เป้าหมายประเทศไทย ลดบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายในปี 68 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645311

วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 09:30 น.เป้าหมายประเทศไทย ลดบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายในปี 68พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม สะท้อนงานวิจัยชี้ชัดคนไทยกินเค็มเกิน 2 เท่า หลายหน่วยงานร่วมมือตั้งเป้าให้คนไทยลดเค็ม เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ประจำปี 64 รับคำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” กระตุ้นเตือนก่อนสาย

จากผลงานวิจัยล่าสุดในปี 2564 ซึ่งได้รับการพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เฉลี่ยสูงที่สุดในภาคใต้, ภาคกลาง, ภาคเหนือ, กรุงเทพมหานคร และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวันหรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา

ทำให้สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายลดบริโภคเค็มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเน้นความสำคัญของการทำความเข้าใจและการปรับทัศนคติการใช้ชีวิตในการอยู่ร่วมกับโรคไต ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต ต้องระมัดระวังตนเองให้มากขึ้น ดังนั้น การจัดกิจกรรมวันไตโลก ประจำปี 2564 ในปีนี้ จึงเป็นที่มาของคำขวัญ “ไตวายไม่ตายไว แค่ปรับใจและปรับตัว” โดยกิจกรรมวันไตโลกจะจัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่าน FACEBOOK LIVE ของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 13.30 น. เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงการบริโภครสเค็มของคนไทย รวมถึงพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงแม้ว่าในปี 2564 จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ก็ตาม แต่จำนวนผู้ป่วยโรคไตของประเทศไทยในปัจจุบัน มีผู้ป่วยเกิดจากการรับประทานเค็ม ทำให้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 11.5 ล้านคนและโรคไตทะลุถึง 8 ล้านคน ทำให้เป็นปัญหาสาธารณสุขของชาติและประเทศไทยจะต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัด จึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10 โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน, ภาคเหนือจำนวน 3,563 มก./วัน, กรุงเทพมหานครจำนวน 3,496 มก./วันและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 3,316 มก./วัน ตามลำดับ

ทางทีมวิจัยยังพบว่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสรุปแล้ว คนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึงเกือบ 2 เท่า (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกในประเทศไทยที่ใช้วิธีสำรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นประโยชน์มากต่อการเปรียบเทียบข้อมูลการบริโภคโซเดียมของคนไทยในอนาคต

3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/645029

วันที่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 07:40 น.3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ฟิตแอนด์เฟิร์มต้อนรับวาเลนไทน์ ด้วย 3 ท่าออกกำลังกาย ลดต้นขา และหน้าท้อง แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์

เดือนแห่งความรัก เทศกาลของการออกเดท ที่ใครๆ ก็อยากใส่ชุดสวย แต่ติดตรงที่ว่า ขาก็ใหญ่ พุงก็ยื่น ปัญหาใหญ่ของสาวๆ หลายคน กว่าจะออกจากบ้านได้แต่ละทีก็เลือกชุดแล้วเลือกชุดอีก บางคนก็ไม่ได้อ้วนหรือมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินแต่กลับมีปัญหาเรื่องสัดส่วนแทน ทั้งหน้าท้องและต้นขา พอสูญเสียความมั่นใจในรูปร่างแล้วก็ส่งผลให้หมดความมั่นใจในตัวเองไปด้วย ดังนั้นวันนี้ Celebrity Fitness ฟิตเนสของคนเฟียร์ซๆ จะขอแนะนำ 3 ท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์มลดทั้งต้นขาและหน้าท้องไปพร้อมๆ กัน ต้อนรับวันวาเลนไทน์ ออกเดทได้อย่างมั่นใจกว่าเดิม

1. Knee to elbow crunches ยืนกางขาเล็กน้อย มือประสานกันที่ท้ายทอย ยกเข่าขึ้น เข่าขวาชิดศอกซ้าย เข่าซ้ายชิดศอกขวา ทำสลับกันสองข้าง ซ้ายขวานับเป็นหนึ่งครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้งพัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3-4 เซ็ต

2. Standing oblique crunch ยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อยแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้างประสานกันที่ท้ายทอย จากนั้นงอลำตัวด้านข้างโดยใช้กล้ามเนื้อบริเวณ oblique หรือท้องด้านข้าง พร้อมกับดึงเข่าเข้ามาหาศอกให้ศอกซ้ายแตะหัวเข่าซ้าย ศอกขวาแตะเข่าขวา ทำสลับกันทั้งสองข้าง ซ้ายขวานับเป็นหนึ่งครั้ง ทำทั้งหมด 20 ครั้ง พัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3-4 เซ็ต

3. Backward lunge ยืนตัวตรง ถอยขาซ้ายไปด้านหลัง จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นมาแล้วก้าวไปข้างหน้า ทำแบบนี้ข้างละ 15-20 ครั้ง แล้วสลับข้าง นับเป็น 1 เซ็ต พัก 30 วินาที ทำทั้งหมด 3 เซ็ต

ซึ่งถ้าหากคุณทำทั้ง 3 ท่าเป็นประจำ แล้วอย่าลืมเพิ่มเติมการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออีกสักหน่อย ก็จะช่วยให้คุณฟิตแอนด์เฟิร์มได้ง่ายๆ พร้อมแต่งตัวอย่างมั่นใจออกไปเดทในวันวาเลนไทน์ หรือถ้าหากใครอยากมีเพื่อนออกกำลังกาย มาออกสตาร์ทพร้อมกันที่ Celebrity Fitness รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/CelebrityFitnessThailand

ควันธูป ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดเทียบเท่าควันบุหรี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644712

วันที่ 08 ก.พ. 2564 เวลา 07:30 น.ควันธูป ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปอดเทียบเท่าควันบุหรี่แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา เตือนตรุษจีน “จุดธูป-จุดประทัด-เผากระดาษเงิน กระดาษทอง” ปัจจัยก่อมะเร็งเทียบเท่าควันบุหรี่ แนะกลุ่มเสี่ยง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ควรระวังและป้องกันตัวเอง

