ย้ำ 15 พฤติกรรมชีวิตวิถีใหม่ไกลโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643858

วันที่ 28 ม.ค. 2564 เวลา 10:35 น.ย้ำ 15 พฤติกรรมชีวิตวิถีใหม่ไกลโควิด-19สสส.ชวนคนไทยยกระดับสู้โควิด-19 เน้นย้ำ 15 พฤติกรรม “ชีวิตวิถีใหม่” อยู่ร่วมกับโควิด ต้องปฏิบัติเคร่งครัด มีวินัย ทำจริง ลดเสี่ยงโควิด อยู่รอดปลอดภัยแน่

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ กล่าวว่า ประเทศไทยผ่านสถานการณ์โควิด-19 รอบแรกมาแล้ว เรามีข้อมูลและองค์ความรู้มากขึ้นในการดูแลป้องกันตนเอง เพื่อดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับโควิด-19 แม้จะมีข้อจำกัดเเต่ทุกคนสามารถเรียนรู้เเละปรับตัวได้ การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ สสส. อยากชวนทุกคนยกระดับสู้ ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้องและเป็นกิจวัตร 

โดยเน้นหลักปฏิบัติง่ายๆ แต่สำคัญมากในเรื่องอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้บ่อย สวมหน้ากากป้องกัน ไม่ปกปิดข้อมูล เว้นระยะห่าง รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน คู่ขนานกับการสนับสนุนจากระบบ หรือกลไกแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวนี้

“ข้อมูลจากสรุปทิศทางสุขภาพคนไทย 2564 (Thaihealth Watch 2021) วิถีชีวิตปกติในรูปแบบใหม่ เกิดผลพลอยได้ตามมา คือทำให้บางโรคมีจำนวนผู้ป่วยลดลง เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ พบว่าจำนวนผู้ป่วยในปี 2563 ลดลงจากปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 92% เนื่องจากประชาชนหันมาเฝ้าระวังและดูแลตัวเองมากขึ้น รวมถึงมาตรการกักตัวเองอยู่ในบ้านและการเว้นระยะห่างทางสังคม ก็ทำให้โอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากสถานที่ลดลง รวมถึงดื่มเหล้า สูบบุหรี่ลดลงด้วย ดังนั้นหากรอบนี้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการเข้มข้นขึ้น มั่นใจว่าสิ่งที่จะได้คืนกลับมาคุ้มค่าแน่นอน” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นางสาวสุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สสส.กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนการทำงานการสื่อสารรณรงค์โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้ทุกคนรู้ว่าจะต้องป้องกันตัวเองอย่างไร แต่ในโควิด-19 ระลอกใหม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีวินัยที่จะต้องปฏิบัติให้ได้จริงในวิถีชีวิตประจำวัน ดังนั้นการบอกให้ทำอะไรอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องช่วยกันยกระดับทำสิ่งที่เคยทำอยู่ให้เข้มข้น มีวินัย และถึงแม้จะมีวัคซีนชีวิตวิถีใหม่ ก็ควรเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเผชิญสภาวะที่สถานการณ์โรคโควิดอันตรายและสุ่มเสี่ยงมากขึ้น

“เราเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของคน ความสนใจสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อมีการระบาดระลอกใหม่ในตลาดก็มีการทำข้อมูลเกี่ยวกับจุดเสี่ยงว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งคนสนใจมาก เราปรับข้อมูลให้ชัดเจนขึ้น เลือกยกระดับพฤติกรรมด้านไหนบ้าง โดยศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยการย้ำเตือนสั้นๆ ง่ายๆ ใส่หน้ากาก ล้างมือ เพื่อให้เกิดการทำต่อเนื่อง” นางสาวสุพัฒนุช กล่าว

