อยากปกป้องสุขภาพ(หัว)ใจ ต้องไม่ลืมใส่ใจสุขภาพจิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666822

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 06:30 น.อยากปกป้องสุขภาพ(หัว)ใจ ต้องไม่ลืมใส่ใจสุขภาพจิต“1 ใน 3 ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว มีภาวะซึมเศร้า และกว่า 50% มีภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรงถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย หรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการรักษา” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด เผยปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ น่ากังวลกว่าที่คิด พร้อมแนะเคล็ด (ไม่) ลับการเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วย

การใส่ใจดูแลสุขภาพจิตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงของสุขภาพกาย รวมถึง “หัวใจ” อวัยวะที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โครงการ Hug Your Heart โดยแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย เชิญนายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มาให้ความรู้และคำแนะนำด้านการป้องกันและรักษาปัญหาสุขภาพด้านหัวใจ ที่สามารถทำได้ด้วยการรู้จักดูแลสุขภาพจิตทั้งของผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างเข้าใจและสม่ำเสมอ

ปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ น่ากังวลกว่าที่คิด

ปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ประเภทแรกคือ โรคเครียดหรือโรควิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งเป็น Positive symptoms คือการมีความกังวลหรือความกลัวต่อโรคที่เป็นว่าจะมีอาการหนักเพียงใด จะเสียชีวิตเมื่อใด หรือจะรักษาได้จริงหรือไม่ เนื่องด้วยโรคหัวใจมักมีอาการที่ซับซ้อน ทำให้ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ผู้ป่วยจึงมักเกิดความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะชีวิตขาดความแน่นอนและมองไม่เห็นอนาคต ก่อตัวเป็นความเครียดจนเกิดอาการ อาทิ นอนไม่หลับ ปวดหัวเรื้อรัง หรือใจสั่น โดยบางอาการก็แยกจากโรคหัวใจได้ยาก เช่น หายใจไม่อิ่ม ใจไม่ดี ตกใจง่าย หรือไม่กล้าออกจากบ้านคนเดียว ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มี Negative symptoms หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ป่วยรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ และมองว่าตนเองไม่มีค่า

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

“มากถึง 1 ใน 3 ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลว (Heart failure) มีภาวะซึมเศร้า และกว่า 50% มีภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรง (Major depressive disorder) ซึ่งมีอาการถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการรักษาใดๆ ทั้งนี้สถานะทางสุขภาพจิตของผู้ป่วยมีความสำคัญมากต่อผลลัพธ์ของการรักษา หากแต่คนไข้จำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะซึมเศร้า เพราะหมอส่วนใหญ่จะวินิจฉัยทางกายเป็นหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาได้ในทุกมิติ รวมถึงคนไข้เองก็อาจจะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กล่าว

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือคือผู้ดูแล ก็ต้องระวังปัญหาด้านสุขภาพจิต

ระบบประสาทของมนุษย์มี 2 ระบบ คือ ระบบ Sympathetic ซึ่งทำหน้าที่เป็น “คันเร่ง” คอยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และระบบ Para-sympathetic ระบบที่ทำหน้าที่เป็น “เบรก” คอยชะลอไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป โดยในยามที่เกิดความเครียดหรืออาการซึมเศร้า ระบบคันเร่งจะได้รับการกระตุ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดเกร็ง และความดันสูงขึ้น เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าออกโรงพยาบาลนับครั้งไม่ถ้วน ค่าใช้จ่ายที่อาจกระทบฐานะ และอาการของโรคที่หนักและเรื้อรัง  ทั้งผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวและคนในครอบครัวที่ต้องคอยดูแลก็ล้วนสามารถก้าวสู่ภาวะเครียดหรือซึมเศร้าได้

“โรคหัวใจทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ขณะเดียวกันความเครียดก็ส่งผลให้ความดันขึ้นและหัวใจเต้นเร็วตามการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องฮอร์โมนที่หลั่งออกมาส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดและหัวใจโดยตรงอีก ทำให้หัวใจโตมากขึ้นและบีบตัวแย่ลง กลไกเหล่านี้เร่งให้เกิดความเสื่อมทางสมรรถภาพการทำงานของหัวใจ ก็ทำให้คนไข้ยิ่งต้องมาโรงพยาบาลซ้ำ และนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น สิ่งที่เกิดนี้คือวงจรอุบาท จากหัวใจที่มีสภาพแย่อยู่แล้ว เมื่อมีปัญหาจิตใจที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็ทำให้หัวใจมีสภาพแย่ลงไปอีก” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กล่าว

การมีผู้ป่วยในบ้านส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว สิ่งสำคัญคือต้องมีเสาหลักของบ้าน ที่คอยเฝ้าระวังโดยใช้สติ คอยดูแลให้คนในบ้านมีระบบสนับสนุนกันและกันอยู่เสมอ ไม่มีการดุหรือต่อว่ากันในเชิงลบ หรือการใช้คำพูดที่ขาดจิตวิทยา ซึ่งมีผลซ้ำเติมให้คนไข้รู้สึกแย่หรือไม่มีค่า

“สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า เราต้องทำให้เขามีเหตุผลในการใช้ชีวิต เห็นว่าเขามีคุณค่าที่จะอยู่ต่อเพื่ออะไรบางอย่าง ต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นที่รัก หากเป็นคนไข้ที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนถึงขั้นไม่กิน ไม่นอน หรือไม่ดูแลตนเอง กลุ่มนี้อาจมีปัญหาด้านสารเคมีในสมอง และอาจจะต้องใช้ยาเข้าไปช่วย โดยผู้ดูแลคนไข้ต้องคอยดูแล อย่าเป็นต้นเหตุ หรือบังคับขู่เข็ญเกินไป แม้เราจะทำเพราะความรักหรือความห่วงใย เราก็ต้องระวัง เพราะผลกระทบอาจรุนแรงมากกว่าที่คิด นอกจากนี้ ครอบครัวผู้ป่วยก็ต้องระวังอย่าพากันดำดึ่งลงเหวอารมณ์กันไปหมด” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กล่าว

เคล็ด (ไม่) ลับการเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว

·      มีความเข้าใจต่อการรักษาโรคที่ถูกต้อง: โรคหัวใจล้มเหลวเป็นโรคที่รักษาได้ แม้ไม่หายขาด แต่การปฏิบัติตามแผนการรักษาจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ดีและยืนยาวได้

·      มีทีมที่พร้อมใจพุ่งชนเป้าหมายเดียวกัน: ผู้ป่วย ครอบครัวหรือผู้ดูแล แพทย์ และพยาบาล ที่มุ่งมั่นและเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของกระบวนการรักษาต่างๆ

·    ดูแลอย่างเข้าถึงและเข้าใจ: การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเป็นการดูแลแบบบูรณาการหรือกระบวนการต่อเนื่องระยะยาว โดยมีแพทย์ให้การวินิจฉัยและมีพยาบาลให้คำแนะนำด้านการดูแลผู้ป่วย โดยสิ่งสำคัญคือการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ผู้ดูแล และทีมดูแลในโรงพยาบาล ทั้งการตรวจตามนัดและผ่านช่องทางต่างๆ เช่น LINE หรือโทรศัพท์ ที่ล้วนทำให้คนไข้และครอบครัวอุ่นใจอยู่เสมอ

·    รักษาด้วยยาและแผนการรักษาอย่างครบถ้วนและต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์: ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวต้องได้รับการส่งเสริมจากครอบครัวให้มั่นใจที่จะกินยาและปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างถูกต้องคือครบถ้วนและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ห้ามหยุดหรืองดกินยาเองโดยไม่มีคำแนะนำของแพทย์ โดยผู้ป่วยที่กินยาและปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ มีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ถึง 10 เท่า

·      บำรุงสุขภาพจิตแก่กันและกันอยู่เสมอ: การเว้นระยะห่างจากกันในช่วงโควิด-19 อาจทำให้เกิดภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม นำไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวได้ ควรส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อให้คนไข้ได้มีสังคม รู้สึกมีความหมาย และปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง

Booster Dose วัคซีนเข็มกระตุ้น ฉีดเลยดีไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666669

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 10:40 น.Booster Dose วัคซีนเข็มกระตุ้น ฉีดเลยดีไหม?เคลียร์คำถามคาใจ Booster Dose วัคซีนเข็มกระตุ้น ฉีดเลยดีไหม? ควรรอ Variant-Specific Vaccines หรือไม่? : โดย ภก.ดร.นรภัทร ปีสิริกานต์ รักษาการผู้อำนวยการกองผลิตวัคซีนจากไวรัส ฝ่ายชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม

เมื่อโควิด-19 ยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน วัคซีนจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ และยิ่งไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนพุ่งเป้าความสนใจไปที่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากขึ้น วันนี้ เรามาทำความรู้จักกันว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นคืออะไร และจำเป็นแค่ไหน

วัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ Booster Dose คือการฉีดวัคซีนกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนชุดแรกแล้ว เนื่องจากเมื่อระยะเวลาผ่านไป ระดับภูมิคุ้มจากวัคซีนชุดแรกจะค่อยๆ ลดลง ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่น่ากังวล ซึ่งรุนแรงและติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ทำให้วัคซีนที่ได้รับมาก่อนหน้านี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันลดลง การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า เข็ม 3 จึงมีความสำคัญ

ภก.ดร.นรภัทร ปีสิริกานต์ รักษาการผู้อำนวยการกองผลิตวัคซีนจากไวรัส ฝ่ายชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม อธิบายว่า แม้องค์การอนามัยโลกได้ขอให้ชะลอการฉีดเข็มกระตุ้นออกไป เพื่อกระจายวัคซีนเข็มแรกให้ทั่วถึงครอบคลุมประชากรทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่ยากจนให้มากที่สุดก่อน แต่ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง ได้เริ่มฉีดเข็ม 3 แล้ว เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า และภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน 2 เข็ม “เอาไม่อยู่” แล้ว

ใครบ้างที่ควรฉีดเข็ม 3 ก่อน

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนโมเดอร์น่าเป็นเข็มกระตุ้นในผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่อายุ 18-64 ปีที่มีความเสี่ยงสูงในการติดโควิดจากการทำงาน ส่วนวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน สามารถให้เข็มที่สองเพื่อฉีดเป็นเข็มกระตุ้นได้ในผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปี หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 2 เดือน เพิ่มเติมจากการใช้วัคซีนไฟเซอร์ที่อนุมัติเป็นเข็มกระตุ้นโดยองค์การอาหารและยาตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งสาม (หมายถึง วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, ไฟเซอร์ และโมเดอร์น่า) ยังสามารถใช้ต่างชนิดกับการได้รับวัคซีนชุดแรก ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นเข็มแรกสามารถเลือกรับ mRNA ตัวใดตัวหนึ่งเป็นเข็มกระตุ้นก็ได้

สำหรับในประเทศไทย นอกจากบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าแล้ว กลุ่มผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี หรือมีโรคประจำตัว 8 โรค กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาการสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง กลุ่มนี้ควรเป็นกลุ่มแรกที่พิจารณารับวัคซีนเข็มกระตุ้น

ภก. ดร.นรภัทร แนะนำว่า ในขณะที่การแพร่ระบาดยังคงรุนแรงอยู่ในประเทศไทย และหากได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มนานกว่า 3-6 เดือนแล้ว โดยเฉพาะวัคซีนประเภทเชื้อตาย ควรรับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิด Viral Vector เช่น แอสตร้าเซเนก้า หรือชนิด mRNA เช่น ไฟเซอร์ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอยู่ และการได้รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันยังเป็นวิธีที่จะช่วยให้การควบคุมการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับคำแนะนำในผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าครบ 2 เข็มแล้ว แม้ภูมิคุ้มกันจะยังคงสูงต่อเนื่องไปอีกประมาณ 6 เดือน แต่หลังจากนั้นจึงควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเช่นกัน ดังนั้น คนที่จองโมเดอร์น่าไว้แล้ว ก็สามารถเก็บสิทธิไว้ได้ และฉีดเป็นเข็มกระตุ้นเมื่อครบกำหนดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่วงต้นปี 2565 เป็นต้นไป ถึงแม้วัคซีนที่จองไว้จะยังเป็นเจนเนอเรชั่นแรก แต่จากการศึกษาการใช้วัคซีนในประชากรจำนวนมากในต่างประเทศพบว่า วัคซีนชนิด mRNA ยังมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันสายพันธุ์เดลต้า โดยควบคุมการติดเชื้อที่สูงในระดับหนึ่ง แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงบ้างก็ตาม

คำถามคาใจ ควรรอ Variant-Specific Vaccines หรือไม่

สำหรับกลุ่มที่เพิ่งได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ครบ 2 เข็มไปหยก ๆ ซึ่งยังไม่ได้มีความจำเป็นต้องรับวัคซีนเข็มกระตุ้นในตอนนี้ แต่ได้จองวัคซีนโมเดอร์น่าไว้ จึงอาจกำลังชั่งใจว่าจะทำอย่างไรดี ควรรอ Variant-Specific Vaccines และโอนสิทธิให้คนอื่นไหม

วัคซีนเจเนอเรชั่นแรกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น พัฒนาจากสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากมณฑลหวู่ฮั่น และอาจมีผลป้องกันลดลงได้ในอนาคต ส่วน Variant-Specific Vaccines นั้น ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมไวรัสสายพันธุ์ใหม่แต่ละสายพันธุ์ได้อย่างเจาะจง ซึ่งผู้ผลิตวัคซีนส่วนมากกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน Variant-Specific Vaccines อยู่ แต่กว่าจะได้เห็น คงต้องกลางปี 2565 ไปแล้ว

จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยกรมควบคุมโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอาสาสมัครที่เป็นผู้ที่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ จำนวน 32,867 คน จาก 9 รัฐ ระหว่างเดือน มิถุนายน – สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลต้าระบาดอย่างหนัก พบว่า ประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลของโมเดอร์น่าอยู่ที่ 95% ไฟเซอร์ 80% และในด้านการป้องกันอาการหนัก-ฉุกเฉิน โมเดอร์น่าป้องกันได้ 92% ขณะที่ไฟเซอร์ป้องกันได้ 77% ซึ่งโดยรวมแล้วชี้ให้เห็นว่า วัคซีนชนิด mRNA ทั้งคู่ต่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลต้าได้ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม หากระยะเวลาการฉีดวัคซีน 2 เข็มแรกไม่ได้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีแนวโน้มว่าจะสามารถได้รับวัคซีนเจเนอเรชั่นที่สองได้ ก็อาจจะพิจารณาเป็นกรณีๆไป

ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666502

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 17:50 น.ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสันโรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่งมอบนวัตกรรมไทย “ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน” พร้อมเจาะลึกเรื่องการฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเดินติด

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นำเสนอนวัตกรรมและการรักษาเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสันในงานแถลงข่าว “ไม้เท้าเลเซอร์ นวัตกรรมไทยเพื่อผู้ป่วยพาร์กินสัน” ณ ห้อง Forum ชั้น M โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดย ศ. ดร. นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค ผู้คิดค้นและพัฒนาไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน พร้อมด้วย พญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเมดพาร์ค มาร่วมเจาะลึกเรื่อง การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเดินติด พร้อมมอบและอบรมการใช้ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานให้กับผู้ป่วยที่เข้าร่วม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นายแพทย์พงพัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า โรงพยาบาลเมดพาร์ค เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และมีความประสงค์ที่จะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ เพื่อผลักดันและสนับสนุนการกระจายนวัตกรรมไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน ที่ผ่านการคิดค้นและผลิตโดยคนไทย เพื่อตอบโจทย์ของผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้สูงอายุที่มีปัญหาการเดินติด ก้าวขาไม่ออกได้อย่างแท้จริง เพราะโรคนี้ต้องการการดูแลและการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด ทางโรงพยาบาลจึงได้มีการจัดงานแถลงข่าวและเชิญญาติและผู้ดูแลของผู้ป่วยแต่ละท่านเข้าร่วมด้วย

โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในผู้สูงอายุ สถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 7 ถึง 10 ล้านคน และข้อมูลจากสภากาชาดไทยชี้ว่าในประเทศไทย สถิติของการเกิดโรคพาร์กินสันอยู่ที่ 435 คน ต่อประชากร 100,000 คน โดยที่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ ร้อยละ 1 ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน และมีปัญหาในการเดินติด (Freezing of Gait) โดยอาการแสดงคือ มีการเดินติดขัดหรือเดินซอยเท้าถี่ และเมื่อร่วมกับปัญหาการทรงตัวที่ไม่ดีในผู้สูงอายุก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

จึงได้มีการคิดค้น ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน ซึ่งประดิษฐ์และพัฒนาขึ้นโดย ศ. ดร. นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค และทีมผู้วิจัย เพื่อช่วยแก้ไขอาการเดินติดในผู้ป่วยพาร์กินสัน โดยอาศัยแสงเลเซอร์สีเขียวที่ปล่อยออกมาจากไม้เท้า เป็นสิ่งชี้นำกระตุ้นทางสายตา (Visual Cues) ให้ผู้ป่วยก้าวเดิน

