เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 13:02 น.เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต“…เพราะความสวยและความสุขเกิดจาก Confidence to be…” เจาะลึกผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นใจในความสวยของสาวๆ กว่า 8 แสนคน พร้อมอัพเดต 4 เทรนด์ความงามในอนาคตที่ไม่ควรพลาด

เมื่อพูดถึงเรื่องของความสวยความงาม ทุกคนจะต้องนึกถึงเคล็ดลับหรือวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ตัวเองดูดีขึ้น ตลอดจนการเข้าหาแพทย์และคลินิกเสริมความงามเพื่อมองหาตัวช่วยที่จะทำให้เห็นผลลัพธ์ในการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้น ทำให้เทคโนโลยีความงามเชิงการแพทย์รุดหน้าและมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคในการเสริมความงามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจมากขึ้นในทุกวัน และแน่นอนว่าเทรนด์ความงามก็ตอบโจทย์ความต้องการที่เป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น เป็นการตอกย้ำมุมมองความงามยุคใหม่ ว่าที่จริงแล้ว ความสวยที่สาวๆใฝ่หาไม่ใช่การมองหาเครื่องมือที่จะทำให้เราสวยเหมือนใคร แต่คือการมองหาเครื่องมือเพื่อเพิ่มความมั่นใจ Confidence to be…ในแบบที่เราเป็น 

เบื้องหลังการส่งเสริมความมั่นใจให้กับผู้หญิงมากกว่า 8 แสนคน ในประเทศไทย

“…9 ใน 10 ของผู้หญิงไทย เผยว่าตัวเองไม่สวยและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เราจึงมีหน้าที่ที่จะบอกต่อและตอกย้ำเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนมีความมั่นใจในความสวยแบบที่เป็นตัวเอง เป็นตัวคุณ Confidence to be… ”

คุณเปิ้ล-เภสัชกรหญิงกิตติวรรณ รัตนจันทร์ ผู้จัดการใหญ่ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ไทยแลนด์ บริษัทผู้นำนวัตกรรมความงามจากเยอรมนี ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการเวชภัณฑ์และนวัตกรรมความงามกว่า 20 ปี และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งเสริมความมั่นใจให้กับผู้หญิงไทยมากกว่า 8 แสนคน ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี ได้สร้างแรงผลักดันให้สาวไทยมั่นใจในคาแรคเตอร์และความงามของตัวเอง ก่อเกิดขึ้นเป็นความรู้สึกดีๆ ที่ทำให้พวกเธอยิ่งดูดีมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ตอกย้ำเทรนด์ความงามด้วยความมั่นใจในความสวยที่เป็นตัวเอง และสิ่งที่สาวๆ มองหา เมิร์ซ เอสเธติกส์ มีคำตอบและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของหนุ่มสาวในไทยได้

เจาะลึก 4 เทรนด์ความงามในอนาคต กับคุณเปิ้ลผู้เปรียบเสมือนบิ้วตี้กูรูในประเทศไทย

1. Selfcare/สวยรักษ์ตัวเอง

คำนิยามของเทรนด์นี้คือ …เพราะรักตัวเองมากขึ้น จึงดูแลตัวเองมากขึ้น… อย่างเรื่องของความสวยความงาม จะเห็นได้ว่าผู้คนทั่วโลกทั้งเซเลบ ดารา หรือคนธรรมดาทั่วไปมองว่าการเข้ารับโปรแกรมเสริมความงามเป็นหนึ่งใน Selfcare routine และไม่อายที่จะโพสต์ว่าได้เข้ารับบริการชนิดใดไปแล้วบ้าง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกว่าเรากำลังดูแลความสวยความงามของตัวเองเท่านั้น แต่ยังแสดงออกว่าเรากำลังรักษ์ในตัวเองมากขึ้น และจัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่พลิกจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก

2. Hyper-Personalize Beauty

เป็นเทรนด์ความต้องการความสวยเฉพาะบุคคล ที่ทุกคนต้องการมองหาผลิตภัณฑ์หรือโปรแกรมเสริมความงามที่ออกแบบมาเพื่อคน ๆ นั้นโดยเฉพาะ อย่างการเสริมความงามด้วยเครื่องมือยกกระชับ ที่มีหน้าจอวิเคราะห์ชั้นผิว ทำให้สามารถออกแบบการรักษาที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น

3. Skin Quality

ปัจจุบันผู้คนไม่ได้อยากเสริมความงามเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโครงหน้าของตัวเองมากนัก แต่เป็นความต้องการที่อยากที่จะมีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากกว่า แต่ผิวต้องสดชื่นสดใส อ่อนเยาว์ และแลดูสุขภาพดี เรียกได้ว่า เป็นการใส่ใจในคุณภาพผิวจากภายใน มากกว่าการมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะการมีคุณภาพผิวที่ดีคือความงามที่ยั่งยืน

4. Clean Beauty

การเลือกผลิตภัณฑ์ความงามแบบไร้ซึ่งสารพิษ เช่น สกินแคร์ที่ปราศจากทั้งแอลกอฮอล์ สารกันเสีย น้ำหอม และสีย้อม เป็นต้น ในการเสริมความงามก็เช่นกัน สารลดเลือนริ้วรอยแบบ 0% Impurities นั้นกำลังมา โดยล่าสุดตัวแม่แห่งวงการฮอลลีวูด อย่าง กวินเน็ธ พัลโทรว์ ก็ได้ออกมาแนะนำการใช้โบบริสุทธิ์แบบ 0% Impurities เช่นกัน

3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่าง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 07:47 น.3 สารอันตราย วายร้ายในอาหารปิ้งย่างกรมอนามัย เตือนประชาชนกินอาหารปิ้ง ย่าง หรืออาหารประเภทรมควันไหม้เกรียมรวมทั้งหมูกระทะเป็นประจำสะสมนานเสี่ยงได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง พร้อมแนะวิธีกินปิ้งย่างอย่างถูกต้อง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ประชาชนที่นิยมกินอาหารปิ้งย่างหรือรมควัน หรือเมนูหมูกระทะเป็นประจำ อาจทำให้เสี่ยงต่อการได้รับสารอันตราย 3 ชนิด ได้แก่