เทศกาลตรุษจีน ถือว่าเป็นเทศกาลสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่จะต้องทำพิธีบูชาเทพเจ้าและแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งตามธรรมเนียมจะมีการจุดธูป เผากระดาษเงิน กระดาษทอง และการจุดประทัด แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดควันที่มีสารมลพิษ และมีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งปอดไม่แตกต่างจากควันบุหรี่

นายแพทย์ธเนศ เดชศักดิพล อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า การสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการเกิดโรคมะเร็งปอด แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่จะมีการจุดธูป จุดประทัดและเผากระดาษเงิน กระดาษทองกันจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเทียบเท่ากับควันบุหรี่เช่นกัน

เนื่องจากการเผาไหม้ของควันธูป ประทัด และกระดาษจะทำให้เกิดอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ประกอบกับในธูปยังพบสารก่อมะเร็งมากถึง 3 ชนิด ได้แก่ เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน ผู้ที่ได้รับสัมผัสเป็นเวลานานจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอดได้ นอกจากนี้ยังมีสารที่เป็นมลพิษอื่น ๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ผู้ที่สูดดมเข้าไปจะเกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เกิดการจาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ หรือแม้แต่ควันธูปเข้าตาก็อาจทำให้แสบตา น้ำตาไหลได้

ถึงแม้งานวิจัยทั่วไปจะระบุไว้ว่า ต้องมีการสัมผัสหรือสูดดมเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน 10 ปี แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม  ระบบการระบายอากาศในสถานที่จุดธูป ประทัด และเผากระดาษ หากระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดี ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อมีการจุดธูป ประทัด หรือเผากระดาษ ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพราะบุคคลกลุ่มนี้มีกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายไม่เหมือนปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการผิดปกติได้มากกว่าในกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี

“การทำพิธีต่าง ๆ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน เพราะฉะนั้นอยากจะแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หันมาใช้ธูปที่มีขนาดสั้นลง ดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น ก็จะช่วยลดโอกาสสัมผัสหรือสูดดมในระยะเวลานานได้ นอกจากนี้ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการรับฝุ่นควันโดยตรง ” นายแพทย์ธเนศ กล่าว

Low fat – Low carb เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644703

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 09:44 น.Low fat - Low carb เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน?“อาหารโลว์แฟต” ไขมันต่ำที่มีพืชผักเป็นหลัก (Low fat-plant based diet) หรือ “อาหารโลว์คาร์บ” แป้งต่ำมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Low carb-animal based diet) เลือกอย่างไหนดีกว่ากัน?

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องอาหารโลว์แฟตเทียบกับอาหารโลว์คาร์บ ใน Dr.Winai Dahlan ดังนี้  

ถกเถียงกันมานานว่าในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานประเภทที่สอง ซึ่งมักมีปัญหาน้ำหนักตัวสูงมาก่อน จะเลือกใช้ “อาหารโลว์แฟต” หรืออาหารไขมันต่ำที่มีพืชผักเป็นหลัก (Low fat-plant based diet หรือ LFPB) หรือ “อาหารโลว์คาร์บ” แป้งต่ำมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก (Low carb-animal based diet หรือ LCAB) อย่างไหนดีกว่ากัน

หากเป็นยุคก่อน ข้อแนะนำคือ ให้เลือกบริโภคอาหารไขมันต่ำเพื่อหาทางลดน้ำหนักตัวลง เพราะอาหารไขมันคือศัตรูตัวฉกาจของคนอ้วนลดไขมันลงแล้วทดแทนพลังงานที่ขาดไปด้วยอาหารที่เป็นพืชผักรวมทั้งธัญพืช ทำให้สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธัญพืชเพิ่มขึ้น

มาถึงยุคใหม่ ข้อแนะนำเปลี่ยนแปลงไป โดยแนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารประเภทแป้งลง เพราะรู้ว่าอาหารประเภทแป้งเป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนอินสุลิน และอินสุลินคือปัญหาของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อาหารที่แนะนำจึงเป็นอาหาร “โลว์คาร์บ” พลังงานจากแป้งที่ลดลงทดแทนด้วยเนื้อสัตว์ซึ่งมักมีไขมันและโปรตีนสูง อาหารประเภทนี้นิยมบริโภคกันมากในระยะหลัง อาหารทั้งสองประเภทนี้ต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากอยากรู้ว่าอย่างไหนดีกว่ากันจำเป็นต้องทำการวิจัยทดลองทางคลินิก

ศ.นพ.เควิน ดี ฮอลล์ (Kevin D Hall) สถาบันแห่งชาติด้านเบาหวานและโรคระบบย่อยอาหารและไต (National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases) เมืองเบเธสดา รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และทีมงานทำการศึกษาเปรียบเทียบอาหารทั้งสองกลุ่มนี้จากนั้นนำผลงานออกมาตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine เดือนมกราคม ค.ศ.2021 ที่ผ่านมานี้เอง เราลองไปดูกัน

อาหารไขมันต่ำ หรือ LFPB มีพลังงานจากไขมัน 10.3% ขณะที่พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 75.2% ส่วนอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ เนื้อสัตว์เป็นหลักหรือ LCAB ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเพียง 10% ในขณะที่พลังงานที่มาจากไขมันมีมากถึง 75.8% อาหารทั้งสองกลุ่มมีพลังงานจากโปรตีนเท่ากันคือ 14%

อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองมีจำนวน 20 คนเป็นชาย 11 คน หญิง 9 คน ไม่มีปัญหาเบาหวาน ให้ทั้งสองกลุ่มเลือกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนาน 2 สัปดาห์จากนั้นจึงสลับไปกินอาหารอีกชนิดหนึ่งนาน 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงกินอาหารไขมันต่ำหรือ LFPB คนกลุ่มนี้กินอาหารได้รับพลังงานต่ำกว่ากลุ่ม LCAB 550-700 กิโลแคลอรีต่อวัน โดยไม่ได้รู้สึกหิวมากขึ้น แต่แม้จะได้พลังงานน้อยกว่าทว่ามีระดับอินสุลินและน้ำตาลในเลือดสูงกว่า

ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักตัวลดลง แต่กลุ่ม LCAB หรือโลว์คาร์บ มีการสะสมไขมันในร่างกายมากกว่า ทีมวิจัยไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าอาหารกลุ่มไหนดีกว่ากลุ่มไหน แต่ดูจากผลการทดลอง ในกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลดน้ำตาลและอินสุลินในเลือดลง การเลือกอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ LCAB ให้ผลดีกว่า ทว่า ต้องระวังเรื่องการสะสมไขมันในร่างกายไว้หน่อย อาจใช้วิธีเพิ่มโปรตีนขึ้นจาก 14% เป็น 20% ซึ่งอาจช่วยให้การสะสมไขมันในร่างกายไม่สูงเกินไป น่าเสียดายที่งานทดลองนี้ไม่มีการศึกษาผลของอาหารโปรตีนสูงพร้อมกันไปด้วย

How to การรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644666

วันที่ 07 ก.พ. 2564 เวลา 07:01 น. How to การรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 และวิธีรับมือกับความเครียดที่ส่งผลต่อผิว

ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 นั้น ควรระวังเรื่องการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆ รอบตัว เช่น มือจับประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ รวมทั้งการรักษาความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอ แต่ทุกครั้งของการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์นั้น ยิ่งล้าง ผิวยิ่งแห้ง เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปลดแรงตึงผิว ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว ผิวจึงขาดสมดุล แห้ง เหี่ยว และลอกได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้การเสพข่าวสถานการณ์ Covid-19 ก็เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวจนอาจส่งผลต่ออารมณ์และสุขภาพผิว

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม และแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) แนะนำการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก Covid-19 พร้อมเผยวิธีผ่อนคลายความเครียดว่า ปัจจุบันเรายังต้องดำเนินชีวิตอยู่กับโรคโควิดโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวและหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าการแพร่กระจายของโควิด-19 นั้นจะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้ออย่างน้ำมูก น้ำลาย ละอองฝอยจากการไอ จาม โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก และตา ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างน้อย 1 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยให้ครอบคลุมบริเวณจมูกและปาก สำคัญก็คือการหมั่นล้างและทำความสะอาดบริเวณฝ่ามืออยู่เสมอ หลังจากสัมผัส หยิบจับ สิ่งของต่างๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณตา จมูกและปาก

ดังนั้น การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์จึงมีความสำคัญมากที่จะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกและเชื้อไวรัสที่ติดบนฝ่ามือเราได้ โดยสามารถใช้เทคนิคการล้างมือ 7 ลำดับเพื่อช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19 ดังนี้ เริ่มจากการถูฝ่ามือ ถัดมาถูหลังมือ ต่อมาประกบฝ่ามือแล้วถูซอกนิ้ว ขัดหลังนิ้ว ขัดถูนิ้วโป้ง ขัดฝ่ามือด้วยปลายนิ้ว และถูรอบข้อมือ ขั้นตอนการล้างมือดังกล่าวควรใช้เวลาล้างไม่ต่ำกว่า 20 วินาที หากใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ก็สามารถใช้วิธีเดียวกันแล้วรอให้แอลกอฮอล์แห้งจึงจะถือว่าฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ต้องเช็ดเจลออกขณะเปียก และแอลกอฮอล์ที่ใช้ต้องเป็น เอทิลแอลกอฮอล์ หรือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ขึ้นไป แต่ต้องระวังขณะใช้ไม่ควรอยู่ใกล้เปลวไฟ

การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ เป็นการป้องกันเชื้อโรคที่ดี แต่อาจส่งผลกระทบต่อผิวมือได้ เพราะเมื่อแอลกอฮอล์ระเหยไปจะดูดความชุ่มชื้นจากผิวมือไปด้วย ส่วนการล้างมือด้วยน้ำสบู่ก็สามารถชะล้างน้ำมันเคลือบผิวออกไปทำให้ผิวแห้งได้ หลังจากการใช้เจลแอลกอฮอล์หรือล้างมือด้วยสบู่ ควรเพิ่มขั้นตอนการบำรุงดูแลผิวมือด้วยแฮนด์ครีมหลังการล้างมือทุกครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้น ป้องกันผิวมือไม่ให้แห้งกร้าน รวมถึงการนวดบริหารมือหลังทาแฮนด์ครีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตด้วย

นอกจากนี้ การรับข้อมูลข่าวสารเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผิวหรืออาการ “ผิวเครียด” เป็นโรคทางจิตวิทยาผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Psychodermatology เกิดจากสภาวะของจิตใจหรือความเครียดที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพของผิวพรรณ หรืออธิบายอย่างง่ายๆ คือความเครียดไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมามากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล ส่งผลเสียต่อกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณ อย่างเช่น มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้ผิวหนังเกิดเป็นผื่น ระคายเคือง เป็นสิว ติดเชื้อได้ง่าย และยังกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanin) ทำให้หน้าหมอง ฝ้า กระ เข้มขึ้นได้ อีกทั้งยังส่งผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาวโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย หย่อนคล้อยได้ง่ายอีกด้วย

สำหรับวิธีรับมือกับความเครียดนั้น ควรเริ่มจากการสำรวจตัวเองก่อนแล้วลองวิเคราะห์หาสาเหตุของความเครียดนั้น เพื่อหาแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม หาวิธีผ่อนคลายตามแบบที่ตัวเองชอบ อย่างเช่น การใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) ดนตรีบำบัด นั่งสมาธิสวดมนต์ ออกกำลังกายเบาๆ ดูหนัง ฟังเพลง ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ส่วนวิธีการสังเกตุตัวเองง่ายๆ ว่าเราติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่นั้น สังเกตได้จากการมีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการไอแห้ง อ่อนเพลีย สูญเสียความสามารถในการรับรสและกลิ่น โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5-6 วัน แต่ก็อาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการก็ได้ แต่หากมีอาการไอเพียงอย่างเดียว จะมีสาเหตุมาจากฝุ่นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

อยากผิวขาวใส-มีออร่า ปรึกษาหมอก่อนไหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644267

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 10:44 น.อยากผิวขาวใส-มีออร่า ปรึกษาหมอก่อนไหมรีวิวครีมช่วยผิวขาวใส มีออร่า รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เตือนผู้บริโภคด้วยความห่วงใยว่าอย่าซื้อ พร้อมเผยสารอันตรายที่ซ่อนอยู่…ซึ่งรู้แล้วหนาว!!

