เทรนด์ฟิตเนสไทยหลังจุดเปลี่ยนยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645457

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 07:20 น.เทรนด์ฟิตเนสไทยหลังจุดเปลี่ยนยุคโควิด-19เจ็ทส์ ฟิตเนส เผยเทรนด์ฟิตเนสหลังจุดเปลี่ยนยุคโควิด-19 ที่คาดว่าจะทำให้ประสบการณ์การออกกำลังกายแตกต่างไปจากเดิม

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตในหลายแง่มุม เช่นเดียวกันกับเกือบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ธุรกิจฟิตเนสต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่เพื่อความอยู่รอด แต่ยังต้องมองหาโอกาสในชีวิตวิถีใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม เจ็ทส์ ฟิตเนส เผยเทรนด์ฟิตเนสหลังจุดเปลี่ยนยุคโควิด-19 ที่คาดว่าจะทำให้ประสบการณ์การออกกำลังกายแตกต่างไปจากเดิม

การอยู่รอดของคนฟิต

นอกจากผู้ประกอบธุรกิจฟิตเนสแล้ว กลุ่มคนรักสุขภาพก็ยังต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะการประกาศปิดสถานที่ออกกำลังกายชั่วคราว จากสถานการณ์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดในเดือนมีนาคมและพฤษภาคมปีที่แล้ว พฤติกรรมของสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส มีความแตกต่างกัน หลังโควิด-19 ระลอกแรก สมาชิก 73% กลับมาเข้ายิมภายในหนึ่งเดือนหลังฟิตเนสกลับมาเปิดให้บริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละสาขาสูงใกล้เคียงช่วงปกติภายในเดือนกรกฎาคม โดยสมาชิกยอมรับว่าออกกำลังกายมากกว่าก่อนมีโรคโควิด-19 และมีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ สามารถปรับตัวกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในยิมได้มากขึ้น ในขณะที่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เจ็ทส์ ฟิตเนส สาขาเชียงใหม่ โคราช และภูเก็ต ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ สมาชิกกว่า 85 เปอร์เซนต์ ยังคงออกกำลังกายในยิมตามปกติ โดยสามารถปรับตัว และพร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยในยิม 

ใส่ใจสุขภาพ

ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจฟิตเนส เพราะผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และเป็นตัวช่วยสำคัญต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคโควิด-19 เมื่อการรักสุขภาพไม่เป็นเพียงไลฟ์ไตล์ กลายแต่เป็นเรื่องจำเป็น หลังจากที่ เจ็ทส์ ฟิตเนส ในพื้นที่กรุงเทพฯ กลับมาเปิดให้บริการ มียอดสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คลาสออนไลน์

จากรายงานคำค้นหายอดนิยมประจำปี 2563 ‘A Year in Search 2020 Thailand’ โดย Think with Google พบว่า ปีที่แล้วมีการค้นหาคลิปโยคะบนยูทูบมากกว่าปี 2562 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เวลาในการรับชมวิดีโอออกกำลังกายบนยูทูบเพิ่มขึ้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมาในช่วงล็อกดาวน์ เจ็ทส์ ฟิตเนส ได้จัด ‘Jetts Workout at Home’ คลาสออนไลน์สุดฮิตให้คนรักสุขภาพได้สนุกกับคลาสต่างๆ มากมายทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นคลาสบอดี้คอมแบท บอดี้แจม บอดี้ปั๊มป์ ชแบม เจ ซีรี่ส์ และคลาสโยคะ ซึ่งมีสถิติผู้เข้าชมกว่า 38.4 หมื่นวิว โดยมีผู้เข้าชมสูงสุดในเวลา 17.00 น. ในวันธรรมดา และเวลา 15.00 น.ในช่วงสุดสัปดาห์ และมีคลาสบอดี้คอมแบท เล็ทส์มูฟ และเจ ซีรี่ส์ เป็นคลาสยอดฮิตตามลำดับ

เฮลตี้และแฮปปี้

แน่นอนว่า การออกกำลังกายมีประโยชน์มากมาย เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังมอบความสุขและคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี หลายคนอาจรู้สึกโดดเดี่ยวจากการที่ต้องอยู่คนเดียวในช่วงกักตัว การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอ็นโดรฟินและเซโรโทนิน การวิ่ง 15 นาทีต่อวัน หรือเดิน 1 ชั่วโมงเป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคซึมเศร้า ส่วนการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (HIIT) เป็นเวลา 30 นาที อย่าง เจ ซีรี่ส์ คลาสยอดฮิตของเจ็ทส์ ฟิตเนส ที่เข้มข้นด้วยความสนุกสนานและพลังงาน ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

โอกาสของเทรนเนอร์ออนไลน์

ถึงแม้ว่าฟิตเนสและสตูดิโอออกกำลังกายต่างๆ เริ่มเปิดให้บริการแล้ว แต่คนรักสุขภาพยังอาจติดใจกับการฟิตหุ่นอยู่ที่บ้าน เทรนเนอร์ส่วนตัวออนไลน์เป็นโปรแกรมที่ตอบโจทย์การออกกำลังกายด้วยการเทรนตัวต่อตัวเฉพาะบุคคล ในขณะที่ยังสามารถออกกำลังกายได้อย่างอุ่นใจในพื้นที่ปลอดภัยที่บ้าน ในช่วงที่ผ่านมา เจ็ทส์ ฟิตเนส พบว่ามีสมาชิกจำนวนมากหันมาเทรนส่วนตัวด้วยโปรแกรมออนไลน์มากขึ้น

