ตัวเลือกแก้อาการ “เจ็บคอ” ยาแก้อักเสบ vs ตัวช่วยจากธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642593

วันที่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 11:01 น.ตัวเลือกแก้อาการ "เจ็บคอ" ยาแก้อักเสบ vs ตัวช่วยจากธรรมชาติอากาศเย็นเป็นเหตุให้เกิดอาการ “เจ็บคอ” มาดูสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์นี้ พร้อมตัวช่วยที่นิยมกันมากระหว่าง “กินยาแก้อักเสบ” กับ “กินของจากธรรมชาติ”

อุณหภูมิเย็นๆ เป็นใจให้อาการเจ็บคอก่อตัวขึ้นง่ายๆ ซึ่งหลายคนคิดว่าอาการเจ็บคอเกี่ยวข้องกับคออักเสบ จึงหา “ยาแก้อักเสบ” มากิน โดยหารู้ไม่ว่ายาแก้อักเสบคือยาปฏิชีวนะที่มีประโยชน์ในการบำบัดโรคติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่มีประโยชน์ในการแก้อักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ และการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น นอกจากจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองแล้ว ในระยะยาวยังอาจเกิดโทษต่อร่างกาย เช่น ส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา การแพ้ยา การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรรู้ก่อนว่าที่เจ็บคออยู่นั้นเป็นเพราะอะไร

สำหรับสาเหตุที่พบบ่อยของอาการเจ็บคอ ได้แก่

กรณีเจ็บคอร่วมกับมีไข้

  • คออักเสบจากเชื้อไวรัส/ไข้หวัด ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอเล็กน้อย ตรวจดูภายในลำคอ ไม่พบว่ามีทอนซิลโตและผนังคอหอยไม่มีลักษณะอักเสบ (คือไม่พบว่ามีสีแดงกว่าปกติ) ในกรณีที่เป็นไข้หวัด จะมีอาการเจ็บคอในลักษณะดังกล่าวในวันแรกๆ และต่อมาเมื่อมีอาการน้ำมูกไหล อาการเจ็บคอมักจะทุเลาไปเอง
  • ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก ตรวจดูภายในลำคอพบทอนซิลบวมโต ออกสีแดงจัดและอาจมีจุดหนองอยู่บนทอนซิล

กรณีเจ็บคอโดยไม่มีไข้

  • โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย และมักมีอาการคันคอ คันจมูก จาม น้ำมูกใสๆร่วมด้วย เวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อากาศเย็น เป็นต้น มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
  • การระคายเคือง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย เวลาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เป็นต้น เมื่อละเว้นจากสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง
  • แผลร้อนใน (แผลแอฟทัส) เมื่อเกิดขึ้นที่คอหอย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคออย่างมาก จนกลืนและพูดลำบาก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บทั่วลำคอ แต่สามารถบอกชี้ได้ว่ามีจุดที่เจ็บตรงไหนได้ชัดเจน อาการเจ็บจะเป็นมากที่สุดใน 3-4 วันแรก หลังจากนั้นจะเจ็บน้อยลง และค่อยๆทุเลาไปได้เองภายใน 7-10 วัน
  • โรคกรดไหลย้อน มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป (ส่วนน้อยอาจพบในวัยหนุ่มสาว) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจมีอาการเสียงแหบหรือไอร่วมด้วย พอสายๆ ก็ทุเลาไป มักเป็นทุกวัน เรื้อรังเป็นแรมเดือน หรือจนกว่าได้รับการบำบัดรักษา บางคนอาจมีอาการเจ็บลิ้นปี่หลังกินอาหารร่วมด้วย

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ สามารถปฎิบัติตัวดังนี้

การดูแลเบื้องต้น

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง
  • หากมีน้ำมูกใสหรือมีอาการของโรคภูมิแพ้ ให้กินยาแก้แพ้-คลอร์เฟนิรามีน
  • หากมีไข้หรือเจ็บคอมาก ให้กินพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง
  • งดการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
  • หากไม่ทุเลาใน 4 วัน ควรไปพบแพทย์

กรณีที่ควรไปพบแพทย์

  • มีไข้สูง และเจ็บคอมาก
  • มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว
  • มีอาการเจ็บคอทุกวันเกิน 1 สัปดาห์
  • คลำได้ก้อนแข็งที่ข้างคอ

ตัวช่วยจากธรรมชาติเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ

ดื่มน้ำอุ่น การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยลดการระคายเคือง ช่วยละลายเสมหะ และทำให้รู้สึกสบายคอ ช่วยลดการอักเสบลงได้ เพราะเมื่อร่างการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดีขึ้น

ชาดอกคาโมมายล์ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ และช่วยสมานแผล โดยมีการศึกษาที่ระบุว่า การดื่มชาดอกคาโมมายล์อาจช่วยลดอาการเจ็บคอจากไข้หวัดได้ เช่นเดียวกันกับการสูดดมสารสกัดจากดอกคาโมมายล์

