ลดได้ลด เลี่ยงได้เลี่ยง ของกิน vs โรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635400

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 07:33 น.ลดได้ลด เลี่ยงได้เลี่ยง ของกิน vs โรคประจำตัวเพราะอาหารมีส่วนทำให้อาการของ 7 โรคที่เป็นอยู่นี้แย่ลงกว่าเดิม! ถ้าไม่อยากทรุดไว ไม่แนะนำให้กิน…เตือนแล้วนะ!!

หวานๆ มันๆ vs โรคเบาหวาน

แป้งและน้ำตาลคือส่วนสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหากคนที่เป็นเบาหวานกินอาหารที่มีรสหวานจัดหรือมีน้ำตาลสูงมากเกินไปจะทำให้อาการกำเริบได้จึงควรทานผลไม้น้ำตาลน้อยเช่นแอปเปิลชมพู่ผักใบเขียวเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไข่ขาวหรือเต้าหู้

ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือ อาหารหวานๆ มันๆ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำหวานต่างๆ มาการีน โยเกิร์ตรสผลไม้ ขนมที่ราดกะทิ หรือแม้แต่ชากาแฟก็ไม่ควรใส่น้ำตาลในปริมาณมาก

เค็มๆ แปรรูป vs โรคไต

อาหารที่คนป่วยเป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยง คืออาหารที่มีโซเดียมสูง โพแทสเซียมสูง และโปรตีน เช่น อาหารที่มีรสเค็ม เบคอน เนยแข็ง ซอสต่างๆ อาหารหมักดอง อาหารเปรี้ยว เนื้อสัตว์ หมูหวาน หมูหยอง อาหารแช่แข็ง ส่วนโปรตีนถึงแม้จะทำให้อาการทรุดได้ ก็ไม่ควรเลิกทานเด็ดขาด เพราะจะทำให้ขาดสารอาหาร ผู้ที่เป็นโรคไตระยะแรกๆ จึงควรกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันและปรุงสุก หรือจะดื่มนมก็ได้ แต่ควรเป็นนมพร่องมันเนยไขมันต่ำ และอย่าลืมว่าต้องจำกัดปริมาณให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไปก็จะส่งผลให้มีโพแทสเซียมคั่งค้างในไต และส่งผลให้อาการทรุดลง

มันๆ เค็มๆ vs โรคความดันโลหิตสูง

สำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูงนั้น การควบคุมอาหารและควบคุมน้ำหนักเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก จึงต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง เช่น น้ำมันปาล์ม เบคอน ไส้กรอก รวมทั้งอาหารแปรรูป หรืออาหารหมักดอง แล้วให้หันมากินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว นมพร่องมันเนยไขมันต่ำ และถ้าจะกินไขมัน ก็ให้เลือกเป็นไขมันจากพืชแทน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย หรือน้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง

ทอดๆ แป้งๆ vs โรคข้อเข่าเสื่อม

ใครมีอาการของโรคข้อเข้าเสื่อม ควรเลือกกินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินซีสูงรวมทั้งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารไบโอฟลาโวนอยด์ด้วยเช่นปลาทะเลแซลมอนแครอทมะเขือเทศอัลมอนด์งาดำฝรั่งส้มบลูเบอร์รี่หรือแอปเปิล

ส่วนอาหารที่ไม่ควรกินก็คือ อาหารเค็มหรือมีโซเดียมสูง แป้งขัดขาว อาหารทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน

เผ็ดๆ เปรี้ยวๆ vs โรคกระเพาะ

อาหารที่มีไฟเบอร์มีไขมันต่ำและมีโพรไบโอติกส์นั้นส่งผลดีต่อกระเพาะอาหารเพราะไม่ทำให้กระเพาะต้องทำงานหนักและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วยเช่นพืชตระกูลถั่วแครอทผักใบเขียวอกไก่เนื้อปลาโยเกิร์ตบร็อกโคลีหรือข้าวกล้อง

ส่วนอาหารที่จะทำให้กระเพาะของเราทำงานหนักขึ้น ก็คือของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารรสจัด หรือมีส่วนผสมของพริก ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ช็อกโกแลต ชีส หรือแม้แต่ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและเสาวรสก็ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกระเพาะ

ครีมๆ เครื่องใน vs โรคหัวใจ

คนที่เป็นโรคหัวใจจะต้องควบคุมอาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว  เพราะไขมันจะเข้าไปเกาะตามผนังเส้นเลือด ทำให้เกิดหัวใจวาย หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดสมองตีบได้ ซึ่งตัวอย่างอาหารก็เช่น เนย มาการีน อาหารทอด ครีมต่างๆ หรือของหวาน รวมทั้งเครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารกระป๋อง และอาหารแปรรูป 

ส่วนอาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจก็คืออาหารไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วประเภทต่างๆ ผักและผลไม้สด หรือธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และขนมปังโฮลวีท

ไหม้ๆ ดิบๆ vs โรคมะเร็ง

อาหารที่คนป่วยมะเร็งควรหลีกเลี่ยงนอกจากอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู หอย ปลาหมึก เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดง เช่น แฮม ไส้กรอก เบคอน หรือแม้กระทั่งอาหารรสหวานจัดหรือน้ำตาลที่มีส่วนกระตุ้นให้อาการของโรคมะเร็งแย่ลงกว่าเดิมแล้ว อันตรายอีกอย่างคืออาหารปิ้งย่าง ควันๆ ไหม้ๆ อาหารดิบๆ ที่เป็นตัวการร้ายของมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร

เตือนภัยจากการใช้คอนแทคเลนส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635314

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 17:07 น.เตือนภัยจากการใช้คอนแทคเลนส์กรมการแพทย์ โดยรพ.เมตตาฯ เตือนภาวะผิดปกติและโรคที่อาจเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้อง ใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกัน เสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรีย เยื่อบุตาอักเสบ เอดส์ หรืออาจถึงขั้นตาบอดถาวร