ผสานออนไลน์และออฟไลน์

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจฟิตเนส ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การผสมผสานระหว่างคลาสออกกำลังกายออนไลน์และการเข้ายิมตามปกติอาจกลายเป็นความปกติใหม่ในวงการฟิตเนส แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยให้คนออกกำลังกายที่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย มีความยืดหยุ่นด้านการเดินทางและตารางเวลา ในขณะที่การออกกำลังกายที่ฟิตเนสยังคงมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง นอกจากอุปกรณ์ที่ครบครัน บรรยากาศในยิมยังเต็มไปด้วยแรงจูงใจและความสนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกําลังกายเป็นกลุ่มที่ยังส่งต่อพลังบวกและแรงบันดาลใจให้กันและกัน

ยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัย

โควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการฟิตเนสยกระดับมาตรฐานด้านความสะอาดและสุขอนามัย หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการอีกครั้ง สถานที่ออกกำลังกายต่างๆ ต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดย เจ็ทส์ ฟิตเนส ทุกสาขา ยังคงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้น ด้วยการตรวจคัดกรอง การลงทะเบียนเข้าและออกจากสถานที่ด้วยแอปพลิเคชันที่ราชการกำหนด และการสวมหน้ากากเมื่อเข้าใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมจำนวนสมาชิกไม่ให้แออัด การเว้นระยะห่างระหว่างการออกกำลังกาย และเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย เพื่อสร้างความมั่นใจด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยให้แก่สมาชิกและพนักงาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เจ็ทส์ ฟิตเนส ให้ความสำคัญสูงสุด

‘กระเทียม’ สมุนไพรก้นครัว ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน-ชะลอวัย-ดีต่อหัวใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645458

วันที่ 16 ก.พ. 2564 เวลา 06:50 น.‘กระเทียม’ สมุนไพรก้นครัว ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน-ชะลอวัย-ดีต่อหัวใจยังคงตั้งการ์ดและไม่ประมาทกับเรื่องสุขภาพ ส่อง 3 สุดยอดคุณประโยชน์ของกระเทียม สมุนไพรเพื่อสุขภาพที่อยู่คู่ครัวไทย ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงดำเนินอยู่ อีกทั้งยังมีปัญหาฝุ่นละออง เชื้อโรคที่เจอทั่วไป และปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลให้พวกเราทุกคนมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอลง จนอาจนำไปสู่อาการป่วยได้ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเหล่านั้น เราจึงควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการหมั่นทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ดี เพื่อเป็นการป้องกันการเจ็บป่วยตั้งแต่เริ่มต้น ครั้งนี้เราจะพาไปรู้จักเคล็ดลับ 3 STAY ที่จะช่วยให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรงอย่างแท้จริง

กระเทียมสมุนไพรเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน

กระเทียม (Garlic) นิยมใช้เสริมสุขภาพและป้องกันโรคมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยประโยชน์ของกระเทียมมาจากสารไฟโตนิวเทรียนท์รวมถึงวิตามินเกลือแร่บางตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ เช่น อัลลิซิน (Allicin) ออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ เมธิลอัลลิลไตรซัลไฟด์ (Methyl allyl trisulfide) ออกฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ไดอัลลิลไตรซัลไฟด์ (Diallyl trisulfide) ออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ เป็นต้น

เคล็ดลับ 3 STAY จากประโยชน์ของกระเทียม

1. STAY SAFE กระเทียมกับการสร้างภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน คือกลไกที่ชีวิตพัฒนาขึ้นเพื่อปกป้องอันตรายจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหรือสิ่งแปลกปลอมซึ่งเรียกรวมว่าแอนติเจน ที่ก่อให้เกิดโรค โดยกลไกประกอบด้วยอวัยวะและเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกัน ดักจับ และทำลายแอนติเจนดังกล่าว โดยมีเซลล์เม็ดเลือดขาวในหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง ฯลฯ เป็นกลไกร่วม ระบบภูมิคุ้มกันจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่อย่างปกติของชีวิต

จากงานวิจัยพบว่า การเสริมกระเทียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่เป็นเซลล์ทำลายแอนติเจนโดยธรรมชาติ รวมถึงเพิ่มการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว 2 ชนิด ได้แก่ เซลล์ทีและเซลล์บี นอกจากนี้ยังช่วยลดการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจตอนบนทั้งจำนวน ระยะเวลาและความรุนแรงของการติดเชื้อ และจากการศึกษายังพบว่าการเสริมกระเทียม 2.56 กรัมต่อวันนาน 90 วัน จะช่วยเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ภูมิต้านทานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดไข้หวัดธรรมดาและหวัดใหญ่ทั้งระยะเวลาและความรุนแรงของโรค นอกจากนี้ยังพบว่า กระเทียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างและควบคุมสารภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ เป็นผลต่อการป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากการรุกรานของแอนติเจน

2. STAY STRONG กระเทียมกับการชะลอวัย

ความแก่หรือความเสื่อมของร่างกายคล้ายโรคชนิดหนึ่ง พฤติกรรมการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อมและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมอาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้ โดยหนึ่งในนั้นคือพืชสมุนไพรที่มีสารไฟโตนิวเทรียนท์จำนวนมากอย่างกระเทียม ที่สามารถออกฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน และลดภาวะอักเสบภายในเซลล์ที่เป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุของความเสื่อมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบซึ่งมีไม่น้อยกว่า 20 ตัวในกระเทียมช่วยชะลอภาวะอักเสบภายในเซลล์ได้เป็นอย่างดี

3. STAY ACTIVE กระเทียมกับการเสริมสุขภาพหัวใจ

โรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดจากปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ภาวะไขมันที่ผิดปกติในเลือด คอเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น โดยจากงานวิจัย พบว่าจากผู้ทดลองที่เสริมกระเทียมผงมีค่าความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ระดับคอเลสเตอรอลและแอลดีแอลยังลดลงกว่า 10% ซึ่งจากกค่าที่ลดลง สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ ผู้วิจัยจึงแนะนำให้เสริมกระเทียมผงแทนการใช้ยาลดคอเลสเตอรอลเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากให้ผลดีกว่าโดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาอื่นๆ ที่สามารถยืนยันว่าการเสริมกระเทียมช่วยลดปัญหาต่างๆ ของไขมันในเลือดที่ก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดและหลอดเลือดแดงแข็งได้ ทั้งยังพบว่าเมื่อสารไฟโตนิวเทรียนท์จากกระเทียมมีปริมาณสูงในเลือด ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้กระเทียมยังส่งผลทางด้านอื่นที่นำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เช่น การลดภาวะเปอร์ออกซิเดชันของไขมัน การควบคุมการผ่านเข้าออกของอิออนต่างๆ บริเวณเมมเบรน การยับยั้งเอนไซม์ฮิสโตน เป็นต้น