ชาเขียวอุ่น ชาเขียวอุ่น ๆ นอกจากช่วยให้รู้สึกสบายคอแล้ว ตัวชาเขียวยังช่วยรักษาอาการติดเชื้อ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอให้ดีขึ้นได้ด้วย

น้ำขิงอุ่นๆ มีสรรพคุณในช่วยรักษาไข้หวัด ฆ่าเชื้อ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรน้ำขิงแก้เจ็บคอแบบง่าย ๆ คือ น้ำขิง 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำอุ่นประมาณครึ่งแก้ว ค่อยๆ จิบขณะยังอุ่นๆ จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาลง

เปปเปอร์มินต์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือสารเมนทอล ซึ่งเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติในการลดอาการคัดจมูก ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และลดอาการไอแห้งๆ อาจดื่มเป็นชาเปปเปอร์มินต์ หรือใช้วิธีสูดดมกลิ่นจากน้ำมันเปปเปอร์มินต์ก็ได้เช่นกัน

ซุปไก่ร้อนๆ ในซุปไก่อุดมไปด้วยโซเดียม ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ การซดน้ำซุปร้อนๆ จะช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาลง และเพิ่มน้ำให้กับร่างกายได้ด้วย กินง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีเจ็บคอมากๆ

ข้าวโอ๊ต นอกจากจะเป็นอาหารที่อ่อนโยนต่อคอที่กำลังเจ็บปวดของคุณแล้ว ยังมีสารอาหาร และไฟเบอร์มากมาย ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณกลับมาแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ย้ำ 8 กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642423

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 08:41 น.อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ย้ำ 8 กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19 นพ.ประยุทธ อังกูรไกรวิชญ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี ย้ำ 8 กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19 พร้อมชี้สาเหตุและอาการ

ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ทราบว่าอาการแสดงเกิดขึ้นได้หลากหลาย ผู้ป่วยบางคนอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย ในขณะที่ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการหนักมากจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยอาการรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้กับกลุ่มที่เสี่ยง เช่น เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ กลุ่มความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว มาดูกันว่าคุณหรือคนในครอบครัวมีโรคประจำตัวที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้หรือไม่ 

1. ความดันโลหิตสูง เนื่องจากเชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ถึงร้อยละ 9  

2. เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยทั่วไปแล้วการทำงานของหัวใจและระบบไหวเวียนเลือดในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าคนทั่วไป อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากติดเชื้อ COVID-19 จะยิ่งทำให้โรครุนแรงขึ้น เสี่ยงเกิดเยื่อบุหลอดเลือดอักเสบทั่วร่ายกายจนทำให้การไหลเวียนเลือดบกพร่อง เซลล์และเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน หัวใจทำงานหนักขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันในหลอดเลือดหัวใจ ปอดอักเสบรุนแรงและภาวะระบบการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน อีกทั้งยังทำให้ควบคุมโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิมยากขึ้น เสี่ยงเกิดภาวะหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน 

3. เบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงและร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวานยังมีระดับเอนไซม์โปรตีน ACE2 receptors สูงขึ้น เมื่อรับเชื้อไวรัสเข้าไปแล้วจะทำให้ผนังหลอดเลือดบางลง เกิดภาวะปอดบวม มีน้ำคั่งในถุงลม เป็นเหตุให้การหายใจล้มเหลวได้ง่าย 

4. ไตเรื้อรัง ผู้ป่วยฟอกไตและปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไป จึงเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงขึ้น ควรต้องดูแลตัวเองและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด  

5. หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ซิสติกไฟโบรซิส COVID-19 มีผลกระทบโดยตรงต่อปอด ซึ่งในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคปอดอยู่แล้วอาจทำให้โรคกำเริบหรือมีอาการปอดบวมได้ง่ายกว่าผู้ป่วยทั่วไป  

6. ตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยปลูกถ่ายตับที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยมะเร็งตับที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เสี่ยงเกิดอาการรุนแรงได้เพราะยาที่ใช้รักษา COVID-19 อาจมีผลต่อการทำงานของตับ อาจทำให้โรคที่เป็นอยู่เดิมควบคุมได้ยากขึ้นหรือรุนแรงกว่าเดิม 

7. ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง เอดส์ หรือแม้แต่คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ จึงทำให้เสี่ยงอาการรุนแรงและยังอาจติดเชื้อนานกว่าผู้ป่วยทั่วไป 

8. โรคอ้วน หากติดเชื้อ COVID-19 มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงคล้ายกับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคอ้วนชนิดรุนแรงหรือมีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 – 40 ขึ้นไป การขยายตัวของปอดจะถูกจำกัด ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสที่ปอดหรืออาจเกิดอาการหายใจลำบากเฉียบพลันได้ หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงและต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU อาจมีปัญหาในการใส่ท่อช่วยหายใจหรือการ X-Ray Computer ที่อาจจำกัดขนาดและน้ำหนักของผู้ป่วย  

ดังนั้น การป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ COVID-19 จึงเป็นวิธีที่ดีสุด โดยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และไม่ไปในพื้นที่เสี่ยงหรืออยู่รวมกันในที่แออัด รวมถึงรีบเข้ารับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยง เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที 

โรคกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท สามารถที่จะหายเองได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642381

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 14:27 น.

โรคกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท สามารถที่จะหายเองได้

90 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่เป็นโรคหมอนรองกระดูก หรือกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท สามารถที่จะหายเองได้

ปราการด่านแรก “ระบบภูมิคุ้มกันโรค” สำคัญอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642356

วันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลา 09:50 น.ปราการด่านแรก "ระบบภูมิคุ้มกันโรค" สำคัญอย่างไรเช็กก่อนรู้ก่อน จับสังเกต 4 อาการโรคที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรงอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ พร้อมรู้ไลฟ์ไสตล์ไม่เหมาะสมที่อาจทำลายภูมิคุ้มกัน และวิธีเสริมสร้างเพื่อร่างกายที่แข็งแรงรับมือโรคภัยไข้เจ็บ

ในยุคที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและมลภาวะที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันโรค (Immune System) เป็นกลไกการทำงานของร่างกายเสมือนปราการด่านแรกในการต้านโรคภัยไข้เจ็บและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ หรือเมื่อหลุดเข้ามาแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันก็จะพยายามทำลายกำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยเร็วและอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายเกิดติดเชื้อหรือได้รับเชื้อโรคโดยตรง ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตโปรตีนที่ชื่อ แอนติบอดี (Antibodies) มีฤทธิ์ในการต้านพิษ ทำให้ผู้ป่วยแม้จะเกิดอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1 ใหญ่ ๆ คือ

ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate หรือ natural immunity) เป็นการป้องกันที่ผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ได้แก่ กลไกทาง กายภาพ กลไกทางเคมี และกลไกทางพันธุกรรม เช่น ผิวหนัง เยื่อบุผิว กระเพาะอาหาร น้ำตา น้ำลาย ระบบขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ หากสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดผ่านไปได้ ระบบภูมิคุ้มกันจะทำปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เช่น เม็ดเลือดขาว จะเกิดกระบวนการจับกินเชื้อโรค (Phagocytosis) หรือ เคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาว Neutrophilic granulocyte (phagocyte) ทำให้เกิดอาการอักเสบ (Phagocytosis) หรือ ปวด บวม แดง ร้อน

ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive or Acquired Immunity) ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับสิ่งแปลกปลอม ในกรณีการป้องกันทั้งสองชั้นไม่สามารถกีดกันเชื้อโรคได้ ร่างกายจะตอบสนองต่อเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจงผ่านเม็ดเลือดขาว โดยเซลล์ B lymphocyte จะสร้าง Antibody และ T lymphocyte สร้าง T cells ที่สามารถสร้างการตอบสนองที่หลากหลายทั้งต่อเชื้อในเซลล์และนอกเซลล์ ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะสามารถจดจำเชื้อโรคได้ ทำให้การตอบสนองต่อครั้งหลังรวดเร็ว มีประสิทธิภาพดีและมีปริมาณมากกว่าการตอบสนองในครั้งแรก

บางคนแข็งแรงนานๆ จะป่วยสักครั้ง ขณะที่บางคนป่วยง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของคนมีความแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ไลฟไสตล์ที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำลายภูมิคุ้มกันได้ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม และรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่นน้ำตาล และรับประทานผักและผลไม้น้อยทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุและวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

จับสังเกต 4 อาการโรคที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง อาจเป็นสัญญาณของโรคร้าย จากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ

อาการอักเสบรุนแรงของข้อ โดยเฉพาะข้อนิ้วมือและข้อนิ้วเท้า ข้อฝืดตึงตอนเช้านานกว่า 1 ชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการควบคุมภูมิคุ้มกันของร่างกาย(autoimmune disease) หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลให้ข้อถูกทําลายและเกิดความพิการ หรือระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ หนึ่งในโรคนั้นคือโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าโรคพุ่มพวง

ผิวหนังมีลักษณะแดง ตกสะเก็ดเป็นขุยสีขาว เป็นผื่นแดงนูน เกิดการอักเสบของผิว ผิวแห้งมากจนแตกและมีเลือดออก หนังศีรษะลอกเป็นขุย เล็บมือและเท้าหนาขึ้น มีรอยบุ๋ม ผิดรูปทรง ปวดข้อต่อและมีอาการบวมตามข้อต่อ และยังทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บ คัน หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณผิวหนัง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) จัดเป็นโรคไม่ติดต่อ