  • สารไนโตรซามีน (nitrosamines) พบในปลาหมึกย่าง ปลาทะเลย่าง และในเนื้อสัตว์ที่ใส่สารไนเตรท ประเภทแหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ที่มีสีแดงผิดปกติ  ทำให้เสี่ยงต่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร 
  • สารพัยโรลัยเซต (Pyrolysates) พบมากในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่าง สารกลุ่มนี้บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงทางพันธุกรรมมากกว่าสารอะฟลาทอกซินตั้งแต่ 6-100 เท่า
  • สารพีเอเอช หรือสารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbon) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ และเตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม

อันตรายที่ตามมา

สารเหล่านี้จะพบในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง ย่าง หรือรมควันของเนื้อสัตว์ที่มีไขมันหรือมันเปลวติดอยู่ด้วย เช่น หมูย่างติดมัน เนื้อย่างติดมัน ไก่ย่างส่วนติดมัน เนื่องจากขณะปิ้งย่าง ไขมันหรือน้ำมันจะหยดไปบนเตาไฟ ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพีเอเอชลอยขึ้นมาพร้อมเขม่าควันเกาะที่บริเวณผิวของอาหาร พบมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง หากกินเข้าไปเป็นประจำจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งจากข้อมูลสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในปี 2557 พบว่ามะเร็งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในประเทศไทยอันดับหนึ่งคือมะเร็งตับและท่อน้ำดี โดยมีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวน 15,305 คน

วิธีกินปิ้งย่างอย่างถูกต้อง

หากทำการปิ้งย่างกินเอง ควรเลือกเนื้อสัตว์เฉพาะส่วนหรือที่มีไขมัน ติดน้อยที่สุด หรือควรตัดส่วนที่เป็นไขมันออกไปก่อน เพื่อลดไขมันที่จะไปหยดลงบนถ่าน ถ้าต้องปิ้งย่างบนเตาถ่านธรรมดา ควรใช้ถ่านที่อัดเป็นก้อน ไม่ควรใช้ถ่านป่นละเอียด หรืออาจใช้ฟืนที่เป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะการเผาไหม้ จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ที่สำคัญควรใช้ใบตองห่ออาหารก่อนจะทำการปิ้งย่าง เพื่อเป็นการลดปริมาณไขมันจากอาหาร ที่หยดลงไปบนถ่าน ซึ่งจะทำให้อาหารมีกลิ่นหอมใบตอง และหลังปิ้งย่างควรหั่นส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้มากที่สุด

แต่หากกินตามร้านอาหาร เช่น ร้านหมูกระทะ ควรเลือกร้านที่ใช้ภาชนะการปิ้ง ย่าง ที่สามารถลดหรือป้องกันน้ำมันหยดลงบนเตาไฟได้ เข่น ใช้เตาไฟฟ้า หรือเตาไร้ควัน ซึ่งสามารถควบคุมระดับความร้อนได้มากกว่าการใช้เตาถ่าน หรือเลือกร้านที่ได้รับป้ายอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) จากกรมอนามัยก็จะช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวประเภทแคมป์ปิ้ง กางเต็นท์ในเขตพื้นที่อุทยาน และที่นิยมปรุงอาหารเอง โดยเฉพาะเมนูปิ้งย่าง หมูกระทะ บริเวณที่พักนั้น สิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคืออันตรายจากเตาไฟที่ใช้ เพราะหากเป็นกรณีใช้เตาถ่านในการปิ้งย่าง หลังกินเสร็จต้องมั่นใจว่ามีการดับถ่านในเตาไฟจนสนิท เพราะหากไม่ระวังอาจทำให้เกิดไฟไหม้ตามมาได้ หรือในกรณีของการใช้เตาไฟฟ้าก็ต้องมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สายไฟไม่ชำรุด เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้เช่นเดียวกัน

ปัญหาของคนอยากไว้พุง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ปัญหาของคนอยากไว้พุง – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 08:33 น.ปัญหาของคนอยากไว้พุงรศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน เผยข้อแนะนำสำหรับคนอยากมีพุงใหญ่เพิ่มเสน่ห์นั้นง่ายแสนง่าย แต่แฝงภัยร้ายและปัญหาที่ตามมาอีกมาก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว Dr.Winai Dahlan เรื่อง ปัญหาของคนอยากไว้พุง ดังนี้

คนพุงใหญ่ในวันนี้จำนวนไม่น้อยรู้ตัวเองดีว่าการมีพุงตามมาด้วยสารพัดโรค จึงหาทางลดพุงกันยกใหญ่ ทว่า น่าแปลกคนบางกลุ่มไม่มีพุงกลับอยากมีพุง เคยเจอคนประเภทนี้มาขอคำแนะนำในเรื่องการสร้างพุงโดยให้เหตุผลว่าพรรคพวกหรือแม้กระทั่งภรรยาอยากให้มีพุงบ้างเพื่อสร้างเสน่ห์กลายเป็นอย่างนั้น แม้พยายามอธิบายว่าพุงนั้นสร้างปัญหาทำให้เกิดโรคเมแทบอลิก เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ทั้งอาจจะทำให้ง่ายต่อการเป็นมะเร็งเสียด้วยซ้ำ แต่หลายคนยังยืนยันว่าอยากมีพุง

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากมีพุงใหญ่นั้นง่ายแสนง่าย อยากมีพุงก็ต้องดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ กินน้ำหวานมากๆ จะช่วยให้เอวใหญ่ขึ้นถึงห้าเท่าเมื่อเทียบกับน้ำเปล่า เพิ่มขนมหวานให้มากขึ้นไปอีก งดหรือลดอาหารเช้า กินอาหารเย็นใกล้เวลานอนให้มากโดยกินให้เป็นมื้อใหญ่ เติมคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารให้มาก ลดโปรตีนลง พยายามกินโดยใช้จานขนาดใหญ่เพื่อให้กินได้มากขึ้น ออกกำลังกายให้น้อยเข้าไว้ แค่นี้ก็พุงกลมได้แล้ว เป็นคำแนะนำที่ง่ายแสนง่าย แถมปฏิบัติง่ายอีกต่างหาก

แต่เมื่อแนะนำแล้วก็ต้องเตือน พุงที่ใหญ่ขึ้นจะสร้างปัญหาแก่สุขภาพอย่างสาหัส ไขมันในพุงส่วนที่เป็น Visceral fats ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายหากสะสมมากเกินไปจะสร้างปัญหาได้สารพัดโดยทำให้เซลล์ไขมันขยายตัวผลที่ตามมาคือการสร้างฮอร์โมน Adiponectin ลดลงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมน Insulin ลดลงกระทั่งเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน ปัญหาที่ตามมาคือเบาหวาน

ไขมันในพุงมากเกินไปการสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับกลไกการอักเสบในอวัยวะภายในย่อมเกิดมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ฮอร์โมนบางตัวที่สร้างจากเซลล์ไขมันยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิตส่งผลให้ความดันโลหิตสูงตามไปด้วย ประการสุดท้ายคือไขมันในพุงตั้งอยู่ใกล้อวัยวะภายในร่างกายมากเกินไป การหลั่งกรดไขมันออกจากเซลล์ไขมันในพุงตรงเข้าสู่ตับได้ง่าย คนพุงใหญ่จึงมักมีปัญหาไขมันสูงในเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งคอเลสเตอรอลกลุ่ม LDL ที่ถือเป็นไขมันตัวร้ายก่อปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดแถมด้วยปัญหามะเร็งเต้านมและโรคปลายประสาทเสื่อมอีกต่างหาก 

ดังนั้น ใครอยากตายแบบมีพุงที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าดูสง่ากว่าแบบผอมแห้งก็มีพุงไปเถอะ เรื่องคนอยากมีพุงโดยไม่กลัวโรคอย่างนี้ไม่อยากอธิบาย สงวนเวลาไปลดพุงให้กับตนเองจะดีกว่า

โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!! – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 10:15 น.โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!!หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ โพสต์ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด และทางเดินหายใจ สามารถเล่นงานอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ลำไส้ สมอง และไขสันหลัง

เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ ประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ

…ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด และทางเดินหายใจ สามารถเล่นงานอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ลำไส้ สมอง และไขสันหลัง

ผลข้างเคียงของระบบประสาทจากเชื้อไวรัสโควิด- 19 แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม

1 กลุ่มแรกแบ่งเป็น

1.1 สมองขาดออกซิเจน Hypoxic encephalopathy เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ทำลายเนื้อปอดในคนที่ป่วยหนักต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ มีผลต่อความรู้สึกตัว การรับรู้

และ 1.2 อัมพฤกษ์ อัมพาต Stroke จากการมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดไปเลี้ยงสมอง เนื่องจากไวรัสทำให้เลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้กับคนอายุไม่มาก

2 ไวรัสเล่นงานระบบประสาทโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบในสมอง Acute virus encephalitis ตรวจรหัสพันธุกรรม PCR พบไวรัสโควิด-19 ในน้ำไขสันหลัง

3 ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติเกิดขึ้นหลังจากรับเชื้อไวรัสโควิด-19 ภูมิคุ้มกันของตัวเองทำให้เกิดการอักเสบและการเสียหายของสมองและไขสันหลังอย่างหนัก เช่น Acute disseminated encephalomyelitis (ADEM) และ Acute necrotizing encephalitis

ไข้หวัดใหญ่ Influenza เป็นไวรัสอีกตัวหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทเหมือนไวรัสโควิด-19 ในข้อ 2 และ 3

คนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

ที่มา https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1802237996609623&id=604030819763686

รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 07:55 น.รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดเซโรโทนิน ปิดท้ายที่วิธีเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกายเพื่อป้องสภาวะผิดปกติทางจิต ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

เมื่อคืนที่ผ่านมาใครนอนไม่ค่อยหลับ เช้านี้รู้สึกไม่สดชื่นเต็มร้อย คืนนี้หากอยากนอนให้ดีขึ้น ลองมาทำความเข้าใจกับ เซโรโทนิน (Serotonin) สารชีวเคมีชนิดหนึ่งทีร่างกายสร้างขึ้นมีคุณสมบัติเป็นทั้งสารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ การย่อยอาหาร ความรู้สึกอยากหรือเบื่ออาหาร รวมไปถึงกานนอนหลับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายโรค 

หน้าที่ของเซโรโทนินต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย มีดังนี้

  • เซโรโทนินในสมองและระบบประสาท มีหน้าที่ควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และความรู้สึกสุขสงบ ช่วยระงับความโกรธและความก้าวร้าว
  • เซโรโทนินในระบบทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ทำให้เกิดความอยากอาหาร หรือบางครั้งก็ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้เช่นกัน
  • เซโรโทนินในระบบไหลเวียนเลือด ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

นอกจากนี้ เซโรโทนินจะกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตผ่านการรับรู้ปริมาณสารอาหาร เมื่อร่างกายหลั่งเซโรโทนินออกมา เราจะรู้สึกอยากอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอ สารชนิดนี้ก็จะส่งสัญญาณแสดงความอิ่ม ทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวเพื่อย่อยอาหาร เกิดการดูดซึมและเผาผลาญสารอาหารอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อตับและเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างหรือสลายมวลกระดูกด้วย หากร่างกายมีปริมาณเซโรโทนินไม่เพียงพอ ระบบการทำงานเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบและแปรปรวนไป

จะเกิดอะไรขึ้น หากร่างกายขาดเซโรโทนิน?

