วันที่ 02 ม.ค. 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

กสทช. ย้ำโอเปอร์เรเตอร์ เตรียมพร้อมการสื่อสารรับมือพายุปาบึก

กสทช. ย้ำโอเปอร์เรเตอร์ เตรียมพร้อมการสื่อสารรับมือพายุปาบึก

กสทช. ย้ำให้โอเปอเรเตอร์รวมถึงผู้ประกอบการวิทยุ-โทรทัศน์ทุกราย ดูแลโครงข่าย และเตรียมพร้อมด้านการสื่อสารตามแผนภัยพิบัติเพื่อรับมือพายุ ปาบึก

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 19:34 น.

แถลงการณ์บ.ปิโตรเลียม ลดการผลิตหลังเกิดพายุปาบึก-ยันไม่ส่งผลกระทบ

แถลงการณ์บ.ปิโตรเลียม ลดการผลิตหลังเกิดพายุปาบึก-ยันไม่ส่งผลกระทบ

กระทรวงพลังงาน แถลงการณ์ผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยจะลดการผลิตก๊าซและน้ำมันดิบบางส่วนหลังเกิดพายุปาบึก-ยันไม่ส่งผลกระทบ

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 18:51 น.

ครม.อนุมัติหลักการเวนคืนที่ดินเส้นทางสร้างรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน

ครม.อนุมัติหลักการเวนคืนที่ดินเส้นทางสร้างรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน

ที่ประชุมครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเวนคืนเพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 18:37 น.

ปตท.สผ.ระงับผลิตก๊าซแหล่งบงกชเหนือ-ใต้ชั่วคราว หลังพายุปาบึกเข้าอ่าวไทย

ปตท.สผ.ระงับผลิตก๊าซแหล่งบงกชเหนือ-ใต้ชั่วคราว หลังพายุปาบึกเข้าอ่าวไทย

ปตท.สผ.ระงับการผลิตก๊าซแหล่งบงกชเหนือ-ใต้ชั่วคราว หลังพายุโซนร้อน”ปาบึก”เข้าอ่าวไทย อพยพเจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับขึ้นฝั่ง

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 16:56 น.

ครม.ให้กรมเจ้าท่าเชื่อมข้อมูลภาพใบหน้าบุคคลเพื่อตรวจสอบแรงงานประมง

ครม.ให้กรมเจ้าท่าเชื่อมข้อมูลภาพใบหน้าบุคคลเพื่อตรวจสอบแรงงานประมง

ครม.อนุมัติกรมเจ้าท่าเชื่อมโยงข้อมูลภาพใบหน้าบุคคลจากกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบแรงงานประมงไทย

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 14:55 น.

คิดดี ดีไซน์ ออกแบบที่แตกต่าง

คิดดี ดีไซน์ ออกแบบที่แตกต่าง

เพราะความครีเอทีฟ ความสร้างสรรค์ และการไม่หยุดนิ่ง พร้อมต่อยอดธุรกิจ ทำให้ บริษัท คิดดี ดีไซน์ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

สมรภูมิมาร์เก็ตเพลส’62 งัดเทคโนโลยีดึงนักช็อป

สมรภูมิมาร์เก็ตเพลส’62 งัดเทคโนโลยีดึงนักช็อป

มาร์เก็ตเพลส จัดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด จากการมีสามยักษ์ใหญ่ ลาซาด้า ช้อปปี้ เจดีเซ็นทรัล ในการเปิดสงครามฟาดฟันกลยุทธ์ราคา

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

โตโยต้าจับมือซูมิโตโมะตั้งบริษัทให้เช่ารถยนต์

โตโยต้าจับมือซูมิโตโมะตั้งบริษัทให้เช่ารถยนต์

โตโยต้าผนึกซูมิโตโมะ ตั้งบริษัทร่วมทุนให้เช่ารถยนต์ หวังแตกไลน์ธุรกิจกระตุ้นรายได้

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 09:14 น.

ส่งออกข้าวไทยวูบ! เจอคู่แข่งขายกดราคา

ส่งออกข้าวไทยวูบ! เจอคู่แข่งขายกดราคา

ผู้ส่งออกข้าว คาดส่งออกข้าวปี 2562 เหลือ 9 ล้านตัน จากเดิมประเมิน 10 ล้านตัน เหตุปัจจัยเสี่ยงกระทบหลังราคาข้าวคู่แข่งถูกกว่าไทย

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 08:54 น.

เทงบเฉียดพันล้าน พัฒนาสนามบินภูธร

เทงบเฉียดพันล้าน พัฒนาสนามบินภูธร

กรมท่าอากาศยานทุ่มงบเกือบพันล้านกางแผนยกระดับมาตรฐานปลอดภัยสนามบินภูมิภาค

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

รฟม.คาดทยอยเปิดใช้รถไฟฟ้าสายใหม่เขตเมืองทุกปี

รฟม.คาดทยอยเปิดใช้รถไฟฟ้าสายใหม่เขตเมืองทุกปี

รฟม.คาดคิกออฟเปิดใช้รถไฟฟ้าสายใหม่เขตเมืองทุกปี จับตาประมูลสัมปทานสายสีเขียวช่วงต้นปี

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 07:17 น.

ข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 01 ม.ค. 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ห้างลุยจัดกิจกรรม-โปรโมชั่นวันเด็กกระตุ้นยอดขายรับปีหมู

ห้างลุยจัดกิจกรรม-โปรโมชั่นวันเด็กกระตุ้นยอดขายรับปีหมู

ศูนย์การค้าตบเท้าจัดงานวันเด็ก ชูอีเวนต์เจาะตรงกลุ่มลูกค้าดึงเข้าใช้บริการเพิ่ม เร่งทำยอดขายตั้งแต่ต้นปี 2562

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 21:09 น.

"ปตท.สผ."เตรียมรับมือพายุดีเปรสชั่นเข้าอ่าวไทย เผยยังไม่กระทบการผลิตก๊าซ

“ปตท.สผ.”เตรียมรับมือพายุดีเปรสชั่นเข้าอ่าวไทย เผยยังไม่กระทบการผลิตก๊าซ

ปตท.สผ.เตรียมพร้อมรับมือพายุดีเปรสชั่นเคลื่อนเข้าอ่าวไทย ส่งพนง.บางส่วนกลับขึ้นฝั่ง ,ยังไม่กระทบต่อการผลิตก๊าซฯ

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 15:32 น.

3ค่ายมือถือเผยยอดใช้ดาต้าช่วงปีใหม่คึกคัก พบคนใช้แอพฯเฟซบุ๊กมากสุด

3ค่ายมือถือเผยยอดใช้ดาต้าช่วงปีใหม่คึกคัก พบคนใช้แอพฯเฟซบุ๊กมากสุด

3ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทยเผยยอดใช้งานดาต้าช่วงคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดคึกคัก แอพฯเฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานสูงสุด

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 14:37 น.

ส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ป่วน แนะดันไทยฐานผลิตเอสเอสดี

ส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ป่วน แนะดันไทยฐานผลิตเอสเอสดี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 12:47 น.

"ความเหลื่อมล้ำ" ปัญหาที่ทุกรัฐบาลต้องแก้

“ความเหลื่อมล้ำ” ปัญหาที่ทุกรัฐบาลต้องแก้

ไม่ว่าจะเป็นใครจะเข้ามาบริหารประเทศ คนไทยต้องช่วยกันส่งเสียงว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ ล้วนเป็นปัญหาลำดับต้นๆ ที่ทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญและแก้ไข

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 10:34 น.