ปวดหลังช่วงล่างและสะโพก ร่วมกับอาการหลังตึงหรือรู้สึกยึดติดในบริเวณดังกล่าว เรื้อรังนานร่วมเดือนหรือเป็นปี อาจรู้สึกปวดหรือมีอาการข้อติดบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น หลัง ก้น ข้อต่อไหล่ ข้อต่อระหว่างฐานกระดูกสันหลังกับกระดูกเชิงกราน บางรายมีอาการตาอักเสบเป็นๆหายๆ อยู่บ่อยครั้ง สัญญาณเบื้องต้นของโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (AS: Ankylosing Spondylitis) เกิดจากการระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความผิดปกติในการแยกแยะเนื้อเยื่อของร่างกายกับสิ่งแปลกปลอมอื่น เป็นโรคที่พบในคุณผู้ชายมากกว่าคุณผู้หญิงประมาณ 3 เท่า และเกิดในช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี โรคนี้มีอุบัติการณ์ต่ำ คนรู้จักโรคนี้ไม่มากนัก ทำให้ได้รับการรักษาล่าช้า

อาการปวดท้อง ท้องร่วง ถ่ายมีเลือดและมูกปน ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง สัญญาณโรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease: IBD) เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเห็นว่าอาหาร แบคทีเรียและไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายที่อยู่ภายในลําไส้เป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามจำกัดออก เกิดอาการอักเสบเรื้อรัง

จะเห็นได้ว่าโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีความหลากหลายของอาการมากกว่าที่เราคิด ไหนจะส่งผลต่อการอักเสบตามข้อต่อ ความผิดปกติที่ผิวหนัง การอักเสบของกระดูกสันหลังที่นำมาซึ่งความพิการ รวมไปถึงอาการปวดท้องเรื้อรัง โรคต่างๆ เหล่านี้น้อยคนนักจะรู้ถึงต้นตอโรคว่ามาจากระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้บ่อยครั้งมีการวินิจฉัยที่คาดเคลื่อนและได้รับการรักษาล่าช้า เพราะฉะนั้นหากถูกวินิจฉัยได้เร็วเท่าไร โอกาสในการรักษาหายเป็นปกติก็มีเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ลดความทรมานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เวียนศีรษะบ้านหมุน ปัญหาสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642053

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 09:43 น.เวียนศีรษะบ้านหมุน ปัญหาสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้กรมการแพทย์เตือนอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน อาจนำไปสู่โรคภัย พร้อมแนะนำการสังเกตอาการ และการปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการ

กรมการแพทย์ โดยสถาบันประสาทวิทยา เผยอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย หากเกิดอาการไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะบางครั้งอาการเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคอื่นๆ ได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า อาการบ้านหมุน เป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความรำคาญและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะระหว่างทำงานหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอาจเกิดอันตรายได้

อาการที่พบได้บ่อย คือ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ทรงตัวลำบาก บ้านหมุนคล้ายกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน หรือรู้สึกว่าตัวเองหมุนทั้งที่ไม่มีการเคลื่อนไหว อาจมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ มีเสียงในหู เป็นต้น ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญกับผู้ป่วย เพราะถ้าได้รับการรักษาในระยะแรกจะได้ผลดี หากสงสัยว่าตนเองมีความผิดปกติ รู้สึกเวียนศีรษะ บ้านหมุนโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือมีประวัติโรคหู ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของอาการบ้านหมุนมักเกิดจากสาเหตุของหูชั้นใน ถ้ามีอาการเวียนศีรษะรุนแรงผู้ป่วยมักจะไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะได้หรืออาการ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หูอื้อ หรือมีเสียงดังใน เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน หรือหินปูนในหูหลุด คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า อาการบ้านหมุนเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน

สำหรับรายที่มีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนมากๆ จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้ความดันในเลือดต่ำและอาจเกิดภาวะช็อก ทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งนี้ เมื่อมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขณะทำกิจกรรมต่างๆ ควรหยุดนั่งพัก เพื่อป้องกันการหกล้ม กรณีที่มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุนมากๆ ควรนอนพักสักครู่ จนอาการดีขึ้นหรือนั่งพัก หลับตา และรีบไปพบแพทย์

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการเลวลง เช่น การหันศีรษะไวๆ การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม เงยคอนานๆ ความเครียด วิตกกังวล อดนอน เป็นต้น ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านพันธุศาสตร์กับการรักษา “มะเร็งเต้านม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642050

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 09:28 น.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านพันธุศาสตร์กับการรักษา "มะเร็งเต้านม"ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม เผยแนวทางการรักษาใหม่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมด้วยการแพทย์แบบแม่นยำ “Precision Medicine”

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในสตรีไทยและสตรีทั่วโลก ที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทยมักมีอายุน้อยกว่าผู้ป่วยทางประเทศตะวันตก โดยอายุเฉลี่ยที่พบสูงสุดคือ 49-51 ปี ซึ่งต่างจากทางประเทศตะวันตกที่มักพบในสตรีอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยอายุน้อยหรืออยู่ในกลุ่มวัยก่อนหมดประจำเดือนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอายุน้อยเหล่านี้มักเป็นมะเร็งชนิดที่ลุกลามเร็ว และมีพยากรณ์โรคที่แย่กว่ามะเร็งเต้านมในสตรีอายุมาก แสดงให้เห็นถึงสาเหตุกลไกการเกิดโรคและลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่มนี้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องอาศัยแนวทางการตรวจวิเคราะห์และนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ

แม้ที่ผ่านมามะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในกลุ่มมะเร็งที่ได้ถูกพัฒนาวิธีการรักษาจนมีผลที่ค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ทำให้มะเร็งเกิดการลุกลามกลับ เป็นซ้ำและแพร่กระจายจนเสียชีวิตได้ 

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ หัวหน้าศูนย์เต้านม โรงพยาบาลเมดพาร์ค และศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลเจ้าพระยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดและค้นคว้าด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษามะเร็งเต้านม และสำเร็จการศึกษาจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ โรงพยาบาล Royal Marsden, Institute of Cancer Research กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงแนวทางการรักษาใหม่ล่าสุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอายุน้อยหรือวัยก่อนหมดประจำเดือนในประเทศไทย ว่าจำเป็นต้องใช้แนวทางที่เรียกว่า “การแพทย์แบบแม่นยำ (Precision medicine)

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พรชัย กล่าวว่า การใช้ศาสตร์ “การแพทย์แบบแม่นยำ” ในการรักษามะเร็งเต้านม เป็นนวัตกรรมการรักษาที่เน้นการตรวจหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของมะเร็ง โดยค้นหารูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนที่มีความสำคัญกับการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของมะเร็ง นำไปสู่การวางแผนการรักษาที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย ประกอบด้วยการวางแนวทางในการรักษาแบบองค์รวม ทั้งวิธีการผ่าตัด รังสีรักษา การให้ยาเคมีบำบัด และการใช้ยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมมะเร็ง

ผลการวิจัยใหม่ๆ ที่ทำในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมวัยก่อนหมดประจำเดือนที่มีมะเร็งลุกลามกลับเป็นซ้ำ โดยอาศัยองค์ความรู้ทาง “การแพทย์แบบแม่นยำ” พัฒนายามุ่งเป้าที่ไปออกฤทธิ์ยับยั้งยีนชื่อ CDK4/6 ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง เมื่อให้ยายับยั้ง CDK4/6 จะสามารถชะลอการลุกลามของโรคได้นานถึง 2 ปี มีผลข้างเคียงน้อยและทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวมากขึ้นโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อมะเร็งมีการกลายพันธ์เพิ่มขึ้นจนไม่ตอบสนองต่อยา การตรวจหาความผิดปกติของยีนอื่น ๆ เช่น ยีน PIK3CA ซึ่งเป็นยีนหลักที่ควบคุมกระบวนการลุกลามของมะเร็งเต้านม นำไปสู่การคิดค้นยาต้าน PI3K ขึ้นมา 

การใช้ศาสตร์ “การแพทย์แม่นยำ” เพื่อการรักษามะเร็งเต้านมต้องอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านพันธุศาสตร์ ทำให้การศึกษาทางโมเลกุลทำได้อย่างรวดเร็ว ในราคาที่ถูกลง มีการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมมะเร็งของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ชะลอการกลับเป็นซ้ำของโรค และลดผลข้างเคียงจากการได้รับยาต้านมะเร็งที่ไม่เกิดประโยชน์ในผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการตรวจการกลายพันธุ์ และการแสดงออกของยีนคือ การวิเคราะห์ผล ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการแปลผลเนื่องจากความหลากหลายทางพันธุกรรมนั้นมีความซับซ้อน ข่าวดีคือปัจจุบันสามารถส่งตรวจหาความผิดปรกติของสารพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ หรือที่โรงพยาบาลเอกชนระดับแนวหน้าในประเทศไทย

ไปตลาดให้ปลอดภัย รู้จุดเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641637

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 09:20 น.ไปตลาดให้ปลอดภัย รู้จุดเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงตลาดไปได้!! แต่ไปให้ปลอดภัย ต้องมีสติในการดูแลป้องกันตนเอง ระมัดระวังอยู่เสมอเมื่อต้องสัมผัสกับจุดเสี่ยงเหล่านี้

สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) บอกต่อข้อมูล ตลาดไปได้!! แต่ไปให้ปลอดภัย ต้องมีสติในการดูแลป้องกันตนเอง ระมัดระวังอยู่เสมอเมื่อต้องสัมผัสกับจุดเสี่ยงเหล่านี้…ที่สำคัญต้องอย่าลืม! เช็คข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ว่าตรงไหนเป็นจุดเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงบ้าง และปลอดภัยไม่พลาด : สวมหน้ากาก – ล้างมือ – เว้นระยะห่าง

ธนบัตรและเศษเหรียญเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค การโอนเงินผ่านโทรศัพท์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสกับเชื้อโรคต่างๆ

ล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัส รวมทั้งนำเนื้อสัตว์ที่ซื้อกลับมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปจัดเก็บหรือทำอาหาร รวมทั้งปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน

ล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัส รวมทั้งนำผักและผลไม้ที่ซื้อกลับมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปจัดเก็บหรือทำอาหาร รวมทั้งปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน

เพราะบางครั้งเราก็แกะถุงพลาสติก และใช้มือหยิบอาหารเข้าปากทันที ทำให้เสี่ยงรับเชื้อโรคที่ปะปนอยู่บนถุงเข้าสู่ร่างกาย ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสถุงหูหิ้ว