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) เตือนภาวะผิดปกติ หรือโรคที่อาจเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้อง ใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกัน ทำให้กระจกตาเป็นแผลถลอกอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรีย เยื่อบุตาอักเสบ และอาจติดเชื้อไวรัสเอดส์ โรคตับอักเสบ หรืออาจถึงขั้นตาบอดถาวร

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความสวยงาม ทำให้มีดวงตาโตหรือดวงตามีสีสันเป็นที่นิยมในกลุ่มเด็กนักเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้ใหญ่ เนื่องจากสามารถซื้อหาได้ง่าย มีราคาถูก

ปัจจุบันคอนแทคเลนส์มีหลายสีสันแตกต่างกัน กลุ่มที่นิยมจึงแลกกันใช้ในหมู่เพื่อน หรือหาซื้อคอนแทคเลนส์มือสองทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคอนแทคเลนส์เป็นของใช้ที่ควรใช้เฉพาะตัวไม่ควรใช้ปะปนกับคนอื่น เพราะเสี่ยงต่อกระจกตาเป็นแผลถลอก การอักเสบของกระจกตา และเยื่อบุตา

ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับดวงต าและได้รับคำแนะนำในการใช้และการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หรือหากมีอาการผิดปกติจากการใช้คอนแทคเลนส์ ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที

ทางด้าน นายแพทย์เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์และตรวจติดตามทุกปี พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตาและวัดค่าสายตา ผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรทราบถึงวิธีใช้ที่ถูกต้องตามชนิดของคอนแทคเลนส์

เช่น คอนแทคเลนส์รายเดือน ต้องถอดคอนแทคเลนส์แช่น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดหลังใช้ทุกครั้ง คอนแทคเลนส์รายวันใช้ครั้งเดียวทิ้ง และควรพบจักษุแพทย์ทันที หากมีอาการเจ็บ ปวด เคือง ตาแดง มองไม่ชัด มีขี้ตา น้ำตาไหลมาก ตาไม่สู้แสง และไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด

การใส่คอนแทคเลนส์ร่วมกันอาจเป็นการได้รับเชื้อโรค โดยไม่รู้ตัว เชื้อไวรัสเอดส์ โรคตับอักเสบที่อาจแฝงอยู่ในน้ำตาที่ติดอยู่ในคอนแทคเลนส์ และที่สำคัญไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นานเกิน 8 ชั่วโมง และไม่ควรใส่นอน ไม่ควรใส่ว่ายน้ำ ทั้งนี้หากจะใช้คอนแทคเลนส์ผู้สวมใส่ควรดูตามความเหมาะสม ข้อบ่งชี้ในการใช้ และการดูแลคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง ถูกหลักทางการแพทย์ เมื่อมีอาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

J Lifestyle กินเจ ไม่จำเจ 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635300

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 16:17 น.J Lifestyle กินเจ ไม่จำเจ 2020กินเจแบบมีสไตล์ เซเลบริตี้รุ่นใหม่กลุ่ม ‘New J Lifestyle’ ร่วมแชร์ไลฟ์สไตล์การกินเจ “แบบไม่จำเจ” ให้ได้อิ่มบุญอิ่มใจกันตลอดเทศกาลกินเจปีนี้

ใกล้เข้ามาแล้ว สำหรับเทศกาลกินเจ 2563 ซึ่งเริ่มต้นในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม รวมระยะเวลา 9 วัน เทศกาลถือศีลกินผัก หรือการกินเจ เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ งดเว้นการเบียดเบียนชีวิตอื่น งดเว้นการกระทำรวมทั้งคำพูด รักษาศีล นอกจากนี้ การกินเจยังมีประโยชน์ด้านสุขภาพอีกด้วย

ซึ่งในปีนี้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ จัดแคมเปญ “กินเจ ไม่จำเจ 2020” ระหว่างวันที่ 15-26 ต.ค. 2563 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 33 สาขาทั่วประเทศ เต็มอิ่มกับทัพอาหารเจกว่า 5,000 เมนู ทั้งอาหารเจต้นตำรับ อาหารเจฟิวชั่น ร้านดังระดับตำนาน ร้านสตรีทฟู้ด และวัตถุดิบอาหารเจคุณภาพดี พลาดไม่ได้กับ ‘J Lifestyle’ แนวใหม่ในกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟและโปรโมชั่นพิเศษที่จะมาเพิ่มความเก๋ เท่ ในสไตล์คลีนๆ ให้ J Festival ปีนี้ “ไม่จำเจ” อีกต่อไป

ปอนด์-หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์สาวสวยหุ่นเป๊ะ เซเลบริตี้รุ่นใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม ‘New J Lifestyle’ ตัวจริง ได้ร่วมแชร์ไลฟ์สไตล์การกินเจแบบไม่จำเจ ว่า “การกินเจของปอนด์ เราไม่ได้เป็นสายเคร่งอยู่แล้ว จะชอบเลือกทานเมนูใหม่ๆ มากกว่า อย่างเวลามาเดินงานเจที่เซ็นทรัลจะเห็นเลยว่ามีบูธอาหารเจให้เลือกเยอะมาก ทั้งของคาว ของหวาน ขนมทานเล่น ไม่ได้มีแต่เมนูเดิมๆ ที่อาจจะหนักแป้งและไขมัน ปอนด์ว่ามันทำให้เราสนุกที่ได้เลือกเมนูเจกินได้แบบไม่ซ้ำ บางทีอาจจะลืมไปเลยด้วยว่ากำลังทานอาหารเจอยู่ และยิ่งปีนี้ทางเซ็นทรัลก็มีโปรโมชั่นดีๆ White Items จากแบรนด์ชั้นนำมาให้เลือกช้อปด้วย ปอนด์ว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบาย มาที่เดียวได้ทำอะไรหลายอย่างเลยค่ะ”