2562 ปีทองลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย

2562 ปีทองลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย

รัฐบาลได้ตั้งเป้าให้ปี2562 เป็นปีทองของการลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่สร้างไว้กำลังจะส่งผลดีต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 09:51 น.

สนข.ชงแผน2หมื่นล้านสร้างอุโมงค์-ทางยกระดับ แก้รถติดกรุงเทพฯ

สนข.ชงแผน2หมื่นล้านสร้างอุโมงค์-ทางยกระดับ แก้รถติดกรุงเทพฯ

สนข.ผุดแผนแก้รถติด 2 หมื่นล้าน ทำทางยกระดับช่วงสุขุมวิท-พระราม 3 ส่วนแยกรัชดาฯตัดถนนเพชรบุรีชงทำอุโมงค์

วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 06:52 น.

เศรษฐกิจฟื้น หนี้ครัวเรือนชะลอตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/economy/517658

เศรษฐกิจฟื้น หนี้ครัวเรือนชะลอตัว

ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับกำลังซื้อในประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2ปีนี้ว่าลดต่ำลงต่อเนื่อง

ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.ปีนี้ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวดี เติบโตอยู่ที่ 15.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ถ้าหักทองคำออกจะโต 12.7% สอดคล้องกับกำลังซื้อในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโตได้พอๆ กับครึ่งปีแรก จากเดิมที่คาดว่าครึ่งปีหลังจะโตได้น้อยกว่าครึ่งปีแรก

ขณะเดียวกัน การส่งออกก็มี แนวโน้มดีขึ้นในทุกตลาดหลัก รวมถึงการ ส่งออกในกลุ่มเอสเอ็มอี ส่งผลดีให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดีขึ้น ทำให้การใช้กำลังการผลิตมีทิศทางปรับดีขึ้น จาก 61.4% ในเดือนก่อน เพิ่มเป็น 63% เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวก็ดีต่อเนื่องขยายตัว 8.7% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน มีนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ 3.13 ล้านคน

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่ที่ 1.9% เริ่มกลับมาเป็นบวกจากระยะเดียวกันของปีก่อนติดลบ ส่วนหนึ่งที่โตไม่ดีนักเพราะการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่คงทนโตอยู่ที่ 0.5% และปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ยังไม่ดี เพราะรายได้ภาคเกษตรเดือนนี้ยังติดลบเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากปาล์มกับผลไม้ยังไม่ดี แม้ภาพรวมในพืช 4 ชนิดหลักจะดี คือ ยางพารา ข้าว มัน และอ้อย จะดีก็ตาม ส่วนรายได้นอกภาคเกษตรก็ยังทรงๆ ส่งผลให้คนยังระมัดระวังการใช้จ่าย

ดอน กล่าวว่า สถานการณ์จากนี้ไปเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) คงไม่ถึงขั้นกลับทิศเป็นไหลออก แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวต่อเนื่องและเงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง โดยในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.19 บาท/ดอลลาร์ ปัจจุบันอ่อนมาอยู่ที่ 33.39 บาท/ดอลลาร์

“ช่วงนี้ถึงเงินทุนจะไหลกลับออกไปบ้าง ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง โดยเฉพาะเงินที่มาเก็งกำไรระยะสั้น ไหลออกไปบ้างจะยิ่งดี แต่ยังมองว่าทิศทางเงินทุนจะยังไม่ถึงขั้นไหลออก แต่น่าจะไหลเข้ามาในแนวโน้มชะลอลง” ดอน กล่าว

นอกจากนี้ แนวโน้มที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่น่าจะเกินดุลได้ ลดลง บวกกับดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น น่าจะช่วยให้เงินบาทอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าได้ในระยะยาว

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ว่าลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าจีดีพี ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพีของไทยลดต่ำลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 78.4% ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่สัญญาณขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

“มีความเป็นไปได้ที่หนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2560 จะชะลอลงไปอยู่ที่ใกล้กรอบล่างของช่วงประมาณการอยู่ที่ 78.0-79.0% ต่อจีดีพี อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2560 จะลดต่ำลงจากปี 2559 แต่ภาระหนี้สินของครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ก็น่าจะยังสะท้อนว่ากำลังซื้อและบรรยากาศของการใช้จ่ายภาคเอกชนอาจมีกรอบการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่การสร้างวินัยในการก่อหนี้ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเปราะบางทางการเงินให้กับภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลคาดหวังที่จะเห็นสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมากระทรวงการคลังและ ธปท.มีการปรับเพิ่มประมาณการแล้ว หลังได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่เติบโตดีต่อเนื่อง รวมถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด

“ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้หลายส่วนมีการปรับจีดีพีขึ้นแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ปรับทีเดียวเลย ปรับทำไม 2-3 รอบ ตอนนี้รัฐบาลก็ไม่ได้ห่วงเรื่องตัวเลขจีดีพีแล้ว เพราะมองว่ายังไงปีนี้ก็โต และโตได้ดีมากด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องแก้ต่อไป คือ ความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ไปสู่ฐานล่างให้มากขึ้น” สมคิด กล่าว

สำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ พบว่าหลายฝ่ายยังติดขัดปัญหาและความล่าช้าในการเข้ามาลงทะเบียนของประชาชน เรื่องนี้ได้รับทราบมาจากกระทรวงการคลังแล้ว โดยต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น กรมบัญชีกลางและ ธนาคารกรุงไทยก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ และอยากให้ทุกฝ่ายทำออกมาให้ดี

สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนออกมาในกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานว่า อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) มีการขยายตัว ได้แก่ เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.39 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ผลิตในประเทศเพื่อตอบสนองการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มประเทศ AEC (อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์)

รถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์รถปิกอัพและรถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,800 ซีซี เนื่องจากผู้ผลิตบางรายมีเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และมีงานมหกรรมรถยนต์ Big motor sale กระตุ้นตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.83 ส่วนการส่งออกรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้น จากรถปิกอัพที่ ส่งออกไปในตลาดกลุ่มอาเซียน

ผลิตภัณฑ์ยางขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.74 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ยางแผ่น โดยในปีนี้วัตถุดิบ (น้ำยาง) ออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ฝนตกตลอดปี ส่งผลให้ต้นยางสมบูรณ์เต็มที่ รวมถึงหลายบริษัททำการขยายตลาดใหม่ได้มากขึ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.51 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในผลิตภัณฑ์ PCBA รองลงมาเป็นสินค้า Other ICs เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นไปตามเทรนด์เทคโนโลยี IOT ที่เติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องจากปีก่อน

น้ำมันปิโตรเลียมขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเครื่องบิน เนื่องจากในปีก่อนโรงกลั่นมีการซ่อมบำรุงบางส่วน ทำให้กำลังการผลิตในสินค้าดังกล่าวของปีก่อนลดลง แต่ในปีนี้สามารถกลั่นได้ตามปกติ

ส่องแอพพลิเคชั่นควรเปิดช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 15:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/489203

ส่องแอพพลิเคชั่นควรเปิดช่วงสงกรานต์

โดย..จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ผูกติดกับเทคโนโลยีขอนำเสนอแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่น่าสนใจที่อาจมีความเป็นในช่วงหยุดยาว

เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์กันแล้ว แม้ปีนี้การจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ก็เล่นน้ำก็ยังมีอยู่เป็นปกติ และเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ผูกติดกับเทคโนโลยี วันนี้จึงขอนำเสนอแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่น่าสนใจหรืออาจจะมีความจำเป็นกับชีวิตของคนรุ่นใหม่ไฮเทคในวันสงกรานต์