สำหรับ 15 พฤติกรรมที่ควรปฏิบัติในชีวิตวิถีใหม่ที่ต้องตอกย้ำ คือ

1.ล้างมือหรือยัง

2.ล้างมือให้สะอาด อย่างน้อย 20 วินาที

3.เช็ดมือให้แห้งหลังล้างมือ ช่วยลดการปนเปื้อน

4.สวมหน้ากากให้สนิท ปิดจมูกและปาก

5.ซักหน้ากากผ้าทุกวัน

6.บันทึกการเดินทาง ช่วยรับรู้ความเสี่ยง

7.ถ้ารู้ว่าเสี่ยง กักตัวดูอาการ

8.กินอาหารต้องปรุงสุก

9.เช็ดมือถือด้วยแอลกอฮอล์ ลดแหล่งเชื้อโรค

10.เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร

11.กลับถึงบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

12.บอกความจริงกันเถอะ จะได้ช่วยกันระวังตัว

13.กักตัวดูอาการ ระหว่างรอผล

14.พูดคุยกันอย่าถอดหน้ากาก

15.เลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ตา จมูก ปาก ลดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

สามารถดาวน์โหลดสื่อ หรือดูข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโควิด-19 ได้ที่ www.thaihealth.or.th 

Dyson แนะนำวิธีรับมือมลพิษในบ้านช่วงเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643740

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 10:10 น.Dyson แนะนำวิธีรับมือมลพิษในบ้านช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงหน้ามลภาวะทางอากาศย่ำแย่แบบนี้ Dyson แชร์เคล็ดไม่ลับให้ทุกครอบครัวได้เฉลิมฉลองกับคนที่คุณรักได้อย่างปลอดภัยจากอากาศที่เป็นมลพิษ รวมทั้งยังมอบไอเดียของขวัญที่ผู้รับจะต้องถูกใจ!

เทศกาลตรุษจีนถือเป็นการเฉลิมฉลองเริ่มต้นปีใหม่ของคนเชื้อสายจีน หลายครอบครัวมีการไหว้เจ้า จัดเตรียมอาหารมากมาย ทำความสะอาดบ้านต้อนรับปีใหม่ และมอบของขวัญให้กัน ในช่วงหน้ามลภาวะทางอากาศย่ำแย่แบบนี้ Dyson แชร์เคล็ดไม่ลับให้ทุกครอบครัวได้เฉลิมฉลองกับคนที่คุณรักได้อย่างปลอดภัยจากอากาศที่เป็นมลพิษ รวมทั้งยังมอบไอเดียของขวัญที่ผู้รับจะต้องถูกใจ 

ห้องครัวจุดก่อมลพิษทางอากาศภายในบ้าน

รู้หรือไม่ว่าการทำอาหารในบ้านและอาคารมีผลกระทบกับคุณภาพอากาศในบ้านเช่นกัน

ในขณะที่หลายครอบครัววางแผนที่จะเตรียมจัดงานเลี้ยงอาหารและงานเฉลิมฉลองเทศวันตรุษจีน Dyson ได้ทำการสำรวจผลกระทบของการทำอาหารที่มีต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยได้มีการแชร์ข้อมูลดังนี้

ห้องครัวเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศภายในบ้าน เริ่มตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้ไปจนถึงขั้นตอนที่เราใช้ปรุงอาหาร ไม่ว่าคุณจะทำอาหารสำหรับงานเลี้ยงหรือทำขนมเล็กน้อย ควันและสารต่าง ๆ จากการเตรียมอาหารสามารถก่อให้เกิดมลพิษที่ปนเปื้อนสู่อากาศได้ ความเข้มข้นของอนุภาคขนาดเล็กในครัวมักสูงขึ้น 10 ถึง 40 เท่าหลังทำอาหารเสร็จ และอาจก่อให้เกิดมลพิษ PM2.5 ในบ้านถึง 62 เปอร์เซ็นต์

กระบวนการทำความร้อนของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้ทำอาหารสามารถปล่อยอนุภาคขนาดเล็กซึ่งเกิดจากหยดน้ำมัน และไอน้ำ เป็นต้น ออกมา การวิจัยพบว่าระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในบ้านที่ทำอาหารด้วยแก๊สแทนที่จะเป็นเตาไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังระบุว่าระดับไนโตรเจนไดออกไซด์จะสูงขึ้นไปอีกเมื่อทำอาหารเป็นระยะเวลาที่นานขึ้น เตาไฟฟ้าอาจไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศมากเท่ากับเตาแก๊ส แต่ฝุ่นละอองยังคงสามารถถูกปล่อยออกมาจากอาหารที่ปรุงบนเตาได้