ส่วนทางด้านเทรนเนอร์หนุ่มอารมณ์ดีที่ใส่ใจการดูแลตัวเอง พีเจ-จิรวุฒิ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา กล่าวว่า “ปกติที่บ้านทานเจอยู่แล้ว แต่ตัวพีเจเองจะเลือกทานตามความสะดวก อย่างเราเป็นเทรนเนอร์ก็เลยจะใส่ใจกับการคำนวณแคลอรี่เป็นพิเศษ อย่างปีนี้ที่เซ็นทรัลจัด 10 เมนูไฮไลท์ที่คำนวณแคลอรี่มาให้เลย สะดวกมากๆ เมนูน่าสนใจอย่างเช่น ปลาอินทรีย์ผัดพริกแกง ผมว่าทำได้ออกมาสะดุดตาต่างจากเมนูเจแบบเดิมๆ ซึ่งก็ดูน่าทานมากๆ แม้ว่าจะไม่ใช่ปลาอินทรีย์จริงๆ ก็ตาม ส่วนตัวมองว่าอาหารเจสมัยนี้หาทานไม่ยาก แต่ถ้ามาที่เซ็นทรัลก็จะสะดวกมากกว่า เพราะรวมร้านดังๆ มาไว้ให้แล้ว แถมยังได้เดินดูสินค้า Sports จากแบรนด์ดังๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าครบในแบบ New J Lifestyle เลยครับ”

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า การกินเจของคนรุ่นใหม่จะเป็นการเสพไลฟ์สไตล์มากขึ้น มีการใส่ไอเดีย ความครีเอทีฟต่างๆ เข้าไปทำให้การกินเจเป็นการทำบุญและยังได้ดูแลสุขภาพ ดังนั้น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในฐานะที่เราเป็น J Lifestyle Destination จึงได้พลิกโฉมให้การกินเจเป็นไลฟ์สไตล์ 360 องศารอบด้านทั้ง Food, Fashion, Sport, และ Home Cooking ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วย Vegan Food เก๋ๆ, อาหารคลีน, อาหารเจฟิวชั่น, แฟชั่นไอเท็มสีขาว รวมไปถึงอุปกรณ์ทำครัวให้เลือกซื้อไปพร้อมกับวัตถุดิบคุณภาพดีเพื่อประกอบอาหารเจที่บ้านก็ยังได้ และสำหรับสายเจดั้งเดิม เราก็ได้ขนทัพอาหารเจต้นตำรับ เมนูเจจากร้านชื่อดังระดับตำนานจากย่านต่างๆ อย่างถนนเจริญกรุง, ตลาดเยาวราช หรือตลาดดังๆ ประจำจังหวัด, รวมถึงกิจกรรมสักการะขอพรพระโพธิสัตว์กวนอิมและบูชาวัตถุมงคลจากศาลเจ้าชื่อให้ได้อิ่มบุญอิ่มใจกันตลอดเทศกาลกินเจปีนี้

4 ไฮไลท์ห้ามพลาดให้กินเจปีนี้ “ไม่จำเจ” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล

1) เซ็ตเมนูเจเพื่อสุขภาพที่ศูนย์อาหาร Central FoodPark ทุกสาขา ซึ่งผ่านการคำนวณแคลอรี่โดยนักโภชนาการ ให้ผู้บริโภคได้เลือกอย่างหลากหลาย อาทิ ลาบเจ 180 กิโลแคลอรี่, ชุดข้าวแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาว 250 กิโลแคลอรี่, ชุดข้าวกับผัดหน่อไม้ฝรั่ง 397 กิโลแคลอรี่ และ ชุดข้าวกะเพราหมูสับเจ 403 กิโลแคลอรี่ เป็นต้น พร้อมตอบรับเทรนด์รักษ์โลกกับส่วนลด 6 บาททันทีเมื่อนำปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหารมาซื้ออาหารเจที่ศูนย์อาหารเซ็นทรัล

2) White Fashion Mini Exhibition นำโดยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ Topshop, Uniqlo, Lyn Around, Fred Perry ที่จะมาปฏิวัติการแต่งกายชุดขาวแบบเดิมๆ เปิดประสบการณ์ Fashionista สายเจรูปแบบใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ และเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่

3) โปรโมชั่นพิเศษตอบโจทย์ J Lifestyle เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาทที่ Power Buy, ช้อปเพลินกับส่วนลด10% หนังสืออาหารเจและอาหารเพื่อสุขภาพจากสำนักพิมพ์แสงแดดและอมรินทร์ Cuisine ที่ B2S, และพบกับ Picked Up Items เสื้อกีฬาและรองเท้า NIKE ที่ Supersports เป็นต้น

4) กิจกรรมกับพันธมิตรธุรกิจ เวิร์คช้อปพิเศษเมนูเจ จาก “ภูเขาทอง” กับ เชฟ “เป่าเป้-เจสสิก้า หวัง” แชมป์คนล่าสุดจากรายการ MasterChef All Stars Thailand เฉพาะที่เซ็นทรัลพลาซา บางนา วันที่ 17 ต.ค. 63 เวลา 14.00 น. และเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 วันที่ 24 ต.ค. 63 เวลา 16.00 น. ร่วมด้วยบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) พบกับบูธจำหน่ายเครื่องดื่ม มินิทเมด สแปลช และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในเครือ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมภายในงาน เพื่อลุ้นรับ Gift Set สุดพิเศษ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ และเซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี

พลาดไม่ได้เมนูเจและกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับ Central Foodhall จัดงาน World of Vegetarian รวมเมนูเจจากร้านดังระดับตำนาน พร้อม Exclusive Menu มากกว่า 100 เมนู พบกับร้านหลงโถว คาเฟ่, เจ๊เอ็งตลาดพลู, เจ๊ทิพย์เต้าหู้ทอดสามย่าน เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 เมนูเจแบบ Street Style และโซนร้านดังระดับตำนานกว่า 10 ร้านที่หากินได้ที่นี่ที่เดียว อาทิ ร้านคั้นกี่น้ำเต้าทอง ถนนเจริญกรุง, ร้านเลี่ยวเลี่ยงเซ้ง ภัตตาคารจีนแต้จิ๋ว 6 แผ่นดิน, ร้านลิ้มอ่วงซุย ติ่มซำสูตรแต้จิ๋ว จากตลาดเยาวราช เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ เต็มอิ่มไปกับอาหารเจคาวหวานกว่า 100 เมนูจากร้านค้าชื่อดังเชียงใหม่ ซึ่งจะมารังสรรค์เมนูพิเศษเจฟิวชั่นมากมาย พบกับเมนูไฮไลท์ในงาน อาทิ ข้าวผัดโฮลเกรย์, สไปซีสแปนิชพาสต้า, ผัดไทยดีท็อกซ์ เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ เนรมิตสำนักเทพเจ้าสักการะเจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้าต่างๆ ให้ได้ไหว้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี พบกับเมนูไฮไลท์ในงาน อาทิ เต้าหู้ทอดทรงเครื่อง ราดหน้าเจ ส้มตำเจสุดแซ่บ ยำเห็ดเจรสเด็ด เมนูพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟจากโรงแรม เซ็นทารา เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 พบกับเมนูอาหารเจหลากหลาย อาทิ ผัดหมี่เจ ขนมจุ๋ยก๊วยเจ้าเก่าจากเยาวราช ชมการสาธิตวิธีทำขนมหนวดมังกรที่สืบทอดมาแต่โบราณ เซ็นทรัลพลาซา บางนา พบกับร้านอาหารเจชื่อดัง อาทิ ร้านมังกรหลวง, ภัตตาคารจีนฮองมิน, เกาลัดเยาวราช ,ร้านเจต้นผล, กุ้ยช่ายตลาดพลู และสุดเอ็กซ์คลูซีฟเวิร์คช้อปเมนูเจกับภูเขาทองกับ เชฟ “เป่าเป้-เจสสิก้า หวัง” วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 14.00 น.

ปรับไลฟ์สไตล์ให้หัวใจแข็งแรงในยุค New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635291

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 13:58 น.ปรับไลฟ์สไตล์ให้หัวใจแข็งแรงในยุค New NormalEvery Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” แพทย์แนะการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว สอดรับวิถีชีวิต New Norma

ในยุค New Normal หรือความปกติใหม่ ณ เวลานี้คงเป็นคำที่คุ้นชินกันโดยทั่วไป กับแนววิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่พ่วงท้ายมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 (โควิด-19) โรคอุบัติใหม่ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและฉับพลันให้กับประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องสุขอนามัยและการดูแลสุขภาพที่ยิ่งได้รับความสนใจ และเน้นย้ำให้ผู้คนต้องดูแลใส่ใจในเรื่องนี้กันอย่างเคร่งครัดกว่าที่เคยมีมา

และสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและมีภาวะเสี่ยงต่ออาการหัวใจล้มเหลวแล้วซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นื้ ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลการใช้ชีวิตให้เหมาะสมในยุคความปกติใหม่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและหัวใจแข็งแรง

โครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” ได้ร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจัดทำวิดีโอ เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้เหมาะสมในยุคความปกติใหม่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว ที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลตนเองและป้องกันตนเองและสมาชิกในครอบครัวให้ปลอดภัย ทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงในการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทยอีกด้วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาตร์โรคหัวใจ คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำว่า “สำหรับคนไข้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับแนวทางยุคความปกติใหม่ เพื่อให้ปลอดภัยจากการเจ็บป่วยและมีสุขภาพที่ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุด เนื่องจากผู้ที่มีโรคประจําตัวเป็นโรคหัวใจจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าคนธรรมดาถึง 5 เท่า หากติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้”

โดยวิธีการดูแลง่าย ๆ เบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือการเลือกวิธีการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อช่วยลดความแออัด และการสัมผัสกันของผู้มาใช้บริการที่สถานพยาบาล อันเป็นการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริมบริการทางการแพทย์ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษา และติดตามสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง และด้วยการจำกัดการเดินทาง และการรักษาระยะห่างทางสังคมที่กลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม โดยผู้ป่วยและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถใช้ช่วงเวลาที่อยู่ในที่พักอาศัย ในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงได้ เช่น หมั่นออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกกำลังกาย ยืนแกว่งแขวน อย่างน้อย 20 นาที ต่อครั้ง แค่นี้ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และความดันโลหิต ได้เป็นต้น

นอกจากนี้ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดนับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเสริมสร้างสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงขึ้นได้ ยิ่งเวลานี้การสั่งอาหารพร้อมรับประทานผ่านบริการจัดส่งที่เป็นที่นิยมขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงยิ่งต้องเพิ่มความใส่ใจในการเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์ รวมทั้งความสะอาดถูกสุขลักษณะ เช่น เลี่ยงอาหารทอด มัน เค็ม ให้เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ อาทิ พืชตระกูลถั่ว ผักโขม มะเขือเทศ องุ่น ทับทิม แอปเปิ้ล ฯลฯ

การดูแลอารมณ์ให้ปกติ โดยการผ่อนคลาย หรือฝึกสมาธิ เพื่อคลายความกังวลและวุ่นวายจิตใจ หรือแม้กระทั่งการการเลี่ยงการบริโภคข่าวสาร โดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์จนมากเกินไป ก็สามารถลดการเกิดอาการได้ ในทางกลับกันควรจะทำกิจกรรมหรือสื่อสารกับคนในครอบครัวให้มากขึ้น เพื่อเติมเต็มความต้องการในการเข้าสังคมในช่วงที่ต้องถอยห่างจากสังคมภายนอกระหว่างการระบาดของโรคเช่นนี้