เริ่มกันที่แอพพลิเคชั่นชี้เป้าหมายเล่นน้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ควรมีไว้เลือกดูชมก่อนเดินออกไปรับความชุ่มฉ่ำ โดยบริษัท โกลบเทค ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นแผนที่นำทางบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ภายใต้ชื่อ  NOSTRA Map Thailand (นอสตร้าแมพไทยแลนด์) ระบุว่า ได้จัดทำข้อมูลนำเที่ยวสงกรานต์วิถีไทยแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยระบุตำแหน่งสถานที่กว่า 35 จุด พร้อมนำทางบนสมาร์ทโฟนและแท็บเลตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย

ข้อมูลในแอพพลิเคชั่นจะระบุทั้งจุดเล่นน้ำสงกรานต์ที่นิยม และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล เช่น สรงน้ำพระ ตักบาตรดอกไม้ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เป็นต้น ให้ผู้ที่กำลังจะไปเล่นน้ำได้ค้นหาจุดเล่นน้ำเพียงเปิดแอพพลิเคชั่นแล้วเลือก Map Layer “Songkran Festival 2017”  หรือดาวน์โหลดแผนที่และใช้งานฟรีที่ http://map.nostramap.com/download

ต่อด้วยwww.takemetour.com (เทคมีทัวร์) สำหรับคนไทยที่อยากทำโปรแกรมพาต่างชาติไปเที่ยวและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาค้นหาโปรแกรมท่องเที่ยวท้องถิ่นนำเที่ยวโดยคนท้องถิ่น ซึ่ง นพพล อนุกูลวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้งเทคมีทัวร์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้น่าจะมีคนไทยมานำเสนอโปรแกรมนำเที่ยวลดลงเพราะบางส่วนหยุดไปเที่ยวแต่ในด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติคงเข้ามาค้นหาโปรแกรมเที่ยวช่วงสงกรานต์มากขึ้นแน่นอนตลอดสัปดาห์ของเทศกาลนี้ เพราะชาวต่างชาติที่มาคงไม่ได้อยู่ร่วมเล่นน้ำวันสงกรานต์วันเดียวแล้วกลับ แต่อยู่เที่ยวต่อด้วย

ขณะที่ เทคมีทัวร์ก็พยายามหยิบยกโปรแกรมนำเที่ยวที่มานำเสนอแล้วเกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์วิถีไทยมาโปรโมทให้นักท่องเที่ยวทราบ โดยปัจจุบันมีโปรแกรมนำเที่ยวเสนอผ่านเทคมีทัวร์แล้ว 47 จังหวัด เพิ่มขึ้นกว่า 10 จังหวัดจากสิ้นปีที่ผ่านมา ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมมาใช้บริการผ่านเทคมีทัวร์มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ตามด้วย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอังกฤษ

ถัดจากแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับจุดเที่ยวสงกรานต์แล้ว กลุ่มต่อไปก็เป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการช็อปปิ้งเอาใจคนที่ไม่อยากเปียก เช่น Lalamove (ลาล่ามูฟ) ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นขนส่งสินค้าแบบออนดีมานด์ 24 ชั่วโมงจากฮ่องกง ได้นำเสนอบริการช่วงสงกรานต์สำหรับคนไม่อยากเปียก โดยเป็นผู้ช่วยซื้อของหรืออาหารที่ต้องการพร้อมส่งตรงถึงบ้านด้วยรถมอเตอร์ไซค์ติดตั้งกล่องขนส่งที่ปกป้องสินค้าจากการสาดน้ำระหว่างวันที่ 13 – 15 เม.ย. นี้

สำหรับบริการนี้พนักงานจัดส่งของจะจ่ายค่าสินค้าให้ก่อน และลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าเมื่อได้รับสินค้าแล้ว โดยสินค้าต้องมีมูลค่ารวมไม่เกิน 1,000 บาท ลูกค้าที่ต้องการซื้อข้าวของเครื่องใช้หรืออยากรับประทานอาหารร้านโปรด แต่ไม่อยากออกไปผจญภัยในสงครามปืนฉีดน้ำก็ให้ลาล่ามูฟเป็นผู้ช่วยส่วนตัวได้ โดยเลือกรถที่มีกล่องบรรจุอาหารในการขนส่งได้ฟรี ด้วยการเข้าไปที่เมนูบริการเสริม (Additional Service)

ปิดท้ายด้วยแพลตฟอร์มตัวช่วยสำหรับคนที่เปียกปอนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากเทศกาลสงกรานต์แล้วไม่ต้องการซักผ้าเอง นั่นก็คือ Box24 (บ๊อกซ์24) โดย นิธิพนธ์ ไทยานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท วอชบ๊อกซ์24 (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการซักรีดผ้าผ่าน www.washbox24.com และแอพพลิเคชั่น Box24 กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์อาจจะมีผู้ใช้บริการส่งซักรีดผ้าอัตโนมัติผ่านล็อกเกอร์น้อยกว่าปกติ แต่ทันทีที่จบเทศกาลไปแล้วจะมีคนมาใช้บริการมากกว่าปกติแน่นอน เพราะส่วนหนึ่งก็จะนำเสื้อกันหนาวมาซักหลังจากกลับจากเที่ยวต่างประเทศ

ทั้งนี้เพื่อให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้ดีขึ้น บริษัทได้ปรับการแสดงรายละเอียดโปรโมชั่นให้ดูง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ยังเพิ่มเมนูหมายเหตุสำหรับการซักผ้า ให้ผู้ใช้บริการถ่ายรูปพร้อมระบุคำสั่งพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสื้อผ้าได้ เช่น เสื้อสีขาวตัวนี้ต้องซักมือ เดรสสีแดงตัวนี้ต้องซักแห้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวช่วยแทนการส่งกระดาษโน้ตพร้อมเสื้อผ้าที่อาจสูญหายระหว่างขนส่งได้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ที่น่าจะมีไว้รับวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้เท่านั้น ยังมีแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์อื่นๆ ที่เตรียมบริการไว้รองรับช่วงเทศกาลนี้อีก

 

แบงก์ปิดสาขา หันพัฒนาออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/484462

แบงก์ปิดสาขา หันพัฒนาออนไลน์

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกรรมการเงินออนไลน์ที่ได้รับแรงส่งจากโทรศัพท์มือถืออย่างสมาร์ทโฟน ได้ทำให้การดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความต้องการใช้สาขาของลูกค้าลดลง หันไปใช้บริการธนาคารทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฝากเงิน เครื่องเอทีเอ็ม เครื่องปรับสมุดบัญชีอัตโนมัติ เครื่องรับฝากเช็ค ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดเมื่อไหร่ ทั้งนี้ อนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงานช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน เปิดเผยว่า แนวโน้มการลดลงของจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไปน่าเร่งตัวขึ้นอีกเพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก

“การลดลงน่าจะมีอัตราที่เร่งขึ้นอีก ลูกค้าต้องการความสะดวกรวดเร็ว จึงหันไปเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ต โมบายแบงก์ หรือช่องทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สะดวกรวดเร็วกว่ามากขึ้น  เห็นได้จากช่องทางการใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งเมื่อ  5 ปีที่แล้ว ที่มีอยู่ประมาณ 6 ล้านบัญชี ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 30 กว่าล้านบัญชี เพิ่มหลายเท่า” อนุชิต กล่าว