จากการศึกษาของ California Air Resources Board ในปี 2544 เตาอบจัดว่าเป็นตัวก่อมลพิษอีกหนึ่งชนิด เมื่ออาหารถูกความร้อน ความเข้มข้นของฝุ่นละอองที่อาจเป็นอันตราย ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และสารฟอร์มาลดีไฮด์จะถูกปล่อยออกไปกับอากาศในห้องครัว

การตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เช่น เตาอบหรือเตาทำอาหาร ได้ถูกจัดวางไว้ตรงที่มีการระบายอากาศเต็มที่และได้รับการติดตั้งใช้งานและบำรุงรักษาอย่างถูกต้องจะช่วยลดปัญหาได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ การเปิดหน้าต่างระบายในขณะที่ทำอาหาร หรือมีการใช้เครื่องฟอกอากาศก็จะสามารถช่วยกรองสารมลพิษได้เป็นอย่างดี 

ขั้นตอนการปรุงอาหาร

วิธีปรุงอาหารอาจส่งผลต่อมลพิษทางอากาศภายในห้องครัว การทำอาหารที่ใช้น้ำมัน เช่น การย่างและการทอดโดยทั่วไปมักก่อให้เกิดมลพิษมากกว่าการทำอาหารที่ใช้น้ำ เช่น การต้มหรือนึ่ง กลิ่นอาหารอาจจะหอมน่าดึงดูด แต่สารประกอบต่างๆ ที่ปล่อยออกมาในระหว่างกระบวนการทำอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นแหล่งมลพิษทั้งสิ้น

ประเภทอาหาร 

ประเภทของอาหารและอุณหภูมิในการทำอาหารสามารถส่งผลต่อปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมาได้เช่นกัน การแพร่กระจายมลพิษที่สูงขึ้นจะสังเกตเห็นได้จากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ในขณะที่พบว่าส่วนประกอบอาหารมีปริมาณไขมันสูงจะทำให้เกิดมลพิษมากขึ้นอีกเช่นกัน

นอกจากนี้ ประเภทน้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารยังส่งผลต่อระดับมลพิษได้เช่นกัน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะกอกเป็นหนึ่งในสาเหตุของการสร้างมลภาวะทางอากาศได้มากที่สุด โดยปล่อยอนุภาคที่มีความเข้มข้นสูงสุด

Dyson Head Chef, Joe Croan กล่าวว่า “การทำความเข้าใจกับมลพิษทางอากาศภายในอาคารเป็นขั้นตอนแรกในการส่งเสริมให้ผู้คนมีทางเลือกและวิธีการที่จะช่วยลดการกระจายตัวมลพิษทางอากาศในห้องครัวได้ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรง่ายๆ เช่น เลือกใช้ประเภทและปริมาณน้ำมันในการปรุงอาหารที่ส่งผลกระทบน้อยที่สุดก็ได้”

ไอเดียของขวัญสุดพิเศษจาก Dyson สำหรับเทศกาลตรุษจีนปี 2564

พัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool Cryptomic สามารถตรวจจับมลพิษทางอากาศภายในบ้านและอาคารได้อย่างอัตโนมัติและฟอกอากาศทั่วทุกมุมห้อง สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 99.95% และกำจัดสารฟอร์มาลดีไฮด์ได้อย่างต่อเนื่อง พัดลมกรองอากาศ Dyson Pure Cool Cryptomic มีจำหน่ายที่เว็ปไซต์ Dyson และร้าน Dyson Demo สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ไอคอนสยาม และสยามพารากอน

ความเสี่ยงคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643641

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 09:20 น.ความเสี่ยงคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกปรับตัวเป็นคุณแม่มือใหม่ ทำความเข้าใจ 3 ไตรมาสระยะตั้งครรภ์ อาหารขณะตั้งครรภ์ การปฏิบัติตัวที่กระตุ้นพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งความเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง เพื่อทารกในครรภ์ที่สุขภาพแข็งแรง

