6 อาหารบำรุงสมองขั้นเทพของทุกเพศและวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636960

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 08:25 น.6 อาหารบำรุงสมองขั้นเทพของทุกเพศและวัยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นประจำช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ส่งผลให้ความจำและระบบความคิดทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังชะลอการเสื่อมของสมองไม่ให้เกิดเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น

อาหารมีส่วนสำคัญในการพัฒนาการทำงานของสมองของคนทุกช่วงวัย อาหารบำรุงสมองที่หลายคนรู้จัก อย่างปลาทะเล ผักใบเขียว หรือซุปไก่สกัด ล้วนมีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง ซึ่งอาจช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นประจำก็อาจช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ส่งผลให้ความจำและระบบความคิดทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังชะลอการเสื่อมของสมองไม่ให้เกิดเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น 

สมองและร่างกายที่ขาดสารอาหาร อย่างวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันดี อาจส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความคิด ความจำ อารมณ์ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางด้านสมองและภาวะผิดปกติทางอารมณ์ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเพิ่มในแต่ละมื้ออาหารก็อาจช่วยชะลอการเสื่อมของสมองลง ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตในระยะยาว 

6 อาหารบำรุงสมองที่ควรกิน

การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นประจำอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง ซึ่งหากเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายและสะดวกก็ยิ่งช่วยให้สมองได้รับสารอาหารต่อเนื่องขึ้น โดยในบทความนี้ได้รวบรวมสุดยอดอาหารบำรุงสมอง 6 ชนิด มาให้ได้ศึกษาและเลือกรับประทานกัน

ปลาทะเล

ปลาทะเลนั้นประกอบไปด้วยกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ อย่างโอเมก้า 3 และดีเอชเอ งานวิจัยหลายงานชี้ว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับสมองทางด้านความจำและระบบความคิดบกพร่องในระดับไม่รุนแรง อีกทั้งงานวิจัยบางงานยังพบว่าโอเมก้า 3 จากปลาทะเลอาจช่วยบรรเทาอาการจากภาวะผิดปกติทางอารมณ์ อย่างโรคเครียด โรคซึมเศร้า และโรคสมาธิสั้นในเด็กด้วย แต่ในขณะเดียวกันงานวิจัยบางชิ้นพบว่า การบริโภคโอเมก้า 3 ในคนทั่วไปที่ไม่มีภาวะผิดปกติและผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจไม่ได้รับประโยชน์ในการบำรุงสมองจากใช้กรดไขมันชนิดนี้ จึงอาจต้องรอผลการศึกษาในด้านนี้เพิ่มเติม

ซุปไก่สกัด

ซุปไก่สกัดเป็นอาหารฟังก์ชันหรืออาหารที่มีสารที่ให้ประโยชน์นอกเหนือจากสารอาหารทั่วไป ซึ่งได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เพราะเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการบำรุงสมองและร่างกาย โดยกระบวนการสกัดทำให้โปรตีนถูกย่อยเป็นเปปไทด์ที่มีประโยชน์ต่อสมองต่างจากโปรตีนทั่วไป จากการศึกษาพบว่าในซุปไก่สกัดมีกรดอะมิโนและสารไดเปปไทด์ชื่อว่าแอนเซอรีน (Anserine) และคาร์โนซีน (Carnosine) ที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบความจำ กระบวนการคิด และการตัดสินใจ (Cognitive Function) จึงอาจทำให้สมองส่วนดังกล่าวทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

จากการศึกษาในคนจำนวน 794 คน พบว่า กลุ่มที่ดื่มซุปไก่สกัดทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีผลทำงานของสมองในด้านความจำและการรับรู้เข้าใจที่ดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดื่ม นอกจากนี้ ซุปไก่สกัดยังอาจช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าจากการใช้สมองอย่างหนัก ลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เป็นสาเหตุของความเครียด ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นที่ทดลองให้คนวัยหนุ่มสาวดื่มซุปไก่สกัดเป็นเวลา 10 วัน ผลพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกด้านลบลดลง ทั้งความเครียด ความรู้สึกสับสน และอาการซึมเศร้า อีกทั้งยังไม่พบผลข้างเคียงจากการดื่มในระยะสั้น

จากข้อมูลข้างต้น ซุปไก่สกัดอาจเป็นตัวเลือกในการบำรุงสมอง เพิ่มประสิทธิภาพความจำและการรับรู้เข้าใจ ฟื้นฟูอาการเหนื่อยล้าของสมองในกลุ่มคนที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม แม้การศึกษาบางส่วนในระยะสั้นนั้นไม่พบผลข้างเคียง แต่ควรมีการศึกษาถึงสรรพคุณด้านบำรุงสมองของซุปไก่สกัดในระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อยืนยันถึงผลลัพธ์และความปลอดภัยที่ชัดเจนขึ้น

ผักใบเขียว

ผักใบเขียวเป็นอาหารบำรุงสมองที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกายและสมองหลายชนิด เช่น วิตามินเค โฟเลต ลูทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้อาจช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์สมองที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การเพิ่มผักใบเขียว อย่างใบมะรุม กะหล่ำ ปวยเล้ง คะน้า หรือบรอกโคลีในมื้ออาหารเป็นประจำก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติที่เกี่ยวกับสมองลงได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ขมิ้น

ขมิ้นเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านความจำและลดความเสี่ยงของโรคหลาย ๆ โรคที่มีสาเหตุจากสารเคมีในสมองมีการหลั่งที่ผิดปกติ อย่างโรคซึมเศร้าและโรคอัลไซเมอร์ จากการศึกษาพบว่าขมิ้นสามารถเพิ่มระดับของสารบำรุงสมอง (Brain-derived neurotrophic factor) ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์สมอง แต่การศึกษานี้อาจยังต้องศึกษาในแง่มุมอื่นหรือเปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างเพื่อยืนยันประโยชน์ของอาหารบำรุงสมองชนิดนี้

ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) โดยฟลาโวนอยด์นั้นจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีงานวิจัยรองรับว่าอาจช่วยลดความผิดปกติของสมองในผู้สูงอายุด้วยการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาพูดติด ๆ ขัด ๆ สามารถพูดได้คล่องและต่อเนื่องขึ้น นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตอาจลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสันในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

อะโวคาโด

กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Monounsaturated fat) ในอะโวคาโดอาจลดความดันโลหิตและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกาย โดยอาจลดความเสี่ยงที่ระบบความคิดจะเกิดความผิดปกติที่มีสาเหตุมาจากภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ อะโวคาโดยังอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งอาจลดภาวะเสื่อมของกระบวนการคิดที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือมีสาเหตุจากการบาดเจ็บในสมอง อย่างไรก็ตาม การศึกษาบางชิ้นยังเป็นเพียงการทดลองในสัตว์จึงควรรอผลการศึกษาอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อยืนยันคุณประโยชน์ของอะโวคาโดในด้านการบำรุงสมอง

อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายในทุก ๆ ด้าน เพราะอาหารเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารบำรุงสมองเท่านั้น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองในระดับที่เหมาะสม 

นอกจากนี้ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเป็นประจำ การทำกิจกรรมลดความเครียดหรือกิจกรรมบริหารสมอง ก็อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ รวมทั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบความคิดและความจำด้วย

‘ปอดบวม’ หนึ่งในลิสต์โรคประจำฤดูหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636563

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 06:20 น.‘ปอดบวม’หนึ่งในลิสต์โรคประจำฤดูหนาว“โรคปอดบวม” อาการติดเชื้อในปอดที่อาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา โรคยอดฮิตที่มาพร้อมลมหนาว

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าปีนี้ประเทศไทยฤดูหนาวจะมาไวกว่าปกติ ซึ่งสภาพอากาศที่เย็นลงอาจส่งผลให้เกิดโรคภัยต่างๆ ได้ง่ายโดยเฉพาะโรคสุดฮิตอย่าง “โรคปอดบวม” ที่เกิดจากการติดเชื้อในปอด อาจเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้เพราะมีวัคซีนป้องกันและยารักษา แต่ก็มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงเช่นเดียวกัน ล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยตัวเลขว่ามีเด็กจำนวนกว่า 800,000 คนต่อปีเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม

ข้อมูลโดย รศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยเรื่องราวเกี่ยวกับโรคปอดบวม ดังนี้

อาการและกลุ่มเสี่ยงโรคปอดบวม

โรคปอดบวมสามารถสังเกตได้จากผู้ป่วยจะมีอาการ ไอ เจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก บางคนอาจมีอาการไข้หนาวสั่นร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป และเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ขวบถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญและมีอัตราการเสียชีวิตสูง นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน

วิธีป้องกันโรคปอดบวม

โรคปอดบวมคือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับไข้หวัดทั่วไป โดยสามารถติดต่อกันผ่านการไอ จาม น้ำมูกหรือสัมผัสสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของผู้ที่ติดเชื้อ ดังนั้นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือเริ่มจากตัวผู้ป่วย โดยต้องใส่หน้ากากอนามัยหากต้องไปในที่สาธารณะหรือที่ ๆ ผู้คนแออัด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ ส่วนคนรอบข้างก็สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัยหากต้องอยู่ใกล้กับผู้ป่วย อีกทั้งในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมที่สามารถเข้ารับการฉีดได้จากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ

หากเป็นแล้วเสี่ยงเสียชีวิตหรือไม่

คนที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากปอดมีการอักเสบรุนแรงและติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากได้รับการรักษาช้า รวมถึงยังเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเบื้อนต้นตามที่กล่าวมา แต่แท้จริงแล้วโรคปอดบวมเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที หากใครที่มีอาการเข้าข่ายแพทย์จะทำการเอกซเรย์ปอดเพื่อหาความผิดปกติ โดยสังเกตได้จากปอดจะมีฝ้าสีขาวอย่างชัดเจน แต่ในผู้ป่วยระยะเบื้องต้นจะมีความยากตรงที่การเอกซเรย์จะยังเห็นฝ้าไม่ชัดมากนัก ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีติดตามอาการแล้วมาเอกซเรย์ในครั้งถัดไป

ตาแดง vs เส้นเลือดฝอยในตาแตก แตกต่างกันหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636635

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 10:40 น.ตาแดง vs เส้นเลือดฝอยในตาแตก แตกต่างกันหรือไม่“ตาแดง” ไม่ใช่แค่อาการผิดปกติของดวงตาตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังบ่งบอกถึงโรคต่างๆ ได้ด้วย แล้วตาแดงแบบไหนอันตรายมาก-อันตรายน้อย อยากรู้ต้องอ่าน

อาการตาแดง และเส้นเลือดฝอยในตาแตก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายต่อดวงตาหรือกระทบกับการมองเห็น หลายคนจึงอาจไม่ทันสังเกตเลือดบริเวณตาขาวเลยด้วยซ้ำ

ตาแดงอันตรายมาก และตาแดงอันตรายน้อย

ข้อมูลโดย ศ.นพ.พรชัย สิมะโรจน์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า อาการตาแดงเป็นการที่เส้นเลือดที่บริเวณเยื่อบุตาขาวเกิดการขยายตัว จึงทำให้เห็นเส้นเลือดได้ชัดเจน สามารถแบ่งตาแดงออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตาแดงอันตรายมาก และตาแดงอันตรายน้อย