ศ.ดร.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า เราได้มีการมอบไม้เท้าเลเซอร์แล้ว ประมาณ 2,000 ด้าม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผ่านหน่วยงานรัฐ องค์กรการกุศลและผู้ที่สนใจ และยังมีการแจกอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยผู้ป่วยลดปัญหาการเดินติดและเพิ่มความมั่นคงในการก้าวเดิน สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันนั้นหากพบเร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็สามารถชะลอการพัฒนาของโรคได้ ทั้งนี้การรักษาแบบองค์รวม (Multidisciplinary care) เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับทีมสหวิชาชีพมีความสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน รวมถึงการทำกายภาพบำบัด ฝึกเดิน การออกเสียง ฝึกกลืน การดูแลปัญหาการนอนหลับ การปรับที่อยู่อาศัย การดูแลด้านจิตใจและพุทธิปัญญา ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย

พญ.อุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริมว่า สำหรับปัญหาการเคลื่อนไหวที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยพาร์กินสัน การฟื้นฟูกายภาพบำบัดโดยการยืดคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดความแข็งเกร็ง ฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยใช้อุปกรณ์ช่วยกะระยะ เช่น การขีดเส้นไว้ที่พื้น ก้าวตามจังหวะเสียง หรือใช้ไม้เท้าที่ติดตั้งแสงเพื่อใช้ในการฝึกเดิน (Visual Cues) สามารถช่วยลดปัญหาการเดินติดขัด ช่วยให้ผู้ป่วยเดินด้วยตนเองได้ดีขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ผู้ป่วยควรได้รับการสอนใช้อุปกรณ์ สอนการเตรียมยืดกล้ามเนื้อหากมีอาการแข็งเกร็ง และซ้อมเดินกับนักกายภาพบำบัดก่อนจนเกิดความมั่นใจ จากนั้นจึงจะสามารถฝึกต่อเองที่บ้านได้

ผู้ป่วยพาร์กินสันและผู้สูงอายุ ที่มีความเดือดร้อน สามารถติดต่อศูนย์ประสาทวิทยาโรงพยาบาลเมดพาร์ค ที่ 02-090-3114 เพื่อขอรับเลเซอร์ไม้เท้าพระราชทานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ที่ขอรับต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มพาร์กินสันหรืออาการใกล้เคียง โรคทางสมองอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคโพรงน้ำในสมองโต โรคสมองเสื่อม ที่มีปัญหาการเดินติดขัด และยินดีให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล เพื่อพัฒนาต่อยอดในการรักษา

ผลสำรวจชี้ 6 ใน 10 มองว่าสุขภาพของตนต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666377

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 16:25 น.ผลสำรวจชี้ 6 ใน 10 มองว่าสุขภาพของตนต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติผลสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก หัวข้อ Asia Pacific Health Inertia Survey ประจำปี 2564 เผย ผู้บริโภคจำนวน 6 ใน 10 ระบุสุขภาพจิตและสุขภาพกายในปัจจุบันต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ (อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ หรือ ‘แย่’) มากกว่าผู้ที่รู้สึกว่ามีสุขภาพอยู่ในระดับ ‘ดี’ ‘ดีมาก’ หรือ ‘ยอดเยี่ยม’ ซึ่งลดลงจากปีก่อน

บริษัทด้านโภชนาการชั้นนำของโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เผยผลสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก หัวข้อ Asia Pacific Health Inertia Survey ประจำปี 2564 โดยเผยว่าผู้บริโภคจำนวน 6 ใน 10 คนในภูมิภาคนี้ ระบุว่า สุขภาพจิตและสุขภาพกายในปัจจุบันของพวกเขาต่ำกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ (อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ หรือ ‘แย่’) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ที่รู้สึกว่ามีสุขภาพอยู่ในระดับ ‘ดี’ ‘ดีมาก’ หรือ ‘ยอดเยี่ยม’ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะแบ่งสถานะทางสุขภาพเป็นดีขึ้นหรือแย่ลงเท่านั้น

สำหรับผู้ที่เห็นความเสื่อมถอยของร่างกายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวน 7 ใน 10 คน (69%) ระบุว่าเป็นเพราะขาดการออกกำลังกาย รองลงมาคือการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น (36%) และไม่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเพื่อติดตามความมีระเบียบวินัยในออกกำลังกาย (26%) โดยสาเหตุหลักของสุขภาพจิตที่เสื่อมถอยประกอบด้วยความเครียดจากความไม่แน่นอนในหน้าที่การงาน (54%) การอยู่บ้านบ่อยขึ้นเนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง (53%) และการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (42%)

สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นว่าสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว ปัจจัยร่วมมาจากการออกกำลังกายมากขึ้น ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ การสนับสนุนจากชุมชน และเวลาและพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น

Stephen Conchie รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ได้บั่นทอนความกระตือรือร้นและความมีชีวิตชีวาของผู้คน อย่างไรก็ตาม การตระหนักรู้มากขึ้นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายเป็นประจำ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และการสนับสนุนของชุมชนจะมีส่วนทำให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรวม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับเราในการกระตุ้นผู้บริโภคให้กลับมามีสุขภาพที่ดี และก้าวไปข้างหน้าด้วยไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงและมีสุขภาพดีจากแรงสนับสนุนของโภชนาการที่ดี เรากำลังรวบรวมส่วนประกอบสำคัญของกิจกรรมการออกกำลังกาย การเลือกโภชนาการที่ดีขึ้น และชุมชนที่ยกระดับขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้คนเริ่มต้นเส้นทางชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีอีกครั้งไปพร้อมกับกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Virtual Run และแคมเปญ Get Moving with Good Nutrition ที่กลับมาเป็นปีที่สองติดต่อกัน”

การสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก หัวข้อ Asia Pacific Health Inertia Survey ประจำปี 2564 ของ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จัดทำในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2564 และได้ทำการสำรวจผู้บริโภคที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 5,496 คนที่ในตลาดเอเชียแปซิฟิก 11 แห่ง ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และ เวียดนาม ผลสำรวจเผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่มีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ตลอดจนทัศนคติและพฤติกรรมที่มีต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ผู้บริโภคหลายคนเริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น

แม้ว่าผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่จะมองว่าสุขภาพของตนเองในปัจจุบันนั้นน้อยกว่าเกณฑ์ในอุดมคติ แต่หลายคนก็เริ่มหันไปรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นและออกกำลังกายมากขึ้นอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ผู้บริโภค 54% ในภูมิภาคกล่าวว่าพวกเขาเริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวียดนาม (78%) อินโดนีเซีย (75%) และฟิลิปปินส์ (73%) ในบรรดาผู้ที่ระบุว่าพวกเขาเริ่มรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพน้อยลงเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ปัจจัยอันดับหนึ่งคือความสามารถในการเข้าถึงขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างง่ายดาย

ผลสำรวจยังเผยว่าผู้บริโภค 42% เริ่มออกกำลังกายมากขึ้นเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายน้อยลงในช่วงการแพร่ระบาดนั้น ส่วนใหญ่ระบุว่าออกกำลังกายน้อยกว่า 1 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ โดยอ้างว่าสาเหตุหลักคือขาดแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ที่บ้านไม่มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย และไม่สามารถเข้ายิมและฟิตเนสเซ็นเตอร์ได้

เทคโนโลยีหลักในการกระตุ้นพฤติกรรมที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดี

ด้วยกระแสดิจิทัลที่แผ่ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิก เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วยสร้างระเบียบวินัยการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดี

ปัจจุบันผู้บริโภค 1 ใน 2 (56%) ใช้เครื่องมือเทคโนโลยี เช่น คลาสและวิดีโอฟิตเนสเสมือนจริงที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ (42%) อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (39%) แอปพลิเคชันสำหรับฟิตเนสและการออกกำลังกาย (34%) และแอปพลิเคชันโภชนาการ (31%) เพื่อช่วยส่งเสริมระเบียบวินัยการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นยังพบว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลเชิงบวก (33%) ต่อสุขภาพจิตมากกว่าอิทธิพลเชิงลบ (19%)

บรรดาผู้ที่ระบุว่าสื่อสังคมมีผลในเชิงบวกอ้างถึงปัจจัยต่อไปนี้

· การอ่านเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจ/แรงจูงใจ (60%)

· การรับชมเนื้อหาที่ตลกขบขัน/เบาสมอง (58%)

· แรงบันดาลใจ/แรงจูงใจจากโซเชียลมีเดียอินฟลูเอนเซอร์ (50%)

ความต้องการที่ชัดเจนในการเริ่มต้นไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดี

เมื่อถามถึงแผนการที่จะปรับใช้พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงและสุขภาพดีในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (88%) ระบุพวกเขาวางแผนที่จะรับประทานเพื่อสุขภาพมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภค 79% วางแผนที่จะออกกำลังกายมากขึ้น

ขั้นตอนที่ผู้บริโภคจะรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ได้แก่

· ดื่มน้ำเยอะขึ้น (70%)

· เพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหารมากขึ้น (61%)

· ลดการบริโภคน้ำตาลและขนมหวาน (61%)