หากร่างกายหลั่งเซโรโทนินออกมาน้อยลง ทำให้มีระดับเซโรโทนินลดต่ำ หรือมีความผิดปกติที่ตัวรับเซโรโทนิน จะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. มีความผิดปกติด้านอารมณ์และพฤติกรรม มีอาการซึมเศร้า การขาดเซโรโทนินมักทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล อยู่ไม่สุข โกรธง่าย หงุดหงิด และบางครั้งก็แสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงได้ นอกจากนี้ ความบกพร่องในการรับเซโรโทนินยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตอื่นๆ โดยมีสภาวะแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นภายนอกเป็นปัจจัยร่วม การให้เซโรโทนินจึงเป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า
  2. กระตุ้นอาการก่อนมีประจำเดือน กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น รู้สึกซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล อยากอาหารมากกว่าปกติ ไปจนถึงคลื่นไส้อาเจียน เป็นผลมาจากระดับเซโรโทนินในร่างกายที่ลดต่ำลงนั่นเอง
  3. ขาดสมาธิ เซโรโทนินเป็นสารที่ช่วยทำให้จิตใจสงบ เกิดสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ หากร่างกายขาดเซโรโทนิน คุณจะรู้สึกกระวนกระวายจนไม่สามารถตั้งสมาธิจดจ่อกับอะไรได้ มักส่งผลต่อการเรียนและการทำงานด้วย
  4. นอนไม่หลับ หน้าที่อีกอย่างของเซโรโทนินคือควบคุมการนอนหลับ เมื่อร่างกายมีระดับเซโรโทนินลดลงจึงส่งผลให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ มีอาการอ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สดชื่น
  5. รู้สึกเจ็บปวด เซโรโทนินมีส่วนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อให้เลือดหยุดไหลเมื่อเกิดแผล ดังนั้น หากร่างกายได้รับความเจ็บปวด เช่น ถูกมีดบาด หรือบาดเจ็บ การขาดเซโรโทนินก็จะทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ้น และทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงด้วย
  6. พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ เซโรโทนินเป็นสารที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม การขาดสารนี้จึงอาจทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลาและกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง หรืออาจรู้สึกเบื่ออาหารก็ได้ และมักทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ คุณจึงมีอาการปวดท้อง จุกเสียด หรือแน่นท้องได้
  7. เกิดโรคลำไส้แปรปรวน เซโรโทนินเกือบ 95% ถูกผลิตและเก็บไว้ที่ลำไส้เล็ก หากขาดสารสื่อประสาทชนิดนี้ การทำงานของลำไส้เล็กก็จะเปลี่ยนไป โดยสามารถทำให้เกิดปัญหาท้องผูก ท้องเสีย หรือทำให้เกิดอาการท้องผูกท้องเสียสลับกัน ที่เรียกว่าโรคลำไส้แปรปรวน หากคุณสงสัยว่าอาการที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับระดับเซโรโทนินที่ลดต่ำลง คุณควรไปพบแพทย์
  8. ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากคุณสังเกตว่าตัวเองมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกเหนื่อยมาก อารมณ์ไม่ดี เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเป็นหวัดบ่อยกว่าปกติ อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพราะการมีระดับเซโรโทนินต่ำสามารถส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าที่เคย
  9. นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนไป การมีระดับเซโรโทนินต่ำสามารถทำให้เกิดความแปรปรวนของนาฬิกาชีวิตของร่างกาย (Circadian rhythm)ซึ่งอาการทั่วไปที่พบได้คือ รู้สึกง่วงนอนในระหว่างวันมากกว่าตอนกลางคืน อาการดังกล่าวยังเป็นอาการพื้นฐานของโรคซึมเศร้าอีกด้วย เพราะผู้ป่วยโรคนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการนอน ได้แก่ นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท ตื่นเช้ามาไม่สดชื่น เป็นต้น
  10. วิตกกังวลมากขึ้น ร่างกายของคนเรามีตัวรับเซโรโทนินที่แตกต่างกันอย่างน้อย 14 ชนิด และ 5-HT1A คือตัวที่สำคัญที่สุดในทั้งหมด ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต หากตัวรับชนิดนี้บกพร่อง คุณก็จะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ประหม่า และขี้กังวลมากขึ้น
  11. มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ การขาดความสนใจต่อสิ่งต่างๆ  อ่อนเพลีย และไม่สามารถจดจ่อต่อบางสิ่งบางอย่าง ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับการขาดเซโรโทนินได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าอาการเหล่านี้พบได้ทั่วไปในคนที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย

วิธีเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกาย

นอกจากการใช้ยา คุณสามารถใช้วิธีทางธรรมชาติในการช่วยเพิ่มระดับสาร Serotonin ในร่างกาย ดังนี้

  • กินของมีประโยชน์ ได้แก่ อาหารที่มีทริปโตเฟนสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท เช่น ปลาแซลมอนและปลาทูน่า อาหารที่ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน เช่น ดาร์กช็อกโกแลต และควรหันมารับประทานทานแป้งไม่ขัดสีอย่างข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีทแทนแป้งขัดสี นอกจากนี้ อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบเป็น 5-Hydroxytryptophan ก็ช่วยเพิ่มเซโรโทนินได้เช่นกัน แต่เพื่อความปลอดภัย ก่อนเลือกรับประทานอาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เสมอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายในระดับคงที่เป็นประจำ วันละ 30-40 นาที จะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินและทริปโตเฟน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเซโรโทนินได้ ทั้งยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานเป็นปกติ
  • ออกไปรับแสงแดดเป็นประจำ มีงานวิจัยที่เผยว่าแสงแดดช่วยในการสังเคราะห์เซโรโทนิน และยังช่วยให้มีอารมณ์สดใสเบิกบานยิ่งขึ้น การเปิดบ้านรับแสงธรรมชาติ หรือออกไปเผชิญแสงแดดอ่อนๆ บ้าง จึงเป็นการช่วยบำบัดทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
  • หมั่นบำบัดความเครียด ความเครียดเป็นตัวขัดขวางการหลั่งเซโรโทนิน การทำกิจกรรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด เช่น การฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินได้
  • เติมวิตามินซี บี  มีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า วิตามินซีเป็นยากล่อมประสาทตามธรรมชาติ ที่สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ ส่วนวิตามินบี ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินบี 50-100 มิลลิกรัมต่อวัน  อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อความปลอดภัย 
  • ลดปริมาณน้ำตาล การทานน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเราจนขาดความสมดุล และอาจแสดงออกทางอารมณ์ที่ผิดพลาดได้ง่ายขึ้น

เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋ – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋เจาะลึกเคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นฉบับ “ดู๋-สัญญา คุณากร” เพราะเลนส์แว่นตาไม่ใช่อะไรก็ได้

หลังจากรับหน้าที่แบรนด์เอมบาสเดอร์ให้กับเอสซีลอร์มาตลอด 1 ปี พิธีกรมากความสามารถ ดู๋-สัญญา คุณากร พูดคุยผ่านรายการไลฟ์สตรีมมิ่ง เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพดวงตาและการเลือกเลนส์แว่นตาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กับบทบาทพิธีกรที่เป็นอยู่ พร้อมสรุปเคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาฉบับมินิมอลสไตล์พี่ดู๋

คนส่วนใหญ่เมื่อเดินเข้าร้านแว่นก็มักให้ความสำคัญในการเลือกกรอบแว่นเป็นอันดับแรก เพราะคิดว่ากรอบแว่นที่สวมใส่สบายและทำให้ผู้สวมใส่ดูดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วปล่อยขั้นตอนสำคัญในการเลือกเลนส์ให้ถูกกำหนดด้วยราคาของเลนส์มาก่อน การเลือกเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเราแท้จริงแล้ว สำคัญประหนึ่งการเลือกอวัยวะที่ต้องอยู่เคียงคู่กับเราเลย เพราะเลนส์คือองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงคุณภาพการมองเห็นของเรา ฉะนั้น สิ่งแรกที่เราควรศึกษาเป็นอันดับแรกในการซื้อแว่นก็คือเลนส์นั่นเอง