เมื่อธุรกรรมผ่านสาขามีน้อยก็อาจไม่คุ้มทุน ธนาคารจึงต้องปรับการให้บริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น การปิดสาขาจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

ณ เดือน ม.ค. 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศและสาขาธนาคารต่างประเทศ ที่เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ พบว่าจำนวนสาขาธนาคารทั้งระบบลดลง 59 แห่ง หรือ 0.84% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 7,063 แห่ง เหลือ 7,004 แห่ง

ทั้งนี้ หากแบ่งรายละเอียดตามรายภาคจะพบว่าทุกภาคมีจำนวนสาขาลดลงทั้งนั้น แบ่งเป็น สาขาในเขตกรุงเทพฯ ลดลง 34 แห่ง จาก 2,174 แห่ง เหลือ 2,140 แห่ง  ภาคกลางลดลง 13 แห่ง จาก 2,229 แห่ง เหลือ 2,216 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 2 แห่ง จาก 962 แห่ง เหลือ 960 แห่ง ภาคเหนือลดลง 5 แห่ง จาก 838 แห่ง เหลือ 833 แห่ง และภาคใต้ลดลง 5 แห่ง จาก 860 แห่ง เหลือ 855 แห่ง

จำนวนสาขาธนาคารที่ลดลงนั้น ส่วนใหญ่ธนาคารจะการปิดสาขาที่ซ้ำซ้อน หรืออยู่ในทำเลใกล้เคียงกันก่อน เพราะเปิดไปก็ไม่คุ้มต้นทุนการดำเนินงาน  และการปิดสาขาเช่นนี้ไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้า เนื่องจากลูกค้าไปใช้บริการสาขาใกล้เคียงได้ และเลือกนำเทคโนโลยีอัตโนมัติต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) และการบริการช่องทางอื่นๆ มาทดแทน

“การหันไปใช้บริการช่องทางอื่นของลูกค้า จนทำให้ธุรกรรมผ่านสาขาลดลงไม่ได้กระทบต่อธุรกรรมหรือรายได้ของธนาคารในภาพรวมลดลง การปิดสาขาเป็นผลดีด้วยซ้ำ เพราะช่วยลดต้นทุน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดการคิดบริการใหม่ๆ มากขึ้นลดความไม่มีประสิทธิภาพในการให้บริการลงได้ และยังช่วยให้เกิดโอกาสเสนอบริการใหม่ๆ ในบางจุดของผู้ให้บริการบางรายด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของธุรกิจ” อนุชิต กล่าว

สมรภูมิการแข่งขันของธนาคารปัจจุบัน คือ สาขาในห้างสรรพสินค้า ที่มีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่าธนาคารที่เป็นสาขาเดี่ยวๆ ทุกธนาคารจะต้องมีสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เพราะไลฟ์สไตล์คนไทยนิยมไปเดินห้าง แล้วทำธุรกรรมได้ครบ ทั้งช็อปปิ้ง รับประทานอาหาร ทำธุรกรรมการเงิน

อย่างไรก็ดี แม้จะมีบางธนาคารปิดสาขาไปบ้าง แต่บางธนาคารก็ยังเปิดสาขาเพิ่ม อาทิ กรุงศรีอยุธยาเพิ่มขึ้น 23 แห่ง เป็น 659 แห่ง  กรุงเทพเพิ่มขึ้น 17 แห่ง เป็น 1,157 แห่งไทยเครดิต เพิ่ม 14 แห่ง เป็น 88
แห่ง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น 7 แห่ง เป็น 133 แห่ง ธนาคารแห่งประเทศจีนเพิ่มขึ้น 3 แห่ง เป็น 9 แห่ง โดยเพิ่มจากการขยายไปเปิดสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหลือ ภาคเหนือ และภาคใต้อย่างละแห่ง และ ธนาคารไอซีบีซี ไทย เพิ่ม 1 แห่ง เป็น 21 แห่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ สาขาธนาคารหลายแห่งยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น กรุงไทยอยู่ที่ 1,213 แห่ง ทิสโก้อยู่ที่ 57 แห่ง เมกะสากลพาณิชย์ 5 แห่ง เอเอ็นแซด ไทย  1 แห่ง ซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ (ไทย) 1 แห่ง เป็นต้น

 

สลากปีระกา งัดข้อผู้ค้า รอเวลา “ออนไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 20:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/474361

สลากปีระกา งัดข้อผู้ค้า รอเวลา "ออนไลน์"

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในห้วงปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาสลากเกินราคา หรือสลากแพง ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังเน้นการล้อมกระชับพื้นที่ มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อกรกับผู้ค้าสลากที่มีการปรับกลยุทธ์ ที่ยังคงมีการจำหน่ายสลากในราคาที่เกินกว่าที่กำหนด 80 บาท และยังจัดชุดรวมเล่มออกมาขายเกินราคา ยิ่งช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ยิ่งรวมชุดขายเกินราคากันอย่างคึกคัก เพราะมีเลขเด็ดเลขดังเกิดขึ้นมากมาย แม้ภาพรวมตลาดสลากจะควบคุมราคาขายได้ตามที่กำหนดมากกว่า 80% ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้สรุปการแก้ปัญหาสลากเกินราคา และการออกมาตรการตามแผน 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 สำนักงานสลากฯ ได้ประกาศกำหนดราคาสลาก 80 บาททั่วประเทศ การยกเลิกรางวัลแจ็กพอต เพื่อกระจายการถูกรางวัลที่ 1 ให้ทั่วถึง ช่วยแก้ปัญหาการรวมชุด ลดการจำหน่ายสลากเกินราคา และยังเพิ่มการออกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว เพื่อลดปัญหาเลขหน้าที่ไม่มีคนนิยมซื้อ

ขณะที่ระยะที่ 2 คือ การเพิ่มช่องทางเข้าถึงสลากของผู้ค้ารายย่อย ด้วยการเปิดให้จองผ่านธนาคารกรุงไทย ทำให้ลดปัญหายี่ปั๊วรวมสลากได้เป็นอย่างดี และการเพิ่มสลากจาก 37 ล้านคู่ เป็น 60 ล้านคู่ สะท้อนปริมาณความต้องการสลากที่แท้จริงในตลาด ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนสลากที่เหมาะสมและสมดุลแล้ว ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนผู้ที่ได้รับสลากไปจำหน่าย แบ่งเป็นผู้ค้ารายย่อย 60% และมูลนิธิ องค์กร นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ 40%

นอกจากนี้ สำนักงานสลากฯ ได้ปรับการทำสัญญาผู้ค้าสลากรายย่อยที่มีอยู่กว่า 7 หมื่นราย หรือคิดเป็น 85% ของจำนวนสลากที่จำหน่าย ให้ต่อสัญญาทุก 6 เดือน และหากพบว่ามีการผิดสัญญา เช่น ขายเกินราคา หรือนำไปขายต่อ หรือนำไปรวมชุดขายจะถูกยกเลิกสัญญาทันที และเพิ่มอำนาจผู้ตรวจของสำนักงานสลากฯ หากพบผู้กระทำผิดสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีเช่นกัน