ตัวอย่างโรคที่อยู่ภายใต้อาการตาแดงอันตรายน้อย ได้แก่

  • ตาแดงจากภูมิแพ้ คือจะมีอาการคันตา ตาบวม จะบวมมากบวมน้อยขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน
  • ตาแดงจากต้อลมและต้อเนื้อ ส่วนมากจะมีอาการระคายเคืองจากการโดนลมโดนแดด ฝุ่น ควัน หยอดตาแก้ระคายเคือง ตามคำแนะนำของแพทย์สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเจอลมเจอแดด ฝุ่น ควัน
  • ตาแดงจากเส้นเลือดฝอยแตก บางคนเส้นเลือดฝอยแตกไม่มาก บางคนแตกมาก สังเกตจากความแดงที่เห็นอาจดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วอาการไม่ได้มีความรุนแรงมาก เพราะไม่สามารถเข้าไปในตาดำได้
  • ตาแดงตามฤดูกาล เช่น โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตามฤดูกาล 

ตัวอย่างโรคที่อยู่ภายใต้อาการตาแดงอันตรายมาก ได้แก่

  • ตาแดงจากการติดเชื้อหนองใน ตาแดงประเภทนี้ เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทะลุเข้าไปในกระจกตาได้ แบคทีเรียชนิดนี้ สามารถทำลายผิวกระจกตาจนเสียหาย รุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ มีขี้ตาเยอะมาก เช็ดออกไม่กี่นาทีก็ไหลออกมาอีก ตาแดงประเภทนี้ต้องระวังกับเด็กทารกแรกเกิด ซึ่งอาจติดเชื้อขณะคลอด หรือติดจากมารดา ส่วนผู้ใหญ่อาจรับเชื้อจากคู่นอนที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ปัจจุบันนับว่าพบได้น้อย เนื่องจากเดี๋ยวนี้ทารกมีการฝากครรภ์ที่ดีก่อนคลอด ฉะนั้นผู้ที่เป็นตาแดงจากการติดเชื้อหนองในแล้วยังไม่ได้ไปทำการรักษากับแพทย์ให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน ที่สำคัญคือต้องถามคู่นอนว่าติดเชื้อหนองในหรือไม่ เพราะเชื้อประเภทนี้จะติดอยู่ที่อวัยวะเพศด้วย หากทิ้งไว้นาน เชื้อนี้สามารถกินเนื้อตาดำได้ ซึ่งก็แล้วแต่ความรุนแรงและภูมิต้านทานของแต่ละคนด้วย หากภายใน 24–48 ชั่วโมงไม่ได้รับการรักษาเชื้ออาจทะลุตาดำโดยง่าย
  • ตาแดงจากต้อหินเฉียบพลัน อาการเบื้องต้นจะมีอาการตาแดง รอบ ๆ ตาดำจะแดงระเรื่อตลอดเวลา กระจกตาจากเดิมที่เคยใสจะมัวขุ่น รูม่านตาขยาย มีอาการปวดตา ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รวมถึงการมองเห็นลดลงหรือแย่ลง ต้อหินเฉียบพลันเกิดจากมีความดันในลูกตาสูงกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการเหล่านี้ ถ้าทิ้งไว้ไม่รักษาอาจตาบอดได้ เพราะความดันตาสูงกว่าสภาพปกติ 4–5 เท่า การรักษาจึงต้องรีบลดความดันลูกตาลง อาจใช้วิธีการทานยา ฉีดยา ยาหยอด การรักษาโดยเลเซอร์ หรือบางกรณีอาจต้องเจาะตา เพื่อลดความดันลูกตาลง
  • ตาแดงจากงูสวัด ถ้าเป็นบริเวณใบหน้า มักจะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับลูกตา แต่บางคนมีแผลลามไปถึงบริเวณดั้งจมูก และหนังตาด้านบน ซึ่งอาจลุกลามเข้าตาได้ ในผิวกระจกตาดำจะมีลักษณะเฉพาะ คือ มีรอยแผลถลอก รูปร่างคล้ายกิ่งก้านใบไม้ โดยเชื้อไวรัสตัวนี้จะเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับเริม เมื่อตรวจพบให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะได้รับยาต้านไวรัสทำให้อาการเจ็บที่ประสาทและบริเวณที่เป็นบรรเทาลงได้

เส้นเลือดฝอยในตาแตก

ด้านข้อมูลโดย อ.พญ.สุธาสินี บุญโสภณ ภาควิชาจักษุวิทยา ระบุว่า เส้นเลือดฝอยในตาแตก คือการที่มีเส้นเลือดฝอยในตาแตก ซึ่งมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันไป เช่น เวลาที่เบ่ง ไอ จาม หรือมีความดันในร่างกายที่สูงขึ้นกะทันหัน หรือว่ามีความดันโลหิตสูง มีโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ หรือในผู้ป่วยที่รับประทานยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ การขยี้ตาแรงๆ มีผลทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตกได้

โดยทั่วไป เส้นเลือดฝอยในตาแตกจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร ยกเว้นในบางรายจะมีความรู้สึกระคายเคืองตา ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตก เช่น จากการขยี้ตาหรือมีแผลที่บริเวณเยื่อบุตาร่วมด้วยก็อาจจะทำให้รู้สึกระคายเคืองตา ไม่สบายตาได้ 