กินกระเทียมอย่างไรให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่ปลอดภัย แต่หากบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ลมหายใจมีกลิ่น การไหม้ในปากหรือกระเพาะอาหาร บางรายอาจสำลักกรดได้ โดยการบริโภคกระเทียมเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่แนะนำกันทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ คือกระเทียมสดหรือดิบ 4 กรัมต่อวัน (1-2 หัว) และหากบริโภคในรูปกระเทียมผง แนะนำให้บริโภค 300 มิลลิกรัม 2-3 ครั้งต่อวัน

นอกจากนี้ ยังสามารถเสริมด้วยการบริโภคผักผลไม้เพื่อให้ได้รับสารไฟโตนิวเทรียนท์และวิตามินในปริมาณเพียงพอ ได้แก่ ส้ม มะนาว พริกหยวกแดง กระเทียม บร็อกโคลี ขิง ผักโขม อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ขมิ้น ชาเขียว มะละกอ กีวี นอกเหนือจากผักผลไม้แล้ว ยังมีอาหารอื่นที่มีสารอาหารช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ได้แก่ โยเกิร์ต อาหารทะเล ไก่ และหยุดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวที่ปกติ ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอนหลับให้เพียงพอ เลี่ยงการติดเชื้อ อย่างการหมั่นล้างมือ บริโภคเฉพาะเนื้อปรุงสุก และลดความเครียด

กระเทียมเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ง่ายมาทุกยุคทุกสมัย ราคาไม่แพง ทั้งยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดีที่เป็นเหมือนพื้นฐานของการใช้ชีวิต ทุกคนจึงควรดูแลรักษาตนเองและคนที่รักให้ดี และอย่าลืมเลือกตัวช่วยง่ายๆ อย่างกระเทียมเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจากสถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ (Nutrilite Health Institute)

ภาพ Freepik.com

‘น้ำเต้าหู้’ ช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645373

วันที่ 15 ก.พ. 2564 เวลา 06:50 น.'น้ำเต้าหู้' ช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือไม่?เมนูซื้อง่ายขายคล่อง “น้ำเต้าหู้” กินในปริมาณเท่าไหร่จึงส่งผลดีต่อสุขภาพ และเครื่องดื่มนี้จะช่วยลดความอ้วน ลดไขมัน ดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด ระดับอินซูลินในเลือด และการย่อยอาหาร จริงหรือ!!

ไม่ว่าจะเดินตลาดยามเช้า หรือซื้อกับข้าวยามเย็น หนึ่งในร้านที่ต้องพบเห็นคือ “ร้านขายน้ำเต้าหู้” ซึ่งเราต่างกันดีว่าอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย แถมยังดีต่อสุขภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นคารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน แถมยังมีไฟเบอร์ หรือใยอาหารซึ่งช่วยระบบขับถ่ายในลำไส้ ช่วยดูดซับสารพิษ และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ดีกว่าเนื้อสัตว์

ในส่วนปลีกย่อยของวิตามินและแร่ธาตุ ในน้ำเต้าหู้ยังมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยการทำงานของสมอง สร้างระบบภูมิต้านทานของร่างกาย วิตามินอี และกรดไขมันจำเป็นอื่นๆ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส มีธาตุเหล็กที่เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมทั้ง เลซิธิน (Lecithin) สารประกอบของฟอสฟอรัสกับไขมัน ที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ และช่วยบำรุงสมองด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ยังพบสารที่มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อ ซอยไอโซฟลาโวนส์ (Soy Isoflavones) ซึ่งช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคกระดูกพรุน ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง รวมถึงลดอาการบางอย่างอันเนื่องมาจากฮอร์โมนขาดหายหรือผิดปกติ เช่น ความรู้สึกไม่สบายตัว และอาการหงุดหงิดของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย

ข้อดีอีกประการของน้ำเต้าหู้ คือเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก โดยที่ยังสามารถรับสารอาหารได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ พลังงานที่ได้จากนมวัวมีมากถึง 170 กิโลแคลอรี่ แต่นมถั่วเหลืองจะได้รับเพียง 80 กิโลแคลอรี่ แต่อย่างไรก็ตาม การรับประทานเพียงแต่น้ำเต้าหู้อาจจะไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่โดยเฉพาะแคลเซียม เพราะแคลเซียมในน้ำเต้าหู้นั้นมีน้อยกว่านมวัวมาก จึงควรจะรับประทานกับอาหารที่เสริมกันอย่างผักคะน้า หรือทานน้ำเต้าหู้ที่เสริมด้วยแปะก๊วย ลูกเดือย ถั่วแดง เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยและยังเพิ่มคุณค่าสารอาหารให้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