ตรวจสอบข้อมูลก่อนเดินทางไป สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง และ กลับถึงบ้าน ควรล้างมือให้สะอาดทันทีทุกครั้ง

ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ สวมหน้ากาก และ เว้นระยะห่างทางสังคม ช่วยลดโอกาสรับและส่งต่อเชื้อโรคไปสู่คนรอบข้างได้

ที่มา https://www.facebook.com/socialmarketingth/posts/2703337959916545

“เนื้อแดง-เนื้อแปรรูป” ไม่ว่าเมนูไหน ก็เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641563

วันที่ 30 ธ.ค. 2563 เวลา 11:38 น.“เนื้อแดง-เนื้อแปรรูป” ไม่ว่าเมนูไหน ก็เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดได้ลด “ไนโตรซามีน” สารก่อมะเร็ง ตัวการมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มักอยู่ในเมนูปิ้งย่างและชาบู อาหารยอดฮิตติดลมบน

ใครจะรู้ว่าอาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน จะแฝงไปด้วยปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูปที่ผ่านการหมัก รมควัน หรือกระบวนการต่างๆ ที่เพิ่มรสชาติหรือถนอมอาหาร เช่น เบคอน ไส้กรอก แหนม ลูกชิ้น หมูยอ และกุนเชียง เป็นต้น โดยอาหารเหล่านี้มีสารเคมี ไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อมีการสะสมในร่างกายจะทำปฏิกิริยากับปัจจัยอื่นในร่างกาย เช่น การอักเสบของระบบทางเดินอาหาร หรือสารอื่นที่ร่างกายได้รับผ่านทางอาหาร ส่งผลให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

ในปัจจุบันร้านอาหารแนวบุฟเฟ่ต์กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะแนวปิ้งย่างและชาบู แต่รู้หรือไม่ การรับประทานเนื้อแดงไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อแพะ ที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง หรือถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงแบบต้ม ก็มีความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เนื่องจากการนำเนื้อแดงไปประกอบอาหารในความร้อนสูง จะทำให้เกิดสารสารโพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAH) และสารเฮเทอโรไซคลิกอโรมาติกเอมีน (HAA) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

เป็นที่น่าสนใจว่าความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น เพิ่มขึ้นตามปริมาณเนื้อแดงที่รับประทาน โดยพบว่าการรับประทานเนื้อแดงปริมาณ 100 กรัมต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น 17% และการรับประทานเนื้อแปรรูปปริมาณ 50 กรัมต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากถึง 18 %

เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าอาหารปิ้งย่างจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้เพียงอย่างเดียว แต่การรับประทานเนื้อแดง หรือเนื้อแปรรูป ในวิธีประกอบอาหารอื่นๆ ก็สามารถเป็นปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี แนะนำว่า การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 50-100 กรัมต่อวัน พยายามรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น ไข่ เต้าหู้ และถั่ว ทดแทนเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป และให้เพิ่มการรับประทานผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เป็นพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนกันค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตประจำวันที่เคยชิน เพราะฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เสี่ยง หรือคนที่มาอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับการตรวจส่องกล้องทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อหาความผิดปกติในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในปัจจุบัน สามารถตรวจพบติ่งเนื้อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าติ่งเนื้อนั้นจะมีขนาดเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว และเมื่อมีการตรวจพบติ่งเนื้อจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์สามารถทำการตัดติ่งเนื้อออกได้ทันทีอย่างปลอดภัยด้วยเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ทั้งนี้ ในผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไปแล้วในระยะต้นบางคน ยังสามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องในการรักษาได้ ซึ่งจะไม่มีแผลผ่าตัดภายนอก มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัดใหญ่ และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อย ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการผ่าตัดส่องกล้องรักษานี้ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

การผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีที่คนไทยต้องรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641467

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:40 น.การผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เทคโนโลยีที่คนไทยต้องรู้แพทย์ไทยใช้เทคโนโลยีพัฒนาการเรียนการสอนการผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางผ่าตัดข้อสะโพกของเอเชีย

ภาวะข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากผิวข้อสะโพกสึกหรอตามวัย กระดูกบริเวณข้อสะโพก และรอบข้างบางลง หรือเกิดจากการทรุดตัวของหัวสะโพก ทำให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวได้น้อยลงคนไข้อาจมีอาการ เจ็บข้อสะโพก ปวดบริเวณขาหนีบ หากหัวสะโพกยุบตัว อาจทำให้ขายาวไม่เท่ากัน เดินลำบาก จากสถิติในปี 2559 ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีโอกาสป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมถึง 37.4% และจะมีโอกาสพบมากขึ้นเนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

ขณะเดียวกันเราจะพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยเพิ่มขึ้นอีกด้วย วัยกลางคนมีภาวะของกระดูกสะโพกตายมากขึ้น มีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน, การสูบบุหรี่ และการได้รับยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง โรค SLE ข้ออักเสบรูมาตอยด์ รักษาด้วยการทานยาลดการอักเสบ แก้ปวด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก ทำกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดข้อติดแข็ง แต่ถ้าหากทำการรักษาแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีการผิดรูปของข้อสะโพก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมศัลยแพทย์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิม เป็นการผ่าตัดเปิดแผลเข้าทางด้านหลัง (Posterior approach) หรือเข้าทางด้านข้าง (Lateral approach) ที่ต้องทำการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพกออก ทำให้ฟื้นตัวช้าหลังผ่าตัด และเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อสะโพกเทียมหลุดหลังผ่าตัดเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกตัดออกไป ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่การผ่าตัดสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct Anterior Approach หรือ DAA) แพทย์จะผ่าตัดเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (direct anterior approach) เข้าระหว่างกล้ามเนื้อ Tensor fascia lata และ Sartorius โดยผู้ป่วยจะนอนหงายขณะผ่าตัด ช่วยให้ใส่ข้อสะโพกเทียมได้ตรงจุดและประเมินความยาวของขาได้แม่นยำขึ้น แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้า (Anterior) ขนาดแผลผ่าตัดเล็กลงจากเดิม และสูญเสียเลือดน้อยกว่า คนไข้ฟื้นตัวเร็วกว่าปกติ ลดอาการเจ็บหลังผ่าตัด สามารถเดินได้โดยไม่มีการกระเผลกเอียงของลำตัว (Limping) คนไข้สามารถเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด และกลับบ้านได้ภายใน 1-3 วัน ใช้เวลาพักพื้น 5-7วัน และใช้เวลา 4 สัปดาห์ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปรกติ

ผศ.ดร.นพ.สักกาเดช ลิ้มมหาคุณ หรือหมอปั๋ง ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ กระดูกและข้อ กล่าวว่า “การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ เป็นการผ่าตัดรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ส่วนในเมืองไทยเพิ่งได้รับความนิยมได้เพียง 5 ปี จึงไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร ทำให้ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผ่าตัดวิธีนี้ในโรงเรียนแพทย์ ปัจจุบันมีแพทย์ที่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้มีจำนวนน้อย ในขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละ 25,000 ราย แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนาการเรียนการสอนแต่ยังมีข้อจำกัดสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ๆในการจะมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ในเคสผ่าตัดจริง เนื่องด้วยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก ทำให้ในแต่ละครั้งมีแค่หมอผ่าตัดและผู้ช่วยเบอร์ 1 เท่านั้นที่จะสามารถเห็นการผ่าตัดได้ และกว่าที่แพทย์จะมั่นใจในเทคนิคการผ่าตัดดังกล่าวต้องผ่านเคสมากกว่า 100 ราย ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรและใช้เวลานานเกินไป”

หมอปั๋ง จบปริญญาเอกด้านข้อสะโพกเทียมที่ประเทศออสเตรเลีย และศึกษาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมที่ Massachusetts General Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการเรียนการผ่าตัดข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในรูปแบบออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีเวอร์ชวล เรียลลิตี้ หรือ VR จัดเวิร์กช้อปกับแพทย์ฝึกอบรมมามากกว่า 2 ปี กล่าวถึงแรงบันดาลใจในครั้งนี้ว่า “ขณะเรียนอยู่ผมประทับใจในผลการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทางด้านหน้าโดยไม่ตัดกล้ามเนื้อมาก มันไม่ปวดเหมือนการผ่าตัดวิธีเดิมๆ และสามารถช่วยให้คนไข้กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” เมื่อกลับมาที่เมืองไทยจึงพยายามผลักดันวิทยาการนี้ ได้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยพัฒนาการสอนเพื่อเผยแพร่วิทยากรให้ได้รวดเร็วและมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผู้เรียนสามารถเข้าร่วมเรียนได้โดยไม่ว่าจะมาจากสถาบันไหน หมดปัญหาการเข้าถึง ซึ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเราก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปรกติ

การสอนผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในรูปแบบออนไลน์ จะช่วยยกระดับ การเพิ่มประสบการณ์ในการเรียนรู้ ให้กับแพทย์ผ่าตัด ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎี และเทคนิคการผ่าตัดแบบแอนิเมชั่น และทำเวิร์กช้อป หลังเรียนจบจะมีการทดสอบประเมินผล และมอบประกาศนียบัตรเพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต”

หมอปั๋งกล่าวเสริมว่า “ความท้าทายของการผ่าข้อสะโพกแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อเป็นเหมือนเรื่องไก่กับไข่ ประชาชนยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกการรักษา ส่งผลให้ความนิยมการเลือกเรียนของแพทย์ไม่เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่เทคโนโลยีการรักษาไปไกลและพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

ปัจจุบันหมอปั๋งยังคงเดินหน้าผลักดันการเรียนการสอนออนไลน์และเวิร์กช้อปให้กับนักเรียนแพทย์เพื่อช่วยให้คนไข้มีทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม และหวังว่าจะมีศัลยแพทย์เฉพาะทางเก่งๆ มากขึ้นเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลางเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกของเอเชีย

5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641465

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:10 น.5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่เซเลบริตี้ ฟิตเนส ชวนฟิตกล้ามเนื้อ 5 ท่าปั้นเรียวขาและบั้นท้ายสวยรับปีใหม่

ทิ้งท้ายก่อนสิ้นปีด้วยการบอกลาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย ลด ละ เลิก นิสัยกินจุบจิบ และหันมาฟิตหุ่นให้กระชับเป๊ะปัง ด้วยท่าออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ปั้นเรียวขาและบั้นท้ายคุณให้สวยก่อนปีใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสวมใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งไปกับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ในฟิตเนส

สำหรับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ เซเลบริตี้ ฟิตเนส คัดเลือกมาให้คุณได้ลองทำเพื่อฟิตหุ่นให้กระชับรับปีใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นท่าที่ช่วยให้คุณฟิตหุ่นได้ทุกนาทีแบบเน้นๆ โดนๆ พร้อมการสร้างกล้ามเนื้อแบบตรงจุด ที่สำคัญไม่ต้องกังวลว่าท่ายากจะเยอะ เพราะเราคัดเลือกท่าที่เหมาะสมกับผู้ออกกำลังกายในทุกๆ เลเวล

เริ่มต้นด้วยท่าที่ 1 Barbell Squat: เน้นกระชับต้นขาและสะโพก กับท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้กระชับ โดยเฉพาะต้นขาด้านหน้า รวมไปถึงต้นขาด้านหลังและกล้ามเนื้อช่วงสะโพกให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการยกบาร์เบลไว้ด้านหลัง พร้อมกับหย่อนสะโพกลงทำท่า Squat ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการลงนั่งเก้าอี้ แล้วยืดตัวกลับขึ้นมา ทางเลือกสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจใช้เพียงน้ำหนักตัวของเราก่อนได้ โดยไม่ต้องใช้บาร์เบล 

ท่าที่ 2 Barbell Deadlift: เน้นสำหรับสะโพกและต้นขาด้านหลัง ท่านี้เวลาก้มและยกบาร์เบล ต้องออกแรงจากสะโพกและดันขึ้น ไล่บาร์เบลจากระดับเหนือหัวเข่าขึ้นไปตามหน้าขา จะฟีลที่กล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาด้านหลังเต็มๆ แถมกล้ามเนื้อช่วงต้นแขนยังได้ออกแรงไปในตัวอีกด้วย ใครอยากปั้นก้นให้กลมเด้งรับรองเห็นผล มีทริกเล็กน้อยคือยืนโดยให้เท้ามีระยะห่างกว้างเท่าช่วงสะโพก และงอเข่าได้เล็กน้อย

ท่าที่ 3 Cable Kick Back: ท่านี้เป็นการออกแรงไปพร้อมกับการเกร็งหน้าท้องและก้น ด้วยการใช้อุปกรณ์ Cable Crossover Machine โดยดึงสายเคเบิ้ลมาล็อคกับข้อเท้า งอเข่าเล็กน้อยและเตะขาไปด้านหลัง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายท่านี้แนะนำให้เลือกน้ำหนักพอประมาณที่รู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้ และอย่าลืมเกร็งกล้ามเนื้อท้องและก้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น

ท่าที่ 4 Dumbbell Sumo Squat: ท่านี้บริหารก้นและต้นขาด้านในโดยใช้ดัมเบล 1 ลูกมาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย โดยถือดัมเบลพร้อมกางขาให้กว้างกว่าช่วงสะโพก และให้ปลายเท้าชี้ไปด้านข้างประมาณ 45 องศา หลังจากนั้นหย่อนก้นลงเหมือนท่า Squat โดยมีทริกง่ายๆ คือ ช่วงย่อตัวลงอย่าลืมเกร็งก้น เพื่อให้กล้ามเนื้อก้นทำงานมากขึ้น บั้นท้ายจะได้กระชับ

ปิดท้ายกับท่าที่ 5 Abduction/Adduction: สำหรับเน้นสะโพกด้านข้าง (Abduction) และต้นขาด้านใน (Adduction) ที่จะช่วยให้สะโพกกระชับ ขาไม่เบียดกัน และกล้ามเนื้อขามีความสมดุลมากขึ้น

· ท่า Abduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้แคบเข้ามาและวางขาไว้ด้านใน จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงขาดันที่วางขาให้เปิดออก

· ท่า Adduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้กว้างออกและวางขาไว้ด้านนอก จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงหุบขาดันที่วางขาเข้ามา

จะสังเกตได้ว่าท่าออกกำลังกายทั้ง 5 ท่า จะเน้นไปที่กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายในแต่ละท่า แนะนำว่าควรทำอย่างน้อย 15-20 ครั้งต่อเซ็ต รวม 3-4 เซ็ต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ที่สำคัญควรทำในคลับฟิตเนส และมีผู้เชี่ยวชาญหรือเทรนเนอร์ คอยให้คำแนะนำ