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการแชร์เรื่องราวของผู้โพสต์ในทวิตเตอร์รายหนึ่งว่า มีการระบาดของครีมกวนเอง ลักษณะเป็นครีมสีเหลืองบรรจุในกระปุกฝาสีแดงและฝาใส ไม่มีฉลาก อ้างทาแล้วขาวใส มีคนรีวิวทางสื่อออนไลน์มากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่นนำครีมดังกล่าวมาทาโชว์ในแอพลิเคชั่นติ๊กต็อก (Tik Tok) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนผู้บริโภคด้วยความห่วงใยว่าอย่าซื้อครีมดังกล่าวมาใช้เด็ดขาดเพราะเป็นครีมที่ไม่ได้จดแจ้งไม่ทราบตัวตนของผู้ผลิตและส่วนผสมอาจมีสารอันตรายปลอมปนอยู่ 

ครีมทาผิวขาวดังกล่าว มักขายตามตลาดนัด ร้านค้าออนไลน์ ไม่มีเลขจดแจ้ง ไม่มีฉลากหรือแสดงฉลากเป็นภาษาต่างประเทศ โฆษณาอ้างรักษาสิว รอยแผลเป็น ฝ้า กระ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ดำกรรมพันธุ์ก็ขาวขึ้น เห็นผลใน 7 วัน

ที่ผ่านมา อย. เคยตรวจพบสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางประเภทนี้ เช่น 

  • ปรอท อาจทำให้เกิดการแพ้ผื่นแดงผิวหน้าดำผิวบางลงเกิดพิษสะสมของสารปรอททำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบไตอักเสบ
  • สารไฮโดรควิโนน อาจทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง อักเสบ หน้าแดง อาการแสบร้อน ตุ่มแดง และภาวะผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง 
  • กรดวิตามินเอ อาจทำให้หน้าแดง แสบร้อนรุนแรง เกิดการระคายเคือง อักเสบ แพ้แสงแดดหรือแสงไฟได้ง่าย เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ 
  • สเตียรอยด์ ทำให้ผิวบางเกิดรอยแตก เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าแดงตลอดเวลา เกิดผื่นแพ้ เกิดสิวผด ผิวหนังมีสีจางลง หากใช้เป็นเวลานานจะเกิดด่างขาว 

ทั้งนี้ ในปี 2553 เคยเกิดการระบาดของครีมลักษณะดังกล่าวอย่างหนักมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยพบผู้เสียชีวิตจากการแพ้สารปรอทที่อยู่ในครีม จนทำให้ตับวายและเสียชีวิตในที่สุดหลังจากทาครีมดังกล่าวภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่ง อย. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ามาแล้วหลายครั้ง  สำหรับกรณีนี้ เบื้องต้น อย. ได้มีหนังสือสั่งระงับการโฆษณาขายครีมดังกล่าวไปยัง อี-มาร์เก็ตเพลส แล้ว และประสานไปยังตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง (บก.ปคบ.) เพื่อสืบหาผู้กระทำความผิดต่อไป 

รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า จริงๆ แล้ว ผิวของคนไทยเป็นผิวสีน้ำผึ้งสวยอยู่แล้ว หากต้องการให้ผิวสวยสุขภาพดี แนะนำให้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน และหาเครื่องป้องกันแสงแดด รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ที่สำคัญเลือกซื้อเครื่องสำอางบำรุงผิวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากภาษาไทยที่ระบุเลขที่ใบรับจดแจ้งอย่างชัดเจน เพื่อความมั่นใจ ก่อนซื้อตรวจสอบเลขที่จดแจ้งผ่านเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th หัวข้อตรวจสอบผลิตภัณฑ์หรือผ่าน ORYOR SMART APPLICATION หรือทางไลน์ @FdaThai  หากพบเครื่องสำอางที่มีข้อมูลไม่ตรงตามที่จดแจ้งหรือไม่มีเลขจดแจ้ง ขอให้ร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือทาง ORYOR SMART APPLICATION

‘มะนาว’ เรื่องเปรี้ยวๆ ที่ทุกคนอยากรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644265

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 10:15 น.'มะนาว' เรื่องเปรี้ยวๆ ที่ทุกคนอยากรู้ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยเรื่องราวคุณค่าของมะนาว ประโยชน์ และเรื่องราวดีๆ ที่ทุกคนต้องอยากรู้

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่องของมะนาวใน Dr.Winai Dahlan  ดังนี้ เรื่องราวคุณค่าของมะนาว ที่ในภาษาอังกฤษใช้ทั้งคำว่า ไลม์ (Lime) และเลมอน (Lemon) เกิดขึ้นเป็นกิจลักษณะเมื่อเกือบสองร้อยปีมาแล้วเป็นเรื่องราวของมะนาวจริงๆที่เป็นผลมะนาวไม่ใช่ในรูปกรดแอสคอร์บิกที่เป็นมะนาวสังเคราะห์ในเวลานั้นมีคนเรียกทหารเรืออังกฤษว่าไลม์มี่แปลว่าอ้ายมะนาวเป็นเพราะผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้ช่วยให้ทหารเรืออังกฤษที่ต้องออกทะเลนานๆไม่มีปัญหาเหงือกพังจากโรคลักปิดลักเปิดอย่างที่เคยเป็นกันบ่อยๆทหารเรืออังกฤษยุคเก่าจึงถูกสอนให้บีบมะนาวใส่ปากบ่อยๆเวลาออกทะเลนี่คือประโยชน์ของมะนาวที่รู้จักกันดี

เรื่องมะนาวให้ประโยชน์ทางด้านเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซีนั้นรู้กันมานาน ทว่ามะนาวยังมีสารไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดอื่นอยู่อีกมาก เป็นต้นว่า สารลิโมนอยด์ (Limonoids) สารตัวนี้ออกฤทธิ์ทำลายสารก่อมะเร็งได้ จึงเชื่อว่ามันอาจใช้ป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง ปาก กระเพาะอาหาร เต้านม ปอด และอื่นๆ ทั้งนี้เคยมีรายงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Agricultural and Food Chemistry กล่าวว่าสารลิโมนินซึ่งเป็นสารลิโมนอยด์ตัวหนึ่ง เร่งการตายของเซลล์มะเร็งได้ อีกทั้งวิตามินซีในมะนาวยังลดอนุมูลอิสระ รวมถึงสารไฟโตนิวเทรียนท์อื่นบางชนิดในมะนาวยังช่วยลดอาการอักเสบยิ่งทำให้มะนาวมีฤทธิ์ต้านมะเร็งมากขึ้น

วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิกนอกจากช่วยป้องกันโรคลักปิดลักเปิดแล้ว ยังเป็นประโยชน์ทางด้านอื่นด้วย วิตามินซีที่พบในมะนาวไม่ใช่เพียงกรดแอสคอบิกตัวเดียวแต่เป็นอนุพันธุ์ของกรดชนิดนี้ประมาณสี่ตัวเป็นอย่างน้อย มันทำงานร่วมกันโดยวิตามินซีที่มีปริมาณสูงในมะนาว ออกฤทธิ์ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันดวงตา เป็นต้นว่าการป้องกันต้อกระจกซึ่งมักเป็นปัญหามาจากสารอนุมูลอิสระ

เคยมีรายงานวิจัยกล่าวถึงชาวบ้านในอัฟริการะบุว่าหากเติมมะนาวลงในอาหารมันจะช่วยป้องกันอหิวาต์ได้ อหิวาต์เป็นโรคที่พบบ่อยในชนบทของอัฟริกา ในอัฟริกาบางพื้นที่จึงป้องกันอหิวาต์ง่ายๆด้วยการแนะนำให้บีบมะนาวลงในอาหาร  แถมด้วยข้อมูลเก่าๆที่ว่ากินมะนาวบ่อยๆช่วยป้องกันหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้อีก โดยเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากวิตามินซีในมะนาว นอกจากนี้มะนาวยังมีสารฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง ฤทธิ์อย่างหนึ่งของสารพวกนี้คือช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกายได้จึงช่วยป้องกันโรคอาร์ธัยทิสหรืออักเสบตามข้อต่อ รูมาติซึม หอบหืด รวมทั้งโรคหัวใจที่ส่วนหนึ่งเป็นปัญหามาจากภาวะอักเสบภายในหลอดเลือด มะนาวในรูปผลไม้จึงให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้มากมาย คิดถึงผลไม้รสเปรี้ยวเมื่อไหร่ อย่าลืมคิดถึงมะนาวก็แล้วกัน

How to ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644263

วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 10:01 น.How to ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือไขข้อสงสัย ใครควรล้างจมูกบ้าง แล้วการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือควรเลือกแบบไหน ล้างแล้วช่วยลดการติดเชื้อได้ บรรเทาอาการคัดจมูกและหวัด ได้จริงหรือ?

ปัจจุบันทั้งฝุ่น PM2.5 เชื้อโรค และอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้หลายคนเกิดอาการคัดจมูก แสบสมูก น้ำมูกไหล ตัวช่วยอย่าง “การล้างจมูก” ที่บอกว่าดีซึ่งมีการแชร์ต่อๆ กันก็มีมาก

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นร้อยละ 0.9 เป็นการล้างน้ำมูก ฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ ออกจากโพรงจมูก และโพรงไซนัส คำถามที่ว่า ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือช่วยลดการติดเชื้อได้ จริงหรือไม่?

คำตอบคือ จริง 

เมื่อล้างจมูกน้ำมูกที่ค้างอยู่จะถูกกำจัดออกทำให้มีน้ำมูกค้างลดลง การสะสมของเชื้อแบคทีเรียลดลง ลดโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจได้ นอกจากนี้ การล้างจมูกยังช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก บรรเทาอาการหวัด ลดความข้นเหนียวของน้ำมูกทำให้ขจัดน้ำมูกออกมาง่ายขึ้น และช่วยลดการแพ้จากสารก่อภูมิแพ้ได้

หลายคนอาจสงสัยว่าใครบ้าง หรือต้องมีอาการเช่นใดจึงควรล้างจมูกโดยทั่วไปผู้ที่ควรล้างจมูกคือ ผู้ที่มีอาการ หรือโรค เช่น จมูกอักเสบจากไข้หวัด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ โรคริดสีดวงจมูก 

ดังนั้น กล่าวได้ว่าน้ำเกลือ Normal Saline เป็นผลิตภัณฑ์ยา ก่อนเลือกซื้อควรตรวจสอบว่าขึ้นทะเบียนกับ อย. ถูกต้องหรือไม่ และควรศึกษาวิธีใช้ให้ถูกต้อง หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัย

เรื่องนี้ทางด้านข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็กสินแพทย์ กล่าวถึงเรื่องของการล้างจมูก ไว้ว่า การล้างจมูก (Nasal Irrigation) เป็นการล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือ ช่วยลดการคั่งค้างของน้ำมูกในโพรงจมูก และชะล้างสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้โพรงจมูกชุ่มชื้น ช่วยลดอาการน้ำมูกไหลลงคอ บรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น ชนิดและความเข้มข้นของน้ำเกลือที่ใช้ในการล้างจมูก คือ 0.9% Sodium Chloride 

ใครบ้างที่ต้องแนะนำให้ล้างจมูก

  • ผู้ที่เป็นไซนัสอักเสบ จำเป็นต้องล้างจมูกเพื่อระบายน้ำมูก ที่ค้างอยู่ในโพรงจมูกและไซนัส
  • สำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้และผู้ป่วยทั่วไปอาจล้างเมื่อมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก น้ำมูกไหลลงคอ หรือจาม
  • ล้างก่อนใช้ยาพ่นจมูก หรือตามคำแนะนำของแพทย์

อุปกรณ์ที่ใช้ในการล้างจมูก

  • น้ำเกลือปราศจากเชื้อ 0.9% Sodium Chloride
  • หลอดฉีดยา (Syringe) ขนาด 5-50 มิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของผู้ป่วย
  • อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น ภาชนะรองน้ำ กระดาษทิชชู่ แก้วสะอาด และจุกล้างจมูก 