การดื่มน้ำเต้าหู้ กับการลดความอ้วน ลดน้ำหนัก และไขมัน

มีงานวิจัยที่ทดลองประสิทธิผลของนมวัว นมถั่วเหลืองปรุงแต่ง และอาหารเสริมแคลเซียมที่มีผลต่อการลดไขมันในผู้หญิงก่อนวัยทองที่มีภาวะอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน พบว่า การบริโภคนมไขมันต่ำอย่างนมถั่วเหลืองปรุงแต่ง ช่วยลดภาวะอ้วนและภาวะอ้วนลงพุงในกลุ่มตัวอย่างทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกหนึ่งการทดลองได้เปรียบเทียบประสิทธิผลของน้ำเต้าหู้ กับนมวัวขาดมันเนย กับระดับไขมันในเลือด และการทำปฏิกิริยากับผนังเซลล์ไขมัน (Lipid Peroxidation) ในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ว่าน้ำเต้าหู้มีส่วนช่วยในการลดระดับไขมันในเลือดและลดการเกิดปฏิกิริยาที่สารอนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับกรดไขมันไม่อิ่มตัวในผนังเซลล์ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ป่วยภาวะไขมันในเลือดสูง

ส่วนการทดลองเพื่อหาประสิทธิผลในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายด้วยเครื่องดื่มที่ทำมาจากถั่วเหลือง โดยทำการทดลองในกลุ่มตัวอย่างชาวฝรั่งเศสที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงในกลุ่มความเสี่ยงระดับปานกลาง ผลที่ได้คือ การบริโภคเครื่องดื่มจากถั่วเหลืองที่มีสารแพลนท์ สเตอรอล (Plant Sterol) ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลชนิดเลว (non-HDL และ LDL) ลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า น้ำเต้าหู้อาจช่วยควบคุมและลดระดับไขมันในผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงที่อยู่ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงเล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง

การดื่มน้ำเต้าหู้ กับระดับน้ำตาลในเลือด ระดับอินซูลินในเลือด และการย่อยอาหาร

จากการค้นคว้าหาประสิทธิผลของการบริโภคผลิตภัณฑ์นมและนมถั่วเหลืองเป็นประจำทุกวันทั้งก่อนมื้ออาหาร 30 นาที และพร้อมมื้ออาหารในกลุ่มทดลองเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี เพื่อศึกษาหาอิทธิพลต่อระบบย่อยอาหาร ระดับน้ำตาลและสารอินซูลินในเลือด พบว่า การดื่มนม ทั้งนมถั่วเหลืองและนมวัวก่อนมื้ออาหาร 30 นาที จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารได้มากกว่าการดื่มพร้อมมื้ออาหาร ซึ่งวิธีการนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานจากการบริโภคอาหารที่มีค่า GI สูง (Glycemic Index: ค่าดัชนีน้ำตาล) ซึ่งยังต้องค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไป เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แน่ชัดและเป็นประโยชน์ในอนาคต

การบริโภคน้ำเต้าหู้ในปริมาณที่เหมาะสม

แม้การบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง หรือมีโปรตีนจากถั่วเหลือง รวมถึงน้ำเต้าหู้ในปริมาณที่เหมาะสมจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ผู้บริโภคควรศึกษาปัจจัยทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนว่าควรดื่มน้ำเต้าหู้หรือไม่ และควรดื่มในปริมาณมากน้อยเพียงใด อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองแต่ละชนิดล้วนมีโปรตีนและสารอาหารจากถั่วเหลืองในปริมาณที่แตกต่างกันไป เช่น ในน้ำเต้าหู้ 1 แก้ว อาจมีสารไอโซฟลาโวนประมาณ 30 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างหลากหลาย เพื่อให้รับสารอาหารที่จะส่งเสริมสุขภาพได้อย่างครบถ้วน

เป้าหมายประเทศไทย ลดบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายในปี 68 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645311

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 09:30 น.เป้าหมายประเทศไทย ลดบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายในปี 68พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม สะท้อนงานวิจัยชี้ชัดคนไทยกินเค็มเกิน 2 เท่า หลายหน่วยงานร่วมมือตั้งเป้าให้คนไทยลดเค็ม เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ประจำปี 64 รับคำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” กระตุ้นเตือนก่อนสาย

จากผลงานวิจัยล่าสุดในปี 2564 ซึ่งได้รับการพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เฉลี่ยสูงที่สุดในภาคใต้, ภาคกลาง, ภาคเหนือ, กรุงเทพมหานคร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวันหรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา

ทำให้สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายลดบริโภคเค็มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเน้นความสำคัญของการทำความเข้าใจและการปรับทัศนคติการใช้ชีวิตในการอยู่ร่วมกับโรคไต ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต ต้องระมัดระวังตนเองให้มากขึ้น ดังนั้น การจัดกิจกรรมวันไตโลก ประจำปี 2564 ในปีนี้ จึงเป็นที่มาของคำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” โดยกิจกรรมวันไตโลกจะจัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่าน FACEBOOK LIVE ของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 13.30 น. เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงการบริโภครสเค็มของคนไทย รวมถึงพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงแม้ว่าในปี 2564 จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ก็ตาม แต่จำนวนผู้ป่วยโรคไตของประเทศไทยในปัจจุบัน มีผู้ป่วยเกิดจากการรับประทานเค็ม ทำให้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 11.5 ล้านคนและโรคไตทะลุถึง 8 ล้านคน ทำให้เป็นปัญหาสาธารณสุขของชาติและประเทศไทยจะต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัด จึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10 โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน, ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 3,316 มก./วัน ตามลำดับ

ทางทีมวิจัยยังพบว่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสรุปแล้ว คนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึงเกือบ 2 เท่า (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกในประเทศไทยที่ใช้วิธีสำรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นประโยชน์มากต่อการเปรียบเทียบข้อมูลการบริโภคโซเดียมของคนไทยในอนาคต

3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645029

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 07:40 น.3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ฟิตแอนด์เฟิร์มต้อนรับวาเลนไทน์ ด้วย 3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์