รวมทั้งได้เลื่อนระยะเวลาการรับสลากเริ่มต้นตั้งแต่งวดเดือน ธ.ค. 2559 ใช้รับสลากได้ช้าขึ้น ทำให้เหลือเวลาในการจำหน่าย 8-9 วัน จากเดิมมีเวลาจำหน่าย 14-15 วัน หลังพบว่ามีการนำสลากไปรวมชุดขายในตลาดสลากใหญ่ๆ เช่น ที่วังสะพุง จ.เลย ดังนั้นมาตรการลดวันจำหน่ายสลากให้เหลือ 8-9 วัน จะทำให้การรวมชุดเป็นไปได้ยาก สุดท้ายจะเหลือแต่ผู้ค้าสลากตัวจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ จากข้อมูลจากการซื้อ-จองสลากล่วงหน้าที่ผ่านมาพบว่า มีผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการครั้งละกว่า 9 หมื่นราย ในขณะที่มีผู้ทำรายการได้ครั้งละ 6.7 หมื่นราย เท่ากับยังมีผู้ที่เข้าไม่ถึงสลากอีกราว 2.3 หมื่นราย คิดเป็นปริมาณสลากที่ยังมีความต้องการอยู่อีกราว 1.5-1.6 เล่มคู่

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาความรุนแรงระหว่างผู้ค้าสลากในช่วงระหว่างที่รอคิวจองซื้อสลากหน้าตู้เอทีเอ็ม ซึ่งทางสำนักงานสลากฯ ประเมินว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว และช่วงตรุษจีนที่มักจะมีความต้องการสลากค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาสลากจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีคนนิยมมอบสลากให้เป็นของขวัญ

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ จึงได้เห็นชอบมาตรการพิมพ์สลากเพิ่ม เพื่อเป็นการทดสอบตลาดเป็นเวลา 4 งวด เริ่มจากงวดวันที่ 30 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา พิมพ์สลากเพิ่มจาก 60 ล้านคู่ เป็น 65 ล้านคู่ งวดวันที่ 17 ม.ค. 2560 เตรียมพิมพ์สลาก 68 ล้านคู่ และงวดวันที่ 1 ก.พ. 2560 พิมพ์สลาก 68 ล้านคู่ ส่วนงวดวันที่ 16 ก.พ. 2560 สั่งพิมพ์สลากเพิ่มอีก 11 ล้านคู่ ส่งผลให้มีสลากเพิ่มเข้าสู่ระบบ 71 ล้านคู่ ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานสลากฯ โดยสาเหตุของมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากต้องการพิมพ์สลากออกมารองรับช่วงเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนที่มีผู้ค้าและประชาชนสนใจซื้อสลากเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มปริมาณสลากเข้าสู่ระบบ จะช่วยทำให้ราคาสลากขายกันอยู่ในราคาที่กำหนดคือคู่ละ 80 บาท

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2560 สำนักงานสลากฯ เตรียมปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากจากคู่ละ 80 บาท มีสลาก 2 ใบที่พิมพ์ติดกัน จะปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากใหม่เป็นใบละ 80 บาท ออกสลากเป็นภาพภาพเดียว หรือ 1 ใบ ให้ง่ายต่อการผลิต ช่วยลดต้นทุน และสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อที่มักจะซื้อสลาก 2 ใบอยู่แล้ว

รวมทั้งคาดว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ. 2517 ที่เสนอค้างไว้ตั้งแต่ปี 2559 นำเอามาพิจารณา เป้าหมายคือเปิดทางให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ และอาจรวมถึงการจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อซึ่งไม่จำเป็นว่าหลังที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ครั้งนี้แล้ว จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายสลากให้เป็นแบบออนไลน์ในทันที

ทั้งนี้ ใน พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้ผู้จำหน่ายมีใบอนุญาตขายสลาก เหมือนกับใบขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ หากไม่มีใบอนุญาตจะถือว่ามีความผิดปรับ 1 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่ามาตรการที่กำลังจะทยอยออกมาในปี 2560 จะเป็นเพียงมาตรการล้อมกระชับพื้นที่บีบให้ผู้ค้าสลากที่ทำผิดกฎหมาย ขายสลากเกินราคา รวมชุดขายได้ยากมากขึ้น

เป็นที่รู้กันว่าการแก้ปัญหาสลากแพงแบบอยู่หมัด ต้องงัดมาตรการไม้ตายระยะสุดท้ายออกมาใช้คือ “การออกสลากออนไลน์” แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดสำนักงานสลากฯ และรัฐบาล จะยังคงเก็บไม้ตายนี้วางไว้บนหิ้งก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งต้องมองผลกระทบทั้งมิติของภาคการเมือง ที่จะต้องทำเรื่องให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพก่อน หรือไม่ก็ทำตอนปลายรัฐบาล

นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงมิติของภาคสังคมที่จะกระทบผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าสลากคนพิการนับแสนราย เพราะประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นแล้วสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ออกสลากออนไลน์ ปรากฏว่าสลากใบขายไม่ออก เรียกว่าเป็นช่วงที่สลากใบตายไปโดยปริยาย

จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อว่า หากมาตรการที่สำนักงานสลากฯ ออกมาแล้ว ทางผู้ค้าสลากยังไม่ยอมรามือ เรื่องการขายสลากเกินราคาและรวมชุด จะกลายเป็นตัวเร่งให้สำนักงานสลากฯ และรัฐบาลอาจต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาสลากแพงได้แบบเบ็ดเสร็จสักวันหนึ่งก็เป็นได้ แต่หากผู้ค้าสลากยอมที่จะขายสลากตามราคาที่กำหนดคู่ละ 80 บาท เชื่อว่าการจำหน่ายสลากใบน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานี้ เพราะยังเป็นที่นิยมของคนชอบเสี่ยงส่วนใหญ่ของประเทศอยู่

 

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/472055

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ปี 2560 นักษัตริย์ปีระกา หรือปีไก่ที่จะมาถึงนี้ หลายคนถือโอกาสเป็นช่วงเริ่มสิ่งใหม่สิ่งดีมีสิริมงคลให้กับชีวิต ขณะที่ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ต่างก็เล็งหาหนทางใหม่ๆ ภายใต้แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยในส่วนของลูกจ้างอาชีพ เมกะเทรนด์ที่ควรเพิ่มทักษะอัพเกรดตัวเอง นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่าปี 2560 จ๊อบส์ ดีบี มองอาชีพดาวรุ่งไว้ 7 อาชีพ

ทั้งนี้ อาชีพแรก คือ อาชีพที่เกี่ยวกับดิจิทัล เพราะเป็นสาขาที่ขาดแคลนแรงงาน มีสถาบันการศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งนโยบายรัฐบาลประเทศไทย 4.0 ก้าวข้ามจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรม ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อน โดยบุคลากรด้านดิจิทัลจะมีเงินเดือนสูงกว่าอาชีพดั้งเดิมถึง 61% ตัวอย่างอาชีพด้านดิจิทัลที่มีความต้องการสูง เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น ผู้ดูแลเครือข่ายไอที

อาชีพถัดมาที่มีแววรุ่งเรืองไม่แพ้กัน คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับวัยเกษียณ เพราะในปี 2563 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดว่าจะมีจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการจัดการเงินออมน้อย ไม่รู้จักการลงทุน แต่ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินและทรัพย์เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากในวัยเกษียณ อีกทั้งอยากจะเกษียณอายุงานเร็วขึ้น แล้วหันไปเป็นเจ้าของกิจการ เลี้ยงชีพด้วยการเล่นหุ้น ให้เงินทำงานแทน ดังนั้นก็ต้องการใช้บริการกลุ่มคนที่จะช่วยวางแผนบริหารจัดการเงินที่ดี