ชนิดของโครงสร้างเลนส์สายตา

เลนส์ชั้นเดียว (Single Vision) คือเลนส์ที่แก้ไขปัญหาการมองเห็น จากค่าสายตาที่ผิดปกติระยะเดียว เช่น สายตาสั้น หรือสายตายาว ซึ่งอาจมีหรือไม่มีสายตาเอียงร่วมด้วย

เลนส์อายเซ็น (Eyezen) คือนวัตกรรมเลนส์รุ่นใหม่เพื่อการแก้ไขปัญหาสายตาของคนยุคดิจิทัล ที่ต้องใช้สายตาหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดวัน มีทั้งรุ่นที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่คำนวณค่าบิดเบือนของแสง 2 ระยะทั้งการมองใกล้และไกล และรุ่นที่มีเทคโนโลยีช่วยลดการเพ่ง เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าดวงตาซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่ใช้งานสายตาในระยะใกล้อย่างหนักกับทั้งจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน โดยช่วยให้มองเห็นอย่างคมชัดสบายตายิ่งขึ้น

เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lenses) เลนส์หลายโฟกัสที่เหมาะกับคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ถูกออกแบบเพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งระยะใกล้ กลางและไกลโดยไม่มีรอยต่อในเนื้อเลนส์ ด้วยคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหามองเห็นได้หลายระยะจึงสวมใส่ได้ทุกสถานการณ์และตลอดวัน โดยไม่ต้องคอยสลับใช้แว่นตาหลายอัน เช่น เปลี่ยนใส่แว่นอ่านหนังสือ

อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญของการเลือกเลนส์แว่นตา นอกจากการเลือกโครงสร้างเลนส์ที่สามารถแก้ไขปัญหาสายตาเราได้แล้ว ผู้สวมใส่แว่นยังสามารถมีฟีเจอร์เสริมที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้เช่นกัน

การป้องกันแสงสีน้ำเงิน (Blue UV Capture) เพื่อกรองแสงสีน้ำเงินทั้งจากแสงอาทิตย์ ตลอดจนโทรทัศน์และหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เนื่องจากแสงสีน้ำเงินสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาวะจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าที่ควร

การเปลี่ยนสีเลนส์อัตโนมัติเข้มขึ้นตามสภาพแสง (Transitions Lens) เรียกว่าเลนส์ปรับแสง เมื่ออยู่ในที่ร่มเลนส์จะใสเหมือนเลนส์สายตาปกติ เมื่อออกแดดเลนส์จะปรับสีเข้มขึ้นคล้ายกับแว่นกันแดด ทำให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาสามารถสวมใส่แว่นสายตาออกกลางแจ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาสวมแว่นกันแดด คุณสมบัตินี้ยังช่วยกรองรังสี UV ทั้ง UVA/UVB ได้ 100% ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกที่จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ นอกจากป้องกันรังศี UV แล้ว เลนส์ทรานซิชั่นส์ (Transitions Lens) ยังกรองแสงสีนำเงินอีกด้วย

การตัดแสงจ้าด้วยเลนส์โพลาไรซ์หรือเอกซ์เพอริโอ เป็นเลนส์ที่ผู้มีปัญหาสายตาหลายท่านไม่ทราบว่า สามารถทำเลนส์สายตาเป็นแว่นกันแดดได้ เลนส์ชนิดนี้จะช่วยขจัดความจ้าของแสงที่สะท้อนเข้าตาที่รบกวนการมองเห็น รวมถึงเพิ่มความสบายตาในการสวมใส่เมื่ออยู่กลางแจ้งหรือขณะขับรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนหรือขณะทำกิจกรรมแอคทีฟต่างๆ กลางแดดจ้า

ต่อไปนี้เวลาเราเดินเข้าร้านแว่น นอกจากการเลือกกรอบให้เข้ากับรูปหน้า และเสริมบุคคุลิกของเราเองแล้ว เรายังสามารถเลือกเลนส์ที่แก้ไขปัญหาสายตา และมีนวัตกรรมเลนส์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเราเองได้อีกด้วย ที่สำคัญที่ควรเลือกแบรนด์ของเลนส์แว่นตาที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เราได้ใช้เลนส์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่โฆษณาจริง ๆ เพราะ “เลนส์แว่นตาไม่ใช่อะไรก็ได้” สำหรับเลนส์ที่คุณดู๋แนะนำ คือ เอสซีลอร์ (Essilor) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเลนส์แว่นตาระดับโลกจากฝรั่งเศสเอสซีลอร์ เลนส์แว่นตาที่จบครบทุกคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขการมองเห็น การปกป้องสุขภาพดวงตา และความเคลียร์ใส ทำให้คุณทำทุกกิจกรรมอย่างเต็มที่ไม่มีสะดุด #ดูแลสุขภาพสายตา #ยิ่งเร็วยิ่งดี

คลังความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/638026

วันที่ 15 พ.ย. 2563 เวลา 07:50 น.คลังความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลินสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน ร่วมกับซาโนฟี่ เปิดตัวเว็บไซต์ T2DMinsulin.com นำเสนอ e-Learning ให้ความรู้ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลิน หวังลดภาวะการเกิดโรคแทรกซ้อน

ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2568 โดยจะมีประชากรที่มีอายุ มากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในทุกๆ 5 คนเป็นโรคเบาหวาน สหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้คาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ. 2583 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน ซึ่งในปัจจุบันมีรายงานว่าในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 4.8 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 2 ล้านคนที่ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วยหรือยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

นพ.เพชร รอดอารีย์ เลขาสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า “สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในแต่ละปี ประเทศไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานเฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาทต่อปี และสิ่งที่น่ากังวลคือ มีคนไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานอีก 7.7 ล้านคน ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งคาดว่ากลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ จะกลายเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานในอัตราร้อยละ 5-10 ต่อปี ซึ่งสามารถป้องกันได้”

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพบว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งเกิดจากที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นเบาหวานได้ ซึ่งหากปล่อยให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ตับอ่อนผิดปกติไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือผลิตได้น้อยลง ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ที่ผ่านมา สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยเบาหวานที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลินให้ได้รับความรู้และเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการใช้อินซูลิน และให้เห็นถึงประโยชน์ในการดูแลตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากโรคเบาหวานที่จัดการได้ไม่ดี หรือไม่ได้รับการรักษาดีที่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดภาวะทุพพลภาพและภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตา โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด และการถูกตัดเท้าหรือขา