เดือนแห่งความรัก เทศกาลของการออกเดท ที่ใครๆ ก็อยากใส่ชุดสวย แต่ติดตรงที่ว่า ขาก็ใหญ่ พุงก็ยื่น ปัญหาใหญ่ของสาวๆ หลายคน กว่าจะออกจากบ้านได้แต่ละทีก็เลือกชุดแล้วเลือกชุดอีก บางคนก็ไม่ได้อ้วนหรือมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินแต่กลับมีปัญหาเรื่องสัดส่วนแทน ทั้งหน้าท้องและต้นขา พอสูญเสียความมั่นใจในรูปร่างแล้วก็ส่งผลให้หมดความมั่นใจในตัวเองไปด้วย ดังนั้นวันนี้ Celebrity Fitness ฟิตเนสของคนเฟียร์ซๆ จะขอแนะนำ 3 ท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์มลดทั้งต้นขาและหน้าท้องไปพร้อมๆ กัน ต้อนรับวันวาเลนไทน์ ออกเดทได้อย่างมั่นใจกว่าเดิม

1. Knee to elbow crunches ยืนกางขาเล็กน้อย มือประสานกันที่ท้ายทอย ยกเข่าขึ้น เข่าขวาชิดศอกซ้าย เข่าซ้ายชิดศอกขวา ทำสลับกันสองข้าง ซ้ายขวานับเป็นหนึ่งครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้งพัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3-4 เซ็ต

2. Standing oblique crunch ยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อยแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้างประสานกันที่ท้ายทอย จากนั้นงอลำตัวด้านข้างโดยใช้กล้ามเนื้อบริเวณ oblique หรือท้องด้านข้าง พร้อมกับดึงเข่าเข้ามาหาศอกให้ศอกซ้ายแตะหัวเข่าซ้าย ศอกขวาแตะเข่าขวา ทำสลับกันทั้งสองข้าง ซ้ายขวานับเป็นหนึ่งครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้ง พัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3-4 เซ็ต

3. Backward lunge ยืนตัวตรง ถอยขาซ้ายไปด้านหลัง จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นมาแล้วก้าวไปข้างหน้า ทำแบบนี้ข้างละ 15-20 ครั้ง แล้วสลับข้าง นับเป็น 1 เซ็ต พัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

ซึ่งถ้าหากคุณทำทั้ง 3 ท่าเป็นประจำ แล้วอย่าลืมเพิ่มเติมการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออีกสักหน่อย ก็จะช่วยให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์มได้ง่ายๆ พร้อมแต่งตัวอย่างมั่นใจออกไปเดทในวันวาเลนไทน์ หรือถ้าหากใครอยากมีเพื่อนออกกำลังกาย มาออกสตาร์ทพร้อมกันที่ Celebrity Fitness รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/CelebrityFitnessThailand

ควันธูป ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดเทียบเท่าควันบุหรี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644712

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 07:30 น.ควันธูป ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดเทียบเท่าควันบุหรี่แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา เตือนตรุษจีน “จุดธูป-จุดประทัด-เผากระดาษเงิน กระดาษทอง” ปัจจัยก่อมะเร็งเทียบเท่าควันบุหรี่ แนะกลุ่มเสี่ยง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ควรระวังและป้องกันตัวเอง

เทศกาลตรุษจีน ถือว่าเป็นเทศกาลสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่จะต้องทำพิธีบูชาเทพเจ้าและแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งตามธรรมเนียมจะมีการจุดธูป เผากระดาษเงิน กระดาษทอง และการจุดประทัด แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดควันที่มีสารมลพิษ และมีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งปอดไม่แตกต่างจากควันบุหรี่

นายแพทย์ธเนศ เดชศักดิพล อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า การสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการเกิดโรคมะเร็งปอด แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่จะมีการจุดธูป จุดประทัดและเผากระดาษเงิน กระดาษทองกันจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเทียบเท่ากับควันบุหรี่เช่นกัน

เนื่องจากการเผาไหม้ของควันธูป ประทัด และกระดาษจะทำให้เกิดอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ประกอบกับในธูปยังพบสารก่อมะเร็งมากถึง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ผู้ที่ได้รับสัมผัสเป็นเวลานานจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอดได้ นอกจากนี้ยังมีสารที่เป็นมลพิษอื่น ๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ผู้ที่สูดดมเข้าไปจะเกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เกิดการจาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ หรือแม้แต่ควันธูปเข้าตาก็อาจทำให้แสบตา น้ำตาไหลได้

ถึงแม้งานวิจัยทั่วไปจะระบุไว้ว่า ต้องมีการสัมผัสหรือสูดดมเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน 10 ปี แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม  ระบบการระบายอากาศในสถานที่จุดธูป ประทัด และเผากระดาษ หากระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดี ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อมีการจุดธูป ประทัด หรือเผากระดาษ ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพราะบุคคลกลุ่มนี้มีกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายไม่เหมือนปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการผิดปกติได้มากกว่าในกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี

“การทำพิธีต่าง ๆ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน เพราะฉะนั้นอยากจะแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หันมาใช้ธูปที่มีขนาดสั้นลง ดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น ก็จะช่วยลดโอกาสสัมผัสหรือสูดดมในระยะเวลานานได้ นอกจากนี้ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการรับฝุ่นควันโดยตรง ” นายแพทย์ธเนศ กล่าว

Low fat – Low carb เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644703

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 09:44 น.Low fat - Low carb เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน?“อาหารโลว์แฟต” ไขมันต่ำที่มีพืชผักเป็นหลัก (Low fat-plant based diet) หรือ “อาหารโลว์คาร์บ” แป้งต่ำมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Low carb-animal based diet) เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน?

