หลังจากนั้นคนทั่วไปเอามือสัมผัสพื้นผิว แล้วเอามือที่เปื้อนเชื้อไวรัสมาขยี้ตา แคะจมูก เชื้อไวรัสเข้าเยื่อบุตา จมูก วิธีที่ไวรัสกระจายผ่านทางพื้นผิว ติดต่อทางอ้อมในชีวิตจริงพบน้อยกว่า 2 วิธีแรกมากๆ เพราะเชื้อไวรัสตายเองเร็วมากหลังออกจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ

‘สิ่งที่คิด’ กับ ‘สิ่งที่เป็น’ เมื่อลดน้ำหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645864

วันที่ 21 ก.พ. 2564 เวลา 07:03 น.'สิ่งที่คิด' กับ 'สิ่งที่เป็น' เมื่อลดน้ำหนักคุมอาหาร-ออกกำลังกาย แต่ทำไมน้ำหนักไม่ลง

สงสัยกันไหมว่าทั้งๆ ที่ตั้งใจคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ทำไมน้ำหนักกลับไม่ลงซักที  เมื่อการลดน้ำหนักที่ถูกวิธี คือการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย แต่ความจริงตัวเลขของน้ำหนักตัวบนตราชั่งเป็นสิ่งที่วัดอะไรไม่ได้มากนัก เพราะโดยปรกติน้ำหนักตัวเราจะเพิ่มและลดได้แบบวันต่อวัน ต้นเหตุมาจากหลายๆปัจจัย ทั้งการสะสมน้ำ นอนดึก จัดหนัก สูญเสียน้ำระหว่างวัน เป็นประจำเดือน รับประทานยา เครียด กินเยอะไป กินเค็มจัด ฯลฯ ซึ่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม 

นั่นเป็นเครื่องพิสูทจ์ว่าตัวเลขจริงๆ ไม่ได้ชี้หรือตัดสินว่าเราอ้วนขึ้นหรือผอมลงได้มากมายนัก แต่ตัวที่จะบ่งบอกถึงพัฒนาการของการลดน้ำหนักของเราคือ รูปร่างและสัดส่วน กูรูหลายๆ ท่านจึงแนะนำให้เราวัดสัดส่วนของตัวเราเองบันทึกเก็บไว้เป็นระยะ โดยวัดจากตำแหน่งของ รอบอก รอบเอว สะโพก ต้นแขน และตันขาทั้งสองข้าง หรือง่ายๆ แค่เราส่องกระจกแล้วรู้สึกรูปร่างกระชับขึ้น กางเกงตัวเก่งที่ฟิตเริ่มหลวม เริ่มนำเสื้อผ้าสมัยหุ่นดีมาใส่ได้ ก็ถือว่าเรามีพัฒนาการที่ดีแล้ว

สิ่งที่คิด กับ สิ่งที่เป็น

คนส่วนมากที่ลดน้ำหนักมักคาดหวังว่า น้ำหนักเมื่อทานคลีนและออกกำลังกายแล้วจะต้องลดลงอย่างต่อเนื่อง ช่วงแรกๆของการลดน้ำหนัก เป็นธรรมดาที่น้ำหนักจะลงได้เร็ว เนื่องด้วยร่างกายยังไม่ชิน ปรับตัวไม่ทัน หรือมีปริมาณไขมันสะสมอยู่มาก เมื่อผ่านไปซักระยะร่างกายจะปรับตัวและความเร็วในการลดจะเริ่มชะลอลง การลดลงของน้ำหนักตัวนั้นจะเริ่มช้าลงในทุกๆกิโลกรัมที่เราลดออกไป ยิ่งผอมลงยิ่งลดยากขึ้น ระยะเวลายิ่งนานขึ้น ถ้าจะอธิบายเป็นกราฟ รูปแบบของกราฟที่ได้จะเป็นแบบขั้นบันได คือมีช่วงที่หยุดนิ่งเป็นระยะ ช่วงที่หยุดนิ่งนานๆหลายคนก็ตีโพยตีพายว่าทำไมไม่ลง ทำไมไม่ลด ทั้งเหนื่อย แถมไม่ได้กินในสิ่งที่อยากกิน พาลให้เครียดไปกันใหญ่ 