ต่อมาคือนักโภชนาการและเทรนเนอร์ออกกำลังกาย เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสรักสุขภาพมาแรง วิถีชีวิตคนยุคนี้เปลี่ยนไป ดูแลสุขภาพมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายเพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพ อีกทั้งสังคมเริ่มตระหนักถึงโรคภัยใหม่ๆ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ต้องการหาผู้ช่วยดูแลทั้งโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกต้องและได้ผลดี ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นผลจากกระแสที่คนยุคปัจจุบันต้องการการยอมรับสูง มีภาพลักษณ์ทางสังคมและภาพลักษณ์ของตัวบุคคลที่ดี พยายามสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง โดยมีผู้นำกระแสเป็นคนดังและนักแสดงที่เน้นรักษาความงาม ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความงามเป็นตัวอย่าง

สำหรับอาชีพที่ 4 คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการพยาบาลและดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เมื่อคนทำงานนอกบ้านมากขึ้น อาจไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุในบ้าน หรือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวต้องการการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ต้องอาศัยพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดูแล

ขณะที่อาชีพที่ 5 คือ อาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางยังถือเป็นกลุ่มที่ตลาดแรงงานต้องการสูงต่อเนื่อง เช่น วิศวกร พนักงานบัญชี นักกฎหมาย แพทย์ เพราะเป็นอาชีพที่จำเป็นต้องจบตรงสายงาน จบสายอื่นไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งแรงงานบางส่วนออกจากตลาดไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่มีประสบการณ์ทำงานเชี่ยวชาญสูงในตลาดก็ถูกซื้อตัวด้วยค่าตัวสูงมาก

อาชีพที่ 6 คือ อาชีพด้านสอนภาษาอังกฤษ รองรับความต้องการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานที่สูงขึ้น โดยผู้สมัครงานที่ได้ภาษาอังกฤษมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษถึง 30% และสุดท้ายอาชีพที่ 7 เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อหารายได้เสริม เพราะคนทำงานยุคนี้ต่างมีอาชีพสำรอง เช่น ขายของออนไลน์ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ เก็บรายได้จากอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ทำโฮมสเตย์เน้นวิถีชีวิตเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นอาชีพที่สอนเพื่อพัฒนาทักษะด้านวิชาชีพจึงได้รับความนิยมมาก เช่น จัดคอร์สอบรม สัมมนา จัดเวิร์กช็อปต่างๆ

นพวรรณ กล่าวว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 ยังมีความคล้ายคลึงกับปี 2559 เพราะกระแสต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะกระแสที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน ที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็คาดว่าจะทำให้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระแสนี้ คือ ด้านไอทีและดิจิทัล จะยังเป็นกลุ่มอาชีพดาวจรัสแสงในตลาดงานไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

“อาชีพใหม่ๆ ที่ปี 2560 จะยิ่งเห็นความต้องการในตลาดแรงงานมากขึ้น น่าจะเป็นนักการตลาดดิจิทัล กราฟฟิกดีไซเนอร์ ฝ่าย SEO คือ ผู้ที่ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุด SEM คือ ผู้ที่ทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ค้นหาต่างๆ คนเขียนแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เป็นต้น เพราะกระแสการบริโภคสื่อออนไลน์ยังเติบโตได้ดี เห็นได้จากผลสำรวจมูลค่างบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) พบว่า ปี 2559 มีมูลค่ารวมกว่า 9,883 ล้านบาท เติบโตกว่า 22% จากปีก่อนหน้า” นพวรรณ กล่าว

ด้านคนในวงการธุรกิจ สมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 คงหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพราะโลกการค้าไร้พรมแดนและช่องทางการขาย การสื่อสาร เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลให้ทุกองค์กรหรือทุกกลุ่มธุรกิจต้องการบุคลากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลคอนเทนต์ โดยยังเป็นอาชีพที่ยังขาดแคลนในตลาด

ส่วนอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ นักการตลาด ในยุคเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจโลกมีความผกผัน เมื่อดีมานด์ในตลาดมีน้อย ขณะที่การแข่งขันมีคู่แข่งมากนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กเกิดขึ้นในโซเชียล มีเดีย งบการตลาดไม่สูง ขายสินค้าได้ราคาถูกเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง นักการตลาดจึงเป็นอาชีพดาวรุ่ง บริษัทต่างๆ ต้องการตัวมาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ จัดกิจกรรมการตลาดตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

ตามด้วยอาชีพซัพพลายเชนเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน องค์กรต่างๆ ต้องพยายามลดต้นทุน จึงต้องการผู้บริหารงานทางด้านซัพพลายเชนที่เก่ง และอาชีพกลับมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง คือ กลุ่มวิศวกร หลังจากภาครัฐลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในปี 2560 ด้วยงบจำนวนมาก ทำให้วิศวกรเป็นอาชีพกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านการก่อสร้าง และอาชีพที่เป็นดาวรุ่งหลายคนไม่คาดคิด คือ แผนกทรัพยากรบุคคล ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่สุดขององค์กร เพราะเป็นประตูในการคัดเลือกรับพนักงานเข้าทำงาน องค์กรจะมีคนเก่ง หรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับฝ่ายบุคคล

ก่อนหน้านี้ สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มโครงสร้างแรงงานปี 2560 จะเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยแรงงานจะเน้นพัฒนาทักษะสูงขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพทั้งด้านช่างและงานบริการ ด้านเหล่านี้มีการปรับอัตราเงินเดือนมากกว่าตลาดเพื่อจูงใจให้คนเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มแรงงานที่ยังไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มที่จะถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุ ผู้หญิง คนพิการ คนตกงาน

นอกจากนี้ แมนพาวเวอร์ได้ทำงานวิจัยเรื่องยุคแห่งมนุษยชน 2.0 แรงงานแห่งอนาคต ประเมินว่าการขับเคลื่อนโลกการทำงานยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินทุน แต่ขับเคลื่อนด้วยทุนมนุษย์ คือ ความรู้ ความสามารถ และทักษะ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น การโยกย้ายแรงงานไร้พรมแดนมากขึ้น เน้นหาคนที่เติมทักษะได้มากกว่าคนที่เหมาะสม

เมื่อรู้แล้วว่าอาชีพไหนอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ก็ควรเร่งเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเหล่านั้นเพื่อจะได้เป็นแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่ตลาดต้องการ

 

เงินฝากแบงก์หดตัว โยกลงทุนอื่น หนี้ดอกเบี้ยต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/467349

เงินฝากแบงก์หดตัว โยกลงทุนอื่น หนี้ดอกเบี้ยต่ำ

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยยอดเงินฝากในระบบธนาคารเพิ่มน้อย 2.36% แถมเงินฝากก้อนใหญ่ 25-50 ล้านบาทเริ่มหด โดยเฉพาะฝากประจำ 1-2 ปีลดลงชัด 44.31% หลังดอกเบี้ยต่ำนานและคนโยกไปกองทุนมากขึ้น ชี้แนวโน้มปี 2560 ยังเติบโตน้อยอยู่

ธปท.รายงานเงินรับฝากแยกตามขนาดและอายุของเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า มีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 89.04 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินฝากรวม 12.2 ล้านล้านบาท เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ 87.66 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินฝาก 11.91 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.39 ล้านบัญชี หรือ 1.58% และ 2.81 แสนล้านบาท หรือ 2.36% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากดูรายละเอียดตามขนาดเงินฝากทุกขนาด จะพบว่าเงินฝากที่เกินกว่า 25 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท เป็นเงินฝากขนาดเดียวที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จาก 2.26 หมื่นบัญชี ปริมาณเงินรวม 8.07 แสนล้านบาท เหลือ 2.24 หมื่นบัญชี ปริมาณเงินรวม 7.93 แสนล้านบาท ลดลงทั้งสิ้น 199 บัญชี หรือ 0.88% และปริมาณเงินลด 1.33 หมื่นล้านบาท หรือ 1.64%

ขณะที่เงินฝากขนาดอื่นๆ ยังปรับเพิ่มขึ้น โดยเงินฝากไม่เกิน 5 หมื่นบาท อยู่ที่ 77.13 ล้านบัญชี มีปริมาณรวม 3.73 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.01 ล้านบัญชี หรือ 1.33% และ 1.25 หมื่นล้านบาท หรือ 3.48% เงินฝากเกินกว่า 5 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท อยู่ที่ 3.68 ล้านบัญชี มีปริมาณรวม 2.61 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.16 แสนบัญชี หรือ 3.25% และ 7,944 ล้านบาท หรือ 3.14%

ด้านเงินฝากเกินกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท อยู่ที่ 2.95 ล้านบัญชี ปริมาณเงินฝากรวม 4.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3 หมื่นบัญชี หรือ 3.26% และ 1.22 หมื่นล้านบาท หรือ 3.06%  เงินฝากเกินกว่า 2 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท อยู่ที่ 2.64 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินฝากรวม 8.34 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.64 หมื่นบัญชี หรือ 2.98% และ 1.97 หมื่น หรือ 2.42% เงินฝาก 5 แสน-1 ล้านบาท อยู่ที่ 1.24 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินรวม 8.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51 หมื่นบัญชี หรือ 1.23% และ 7,871 ล้านบาท หรือ 0.9%

สำหรับเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท อยู่ที่ 1.28 ล้านบัญชี มีปริมาณเงินรวม 3.26 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9 หมื่นบัญชี หรือ 5.69% และ 1.12 แสนล้านบาท หรือ 3.55%  เงินฝาก 10 ล้านบาท ถึง 25 ล้านบาท อยู่ที่ 7.38 หมื่นบัญชี มีปริมาณเงินรวม 1.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,931 บัญชี หรือ 2.69% และ 1.87 หมื่นล้านบาท หรือ 1.72%

เงินฝากเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.07 หมื่นบัญชี มีปริมาณเงินรวม 7.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 274 บัญชี หรือ 2.63% และ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือ 2.01% และเงินฝากเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท อยู่ที่ 4,923 บัญชี มีปริมาณรวม 6.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 255 บัญชี หรือ 5.46% และ 2.72 หมื่นล้านบาท หรือ 4.16%

เงินฝาก 200 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท อยู่ที่ 2,765 บัญชี มีปริมาณรวม 8.64 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 212 บัญชี หรือ 8.3% และ 5.57 หมื่นล้านบาท หรือ 6.89% และเงินฝากตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ 1,367 บัญชี มีปริมาณเงินรวม 1.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 บัญชี หรือ 8.92% และ 5,696 ล้านบาท หรือ 0.29%

ทั้งนี้ หากดูรายละเอียดเงินฝากแยกตามอายุเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน พบว่าเงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อทวงถามและฝากประจำประเภทอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 2 ปี ปรับลดลง โดยเฉพาะเงินฝากประจำ 1-2 ปี มีบัญชีเงินฝากลดลง 2.3 แสนบัญชี หรือ 17.37% และปริมาณเงินฝากลดลง 4.68 แสนล้านบาท หรือ 44.31% และเงินฝากประจำ 2 ปี มีบัญชีเงินฝากลดลง 9.61 หมื่นบัญชี หรือ 19.92% และปริมาณเงินฝากลดลง 1.02 แสนล้านบาท หรือ 24.54% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมานาน และคนมีช่องทางหาผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

 

กูรูเจาะนโยบาย ‘ทรัมป์’ ดีต่อเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/464713

กูรูเจาะนโยบาย 'ทรัมป์' ดีต่อเศรษฐกิจไทย

แม้ว่าตลาดการเงินของโลกตอบรับในเชิงลบต่อการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ แต่สำหรับประเทศไทยยังมีช่องทางที่จะรับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดผยว่า สิ่งที่จะทำให้ไทยได้มุมมองบวกคือ การที่ทรัมป์มีนโยบายยกเลิกข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ทำให้การรวมกลุ่มที่จะได้ประโยชน์รองลงมาน่าจะเป็นการตกลงผู้ผลิตทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (ACEP) หรือ อาเซียนบวก 6 ซึ่งส่งผลดีต่อการค้าไทยด้วย และเชื่อว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี เพราะไทยไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกกีดกันทางการค้า

สำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ หากสถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐนิ่ง ไม่มีการประท้วง ส่วนพื้นฐานของสหรัฐไม่มีการเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้านักวิเคราะห์ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ไทยได้มุมบวกที่ ACEP จะได้ประโยชน์มากขึ้น หลังจากที่สหรัฐจะยกเลิกทีพีพี ซึ่งไทยไม่ได้เป็นสมาชิก และมองว่าเฟดจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.ไปก่อน เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า จะกระทบทำให้การส่งออกไทยปี 2560 เติบโตเหลือ 0-1% จากเดิมคาดว่าจะโต 2% ส่งผลให้จีดีพีไทยโตต่ำกว่าเดิมที่คาดว่าจะโตถึง 3.5% แต่ทั้งหมดก็ต้องรอนโยบายที่ชัดเจนหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2560 ซึ่งอาจจะไม่ดำเนินนโยบายได้ทั้งหมดเหมือนช่วงที่หาเสียงเอาไว้

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แนวทางการบริหารประเทศของทรัมป์ที่มุ่งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และการที่สหรัฐน่าจะใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2560 ขยายตัวใกล้เคียง 2.2% ตามที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม นโยบายกระตุ้นการลงทุนแบบสุดขั้ว เช่น การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล อาจทำให้ปัจจัยพื้นฐานของสหรัฐมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณที่จะเรื้อรังและรุนแรงมากขึ้น กดดันให้เงินเหรียญสหรัฐมีทิศทางอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าของสหรัฐกับประเทศต่างๆ ซึ่งน่าจะยังพอมีทางให้บรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ และจะไม่นำไปสู่ข้อพิพาทและใช้ความรุนแรง เนื่องจากในระยะสั้นประเทศที่เป็นเป้าหมายของการกีดกัน/การตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ เช่น จีน อาจจะยังไม่มีทางเลือกมากนักในการปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐ ต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆ แต่ในระยะยาวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นอีกปัจจัยที่จะมีผลต่อทิศทางตลาดการเงินในระยะข้างหน้า จากการที่นโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีคนใหม่คงจะมุ่งเป้าไปที่การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้คาดว่าเฟดจะยังคงส่งสัญญาณทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกของไทยนั้น สถานการณ์ที่ดีที่สุดต่อการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยในปีหน้าจะเกิดขึ้น หากสหรัฐกับประเทศต่างๆ สามารถบรรลุการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นข้อตกลงร่วมกันได้ และไม่นำไปสู่ข้อพิพาทและใช้มาตรการตอบโต้ที่มีความรุนแรง

 

ศึกเลือกตั้งสหรัฐ สะท้านเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/463869

ศึกเลือกตั้งสหรัฐ สะท้านเศรษฐกิจไทย

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. 2559 กำลังถูกทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด สาเหตุใหญ่คือนโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครรับเลือกเป็นประธานาธิบดีที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยและยังมีประเด็นที่ต้องจับตาคือ ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี ที่ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม ทำให้การคงอยู่หรือยกเลิกทีพีพีจะมีผลต่อการค้าของไทยในระยะต่อไป

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ การค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ศึกษาผลกระทบต่อไทยจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเห็นว่าความแตกต่างสำคัญระหว่างนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันและ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครตคือ ความผันผวนและความมีเสถียรภาพต่อระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นโยบายของทรัมป์ที่แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน จะทำให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อาจทำให้ไทยต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการขับเคลื่อนการส่งออกให้ขยายตัวได้ตามเป้า รวมทั้งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปจากเดิม ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมัน ทองคำ และสินค้าเกษตร ผันผวนตาม รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่ประเทศต่างๆ จะดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น เพื่อตอบโต้นโยบายของทรัมป์

ขณะที่นโยบายของฮิลลารีจะมีผลดีต่อไทยในด้านความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจการค้า และการลงทุน

สำหรับทีพีพีนั้น สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ เห็นว่า หากฮิลลารีชนะการเลือกตั้ง และพิจารณาเข้าร่วมทีพีพีในอนาคต จะทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการค้ากับประเทศที่เข้าร่วมทีพีพีไปก่อนหน้านี้ แต่หากทรัมป์ที่คัดค้านทีพีพีมาแต่ต้น และชนะการเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อไทยที่ยังไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี

ในด้านการส่งออกของไทยนั้น การที่ทรัมป์มีนโยบายที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอาจส่งผลกระทบต่อไทยทางอ้อมคือ สินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่ไทยส่งไปจีน เพื่อส่งต่อไปสหรัฐอาจได้รับผลกระทบ และในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยปัจจุบันสหรัฐเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น

โดยปี 2558 ไทย-สหรัฐมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 3.79 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 9% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐมูลค่า 2.40 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 11% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และนำเข้าจากสหรัฐ 1.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 1.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องนุ่งห่ม

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจการค้าของผู้สมัครทั้งสอง ทั้งนี้นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน อาจสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ เช่น นโยบายลดภาษีทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้กลุ่มธุรกิจไม่ย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐ และให้คนในประเทศมีงานทำ

ขณะที่นโยบายหลายอย่างของ ฮิลลารีจะใกล้เคียงกับรัฐบาลชุดก่อน เป็น การสานต่อนโยบายเดิมของประธานาธิบดี โอบามา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ส่วนข้อตกลงทีพีพี แม้ฮิลลารีจะคัดค้าน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาเข้าร่วมทีพีพีในอนาคต ขณะที่ทรัมป์มีความชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า คัดค้านทีพีพี เพราะเห็นว่าจะทำให้แรงงานต่างชาติมาแย่งงานคนอเมริกัน

ขณะที่ นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เห็นว่า ทั้งฮิลลารีและทรัมป์ต่างมีแนวนโยบายเดียวกันคือ กีดกันทางการค้ามากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นจะกระทบต่อตลาดการค้าระดับหนึ่ง ขณะที่ส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้มูลค่าส่งออกปี 2560 ลดลง 0.15% แบ่งเป็นผลกระทบทางตรง 1.2% และทางอ้อม 0.03%

“ส่วนตัวมองว่า หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งผลกระทบน่าจะน้อยกว่า เพราะมีแนวคิดใช้การค้านำ ไม่ใช่การเมืองนำอาจจะเกิดการเจรจาการค้าตกลงผลประโยชน์ร่วมกันเป็นรายประเทศได้ ซึ่งน่าจะดีต่อไทยที่จะเจรจาเปิดตลาดกับสหรัฐ โดยที่ไม่ต้องมีการเจรจาทีพีพี แต่ถ้าฮิลลารีชนะคาดว่าจะมีการทบทวนเงื่อนไขการเจรจาข้อตกลงต่างๆ ใหม่” นพพร กล่าว

สำหรับผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นนั้น หลายสำนักล้วนมองไปในทิศทางใกล้เคียงกันคือ หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งความผันผวนของตลาดเงินและตลาดหุ้นจะมีมากกว่า รวมทั้งกระทบต่อต้นทุนการระดมเงินให้สูงขึ้นในระยะต่อไปด้วย

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากฮิลลารีได้รับการเลือกตั้งก็มีโอกาสที่เฟดจะขยับดอกเบี้ยได้ตามแผน เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เติบโต 2.9% มีความพร้อมที่จะขยับดอกเบี้ยอยู่พอสมควร

แต่หากผลการเลือกตั้งพลิกเป็นทรัมป์ การค้าทั่วโลกอาจจะหดตัวจากนโยบายขึ้นกำแพงภาษีของทรัมป์ ทำให้ผู้ค้ามีรายได้จากการส่งออกลดลง ส่งผลให้ปริมาณหรือสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในตลาดน้อยลง จนเงินเหรียญสหรัฐอาจแข็งค่าขึ้น กดเงินบาทให้มีทิศทางอ่อนค่าลงได้

นอกจากนี้ นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของทรัมป์จะทำให้รัฐบาลสหรัฐขาดดุลการคลังสูงขึ้น ต้องก่อหนี้มากขึ้น ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสหรัฐสูงขึ้นตาม ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเป็นตัวอ้างอิงถึง 84% ดังนั้น แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยที่อิงพันธบัตรสหรัฐ หรืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยจะปรับขึ้นตามสหรัฐ ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรายใหญ่ที่ระดมเงินทุนผ่านตลาดพันธบัตรของไทยจะมีต้นทุนจากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดจะเห็นว่า หากทรัมป์ได้รับเลือกจะส่งผลกระทบที่รุนแรง แต่ส่วนตัวประเมินว่าจะเกิดความผันผวนระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐและเงินเยนแข็งค่า ประกอบกับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่มุ่งเติบโตจากภายใน จะทำให้แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ในด้านอัตราดอกเบี้ยนั้น อมรเทพ เห็นว่าปัจจัยการเมืองไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเฟด เพราะเฟดจะพิจารณานโยบายดอกเบี้ยจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก ทำให้เชื่อว่าเฟดจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี

ขณะที่ สมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เห็นว่า ในระยะสั้นไม่ว่าผู้สมัครฝ่ายใดจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็น่าจะส่งผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันแรงขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจไทยไม่ได้มาจากด้านต่างประเทศ ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่เป็นการขับเคลื่อนที่มาจากในประเทศ

ส่วนผลกระทบระยะยาวต้องดูว่านโยบายผู้นำสหรัฐคนใหม่ จะมีการกีดกันทางการค้าในภาพกว้างหรือไม่ หากมีการกีดกันจริงๆ ก็คงกระทบการค้าโลกและกระทบไทยด้วย โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ว่า ถ้าทรัมป์ได้รับเลือกเศรษฐกิจระยะสั้นของสหรัฐจะเติบโตมาก แต่ในระยะยาวอาจจะเข้าสู้วิกฤตได้ ซึ่งถ้าสหรัฐเข้าสู่วิกฤตจริงๆ ก็ย่อมกระทบไปทั้งโลกรวมทั้งไทย

ภาพ…เอเอฟพี