ในขณะที่ประเทศไทย ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่สามารถให้ความรู้ผู้ป่วยเบาหวานทุกรายได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงประเทศไทยยังไม่มีสื่อการเรียนระบบออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งในบางครั้งผู้ป่วยอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากโลกออนไลน์ บ้างก็ไม่มีแหล่งที่มาของข้อมูล อาจเกิดความเข้าใจผิดในการใช้อินซูลินได้

เนื่องในวันเบาหวานโลก ปี 2563 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน ร่วมกับบริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด มีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้ร่วมกันจัดทำสื่อการเรียนออนไลน์ (e-Learning) บนเว็บไซต์ www.t2dminsulin.com เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลินและผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถเรียนรู้และสร้างความเข้าใจในการใช้อินซูลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลายทั้งคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต

อีกทั้ง ผู้ที่ลงทะเบียนยังสามารถทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเพื่อทดสอบความเข้าใจหลังเข้าเรียน และจะได้รับประกาศนียบัตรออนไลน์หลังจากได้ทำการเรียนในแต่ละบทเรียนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าสมาชิกได้เรียนครบถ้วน และเป็นอีกแรงจูงใจให้สมาชิกที่ลงทะเบียนตั้งใจที่จะเรียนรู้ โดยโครงการ e-Learning บนเว็บไซต์ www.t2dminsulin.com ได้เปิดให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล รวมทั้งประชาชนทั่วไปเข้าไปลงทะเบียนเรียนออนไลน์ ได้ตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

ศ.คลินิก นพ.วีระศักดิ์ ศรินนภากร นายกสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน กล่าวเสริมว่า “สื่อโครงการ e-Learning บนเว็บไซต์ www.t2dminsulin.com ถือเป็นอีกสื่อกลางที่ให้ความรู้โรคเบาหวานที่ทันสมัย เหมาะกับยุคดิจิทัล ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่าย สะดวก เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งได้ออกแบบเป็นตัวการ์ตูนแอนิเมชั่น และมีเกมสอดแทรกความรู้เพื่อให้สนุกสนานกับการเรียนรู้ เพิ่มความน่าสนใจ และจดจำได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีการประเมินผลการเรียนพร้อมได้ใบประกาศนียบัตร โดยมีเนื้อหาที่ครอบคลุมถึง 8 เรื่องหลักๆ ประกอบด้วย ทำไมอินซูลินถึงมีความสำคัญ, ชนิดของอินซูลิน, การเริ่มใช้อินซูลิน, การจัดการเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, การใช้เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว และความจำเป็นของการปรับขนาดยาอินซูลิน, การเก็บอินซูลิน และการพกพาอินซลูิน, อาหารและการออกกำลังกาย และความเข้าใจผิดและความจริงเกี่ยวกับอินซูลิน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้ที่สนใจ และบุคลากรทางการแพทย์ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ในระบบเดียว”  

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการก้าวไปสู่การดูแลผู้ป่วยเบาหวานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สำคัญที่สุดคือภาคประชาชน หวังว่าสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ e-Learning ที่ร่วมกับพัฒนาขึ้นมานี้ จะเป็นสื่อกลางที่ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างกำลังใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลิน ได้เรียนรู้วิธีการดูแลรักษาโรคเบาหวานด้วยตนเองให้เกิดผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้  เพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้สนใจสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.t2dminsulin.com หรือสแกน QR Code และสามารถเข้าไปดูขั้นตอนการสมัครลงทะเบียนง่ายๆ ได้ที่ https://www.t2dminsulin.com/regis_instruction_vid.php

จะรักษาอย่างไร เมื่อรู้ตัวว่าเป็น ‘ไมเกรน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/637432

วันที่ 08 พ.ย. 2563 เวลา 07:17 น.จะรักษาอย่างไร เมื่อรู้ตัวว่าเป็น 'ไมเกรน'อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท ผ่าทุกเรื่องเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะเรื้อรัง “ไมเกรน” …เพราะไมเกรนไม่ใช่แค่อาการปวดหัว

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยปัจจัยที่ก่อให้เกิดความกังวลและความเครียดต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ อาชีพการงาน โรคติดเชื้อโควิด-19 และอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ และโรคที่พบบ่อยมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ โรคปวดศีรษะเรื้อรัง หรือที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า โรคไมเกรน ที่มักจะพบในกลุ่มวัยทำงานเป็นส่วนมาก มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ประสบภาวะอาการปวดหัวไมเกรน นอกจากจะรบกวนและลดประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย หากคำนวณเป็นตัวเลขจะพบว่าโรคไมเกรนนี้สามารถคิดเป็นหนึ่งในสามของภาวะการเจ็บป่วยยอดฮิตที่พบมากที่สุดในโลก หรือพูดง่าย ๆ คือในคนเจ็ดคนจะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไมเกรนอย่างน้อยหนึ่งคนเลยทีเดียว

ไมเกรน เป็นอาการเจ็บป่วยทางร่างกายที่สามารถเกิดและพบบ่อยสุดในช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี หรือบางรายสามารถตรวจพบได้เมื่ออายุเพียง 7-8 ปีเท่านั้น แต่อายุโดยเฉลี่ยที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงานในช่วงต้น ๆ และพบน้อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีเป็นต้นไป นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอีกด้วย

นายแพทย์เขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์ด้านโรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ไมเกรน เป็นโรคที่พบมานานเป็นร้อยปีแล้ว จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดโรคไมเกรนได้อย่างชัดเจนนัก แต่โดยการตรวจวินิจฉัยส่วนมากจะพบว่าผู้ที่มาหาหมอจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่อง หรือมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจมารับการวินิจฉัยโรค ซึ่งปกติตามขั้นตอนจะมีการตรวจซักประวัติถามถึงข้อมูลต่าง ๆ ทั้งประวัติการเจ็บป่วย ประวัติครอบครัว รูปแบบการใช้ชีวิต เป็นต้น ซึ่งหากทำการวินิจฉัยแล้วพบว่าผู้ป่วยเป็นไมเกรน ทางการแพทย์ก็จะให้การรักษาด้วยยาตามอาการนั้น ๆ ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถจำแนกตามลักษณะการเกิดอาการได้เป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ อาการปวดไมเกรนแบบนาน ๆ ครั้ง (Episodic Migraine) และการปวดไมเกรนแบบเรื้อรัง (Chronic Migraine)