ซึ่งความจริงเมื่อน้ำหนักนิ่งอยู่กับที่ติดต่อกัน 3-4 สัปดาห์ต่อเนื่อง อาจเป็นตัวชี้วัดว่าร่างกายเริ่มเคยชินกับโปรแกรมการออกกำลังกายและอาหารแล้ว ให้ลองเปลี่ยนโปรแกรมแบบเดิมๆเสียใหม่ เช่น สลับเปลี่ยนหมุนเวียนอาหาร สลับวันและโปรแกรมการออกกำลังกาย เพิ่มความหนักของการออกกำลังกาย หรือหากทำทุกอย่างและมั่นใจว่าไม่ได้พลาดตรงไหน ให้ลองหยุดพักผ่อนซักสัปดาห์แล้วค่อยกลับมาลดใหม่เพื่อคลายความดึงเครียดจากการลดน้ำหนักที่ติดต่อกันนานเกินไป

“กล้ามเนื้อ” หนักกว่า “ไขมัน”

การลดน้ำหนักที่ถูกวิธีคือการลดที่มวลไขมันและรักษากล้ามเนื้อให้แข็งแรง แล้วสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร

ไขมันในร่างกายเรานั้นมีลักษณะโครงสร้างคล้ายๆฟองน้ำคือมีขนาดใหญ่และน้ำหนักเบา และ กล้ามเนื้อจะมีโครงสร้างเป็นเส้นใยพันไปมาเหมือนเกลียวเชือกมีความหนาแน่นมากกว่า 

จะเห็นว่าเมื่อนำสองสิ่งนี้มาเทียบกันในน้ำหนักที่เท่ากัน กล้ามเนื้อที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะมีขนาดเล็กกว่าไขมันอยู่ประมาณ 1-1.5 เท่าตัว เมื่อเราลดน้ำหนักโดยสลายไขมันไปเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่คงเหลือไว้คือกล้ามเนื้อจึงทำให้ปริมาณของน้ำหนักตัวคงที่หรือลดลงน้อยมากในขณะที่รูปร่างมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด “แล้วจะทราบอย่างไรว่าเป็นไขมันหรือกล้ามเนื้อ?”

การชี้วัดปริมาณไขมันในร่างกายมีหลากหลายวิธี 

  • คาดคะเนด้วยสายตาถือว่าง่ายสุด
  • เครื่องชั่งแบบ Inbody ใช้วัดประมวนผลปริมาณไขมันและกล้ามเนื้อรวมถึงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสภาพร่างกายรวม ซึ่งง่ายและสะดวก เห็นเป็นตัวเลขชัดเจน แต่เครื่องชั่งลักษณะนี้จะมีตัวแปลหลายอย่างที่ทำให้ผลที่ได้รับคลาดเคลื่อนได้
  • วัดสัดส่วนแล้วคำนวณด้วยสูตรคำนวนหาปริมาณมวลไขมัน Body Fat Percentage Calculator ซึ่งเครื่องคำนวนเหล่านี้จะให้กรอกค่าสัดส่วนลงไป และคำนวนจากน้ำหนักส่วนสูง อายุ หักลบปริมาณกล้ามเนื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณไขมันรวมในร่างกาย
  • Body Fat Caliper เป็นเครื่องมือวัดปริมาณไขมันที่นิยมใช้กันในหมู่นักเพาะกาย ใช้วัดตามจุดต่างๆ แล้วหาค่าเฉลี่ยปริมาณไขมันเป็นเปอร์เซนโดยเทียบจากตารางที่แยกตามอายุ