สำหรับเส้นเลือดฝอยในตาแตก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตกใจ เนื่องจากเวลาส่องกระจกแล้วเห็นว่ามีลักษณะปื้นของเลือดอยู่บริเวณเหนือตาขาว แต่จริงๆ แล้วตัวโรคไม่ได้อันตรายอะไร ซึ่งโดยทั่วไปสามารถหายได้เองภายในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดใดๆ ยกเว้นในบางรายที่มีการระคายเคืองตาเล็กน้อย อาจใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาการระคายเคือง เช่น น้ำตาเทียมได้ แต่ในรายที่มีอาการระคายเคืองตาค่อนข้างมาก หรือในรายมีอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตกซ้ำหลายๆ ครั้ง แนะนำให้มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของเส้นเลือดฝอยในตาแตกว่าเกิดจากสาเหตุใด เช่น ความดันโลหิตที่สูงขึ้นผิดปกติ การแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ 

เคล็ดลับป้องกันเส้นเลือดฝอยในตาแตก

การดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากบาดเจ็บอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดฝอยในตาแตกให้น้อยลงได้ เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ 

  • ไม่ขยี้ตา ไอ จาม อาเจียนอย่างรุนแรง หรือยกของหนักเป็นประจำ เพราะอาจส่งผลต่อเส้นเลือดฝอยในดวงตา 
  • ควรล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์เป็นประจำก่อนและหลังการใช้งาน
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา เมื่อต้องทำงานที่อาจมีเศษวัตุกระเด็นเข้าตาหรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงกระแทก
  • หมั่นพักสายตาบ่อยๆ หากต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน โดยอาจใช้สูตร 20-20-20 คือการพักสายตา 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เพื่อลดอาการอ่อนล้าของดวงตาและกระตุ้นให้กะพริบตาบ่อยขึ้น
  • ออกกำลังอยู่เสมอเพื่อให้ห่างไกลจากปัญหาสุขภาพอย่างโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเส้นเลือดฝอยในตาแตก
  • หากต้องอยู่ในสถานที่มีแสงแดดจ้าควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสียูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) ที่อยู่ในแสงแดด

ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636570

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ปวดหัวเรื้อรัง สัญญาณอันตรายโรคร้ายฝังลึกอาการปวดหัวเรื้อรัง ภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานรวมทั้งความเครียด

โรคปวดศีรษะ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและพบมากที่สุด โดยเกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับท่าทางการทำงานหรือความเครียดด้วย ข้อมูลโดย พญ.พิมลพรรณ วิเสสสาระกูล แพทย์ชำนาญพิเศษอายุรศาสตร์ เฉพาะทางอายุรแพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ระบุว่า

“ปวดหัวเรื้อรัง” เกิดจากสาเหตุอะไร

การปวดหัวเรื้อรัง คือลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งอาจเป็นการปวดหัวธรรมดาที่เกิดจากความเครียด ไมเกรน หรือมีความผิดปกติด้านอื่นๆ ในร่างกาย ทำให้มีอาการปวดต่อเนื่องจนกลายเป็นอาการปวดหัวแบบเรื้อรัง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอาการปวดหัวที่นำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ได้เช่นกัน  

ไมเกรน จัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหดและขยายตัวของเส้นเลือด จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวาในแต่ละรอบ และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้ามากเกินไป เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนมากเกินไปอาการจะแย่ลง 

“ปวดหัวเรื้อรัง” อันตรายหรือไม่?

อาการปวดหัวที่เกิดจาก การปวดหัวไมเกรน ปวดหัวจากความเครียด การใช้ความคิด เกิดความตึงของกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ได้เป็นอันตราย

แต่ถ้ามีอาการปวดหัวแบบรุนแรงมากหรือรุนแรงที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมักมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน การได้ยินลดลง หรือชักเกร็ง กระตุก เดินเซ หรือคอแข็ง หรือมีอาการปวดหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน นั่นอาจเป็นอาการของโรคอื่นที่แอบแฝง เช่น เนื้องอกในสมอง มะเร็งสมอง เส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ปวดหัวแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์

ปวดหัวรุนแรงขึ้นแบบทันทีทันใดปวดหัวพร้อมกับมีไข้และคอแข็งร่วมด้วยปวดหัวร่วมกับอาการทางระบบประสาทผิดปกติเช่นแขนขาอ่อนแรงเดินเซปากเบี้ยวเป็นต้นอาการปวดหัวในผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIVปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆและไม่ตอบสนองต่อการรักษา 

ทั้งนี้อาการปวดหัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ที่สำคัญควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายอันตรายถึงชีวิต

ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636527

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 08:45 น.ไวรัส RSV คืออะไร ทำไมระบาดในเด็กแพทย์หลายสำนักเตือนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV ระบาดบ่อยช่วงปลายฝนต้นหนาว เผยอาการคล้ายหวัด ยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสี่ยง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน

หลายวันมานี้มีข่าวเด็กๆ ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลหลายราย ซึ่งสาเหตุมาจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ Respiratory Syncytial Virus (RSV) ที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมหาวิธีป้องกันไปพน้อมๆ กัน 

ข้อมูลโดย อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมากๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่างๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ 

วิธีรักษา เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

ข้อมูลโดย นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ จากศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ฤดูกาลที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และหนึ่งในโรคสำคัญที่มีโอกาสติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการป่วยง่าย ๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้มองเผินๆ อาจเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สามารถเกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดในเด็กเล็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ปี สำหรับในประเทศไทยอาจพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว

การติดต่อของ RSV สามารถติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอ จาม โดยเฉพาะการติดต่อจากการสัมผัส ซึ่งหากเด็กได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 5 วัน โดยในช่วง 2 – 4 วันแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เมื่อการดำเนินโรคมีมากขึ้นส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนล่างมีการอักเสบตามมา ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ในบางรายเกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด มีเสมหะในลำคอมากๆ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่ต้องพึงระวัง คือ หากมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอจนอาเจียน หายใจเร็วหอบจนชายโครงหรืออกบุ๋ม หายใจออกลำบากหรือหายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing) รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย ซึมลง ปากซีดเขียว เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้สูง

ทั้งนี้ จากข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวของผู้ปกครองรายหนึ่งที่มีลูกยังเล็กอายุเพียง 5 เดือน แต่ติดเชื้อไวรัส RSV ทำให้เกิดปอดอักเสบ โดยคาดว่าติดเชื้อจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่มาจับหรือหอมแก้มลูกของตนนั้น การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสจากผู้อื่นที่ป่วยหรือเป็นพาหะได้ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กเล็ก อยากเข้าไปสัมผัสจับมือ หอมแก้ม โดยไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างมือก่อนสัมผัส เมื่อไปจับต้องโดนตัวเด็ก หรือสัมผัสโดนปากหรือจมูก ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรระมัดระวัง อย่าเผลอแพร่เชื้อให้เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว

การรักษา RSV ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรง แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ แก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการไอและอาการหายใจหอบเหนื่อยได้

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อยได้ เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ

การป้องกัน RSV ทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรดูแลความสะอาดให้ดี หมั่นล้างมือตัวเองและลูกน้อยบ่อย ๆ เพราะการล้างมือสามารถลดเชื้อที่ติดมากับมือทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 70 ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะครบ 5 หมู่ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายในอากาศที่ถ่ายเท ไม่อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปกติแล้วในผู้ใหญ่มักไม่ติดเชื้อโรคนี้ เพราะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ แต่ผู้ใหญ่มีโอกาสสัมผัสเชื้อนี้ได้ และหากไม่ล้างมือให้สะอาดก็อาจทำให้เด็กเล็กติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้

สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่ลูกมีอาการป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ ไม่ไปอยู่ในสถานที่แออัด ควรดูแลทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวและแยกไว้ต่างหากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าเรียนในเนิร์สเซอร์รีหรือโรงเรียนอนุบาลแล้ว หากมีอาการป่วยควรให้หยุดเรียนจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนทางด้าน นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ต้นฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงและอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรค Respiratory Syncytial Virus (RSV) ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี อาการของโรค คือ มีไข้สูง ไอมากและมีเสมหะมาก ซึมลง หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ตัวเขียว จากการขาดออกซิเจน สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย ที่ปนปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของล่น ฯลฯ และผ่านการหายใจเอาละอองจากการไอ จาม ของผู้ป่วยเข้าไปในร่างกาย โดยเชื้อไวรัส RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง แต่ใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ ในเด็กบางรายที่มีเสมหะมาก ต้องเคาะปอดและดูดเสมหะออกเพื่อลดความรุนแรงของอาการไอและหายใจหอบเหนื่อยได้ ยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์หากไม่มีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การป้องกันโรคทำได้ ดังนี้

  1. หมั่นล้างมือบ่อยๆ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
  2. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือสัมผัสผู้ป่วย
  3. ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ
  4. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ทารกที่ได้รับควันบุหรี่จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV
  5. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำมากๆ และให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ 

.ที่มา โรงพยาบาลรามาฯ , โรงพยาบาลกรุงเทพ , สำนักอนามัย

โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636473

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 11:05 น.โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ เจาะลึกเรื่องโรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ

เนื่องในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันโรคลมพิษโลก ในปีนี้ศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้จัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจ โรคลมพิษ” ครั้งที่ 5 เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมพิษ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ปีนี้จึงจัดกิจกรรมในรูปแบบการประชุมออนไลน์เพื่อประชาชน (virtual meeting) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับโรคลมพิษ และมีโอกาสสอบถามในประเด็นที่สนใจเกี่ยวกับโรคลมพิษ โดยในงานประชุมครั้งนี้มีกลุ่มผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 60 คน

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “โรคลมพิษเป็นโรคหนึ่งที่คนในสังคมรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าโรคลมพิษสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทและมีความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมพิษอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ชิดก็เป็นได้”

โรคลมพิษ เป็นโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย ขนาดของผื่นเกิดได้ตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตรหรืออาจจะมีขนาดใหญ่ถึง 10 เซนติเมตรก็ได้ อาการมักเกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน และขา ร่วมกับมีอาการคัน แต่ผื่นลมพิษมักจะคงอยู่ไม่นาน ส่วนใหญ่ผื่นจะราบหายไปภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่ก็อาจจะมีผื่นขึ้นใหม่ที่บริเวณอื่น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวมหรือตาบวม (angioedema) ร่วมด้วย ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก คอ หายใจไม่สะดวก รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นรุนแรงนี้ มีเพียงจำนวนน้อย

โรคลมพิษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

1) โรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน คือ อาการผื่นลมพิษที่เป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์