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องอาหารโลว์แฟตเทียบกับอาหารโลว์คาร์บ ใน Dr.Winai Dahlan ดังนี้  

ถกเถียงกันมานานว่าในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานประเภทที่สอง ซึ่งมักมีปัญหาน้ำหนักตัวสูงมาก่อน จะเลือกใช้ “อาหารโลว์แฟต” หรืออาหารไขมันต่ำที่มีพืชผักเป็นหลัก (Low fat-plant based diet หรือ LFPB) หรือ “อาหารโลว์คาร์บ” แป้งต่ำมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Low carb-animal based diet หรือ LCAB) อย่างไหนดีกว่ากัน

หากเป็นยุคก่อน ข้อแนะนำคือ ให้เลือกบริโภคอาหารไขมันต่ำเพื่อหาทางลดน้ำหนักตัวลง เพราะอาหารไขมันคือศัตรูตัวฉกาจของคนอ้วนลดไขมันลงแล้วทดแทนพลังงานที่ขาดไปด้วยอาหารที่เป็นพืชผักรวมทั้งธัญพืช ทำให้สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธัญพืชเพิ่มขึ้น

มาถึงยุคใหม่ ข้อแนะนำเปลี่ยนแปลงไป โดยแนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารประเภทแป้งลง เพราะรู้ว่าอาหารประเภทแป้งเป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนอินสุลิน และอินสุลินคือปัญหาของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อาหารที่แนะนำจึงเป็นอาหาร “โลว์คาร์บ” พลังงานจากแป้งที่ลดลงทดแทนด้วยเนื้อสัตว์ซึ่งมักมีไขมันและโปรตีนสูง อาหารประเภทนี้นิยมบริโภคกันมากในระยะหลัง อาหารทั้งสองประเภทนี้ต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากอยากรู้ว่าอย่างไหนดีกว่ากันจำเป็นต้องทำการวิจัยทดลองทางคลินิก

ศ.นพ.เควิน ดี ฮอลล์ (Kevin D Hall) สถาบันแห่งชาติด้านเบาหวานและโรคระบบย่อยอาหารและไต (National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases) เมืองเบเธสดา รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และทีมงานทำการศึกษาเปรียบเทียบอาหารทั้งสองกลุ่มนี้จากนั้นนำผลงานออกมาตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine เดือนมกราคม ค.ศ.2021 ที่ผ่านมานี้เอง เราลองไปดูกัน

อาหารไขมันต่ำ หรือ LFPB มีพลังงานจากไขมัน 10.3% ขณะที่พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 75.2% ส่วนอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ เนื้อสัตว์เป็นหลักหรือ LCAB ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเพียง 10% ในขณะที่พลังงานที่มาจากไขมันมีมากถึง 75.8% อาหารทั้งสองกลุ่มมีพลังงานจากโปรตีนเท่ากันคือ 14%

อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองมีจำนวน 20 คนเป็นชาย 11 คน หญิง 9 คน ไม่มีปัญหาเบาหวาน ให้ทั้งสองกลุ่มเลือกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนาน 2 สัปดาห์จากนั้นจึงสลับไปกินอาหารอีกชนิดหนึ่งนาน 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงกินอาหารไขมันต่ำหรือ LFPB คนกลุ่มนี้กินอาหารได้รับพลังงานต่ำกว่ากลุ่ม LCAB 550-700 กิโลแคลอรีต่อวัน โดยไม่ได้รู้สึกหิวมากขึ้น แต่แม้จะได้พลังงานน้อยกว่าทว่ามีระดับอินสุลินและน้ำตาลในเลือดสูงกว่า

ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักตัวลดลง แต่กลุ่ม LCAB หรือโลว์คาร์บ มีการสะสมไขมันในร่างกายมากกว่า ทีมวิจัยไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าอาหารกลุ่มไหนดีกว่ากลุ่มไหน แต่ดูจากผลการทดลอง ในกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลดน้ำตาลและอินสุลินในเลือดลง การเลือกอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ LCAB ให้ผลดีกว่า ทว่า ต้องระวังเรื่องการสะสมไขมันในร่างกายไว้หน่อย อาจใช้วิธีเพิ่มโปรตีนขึ้นจาก 14% เป็น 20% ซึ่งอาจช่วยให้การสะสมไขมันในร่างกายไม่สูงเกินไป น่าเสียดายที่งานทดลองนี้ไม่มีการศึกษาผลของอาหารโปรตีนสูงพร้อมกันไปด้วย

How to การรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644666

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 07:01 น. How to การรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 และวิธีรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิว

ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 นั้น ควรระวังเรื่องการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆ รอบตัว เช่น มือจับประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ รวมทั้งการรักษาความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอ แต่ทุกครั้งของการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์นั้น ยิ่งล้าง ผิวยิ่งแห้ง เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปลดแรงตึงผิว ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว ผิวจึงขาดสมดุล แห้ง เหี่ยว และลอกได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้การเสพข่าวสถานการณ์ Covid-19 ก็เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวจนอาจส่งผลต่ออารมณ์และสุขภาพผิว

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม และแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) แนะนำการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 พร้อมเผยวิธีผ่อนคลายความเครียดว่า ปัจจุบันเรายังต้องดำเนินชีวิตอยู่กับโรคโควิดโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวและหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าการแพร่กระจายของโควิด-19 นั้นจะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้ออย่างน้ำมูก น้ำลาย ละอองฝอยจากการไอ จาม โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก และตา ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างน้อย 1 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยให้ครอบคลุมบริเวณจมูกและปาก สำคัญก็คือการหมั่นล้างและทำความสะอาดบริเวณฝ่ามืออยู่เสมอ หลังจากสัมผัส หยิบจับ สิ่งของต่างๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณตา จมูกและปาก

ดังนั้น การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์จึงมีความสำคัญมากที่จะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกและเชื้อไวรัสที่ติดบนฝ่ามือเราได้ โดยสามารถใช้เทคนิคการล้างมือ 7 ลำดับเพื่อช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19 ดังนี้ เริ่มจากการถูฝ่ามือ ถัดมาถูหลังมือ ต่อมาประกบฝ่ามือแล้วถูซอกนิ้ว ขัดหลังนิ้ว ขัดถูนิ้วโป้ง ขัดฝ่ามือด้วยปลายนิ้ว และถูรอบข้อมือ ขั้นตอนการล้างมือดังกล่าวควรใช้เวลาล้างไม่ต่ำกว่า 20 วินาที หากใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ก็สามารถใช้วิธีเดียวกันแล้วรอให้แอลกอฮอล์แห้งจึงจะถือว่าฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ต้องเช็ดเจลออกขณะเปียก และแอลกอฮอล์ที่ใช้ต้องเป็น เอทิลแอลกอฮอล์ หรือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ขึ้นไป แต่ต้องระวังขณะใช้ไม่ควรอยู่ใกล้เปลวไฟ

การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ เป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ดี แต่อาจส่งผลกระทบต่อผิวมือได้ เพราะเมื่อแอลกอฮอล์ระเหยไปจะดูดความชุ่มชื้นจากผิวมือไปด้วย ส่วนการล้างมือด้วยน้ำสบู่ก็สามารถชะล้างน้ำมันเคลือบผิวออกไปทำให้ผิวแห้งได้ หลังจากการใช้เจลแอลกอฮอล์หรือล้างมือด้วยสบู่ ควรเพิ่มขั้นตอนการบำรุงดูแลผิวมือด้วยแฮนด์ครีมหลังการล้างมือทุกครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้น ป้องกันผิวมือไม่ให้แห้งกร้าน รวมถึงการนวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตด้วย

นอกจากนี้ การรับข้อมูลข่าวสารเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผิวหรืออาการ “ผิวเครียด” เป็นโรคทางจิตวิทยาผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Psychodermatology เกิดจากสภาวะของจิตใจหรือความเครียดที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพของผิวพรรณ หรืออธิบายอย่างง่ายๆ คือความเครียดไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมามากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลเสียต่อกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณ อย่างเช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้ผิวหนังเกิดเป็นผื่น ระคายเคือง เป็นสิว ติดเชื้อได้ง่าย และยังกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanin) ทำให้หน้าหมอง ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ อีกทั้งยังส่งผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาวโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย หย่อนคล้อยได้ง่ายอีกด้วย

สำหรับวิธีรับมือกับความเครียดนั้น ควรเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนแล้วลองวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียดนั้น เพื่อหาแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม หาวิธีผ่อนคลายตามแบบที่ตัวเองชอบ อย่างเช่น การใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) ดนตรีบำบัด นั่งสมาธิสวดมนต์ ออกกำลังกายเบาๆ ดูหนัง ฟังเพลง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ส่วนวิธีการสังเกตุตัวเองง่ายๆ ว่าเราติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่นั้น สังเกตได้จากการมีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการไอแห้ง อ่อนเพลีย สูญเสียความสามารถในการรับรสและกลิ่น โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5-6 วัน แต่ก็อาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการก็ได้ แต่หากมีอาการไอเพียงอย่างเดียว จะมีสาเหตุมาจากฝุ่นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

อยากผิวขาวใส-มีออร่า ปรึกษาหมอก่อนไหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644267

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 10:44 น.อยากผิวขาวใส-มีออร่า ปรึกษาหมอก่อนไหมรีวิวครีมช่วยผิวขาวใส มีออร่า รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เตือนผู้บริโภคด้วยความห่วงใยว่าอย่าซื้อ พร้อมเผยสารอันตรายที่ซ่อนอยู่…ซึ่งรู้แล้วหนาว!!

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการแชร์เรื่องราวของผู้โพสต์ในทวิตเตอร์รายหนึ่งว่า มีการระบาดของครีมกวนเอง ลักษณะเป็นครีมสีเหลืองบรรจุในกระปุกฝาสีแดงและฝาใส ไม่มีฉลาก อ้างทาแล้วขาวใส มีคนรีวิวทางสื่อออนไลน์มากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่นนำครีมดังกล่าวมาทาโชว์ในแอพลิเคชั่นติ๊กต็อก (Tik Tok) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนผู้บริโภคด้วยความห่วงใยว่าอย่าซื้อครีมดังกล่าวมาใช้เด็ดขาดเพราะเป็นครีมที่ไม่ได้จดแจ้งไม่ทราบตัวตนของผู้ผลิตและส่วนผสมอาจมีสารอันตรายปลอมปนอยู่ 

ครีมทาผิวขาวดังกล่าว มักขายตามตลาดนัด ร้านค้าออนไลน์ ไม่มีเลขจดแจ้ง ไม่มีฉลากหรือแสดงฉลากเป็นภาษาต่างประเทศ โฆษณาอ้างรักษาสิว รอยแผลเป็น ฝ้า กระ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ดำกรรมพันธุ์ก็ขาวขึ้น เห็นผลใน 7 วัน

ที่ผ่านมา อย. เคยตรวจพบสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางประเภทนี้ เช่น 

  • ปรอท อาจทำให้เกิดการแพ้ผื่นแดงผิวหน้าดำผิวบางลงเกิดพิษสะสมของสารปรอททำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบไตอักเสบ
  • สารไฮโดรควิโนน อาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง อักเสบ หน้าแดง อาการแสบร้อน ตุ่มแดง และภาวะผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง 
  • กรดวิตามินเอ อาจทำให้หน้าแดง แสบร้อนรุนแรง เกิดการระคายเคือง อักเสบ แพ้แสงแดดหรือแสงไฟได้ง่าย เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ 
  • สเตียรอยด์ ทำให้ผิวบางเกิดรอยแตก เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าแดงตลอดเวลา เกิดผื่นแพ้ เกิดสิวผด ผิวหนังมีสีจางลง หากใช้เป็นเวลานานจะเกิดด่างขาว 

ทั้งนี้ ในปี 2553 เคยเกิดการระบาดของครีมลักษณะดังกล่าวอย่างหนักมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยพบผู้เสียชีวิตจากการแพ้สารปรอทที่อยู่ในครีม จนทำให้ตับวายและเสียชีวิตในที่สุดหลังจากทาครีมดังกล่าวภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่ง อย. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ามาแล้วหลายครั้ง  สำหรับกรณีนี้ เบื้องต้น อย. ได้มีหนังสือสั่งระงับการโฆษณาขายครีมดังกล่าวไปยัง อี-มาร์เก็ตเพลส แล้ว และประสานไปยังตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง (บก.ปคบ.) เพื่อสืบหาผู้กระทำความผิดต่อไป 

รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า จริงๆ แล้ว ผิวของคนไทยเป็นผิวสีน้ำผึ้งสวยอยู่แล้ว หากต้องการให้ผิวสวยสุขภาพดี แนะนำให้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน และหาเครื่องป้องกันแสงแดด รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ที่สำคัญเลือกซื้อเครื่องสำอางบำรุงผิวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากภาษาไทยที่ระบุเลขที่ใบรับจดแจ้งอย่างชัดเจน เพื่อความมั่นใจ ก่อนซื้อตรวจสอบเลขที่จดแจ้งผ่านเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th หัวข้อตรวจสอบผลิตภัณฑ์หรือผ่าน ORYOR SMART APPLICATION หรือทางไลน์ @FdaThai  หากพบเครื่องสำอางที่มีข้อมูลไม่ตรงตามที่จดแจ้งหรือไม่มีเลขจดแจ้ง ขอให้ร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือทาง ORYOR SMART APPLICATION

‘มะนาว’ เรื่องเปรี้ยวๆ ที่ทุกคนอยากรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644265

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 10:15 น.'มะนาว' เรื่องเปรี้ยวๆ ที่ทุกคนอยากรู้ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยเรื่องราวคุณค่าของมะนาว ประโยชน์ และเรื่องราวดีๆ ที่ทุกคนต้องอยากรู้

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องของมะนาวใน Dr.Winai Dahlan  ดังนี้ เรื่องราวคุณค่าของมะนาว ที่ในภาษาอังกฤษใช้ทั้งคำว่า ไลม์ (Lime) และเลมอน (Lemon) เกิดขึ้นเป็นกิจลักษณะเมื่อเกือบสองร้อยปีมาแล้วเป็นเรื่องราวของมะนาวจริงๆที่เป็นผลมะนาวไม่ใช่ในรูปกรดแอสคอร์บิกที่เป็นมะนาวสังเคราะห์ในเวลานั้นมีคนเรียกทหารเรืออังกฤษว่าไลม์มี่แปลว่าอ้ายมะนาวเป็นเพราะผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ช่วยให้ทหารเรืออังกฤษที่ต้องออกทะเลนานๆไม่มีปัญหาเหงือกพังจากโรคลักปิดลักเปิดอย่างที่เคยเป็นกันบ่อยๆทหารเรืออังกฤษยุคเก่าจึงถูกสอนให้บีบมะนาวใส่ปากบ่อยๆเวลาออกทะเลนี่คือประโยชน์ของมะนาวที่รู้จักกันดี

เรื่องมะนาวให้ประโยชน์ทางด้านเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซีนั้นรู้กันมานาน ทว่ามะนาวยังมีสารไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดอื่นอยู่อีกมาก เป็นต้นว่า สารลิโมนอยด์ (Limonoids) สารตัวนี้ออกฤทธิ์ทำลายสารก่อมะเร็งได้ จึงเชื่อว่ามันอาจใช้ป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง ปาก กระเพาะอาหาร เต้านม ปอด และอื่นๆ ทั้งนี้เคยมีรายงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Agricultural and Food Chemistry กล่าวว่าสารลิโมนินซึ่งเป็นสารลิโมนอยด์ตัวหนึ่ง เร่งการตายของเซลล์มะเร็งได้ อีกทั้งวิตามินซีในมะนาวยังลดอนุมูลอิสระ รวมถึงสารไฟโตนิวเทรียนท์อื่นบางชนิดในมะนาวยังช่วยลดอาการอักเสบยิ่งทำให้มะนาวมีฤทธิ์ต้านมะเร็งมากขึ้น

วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิกนอกจากช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิดแล้ว ยังเป็นประโยชน์ทางด้านอื่นด้วย วิตามินซีที่พบในมะนาวไม่ใช่เพียงกรดแอสคอบิกตัวเดียวแต่เป็นอนุพันธุ์ของกรดชนิดนี้ประมาณสี่ตัวเป็นอย่างน้อย มันทำงานร่วมกันโดยวิตามินซีที่มีปริมาณสูงในมะนาว ออกฤทธิ์ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันดวงตา เป็นต้นว่าการป้องกันต้อกระจกซึ่งมักเป็นปัญหามาจากสารอนุมูลอิสระ

เคยมีรายงานวิจัยกล่าวถึงชาวบ้านในอัฟริการะบุว่าหากเติมมะนาวลงในอาหารมันจะช่วยป้องกันอหิวาต์ได้ อหิวาต์เป็นโรคที่พบบ่อยในชนบทของอัฟริกา ในอัฟริกาบางพื้นที่จึงป้องกันอหิวาต์ง่ายๆด้วยการแนะนำให้บีบมะนาวลงในอาหาร  แถมด้วยข้อมูลเก่าๆที่ว่ากินมะนาวบ่อยๆช่วยป้องกันหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้อีก โดยเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากวิตามินซีในมะนาว นอกจากนี้มะนาวยังมีสารฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง ฤทธิ์อย่างหนึ่งของสารพวกนี้คือช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกายได้จึงช่วยป้องกันโรคอาร์ธัยทิสหรืออักเสบตามข้อต่อ รูมาติซึม หอบหืด รวมทั้งโรคหัวใจที่ส่วนหนึ่งเป็นปัญหามาจากภาวะอักเสบภายในหลอดเลือด มะนาวในรูปผลไม้จึงให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้มากมาย คิดถึงผลไม้รสเปรี้ยวเมื่อไหร่ อย่าลืมคิดถึงมะนาวก็แล้วกัน