ข้อปฏิบัติหลัก ๆ ที่ผู้บริโภคจะทำเพื่อออกกำลังกายมากขึ้น ได้แก่

· ออกแบบกิจวัตรประจำที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (64%)

· ชักชวนสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ มาออกกำลังกายร่วมกันในแบบจริงหรือแบบเสมือนจริง (38%)

· ซื้อเครื่องออกกำลังกายสำหรับออกกำลังกายที่บ้าน (35%)

กิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Herbalife Nutrition Virtual Run ปี 2564 กระตุ้นแนวโน้มการใช้ชีวิตแบบกระฉับกระเฉงและมีสุขภาพดี งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Get Moving with Good Nutrition ของบริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจุดประกายการดำเนินการในวงกว้างสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยกิจกรรมวิ่งจะจัดขึ้นใน 11 ตลาด ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

กิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Herbalife Nutrition Virtual Run ประจำปี 2563 มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 14,000 คน ทำงานเกือบ 600,000 กิโลเมตรทั่วเอเชียแปซิฟิก ในปีนี้ Virtual Run ได้กำหนดเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมและเนื้อหาดิจิทัลที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกได้รับคำแนะนำและเครื่องมือในการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพ ตลอดจนช่วยส่งเสริมชุมชนที่สนับสนุนเส้นทางการวิ่งของพวกเขา

เช็กและฟื้นฟูสมรรถภาพปอด หลังหายจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/666351

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 11:15 น.เช็กและฟื้นฟูสมรรถภาพปอด หลังหายจากโควิด-19ปอดยังดีอยู่หรือเปล่า! หมอชวนเช็กสมรรถภาพปอดด้วย Spirometer และฟื้นฟูปอดด้วยโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคล หลังหายจากโควิด-19

แม้จะหายจากโควิด-19 แล้วก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะปอดอาจโดนทำลายจนประสิทธิภาพการทำงานถดถอยไม่รู้ตัว โดยนายแพทย์ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า เชื้อไวรัสโควิดจะทำให้ปอดอักเสบและมีโอกาสเกิดพังผืดในเนื้อปอด แม้จะรักษาการติดเชื้อโควิดจนหายขาดแล้วก็ยังสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ หรือที่เรียกว่า Long COVID-19 หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนนั้นคือประสิทธิภาพการทำงานของปอดที่ลดลง รวมถึงการถดถอยของสภาพร่างกายโดยรวม กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ตลอดจนระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้มีอาการเหนื่อยง่ายระหว่างทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือออกกำลังกายได้ไม่เท่ากับก่อนป่วย

“ผู้ป่วยบางรายขณะที่ติดเชื้อโควิด-19 อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการอะไรเลย แต่หากมีการอักเสบเกิดขึ้นในเนื้อปอดย่อมมีโอกาสเกิดการทำลายเนื้อปอดหรือพังผืดตามมาได้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง ซึ่งตอนที่เราอายุยังไม่มากอาจจะยังไม่แสดงอาการเหนื่อยง่ายให้เห็น เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของปอดยังดีเพียงพอต่อความต้องการใช้ออกซิเจนของร่างกาย แต่ตามธรรมชาติประสิทธิภาพการทำงานของปอดคนเราจะถดถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ผู้ที่มีประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลงในวันนี้แสดงอาการเหนื่อยง่ายได้ก่อนอายุที่ควรจะเป็น หรือมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นในยามที่การทำงานของปอดลดลงจากปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต เพราะฉะนั้นการตรวจเช็คประสิทธิภาพการทำงานของปอด รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนการบริหารฟื้นฟูปอดและร่างกายโดยรวมให้กลับมาดีดังเดิมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในยามสูงอายุ และช่วยลดความรุนแรงในยามเจ็บป่วยด้วยโรคทางปอดอื่น ๆ” นายแพทย์ฐชิภัทร กล่าว

สำหรับ Spirometer เป็นเครื่องทดสอบสมรรถภาพปอดด้วยการหายใจเพื่อวัดปริมาตรอากาศเข้าและออกจากปอดด้วยความเร็วและแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมแสดงผลเป็นตัวเลขค่าร้อยละและกราฟ เพื่อให้แพทย์ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของปอด นอกจากนี้ยังสามารถทดสอบมรรถภาพการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วยโปรแกรม Six minute walk test หากพบว่าสมรรถภาพการทำงานของปอด หัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกล้ามเนื้อถดถอยหรือต่ำกว่าเกณฑ์ของคนปกติทั่วไป แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะออกแบบโปรแกรมในการฟื้นฟูปอดและร่างกายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ดังนั้น ผู้ป่วยที่หายขาดจากโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ ทั้งผู้ที่ไม่มีอาการและผู้ที่มีอาการแสดง เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น รู้สึกหวิว ๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรระหว่างวันที่เคยทำได้ รู้สึกล้า เพลีย ยืนเดินได้ไม่ทน หรือออกกำลังกายได้ไม่หนักเท่ากับก่อนป่วย นายแพทย์ฐชิภัทรแนะนำว่าควรต้องได้รับการทดสอบสมรรถภาพปอด กล้ามเนื้อ ตลอดจนการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเข้ารับการฟื้นฟูหากพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายลดลง ทั้งนี้เพื่อให้ปอดและสุขภาพร่างกายโดยรวมกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รู้จัก Salt Meter เครื่องวัดเกลือ ตัวช่วยควบคุมเค็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665976

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 08:35 น.รู้จัก Salt Meter เครื่องวัดเกลือ ตัวช่วยควบคุมเค็มรู้หรือไม่ ประเทศไทยมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรายใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับมีเพียง 30% เท่านั้นที่ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ได้ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ชวนลดพฤติกรรมการกินเค็ม-ลดความดันโลหิต ด้วยอุปกรณ์วัดปริมาณเกลือในอาหาร หรือ Salt Meter

โรคความดันโลหิตสูง เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ แตก อย่างมีนัยสำคัญ และการที่เราสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว ในประเทศไทยแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงรายใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับมีเพียง 30% เท่านั้นที่ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ได้ ปัจจัยสำคัญโดยเฉพาะในคนเอเชีย ที่ส่งผลต่อความดันโลหิตสูงคือการบริโภคเกลือ โดยเฉพาะเกลือโซเดียมที่มากเกินไปจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ , นพ.ศิริชัย วิริยะธนากร และรศ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ และคณะผู้วิจัย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม เผยข้อมูลว่าจากรายงานผลการสำรวจล่าสุดในปีที่ผ่านมา โดยเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สสส. ร่วมกับคณะสาธารณสุข ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศ และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่า

..คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ยวันละ 9.1 กรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 5 กรัมต่อวัน ไปถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของคนไทย นอกจากนี้ การบริโภคเค็มเป็นเวลานาน จะทำให้ติดรสเค็ม และมีความไวต่อการรับรู้รสเค็มที่ลดลง เรียกว่า เคยชินกับความเค็มไปด้วย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติ The Journal of Clinical Hypertension เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานวิจัยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ (ไม่ว่าจะรับประทานยาลดความดันโลหิตหรือยังไม่ได้เริ่มยาก็ตาม) โดยนำเอาอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณโซเดียมในอาหารหรือเครื่องวัดเกลือ (Salt meter) ที่ทำให้ทราบปริมาณความเค็มในอาหารที่จะบริโภคภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยจุ่มลงไปในน้ำแกงหรือซุป เครื่องจะวัดความเข้มข้นของเกลือจากระดับความเหนี่ยวนำไฟฟ้าของน้ำแกงและแสดงค่าระดับความเค็มเป็นเปอร์เซ็นต์เกลือและการแสดงออกของใบหน้าบนหน้าจอ โดยระดับความเค็มที่เหมาะสมจะแสดงผลเป็นหน้ายิ้ม ระดับความเค็มปานกลางเป็นหน้านิ่งเฉย และระดับเค็มมากเป็นหน้าเศร้า เครื่องวัดเกลือนี้ถูกพัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนำมาใช้ในสถานการณ์จริง โดยให้กับผู้ป่วยไปใช้ที่บ้านร่วมกับการให้ความรู้โดยนักโภชนาการเกี่ยวกับการลดบริโภคเค็ม เปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว โดยติดตามผลที่ 8 สัปดาห์ หรือประมาณ 2 เดือน

ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ใช้เครื่องวัดเกลือ (Salt meter) ร่วมด้วย จะมีการบริโภคเกลือที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (วัดจากปริมาณเกลือโซเดียมที่ขับออกในปัสสาวะ 24 ชั่วโมงซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน) โดยปริมาณลดลงไปถึง 31 มิลลิโมลต่อวัน เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อดูในด้านของความดันโลหิต ยังให้ผลที่น่าพึงพอใจ โดยในกลุ่มที่ใช้อุปกรณ์เครื่องวัดเกลือ (salt meter) มีความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure) ลดลงไปถึง 14.4 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) ลดลงไป 5.5 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ทางคณะผู้วิจัยได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการทดสอบความไวของการรับรู้รสเค็มของลิ้นซึ่งจะแย่ลงในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและในผู้ที่บริโภคเค็มเป็นเวลานาน พบว่า มีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงความไวในการรับรู้รสเค็มไปในทางที่ดีขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ใช้อุปกรณ์เครื่องวัดเกลือในอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงความไวในการรับรู้รสเค็มของลิ้นจะเป็นตัวช่วยในการแยกแยะอาหารที่มีเกลือเป็นองค์ประกอบในปริมาณที่สูงได้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องวัดเกลืออีก

โดยสรุป จากงานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งเป็นการนำอุปกรณ์เครื่องวัดเกลือในอาหาร หรือ salt meter นี้ไปใช้จริงในทางปฏิบัติ พบว่ามีประโยชน์ในการช่วยปรับพฤติกรรมทำให้ลดการบริโภคเกลือ ปรับลิ้นให้มีความไวในการรับรู้รสเค็มได้ดีขึ้น และส่งผลให้มีความดันโลหิตที่ควบคุมได้ดีขึ้นมาก ซึ่งระยะยาวก็น่าจะส่งผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงจากการต้องกินยาลดความดันโลหิต และในระยะยาว หากอุปกรณ์นี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในครัวเรือน ร้านอาหารในชุมชน ในโรงเรียน ก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมทางสาธารณสุขทั่วประเทศอีกด้วย

คุยเรื่องเต้านม ไขข้อข้องใจให้กระจ่าง กับแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665870

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 08:10 น.คุยเรื่องเต้านม ไขข้อข้องใจให้กระจ่าง กับแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านมถาม-ตอบ ปัญหาหนักอกของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โดย นพ.ปิยศักดิ์ ทหราวานิช แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านม ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลนวเวช

ถ้าพูดถึงมะเร็งเต้านม หลายคนนึกถึงภาพการสูญเสียเต้านม ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่จำเป็นจะต้องสูญเสียเต้านมเสมอไป เราสามารถรักษาโดยการเก็บเอกลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง และเต้านมที่สวยงามเอาไว้ได้

มะเร็งเต้านมถือว่าเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในผู้หญิง โดยอัตราการเป็นในปัจจุบันพบว่าทุก ๆ ผู้หญิง 8 ถึง 10 คน จะพบผู้หญิง 1 คนเป็นมะเร็งเต้านม ในขณะเดียวกันผู้ชายก็มีโอกาสเป็นได้ แต่ว่าพบในอัตราที่น้อยกว่ามาก โดย 100 คน จะเป็นเพียง 1 คน

ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอีกหลายเรื่องที่หลายคนไม่ทราบและสงสัย นพ.ปิยศักดิ์ ทหราวานิช แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมเต้านมและเสริมสร้างเนื้อเต้านม ศูนย์ศัลยกรรมโรงพยาบาลนวเวช ไขข้อข้องใจให้หายสงสัย ลองไปติดตามอ่านกัน

สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมคืออะไร

ปัจจุบันเราพบว่าสาเหตุที่เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือพันธุกรรม เพียงแค่ 20% ส่วนอีก 80% เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นมาทีหลัง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระหว่างการใช้ชีวิต 

อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์

กลุ่มอาการที่ควรจะมาพบแพทย์โดยด่วน คือ

  • คลำเจอก้อนที่บริเวณเต้านม
  • มีแผล ผื่น ที่ไม่หาย บริเวณลานหัวนม หรือหัวนม
  • มีเลือดออกจากหัวนม หรือมีน้ำผิดปกติออกจากบริเวณหัวนม
  • เต้านมบวมขึ้น บิดเบี้ยว บวมแดง
  • มีอาการเจ็บ ลักษณะเจ็บผิดปกติ ไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อน

ลักษณะพวกนี้จำเป็นจะต้องมาพบแพทย์โดยเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรอให้เกิดอาการ ควรมารับการตรวจคัดกรองตามโปรแกรมที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้เจอโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ผลการรักษาดี มีประสิทธิภาพมากที่สุด

แนวทางการตรวจเต้านมเป็นอย่างไร

โดยทั่วไปการคัดกรองมะเร็งเต้านม ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองกับแพทย์ด้วยการตรวจร่างกาย และ/หรือการทำอัลตราซาวด์เต้านม (Breast ultrasound) ทุก ๆ 3 ปี หลังจากนั้นพออายุ 35-40 ปี แนะนำให้ตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม ซึ่งปัจจุบันมีถึง 3 มิติ (3D Mammogram and Breast ultrasound) อย่างน้อย 1 ครั้ง พออายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี

การรักษามะเร็งเต้านมมีกี่วิธี?

การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันมีการพัฒนาไปค่อนข้างมาก ไม่จำเป็นจะต้องสูญเสียเต้านมเสมอไป แต่รูปแบบทั่ว ๆ ไปของการรักษามะเร็งเต้านม ประกอบไปด้วย

(1) การผ่าตัดแบบ Mastectomy คือการตัดเต้านมออกทั้งเต้า เป็นการผ่าตัดที่คนไข้ผู้หญิงทุกคนค่อนข้างกังวลกับรูปแบบการผ่าตัดแบบนี้

(2) ปัจจุบันนี้เราสามารถที่จะพัฒนา การผ่าตัดรักษาให้เทียบเท่ากันได้ โดยที่ไม่ต้องสูญเสียเต้านม เรียกการผ่าตัดนี้ว่า Nipple Sparing Mastectomy with immediate reconstruction โดยเก็บทั้งหัวนม ลานหัวนม และผิวหนังของเนื้อเต้านมเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คว้านเนื้อเต้านมที่อยู่ทางด้านในออกทั้งหมดแล้วทำการเสริมสร้างเต้านมขึ้นมาใหม่โดยทันที ทุกอย่างจะเสร็จภายในการผ่าตัดหนึ่งครั้ง จะได้เต้านมที่มีรูปร่างสวยงามเหมือนเดิม

(3) วิธีสุดท้ายคือ การผ่าตัดแบบสงวนเต้า หรือที่เรียกว่า Breast conserving surgery การผ่าตัดแบบนี้ก็คือ การคว้านก้อนมะเร็งเต้านมออกอย่างกว้างๆ โดยเก็บเนื้อเต้านมส่วนใหญ่ของคนไข้เอาไว้ หลักการก็คือ เนื้อเต้านมส่วนใหญ่ของคนไข้ที่เก็บเอาไว้จะต้องยังคงรูปให้ความสวยงามได้ในระดับหนึ่ง ถึงจะเลือกทำการผ่าตัดด้วยวิธีนี้

มะเร็งเต้านมสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่?

สุภาพสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมสามารถให้นมบุตรได้ ไม่ต้องมีข้อกังวลใด ๆ แต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนก่อน

เสริมหน้าอกทำให้เป็นมะเร็งเต้านมจริงหรือ?

การเสริมเต้านมในปัจจุบัน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของตัวซิลิโคน (Silicone) หากใช้ซิลิโคนที่คุณภาพไม่ดี หรือคุณภาพต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อการรั่วซึมได้ค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อเกิดการรั่วซึมจะก่อให้เกิดมะเร็งในภายหลังได้ แม้ในปัจจุบันซิลิโคนมีการพัฒนาขึ้นแต่กลับพบว่า ถึงแม้ว่าไม่ได้รั่วหรือไม่ได้แตก แต่ยังกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมอีกชนิดหนึ่งได้ที่เรียกว่า Lymphoma ซึ่งจำเป็นที่จะต้องตรวจติดตามเป็นระยะ ๆ เพราะฉะนั้นคนไข้ที่เสริมเต้านมมาแล้ว จำเป็นจะต้องมีการตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมสำหรับผู้เสริมเต้านม คือ 3D Mammogram (Implantation) and Breast ultrasound กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นประจำสม่ำเสมอทุก ๆ ปี

รักษามะเร็งเต้านมจำเป็นต้องสูญเสียเต้านมหรือไม่?