การรักษาเมื่อรู้ว่าเป็น “ไมเกรน”

ตั้งแต่โลกรู้จักกับ “โรคไมเกรน” วงการแพทย์เองก็ได้ทำการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าไม่มียาใดที่รักษาไมเกรนให้หายขาดได้ ซึ่งยาที่ใช้รักษาไมเกรนโดยทั่วไปจะใช้เพื่อการควบคุมอาการเมื่ออาการกำเริบเท่านั้น โดยแบ่งยารักษาออกเป็นสองประเภท คือ

1. ยารักษาแบบเฉียบพลัน (Acute Treatment) สำหรับรับประทานทันทีที่มีอาการปวด ซึ่งยาจะได้ผลดีเมื่อรับประทานได้เร็วทันท่วงที เพราะหลังจากนี้ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนซึ่งจะมีผลให้ยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง

2. ยารักษาแบบป้องกัน (Preventive or Prophylactic Treatment) ซึ่งเป็นยารับประทานแบบป้องกันที่ต้องได้รับอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อลดความรุนแรงหรือความถี่ของการเกิดอาการไมเกรน ซึ่งยาประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการขึ้นก่อน ยาในกลุ่มป้องกันนี้แพทย์มักจะแนะนำสำหรับกลุ่มผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการค่อนข้างบ่อย หรือกรณีที่ปวดนาน ๆ ครั้งแต่เมื่ออาการกำเริบแล้วรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติได้

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นพัฒนานวัตกรรม “ยาป้องกันไมเกรน” ที่เป็นยากลุ่มชีวโมเลกุลแบบฉีด โดยจะฉีดให้ผู้ป่วยเดือนละครั้ง ทั้งยังสามารถฉีดได้ทั้งกับผู้ป่วยที่มีอาการแบบเรื้อรัง (Chronic Migraine) และแบบนาน ๆ ครั้ง (Episodic Migraine) ทั้งนี้ แพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาการใช้ยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย

“การรักษาโดยส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาและให้ยาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยไมเกรนนี้จะใช้เวลารักษาต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป แล้วแต่การวินิจฉัยในแต่ละราย” นพ.เขษม์ชัย กล่าวเสริม

ในรายที่ได้รับยาตามขนาดที่แพทย์แนะนำ พบว่าอาการปวดศีรษะดีขึ้นและความถี่ในการเกิดอาการน้อยลง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายให้ต้องกังวล อย่างไรก็ตาม การยอมรับการรักษาจึงอยู่ที่การตัดสินใจของผู้ป่วย แพทย์จะแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมในการรักษา พร้อมวิธีการดูแลตัวเองและให้กำลังใจผู้ป่วย รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ ได้แก่ สภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียด ฯลฯ 

นายแพทย์เขษม์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “แนะนำให้ผู้ป่วยไมเกรนดูแลตัวเอง และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม คือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หรือเลือกทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายสมองบ่อย ๆ อย่าให้เครียดมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงแดดจัด หรืออาหารที่ไปกระตุ้นอาการ รวมทั้งดื่มน้ำมาก ๆ เพราะภาวะร่างกายขาดน้ำ (Dehydrate) ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างที่อาจเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลให้ไมเกรนกำเริบบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น” 

โรคไมเกรน แม้จะยังเป็นกลุ่มภาวะการเจ็บป่วยทางร่างกายที่ติดอันดับต้น ๆ และในปัจจุบันมีการค้นพบสารที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้แล้ว และด้วยวิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในแง่ของประสิทธิภาพ พร้อมกับลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ป่วยไมเกรนสามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมได้ที่โรงพยาบาลและศูนย์บริการทางการแพทย์

รู้เท่าทันอาการของโรคหลอดเลือดสมอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/637100

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 09:50 น.รู้เท่าทันอาการของโรคหลอดเลือดสมองโรคหลอดเลือดสมอง “Stroke” รู้ เร็ว รอด แพทย์เตือนหากมีอาการพูดลำบาก-ปากตก-ยกไม่ขึ้น ให้รีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสความพิการและเสียชีวิต

สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย เผยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยป่วยเป็นโรคสโตรคมากถึงปีละ 300,000 ราย คิดเป็นค่าใช้จ่ายปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาทต่อคน แนะหากพบอาการ “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น” รีบโทรสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

รู้หรือไม่ว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง!!

เพราะโรคหลอดเลือดสมองเป็นสิ่งใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ทำให้องค์กรโรคหลอดเลือดสมองโลก  (World Stroke Organization: WSO) ได้กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Day) เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ตระหนักถึงความสำคัญและรู้เท่าทันอาการของโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรค สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และสมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย จัดงานเสวนา“สถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย” พร้อมเดินหน้ารณรงค์โครงการ “Stroke รู้ เร็ว รอด” โทรสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ภายงานได้รับเกียรติจาก ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ นายกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ และ อ.นพ. เจษฎา อุดมมงคล นายกสมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย ร่วมพูดคุยให้ความรู้ในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองต่ออัตราการเสียชีวิตและทุพพลภาพ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองพร้อมแนวทางการรักษา

ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ นายกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสํารวจประชากรขององค์กรโรคหลอดเลือดสมองโลกพบว่าในปี 2563 มีผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองกว่า 80 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5.5 ล้านคน และยังพบผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึง 14.5 ล้านคนต่อปี โดย 1 ใน 4 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และร้อยละ 60 จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร สําหรับประเทศไทยโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุของความพิการและเสียชีวิตอันดับ 1 ในผู้สูงอายุ จากรายงานข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ของกองยุทธศาสตร์และแผนงานกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จํานวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่ปี 2556 – 2560 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2560 พบผู้ป่วยเกิดใหม่จำนวน 304,807 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ปีละไม่ต่ำกว่า 30,000 ราย โดยค่าใช้จ่ายที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากเป็นการรักษาในระยะสั้น คือได้รับการรักษาทันที ก็จะเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก แต่หากเป็นการรักษาระยะยาวที่ต้องได้รับการดูแลตลอดชีวิต จะมีค่าใช้จ่ายราวปีละ 2-3 ล้านบาทต่อคน ซึ่งส่งผลโดยตรงให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งส่วนตัว ครอบครัว และประเทศชาติโดยรวม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสําคัญที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัย ยิ่งส่งผลให้แนวโน้มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หัวใจสําคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” ดังนั้น หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดสามารถจำหลักการง่ายๆ คือ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ “พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น”