พัฒนาการที่มองไม่เห็น

การลดน้ำหนักด้วยการทานอาหารที่ถูกโภชนาการและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดการพัฒนาภายในร่างกาย ทั้งระบบเลือด ระบบทางเดินหายใจ การเต้นของหัวใจ และโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีการสะสมพลังงานแหล่งที่มาจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (ไกลโคเจน) มากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในการดำรงค์ชีวิตและการทำกิจกรรมต่างๆ โดยจะมากหรือน้อยขึ้นนั้นอยู่กับปริมาณกล้ามเนื้อและลักษณะการออกกำลังกาย ซึ่งเฉลี่ยแล้วร่างกายของคนที่ออกกำลังกายจะเก็บไกลโคเจนไว้ในกล้ามเนื้อประมาณ 300-400 กรัม เมื่อรวมกับปริมาณน้ำอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัวหรือ ตัวเลขน้ำหนักจะดูมากกว่าความเป็นจริงประมาณ 1-2 กิโลกรัม เพราะน้ำและไกลโคเจนอาจทำให้กล้ามเนื้อดูฟูและโตขึ้นเล็กน้อยได้

ในขณะที่ไขมันหนาๆ จะบางลง แต่ไม่ใช่บอกแบบนี้ไปจะทำให้กลัวไม่กล้าออกกำลังกายกัน ข้อดีของการที่ร่างกายมีกล้ามเนื้อที่มากขึ้นคือจะทำให้เราเก็บสะสมพลังงานสำรองที่มาจากคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้น จึงทำให้ถึงแม้ว่าจะกินแล้วไม่ได้ออกกำลังกายเราจะยังควบคุมน้ำหนักได้ดี อ้วนยากขึ้น และการสะสมไกลโคเจนนี้จะไม่ทำให้เราดูอ้วนเหมือนการสะสมไขมัน จึงทำให้ดูรูปร่างดีขึ้น เฟิร์มขึ้นถึงแม้ตัวเลขน้ำหนักตัวไม่ลงมากอย่างที่ตั้งเป้าไว้ก็ตาม

ด้วยปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้จึงแนะนำให้คนที่ลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย อย่างกังวลถึงผลที่ตัวเลขบนตราชั่งมากจนเกินไป แต่ให้ดูในเรื่องของสัดส่วนสภาพร่างกายมากกว่า และขอให้ทำต่อเนื่องอย่างเต็มที่ อย่าเพิ่งท้อและหยุดกลางครันไปเสียก่อน ถ้าไม่ล้มเลิกไปก็จะทำให้ผ่านช่วงน้ำหนักนิ่งไปได้ หรืออย่างน้อยคิดเสียว่า การออกกำลังกายนั้นร่างกายสดใสสดชื่น และสุขภาพแข็งแรง น้ำหนักไม่ขึ้นถือว่าเสมอตัว ถ้าหากน้ำหนักลดถือว่าได้กำไร

โรคโควิด ผิวหนัง และหัตถการความงาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645677

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 10:25 น.โรคโควิด  ผิวหนัง และหัตถการความงามแพทย์ผิวหนังเผยความปลอดภัยเมื่อเข้าใช้บริการศูนย์หัตการความงาม เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 และอาการโรคผื่นผิวหนังจากโควิด-19 พร้อมแนะนำการใช้หน้ากากอนามัยไม่ให้เกิดผื่นคัน

อาการแสดงทางผิวหนังของโรคโควิด-19 ต่อหัตถการความงาม

รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนวทางในการจัดระเบียบการให้บริการในคลินิกความงามเพื่อให้มีความปลอดภัยหรือ To Be Safety ทั้งกับคนไข้และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างการทำหัตถการความงามโดยแพทย์ผิวหนัง ซึ่งในกลุ่มการรักษาที่ใช้การจี้ พ่น ฉีด ทั้งหลาย ซึ่งอาจทำให้เกิดควันหรือละอองฝอย เช่น การจี้ไฟฟ้า การทำเลเซอร์บางอย่างที่ทำให้มีควัน การรักษาหูดด้วยความเย็น (มีละอองฝอย) การฉีดฟิลเลอร์ ต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยง โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ในการแพร่ระบาดโควิด-19 เราเสนอให้มีการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยโดยการให้ผู้ป่วยกรอกแบบสอบถามตามความจริงก่อนเข้ารับการรักษา การปรับการแต่งกายของแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ให้เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อ เช่น เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่หน้ากากอนามัย และ face shield ตลอดจนปรับพื้นที่ของคลินิก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเว้นระยะห่างระหว่างกันได้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคได้

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับอาการและผื่นผิวหนังที่พบในช่วงโควิด-19 โดย พญ.แพรวพรรณ บุณยรัตพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “อาการของโควิด-19 มีอาการทางระบบผิวหนังได้ แต่เป็นอาการรองและพบได้หลายรูปแบบ โดยอาการหลักของโรคยังจะเป็นในเรื่องของไข้ และอาการทางระบบทางเดินหายใจ ส่วนอาการแสดงทางผิวหนังในโรคโควิด-19ที่มีการรายงานนั้น พบได้ไม่บ่อย และหลากหลาย ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นผื่นที่มีอาการไม่เฉพาะ คล้ายกับการติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ ซึ่งเราต้องสังเกตตัวเองว่า ถ้าเกิดผื่นขึ้น ร่วมกับมีประวัติเสี่ยง และอาการอื่น ๆ ที่ทำให้สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หากมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโควิด-19 และอาการเหล่านั้น ควรต้องรีบไปตรวจ และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันตนเอง เวลาออกไปข้างนอกให้ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจล ข้อควรระวังคือ พยายามไม่เอามือไปสัมผัสบริเวณใบหน้า หรือขยี้ตา ซึ่งอาจทำให้มีการติดเชื้อจากการสัมผัสได้

“ที่จริงผื่นผิวหนังที่พบบ่อยในช่วงนี้ กลับไม่ใช่อาการจากโรคโควิด-19 แต่เป็นผื่นผิวหนังจากภาวะอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวให้เข้ากับภาวะ New Normal ซึ่งที่เจอบ่อย ๆ อย่างเช่น มือแห้งแตก จากการล้างมือบ่อย หรือใช้แอลกอฮอล์เจล เป็นต้น ดังนั้นควรจะต้องเน้นเรื่องการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ควบคู่ไปด้วยด้วย คอยหมั่นทาไว้ มือจะได้ไม่แห้งไม่แตกจนเกินไป สำหรับผื่นบนใบหน้าที่พบจากการใส่หน้ากากอนามัยก็พบได้บ้าง เช่น เป็นสิว หรือผื่นแพ้บนใบหน้า ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการทำความสะอาดหน้ากากผ้าที่ใช้บ่อย ๆ หรืออย่าใช้ซ้ำ ใช้เสร็จ 1 วันหลังจากที่กลับบ้านมาแล้ว ควรที่จะต้องล้างทำความสะอาดทันทีเพราะจะมีเชื้อโรคจากน้ำลายหรือเหงื่อ ซึ่งถ้าสัมผัสบนผิวหน้าเราอยู่เป็นเวลานาน ก็จะเกิดผื่นได้ และควรล้างหน้าให้สะอาดเมื่อกลับถึงบ้านด้วย” รศ.พญ.รังสิมา กล่าว

เสียงเพลงช่วยให้การ WORKOUT ของเราดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645670

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 09:50 น.เสียงเพลงช่วยให้การ WORKOUT ของเราดีขึ้นแอโรบิคประกอบเพลงมันส์ๆ หรือการใส่หูฟังไม่ใช่แค่ความคูล แต่ยังส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางกาย เมื่อออกกำลังกายที่ระดับความหนักเบาถึงปานกลาง