ถึงแม้มะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตในผู้ป่วยหญิงมากที่สุด และทำให้บางครั้งจำเป็นจะต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้า ซึ่งการรักษาแบบนี้เป็นรูปแบบการรักษาที่ผู้หญิงทุกคนยังคงกังวลอยู่ แต่ความจริงแล้วสามารถหลีกเลี่ยงการรักษาในรูปแบบของการตัดเต้านมออกได้ โดยจะต้องตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการมาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตามระยะทุก ๆ 1 ปี ควรทำแมมโมแกรมร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ (3D Mammogram and Breast ultrasound) กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการรักษามะเร็งเต้านม ด้วยการตัดเต้านมออกทั้งเต้าไปได้

5 โรคผิวหนังเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665869

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 07:25 น.5 โรคผิวหนังเฝ้าระวังช่วงน้ำท่วมนพ.โกวิท คัมภีรภาพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยสาเหตุการเกิดโรคผิวหนังที่มาพร้อมกับช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำท่วมขัง

ในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุก ปัญหาน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ในพื้นที่หลายๆ แห่งของประเทศไทย กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเรา น้ำท่วมในเขตเมือง ทำให้ผู้คนต้องยืน หรือเดินลุยน้ำ บางคนต้องสวมเสื้อผ้าที่เปียกอับชื้น ทำให้มีโอกาสเป็นโรคเชื้อราที่ผิวหนัง ส่วนในชนบท น้ำที่ท่วมขังในท้องนาอาจมีเชื้อโรคหลายชนิดอยู่ เช่น แบคทีเรีย ปรสิต คนที่ลงไปแช่น้ำในท้องนา ก็อาจเกิดโรคติดเชื้อจากเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำได้  นอกจากนี้ ภาวะน้ำท่วมอาจทำให้สัตว์เลื้อยคลานและแมลงคลาน อพยพหนีน้ำมาอยู่ในบ้านเรือนอาจทำร้ายกัดคน สาเหตุดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  จึงก่อให้เกิดโรคผิวหนังที่มาพร้อมกับช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำท่วมขัง ดังนี้

1. โรคน้ำกัดเท้า

หรือฮ่องกงฟุต ถือเป็นโรคที่มากับน้ำท่วมที่พบบ่อยที่สุด โรคนี้เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา โดยเป็นเชื้อราในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes  เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนฝ่าเท้า ง่ามนิ้วเท้า ที่เปียกชื้นจากการลุยน้ำท่วมขัง  การสวมรองเท้าที่เปียกอับชื้นมีเชื้อรา เชื้อราจึงรุกรานเข้าสู่ผิวหนังและก่อโรคน้ำกัดเท้าได้ อาการพี่พบ มักจะคันตามง่ามเท้า เป็นผื่นเปื่อยยุ่ย บางครั้งอาจเป็นตุ่มน้ำ มีอาการคัน ที่ฝ่าเท้า และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ อาการที่เพิ่มขึ้นจะอักเสบบวมแดง ปวด หรือเป็นหนอง  การรักษาโรคน้ำกัดเท้า คือการใช้ยารักษาเชื้อรา อาจจะเป็นยาทาครีม imidazole  แต่ถ้าเป็นมาก มีผื่นที่เท้าทั้งสองข้าง อาจต้องรักษาด้วยยากินต้านเชื้อรา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสั่งจ่ายยา โดยทั่วไปโรคน้ำกัดเท้า เป็นโรคไม่รุนแรง รักษาได้หายขาดได้ภายใน 2-4 สัปดาห์  โรคน้ำกัดเท้าป้องกันได้โดยรักษาเท้าให้แห้งเสมอ หากจำเป็นต้องแช่ลุยน้ำ หลังขึ้นจากน้ำแล้ว รีบฟอกสบู่ทำความสะอาด ล้างน้ำแล้วเช็ดให้เท้าแห้ง  ผลข้างเคียงจากโรคน้ำกัดเท้า คือ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่แผล ซึ่งอาจส่งผลให้แผลมีการอักเสบมากขึ้น และเกิดหนองได้ ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

2. โรคติดเชื้อราที่ขาหนีบ 

หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘สังคัง’ สาเหตุเกิดจากเชื้อรากลาก (dermatophyte) โรคนี้เป็นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  เนื่องจากความเปียกชื้นจากการแช่น้ำท่วมขังสูงกว่าขาหนีบ การสวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้น ทำให้บริเวณใต้ร่มผ้า โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบเกิดความอับชื้นได้ง่าย เชื้อราเจริญงอกงาม จนกลายเป็นผื่นแดง และมีอาการคันตามมา บางคนเกิดจากการเป็นเชื้อราที่เท้า แล้วเวลาสวมกางเกงในจะนำเชื้อราที่เท้าไปสัมผัสขาหนีบ  ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา เชื้อราก็อาจจะลามไปยังผิวหนังส่วนอื่น ๆ ก็เป็นได้ ซึ่งลักษณะอาการของหลาย ๆ คนที่เป็นมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเกามาก ๆ ผิวหนังก็จะยิ่งถลอก กลายเป็นว่าปวดแสบปวดร้อนไปอีก นอกจากจะทรมานแล้วยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย สำหรับยาที่รักษาเชื้อราที่ขาหนีบ มักจะเป็นยาครีมในกลุ่ม imidazole โดยให้ทาบริเวณที่เป็นผื่นทุกเช้าเย็นหลังอาบน้ำ  ส่วนใหญ่ต้องทายาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จนหายขาด  แต่หากทายาแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการตรวจและรักษาทันที ทั้งนี้แพทย์อาจจะให้ยามารับประทานหรือให้ยาตัวใหม่มาทา ซึ่งก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ควรหลีกเลี่ยงการทาครีมที่ผสมสเตียรอยด์ เพราะนอกจากทำให้โรคไม่หายแล้ว ยังอาจเกิดผลข้างเคียงจากการทายาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังบาง ผิวแตกลายได้

3. โรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis)

โรคเมลิออยโดซิส เกิดจากแบคทีเรีย เบอร์คโฮลเดอเรีย ซูโดมาลเลอัย (Burkholderia pseudomallei) แบคทีเรียชนิดนี้ชอบอาศัยในน้ำจืดและดินชื้นในเขตร้อน  โรคเมลิออยโดซิสพบได้ทั่วไปในเขตร้อน แต่พบบ่อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  ผู้ป่วยโรคเมลิออยโดซิส ส่วนมากเกิดจากบาดแผลสัมผัสดินหรือน้ำปนเปื้อน  ในประเทศไทยพบมากที่สุดในชาวนา โดยเพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิง 4 เท่า  โรคเมลิออยโดซิส มีลักษณะทางคลินิก คือ เป็นฝีหนองตามผิวหนัง ที่อาจแพร่กระจายไปที่ปอด, กระดูก, ข้อ, ตับ, และม้าม  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อที่ปอด ส่วนมากมีไข้เฉียบพลัน, หนาวสั่น, ไอ, หอบ, และเจ็บหน้าอก การรักษาโรคเมลิออยโดซิส ต้องทดสอบความไวต่อยาทุกครั้ง ระหว่างรอผลใช้ ceftazidime ร่วมกับ TMP-SMX ฉีดเข้าเส้นนาน 10-14 วัน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นยารับประทาน amoxicillin/clavulanate 2-6 เดือน  ฝีหนองที่ผิวหนังควรเจาะระบายหนองหลังจากเริ่มยาปฏิชีวนะแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด

นพ.โกวิท คัมภีรภาพ  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดซิส ผู้ป่วยเบาหวานหรือไตวายเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการลงไปในแหล่งน้ำจืดในถิ่นที่มีโรคชุกชุม โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล  ถ้าต้องลงน้ำหลังจากนั้นให้อาบน้ำฟอกสบู่ล้างตัวให้สะอาด 

4. โรคฉี่หนู ไข้ฉี่หนู หรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ สัตว์ฟันแทะโดยเฉพาะหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญ นอกจากนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 160 สปีชีส์ที่อาจเป็นแหล่งรังโรค รวมทั้งสัตว์ป่า, สัตว์เลี้ยง, และปศุสัตว์หลายชนิด  โรคฉี่หนู มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว (spirochete) ชื่อ เล็บโตสไปร่า อินเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans)  เชื้อนี้สามารถอาศัยอยู่ในหลอดไตในสัตว์ได้นานหลายปี

ทั้งนี้ โรคฉี่หนู พบได้ทั่วโลก ยกเว้นเขตขั้วโลก คือ ทุกๆ ที่ๆ ปัสสาวะสัตว์สามารถปนเปื้อนแหล่งน้ำจืดหรือน้ำท่วมขัง  สัตว์จะถ่ายปัสสาวะพร้อมกับเชื้อแบคทีเรียออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำ  เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานหลายเดือน  ในเขตร้อนจะมีการระบาดในฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในสลัมแออัดที่สุขาภิบาลไม่ดี และคนชอบเดินเท้าเปล่า  โรคนี้พบบ่อยในเด็กที่ชอบเล่นน้ำสกปรก และผู้ใหญ่ที่มีอาชีพเสี่ยง เช่น ชาวนาที่ทำงานในทุ่งนาที่มีน้ำท่วมขัง

โรคฉี่หนู ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดยการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ เช่น  การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ,การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะหรือของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป และเข้าผ่านเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา และปาก หรือผ่านเข้าทางผิวหนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน  อาการของโรคฉี่หนู  เริ่มตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต  โดยกว่า 90  เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย จะมีอาการเล็กน้อยและมักเป็นแบบไม่เหลือง ซึ่งหายได้เอง ส่วนชนิดที่มีอาการรุนแรงนั้น พบได้ 5-10% ของผู้ติดเชื้อ หลังระยะฟักตัว 5-14 วัน จะมีไข้เฉียบพลัน, หนาวสั่น, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง, และปวดกล้ามเนื้อ (โดยเฉพาะที่น่องและต้นขา) เป็นอยู่นาน 1 สัปดาห์  หลังจากนั้นเข้าสู่ระยะต่อไป จะมีไข้ต่ำ ๆ แต่ถ้ารุนแรงจะมีผื่น, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ตาอักเสบ, และตับไตวาย

ในสัปดาห์แรกที่ป่วย จะมีตาแดง  ผื่นพบน้อยกว่า 50% และมีลักษณะไม่จำเพาะ ส่วนมากเป็นตามลำตัว  ส่วนวิธีการรักษานั้นจะใช้ยาปฏิชีวนะ ควรให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า ระยะเวลาที่ให้นานอย่างน้อย 7 วัน โดยชนิดของยาปฏิชีวนะจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของอาการ โดยการป้องกันโรคฉี่หนูในชุมชนได้ด้วยการระบายน้ำเสียไม่ให้ท่วมขัง และควบคุมประชากรหนู  ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค  คนที่คาดว่าจะต้องสัมผัสกับน้ำหรือดินปนเปื้อน ควรสวมเสื้อผ้ารองเท้าที่สามารถป้องกันน้ำและดิน

5. โรคพยาธิหอยคัน (Cercarial dermatitis)

โรคพยาธิหอยคัน เป็นโรคติดเชื้อพยาธิ เกิดจากการลงในน้ำจืดและน้ำทะเล แล้วสัมผัสกับตัวอ่อนของพยาธิใบในเลือดของสัตว์ (non-human schistosomal parasites) หลายสปีชีส์   โรคพยาธิหอยคัน พบได้ทั่วโลก  ในสหรัฐอเมริกา มักพบในคนที่เล่นน้ำทะเล และชาวประมงหาหอย  โรคพยาธิหอยคัน เป็นที่รู้จักกันดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักพบในเกษตรกรที่ลงไปในทุ่งนาที่มีน้ำท่วมขัง  ในประเทศไทยมีการระบาดบ่อยๆ ของโรคพยาธิหอยคัน ที่เกิดจากพยาธิหลายสายพันธุ์ ส่วนวงจรโรคพยาธิหอยคัน นั้น เริ่มจากนกน้ำหลายชนิด, หนู, หรือกวาง ถ่ายอุจจาระที่มีไข่พยาธิลงไปในน้ำ  ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 10-15 นาที ตัวอ่อนต้องรีบว่ายน้ำเข้าไปในหอยแล้วเจริญเติบโตแพร่ขยาย  ภายใต้ภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ตัวอ่อนถูกปล่อยออกจากหอย  ถ้ามีเหยื่อที่เหมาะสมลงน้ำ ตัวอ่อนจะไชผ่านเข้าผิวหนัง สลัดหางทิ้งแล้วเข้าเส้นเลือด แหวกว่ายผ่านหัวใจและปอดไปที่เส้นเลือดดำในตับ ที่ซึ่งมันจะเติบโตเต็มที่เป็นวัยผู้ใหญ่ จับคู่ แหวกว่ายผ่านเส้นเลือดดำของผนังลำไส้ ที่ซึ่งตัวเมียจะวางไข่  ไข่จะผ่านผนังลำไส้และออกมากับอุจจาระ ถือว่าจบวงจรชีวิต

ถ้าตัวอ่อนของพยาธิบังเอิญเจาะไชผิวหนังของมนุษย์  ตัวอ่อนจะไชผ่านหนังกำพร้า แต่ไม่สามารถเข้าเส้นเลือด  ตัวอ่อนจะตายอยู่ในชั้นบนของชั้นหนังแท้ และเกิดการเน่าสลายตัวภายใน 3-4 วัน  โปรตีนในซากพยาธิ สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ เกิดผื่นแดงคันมาก คล้ายลมพิษ  ซึ่งอาจกลายเป็นตุ่มน้ำและตุ่มหนอง อาจปวดและบวม ร่วมกับคันมาก ซึ่งเป็นเต็มที่ใน 48-72 ชม.  ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจมีอาการปวดศีรษะ, มีไข้ ทั้งนี้โรคพยาธิหอยคัน ให้รักษาตามอาการ  ถ้าเป็นน้อยให้ทาคาลาไมน์, และยากินต้านฮิสตามีน  การชำระล้างทำความสะอาดจะช่วยป้องกันติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน  ถ้าอาการรุนแรงอาจต้องไปพบแพทย์

สำหรับในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ต้องระวังให้ดี คือ สัตว์จำพวกแมลงคลาน และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู  แมงป่อง ตะขาบ ที่อพยพหนีน้ำมาอยู่ในบ้านเรือน อาจทำร้ายกัดคน  การป้องกันต้องทำให้บ้านพักที่อยู่อาศัยปลอดโปร่ง ไม่รก ตรวจตราเสื้อผ้า รองเท้า ก่อนสวมใส่ ว่ามีสัตว์ร้ายมาแอบอยู่หรือไม่

หากต้องการค้นหาวิธี และศึกษาเรื่อง โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม  สอบถามข้อมูลได้ที่ช่องทางเพจ “ครบเครื่องเรื่องผิวหนัง” หรือเว็บไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย WWW.DST.OR.TH

Long COVID ภัยเงียบที่กระทบคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665760

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 07:57 น.Long COVID ภัยเงียบที่กระทบคุณภาพชีวิตหายจากโควิด ก็ใช่ว่าชีวิตจะปกติ เพราะอาจต้องเผชิญกับภาวะ Long COVID ภัยเงียบที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ยังหาสาเหตุการเกิดไม่ได้ แต่รักษาให้หายขาดได้ หากรีบพบแพทย์และดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม

แม้ผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อ COVID-19 ร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นตัวจนดีขึ้น แต่ยังมีผู้ป่วยอีกประมาณร้อยละ 40 ที่ยังมีอาการไม่พึงประสงค์หลงเหลืออยู่ แม้จะหายป่วยจากการติดเชื้อไปมากกว่า 4 สัปดาห์แล้ว หรือที่เรียกว่าภาวะ Long COVID ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยโควิดที่มีอาการหนัก ปอดอักเสบรุนแรง มีโรคประจำตัวหลายโรค พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และพบในกลุ่มผู้ป่วยอายุเยอะมากกว่าอายุน้อย

นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ภาวะ Long COVID จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ในบางรายอาจไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการหอบเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลีย อ่อนล้า ไอเรื้อรัง รู้สึกสมองไม่ปลอดโปร่ง ความรู้สึกนึกคิดช้าลง สมาธิจดจ่อสั้นลง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ถ่ายเหลว มีผื่นตามตัว มีปัญหาด้านการนอนหลับ อารมณ์แปรปรวนง่าย ซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล ประจำเดือนมาไม่ปกติ การได้กลิ่นและรับรสชาติผิดปกติ รู้สึกมีไข้ ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการมากกว่าหนึ่งอย่างและมีระยะเวลาในการเกิดที่แตกต่างกัน

ภาวะ Long COVID เป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่หายป่วยจากโควิด ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะ Long COVID และยังไม่มีคำนิยาม รวมถึงระยะเวลาในการดำเนินโรคที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นผลจากการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจากการติดเชื้อ ร่วมกับภาวะจิตใจที่ผิดปกติหลังการติดเชื้อ ดังนั้น ผู้ป่วยโควิดแม้จะหายดีแล้วก็ยังจำเป็นต้องสังเกตุอาการผิดปกติของตัวเองอย่างต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที ซึ่งปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับตรวจวัดสมรรถภาพปอด กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดหลังหายจากโควิด หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะออกแบบโปรแกรมกายภาพบำบัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฟื้นฟูการทำงานของปอด กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับการป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ COVID-19 ด้วยการฉีดวัคซีนโควิด ปฏิบัติตัวตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงไปในที่ที่มีคนแอดอัด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ และใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือทุกครั้งหลังหยิบจับสิ่งของ ส่วนผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิดแล้วควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม

การประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพในมุมมองใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665697

วันที่ 17 ต.ค. 2564 เวลา 08:10 น.การประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพในมุมมองใหม่ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพไทย แนะยกระดับผลลัพธ์การรักษามะเร็ง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันท่วงที

ปัจจุบันมะเร็งยังคงเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยที่เพิ่มภาระทางสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโรคหัวใจ โรคเมตาบอลิซึม และเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและความก้าวหน้าของประเทศ จากความตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง จึงเกิดการจัดงานประชุมใน “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Health Technology Assessment (HTA)” ภายใต้หัวข้อ การประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพในมุมมองใหม่ : บทบาทของการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในการรองรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายในการขยายโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมและยารักษามะเร็งในประเทศไทย โดยศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้จัดประชุมกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา รวมถึงคณะผู้กำหนดนโยบายนักวิชาการ และแพทย์ ภายในประเทศ ภูมิภาค และต่างประเทศเพื่อเจาะลึกถึงประเด็นต่าง ๆ ในสาขามะเร็งวิทยา อาทิ การนำเสนอแนวทางการประเมินเทคโนโลยีสุขภาพที่สามารถรองรับนวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงกลไกต่างๆจากต่างประสบการณ์ในต่างประเทศที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมะเร็งมีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

ศ. นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “อย่างที่ทราบกันดีว่ามะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการกับมะเร็งอย่างครอบคลุม รวมถึงการป้องกัน การตรวจคัดกรองที่ไว และการรักษาอย่างทันท่วงที โดยการขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยถือเป็นมิติสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีผลการรักษาที่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งหายขาดได้ในที่สุด ทั้งนี้มะเร็งยังคงส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบที่หนักจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน การลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมะเร็งสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพของภาคแรงงานในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืนในการจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย ในโอกาสนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ดำเนินโครงการตามพระราชดำริของ ศาสตราจารย์ ดร. เจ้าหญิงจุฬาภรณ์ กรมพระศรีสวรรค์วัฒนา และความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะดูแลผู้ป่วยทุกระดับในทุกพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานระดับโลกที่ดีที่สุด และเท่าเทียมกัน ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมากต่อประเทศไทย”

ศ. ดร. พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข และรักษาการผอ. ศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “ความก้าวหน้าของสาขามะเร็งวิทยาในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพและงบประมาณสูงจำนวนมากต่อปี ทั้งนี้ 58% ของนวัตกรรมการรักษาใหม่ที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drugs Administration: FDA) นั้นมีไว้สำหรับโรคที่หายากรวมถึงการรักษาด้านมะเร็งวิทยาเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากมาย แต่โอกาสการเข้าถึงการรักษายังคงเป็นอุปสรรคหลักในประเทศไทยที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ โดยมีผู้ป่วยในประเทศจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากขาดโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จากกลุ่มนี้มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งก่อให้เกิดภาระทางระบบสาธรณสุข สังคม และเศรษฐกิจอย่างล้นหลาม นับเป็น 0.4% ของการสูญเสียทาง GDP ด้านผลิตภาพและกำลังแรงงานของประเทศไทย”

หนึ่งในประเด็นหลักของโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HTA) ได้แก่ ความท้าทายในการประเมินยารักษามะเร็งและผลกระทบของการประเมินแบบเดิมต่อโอกาสการเข้าถึงยารักษาและผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วย แม้ว่าประเทศไทยจะบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้แผนประกัน 3 แผน แต่การประเมินยารักษาโรคมะเร็งนั้นยังเป็นความท้าทายหลักที่ประเทศของเราต้องจัดการ ความแตกต่างในการเข้าถึงยารักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพระหว่างแผนประกัน ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่มีสิทธิและช่องทางการเข้าถึงที่น้อยกว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความคุ้มค่า (cost-effectiveness analysis: CEA) และการประเมินเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพ (HTA) แบบดั้งเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ป่วยไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงนวัตกรรมและยารักษามะเร็งใหม่ ๆ และการรักษาโรคหายากที่จำกัดและล่าช้า โอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพกลายเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำและประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ประเทศที่มีกำลังในการจ่ายก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงวิชาการ จึงมีความล้ำหน้ากว่าแนวทาง HTA แบบเดิม เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึง รวมถึงวิธีการ HTA แบบใหม่ กลยุทธ์ทางการเงิน กลไกการระดมทุน และแนวทางการเพิ่มมูลค่าของการรักษา (Aspects of Value)

ผศ. ดร. ภญ.สุธีรา เตชะคุณวุฒิ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงภาพรวมของการมียาต้านมะเร็งและการเข้าถึงยาต้านมะเร็งในประเทศไทย เมื่อเทียบกับคำแนะนำของ WHO Model List of Essential Medicines (WHO-EML) และ National Comprehensive Cancer Network (NCCN) ว่า “แม้ว่าจะมียาต้านมะเร็งใหม่ๆ จำนวนมากได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย แต่พบว่าโอกาสการเข้าถึงยาของผู้ป่วยกลับต่ำถึง 19.2% สำหรับมะเร็งระยะเริ่มต้นบางชนิด และ 5.9% สำหรับมะเร็งระยะลุกลามบางชนิด เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจึงมีผู้ป่วยเพียง 0-20% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงการรักษามะเร็งในระยะลุกลามได้”

“ในแง่ของการเข้าถึงยานวัตกรรม ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทราบดีว่าประชาชนจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงยา เนื่องจากไม่มีประกันที่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตเพราะไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากในแง่ของการรักษาแล้ว ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยที่ทันท่วงที เรามีโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งในพื้นที่ชนบทโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยตลอดโครงการคัดกรองมะเร็งในชุมชนของเรา เราพบว่าในชุมชนที่มีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งที่สูงนั้น มักไม่มีมาตรการหรืออุปกรณ์การตรวจคัดกรองที่เหมาะสม เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างทั่วถึงด้วยงบประมาณจำกัด ดังนั้น เราควรมุ่งเน้นทั้งในแง่ของการเข้าถึงยานวัตกรรมและให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการตรวจคัดกรอง และการวินิจฉัยมะเร็งที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน” ศ.ดร.พญ. จิรายุ เอื้อวรากุล กล่าวเสริม

ในแง่ของแนวทางที่ใช้ในระดับสากล ศ. ดร. ลู แกริสัน มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า “ในต่างประเทศมีการใช้กลไกที่หลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาใหม่ๆได้ เช่น–แนวทางใหม่ในการจัดการให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาใหม่ ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ยา (Managed Entry Agreement: MEAs) โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ยาและทำข้อตกลงเพื่อกระจายความเสี่ยง (Risk sharing) ร่วมกับบริษัทผู้จำหน่าย กองทุนยามะเร็ง (Cancer Drug Fund: CDF) และการกำหนดเพดานความคุ้มค่าที่สูงขึ้นสำหรับโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอายุขัยน้อยกว่า 2 ปี (NICE’s End of Life (EoL) Criteria) ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการรักษาที่ดีอย่างทันท่วงที รวมถึงการกำหนดให้มีเพดานความคุ้มค่าที่แตกต่างกันตามระดับความรุนแรงของโรค เช่นโรคที่มีความรุนแรงมากอย่างโรคมะเร็ง ควรให้มีค่าเพดานความคุ้มค่าที่สูงกว่าโรคทั่วไป”

ผศ. ดร. ราวฟาง (จัสมิน) ผวู คณะกรรมการ ISPOR มหาวิทยาลัยการแพทย์ไทเป ได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ในประเทศไต้หวัน โดยกล่าวว่า “ประเทศไต้หวันประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยานวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการพิจารณายามะเร็งไม่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์วิเคราะห์ความคุ้มค่า แต่พิจารณาจากผลกระทบด้านงบประมาณเป็นหลัก และมีการใช้แนวทางใหม่ๆเช่นการทำข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ยาและการกระจายความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและบริษัทภาคเอกชน (Risk sharing agreement and Managed entry agreement)”

“ในขณะที่การวัดภาระโรคด้วยเกณฑ์ ปีสุขภาวะ (Quality-adjusted life year:QALY) นั้นยังมีอีกหลายแง่มุมที่อาจไม่ครอบคลุม เช่นด้านความเท่าเทียม ผลกระทบต่อผู้ดูแลผู้ป่วย ทั้งนี้นักวิจัยควรขยายแนวทางที่นอกเหนือจากการวัดปีสุขภาวะโดยเน้นการศึกษาที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น” รศ. ดร. สุรฉัตร ง้อสุรเชษฐ์ มหาวิทยาลัยออเบิร์น กล่าวถึงความสำคัญของผลลัพธ์ที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (patient-centric outcome)

การประชุมสัมมนาครั้งนี้ได้มีการหารือระหว่าง ผู้กำหนดนโยบาย แพทย์ นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และนักวิจัยของไทย เพื่อเจาะลึกถึงกลไกต่าง ๆ ที่เป็นที่ยอมรับใน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลก ในการประเมินและกำหนดนโยบบายเบิกจ่ายสินทรัพย์ใหม่ของสาขามะเร็งวิทยา เพื่อร่วมกันเป็นพลังในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงและลดความล่าช้าของการรักษาของผู้ป่วย