  • “พูดลำบาก” หมายถึง การพูดที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • “ปากตก” หมายถึง มุมปากข้างใดข้างหนึ่งตกลง ยิ้มยิงฟันแล้วปากเบี้ยว มุมปากสองข้างไม่เท่ากัน
  • “ยกไม่ขึ้น” หมายถึง แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น

โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ดังนั้น หากผู้ป่วยหรือคนรอบข้างสามารถสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ให้โทรไปที่สายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งแจ้งเร็วเท่าไร ก็จะช่วยลดการเสียชีวิตและความพิการได้ ตามโครงการรณรงค์“ Stroke รู้ เร็ว รอด ซึ่งหมายถึง ”รู้จักอาการและรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็จะมีโอกาสรอดพ้นจากความพิการและเสียชีวิต

สําหรับแนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทําได้เอง ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม หวานจัด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ควบคุมมระดับความดันโลหิต ระดับไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเหล้า บุหรี่ หมั่นตรวจสุขภาพประจําปี สําหรับผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

และเพื่อเผยแพร่โครงการรณรงค์ “Stroke รู้ เร็ว รอด” ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างยังได้ร่วมกับโรงพยาบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประกวดโครงการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือด ผ่านทางโซเซียล มีเดีย พร้อมติด hashtag #พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น โดยภายในงานเสวนาได้จัดให้มีการมอบรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานจากมหาวิทยาลัยนเรศวร โรงพยาบาลศรีสะเกษ และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวมาสคอต“นายด่วนจี๋ หรือ Mr. Fast Man” เพื่อเป็นสื่อกลาง ในการสร้างความรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตราย รวมถึงรู้จักดูแลตัวเอง และเฝ้าระวังอาการโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างถูกต้องอีกด้วย ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองได้ที่ เว็บไซต์ www.neurothai.org หรือ www.facebook.com/neurothai.thailand

ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคเส้นเลือดในสมองตีบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636962

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 08:25 น.ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคเส้นเลือดในสมองตีบเคยเห็นไหมที่บางคนอยู่ๆ ก็แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เดินไม่ได้ มุมปากตก พูดไม่ชัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทียังทำทุกสิ่งอย่างได้ปกติอยู่เลย คิดแล้วก็น่ากลัว ถ้าเป็นกับตัวเองขึ้นมาจะทำอย่างไรดี

อาการเหล่านี้คือข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรค “เส้นเลือดในสมอง” ข้อมูลโดย นายแพทย์กานต์ ศักดิ์ศรชัย อายุรแพทย์ระบบประสาทสมอง โรงพยาบาลพญาไท 2 เผยว่า เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองส่วนนั้นหยุดการทำงาน โดยจะมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีทันใด ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ ซึ่งพบว่าเกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ 70–80 เปอร์เซ็นต์ และเกิดจากเส้นเลือดสมองแตก 20–30 เปอร์เซ็นต์

โรคเส้นเลือดในสมองตีบเกิดได้กับใครบ้าง

โดยส่วนมากกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบคือกลุ่มผู้สูงวัย ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นก็มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ เฉลี่ยแล้วช่วงอายุที่พบโรคนี้บ่อยที่สุดในคนไทยคือ 65 ปี แต่ก็ใช่ว่าเด็ก วัยรุ่น และคนวัยทำงานจะไม่มีโอกาสเสี่ยงเลย เพราะจริงๆ แล้วเส้นเลือดในสมองตีบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยพบว่าตามสถิติ “เพศชาย” จะมีโอกาสเกิดโรคได้มากกว่า “เพศหญิง” รวมถึงถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติสูบบุหรี่ และนอนกรนก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้มากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ ยังพบว่าในคนที่มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายกว่าปกติก็มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อาการ

อย่างที่บอกว่าอาการที่ฟ้องว่าเส้นเลือดในสมองตีบมีหลากหลายอาการ ส่วนใหญ่คือปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งมีทั้งแบบชั่วคราวคืออาการดังกล่าวหายไปได้เองภายใน 1 วัน และแบบถาวรคือเป็นแล้วเป็นเลย จนกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ในที่สุด และหากอาการรุนแรงถึงขั้นเนื้อสมองบวมมาก ผู้ป่วยอาจจะซึมลงและเสียชีวิตได้ ซึ่งในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองอยู่ที่ประมาณ 43.3 คนต่อประชากร 1 แสนคนต่อปี ดังนั้นหากมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะหากชักช้าไม่รีบไปหาหมอ สมองของคุณจะถูกทำลายมากขึ้นในทุกวินาที

การรักษา

ถ้ามีอาการแล้วไปถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง แพทย์จะสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อสลายลิ่มเลือดที่อุดตันให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น แต่หากไปถึงมือแพทย์ช้ากว่านั้นต้องวินิจฉัยและพิจารณาการรักษาตามสาเหตุและอาการ ซึ่งหลังการรักษา ในบางรายอาจจะหายเป็นปกติได้ แต่บางรายก็อาจจะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมองและร่างกายให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

การป้องกัน

เมื่อรู้ถึงความน่ากลัวของโรคนี้แล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ต้องดูแลและรักษาสุขภาพให้ดี โดยสามารถป้องกันเบื้องต้นได้ง่ายๆ ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กล่าวมา พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน งดสูบบุหรี่ และต้องดูแลตัวเองให้ดีทั้งในเรื่องของอาหารการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย

เรื่องอาหารคุณหมอแนะนำให้รับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นอาหารที่มีกากใยสูงและไขมันต่ำ อย่างพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อปลา ฯลฯ ส่วนการพักผ่อนและออกกำลังกาย เพียงแค่ปฏิบัติให้พอดีและเหมาะสมต่อร่างกายแต่ละคนก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญคือควรตรวจสุขภาพทุกปี จะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง สำหรับการตรวจเฉพาะทางนั้นในผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคอาจตรวจคราบไขมันที่คอด้วยวิธีอัลตราซาวนด์ ซึ่งถ้าพบว่าคราบไขมันสะสมเยอะ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบก็มีมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องจำไว้ให้ดีว่า หากมีอาการแขนขาอ่อนแรง มุมปากตก ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด ต้องรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับระยะเวลาเหล่านั้น ยิ่งได้รับการรักษาเร็วก็จะยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติ ลดความเสี่ยงในการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และการเสียชีวิตได้มากขึ้นด้วย

ภาพ freepik.com