และเมื่อต้องออกจากที่พักไปพบปะกับผู้คนภายนอก ก็ไม่ควรละเลยการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าที่มีมาตราฐาน และหมั่นทำความสะอาดมืออยู่เสมอ ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะเป็นการดูแลหัวใจของเราให้แข็งแรงในยุคความปกติใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ กล่าวเสริม

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FEveryBeatMatters.in.th%2Fvideos%2F318616085926555%2F&show_text=false&width=560

วิดีโอเผยแพร่ความรู้ฯ จากโครงการ Every Beat Matters: วิถีชีวิต New Normal กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว

ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” ได้ โดยสามารถเข้าไปรับชมวิดีโอและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งข้อมูลความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวได้ที่ facebook : Every Beat Matters

ข้อมูลบ่งชี้ข้อดีของ ‘วีแกน’ และประโยชน์โปรตีนจากพืช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635193

วันที่ 11 ต.ค. 2563 เวลา 08:35 น.ข้อมูลบ่งชี้ข้อดีของ 'วีแกน' และประโยชน์โปรตีนจากพืชเทรนด์มาแรง “เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ” อุดมด้วยโปรตีนจากพืช รับกระแส “วีแกน” ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ลดเสี่ยงโรคห่างไกลมะเร็ง

กระแสไม่บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลย “No Animal Products” ของเหล่าวีแกน ทั้งการไม่บริโภคเนื้อ เนย นม ไข่ ชีส น้ำผึ้ง และเจลาติน กลายเป็นเทรนด์ฮอตมาแรงไปทั่วทุกมุมโลก ถึงขนาดมีการยกให้ปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นปีทองของ “เทรนด์วีแกน” ปลุกกระแสวงการอาหารเพื่อสุขภาพให้คึกคักขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โดยผู้ผลิตอาหารและผู้นำวงการสุขภาพความงามรายใหญ่ๆ  ต่างหันมาบุกเบิกตลาดวีแกนกันอย่างจริงจัง มุ่งคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ปลอดเนื้อสัตว์ แต่ยังอุดมด้วยโปรตีนจากพืช เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ของชาววีแกน

จากข้อมูลของ เวิลด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช ฟันด์ (World Cancer Research Fund) บ่งชี้ว่า การไม่บริโภคเนื้อสัตว์ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 35% ขณะเดียวกัน การทานมังสวิรัติและทานเจอย่างเคร่งครัดแบบชาววีแกน ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

อย่างไรก็ดี “โปรตีน” มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ของร่างกายแล้ว โปรตีนยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อผิวหนังกระดูกอวัยวะต่างๆและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วจากอาการเหนื่อยล้าและเจ็บป่วยหากร่างกายของเราได้รับโปรตีนไม่เพียงพอย่อมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ 

โดยข้อมูลจาก สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บ่งชี้ว่า ผู้ที่ได้รับโปรตีนในร่างกายไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ร่างกายอ่อนเพลียไม่สดชื่น ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย แผลหายช้า ผิวหนังไม่แข็งแรง และระบบฮอร์โมน เอนไซม์ ทำงานผิดปกติ เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

พูดถึงคำว่า “โปรตีน” ไม่ได้มีแหล่งที่มาจากสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่ “โปรตีนจากพืช” ที่พบได้ในถั่วและธัญพืชต่างๆ ยังอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ถือเป็นโปรตีนสะอาดไม่ก่อให้เกิดโรคภัย เพราะมีพฤกษเคมีที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ ตรงกันข้ามกับ “โปรตีนจากสัตว์” ทั้งเนื้อสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์จากนม และไข่ จะย่อยได้ยากเมื่อเราอายุมากขึ้น จึงอาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า การทานโปรตีนจากพืชยังส่งผลดีต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากโปรตีนจากพืชย่อยง่ายดูดซึมง่าย แคลอรี่น้อยกว่าโปรตีนสัตว์ ไขมันดีมีมากกว่าโปรตีนสัตว์ ไม่มีโคเลสเตอรอล แถมให้ปริมาณโปรตีนเข้มข้นสูง ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เทียบเท่ากับโปรตีนจากไข่ขาวและนม ที่สำคัญยังช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้

สำหรับชาววีแกน ผู้ที่ต้องการลดการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ตลอดจนกลุ่มผู้บริโภคที่ทานมังสวิรัติและทานเจ ผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนให้ร่างกาย และคนรักการออกกำลังกายที่อยากเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มความฟิต  คนที่แพ้แลคโตสจากนม ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการพักฟื้นร่างกาย ผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างและผิวพรรณ ผู้สูงอายุ และเด็กวัยเรียน ก็สามารถเสริมโปรตีนจากพืชได้ง่ายๆ ด้วยการชง “วีแกน มัลติ แพลนท์ โปรตีน” ดื่มเป็นประจำทุกวัน หอมอร่อยดื่มง่าย ดีต่อสุขภาพ สามารถเสริมความอร่อยให้ฟินยิ่งขึ้นด้วยการปรุงเป็นเมนูเครื่องดื่มหลากหลายสไตล์ ดื่มได้ไม่ต้องกังวลเรื่องความหวาน และให้โปรตีนที่สามารถดูดซึมเร็ว ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่

6 นิสัยชี้คนไทยติดเค็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634877

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 09:10 น.6 นิสัยชี้คนไทยติดเค็มเช็กตัวเองกันสักนิดว่าบริโภคโซเดียมเกินลิมิตหรือเปล่า?

โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราต้องการโซเดียมแค่วันละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัม เพื่อใช้ในการรักษาสมดุลของเหลวภายในร่างกาย แต่ตัวเลขที่น่าตกใจจากผลการสำรวจ พบว่าคนส่วนใหญ่บริโภคโซเดียมมากเกินความต้องการ 2- 3 เท่าตัว

พฤติกรรมข้างต้นนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพเรื้อรังในภายหลังทั้งอาการปวดศีรษะไมเกรนเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน รวมถึงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ลามถึงโรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต 

ส่วน 6 นิสัยที่บ่งบอกว่าคนไทยติดการกินเค็ม ได้แก่

นิสัยที่ 1 ปรุงก่อนชิม อาหารส่วนใหญ่ผ่านการเติมซอสปรุงรส ผงปรุงรสมาแล้ว แต่คนไทยมักมองหาเครื่องปรุงเพิ่ม อาทิ พริกน้ำปลา น้ำตาล และน้ำส้มสายชู ชื่นชอบนิสัยที่ 2 กินอาหารแปรรูป ด้วยไลฟ์สไตล์ปัจจุบันที่แสนเร่งรีบ หลายคนจึงเลือกอาหารทานง่าย พกพาสะดวก เพื่อเซฟเวลา

นิสัยที่ 2 กินอาหารแปรรูป เน้นสะดวก ประเด็นนี้มาจากความเร่งรีบของวิถีชีวิต ทำให้ไม่มีเวลาสนใจในการเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าหรือดีต่อสุขภาพ แต่เลือกอาหารที่เร็วและง่ายเพื่อประหยัดเวลา โดยเฉพาะอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้นต่าง ๆ ซึ่งอาหารแปรรูปเหล่านี้มีโซเดียมจากกระบวนการถนอมอาหาร และมีโซเดียมแฝงเข้ามาอีก จากการเติมสารปรุงแต่งต่างๆ เพื่อได้ให้สี กลิ่น รส และสัมผัสที่ถูกใจผู้บริโภค จึงทำให้ได้โซเดียมคูณสองเข้าไปอีก

นิสัยที่ 3 จิ้มไม่ยั้ง เป็นอีกเรื่องที่ทำกันแบบแทบไม่รู้ตัว คือการราดน้ำจิ้มแบบเยอะๆ หรือจิ้มน้ำจิ้มแบบมากๆ แม้ว่าอาหารบางอย่างก็มีโซเดียมอยู่แล้ว พอจิ้มน้ำจิ้มเพิ่มเข้าไปก็ยิ่งได้รับโซเดียมเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งน้ำจิ้มถือเป็นปัจจัยหลักหนึ่งที่ทำให้คนไทยได้รับโซเดียมสูง

นิสัยที่ 4 ซดน้ำซุปแทบหมดชาม อาหารกลุ่มก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สุกี้ต่างๆ รวมไปถึงน้ำแกง ทั้งที่มีกะทิและไม่มีกะทิ อย่างต้มยำ ต้มโคล้ง เป็นอาหารอีกประเภทที่คนไทยชอบรับประทาน และน้ำซุปที่อร่อยเข้มข้นก็ยิ่งทำให้ถูกปากถูกใจ นอกจากเส้นแล้วก็ซดน้ำแทบหมดชามเพราะซดแล้วอร่อย ซึ่งน้ำซุปแทบทุกชนิดมีการเติมซอสปรุงรส หรือผงปรุงรสต่างๆ ลงไป ซึ่งถือว่ามีโซเดียมปริมาณสูงมาก

นิสัยที่ 5 เสพติดการซดน้ำยำและน้ำจากส้มตำ อาหารประเภทยำ ส้มตำ ถือเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยจำนวนมาก ยิ่งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ยิ่งชอบ กินเพลิน ๆ ทั้งเนื้อทั้งน้ำจนหมดจาน สุดท้ายก็ได้โซเดียมเข้าร่างกายไปทั้งหมด ซึ่งน้ำยำน้ำส้มตำเหล่านี้ มีการเติมผงปรุงรสที่มีโซเดียมสูง โดยสารปรุงรสเหล่านี้มักไม่ค่อยเค็ม จึงต้องมีการเติมลงไปมาก เพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ ขณะที่ส้มตำหรือยำบางอย่าง มีการใส่ปลาร้าที่มีโซเดียมสูงอยู่แล้วเช่นกันลงไปด้วย ก็ยิ่งได้รับโซเดียมมากเกินไปใหญ่

นิสัยที่ 6 ชอบปรุงเค็มไว้ก่อน ไม่ว่าจะน้ำปลา ปลาร้า พริกแกง และกะปิ 4 จตุรเทพที่คนไทยชอบกินเช่นกัน ซึ่งวิธีในการทำอาหารทั้ง 4 อย่าง โดยธรรมชาติของอาหารเหล่านี้มีโซเดียมผสมอยู่แล้ว และหากมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะยิ่งได้โซเดียมจากสารปรุงรสเข้าไป

แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมติดอาหารรสเค็ม

  • ชิมรสชาติอาหารทุกครั้ง ก่อนที่จะปรุงอะไรเพิ่มลงไป เพื่อลดการได้รับความเค็มมากจนเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ
  • หันมาทำอาหารรับประทานเองสักวันละมื้อ เน้นซื้อของสดมาปรุงกับข้าวรับประทานเองบ้าง ก็จะช่วยลดการรับปริมาณโซเดียมลงไปได้ ที่สำคัญคือต้องคุมการปรุงรสชาติอาหารให้ได้ด้วย
  • ลดการใช้น้ำจิ้มลงหรือจิ้มเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยลดการรับโซเดียมลงไปได้อย่างมาก
  • ลดการซดน้ำซุปต่างๆ ลง เน้นรับประทานเฉพาะเส้นและเครื่องเคียง ก็สามารถช่วยลดปริมาณโซเดียมที่จะได้รับในแต่ละวันลงไปได้
  • บอกพ่อค้าแม่ค้าให้ลดการเติมผงชูรส ลดเค็มหรือทำอาหารให้มีรสเค็มน้อยๆ ก็สามารถช่วยลดโซเดียมลงได้
  • ลดความถี่ในการกินอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เช่น ปลาร้า กะปิ หรือหากต้องกิน ก็ให้ลดการปรุงรสส่วนอื่นลง ซึ่งก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณโซเดียมได้เช่นกัน