ขั้นตอนการล้างจมูก

  1. ยืนหรือนั่งในท่าที่สะดวก ก้มศีรษะเล็กน้อยเหนืออ่างล้างหน้าหรือภาชนะรองน้ำ วางหลอด Syringe แนบเข้าไปในรูจมูก แล้วค่อยๆฉีดน้ำเกลือให้ไหลเข้าไปในรูจมูกอย่างช้าๆ ในระหว่างนี้แนะนำให้ผู้ป่วยอ้าปาก หายใจทางปาก หรือให้ส่งเสียงว่า “อา” โดยที่พยายามไม่กลืนน้ำลาย
  2. เมื่อน้ำเกลือไหลเข้าไปถึงโพรงจมูกส่วนหลัง เพดานปากจะมีปฏิกิริยาปิดโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเกลือไหลออกทางปาก น้ำเกลือจะไหลออกทางรูจมูกอีกข้างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยไปชะล้างเอาน้ำมูกและสิ่งสกปรกต่างๆ ออกมาด้วย
  3. บางครั้งน้ำเกลือบางส่วนอาจไหลผ่านลงคอ และผู้ป่วยอาจจะกลืนเข้าไปได้ ซึ่งไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด
  4. ระยะเวลาที่ใช้ในการล้างจมูกขึ้นอยู่กับปริมาณความหนาแน่นของน้ำมูกที่อยู่ในโพรงจมูก และขนาดของโพรงจมูก แนะนำให้ล้างจนไม่มีน้ำมูกออกมาอีก
  5. ให้ทำกระบวนการนี้ซ้ำสำหรับจมูกอีก 1 ข้างด้วย
  6. ใช้กระดาษทิชชูสั่งน้ำเกลือที่คงเหลืออยู่ในจมูกออกมาให้หมด อย่างไรก็ตามบางครั้งหลังการล้างจมูก อาจมีน้ำเกลือหลงเหลืออยู่ในโพรงจมูก ซึ่งน้ำเกลือส่วนนี้จะค่อยๆ ละลายน้ำมูกให้ไหลออกมาได้อีก ในบางครั้งน้ำเกลืออาจไหลไปถึงโพรงไซนัสและอาจหยดออกมาทางตาได้บ้าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายจึงไม่ต้องวิตกกังวล กรณีนี้สามารถช่วยลดโอกาสเกิดได้โดยการฉีดน้ำเกลือเบาๆ และช้าๆ

ข้อควรระวังในการล้างจมูก

  • ควรใช้น้ำเกลือ“ปราศจากเชื้อ”การล้างจมูก ควรใช้น้ำเกลือ 0.9% Sodium Chloride ชนิดปราศจากเชื้อเพื่อความปลอดภัย ป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนโดยเฉพาะในไซนัส และความเข้มข้นขนาดนี้จะไม่ระคายเคืองโพรงจมูก
  • ห้ามใช้ “น้ำเปล่า” ล้างโพรงจมูก เนื่องจากน้ำเปล่า ไม่สมดุลกับน้ำในเซลล์ร่างกาย หากใช้น้ำเปล่าจะทำให้เกิดอาการสำลัก และแสบในโพรงจมูก รวมถึงมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้
  • ไม่ควรฉีดน้ำเกลือแรง การฉีดน้ำเกลือเข้าจมูกแรงๆ อาจทำให้โพรงจมูกเกิดการระคายเคือง หรืออักเสบได้
  • สั่งน้ำมูกเบาๆ หลังการล้างจมูก ควรสั่งน้ำมูกและเช็ดจมูกเบาๆ การสั่งน้ำมูกแรงๆ นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อโพรงจมูกแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการหูอื้อ หรือหูอักเสบได้ ขณะสั่งน้ำมูกไม่ควรอุดรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ควรสั่งพร้อมๆกันทั้ง 2 ข้าง
  • การใช้ยาพ่นจมูก หากต้องใช้ยาพ่นหลังล้างจมูก ควรรอให้โพรงจมูกแห้งก่อน อย่างน้อย 3-5 นาที จึงค่อยพ่นยา
  • ผู้ที่รูจมูกอุดตัน หากมีรูจมูกอุดตันด้านใดด้านหนึ่งตลอดเวลา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการล้างจมูก
  • การล้างจมูกในเด็ก การล้างจมูกในเด็กสามารถทำได้อย่างปลอดภัยตามแนะนำของแพทย์ ควรล้างจมูกก่อนรับประทานอาหาร หรือดื่มนม เพื่อป้องกันการสำลัก สำหรับเด็กเล็ก (เด็กที่สั่งน้ำมูก หรือกลั้นหายใจไม่เป็น) ไม่แนะนำล้างโพรงจมูก แต่หากมีน้ำมูกให้ใช้วิธีหยดน้ำเกลือที่รูจมูก ข้างละ 2 หยด เพื่อช่วยให้น้ำมูกมีความข้นเหนียวลดลง หลังจากนั้นค่อยใช้ลูกยางแดง ดูดทั้งน้ำมูกและน้ำเกลือออกทันที

.

ภาพ Freepik

อ้างอิง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา /กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ / รพ.เด็กสินแพทย์

ปัญหาสายตาของคนต่าง Gen #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644215

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 15:33 น.ปัญหาสายตาของคนต่าง Genผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตา แชร์ความรู้ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาในแต่ละช่วงวัย (Gen X-Y-Z) พร้อมเผยเพราะเหตุใดการดูแลสุขภาพดวงตาจึงยิ่งเร็วยิ่งดี

เราทุกคนต่างรู้ดีว่าควรตรวจสุขภาพร่างกายของเราเป็นประจำทุกปี แต่น้อยคนที่จะใส่ใจกับการตรวจสุขภาพดวงตา ทั้งๆ ที่ดวงตาคืออวัยวะรับสัมผัสที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด ทำงานให้เราในทุกกิจกรรม แต่กลับได้รับความสนใจน้อยที่สุด บางครั้งดวงตาถูกละเลยจนเกิดโรคลุกลามโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เราสามารถหลีกเลี่ยงอาการของโรคตาได้อย่างง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้เลนส์แว่นตาที่เหมาะสมเพื่อถนอมสุขภาพดวงตาและปกป้องดวงตาจากความเสียหายที่อาจก่อโรคได้ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตา เอสซีลอร์ แชร์ความรู้ถึงภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาในแต่ละช่วงวัย และชี้ให้เห็นว่าเพราะเหตุใดการดูแลสุขภาพดวงตาจึงยิ่งเร็วยิ่งดี

กลุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี (Gen Z) การตรวจคัดกรองโรคตาในช่วงวัยนี้ โดยเฉพาะก่อนวัย 6 ขวบ มีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากเด็กวัยนี้จะยังไม่รู้ว่าการมองเห็นที่ปกติเป็นอย่างไร หากผู้ปกครองไม่ใส่ใจ อาจทำให้เกิดปัญหาถาวรได้ เช่น โรคตาขี้เกียจ (Lazy Eye) ซึ่งมักเกิดจากภาวะตาเขและสายตาผิดปกติที่ไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งถ้าตาข้างหนึ่งผิดปกติมากกว่าอีกข้างหนึ่งก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มาก เพราะเด็กจะใช้เฉพาะตาข้างที่ดีและปล่อยให้ตาอีกข้างมัวลงไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นในที่สุด โรคตาในเด็กจึงต้องได้รับการรักษาในช่วงเวลาที่ยังสามารถทำได้เท่านั้น เด็กๆ จึงควรได้รับการตรวจดวงตาอย่างละเอียดทุกปี เพราะคุณภาพการมองเห็นที่ดีจะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ภาวะสายตาสั้นหรือสายตาเอียงมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก ผู้ปกครองจึงควรให้บุตรได้ตรวจวัดสายตาก่อนเข้าเรียนชั้นประถมและควรตรวจวัดสายตาทุกๆ 6-12 เดือนเพราะสายตาในวัยเด็กอาจเปลี่ยนได้เร็ว และสายตาที่ไม่ได้ถูกแก้ไขอาจส่งผลในการเรียนได้

กลุ่มอายุ 20-37 ปี (Gen Y) ถือเป็นวัยทำงานที่ใช้สายตาหนักมาก เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่นี้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้เป็นตัวก่อให้เกิดโรคตาจากคอมพิวเตอร์ หรือ Computer Vision Syndrome (CVS) ยิ่งกลุ่มคนทำงานที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลนานกว่า 8 ชม. ต่อวัน ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการปวดตา ภาวะตาล้า และปัญหาสายตาสั้นได้ง่ายขึ้น แม้การเลี่ยงใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลอาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่เรา สามารถเลือกใช้เลนส์แว่นตาที่มีนวัตกรรมป้องกันแสงสีฟ้า เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายตาและถนอมสุขภาพดวงตาในระยะยาว อย่างเลนส์อายเซ็น (Eyezen) ซึ่งมีคุณสมบัติปกป้องดวงตาจากแสงสีน้ำเงินชนิดอันตรายจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ อีกทั้งยังช่วงลดภาวะตาล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลยก็คือคือการตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตาในอนาคต

กลุ่มอายุ 38 ปีขึ้นไป (Gen X และ Baby Boomers) คนกลุ่มนี้จะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตามากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะปัญหาสายตายาวตามอายุ ทำให้การมองเห็นในระยะต่าง ๆ ไม่คมชัดเหมือนกลุ่มช่วงอายุอื่นๆ ซึ่งหลายคนคงมีคำถามว่าสายตายาวตามอายุคืออะไร สายตายาวตามอายุเกิดจากการเมื่ออายุมากขึ้นทำให้เลนส์ตาสูญเสียความยืดหยุ่นไม่สามารถทำงานได้ปกติเหมือนตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น ความสามารถในการเพ่งมองวัตถุที่อยู่ใกล้ก็จะลดลงตามวัย ทำให้การมองเห็นระยะใกล้ เช่น การอ่านหนังสือหรือมองจอมือถือ รวมถึงระยะกลาง เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือระยะโต๊ะทำงาน ไม่ชัดเหมือนเคย ทำให้คนวัยนี้ต้องพกแว่นตาหลายอันเพื่อให้มองชัดในทุกระยะของการทำกิจกรรม เพราะแว่นอันเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ทุกค่าสายตาได้ แต่เมื่อ ปี 2020 ที่ผ่านมาทางเอสซีลอร์ได้เปิดตัว Varilux Comfort® Max (วารีลักซ์ คอมฟอร์ต แม็กซ์) นวัตกรรมเลนส์โปรเกรสซีฟใหม่ล่าสุดเพื่อตอบโจทย์คนอายุ 40 ปีขึ้นไป โครงสร้างเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามอายุและต้องการมองเห็นชัดเจนในทุกท่วงท่าและทุกระยะในแว่นเดียว เพื่อการใช้ชีวิตอย่างอิสระพร้อมมอบความสบายตาตลอดทั้งวัน มากไปกว่าความผิดปกติของสายตาที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญแล้ว ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตาต่างๆ ตามอายุที่มากขึ้นอย่าง โรคต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน ความผิดปกติของจอประสาทตา ก็อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ หากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาที่ทันท่วงที เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพสายตาเป็นประจำทุกปีเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากเอสซีลอร์ยังแนะนำการเตรียมตัวก่อนมาตรวจสุขภาพดวงตา เพื่อให้ได้ผลการตรวจวินิจฉัยที่เที่ยงตรงที่สุด ดังนี้

  • ในกรณีที่มีค่าสายตาสั้นหรือยาว ให้ใส่แว่นตามาตรวจ แทนการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อให้ตาปรับสภาพก่อนทำการตรวจวัด
  • งดบริโภคแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • นำแว่นที่ใช้อยู่ประจำและประวัติการรักษาทางตาและยารักษาโรคตาที่ใช้ประจำมาให้จักษุแพทย์ดูประกอบการตรวจ

ปวดบวมที่ข้อศอกอย่าปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/644173

วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 10:11 น.ปวดบวมที่ข้อศอกอย่าปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ–เวชศาสตร์การกีฬา โรคข้อไหล่และข้อศอก เตือนอาการเอ็นอักเสบไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเล่นกีฬา แต่ยังเกิดจากพฤติกรรมซ้ำๆ รวมถึงการวางข้อมือและข้อศอกไม่เหมาะสมในการทำงาน