ประโยชน์ของดนตรี นอกจากสร้างความสุนทรีย์ช่วยบำบัดในเรื่องของอารมณ์แล้ว จังหวะมันส์ๆ ของเสียงดนดรีที่บรรเลงในเพลงที่เราฟัง ยังมีผลต่อการกระตุ้นการทำงานของอีกหลายระบบในร่างกาย นอกจากนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบถึงประโยชน์ของการฟังเพลงขณะออกกำลังกาย ที่ช่วยลดความเบื่อหน่าย  ช่วยพัฒนาคุณภาพในการออกกำลังกาย แถมยังเพิ่มความทนทานได้อีกด้วย

เสียงเพลงช่วยให้การ WORKOUT ของเราดีขึ้น

มีงานวิจัยที่ทำการวัดคลื่นสมองด้วยเครื่อง Electroencephalogram (EEG) ในขณะฟังเพลง พบว่า การฟังเพลงขณะออกกำลังกายนั้นช่วยลดคลื่นธีต้า (Theta waves) ชนิดความถี่ 4-7 เฮิร์ต (Hz) ได้ ซึ่งกระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการระงับอาการเมื่อยล้าต่างๆ  นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนบอกว่า หากวิ่งพร้อมฟังเพลงไปด้วย จะทำให้วิ่งได้นานขึ้นก็เป็นได้

อีกงานวิจัยจากการทดลองให้ผู้หญิง 19 คน ออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (ENDURANCE) เช่น การวิ่ง และออกกำลังกายแบบหนัก (HIGH-INTENSITY) เช่น การยกเวท ซึ่งทดลองกันภายใต้ 4 ตัวแปร คือออกกำลังกายโดยไม่ฟังเพลง, ออกกำลังกายและฟังเพลงช้า, ออกกำลังกายและฟังเพลงเร็ว, ออกกำลังกายละฟังเพลงที่มี BPM (BEATS PER MINUTE) สูง ผลปรากฏว่าดนตรีที่บีทเร็วสูงจะยิ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงที่สุดในทุกตัวแปร ซึ่งจะเป็นผลดีกับการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง

เมื่อดูผลของการฟังเพลงที่มีต่อระบบการทำงานของร่างกายขณะออกกำลังกาย พบว่า การฟังเพลงที่ทำให้เรารู้สึกสนุกสนานจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์ ในทางตรงข้าม หากฟังเพลงที่ฟังแล้วหดหู่ การไหลเวียนโลหิตก็จะลดลงไปถึง 6 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งการไหลเวียนของโลหิตที่เพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้ร่างกายนำออกซิเจนไปใช้ได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ถึงตอนนี้หลายคนคงพอจะทราบถึงประโยชน์ของการฟังเพลงไปบ้างแล้ว ก็อาจจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วต้องเลือกเพลงแบบไหนมาใช้ฟังขณะออกกำลังกาย

การเลือกระดับความเร็วของเพลงที่ฟังขณะออกกำลังกายก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายได้ มีงานวิจัยพบว่า การฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วจะส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางกายเมื่อออกกำลังกายที่ระดับความหนักเบาถึงปานกลาง   โดยที่การออกกำลังกายแต่ละชนิดก็จะมีระดับความเร็วของจังหวะเพลงที่เหมาะสมแตกต่างกัน

เช่น หากต้องการปั่นจักรยานให้มีสมรรถภาพทางกายสูงสุดก็ควรเลือกฟังเพลงที่จังหวะความเร็ว 125 – 140 BPM6  หรือเวลาวิ่งบนลู่วิ่งสายพานให้มีสมรรถภาพทางกายสูงสุดก็ควรเลือกฟังเพลงที่จังหวะความเร็ว 123-131 BPM7 

แต่ทั้งนี้ ร่างกายของแต่ละบุคคลก็จะตอบสนองต่อระดับจังหวะความเร็วของเพลงที่แตกต่างกัน ลองเลือกเพลงที่คุณชอบ ที่สามารถทำให้การออกกำลังกายของคุณสนุกสนาน มาจัดเพลย์ลิสต์ให้เหมาะสม แล้วไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอกันเถอะ