‘เบาหวาน’ คุมได้ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632603

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 07:30 น.'เบาหวาน' คุมได้ก็ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แพทย์แนะควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

กรมการแพทย์โดยสถาบันโรคทรวงอกแนะคนที่เป็นเบาหวานในระยะเวลานานๆควรควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการลดการรับประทานอาหารที่มีแป้งในปริมาณมากหลีกเลี่ยงของหวานชากาแฟน้ำอัดลมออกกำลังกายควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติพักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงความเครียดเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ได้ลดลง หรือร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือมีระดับน้ำตาลมากกว่า 126 มก./ดล.

อาการที่พบบ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่

  • ปัสสาวะบ่อย
  • กระหายน้ำบ่อย
  • รับประทานอาหารมากขึ้นแต่น้ำหนักลด
  • อ่อนเพลีย
  • เห็นภาพไม่ชัดตาพร่ามัว

และในกรณีที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้

  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • มีอาการชา
  • เจ็บตามแขนขา
  • เส้นประสาทเสื่อม
  • เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย
  • จอประสาทตาเสื่อม

สำหรับผู้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน คือผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนลงพุงและขาดการออกกำลังกาย พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่นอาหารที่มีแป้งในปริมาณสูง เบเกอรี่ ขนมหวาน น้ำหวานหรือน้ำอัดลม หรือเกิดจากกรรมพันธุ์ สตรีที่มีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ มีโรคถุงน้ำในรังไข่ 

ทางด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า ถ้าหากมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุม อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คือ

  • อาการชาปลายมือ ปลายเท้า
  • จอประสาทตาเสื่อม
  • ไตวาย

ที่สำคัญคือมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ เนื่องจากโรคเบาหวานส่งเสริมให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หลอดเลือดแดงมีการตีบหรืออุดตัน ส่งผลแทรกซ้อนให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ตาบอด หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงปลายเท้าตีบหรือ อุดตันอีกด้วย

โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ด้วยการงดรับประทานอาหารที่มีแป้งสูงในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงของหวาน ชา กาแฟที่มีการเติมน้ำตาล น้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ตรวจและบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวานควรหมั่นตรวจสุขภาพตา ไต หัวใจ เท้า สมอง และควรรับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานที่จะเกิดในอนาคต

ภาพ : freepik.com

4 ท่าปั้นซิกแพค เพราะสุขภาพดีมีแต่ได้!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632241

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 08:09 น.4 ท่าปั้นซิกแพค เพราะสุขภาพดีมีแต่ได้!!ปั้นซิกแพคไม่ไกลเกินฝัน เมื่อเทรนด์โชว์กล้ามท้องยุค New Normal มาแรง! STAGE Find The Real U ฟิตเนสหรูชื่อดังแห่งยุค New Normal เอาใจสาวๆ ด้วยการแนะนำ 4 ท่าง่ายๆ ปั้นกล้ามท้องสวยๆ

ช่วงกักตัวโควิด หลายคนเลือกที่จะใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย มากไปกว่านั้น การดูแลสุขภาพที่ดียังส่งผลพลอยได้สู่การมีรูปร่างที่ดีขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงนี้กลายเป็นเทรนด์ฮอตฮิตในกลุ่มสาวๆ กันไปแล้ว สำหรับการสร้างกล้ามท้อง ร่อง 11 สวยเซ็กซี่ หรือ ซิกแพคเด่นชัดแบบ 6 ลูก

เอว S กับกล้ามหน้าท้องไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อความสวยงามอย่างเดียวเท่านั้น แต่รอบเอวที่เกินขนาดมาตรฐานยังบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง ดังนั้นการลดไขมันหน้าท้องจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ วันนี้ STAGE Find The Real U ฟิตเนสหรูชื่อดัง แห่งยุค New Normal ขอเอาใจสาวๆ ด้วยการแนะนำ 4 ท่าง่ายๆ แต่โดน และเห็นผล เพื่อปั้นกล้ามท้องสวยๆ ที่ปังปุริเย่! อย่างไม่ไกลเกินฝัน..

ก่อนอื่น ต้องเริ่มจากหลักการที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ของการลดน้ำหนัก ลดไขมัน คือ การคุมอาหาร 70% ออกกำลังกาย 30% ขอเพิ่มอีกข้อคือ กำลังใจ เพราะคือแรงผลักดันสำคัญที่จะพาคุณพิชิตเป้าหมาย การลดไขมันรอบพุงต้องควบคุมด้วยโภชนาการและการออกกำลังกายควบคู่กัน โดยเน้นทานโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ให้มากขึ้นเหมาะกับร่างกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เลือกทานไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ไขมันปลา ธัญพืช ถั่วและน้ำมันมะกอก ทานผักที่มีไฟเบอร์สูง ผลไม้ต่างๆ ลดของหวาน และขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

4 ท่าปั้นซิกแพค

1. Side plank hip dip (บริหารหน้าท้องด้านข้างและเอว) ท่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสะโพก สร้างเอวเอส เริ่มด้วยนอนตะแคง วางข้อศอกกับไหล่ให้ตรงกัน สำหรับใครที่เพิ่งเริ่ม ให้งอศอกทรงตัว แต่ถ้าใครที่โปรแล้วใช้ฝ่ามือทรงตัว จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจากพื้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ขาอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย และค่อยๆ ลดสะโพกลงจนแตะพื้น กลับสู่ท่าปกติ ทำซ้ำ 12-15 ครั้ง และเปลี่ยนสลับข้าง 3 เซต

2. TRX Pike (แกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อหน้าท้อง) เป็นท่าออกกำลังกายที่ใช้อุปกรณ์แบบแขวน มีการต่อยอด มาจากท่า plank เริ่มจากปรับสาย TRX ต่ำกว่าระดับหัวเข่าเล็กน้อย และสอดเท้าเข้าไปในห่วงเชือกทั้ง 2 ข้าง แขนตั้งตรงมือยันพื้นไว้ โดยวางมือให้อยู่ประมาณช่วงหัวไหล่ จากนั้นใช้หน้าท้องยกก้นและหลังขึ้น ยืดลำตัวเหยียดตรงเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ แล้วยืดตัวเหยียดตรงกลับสู่ท่าเริ่มต้น ท่านี้เน้นทำช้าๆ 12-15 ครั้ง 3 เซต

3. Side Bend (บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง) ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสองข้างให้สมดุลกัน เริ่มจากยืนกางขาออกโดยเว้นความกว้างระหว่างเท้าให้เท่ากันกับช่วงไหล่ วางมือไว้หลังศีรษะหรือเท้าเอว ส่วนมืออีกข้างปล่อยปกติหรือจะถือดัมเบลไว้ก็ได้ จากนั้นเอียงตัวไปข้างที่ถือดัมเบลให้มากที่สุด ค้างไว้สักครู่ แล้วกลับสู่ท่าเริ่ม ทำสลับกันไปมาข้างละ 12-15 ครั้ง 3 เซต

4. Jack Knief Sit-Up (บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องบน กลางและล่าง) คล้ายกับการซิทอัพ ต่างตรงที่เป็นแนวตั้ง เริ่มด้วย นอนหงายราบกับพื้น ยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ยืดขา แล้วค่อยๆ ยกขาขึ้นทำมุม 45 องศา ดันลำตัว ให้มือแตะที่ข้อเท้าหรือปลายเท้า เกร็งหน้าท้องให้สุดค้างไว้ 2 -3 วินาที และกลับท่าเริ่มต้น และทำช้าๆ 12-15 ครั้ง 3 เซต

โดยแต่ละท่า ให้ทำ 3 เซต และระหว่างเซต ให้พัก 1นาที ทำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ควบคู่ไปกับการทำคาร์ดิโอ สำหรับคนทั่วไปที่อยากสุขภาพดี ให้คาร์ดิโอ 150นาที/สัปดาห์ แต่สำหรับคนที่มีเป้าหมายลดน้ำหนัก ให้คาร์ดิโอ รวม200-300 นาที/ สัปดาห์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีรูปร่างดี กล้ามท้องสวย สวมใส่อะไรก็เริ่ด แน่นอนว่า ยุคโควิด การ์ดต้องไม่ตก จึงจำเป็นต้องใส่หน้ากากปิดบังความสวย แต่สำหรับกล้ามหน้าท้องปังๆแล้ว คุณสามารถเปิดโชว์ได้เต็มที่อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