5 เฟอร์นิเจอร์ไอเท็มเพื่อสุขภาพ ตัวช่วยดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634405

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 10:20 น.5 เฟอร์นิเจอร์ไอเท็มเพื่อสุขภาพ ตัวช่วยดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องมีของมันต้องมี! รวม 5 ไอเท็มฮอตจากโยกิโบ ตัวช่วยดีๆ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องมีเพื่อการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

เพราะช่วงเวลาที่ก้าวสู่การเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือในช่วงแรกคลอดและต้องให้นมลูกน้อย ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในช่วงชีวิตของคุณแม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้หญิงทุกคน  ขอเป็นกำลังใจสำคัญให้คุณแม่มือใหม่ทุกๆ ท่าน เราขอแนะนำ 5 ไอเท็มสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยให้คุณแม่มือใหม่ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัย และผ่อนคลายอย่างสูงสุด เพื่อให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่ดี ซึ่งจะยิ่งส่งผลดีไปถึงเจ้าตั้วน้อยในครรภ์อีกด้วย

YOGIBO MAX

เฟอร์นิเจอร์ที่พร้อมโอบอุ้มตามขนาดร่างกายและยืดได้ยาวตามสรีระของคุณแม่ สามารถปรับรูปทรงได้หลากหลายแบบไม่ว่าจะนอน หรือนั่ง ไม่มีแรงกดกระทบ ดังนั้นจึงเหมาะมากๆ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะช่วยให้สามารถนั่งได้นาน ไม่ปวดหลังอีกทั้งยังช่วยจัดการสรีระการนั่งได้ดีขึ้น ทำให้คุณแม่ใช้เวลาผ่อนคลายได้อย่างยาวนาน

YOGIBO POD

เฟอร์นิเจอร์ที่มีลักษณะเป็น Bean Bag มีขนาดเบา ให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก สามารถนั่งได้นานโดยไม่ปวดหลัง ช่วยสร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

YOGIBO SUPPORT

ด้วยรูปทรงตัวยูที่พร้อม Support ในทุกๆการนั่ง ดังนั้นจึงเหมาะมากๆสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมลูก จะช่วยให้สามารถนั่งได้นาน ไม่ปวดหลังเพราะตัว Support จะช่วยจัดการสรีระการนั่งของคุณแม่ให้สบายและรองรับกับร่างกายได้มากยิ่งขึ้น และยิ่งสบายมากขึ้นเมื่อนำไปใช้คู่กับ Yogibo ตัวอื่นๆ เช่น Max / Pod เพื่อความผ่อนคลายขั้นสุดของคุณแม่

MOON PILLOW

หมอนรองคอรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่จะช่วยรองรับและโอบรับกับศีรษะของคุณแม่ด้วยความนุ่มนวลได้อย่างดีเยี่ยม ให้คุณแม่ผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่

AROMA HEART

หัวใจนุ่มนิ่มดวงน้อยที่จะทำให้คุณแม่คลายความกังวลได้ดียิ่งขึ้น เพียงวางไว้บนหน้าอกหรือหน้าท้อง ด้วยกลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์และเปปเปอร์มินต์ จะทำให้คุณแม่รู้สึกสบาย ผ่อนคลายและอบอุ่นขึ้นทันที

พบกับ YOGIBO เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ที่พร้อมคอมพลีททุกไลฟ์สไตล์ของทุกคนให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ได้แล้ววันนี้ที่ Flagship store ทองหล่อ 13, สยามพารากอน ชั้น 4, เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 5 หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ Website : www.yogibo.co.th / Facebook : YogiboThailand หรือโทร. 094-404-1515

เลือกกินอาหารอย่างไร ให้ช่วยลดอารมณ์วัยทอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634408

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 07:23 น.เลือกกินอาหารอย่างไร ให้ช่วยลดอารมณ์วัยทองวัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง และวิธีการปรับตัว กลับใจ เลือกกินอาหารที่ใช่ ช่วยลดอารมณ์วัยทอง

คนทำงานหลายคนที่อยู่ในช่วงวัย 45-50 ปี โดยเฉพาะกับสุภาพสตรี มักมีอาการแปลกๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล หลายอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่งผลถึงอารมณ์จนทำให้คนใกล้ตัวเริ่มไม่อยากเข้าใกล้ ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” ซึ่งฟังแล้วเจ็บปวดสำหรับผู้หญิงบางคน แต่อย่าคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากรู้เท่าทันและรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้มีความสุขได้

วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุลด้วยสาเหตุจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง จนส่งผลถึงสุขภาพร่างกายภายนอก หากผู้หญิงคนไหนมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่ายละก็ อาการเหล่านี้เป็นอาการเบื้องต้นที่มีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโดยตรง ดังนั้น การกินอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้อย่างเอสโตรเจน ก็สามารถช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน

หลักการบริโภคอาหารในวัยทอง

อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองในระยะเริ่มต้นและระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดี ไม่แห้งแตก รวมถึงป้องกันโรคที่อาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน

อาหารที่ควรรับประทาน

เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศองคนวัยนี้ลดลง อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำจึงเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น

เต้าหู้ และน้ำเต้าหู้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองทุกชนิด ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นี่แหละคืออาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจนระดับสูง ขณะเดียวกันยังมีไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในรูปของเหลว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว 

โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ วัยทองยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน มีโอกาสที่จะกระดูกแตกหักง่าย จึงควรรับประทานอาหารอุดมด้วยแคลเซียม เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ ผักใบเขียวและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีธาตุโบรอน ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ รวมถึงแอปเปิ้ล องุ่น และส้ม ทั้งนี้ผักในตระกูลกะหล่ำอุดมด้วยธาตุโบรอน ได้แก่ บล็อกโคลี แขนงผัก ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า เป็นต้น

ผักและผลไม้ การเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นยังช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับร่างกาย รวมถึงกากใยยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยให้สบายตัว ทั้งนี้ ในผักผลไม้ยังอุดมด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการวัยทองลงได้

น้ำมะพร้าว ผลไม้เพื่อสุภาพสตรีที่หาซื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นน้ำมะพร้าว มีสรรพคุณช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติที่อัดแน่นไปด้วยปริมาณเอสโตรเจน และยังมีสารจำพวกคอลลาเจนและอิลาสตินที่จะช่วยให้ผิวสตรีวัยทองเปล่งปลั่งดุจสาวแรกรุ่นด้วยเช่นกัน

ข้าวสาลีและธัญพืช อาหารเพื่อสุขภาพอย่างข้าวสาลีและธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสีนี่ก็ถูกพูดถึงกันมากในกลุ่มอาหารสุขภาพ อันอุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากธรรมชาติ ชนิดไอโซฟลาโวน มีคุณสมบัติในการปรับฮอร์โมนเอสโตรเจนภายในร่างกายสุภาพสตรีทั้งหลายให้สมดุลด้วยเช่นกัน

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยัง เป็นสารซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน และเป็นศูนย์รวมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับสภาพผิว ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นผลไม้กลุ่มที่กินแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้ภาวะวัยทองมีอาการมากขึ้นได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ การดื่มชา กาแฟเป็นประจำยังส่งผลทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ผู้ที่อยู่ในภาวะวัยทองควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อน ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และอาหารแปรรูป เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง อ้วนได้ง่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวาน

3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634235

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 10:33 น.3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล ม.มหิดล แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ชี้ 3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้น

เพจเฟซบุ๊ก sirirajpr โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงต่อคนไทย โดยระบุว่า “3 ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล ม.มหิดลแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โควิด-19ในประเทศไทยอาจมีความรุนแรงกับ 3 ปรากฏการณ์ คือ

1. การติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมียนมาร์ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อใหม่กว่า 1,000 รายในแต่ละวัน และมีแนวโน้มที่จะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน โอกาสที่จะมีการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 เข้าประเทศไทยจึงมีโอกาสสูง

2. อากาศในประเทศไทยเวลานี้เย็นลงและมีฝนตกแทบทุกวัน ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในอาคารหรือพื้นที่ค่อนข้างปิดเช่นนี้ จะทำให้โอกาสการแพร่การติดเชื้อเพิ่มขึ้น การใส่หน้ากากและรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลในสถานที่ทำงานจึงยังมีความจำเป็น

3. การรวมกลุ่มกันของคนจำนวนมาก อาจทำให้โอกาสการแพร่การติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วยบรรยากาศและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิดการติดเชื้อจะเป็นในผู้ที่อายุน้อย ซึ่งอาจไม่มีอาการใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อออกไปได้

ขอให้พวกเราช่วยกันสื่อสารอย่างที่ดีและใช้เหตุผลเพื่อลดวิกฤติทางสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญทุกคนยังคงต้องปฏิบัติโดยใส่หน้ากาก..รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หมั่นล้างมือ/ทำความสะอาดมือ.. เช็คอิน/เช็คเอาท์เพื่อช่วยหาบุคคลและพื้นที่เสี่ยง…”

#โควิด19 #Siriraj #ศิริราช

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน..ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/634223

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 08:44 น.อุจจาระร่วงเฉียบพลัน..ป้องกันได้แพทย์เตือนอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคที่ควรระวังในช่วงฤดูฝน พร้อมเผย Do&Don’t เรื่องที่ควรทำ ไม่ควรทำ และวิธีป้องกัน

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลราชวิถี แนะประชาชนดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ชี้กลุ่มเสี่ยงเด็กและผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต อาจจะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจำเป็น หากผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก ชีพจรเต้นเร็ว ควรพบแพทย์ทันที ถ้าล่าช้าอาจทำให้ไตวายหรือเสียชีวิตได้ 

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนทำให้มีความชื้นในอากาศมากเชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี ทำให้อาหารและน้ำดื่มมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคของระบบทางเดินอาหารได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ที่เกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

อาการของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน คือ

  • ถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติเกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกปนเลือด 1 ครั้งต่อวัน
  • อาจมีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน สาเหตุเกิดจากการได้รับเชื้อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้ออยู่ การรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอมอาจจะทำให้ได้รับเชื้อได้

การดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

Do – กรณีที่เป็นเด็กให้ทานอาหารเหลวบ่อยๆ ส่วนวัยทั่วไปรวมถึงผู้สูงอายุให้ทานอาหารตามปกติ แต่ควรเป็นอาหารอ่อนและย่อยง่าย ที่สำคัญควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำละลายผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

Don’t – ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้น

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจะมีภาวะแทรกซ้อนในเด็กและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต อาจจะมีภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและแร่ธาตุจำเป็น รวมทั้งมีความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ในเลือด เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถรักษาได้ตามอาการ หรือการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับการให้เกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไป และหากพบผู้ป่วยที่มีอาการไข้ขึ้นสูง อาเจียนมาก ถ่ายเหลวมาก ควรนำไปพบแพทย์ทันที ถ้าล่าช้าอาจทำให้ไตวายหรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหารก่อนรับประทานอาหารและภายหลังการเข้าสุขา
  • ดื่มน้ำสะอาด เช่น  น้ำต้มสุกน้ำบรรจุขวดถูกสุขลักษณะ
  • เลือกรับประทานอาหารที่สะอาดสุกใหม่ๆ
  • การบริโภคผักผลไม้สด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
  • กําจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่สุกๆ ดิบๆ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันได้