‘ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน’ ภัยร้ายที่ควรรับมืออย่างเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665282

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.'ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน' ภัยร้ายที่ควรรับมืออย่างเร่งด่วนวันลิ่มเลือดอุดตันโลก : ประเทศไทยผนึกกำลังพันธมิตรทั่วโลก เดินหน้ารณรงค์กระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป ผู้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย “ตื่นรู้และเท่าทันปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” และหันมาให้ความสำคัญกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทั่วโลก

ข้อมูลโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ ประเทศไทยผนึกกำลังพันธมิตรทั่วโลกเดินหน้ารณรงค์ในวันลิ่มเลือดอุดตันโลก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป ผู้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย “ตื่นรู้และเท่าทันปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” และหันมาให้ความสำคัญกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทั่วโลก

โครงการรณรงค์ขององค์การสากลเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตันและกลไกการห้ามเลือด (International Society on Thrombosis and Haemostasis: ISTH) เนื่องในโอกาสวันลิ่มเลือดอุดตันโลกได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรกว่า 3,000 แห่งจากกว่า 120 ประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าลิ่มเลือด สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะทางการแพทย์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้มากมาย ซึ่งรวมไปถึงอาการหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และเส้นเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) โดยภาวะ VTE เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดอย่างน้อยหนึ่งก้อนที่ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดดำส่วนลึก ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่ขา (deep vein thrombosis หรือ DVT) และสามารถไหลไปทางกระแสเลือดและอุดตันอยู่ในปอด (ภาวะที่เรียกว่า pulmonary embolism หรือ PE)

ศาสตราจารย์เบเวอร์ลีย์ ฮันท์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ OBE แห่งจักรวรรดิอังกฤษ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนวันลิ่มเลือดอุดตันโลก กล่าวว่า “แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า 1 ใน 4 ของคนทั่วโลกกำลังจะเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่ภาวะดังกล่าวเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้ามและนับเป็นปัญหาเร่งด่วนด้านสาธารณสุข” ในปีนี้ ปัญหาด้านลิ่มเลือดมีการหยิบยกขึ้นมาบนเวทีโลก เนื่องจากมีการวิจัยที่พบว่าผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง รวมถึงโรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน นอกจากนี้ ยังพบว่าภาวะลิ่มเลือดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากมากภายหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 บางชนิด ศาสตราจารย์เบเวอร์ลีย์ กล่าวเสริมว่า “ในปีแห่งความวุ่นวายที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เราได้พบว่าการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกี่ยวข้องกับโควิดในอัตราที่สูงขึ้น อันเกิดจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 สิ่งที่เกิดนี้ ความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดใน ผู้ป่วยโควิด-19 ร่วมกับสาเหตุอื่นของลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล สามารถลดลงได้หากใช้ยาละลายลิ่มเลือดอย่างยาthromboprophylaxis” อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยมีปัญหาลิ่มเลือด เช่น ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (DVT) และหรือภาวะเส้นเลือดอุดตันที่ปอด (PE) ภาวะเหล่านี้จะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 นอกเหนือจากความเชื่อมโยงกับโรคโควิด-19แล้ว ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าในประเทศไทย ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหายใจลำบากกะทันหัน ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 30% นอกจากนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก (GLOBOCAN) พบว่าสิ่งที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดในประเทศไทย คือภาวะ VTE ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดมานานกว่า 20 ปี และในปี 2563 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่รวม 190,636 ราย (เฉลี่ยวันละ 522 ราย) โดยมีอัตราการเสียชีวิต 124,866 ราย (เสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อชั่วโมง)

ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องตระหนักและทำความเข้าใจเรื่องภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น และต้องทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ โดยทุกคนสามารถดูแลตัวเองและทำการสอบถามแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือสิ่งที่ควรปฏิบัติหากพบสัญญาณเตือนหรืออาการที่น่าเป็นห่วง”

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และอยู่ระหว่างการรับการรักษา หากผู้ป่วยมีการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล สามารถขอให้แพทย์ทำการประเมินความเสี่ยงภาวะ VTE ได้

ในปีนี้แคมเปญวันลิ่มเลือดโลกมุ่งเป้าไปที่ประเด็นดังต่อไปนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันและการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล – ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดมากถึง 60% เนื่องจากการไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้หรือการเข้ารับการผ่าตัด กรณีของ VTE เกิดขึ้นในระหว่างหรือภายใน 90 วันของการรักษาในโรงพยาบาล เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่สามารถป้องกันได้

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันและโรคโควิด-19 – การวิจัยแสดงให้เห็นว่าโควิด-19 ทำให้เลือด “ข้น” มากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการจับตัวเป็นลิ่ม

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันและโรคมะเร็ง – ผู้ป่วยมะเร็งมีแนวโน้มที่จะเกิดลิ่มเลือดที่มีความรุนแรงถึงสี่เท่าเมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น การผ่าตัด การรักษาในโรงพยาบาล การติดเชื้อ และความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดโดยปัจจัยเฉพาะของมะเร็ง เช่น ชนิดของมะเร็ง จุลกายวิภาค ระยะของมะเร็ง การรักษามะเร็ง และตัวบ่งชี้ทางชีวภาพบางขนิด

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่สัมพันธ์กับเพศ – ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน การบำบัดโดยการให้ฮอร์โมนทดแทน และการตั้งครรภ์ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดในเพศหญิง โดยเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเกิดลิ่มเลือดมากขึ้นถึงห้าเท่าในระหว่างตั้งครรภ์ สตรีทุกๆ 1 ใน 1,000 คนที่กำลังตั้งครรภ์จะเกิดลิ่มเลือด (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค พ.ศ. 2563 และคาร์ดินัล เฮลธ์ พ.ศ. 2562)

ภาวะ VTE เกิดขึ้นทุกปีกับผู้ป่วยกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก แต่ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจและทำการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม การรณรงค์วันลิ่มเลือดอุดตันโลกเป็นการเรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์จัดให้มีการประเมินความเสี่ยง VTE แก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกราย นอกจากนี้ การรณรงค์ดังกล่าวยังส่งเสริมให้ประชาชน รวมทั้งผู้ป่วย สนับสนุนการประเมินความเสี่ยง VTE อีกด้วย

โครงการรณรงค์เนื่องในวันลิ่มเลือดอุดตันโลก ได้มีการแบ่งปันเคล็ดลับที่ช่วยป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ดังต่อไปนี้

· สังเกตอาการและสัญญาณลิ่มเลือดอุดตัน – อาการที่ควรสังเกตและระวัง คือ อาการปวดขาและกดเจ็บ แดงและบวม หายใจถี่ หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก และไอเป็นเลือด

· หากไม่มั่นใจขอตรวจประเมินความเสี่ยง VTE – บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ควรขอให้แพทย์ประเมินความเสี่ยง VTE ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์เพื่อแยกแยะปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของผู้ป่วยในการเกิดลิ่มเลือด

· หมั่นขยับร่างกายและดื่มน้ำอย่างเพียงพอ – หากคุณจำเป็นต้องอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานานๆ ตั้งสัญญาณเตือนทุกชั่วโมงให้ลุกขึ้น แล้วใช้เวลานั้นลุกขึ้น เดินไปรอบๆ และยืดเส้นยืดสายประมาณ 5 นาที เพราะการอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดได้ การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเพียงช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจทำให้เลือดข้นขึ้น ส่งผลให้เกิดลิ่มเลือด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลิ่มเลือด สามารถเข้าดูได้ที่ www.worldthrombosisday.org

เบต้าแคโรทีน สีสันในผักผลไม้ที่ร่างกายชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665261

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 08:48 น.เบต้าแคโรทีน สีสันในผักผลไม้ที่ร่างกายชอบประโยชน์ของ “เบต้าแคโรทีน” สีเหลืองอมส้มในผักผลไม้ กับความต้องการของแต่ละช่วงวัย

เบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) คือสารที่ทำให้เกิดสีแดง สีส้ม และสีเหลืองในผักและผลไม้ ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน เช่น ปกป้องผิว ปกป้องดวงตา บำรุงสมอง และช่วยเสริมสุขภาพโดยรวม

เบต้าแคโรทีนจัดเป็นโปรวิตามินเอ (Provitamin A) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกสารอาหารที่เมื่อได้รับ ร่างกายจะแปลงไปเป็นวิตามินเอ และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ที่อาจช่วยลดปัญหาสุขภาพบางอย่าง โดยบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน แหล่งอาหาร และข้อควรระวังจากสารอาหารชนิดนี้

คุณประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนต่อสุขภาพ

เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำอาจช่วยบำรุงสุขภาพในด้านต่อไปนี้ได้

1. ปกป้องผิวจากรังสียูวี

รังสียูวี (UV: Ultraviolet) เป็นรังสีที่มาพร้อมกับแสงแดด การได้รับแสงยูวีมากเกินไปอาจส่งผลให้เซลล์ผิวเสียหาย คล้ำเสีย อ่อนแอ และทำให้เกิดปัญหาผิว เช่น ผิวไหม้แดด ผิวหนังอักเสบ และอาจกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดได้ นอกจากนี้ รังสียูวียังกระตุ้นการผลิตสารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ภายในร่างกาย เมื่อสารชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลและเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ชนิดหนึ่ง เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปจับกับสารอนุมูลอิสระส่งผลให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล จึงอาจช่วยปกป้องผิวและลดผลกระทบจากรังสียูวี นอกจากนี้เบต้าแคโรทีนยังเป็นการรักษาทางเลือกรูปแบบหนึ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะผิวหนังไวต่อแสง (EPP: Erythropoietic Protoporphyria) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากรังสียูวีมากกว่าคนกลุ่มอื่น

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของเบต้าแคโรทีนช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของแสงแดดในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เพื่อการปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรทาครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟสูงและสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด

2. ช่วยเพิ่มความจำและกระตุ้นการทำงานของสมอง

การศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับสรรพคุณของอาหารประเภทผักผลไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุ ผลการศึกษาส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าผักผลไม้ รวมถึงผักผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนมีส่วนช่วยเสริมเพิ่มประสิทธิภาพความจำ รักษาการทำงานของสมอง และลดความเสี่ยงของโรคสมอง อย่างโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์

งานทดลองหนึ่งได้ทดลองการใช้อาหารเสริมเบต้าแคโรทีนติดต่อกันเป็นเวลา 18 ปี พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองมีประสิทธิภาพด้านความจำและการทำงานของสมองที่สูงขึ้นจริง เมื่อเทียบกับคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้ใช้อาหารเสริมชนิดนี้ แม้ว่าผลลัพธ์จะดูน่าสนใจ แต่การทดลองนี้ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล และผลลัพธ์ที่ได้ก็เพิ่มขึ้นในระดับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยระหว่างนั้นก็อาจมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องและส่งผลให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนได้ง่าย อีกทั้งการใช้อาหารเสริมติดต่อกันเป็นเวลานานอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการเลือกรับประทานผักผลไม้เพื่อรับสารอาหารที่ครบถ้วนอาจปลอดภัยและได้ประโยชน์มากกว่า

3. ลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ AMD (Age-related Macular Degeneration) เป็นโรคพบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ โรคนี้เกิดจากการเสื่อมของดวงตาจากอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออาการรุนแรงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้

เบต้าแคโรทีนและสารอาหารอื่น ๆ ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เป็นสารอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงและปกป้องดวงตา มีรายงานว่าการรับประทานอาหารเสริมเบต้าแคโรทีน ร่วมกับวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีอาจช่วยชะลอการเสื่อมของดวงตาและลดความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยโรค AMD ชนิดรุนแรงได้

ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งได้ศึกษาประสิทธิภาพในการป้องกันโรค AMD ของสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อย่างลูทีน (Luteins) ซีแซนทีน (Zeaxanthin) รวมถึงเบต้าแคโรทีน และพบว่าการได้รับสารอาหารในกลุ่มนี้จากผักผลไม้อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรค AMD ได้

4. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย สาเหตุของโรคนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งกรรมพันธุ์ โรคประจำตัว การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนชี้ว่าวิตามินเอ ซึ่งรวมถึงเบต้าแคโรทีนอาจมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมได้

การศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งศึกษาประสิทธิภาพการต้านมะเร็งของผัก ผลไม้ วิตามินเอ และแคโรทีนอยด์ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงก่อนหมดประจำเดือน (Premenopuase) และหลังหมดประจำเดือน (Postmenopuase) ในภายหลังการศึกษาได้ชี้ว่าการรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ที่มีวิตามินเอและแคโรทีนอยด์สูงอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือนได้ แต่อาจไม่ได้ผลในกลุ่มผู้หญิงที่หมดประจำเดือน โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่

นอกจากนี้ ข้อมูลบางส่วนยังพบว่าเบต้าแคโรทีนอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งชนิดอื่น อย่างมะเร็งปอดและโรคมะเร็งตับอ่อนด้วย

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนที่กล่าวถึงโดยส่วนใหญ่เป็นเพียงข้อมูลจากงานวิจัยที่คาดว่าเป็นไปได้เท่านั้น อีกทั้งการศึกษาบางชิ้นยังมีข้อจำกัดในการใช้ จึงจำเป็นต้องรอการศึกษาในแง่มุมอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสรรพคุณและความปลอดภัยที่แน่ชัดของสารชนิดนี้

 

แหล่งอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

เบต้าแคโรทีนเป็นสารสีที่อยู่ภายในผักผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม และแดง แต่บางครั้งก็อาจพบได้ในผักสีอื่นได้เช่นกัน โดยผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ ได้แก่

  • ผักผลไม้ เช่น ปวยเล้ง แครอท มะเขือเทศ ตำลึง บร็อคโคลี มันหวาน พริกหวานสีแดงและเหลือง แคนตาลูป แอพริคอต และผักเคล
  • สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น ผักชี พริก ผักชีฝรั่ง พาร์สลี พริกปาปริก้า พริกคาเยน (Cayenne) และเสจ (Sage)

เคล็ดลับในการปรุงอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน คือการปรุงหรือรับประทานอาหารในกลุ่มนี้ร่วมกับอาหารที่มีไขมันดี อย่างน้ำมันมะกอก อะโวคาโด และถั่วเปลือกแข็ง เนื่องจากเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอรูปแบบหนึ่งจึงละลายในไขมันได้ดี ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้มากขึ้นด้วย

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการใช้เบต้าแคโรทีน

นอกจากประโยชน์แล้ว ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเบต้าแคโรทีน เช่น การรับประทานเบต้าแคโรทีนจากผักผลไม้ค่อนข้างปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย ส่วนการใช้อาหารเสริมเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียง แต่มักไม่รุนแรง เนื่องจากเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอละลายได้เฉพาะในไขมันเท่านั้น การได้รับในปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อการสะสมในร่างกาย อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมเสมอ

ปัจจุบันไม่มีการกำหนดแน่ชัดว่าควรได้รับเบต้าแคโรทีนในปริมาณเท่าไร แต่เนื่องจากเบต้าแคโรทีนจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินเอจึงสามารถอ้างอิงจากปริมาณวิตามินเอต่อวันได้ โดยแบ่งตามช่วงอายุและเพศ 

  • เด็กอายุ 1–3 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 300 ไมโครกรัมของเรตินอล (mcg RAE) ต่อวัน 
  • เด็กอายุ 4–8 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 350 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน 
  • วัยรุ่นอายุ 9–12 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 550 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน 
  • วัยรุ่นอายุ 13–15 ปี ผู้ชายควรได้รับวิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับวิตามินเอ 700 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน 
  • วัยรุ่นอายุ 16–18 ปี ผู้ชายควรได้รับวิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับวิตามินเอ 600 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน
  • คนที่อายุ 19 ขึ้นไป ผู้ชายควรได้รับวิตามินเอ 700 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับวิตามินเอ 600 ไมโครกรัมของเรตินอลต่อวัน

ข้อสำคัญเกี่ยวกับเบต้าแคโรทีนอีกหนึ่งอย่าง คือผู้ที่สูบบุหรี่อาจไม่เหมาะกับการใช้อาหารเสริมเบต้าแคโรทีน เนื่องจากมีรายงานว่าการได้รับเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอดในสูบบุหรี่

แม้ว่าเบต้าแคโรทีนทั้งจากอาหารและจากอาหารเสริมจะปลอดภัยและไม่ค่อยอันตราย แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับอาหาร ควรเน้นการรับประทานให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ส่วนการใช้อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่สูบบุหรี่

ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีนในข้างต้นเป็นข้อมูลจากการศึกษา ตัวสารอาหารเองก็มีสรรพคุณเสริมสุขภาพในภาพรวมเท่านั้น จึงไม่ควรรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาและป้องกันโรค หากเจ็บป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

ยิ่งลด ยิ่งอ้วน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/665224

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 12:50 น.ยิ่งลด ยิ่งอ้วน?ไขข้อสงสัย ทำไมยิ่งลดน้ำหนักถึงยิ่งอ้วน โดย พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี

หลายท่านที่กำลังลดน้ำหนักอาจจะยังสงสัยว่าทำไมยิ่งลดน้ำหนักถึงยิ่งอ้วน วันนี้ พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี สูตินรีแพทย์ และ American Board of Anti-Aging Medicine จากคลินิกแอดไลฟ์ จะมาไขข้อสงสัยให้ค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกอุปสรรคที่ทำให้อ้วนคือ ความหิว และปัจจัยที่ทำให้เกิดความหิว คือ ฮอร์โมนควบคุมความหิว หรือที่เรียกว่า “Hunger Hormone” มีทั้งหมด 3 ตัวดังนี้ค่ะ

1. ฮอร์โมนเลปติน (Leptin hormone) เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่ม จะถูกสร้างจากเซลล์ไขมันและถูกกระตุ้นไปสมองทำให้อิ่ม ยิ่งมีไขมันเยอะก็จะมีเลปตินที่เยอะ ในทางตรงกันข้ามในภาวะที่มีเลปตินสูงก็จะทำให้เกิดภาวะดื้อเลปติน ทำให้เลปตินทำงานไม่ได้ เมื่อเลปตินสร้างสารไปกระตุ้นที่สมองจึงทำให้สมองไม่รู้สึกอิ่ม จะพบว่าในคนอ้วนจะมีเลปตินสูงกว่าคนผอมถึง 318 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ไม่รู้สึกอิ่ม และสามารถรับประทานอาหารได้เรื่อย ๆ คล้ายกับคนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีการดื้ออินซูลิน

2. ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin hormone) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานตรงกันข้ามกับเลปติน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิวสร้างมาจากกระเพาะอาหาร เมื่อกระเพาะว่างจะส่งสัญญาณไปที่สมองทำให้รู้สึกหิวและรับประทานอาหาร ในคนอ้วนพบว่าเกรลินจะต่ำลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์กว่าในคนผอม จึงทำให้รับประทานอาหารเข้าไปเยอะ อย่างไรก็ตามคนอ้วนก็ยังรับประทานอาหารเยอะ เนื่องจากการทำงานของเลปตินและเกรลินทำงานไม่สมดุลกัน เมื่อมีภาวะดื้อเลปตินจึงไม่รู้สึกอิ่มและทำให้ยิ่งรับประทานอาหารเข้าไป

3. ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol hormone) หลายท่านอาจจะเคยรู้สึกว่ายิ่งเครียด ยิ่งรับประทานอาหารเยอะ เนื่องมาจากการหลั่งของฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นกลไกป้องกันตนเอง (Defense mechanism) ทำให้ร่างกายเราต้องการพลังงานเพื่อต่อสู้กับความเครียด เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปสมองก็จะรู้สึกผ่อนคลาย มีการหลั่งสารหลั่งออกมาเพื่อสู้กับความเครียดอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเราเครียดก็จะยิ่งรับประทานอาหารเยอะ อีกทั้งยังพบว่าเมื่อคอร์ติซอลสูงยังทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงและเป็นสาเหตุของเส้นเลือดสมองและเส้นเลือดที่หัวใจตีบตันได้

ปัจจัยที่ทำให้ฮอร์โมนทั้ง 3 ตัวที่กล่าวมาไม่สมดุลทำให้เกิดความรู้สึกหิวและทำให้เราอ้วนมีดังนี้

1. การอดอาหารหรือการรับประทานอาหารน้อย จากงานวิจัยกล่าวว่า การรับประทานอาหารที่น้อยกว่า 800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน (Very low calories diet) พบว่าฮอร์โมนเลปตินลดลง 40 เปอร์เซ็นต์และทำให้ฮอร์โมนเกรลินสูงขึ้นด้วย ทำให้รู้สึกหิวและเกิดภาวะโยโย่ (Yoyo Effect) ตามมา ยิ่งไปกว่านั้นการอดอาหารหรือการรับประทานอาหารน้อยจะทำให้ร่างกายเสียสุขภาพ ได้แก่ หน้ามืด เป็นลม ภาวะโลหิตจาง กระดูกบาง มีสมาธิในการเรียนหรือในการทำงานลดลง เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักที่ถูกวิธี ไม่ใช่การอดอาหารแต่เป็นการเลือกรับประทานอาหารให้ถูกวิธีและปริมาณที่เหมาะสม การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือการลดไขมัน โดยไม่ทำให้กล้ามเนื้อสลายหรือกระดูกบางลง

จากงานวิจัยพบว่า ไม่ควรลดน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัมต่อเดือน เพราะจะทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย อีกทั้งร่างกายมนุษย์มีกลไกป้องกันตนเอง ยิ่งเราอดอาหารมากขึ้นเท่าไร ระบบการเผาผลาญเรายิ่งต่ำลง ทำให้เราอ้วนง่ายขึ้น

2. การอดนอน จากงานวิจับพบว่าถ้าเรานอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ระดับเลปตินจะลดลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์ ถ้านอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ระดับเกรลินก็จะเพิ่มขึ้นถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอดนอน 1 วัน คอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดก็จะสูงขึ้นถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการอดนอนจึงเป็นการเพิ่มฮอร์โมนหิว ลดฮอร์โมนอิ่ม ทำให้ยิ่งรับประทานอาหารเยอะ อีกทั้งฮอร์โมนเครียดที่สูงขึ้นเยอะจะทำให้แก่อีกด้วย ดังนั้นจึงควรนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อเป็นการควบคุมให้ระดับฮอร์โมนมีความสมดุล

3. ความเครียด เมื่อมีความเครียดฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูงขึ้นและทำให้เกิดภาวะดื้อเลปตินตามมา ทำให้เรายิ่งหิว หมอมีวิธีแนะนำที่จะช่วยลดการรับประทานเมื่อเกิดภาวะเครียด มีอยู่ทั้งหมด 4 วิธี

  • ทำจิตใจให้สงบ เช่น สวดมนต์ เล่นโยคะ ฝึกลมหายใจให้ผ่อนคลาย
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ห้ามทานขนมเมื่อรู้สึกเครียด อาจจะหาเป็นกาแฟดำหรือน้ำชา รับประทานแทน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อทำได้ทั้งหมด 4 ข้อ ก็จะทำให้ระดับความเครียดลดลง ทำให้ไม่หิว

หากท่านใดลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วน้ำหนักยังไม่ลง ให้นึกถึงปัจจัยของการมีระบบเผาผลาญที่ต่ำลงหรือฮอร์โมนไม่สมดุล ถ้ามีปัญหาเหล่านี้สามารถเข้ามาปรึกษาที่คลินิกแอดไลฟ์ได้นะคะ

ภาพ : Freepik.com

คนท้องกินเจอย่างไร ให้ดีต่อลูกน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664891

วันที่ 06 ต.ค. 2564 เวลา 07:25 น.คนท้องกินเจอย่างไร ให้ดีต่อลูกน้อยเข้าสู่เทศกาลถือศีลกินเจ หมอแนะกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกินเจมากขึ้น เพราะเมนูอาหารบางประเภทอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

นับเป็นอีกวาระเติมบุญสำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งหลายคนอาจจะเริ่มเตรียมวัตุดิบหรือจัดหาเมนูอาหารสำหรับการกินเจตลอด 9 วัน แต่ในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกินเจมากขึ้น เพราะเมนูอาหารบางประเภท อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ 

นายแพทย์ภูมิพร อัจฉรารัตนโสภณ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วนและเพียงพอ เพื่อที่จะส่งต่อสารอาหารเหล่านั้นสู่ทารก ในการสร้างเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเซลล์ระบบประสาทและสมอง

แต่สำหรับเมนูอาหารที่วางขายกันในเทศกาลกินเจ ส่วนมากมักเป็นอาหารประเภททอด และน้ำมันเยอะ อาจทำให้ร่างกายได้รับไขมันมากเกินไป จนอาจส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้ง ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณแม่ตั้งครรภ์อีกด้วย เพราะฉะนั้น หากคุณแม่ตั้งครรภ์จะร่วมเทศกาล ก็ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์เป็นหลักว่าควรระมัดระวังเมนูอาหารประเภทไหนเป็นพิเศษ

ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกกำลังสร้างอวัยวะ แต่ในช่วงนี้คุณแม่จะกินได้น้อยลงเพราะมีอาการแพ้ท้อง ดังนั้นหากกินอาหารเจที่เป็นของทอดของมัน อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แพ้ท้องรุนแรงและทำให้ร่างกายไม่อยากอาหาร ก็จะยิ่งส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

ไตรมาสสองและสามของการตั้งครรภ์ จะเป็นช่วงที่คุณแม่มีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลผิดปกติได้ง่าย และอาจมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก เพราะคาร์โบไฮเดรตจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แต่อาหารเจส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยแป้ง เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ ขนมปัง

นอกจากนี้ ไตรมาสสองและสามของการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโต ต้องการสารอาหารไปเลี้ยงอย่างพอเพียง คุณแม่จึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนวันละ 1 – 1.1 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวันตลอดการตั้งครรภ์ แต่การกินเจทำให้ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ที่ให้พลังงานเพียงพอได้ ดังนั้นคุณแม่ต้องเสริมโปรตีนจากถั่วและธัญพืชต่าง ๆ ในปริมาณมากกว่าปกติอีกเท่าตัว รวมถึงการดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวในปริมาณที่มากขึ้น เนื่องจากแคลเซียมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับจะมีปริมาณ 1000-1200 มิลลิกรัมต่อวัน

“ สำหรับเทศกาลกินเจ จะต้องเน้นผักมากขึ้น จึงอยากแนะนำคุณแม่ตั้งครรภ์ เน้นผักใบเขียวที่มีโฟลิค ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างเซลล์ทารก โดยเฉพาะเซลล์ระบบประสาทและสมอง เช่น บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง คะน้า และไม่ควรรับประทานกะหล่ำปลีและกะหล่ำดอกในปริมาณมาก เพราะเป็นผักที่มีแก๊สสูง อาจทำให้ท้องอืดได้ง่าย ” นายแพทย์ภูมิพรกล่าว

การกินเจอาจจะไม่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์เท่าไหร่นัก หากอยากเลี่ยงเนื้อสัตว์แนะนำให้เป็นมังสวิรัติแทน เพราะยังสามารถกินนม เนย และไข่ได้ ซึ่งให้ปริมาณโปรตีนและพลังงานมากกว่า แต่หากอยากร่วมเทศกาลจริง ๆ ก็ควรระมัดระวัง หรือกินในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์มากที่สุด

รู้จัก “Long Covid” อาการที่ยังหลงเหลือแม้หายป่วยโควิดแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664753

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 12:20 น.รู้จัก "Long Covid" อาการที่ยังหลงเหลือแม้หายป่วยโควิดแล้วทำความรู้จักกับอาการ “Long Covid” ที่เป็นอาการหลงเหลืออยู่ของเชื้อโควิด-19 แม้หายป่วยจากการติดเชื้อแล้ว ซึ่งจะพบหลังจากหายป่วยในช่วง 1-3 เดือนแรก และวิธีดูแลตัวเองเพื่อให้หายจากอาการ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ละคน มีการแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเมื่อหายจากการติดเชื้อ ก็จะมีการฟื้นฟูร่างกายที่ต่างกัน บางคนหายจากการติดเชื้อแล้วกลับมาเป็นปกติเลย หรือมีอาการดีขึ้นในระยะเวลา 6 สัปดาห์

แต่ในผู้ป่วยบางรายเมื่อหายจากการป่วยโควิด-19 แล้ว ยังมีอาการคล้ายเป็นโควิด-19 ต่อเนื่องมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เรียกว่า Long Covid โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ปวดเมื่อยตามข้อหรือมีภาวะไอเรื้อรังได้ ภาวะเหล่านี้มักพบมากในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักตัวมาก เนื่องจากลักษณะของอวัยวะต่างๆของร่ายการที่เสื่อมถอยร่วมกับมีการอักเสบจากการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการต่อเนื่องได้นานมากกว่าคนปกติ

เพราะฉะนั้นการดูแลรักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เช่น การออกกำลังกายต่อเนื่อง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงความวิตกกังวล จะสามารถช่วยให้กลุ่มอาการของ Long Covid ค่อยๆดีขึ้น

ด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอาการ Long Covid คืออาการที่หลงเหลืออยู่ของเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะพบหลังจากหายป่วยในช่วง 1-3 เดือนแรก ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่เชื้อลงปอด และพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักตัวมาก ผู้สูงอายุ สามารถพบได้ถึง 60 – 70% ขึ้นไป

นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรง อายุน้อย ไม่มีภาวะอ้วนและหายจากโควิด-19 ก็อาจจะมีกลุ่มอาการ Long Covid ได้เช่นกัน แต่ไม่มากเพียง 5-10% ดังนั้นกลุ่มเสี่ยงอาการ Long Covid จึงขึ้นอยู่กับโรคประจำตัว และอายุของผู้ป่วย

อาการในผู้ป่วยที่มีภาวะ Long Covid ที่พบบ่อย คือ

-รู้สึกเหมือนมีไข้ตลอดเวลา เหนื่อยง่าย อ่อนแรง อ่อนเพลียเรื้อรัง

-ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกแน่นๆหน้าอก

-ไอและปวดศีรษะ

-ท้องร่วง

-มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ

-ปวดตามข้อตามรู้สึกจี๊ดๆ ตามเนื้อตัวหรือปลายมือปลายเท้า

-มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล

-จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีอาการ Long Covid จะไม่ส่งผลในระยะยาวต่อร่างกายหากดูแลรักษาร่างกายตนเองให้กลับมาแข็งแรง โดยสามารถกลับมาเป็นปกติได้เกือบ 100%

สำหรับวิธีการดูแลและแนวทางการปฏิบัติตนเองเมื่อมีอาการ Long Covid สามารถทำได้ดังนี้

1. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ หายใจลำบาก ติดขัด หรือจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและทำการรักษา

2. ผู้ป่วยที่เพิ่งหายป่วยควรออกกำลังกายเบาๆไม่หนักเกินไป และควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆฟื้นตัวกลับสู่สภาวะที่แข็งแรง และเน้นท่าที่บริหารปอดเพื่อฟื้นฟู ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจมีความแข็งแรงและถุงลมในส่วนต่างๆของปอด ถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนก๊าซได้เต็มที่

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดหรือวิตกกังวล ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

4. ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาแม้อยู่บ้าน หลีกเลี่ยงมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะควันบุหรี่ธรรมดาหรือแม้แต่บุหรี่ไฟฟ้า ฝุ่น PM2.5

5. ควรรักษาสุขอนามัยของตนเองโดยการล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทุกครั้งที่สัมผัส และควรเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร

ดังนั้นหากผู้ป่วยหมั่นดูแลสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่วิตกกังวลจนเกินไป ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และมีความเชื่อมั่นว่าร่างกายจะค่อยๆฟื้นฟูกลับมาดีขึ้น และช่วยให้กลุ่มอาการ Long Covid ที่เป็นอยู่หายไป

ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย สัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664727

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 08:20 น.ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย สัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์รู้หรือไม่! ผู้สูงอายุไทยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) และประมาณ 15% ของผู้ป่วยภาวะ MCI อาจกลายเป็นผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสูงอายุภายในประเทศ ซึ่งมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพต่างๆ หนึ่งในนั้น คือภาวะสมองเสื่อม ซึ่งโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด และพบได้ทั่วโลกเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่า หากเรารู้จักสังเกต “สัญญาณเตือน” ก่อนเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมทั้งของตนเอง หรือบุคคลในครอบครัว ได้ตั้งแต่มีอาการระยะเริ่มแรก ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็วที่สุดอาจช่วยแก้ไขสาเหตุหรือชะลอการดำเนินโรคของภาวะสมองเสื่อมได้

ภาวะ Mild Cognitive Impairment (MCI) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย เป็นสัญญาณเตือนหรือสัญญาณเริ่มต้น ที่อยู่ระหว่างภาวะความสามารถของสมองถดถอยปกติตามวัย (normal aging) กับ ภาวะสมองเสื่อม (dementia) ในภาวะ MCI นั้นพบว่าการทำงานของสมองจะบกพร่องลงอย่างน้อย 1 ด้าน จาก 6 ด้าน ดังนี้

  1. 1สาธิจดจ่อน้อยลง ส่งผลให้เผลอลืมกิจกรรมที่ต้องการจะทำ หรือกำลังทำอยู่ เช่น ต้มน้ำเอาไว้บนเตาแล้วลืม วางกุญแจไว้แล้วหาไม่พบ เป็นต้น
  2. ความไวในการใช้ความคิดลดลง การตัดสินใจช้าลง รวมถึงการคิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนต่างๆ ทำได้ยากขึ้น เป็นต้น
  3. ความจำเลวลง โดยเฉพาะความจำระยะสั้น เช่น เมื่อมีญาติมาเยี่ยมที่บ้าน วันต่อมาจำไม่ได้ว่ามีคนมาเยี่ยม หรือมีการพูดคุยกับใคร หรือพูดคุยเรื่องอะไรกัน เป็นต้น
  4. ปัญหาเรื่องการใช้ภาษา เช่น เลือกใช้คำไม่ถูก พูดไม่รู้เรื่อง หรือฟังไม่เข้าใจ เป็นต้น
  5. สูญเสียการจดจำทิศทาง ทำให้หลงทาง หรือสูญเสียทักษะในการทำงาน เช่น ไม่สามารถใช้เครื่องมือต่างๆที่เคยใช้ได้ เป็นต้น
  6. ความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น แสดงอาการที่ไม่เหมาะสมออกมาในสังคม มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นน้อยลง ไม่สนใจที่จะเข้าสังคมกับเพื่อนฝูง หรือมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า และมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย เป็นต้น 

โดยสัญญาณเตือนของภาวะ MCI เหล่านี้ ในช่วงแรก อาจดูไม่แตกต่างจากอาการที่พบในผู้สูงอายุปกติทั่วไป แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป จะสังเกตได้ว่าผู้สูงอายุปกติ อาการเหล่านี้จะยังค่อนข้างคงที่ ส่วนผู้ที่มีภาวะ MCI อาการเหล่านี้อาจเลวลง แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีภาวะ MCI ยังคงมีสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆได้ ในขณะที่ผู้ที่เข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมแล้ว อาการต่างๆจะรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน จนผู้ป่วยอาจไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งการวินิจฉัยภาวะ MCI และภาวะสมองเสื่อมนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจทางการแพทย์และจะต้องใช้การทดสอบทางจิตวิทยาคลินิกโดยผู้เชี่ยวชาญ

ได้มีการศึกษาวิจัยความชุกของภาวะ MCI ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่วิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุ พบประมาณ 5-36.7 % ทั้งนี้ความชุกของภาวะ MCI ในประเทศต่างๆขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับวิธีการวิจัย เช่น สถานที่ทำการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ประเมิน ช่วงอายุที่ทำการวิจัย ระดับการศึกษาและอาชีพของประชากรที่ทำการวิจัย ในประเทศไทย ภาคกลางมีรายงานความชุกของภาวะ MCI อยู่ระหว่าง 16.7-43.5% ในขณะที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงถึง 71.4% และ 64.3% ตามลำดับ โดยตัวเลขที่แตกต่างกันนี้อาจเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงการศึกษาซึ่งประชากรในภาคกลางอาจจะเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่าประชากรในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนอกจากนี้จากผลการวิจัยพบว่าภายใน 1 ปี ผู้ที่มีภาวะ MCI ประมาณ 10 – 15% จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงขึ้น จนเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ MCI มีได้หลายอย่างแต่พบสรุปได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆคือ 1.สาเหตุที่เกิดจากโรคทางกายต่างๆซึ่งอาจรักษาหรือป้องกันได้ 2.สาเหตุที่เกิดจากโรคเสื่อมของเซลล์สมอง ซึ่งโรคในกลุ่มนี้ยังไม่อาจรักษาได้แต่ก็อาจจะมีวิธีการชะลอการเกิดหรือลดความรุนแรงของโรคได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น หากพบคนในครอบครัวมีอาการต้องสงสัยที่จะมีภาวะ MCI ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัย และหาสาเหตุของการเกิดภาวะ MCI เพราะภาวะ MCI ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากสาเหตุที่สามารถรักษาได้ดังได้กล่าวข้างต้น เช่น

โรคไทรอยด์ โรคขาดสารอาหาร หรือผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ เป็นต้น ส่วนภาวะ MCI ที่เกิดจากโรคเสื่อมของเซลล์สมอง ซึ่งยังไม่อาจรักษาได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ แต่ก็มีวิธีการที่อาจชะลอการเกิดหรือลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง โดยการรักษาป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์สมอง เช่นการควบคุมความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง งดการดื่มสุรา สิ่งเสพติดต่างๆ หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้โรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง โดยเฉพาะ โรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันได้มีการค้นคว้าวิจัยซึ่งจะนำไปสู่การรักษาโรคนี้ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการรักษาดังกล่าวจำเป็นจะต้องทำการรักษาโรคนี้ในระยะเริ่มต้นหรือในระยะที่ยังอยู่ในภาวะ MCI ดังนั้นจะเห็นว่าการวินิจฉัยและการหาสาเหตุของภาวะ MCI จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์กัมมันต์ พันธุมจินดา นายกสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์กิตติคุณประจำสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การดูแลในเรื่องภาวะ MCI นั้นสำคัญมาก ซึ่งคนไทยควรให้ความสนใจ ตระหนักรู้ และเข้าใจถึงภาวะ MCI ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถทำการรักษาตามสาเหตุและตามอาการที่รักษาได้ หรืออาจชะลอการเกิดโรคได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูแล ในการเตรียมตัวเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ในกรณีที่สาเหตุของโรคไม่สามารถทำให้หายขาดได้ สำหรับการดูแลทั่วไปในผู้ที่มีภาวะ MCI ได้แก่ การลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดการเสื่อมของเซลล์สมอง ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการฝึกสมอง การดูแลด้านโภชนาการให้ได้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ตลอดจนการพักผ่อนหย่อนใจอย่างเพียงพอและการเข้าสังคมที่เหมาะสมกับวัย”

ทั้งนี้ สมอง เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกาย ดังนั้น เราจึงควรดูแลและให้ความสำคัญ เพื่อคงประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้อยู่ได้นานที่สุด โดยวิธีการในการป้องกัน หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะ MCI ที่อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมมีหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การฝึกสมอง ด้วยวิธีการต่างๆ การเข้าสังคมในผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมอง ในด้านโภชนาการเนื่องจากผู้สูงอายุ อาจมีอาการเบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง จึงทำให้เกิดการขาดสารอาหารซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดภาวะ MCI ดังนั้น การได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและเพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันการเกิดภาวะ MCI นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยที่พบว่า การบริโภคอาหารประเภทเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีน้ำมันมะกอก พืชวงศ์ถั่ว ผัก ผลไม้ และปลา เป็นส่วนประกอบ เป็นต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ MCI ได้ ในปัจจุบันได้มีการวิจัยคิดค้นอาหารทางการแพทย์ที่มีกลุ่มสารอาหารซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของจุดเชื่อมต่อประสาท และการวิจัยเกี่ยวกับยาต่างๆ ที่อาจนำมาใช้ในการรักษาอาการในภาวะ MCI ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาวะ MCI

ถาม-ตอบ โรคสะเก็ดเงิน กับ โควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664725

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 07:20 น.ถาม-ตอบ โรคสะเก็ดเงิน กับ โควิด-19รศ.พญ.พลอยทราย รัตนเขมากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ตอบ 7 ข้อสงสัยของโรคสะเก็ดเงินกับโควิด-19

ปัจจุบันในสถานการณ์ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด19 ทำให้มีคำถามจากผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหลากหลายประเด็น จึงขอเลือกโอกาสของเดือนตุลาคม ซึ่งในเดือนนี้ในวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี ถือให้เป็นวันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความกล้าที่จะบอกเล่าเกี่ยวกับอาการ นอกเหนือจากบริเวณผิวหนังของโรคที่ต้องเผชิญร่วมกันกับแพทย์ผู้รักษา ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเองในการรักษาให้ตรงจุดและครอบคลุมในการลดอุบัติการณ์ของโรคร่วม และให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ถาม : การเป็นโรคสะเก็ดเงินนั้นสามารถติดต่อและเป็นโควิด-19 ได้ง่ายกว่าคนปกติหรือไม่

ตอบ : ไม่แตกต่างจากคนปกติโดยทั่วไป แต่ประเด็นที่สำคัญและควรรู้ คือการที่เป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง พบว่ามักจะมีโรคร่วมที่พบได้บ่อยขึ้นกว่าคนปกติ เช่น ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ยังพบว่ามีอัตราการสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเพิ่มขึ้น ปัจจัยร่วมดังกล่าวทำให้ในกรณีที่โรคโควิด-19 อาจส่งผลกระทบ คือมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง

ถาม : ยาทา ยากิน ยาฉีดหรือการรักษาสะเก็ดเงินด้วยการใช้แสงอาทิตย์เทียมมีผลอย่างไรต่อโรคโควิด-19

ตอบ : การทายา การได้รับยาชนิดรับประทานประเภท Acitretin  การฉายแสงอาทิตย์เทียม รวมไปถึงฉีดยา ฉีดชีวภาพและยาปรับภูมิในระดับต่ำไม่ได้ทำให้มีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นจากข้อมูลในปัจจุบัน แต่หากผู้ป่วยได้รับยาปรับภูมิในขนาดสูง มีข้อสันนิษฐานว่าอาจทำให้การขจัดเชื้อโควิด-19 ออกจากร่างกายยากมากขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลจากทั่วโลกที่มีการรวบรวมไว้ถึงปัจจุบันไม่พบว่าการรักษาสะเก็ดเงินด้วยวิธีการต่าง ๆ จะส่งผลกระทบหากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะมีการรวบรวบรวมข้อมูลจากหลายประเทศ พบว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินที่ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 90 % หายเป็นปกติและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ

ถาม : ควรปรับการรักษาโรคสะเก็ดเงินอย่างไร ในสถานการณ์ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 

ตอบ :  มีแนะนำจากกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่รักษาโรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบจากสะเก็ดเงินแนะนำให้คงการรักษาโรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบสะเก็ดเงินตามปกติ

ถาม : ปกติรับการรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียมที่โรงพยาบาล แต่ไม่อยากมาโรงพยาบาลบ่อย ๆ สามารถอาบแดดหรือตากแดดที่บ้านเพื่อทดแทนได้หรือไม่

ตอบ : มีกรณีศึกษารายงานว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งประสบความสำเร็จ คือผื่นสะเก็ดเงินทุเลาลงจากการตากแดดเองที่บ้าน ดังนั้นหากผู้ป่วยท่านใดต้องการตากแดดที่บ้านเพื่อทดแทนการฉายแสงยูวีบีโดยตรงและสัมผัสกับผิวหนัง หากเป็นสะเก็ดเงินเฉพาะส่วน  เช่น บริเวณขาสามารถยื่นขาออกไปนอกบ้านและให้แสงอาทิตย์สัมผัสกับบริเวณผิวหนังโดยตรง อาจเลือกใช้เสื่อหรือเตียงนอนนึ่ง ในขณะการตากแดดเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาทีทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยช่วงเวลา 10 ถึง 15 นาที และพลิกคว่ำอีก10 -15 นาที ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดที่บริเวณใบหน้า เนื่องจากอาจทำให้เกิดฝ้า กระหรือริ้วรอยก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับแสงอาทิตย์สะสมเป็นปริมาณต่อเนื่องและขณะที่ทำการรักษาด้วยการตากแดดนั้น ควรระมัดระวังการเป็นลมแดดจากความร้อนสะสมในร่างกายสูงเกินไป หากช่วงเวลาดังกล่าวมีอากาศร้อนมาก ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและอาบน้ำเปล่า หลังจากการตากแดดเพื่อลดระดับความร้อนในร่างกาย

ถาม : การฉีดวัคซีน โควิด-19ในผู้ป่วยสะเก็ดเงิน

ตอบ : ผู้ป่วยสะเก็ดเงินสามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ทุกชนิดที่มีในปัจจุบัน โดยมีข้อพิจารณาดังนี้  ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการทายา  การใช้แสงอาทิตย์เทียม การกินยา Acitretin ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการรักษาใด ๆ หลังฉีดวัคซีน แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะโรคที่สงบและควบคุมได้และได้รับการรักษาด้วยยาปรับภูมิ เช่น Methrotrexate แนะนำให้หยุดยาหนึ่งสัปดาห์หลังรับการฉีดวัคซีนโควิด-19

ถาม : คำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยสะเก็ดเงินในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19

ตอบ : ควรดูแลรักษาผิวหนังด้วยการทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอ เลือกใช้สบู่อ่อน ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะผิวแห้ง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความคัน  นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง อาหารหมักดองเนื่องจากการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากอาหารไขมันสูง อาจทำให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบได้ เช่นเดียวกันกับอาหารหมักดอง ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินคงทราบดีว่าภาวะเครียดในจิตใจหรือการนอนหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ   หลับไม่สนิทหรือนอนดึกต่อเนื่อง ทำให้โรคสะเก็ดเงินเห่อได้  ดังนั้นในสภาวะที่มีการระบาดของโควิด-19 และคนส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน จึงมีวินัยในตนเอง หลีกเลี่ยงการนอนดึก ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและหาหนทางคลายเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น การฟังเพลง การนั่งสมาธิสวดมนต์ การดูหนังหรือละคร เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหาวิธีออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวันเนื่องจากสามารถผ่อนคลายความเครียดและยังส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้สามารถคุมน้ำหนักได้ดีไม่มีภาวะน้ำหนักเกิน หากผู้ป่วยมีความตั้งใจที่จะเลิกดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ ควรใช้อากาสนี้ในการเลิกดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อสุขภาพโดยรวมของตนเองเพราะการเลิกดื่มสุราและเลิกสูบบุหรี่ได้จะทำให้ตับและปอดดีขึ้นได้

ถาม : ในกรณีที่การเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการติดโควิด-19

ตอบ : ควรสอบถามโรงพยาบาลว่ามีการรักษาด้วยระบบทางไกลและส่งยาทางไปรษณีย์หรือไม่ ปัจจุบันมีหลายโรงพยาบาลที่รับการตรวจรักษาด้วยระบบทางไกลผ่านการโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลกับแพทย์ผู้รักษาและส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์  

‘น้ำท่วมขัง’ กับ ‘ปัญหาผิวหนัง’ ของคู่กันที่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/66464

วันที่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 09:45 น.'น้ำท่วมขัง' กับ 'ปัญหาผิวหนัง' ของคู่กันที่ป้องกันได้ลุยน้ำ เปียก อับชื้น ตัวการก่อ “โรคผิวหนัง” อันดับ 1 ของโรคที่มากับน้ำท่วม ส่อง 4 โรคผิวหนังควรระวังช่วงน้ำท่วม รู้ก่อนป้องกันได้!!

ในแต่ละปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ประเทศไทยมักจะประสบกับปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม นอกจากปัญหาด้านทรัพย์สินที่เสียหายแล้วยังมีปัญหาใกล้ตัวที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ปัญหาของโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม โดย 4 โรคผิวหนังควรระวังช่วงน้ำท่วม ได้แก่

1.โรคน้ำกัดเท้า

ถือเป็นอันดับ 1 ของโรคที่มากับน้ำท่วม เรียกเดิม ๆ ว่า ฮ่องกงฟุต น้ำกัดเท้า คือ การติดเชื้อรา  ในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนพื้นที่เปียกชื้น จากการลุยน้ำท่วมขังรองเท้า พื้นห้องอาบน้ำหรือใส่รองเท้าที่มีเชื้อราอยู่  เชื้อราจึงเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดโรคน้ำกัดเท้าได้

อาการในระยะแรก ๆ เชื้อราจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อผิวหนังเกิดการระคายเคือง ซึ่งสังเกตง่าย ๆ ผิวหนังจะแห้ง ๆ ย่น ๆ  เริ่มมีอาการคัน มีสีแดง บางครั้งเริ่มมีตุ่มน้ำบริเวณตรงซอกนิ้วเท้า หรือตรงซอกเท้า เป็นสีขาว ๆ และเริ่มเป็นแผล  ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ด แตกเป็นร่อง แผลสด บวม เจ็บและคัน บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ อาการที่เพิ่มขึ้นจะอักเสบบวมแดง ร้อน หรือเป็นหนอง ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้นตามลำดับ

การรักษาโรคน้ำกัดเท้า จะต้องหมั่นทำความสะอาดเท้า ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและใช้แป้งโรยที่เท้าได้  เพื่อไม่ให้อับชื้น หรือถ้าต้องย่ำน้ำควรทาโลชั่น วาสลีน ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคือง และล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งทุกครั้ง แต่เมื่อเป็นโรคน้ำกัดเท้าแล้ว จะต้องรักษาด้วยยารักษาเชื้อราเฉพาะที่ อาจจะเป็นยาทา ประเภทครีม เจล  ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ซึ่งโรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคไม่รุนแรง รักษาให้หายขาดหรืออาจจะต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อราร่วมด้วย แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่หากไม่รักษาอาการอาจเกิดอาการเรื้อรังเป็นเดือนหรือหลายเดือนได้  ที่สำคัญอย่าทายาแก้แพ้ ที่มีสเตอรอยด์เพราะ จะทำให้ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ

2.โรคติดเชื้อราที่ขาหนีบ

หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสังคัง มักเกิดจากการเป็นเชื้อราที่เท้า แล้วเวลาสวมกางเกงในจะนำเชื้อราที่เท้าไปสัมผัสขาหนีบ มักมีอาการคันมาก โรคนี้เป็นได้ทั้งเพศชายและหญิงอากาศร้อนชื้น จึงทำให้บริเวณใต้ร่มผ้าอย่างบริเวณขาหนีบเกิดความอับชื้นได้ง่าย จนกลายเป็นผดผื่นแดง และมีอาการคันตามมา ทั้งนี้ หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา เชื้อราก็อาจจะลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ก็เป็นได้

ลักษณะอาการของหลายๆ คนที่เป็นมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเกามาก ๆ ผิวหนังก็จะยิ่งถลอก กลายเป็นว่าปวดแสบปวดร้อนไปซะอีก นอกจากจะทรมานแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย สำหรับยาที่รักษาเชื้อราที่ขาหนีบ มักจะเป็นยาประเภท Ketoconazole หรือ Clotrimazole โดยให้ทาบริเวณที่เป็นผื่นทุกเช้าเย็นหลังอาบน้ำ  ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็จะค่อยๆ หายไปเอง  แต่หากทายาแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการตรวจและรักษาทันที ทั้งนี้แพทย์อาจจะให้ยามารับประทานหรือให้ยาตัวใหม่มาทา ซึ่งก็ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเมื่ออาการค่อย ๆ ทุเลาลงแล้ว แนะนำให้ทานยาหรือทายาต่ออีกสักระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อรากลับมาเป็นซ้ำอีก อย่างไรก็ตามโรคผิวหนังบางอย่าง อาจเกิดจากเชื้อยีสต์ บางคนเกิดอาการแพ้บริเวณใต้ราวนม มีอาการผื่นแดง  คัน ที่เกิดจากการอับชื้นในร่มผ้า

3. โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) 

จะมีลักษณะผิวหนังเป็นรู ๆ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะพบบ่อยในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนาน ๆ มีเหงื่อออกมาก มักจะเป็นโรคนี้ บางครั้งมักจะเกิดขึ้นกับคนที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำ เมื่อเท้าเปียกจนชื้นจากเหงื่อหรือน้ำที่เจิ่งนอง จะทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรีย แล้วก็โชยกลิ่นเหม็นออกมา  ลักษณะของอาการที่พบบ่อยเกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรียแกรมบวก เห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ ที่เท้า บางครั้งเห็นเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ ที่ฝ่าเท้า มีน้ำเหลืองซึม และเท้ามีกลิ่นเหม็นมาก เวลาถอดถุงเท้า นอกจากได้กลิ่นเหม็นแล้ว ยังรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้าแบคทีเรียบางตัว เช่น Aeromonas hydrophila อาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลามทั้งเท้าและขาจนถึงขั้นเสียชีวิต

4.โรคฉี่หนู 

ไข้ฉี่หนูหรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)  เป็นอีกโรคหนึ่งที่น่ากลัว เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต เชื้อชนิดนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และเป็นโรครับจากสัตว์ชนิดหนึ่ง สามารถติดโรคได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น สุนัข หนู โค กระบือ สุกร แพะ แกะ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น แต่พบมากในหนู ซึ่งเป็นแหล่งรังโรค ส่วนมากสัตว์ที่ไวต่อการรับเชื้อมักจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุน้อย หรือลูกสัตว์ที่ไม่เคยได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่มาก่อน มักจะพบการระบาดในช่วงฤดูฝนต่อจนถึงในฤดูหนาว และในพื้นที่ ๆ มีน้ำท่วมขัง  เชื้อแบคทีเรียจะผ่านเข้าไปทางแผลหรือคนที่มีบาดแผล แล้วไปเดินลุยน้ำ  อาการจะมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัวค่อนข้างมาก  ซึ่งเมื่อเกิดอาการดังกล่าวให้รีบไปหาแพทย์โดยทันที  ส่วนวิธีการป้องกันโรคฉี่หนู ง่าย ๆ คือการใส่รองเท้าบูธ หรือหุ้มเท้าด้วยถุงพลาสติก

โรคฉี่หนู ติดต่อจากคนสู่คนได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดยการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือดหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีการติดเชื้อโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ  เช่น  การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป  การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะหรือของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป และเข้าผ่านเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา ปาก หรือไชเข้าทางผิวหนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน บางครั้งเชื้อชนิดนี้สามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือน หลังจากถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์ที่มีเชื้อโดยจะไม่แสดงอาการ แต่สามารถปล่อยเชื้อได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจจะตลอดชีวิตสัตว์

อาการของโรคเล็ปโตสไปโรซิสนั้น  เริ่มตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยจนถึงมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต  โดยกว่า 90  เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย จะมีอาการเล็กน้อยและมักเป็นแบบไม่เหลือง ส่วนเล็ปโตสไปโรซิสที่มีอาการรุนแรงนั้น พบได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อ โรคฉี่หนูจะแพร่กระจายและเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงปลายฤดูฝน พบบ่อยในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้พื้นดินแฉะ มีน้ำขัง เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อในธรรมชาติ พบโรคนี้ได้มากตามจังหวัดที่ทำการปลูกข้าว บริเวณที่ต้องย่ำน้ำ หรือแหล่งน้ำขังที่มีพาหะนำโรคชุกชุม อาจรวมถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่ด้วย

ส่วนวิธีการรักษานั้นจะใช้ยาปฏิชีวนะ ควรให้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วันหลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า ระยะเวลาที่ให้นานอย่างน้อย 7 วัน โดยชนิดของยาปฏิชีวนะจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของอาการ 

เตือนประชาชนระวัง “โรคอุจจาระร่วง” โรคที่มากับน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664642

วันที่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 08:58 น.เตือนประชาชนระวัง “โรคอุจจาระร่วง” โรคที่มากับน้ำท่วมกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยสุขภาพประชาชน เตือนให้ระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดยเฉพาะ “โรคอุจจาระร่วง” ขอให้ยึดหลักรับประทานอาหาร “สุก ร้อน สะอาด” พร้อมแนะผู้ที่บริจาคอาหาร เช่น ข้าวกล่อง ควรปรุงไม่เกิน 4 ชั่วโมง

ข้อมูลโดย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ช่วงนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ บางแห่งตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง หรือเกิดน้ำป่าไหลหลาก ขอให้ประชาชนระมัดระวังโรคที่มากับน้ำท่วม คือ โรคอุจจาระร่วง โรคติดต่อที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

อาการของโรคอุจจาระร่วง

ถ่ายอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่หากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมาก ๆ ผู้ป่วยจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เกิดภาวะขาดน้ำเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องระวังอาจจะมีอาการรุนแรงได้

“ช่วงที่น้ำท่วม ขอให้ประชาชนยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” เพิ่มความระมัดระวังด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใหม่ ร้อน ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวด หากเป็นอาหารข้ามมื้อ ให้อุ่นร้อนอย่างทั่วถึง ส่วนเมนูที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อจากความร้อน สำหรับการดูแลช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยดื่มสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือผงโออาร์เอส (ORS) ผสมน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่ระบุข้างซอง ดื่มแทนน้ำบ่อย ๆ หรือเตรียมได้เองโดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 ขวดกลม หรือประมาณ 750 ซีซี ควรดื่มให้หมดภายใน 1 วัน และต้องคอยระวังภาวะขาดน้ำ ด้วยการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือกินอาหารเหลว ทั้งนี้ ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เนื่องจากจะทำให้เชื้อโรคคั่งค้างอยู่ในร่างกาย เป็นอันตราย แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปสถานพยาบาลใกล้บ้าน” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

สำหรับการป้องกันโรคอุจจาระร่วง ขอให้ประชาชนล้างมือด้วยด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และภายหลังขับถ่ายหรือสัมผัสสิ่งสกปรก กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยให้มิดชิด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ถ่ายอุจจาระลงส้วม ไม่ถ่ายอุจจาระและไม่ทิ้งขยะลงน้ำ เพื่อลดความสกปรกในน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ การบริจาคอาหาร ในกรณีที่เป็นอาหารบริจาคอย่างข้าวกล่อง ควรปรุงไม่เกิน 4 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงเมนูที่บูดเสียง่าย อาทิ อ าหารที่ปรุงจากกะทิ ควรเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้ 1-2 วัน เช่น ข้าวเหนียวนึ่ง หมูทอด เนื้อทอด ปลาทอด ส่วนผู้ประสบภัยควรบริโภคอาหารบริจาคภายใน 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรเก็บไว้นาน หรือเก็บข้ามคืน สอบถามหรือขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

แพทย์ย้ำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664407

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 06:45 น.แพทย์ย้ำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19แพทย์ย้ำวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญโดยเฉพาะยุคโควิด-19 เผยผลการศึกษาวิจัยชี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่อาจช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ พร้อมเหตุผลที่ 7 กลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ระหว่างรอวัคซีนโควิด-19

สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ส่งผลกระทบในวงกว้าง พบอัตราการติดเชื้อใหม่ และอัตราการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ยิ่งสร้างความกังวลให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มักพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่แพร่กระจายสู่คนทั่วไปได้เช่นเดียวกับโควิด-19 และหากติดเชื้อร่วมกัน (Co-infection) จากทั้งเชื้อไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็จะทำให้มีอาการรุนแรง และยิ่งเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตมากขึ้นอีกด้วย 

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงได้จัดเสวนา “ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่…ในยุคโควิด-19” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ที่ถูกต้อง ความสำคัญของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่สนับสนุนคุณค่าของวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 รวมถึงลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ท่ามกลางความวิตกกังวลของประชาชนในยุคโควิด-19 เช่นทุกวันนี้

รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) มีรายงานว่าในทุก ๆ ปี จะมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 500 – 1,000 ล้านคนต่อปี และมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรงเกิดขึ้นทั่วโลก ประมาณ 3 – 5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 290,000 – 650,000 คนต่อปี ซึ่งการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคไม่รุนแรง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะใน 7 กลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง นอกจากนี้ ยังพบว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดการป่วย ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดอัตราการตายจากไข้หวัดใหญ่ลง รวมไปถึงลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและการเข้ารับการรักษาตัวในห้องฉุกเฉินได้

ขณะที่ช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามฉีดปูพรมวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากยิ่งขึ้น เพื่อตัดศัตรูออกไปด้านหนึ่ง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ช่วยป้องกันโควิด-19 แต่เชื่อว่าน่าจะมีการกระตุ้นทางอ้อมของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ได้ช่วยรักษาบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นทรัพยากรสำคัญในภาวะวิกฤต อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระจากการป่วยไข้หวัดใหญ่ลง เพื่อจะได้รับมือกับโควิด-19 อย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน ตัวผู้ป่วยเองก็ลดความสับสนและความวิตกกังวลจากอาการที่ใกล้เคียงกัน รวมถึงยังลดการเกิดโรคร่วมกัน (Co-infection) จากทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยในช่วงปี ค.ศ. 2020 – 2021 ของการระบาดโควิด-19 ที่สนับสนุนคุณค่าของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไว้อย่างน่าสนใจมากมาย ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกามีผลวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 10 มิถุนายน 2020 (อ้างอิงจากข้อมูลเผยแพร่โดย US National Library of Medicine – National Institutes of Health) พบว่าเมื่อมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุมมากขึ้นทุก ๆ 10% จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึง 28%1 

ในขณะที่ประเทศบราซิลมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อัตราความรุนแรงของโควิด-19 และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศบราซิล (อ้างอิงจากบทความ BMJ Evidence-Based Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม 2021) เป็นการเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 50,000 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 23 มิถุนายน 2021 โดยศึกษาเปรียบเทียบใน 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระยะ 1-3 เดือนที่ผ่านมา และ 2. กลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ผลปรากฏว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโควิด-19 จะช่วยลดอัตราการนอนในแผนกผู้ป่วยหนักได้ 7% ช่วยลดอัตราของผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจได้ถึง 17% และลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 16%2  ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีอัตราการเกิดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ลดลงทั่วโลก อาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัย การกักตัวอยู่บ้าน และการสร้างระยะห่างทางสังคม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักมีคำถามว่ายังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อีกหรือไม่ คำตอบคือ มีความจำเป็นอย่างมาก โดยมีผลการศึกษาต่าง ๆ มากมายที่บ่งชี้ว่า ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19’ และหากกรณีที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และมีอาการก็จะต้องไปตรวจรักษาเหมือนผู้ป่วยโควิด-19 เพราะอาการที่แสดงเบื้องต้นจะไม่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้น ทั้งการติดเชื้อโควิดและเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดเชื้อร่วมกันได้ ซึ่งจะทำให้มีการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น นอนโรงพยาบาลนานมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัว เป็นต้น

ด้วยสถานการณ์การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ของไทยในปัจจุบันพบได้ทุกอายุ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในเด็กช่วงอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือเด็กอายุ 5-14 ปี ขณะที่ในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จึงแนะนำให้ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร่วมกันทั้งจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะจะยิ่งทวีความรุนแรงของโรคได้ เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไตวาย โรคตับ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงกว่าผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ขณะเดียวกันก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ได้แนะนำระยะเวลาของการฉีดวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนอื่น ๆ ในวันเวลาเดียวกันได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19  ควรห่างจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนชนิดอื่น ๆ เป็นเวลา 14 วัน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของวัคซีนทั้งสองที่อาจจะซ้อนกัน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขยายระยะเวลาการเปิดให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิด 3 สายพันธุ์ สำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มเติมบุคลากรหรือผู้ปฏิบัติงานที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 และกลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัดและโรงเรียนในทุกช่วงอายุโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งนับเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่ดี ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ที่มีการระบาดภายในประเทศไทย โดยมีแนวทางปฎิบัติในการเข้ารับวัคซีน 3 แบบ คือฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก่อน ฉีดวัคซีนโควิด-19, ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ระหว่าง ฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หลัง ฉีดวัคซีนโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม แพทย์ขอแนะนำให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ โดยวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้ทั้ง 2 สายพันธุ์  กล่าวคือครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ทั้ง H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B ทั้งตระกูล Victoria และ Yamagata จึงเพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ดีขึ้น ที่สำคัญจากการศึกษาวิจัยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 และอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้อีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

1. Influenza Vaccination and COVID-19 Mortality in the USA; https://doi.org/10.1101/2020.06.24.20129817

2. Inactivated trivalent influenza vaccination is associated with lower mortality among patients with COVID-19 in Brazil; http://dx.doi.org/10.1136/bmjebm-2020-111549