คุณสุทัศน์ วงศ์สุขศิริ (กรรมการผู้จัดการ STAGE Find The Real U) ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีนักไตรกีฬา นักวิ่ง Ultra Trail และIronman สนามทั้งในและต่างประเทศ กล่าวว่า “ผมว่าจุดที่ยากที่สุดของการลุกมาออกกำลังกาย คือ การเริ่มต้น ดังนั้นจึงควรหาแรงบันดาลใจที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นจิตใจเราได้ และต้องพยามจัดสรรแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกายสม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย สำหรับผม สิ่งแวดล้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การมาฟิตเนสที่เต็มไปด้วยความพร้อมของบรรยากาศเพื่อการออกกำลังกาย ก็จะช่วยกระตุ้นให้เราสนุกและอยากออกกำลังกายมากขึ้นได้ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเวลาที่คนเราอยู่ใกล้คนคิดบวก อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เราก็จะไปในทิศทางที่ดีเสมอ

โดย STAGE Find The Real U เป็นฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน ตอบโจทย์กีฬาทุกประเภทและมีสระว่ายน้ำ มีเทรนเนอร์มืออาชีพให้คำแนะนำทั้งโถชนาการและการออกกำลังกาย ทำให้ไม่บาดเจ็บ เป็นการออกกำลังกายที่ถูกต้องและมีคุณภาพ จึงอยากเชิญชวนให้ออกกำลังกาย เปิดใจข้ามผ่านในจุดที่ยาก พยามสร้าง “ใจที่ฮึด และมีวินัย” และมองว่าการออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แล้วคุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง เปรียบเสมือนวัคซีนชีวิตในระยะยาว ที่สร้างได้ด้วยตัวคุณเอง”

เลนส์ตัดแสงสีฟ้า จำเป็นหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/632240

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 07:20 น.เลนส์ตัดแสงสีฟ้า จำเป็นหรือไม่?แสงสีฟ้าคืออะไร แล้วจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเพิ่มออปชั่น “เลนส์ตัดแสงสีฟ้า” เวลาไปตัดแว่น

เวลาไปตัดแว่น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยวัดค่าสายตา เลือกแว่นให้เข้ากับใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เรามักจะพบกับคำถามที่ว่า “จะใส่เลนส์ตัดแสงด้วยไหมค่ะ หรือจะเพิ่มเลนส์ตัดแสงสีฟ้าด้วยไหมค่ะ” …แล้วแสงสีฟ้าคืออะไร มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเพิ่มออฟชั่นนี้ด้วย

คุณชนิตา ตันเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแว่นตาจาก Chic Optical ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลว่า แสงสว่างหรือแสง UV นั้น ช่วยทำให้เรามองเห็นได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าปริมาณความสว่างไม่พอ จะส่งผลทำให้เรามองเห็นชัดได้น้อยลง

ที่มาของแสงนอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงตามธรรมชาติแล้ว พวกแหล่งกำเนิดแสงต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นก็สามารถให้แสงสว่างได้เหมือนกัน เช่นหลอดไฟ LED หน้าจอมือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ จอ TV จอโน๊ตบุค จอแทบเล็ต แม้สิ่งเหล่านี้มีผลดีให้ความสว่างกับเราได้ แต่รู้ไหมคะว่าในความสว่างนั้นยังมีความอันตรายจาก แสง UV ซ่อนอยู่โดยเฉพาะ ที่เราเรียกว่า “แสงสีฟ้า”

แสงสีฟ้า คือแสงที่เรามองเห็นอยู่ทุกๆ วัน ถือเป็นหนึ่งในสามของแสงขาวจากแสง UV สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง หรืออธิบายได้ดังนี้ว่า แสงทั้งหมดมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกันแสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm นั่นเอง

ซึ่งแสงสีฟ้าที่เราพบนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือแสงสีฟ้าที่ดี และ แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ

· แสงสีฟ้าที่ดี จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกมาช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉง รู้ว่าเวลาไหนควรนอน เวลาไหนควรตื่น หรือแม้แต่บอกว่าเราควรกินตอนไหน ถ่ายตอนไหน เรียกง่ายๆ ว่า “นาฬิกาชีวิต” ที่ทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกตินั่นเอง

· แสงสีฟ้าที่เป็นโทษ จะอยู่ในช่วงคลื่นที่ 415-455 nm จะเป็นแสงที่ส่งผลเสียทำให้จอประสาทตาเราค่อยๆ เสื่อมลงได้ หากรับในปริมาณที่มากเกินไป แสงสีฟ้าส่งผลเสียโดยตรงกับดวงตา เพราะเป็นแสงที่เรามองเห็นได้ จึงสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะส่งผลทำให้มี อาการตาล้า เพราะแสงสีฟ้าที่เราจ้องมองอยู่มีความสว่างมากทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักอาการตาแห้ง เพราะอุปกรณ์ที่เราจ้องมองส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กทำให้เราต้องจ้องมองมากกว่าปกติจอประสาทตาอาจเสื่อมได้ เนื่องจากแสงสีฟ้าสามารถทะลุเข้าไป และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตาได้ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นได้นั่นเองดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากปล่อยไว้นานอาจจะสายเกินไป

แสงสีฟ้านั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม เราก็ยังเจอแสงสีฟ้าได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงสักแค่ไหน แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี เพราะมนุษย์เรานำ LED มาผลิตเป็นแหล่งกำเนิดแสงนั่นเอง ทางที่ดีควรป้องกันให้ถูกวิธีจึงน่าจะดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องจ้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ ซึ่งในปัจจุบันมีเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแสงสีฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกหลากหลายเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคน ทางร้านแว่นตา Chic optical มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกรอบแว่นตา แนะนำชนิดเลนส์แว่นตาให้เหมาะสมกับปัญหา ตรวจวัดสายตาถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดรวมถึงให้คำแนะนำเรื่องการใช้งานแว่นสายตา และยังมีบริการหลังการขายที่ครบวงจรอีกด้วย

แพทย์ย้ำอาหารและพฤติกรรม ตัวการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631951

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 12:13 น.แพทย์ย้ำอาหารและพฤติกรรม ตัวการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้แพทย์แนะวิธีเลี่ยง “มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง” ย้ำเลี่ยงอาหารไขมันสูง ฟาสต์ฟู้ด ปิ้งย่างไหม้เกรียม น้ำมันทอดซ้ำ เนื้อสัตว์แปรรูป และปรับพฤติกรรมก่อนสาย พร้อมแนะนำเรื่องการตรวจและการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป แนะเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ส่วนปัญหาอุปสรรคของการรักษาโรคมะเร็งคือ โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาเคมี จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลทุกครั้ง บางครั้งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาไม่เป็นไปตามรอบการให้ยาและขาดความต่อเนื่อง กรมการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงได้ร่วมผลักดัน นโยบายเรื่องการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน (Home chemotherapy) เป็นชุดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตรงเวลา มีประสิทธิภาพ ให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่ดีกว่า อีกทั้งยังพบว่าการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน มีต้นทุนต่ำกว่าการบริการยาเคมีที่โรงพยาบาลอีกด้วย การรักษาด้วยวิธี Home chemotherapy จัดเป็นการพัฒนารูปแบบบริการการแพทย์วิธีใหม่ หรือเรียกว่า “New Normal of Medical Service” สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากโดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค เช่น อาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น การกินอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรค 

อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขาดการออกกำลังกาย การมีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน ตลอดจนการมีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ เป็นต้น สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ (polyp) และพัฒนาจนเป็นมะเร็งโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค อาการจะแสดงก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งอาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง หากผิดปกติควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป

ด้านข้อมูลโดย ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ แนะนำเรื่องการตรวจและการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่  ดังนี้

การตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ (Laparoscopic Surgery)คือแผลเล็ก เสียเลือดลดลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ควรจะเข้ารับการผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล โดยกล้องที่ใช้ในการผ่าตัด เป็นกล้องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพความละเอียดและความคมชัดสูง และสามารถสร้างภาพให้เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน การผ่าตัดสามารถทำได้อย่างแม่นยำและช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกๆ 5-10 ปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ แนะนำให้มาตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร พยายามหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ หันมาให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานผักและผลไม้ รวมถึงการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันร่วมกับการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็ง

น้ำด่าง ความแตกต่างที่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631948

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 11:20 น.น้ำด่าง ความแตกต่างที่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?รู้หรือไม่! น้ำดื่มปกติมีค่ากรดด่างเป็น 7 แต่น้ำด่างมีค่ากรดด่างเป็น 8 หรือ 9 ส่วนเลือดของเรามีค่ากรดด่าง 7.35-7.45 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย และเมื่อน้ำถูกเปลี่ยนส่วนประกอบทางเคมีจะส่งผลดีต่อสุขภาพจริงๆ หรือ?

รู้เท่าทันการดื่มน้ำด่าง นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กประเด็น “รู้เท่าทันการดื่ม #น้ำด่าง”  ระบุ ปัจจุบันมีกระแสการส่งเสริมให้ดื่มน้ำด่างกันอย่างกว้างขวาง เรามารู้เท่าทันน้ำด่างกันดีกว่า

น้ำด่าง หรือน้ำไอออนที่ส่งเสริม ก็คือน้ำที่ทำให้มีสภาพเป็นด่างด้วยเครื่องไอออนไนเซอร์ ซึ่งมีขายกันทั่วไปราคาหลักหมื่น เครื่องนี้จะเปลี่ยนส่วนประกอบทางเคมีของน้ำทำให้น้ำเป็นด่าง น้ำดื่มปรกติมีค่ากรดด่างเป็น 7 แต่น้ำด่างมีค่ากรดด่างเป็น 8 หรือ 9 เลือดของเรามีค่ากรดด่าง 7.35-7.45 ซึ่งเป็นด่างเล็กน้อย

ฝ่ายที่สนับสนุนและธุรกิจจำหน่ายเครื่องทำน้ำด่างกล่าวอ้างว่า น้ำด่างเป็นน้ำที่มีชีวิต มีพลังในการหล่อเลี้ยงร่างกายเหมือนพืชผักที่สด ดูดซึมได้ดีกว่าน้ำทั่วไป และทำหน้าที่เหมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์เสื่อม

ดังนั้น จึงมีการกล่าวอ้างถึงประโยชน์ของน้ำด่างไว้มากมาย ตั้งแต่รักษาโรคหรืออาการที่เกิดจากภาวะเป็นกรดมาก เช่น ข้ออักเสบ มะเร็ง เบาหวาน เนื่องจากมีเกลือแร่ในน้ำด่าง ช่วยให้กระดูกดูดซึมเกลือแร่เหล่านี้และนำไปใช้ ทำให้กระดูกบางตัวช้าลง

โมเลกุลของน้ำด่างจะเล็กกว่าน้ำทั่วไป ทำให้ดูดซึมเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้เร็วกว่า และช่วยขับสารพิษและกรดออกจากเซลล์ได้ดีขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขไทยเคยทำการวิจัยน้ำไอออนยี่ห้อหนึ่งที่ขายในเมืองไทย โดยนำมาใช้กับผู้ป่วยเอดส์ในปี พ.ศ.2554 และอ้างว่าทำให้ภูมิต้านทานดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการทบทวนการศึกษาทางวิชาการใน Cochrane Library จากเอกสารทั้งสิ้น 907,144 บทความ ไม่พบว่ามีบทความการทบทวนน้ำด่างเกี่ยวกับหัวข้อประโยชน์ต่อสุขภาพดังกล่าว และใน PubMed ก็ไม่พบการทบทวนเกี่ยวกับหัวข้อนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงว่า ยังไม่มีการวิจัยที่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้พอว่า น้ำด่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพดังที่กล่าวอ้างมา

ข้อมูลโดย นพ.ประพจน์ เภตรากาศ ระบุ เมื่อประมวลความเห็นในเว็บไซต์ต่างๆ ที่เห็นค้านการกล่าวอ้างประโยชน์ของน้ำด่าง มีดังนี้

สรุปคือยังขาดหลักฐานทางการแพทย์ที่จะยืนยันประโยชน์ของการดื่มน้ำด่างว่าดีต่อสุขภาพ

“ตาล้า” สร้างปัญหาตามมามากกว่าที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631873

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:30 น.“ตาล้า” สร้างปัญหาตามมามากกว่าที่คิด#ยิ่งล้ายิ่งพัง เช็กลิสต์ดวงตาว่าเริ่มมีอาการบ่งชี้ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาล้าบ้างหรือยัง พร้อมรู้วิธีแก้ก่อนปัญหาจะมาถึง

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ทั้งการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพตาของเรา ปัญหากล้ามเนื้อตาล้า จึงกลายมาเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุหลักของกล้ามเนื้อตาล้าเกิดจากการใช้งานดวงตามากจนเกินไป 

โดยจะมีอาการบ่งชี้ที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาล้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ซึ่งอาการเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้นาน ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันได้ เพราะการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อดวงตาสามารถก่อให้เกิดความตึงเครียดของร่างกาย ซึ่งจะกระทบเชื่อมโยงไปถึงอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของร่างกายในบริเวณอื่น ๆ เช่น ใบหน้า กราม และขมับ นำไปสู่อาการอ่อนล้าสะสมและอาจส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือก่อให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากละเลยไม่ยอมดูแลสุขภาพดวงตา อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคดวงตาอื่น ๆ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือกล้ามเนื้อตาเกิดการเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรอีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาตาล้า

วิธีแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาล้ามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น

หากปรับพฤติกรรมและหมั่นดูแลสุขภาพของดวงตาให้กล้ามเนื้อตาแข็งแรง ความพังที่จากอาการตาล้าจะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน ผู้ที่สนใจ “Lens Zeen” สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้านหอแว่นทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Facebook แฟนเพจ https://th-th.facebook.com/HawvanFAN/

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631874

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:20 น.ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง พบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 12,000 คน

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีสาเหตุมาจากวิถีชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานเนื้อแดง เนื้อแปรรูปเป็นประจำ อาหารกากใยน้อย อาหารปิ้งย่าง รมควัน ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้จากการปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิตและหมั่นสังเกตตัวเองว่าการขับถ่ายเป็นปกติดีหรือไม่ หากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงยังสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยวิธีการตรวจหาเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ

รู้หรือไม่! ไส้เลื่อนไม่ได้เป็นเฉพาะผู้ชาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631749

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.รู้หรือไม่! ไส้เลื่อนไม่ได้เป็นเฉพาะผู้ชายใครว่า “ไส้เลื่อน” เป็นได้เฉพาะผู้ชาย แพทย์ชี้ชัดไส้เลื่อนเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เตือนคนยกของหนัก ผ่าตัดหลังคลอด เคยผ่าตัด เป็นกลุ่มเสี่ยง

ที่รู้ๆ กันอยู่อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด!! ข้อมูลโดย อ.นพ.พงศศิษฏ์ สิงหทัศน์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุและเวชบำบัดวิกฤตศัลยกรรม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า หลายคนอาจเข้าผิดคิดว่า “ไส้เลื่อน” เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้เฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น แต่ความจริงแล้วผู้หญิงก็สามารถเป็นไส้เลื่อนได้ ซึ่งไส้เลื่อนคืออะไร เกิดขึ้นกับผู้หญิงได้อย่างไรนั้น ไปหาคำตอบพร้อมกัน

ไส้เลื่อนเกิดจากอะไร

ไส้เลื่อนเกิดจากความผิดปกติของผนังช่องท้องที่อ่อนแรงมาตั้งแต่เกิด หรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดจนทำให้ผนังช่องท้องบริเวณนั้นอ่อนแอ ในบางกรณีสามารถเกิดขึ้นจากแรงดันที่มากผิดปกติในช่องท้อง เช่น ไอ-จาม ยกของหนัก ทำให้ลำไส้หรือกลุ่มไขมันในช่องท้องบริเวณนั้น เลื่อนออกมาจากตำแหน่งที่เคยอยู่

อาการของไส้เลื่อน

ในตอนเริ่มต้นผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนนั้นส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน ต้องอาศัยการสังเกตจากลักษณะภายนอกเป็นหลัก เช่น มีก้อนลักษณะตุงนูนยื่นออกมาบริเวณที่เคยผ่าตัด หรือบริเวณขาหนีบ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษาจะเริ่มมีอาการจุก ไปจนถึงเจ็บปวดบริเวณที่มีก้อนตุงนูนออกมาจนถึงขั้นรู้สึกแน่นท้อง ปวดแสบปวดร้อน ซึ่งเป็นอาการในระดับรุนแรงต้องได้รับการผ่าตัดด่วน

ไส้เลื่อนเกิดขึ้นได้บริเวณใดบ้าง

สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายส่วนของร่างกาย เช่น ไส้เลื่อนจากตำแหน่งที่เคยผ่าตัด ไส้เลื่อนบริเวณสะดือที่เคลื่อนตัวเป็นก้อนนูนออกมาบริเวณกลางหน้าท้องหรือบริเวณสะดือ ไส้เลื่อนขาหนีบทั้งซ้ายและขวาหรือถุงอัณฑะเกิดขึ้นจากความผิดปกติของผนังช่องท้องตั้งแต่เกิด ซึ่งไส้เลื่อนขาหนีบคือบริเวณที่พบได้บ่อยมากที่สุด จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไส้เลื่อน” เกิดขึ้นได้ในเฉพาะผู้ชายเท่านั้น

ผู้หญิงเป็นไส้เลื่อนได้หรือไม่

นอกจากไส้เลื่อนจะสามารถเกิดขึ้นได้หลายส่วนของร่างกายแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชายอีกด้วย แต่จะพบได้ในผู้ชายมากกว่า เนื่องจากบริเวณขาหนีบของผู้ชายจะมีช่องถุงอัณฑะที่อ่อนแรงได้ง่าย ทำให้มีโอกาสเกิดไส้เลื่อนขึ้นมากกว่า ส่วนไส้เลื่อนที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการยกของหนัก รวมถึงผ่าตัดหรือผ่าคลอดเนื่องจากการตั้งครรภ์จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องอ่อนแรงจนเกิดไส้เลื่อนขึ้นมาได้

อันตรายที่เกิดจากไส้เลื่อน

ไส้เลื่อนเป็นภาวะที่ไม่อันตรายแต่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานเพราะจะทำให้ลำไส้ทะลักออกมาเยอะจนผนังของช่องท้องเกิดการรัดตัวทำให้ลำไส้ขาดเลือด เนื้อเยื่อเกิดการติดเชื้อและตายในที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินอย่างเร็วที่สุด เพราะหากผ่าไม่ทันอาจถึงขึ้นเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้

ปวดแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631495

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 09:01 น.ปวดแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม!!รู้หรือไม่ 1 ใน 5 ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุไทย คือโรคข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อ-ปวดเข่าเรื้อรังไม่หายเสียที แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระดูกและข้อ ชวนเช็กลิตส์ตัวเองกันหน่อย…ปวดแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม!!

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ความเสื่อมของร่างกายเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โรคภัยเริ่มถามหา โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหลายคนจะเข้าใจว่า เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ แต่ความเป็นจริงแล้ว กลุ่มวัยรุ่น ก็เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องข้อเข่าเสื่อมด้วยเช่นกัน

ข้อมูลโดย นพ.ปิยวัฒน์ จิรัปปภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อมและสถิติที่น่าตกใจ เมื่อพบว่า 1 ใน 5 ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุไทย คือโรคข้อเข่าเสื่อม

รู้จักโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมนั้น เกิดจากการที่กระดูกอ่อน ผิวข้อมีการสึกหรอ หลุดร่อน ทำให้กระดูกมีการเสียดสีกัน และร่างกายพยายามที่จะซ่อมแซมตัวเอง โดยการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ แต่จะเป็นการสร้างในตำแหน่งที่ไม่ควรจะสร้าง ทำให้เกิดอาการอักเสบของข้อ ปวดเรื้อรัง บวม กดเจ็บ เคลื่อนไหวลำบาก และข้อผิดรูป

สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

Checklist อาการแบบไหนเข้าข่ายเสี่ยงเป็นข้อเข่าเสื่อม

มาสังเกตุอาการเบื้องต้นกันหน่อย ว่าปวดแบบไหนถึงจะเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการดังนี้

Checklist ใครเสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมบ้าง

สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม มีหลายกลุ่ม

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษา จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1.การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น โดยมีหลากหลายวิธี ดังนี้

2. การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จำเป็นในกรณีรักษาด้วยยาและปรับวิธีดำเนินชีวิตแล้วไม่ได้ผล ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ทั้ง 10 แห่ง ใน 9 จังหวัด และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่ เฟซบุ๊ก : Principal Healthcare Company

6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631360

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 07:02 น.6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรมนักกายภาพบำบัด แชร์ 6 ท่าบริหารแก้อาการปวดคอ-บ่า-ไหล่ ไล่ออฟฟิศซินโดรม

พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ มักจะมีพฤติกรรมนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ นั่งทำงานเอกสารบนโต๊ะ ก้มหน้าทั้งวัน ทำให้มีอาการปวดคอบ่าไหล่ได้ง่าย ปัญหาเหล่านี้ หากเริ่มมีอาการ แล้วจัดการตัวเองเบื้องต้นได้ จะทำให้ปัญหาไม่บานปลาย

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด จากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้ข้อมูลอาการปวดคอบ่าไหล่ว่า อาการดังกล่าวข้างต้นเป็นผลจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อด้านหน้ากับด้านหลังที่ทำงานผิดสมดุล เกิดจากท่าทางที่เราคุ้นชินจนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความยาว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Imbalance) อาจมาจากท่าทางเหล่านี้

รวมไปถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ในชีวิตเราก็มักก้มตัวงุ้มไปด้านหน้าเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น กินข้าว แปรงฟัน อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฯลฯ และทั้งหมดก็เป็นเหตุให้มีอาการดังได้กล่าวที่เรียกว่ากล้ามเนื้อขาดความสมดุล หรือ Muscle Imbalance

ภาวะนี้เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหน้าอกมัดตื้นและมัดลึก หรือกล้ามเนื้อที่เกาะระหว่างชายโครงด้านหน้าหดสั้นเกร็งมากกกว่าปกติ ส่วนกล้ามเนื้อด้านหลัง ช่วงสะบัดทั้งหมด จะยาวโก่งออก เส้นใยกล้ามเนื้อจะถูกยืดเหมือนหนังยางที่ยืดค้างไว้นานๆ ก็จะหดกลับยาก ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรง ซึ่งหน้าที่กล้ามเนื้อเหล่านี้ คือพยุงก้านคอและทำให้หลังตรง แต่พออ่อนกำลัง หลังก็ค่อม ไหล่ก็จะห่อลง ฯลฯ กล้ามเนื้อเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักไปยืด ซึ่งยิ่งยืดอาจจะยิ่งทำให้ปวดมากขึ้น แต่ยืดใหม่ๆ ก็จะรู้สึกสบาย ในระยะยาวจะยิ่งเกิดผลเสียต่อโครงสร้างร่างกาย

6 ท่าบริหารแก้ปวดคอบ่าไหล่

ท่าที่ 1 มือประสานกัน เหยียดแขนสุดขึ้นเหนือศีรษะ กระดกข้อมือวาดแขนเหยียดตรงไปด้านหลัง พร้อมยืดอกเหลือบหน้ามองบน แขม่วงท้อง ค่อยๆ วาดลงช้าๆ

ท่าที่ 2 มือคว่ำจับยางยืดพอตึงๆ เหยียดแขนขึ้นบนศีรษะ ดึงยางยืดแยกออกจากกันพร้อมงอศอกตั้งฉาก ผลักแขน ไหล่ไปด้านหลัง แล้วค่อยๆ ดึงลงล่าง ดึงสะบักเข้าหากัน ค้างไว้ 5 วินาที

ท่าที่ 3 กางแขน งอศอก 90 องศา หันหน้าไปด้านตรงกันข้าม พร้อมหมุนไหล่กว้าง ดันไปด้านหลัง (เหมือนใช้ศอกวาดเป็นวงกลมกว้างๆ) เป็นจังหวะพร้อมๆ กัน

ท่าที่ 4 กางแขนงอศอก 90 องศา หันหน้าไปด้านตรงกันข้าม พร้อมผลักหัวไหล่ แขนไปด้านหลังดึงสะบักแน่นๆ ค้างไว้ 3 วินาที แล้วผ่อนกลับท่าเริ่มต้น

ท่าที่ 5 มือประสานกันด้านหลัง เหยียดศอกให้ตึง ดึงสะบักเข้าหากัน ดันมือไปด้านหลัง ยืดอก เงยหน้าเหลือบมองบน ค้างไว้ 3 วินาที แล้วผ่อนกลับท่าเริ่มต้น

ท่าที่ 6 จับยางยืดดึงพอประมาณหงายมือ งอศอกไว้ระดับสะดือ ดึงยางยืดแยกออกจากกัน ดึงสะบัก ผลักไหล่ไปด้านหลังแล้วยืดอก แขม่วท้อง ค้างไว้ 3 วินาที แล้วกลับท่าเริ่มต้น

ทั้งนี้ ควรทำท่าละประมาณ 5 ครั้ง 3 รอบต่อวัน หรือทำได้บ่อยๆ เวลาที่มีอาการ