2) โรคลมพิษชนิดเรื้อรัง คือ อาการผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เกิดต่อเนื่องกันนานเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ในต่างประเทศมีรายงานอุบัติการณ์ของโรคลมพิษเรื้อรังประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากร ส่วนข้อมูลในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สาเหตุของโรคลมพิษเรื้อรังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยา การติดเชื้อ โรคระบบต่อมไร้ท่อ หรือปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่ออิทธิพลทางกายภาพ แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง โดยทั่วไปโรคลมพิษเรื้อรังสามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่อุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 20-40 ปี อาจเป็นได้ว่ากลุ่มวัยทำงานมักมีอาการเครียดสะสมและอาจจะละเลยต่อการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง จึงทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้มากขึ้น โรคลมพิษส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลในการดำเนินชีวิต ดังนั้นการหมั่นสังเกตตนเองและคนใกล้ชิดที่อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และเนื่องจากผู้ป่วยโรคลมพิษจำนวนมากอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ดังนั้นการมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุของโรคลมพิษจึงนับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการสังเกตตนเองและหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจกระตุ้นให้ผื่นลมพิษแย่ลง หรือช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคลมพิษเฉียบพลันที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเนื่องจากอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลรักษาอาการต่อเนื่องตามแนวทางการรักษามาตรฐาน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีน อาจมีความจำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไปหรือยาฉีดชนิดอื่น ๆ เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงค่อย ๆ ปรับลดยาลง จนถึงพยายามหยุดยาเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังต่อเนื่องหลายปี ดังนั้น การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายก็จะช่วยให้ควบคุมอาการของโรคได้ดีขึ้น ซึ่งย่อมทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย 

“แต่อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติจึงไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป” ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ กล่าวเพิ่มเติม

พัฒนาการของลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรค “มือ เท้า ปาก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636341

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 07:02 น.พัฒนาการของลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรค "มือ เท้า ปาก"กุมารแพทย์แนะจับจุดสังเกตอาการแบบไหนใช่ “โรคมือ เท้า ปาก” แน่ๆ พร้อมเผย “ดูดนิ้ว หยิบของเข้าปาก” หากลูกน้อยกำลังอยู่ในวัยนี้ พึงระวังอาจเสี่ยงเป็นโรคท็อปฮิตนี้ได้ง่ายๆ

การได้เห็นลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีตามวัยเป็นความสุขของคนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็กที่กำลังมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ชอบใช้มือหยิบจับของเล่น หยิบอาหารเข้าปาก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมแต่ก็ต้องเฝ้าระวังเชื้อโรคด้วยเช่นกัน เพราะมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย และอาจเป็น “โรคมือ เท้า ปาก” ได้

ข้อมูลโดยแพทย์หญิงชุติมา กอจรัญจิตต์ และแพทย์หญิงศณิตา ศรุติสุต กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เผยการสังเกตและเฝ้าระวัง “โรคมือ เท้า ปาก” ในเด็กเล็ก ดังนี้

รู้จักโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก นับเป็นอีกโรคท็อปฮิตที่มักแพร่ระบาดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อกันผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ทำให้มีไข้ แผลในปาก ตุ่มพองใส มีผื่นแดงหรือตุ่มใส บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า หรือก้น ถึงไม่เป็นโรคร้ายแรงแต่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แพทย์จะให้การรักษาตามอาการและเฝ้าติดตามอาการของโรค ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเฝ้าระวังและศึกษาวิธีป้องกันภัยใกล้ตัวลูกน้อย 

แหล่งที่มีเด็กอยู่เยอะยิ่งเสี่ยง

ในโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก จัดเป็นสถานที่เสี่ยง หากมีเด็กคนหนึ่งติดโรคขึ้นมาก็สามารถติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ง่าย โดยเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสมาจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามของเด็กที่ป่วย น้ำจากตุ่มแผล และอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งสารคัดหลั่งพวกนี้จะติดอยู่กับของเล่นและของใช้ต่าง ๆ หากเด็กนำมือที่สัมผัสเชื้อมาเข้าปาก ไม่ว่าจะหยิบของกิน เอาของเล่นเข้าปาก หรือแม้แต่ดูดนิ้ว ก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้

อาการแบบไหนใช่ “โรคมือ เท้า ปาก” แน่ๆ

ลูกน้อยของคุณจะเริ่มแสดงอาการป่วยภายใน 3 – 6 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาจมีไข้ต่ำหรือสูงก็ได้ จากนั้นอีก 1 – 2 วัน จะเริ่มมีอาการเจ็บปาก น้ำลายไหล ทานอาหารไม่ได้ เนื่องจากมีแผลในช่องปาก ไม่ว่าจะที่ลิ้น เหงือก หรือกระพุ้งแก้ม และเริ่มมีตุ่มน้ำ ตามบริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น 

การดูแลเจ้าตัวน้อยหากติดเชื้อ

แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ และควรเช็ดตัวเด็กเป็นระยะๆ เพื่อลดไข้ ควรให้เด็กรับประทานอาหารอ่อน หรือเป็นอาหารที่เย็น เพราะความเย็นจะทำให้ไม่เจ็บปากขณะรับประทาน หากเป็นเด็กทารกอาจต้องป้อนนมแทนการให้ดูดจากขวด ปกติอาการของโรคมักหายเองใน 5-7 วัน มักไม่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน

อาการแบบไหนถึงเรียกว่ารุนแรงที่ควรพาไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการซึม ไม่ยอมทานอาหารหรือนํ้าดื่ม ปวดต้นคอ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก สะดุ้งผวา ตัวสั่น เขียวคล้ำที่บริเวณลำตัว มือ และเท้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือนํ้าท่วมปอดได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อยแต่หากเป็นแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

การป้องกันโรค

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ควรสอนและฝึกวินัยเด็กให้ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ สอนเด็กให้ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอด ผ้าเช็ดหน้า หากรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องใช้ช้อนกลาง ไม่ควรให้เด็กไปเล่นในบริเวณที่พบว่ามีการระบาดของโรค โดยตัวผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กเองต้องล้างมือทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม และหลังการดูแลเด็กป่วย

คำแนะนำสำหรับโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ ทำความสะอาดเครื่องเล่น ของเล่น และห้องน้ำ อยู่เสมอ หากพบเด็กที่ป่วยควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

สามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก Principal Healthcare Company

หลังมือฟ้องอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636343

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 10:20 น.หลังมือฟ้องอายุรู้หรือไม่ว่าผิวที่หลังมือนั้นสามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เช่นกัน มาดู 3 วิธีการจัดการกับปัญหาผิวที่มือไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัยเป็นที่รู้จักมากขึ้นส่งผลให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้นด้วยในศาสตร์ของการชะลอวัยนั้นจะต้องมีการปรับสมดุลของร่างกายทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ ระบบภายในร่างกายซึ่งสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย ฯลฯ  และระบบภายนอกร่างกายสามารถจัดการด้วยนวัตกรรมทางเวชศาสตร์ความงามที่มีการใช้เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวซึ่งจะช่วยให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ใบหน้าลำคอ

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า…ผิวที่หลังมือนั้นก็สามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เช่นกัน

ปัญหาผิวหลังมือเหี่ยวแห้งที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นการถูกทำลายจากรังสียูวีในแสงแดดและพฤติกรรมการในชีวิตประจำวัน เช่น การล้างมือบ่อยๆ การแพ้สารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ เป็นต้น

ด้วยสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผิวหลังมือจากเดิมที่เคยเรียบเนียน กลายเป็นผิวที่แห้งกร้านเกิดริ้วรอย ตอบโรยเห็นกระดูกและเส้นเอ็นโผล่ รวมทั้งเส้นเลือดดำที่ปูดนูนชัดเป็นเส้น ดูแล้วทำลายความมั่นใจของเราไปเลยทีเดียว รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic) แนะนำวิธีการจัดการกับปัญหาผิวที่มือ

  1. การบำรุงผิวบริเวณมือให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา โดยเลือกล้างมือด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวและรีบทาครีมบำรุงหลังล้างมือทันที จะช่วยลดความแห้งและป้องกันการเกิดริ้วรอยบริเวณผิวหลังมือได้
  2. การใช้เลเซอร์ปรับสภาพผิวร่วมกับการให้วิตามินผิวทางเส้นเลือดดำ ในกรณีที่ผิวหลังมือเหี่ยวย่นมาก อาจช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น มีสีผิวที่สม่ำเสมอ และหลังมือเรียบเนียนขึ้น
  3. การใช้ฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็ม แก้ปัญหาหลังมือที่ตอบโรยจนมองเห็นกระดูกและเส้นเอ็นโผล่ จะช่วยบดบังเส้นเลือดดำบริเวณหลังมือที่ปูดนูนชัดเป็นเส้น เพื่อทำให้ผิวบริเวณหลังมือกลับมาฟูและดูอวบอิ่มดูย้อนวัยอีกครั้ง

เพียงเท่านี้…ก็สามารถมีมือที่ดูอ่อนเยาว์ รับกับใบหน้าและลำคอ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าต้องสวมแหวน โชว์นาฬิกาหรือไปงานสำคัญไหนๆ ก็สามารถโชว์มือได้อย่างมั่นใจ

นวัตกรรมใหม่ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636049

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 06:48 น.นวัตกรรมใหม่ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นแพทย์ชี้นวัตกรรมใหม่เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย

มะเร็งปอด โรคร้ายที่จัดเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับต้นๆ ของโลกและประเทศไทย สถิติชี้ว่าในประเทศไทยมีอุบัติการณ์สูงสุดอันดับ 1 และมีอัตราการเสียชีวิตมากเป็นอันดับที่ 2  เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ตรวจพบในระยะที่แพร่กระจายหรือลุกลามไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายแล้ว

โดยข้อมูลตามสถิติเผยว่า ผู้ป่วยในระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายมีไม่ถึง 5% เท่านั้น ที่มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด มีหลายสาเหตุด้วยกัน โดยสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ รวมถึงการได้รับสารพิษ และมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อายุ หรือมีประวัติของคนในครอบครัวที่พบมะเร็งปอดมาก่อน ก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดทั้งสิ้น

มะเร็งปอดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทตามพยาธิสภาพของมะเร็ง คือชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer – SCLC) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer – NSCLC) โดยอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดในชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก จะพบมากถึง 80-85%

ในอดีตการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ที่แพร่กระจายแล้วมีเพียงทางเลือกเดียว คือการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งมีผลข้างเคียงบางอย่างที่อาจรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ยาต่อเนื่องได้ แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการรักษาก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดมีโอกาสการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย การรักษามะเร็งปอดนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งออกฤทธิ์มุ่งเป้าต่อเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะเจาะจง หรือการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยปรับให้การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยการรักษาด้วยการให้ยาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดมักมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ การเลือกวิธีการรักษาจำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกให้เหมาะกับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ระยะและตำแหน่งของโรค ขนาดของก้อนเนื้อ รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยในแต่ละบุคคล

สำหรับความก้าวหน้าในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดพัฒนาไปมากจากอดีต โดยปัจจุบันได้นำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีโปรตีน PD-L1 สูง และไม่มีความผิดปกติของยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) และ Anaplastic Lymphoma Kinase (ALK) โดยเซลล์มะเร็งปอดสามารถหลบเลี่ยงการทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งด้วยการสร้างโปรตีน PD-L1 บนผิวเซลล์เพื่อยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด cytotoxic T cell ที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็ง ความรู้เรื่องนี้นำไปสู่การคิดค้นวิธีการรักษาเพื่อยับยั้งการทำงานของ PD-L1 บนเซลล์มะเร็ง โดยใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อต่อต้านการทำงานของ PD-L1 พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยในการกำจัดเซลล์มะเร็งปอดได้ดีขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตถึง 41% เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด อีกทั้งช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด เกิดผลข้างเคียงรุนแรง 12.9% ในขณะที่ผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัด เกิดผลข้างเคียงรุนแรง 44.1% ด้วยนวัตกรรมการรักษาใหม่นี้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยในระยะยาว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจำแนกผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีความผิดปกติทั้งในด้านพันธุกรรมของมะเร็งและลักษณะของเซลล์มะเร็งที่ต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งให้ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกแผนและวิธีการรักษาให้เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละรายให้มากที่สุด ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่พบในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยด้วยชุดตรวจ FoundationOne Liquid CDx ซึ่งเป็นการตรวจยีนมะเร็งอย่างครอบคลุม (Comprehensive Genomic Profiling) และเป็นเทคนิคการตรวจพันธุกรรมของมะเร็งที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration) โดย FoundationOne Liquid CDx สามารถตรวจหารูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งได้มากกว่า 300 ชนิดต่อการตรวจตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพียง 1 ครั้ง ทำให้สามารถเห็นภาพรวมของการกลายพันธุ์ในเซลล์มะเร็ง และโอกาสที่อาจจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลช่วยให้แพทย์วางแผนและเลือกวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงต่อผู้ป่วยแต่ละบุคคล

“สมัยก่อน การรักษามะเร็งปอดมีเพียงการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการการค้นคว้าและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น การพบการกลายพันธุ์ของยีนหลากหลายรูปแบบในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ด้วยเทคโนโลยีการวินิจฉัยทางการแพทย์สมัยใหม่ ยังช่วยให้แพทย์ทราบข้อมูลพันธุกรรมของมะเร็งได้ง่ายและครบถ้วนมากขึ้น ทำให้แพทย์กำหนดแนวทางการรักษาและเลือกยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ส่งผลให้การรักษาและการกำจัดเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อดีตนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (Thai Society of Clinical Oncology: TSCO), คณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (Thai Lung Cancer Group: TLCG), หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

How to เสพข่าวอย่างไรไม่ให้เครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635845

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 09:02 น.How to เสพข่าวอย่างไรไม่ให้เครียดรู้แนวทางไว้..จะได้ไม่เครียด กรมสุขภาพจิตแนะหลัก 5 วิธีเสพข่าวการเมืองไม่เครียด

หนึ่งในผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมรายวัน อาจกระทบกับสุขภาพของคนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งอาการทางกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอนไม่หลับ ส่วนอาการทางจิตใจ ได้แก่ อาการวิตกกังวลครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ก้าวร้าว สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป เบื่อหน่าย มีปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น

สำหรับการติดตามข่าวสารให้ห่างไกลความเครียดนั้น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต แนะให้ใช้หลัก 5 วิธีที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  1. แบ่งเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี โดยการติดตามข่าวสารไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้เครียดมากขึ้น
  2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ หันเหความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวสารการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง เรียนหนังสือ การทำงาน และการให้เวลากับครอบครัว
  3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยไม่ดูข่าวหรือรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว จะทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนจะทำให้ความเครียดลดลง และ
  5. การผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกหายใจคลายเครียด การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มีความเครียดรุนแรง สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม

สำหรับเรื่องนี้ นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต เผยว่า ในปัจจุบันในโลกโซเชียลมีการรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็ว และบางข่าวอาจทำให้เรามีอารมณ์ร่วม โดยบางคนอาจคิดว่าเรื่องราวที่เสพอยู่มีบางอย่างเหมือนตัวเอง พออ่านรู้สึกโกรธ เสียใจ หงุดหงิด จึงทำให้ผู้ที่เสพข่าวมีอารมณ์ร่วมกับข่าวนั้นๆ และติดตามข่าวนั้นไปเรื่อยจนสะสม 

เมื่อเราอ่านหรือติดตามข่าวนานๆ อยู่ในโลกออนไลน์ 2-3ชั่วโมง แล้ววนอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ อาจทำให้อารมณ์เรารุนแรงมากขึ้น มีการจิตนาการ และระแวง อาทิ ติดตามข่าวนอกใจ ตามอ่านคอมเม้นต์ ทำให้เกิดความวิตกกังวล และรู้สึกโกรธไปด้วย 

อย่างแรกเลยให้เรารู้สึกตัวเองก่อนว่าติดตามข่าวนั้นมากเกินไป เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ต้องพยายามดึงตัวเองออกมาทันที โดยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำ อาทิ ออกกำลังกาย ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ไปดูหนังฟังเพลง เป็นต้น เพราะถ้าเราปล่อยให้ตัวเองติดตามข่าวมากเกินไปจะทำให้เราเกิดผลกระทบตามมา 

ปัจจุบันหากใครที่เสพข่าวดราม่ามากเกินไป หรือรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ร่วมจนนอนไม่หลับ เครียด และหงุดหงิดง่าย สามารถเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์ได้ หรือโทรที่หมายเลข 1323 ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนเข้ามาปรึกษาจำนวนมากขึ้น เพราะปัญหาและปัจจัยหลายๆ อย่าง

สุดท้ายอยากฝากว่าการรับรู้ข่าวสารเป็นเรื่องที่ดี แต่หากรับรู้มากเกินไปจะทำให้เกิดอารมณ์ร่วม ซึ่งข่าวบางข่าวอธิบายเหตุผลได้ไม่ครบ 100% เราจึงต้องมีสติ เพราะเรื่องราวที่เราได้รู้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เราเลือกที่จะไม่อินกับมันได้