การบาดเจ็บที่ข้อศอกไม่ได้พบแค่เพียงนักกีฬาเท่านั้น แต่คนทั่วไปที่ใช้งานเหยียดข้อศอกหรือกระดกข้อมือในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ รวมถึงการวางข้อมือและข้อศอกไม่เหมาะสมในการทำงาน ก็อาจทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อข้อศอกบาดเจ็บได้เช่นกัน หากไม่รีบรักษาอาจลุกลามจนมีอาการปวดเรื้อรังได้  

นายแพทย์วรวิทย์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ–เวชศาสตร์การกีฬา โรคข้อไหล่และข้อศอก โรงพยาบาลเวขธานี เปิดเผยว่า  Tennis Elbow หรือโรคเอ็นอักเสบข้อศอกด้านนอก เป็นสาเหตุของอาการปวดข้อศอกที่พบได้บ่อย เกิดจากการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อที่มาเกาะตรงปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก (Lateral epicondyle) อาการเริ่มต้นจะปวดบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอกเวลาขยับแขนและข้อมือในท่าที่ต้องใช้งานเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ เช่น กระดกข้อมือ ยกของ หรือบิดแขน เป็นต้น หากปล่อยทิ้งไว้อาการจะรุนแรงขึ้นจนปวดร้าวลงกล้ามเนื้อแขนถึงข้อมือแม้จะพักการใช้งานแขน ไม่มีแรงกำมือ ส่งผลกระทบต่อการใช้งานมือและแขนในชีวิตประจำวัน เช่น ถือแก้วน้ำ บิดลูกบิดประตู เปิดขวดน้ำ เป็นต้น 

โรคปวดข้อศอกด้านนอกพบมากให้นักกีฬาเทนนิสจากท่าวงสวิงแบ็คแฮนด์ (Backhand Swing) จึงถูกเรียกว่า Tennis Elbow แต่ที่จริงแล้วโรคนี้พบได้ในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้งานกล้ามเนื้อส่วนนี้บ่อย ๆ ต้องเหยียดแขนหรือกระดกข้อมือซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง เช่น นักไวโอลิน นักกีฬายกน้ำหนัก ช่างประปา ช่างไม้ หรือผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และบางรายอาจเกิดจากเส้นเอ็นบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น จากอุบัติเหตุ หรือการออกแรงมากเกินไป 

“สำหรับการวินิจฉัยโรค แพทย์จะซักประวัติ ตรวจสอบโรคประจำตัว อย่างเช่นโรคข้อรูมาตอยด์หรือโรคเส้นประสาท รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เพื่อหาสาเหตุของโรค ตรวจร่างกายดูจุดกดเจ็บที่ด้านนอกของข้อศอกบริเวณปุ่มกระดูก Lateral epicondyle จากนั้นอาจจะให้ผู้ป่วยทดสอบการขยับข้อศอก ข้อมือ และนิ้วมือในท่าต่าง ๆ หรือกดตามจุดที่มีอาการปวด เพื่อวินิจฉัยโรค Tennis Elbow” นายแพทย์วรวิทย์ กล่าว 

การรักษาโรคเอ็นอักเสบข้อศอกด้านนอกขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการพิจารณาของแพทย์ โดยอาจเริ่มจากพักการใช้งาน กิจกรรมหรือกีฬาที่ต้องใช้แขนหนัก ใส่สนับรัดพยุงข้อศอกช่วยลดการขยับตัวของกล้ามเนื้อและลดแรงที่มากระทำต่อเส้นเอ็น รับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ ตลอดจนรักษาโดยการกายภาพบำบัดด้วยท่ายืดกล้ามเนื้อและบริหารกล้ามเนื้อ (Stretching and strengthening exercise) เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณแขนส่วนปลาย หรือใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น เครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เทคโนโลยีคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Therapy) เพื่อซ่อมแซมเนื้อและฟื้นฟูเยื่อบริเวณเส้นเอ็น แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์อาจพิจารณาฉีดยาเสตียรอยด์ตรงจุดยึดเกาะเส้นเอ็นเพื่อลดการอักเสบ แต่ไม่ควรฉีดมากกว่า 2-3 ครั้งต่อปี เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อยและฉีกขาดได้  

นอกจากนี้ ยังสามารถรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นหรือ PRP (Platelet Rich Plasma) ซึ่งมี Growth Factor ที่มีคุณสมบัติซ่อมแซมเซลล์ตามธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูของร่างกาย หยุดยั้งความเสื่อมของเนื้อเยื่อเส้นเอ็น โดยเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากมีความปลอดภัยและผลข้างเคียงน้อย เพราะเป็นการนำเลือดของผู้ป่วยเองมาปั่นแยกจนเป็นเกล็ดเลือดเข้มข้นที่เหมาะสม และฉีดกลับไปยังบริเวณที่ปวดหรือปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก 

แต่ถ้าภายใน 6-12 เดือน อาการยังเรื้อรังหรือรุนแรงขึ้นแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องที่ช่วยให้แผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยเสียเลือดน้อย ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ โดยเป็นการตัดแต่งเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บหรือสภาพที่ไม่ดีออกไป จากนั้นผู้ป่วยต้องใส่เฝือกชั่วคราว 1 สัปดาห์ และทำกายภาพบำบัดต่ออย่างน้อย 2 เดือน เพื่อให้เอ็นและกล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เป็นปกติ แต่หากปล่อยทิ้งไว้และไม่รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เส้นเอ็นบาดเจ็บ เส้นเอ็นฉีดขาด กล้ามเนื้อปลายแขนอ่อนแรง เป็นต้น 

ส่วนการป้องกันโรค Tennis Elbow นายแพทย์วรวิทย์ แนะนำว่า ควรออกกำลังกายบริหารข้อมือและแขนสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงการใช้แขนและข้อมือในอิริยาบถเดิมๆ เป็นเวลานาน ยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการเล่นกีฬาทุกครั้งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ สำหรับผู้ที่เคยมีอาการ Tennis Elbow ควรเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาเดิมๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวด แต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้ควรปรับวิธีเพื่อลดแรงกดต่อกล้ามเนื้อให้น้อยที่สุด