  • การตั้งครรภ์แบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส รวมระยะตั้งครรภ์ทั้งสิ้น 9 เดือน (40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน) ซึ่งในแต่ละไตรมาสมีความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แตกต่างกัน
  • ในช่วง 3 เดือนแรก หรือท้องไตรมาสแรก คุณแม่ส่วนใหญ่มักคลื่นไส้ อาเจียน และรับประทานอาหารไม่ได้ ทารกในครรภ์ไม่ได้รับสารอาหารบำรุงสมองอย่างเพียงพอ คุณแม่เกิดภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่และวิตามิน หากมีอาการแพ้ท้องมากควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
  • ภาวะเลือดออกทางช่องคลอดถือเป็นอันตรายที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุครรภ์ และมีความเสี่ยงต่อชีวิตของทารกในครรภ์และคุณแม่อย่างมาก หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ทันที

ข้อมูลโดย พญ.จันทรัศม์ สุรัตนกวีกุล แพทย์สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท อธิบายเรื่อง คุณแม่ตั้งครรภ์กับความเสี่ยงในไตรมาสแรก ว่าการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก หมายถึงช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยทางการแพทย์แบ่งการตั้งครรภ์ออกเป็น 3 ไตรมาส รวมระยะตั้งครรภ์ทั้งสิ้น 9 เดือน (40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน) ทั้งนี้ คุณแม่อาจตั้งครรภ์นานถึง 42 สัปดาห์หรือ 294 วัน ซึ่งในแต่ละไตรมาสมีความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แตกต่างกัน

การเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกช่วงไตรมาสแรก

การนับอายุครรภ์ของคุณแม่ เริ่มตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย โดยแบ่งการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้เป็นการเจริญเติบโตทางโครงสร้าง และการพัฒนาการเกี่ยวกับระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย

  • อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ มีพัฒนาการของระบบประสาทส่วนกลางและไขสันหลัง
  • อายุครรภ์ 8-12 สัปดาห์ ทารกมีขนาดยาว 5 ซม. หัวโต แขนขาพัฒนาขึ้นเห็นอย่างชัดเจน หัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารก คือกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร และการปฏิบัติตนของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์

กรรมพันธุ์ ยีน (Gene) และโรคทางกรรมพันธุ์ในครอบครัวมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารก ทำให้ทารกในครรภ์เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีประวัติการคลอด ดังนี้

  • เคยมีภาวะลูกเสียชีวิตในครรภ์ ระหว่างคลอดหรือหลังคลอด รวมถึงเคยแท้งบุตรมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์)
  • พบมีประวัติภาวะครรภ์เป็นพิษจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อน 

สิ่งแวดล้อม นับเป็นปัจจัยที่มักถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นสภาวะแวดล้อมที่คุณพ่อคุณแม่เคยชิน เช่น สารพิษภายในบ้านจากน้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำยาอื่นๆ ที่ปนเปื้อนสารเคมี รวมถึงการสูบบุหรี่ภายในบ้าน

สิ่งแวดล้อมยังหมายถึงสิ่งแวดล้อมในครรภ์  คือถุงน้ำคร่ำ  น้ำคร่ำ  รก และมดลูก ซึ่งต้องมีความแข็งแรงสมบูรณ์  รวมถึงการรับประทานยาของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากยาบางชนิดเป็นอันตรายต่อทารก ห้ามรับประทานยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์โดยเด็ดขาด

อาหารขณะตั้งครรภ์

ภาวะโภชนาการกับอาหารของมารดาตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีความหลากหลาย ปริมาณพอเหมาะ และมีความสมดุล โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ 1-3 เดือนแรก  คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง  ซึ่งมีความจำเป็นกับทารกเพื่อใช้ในการสร้างอวัยวะต่างๆ และสร้างเซลล์สมอง

อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก สำหรับอาหารที่ควรงดและหลีกเลี่ยงของคุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก คืออาหารที่ปรุงไม่สุก  อาหารกึ่งสำเร็จรูป  อาหารกระป๋อง อาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรส  อาหารรสจัด โดยเฉพาะหวานจัด อาหารไขมันสูง ทั้งนี้ยังควรงดการดื่มชา กาแฟ  และแอลกอฮอล์ด้วย 

อาหารที่ควรรับประทานเพิ่มขึ้น ได้แก่

  • โปรตีน ควรเลือกรับประทานโปรตีนที่หลากหลาย เน้นโปรตีนจากปลา เต้าหู้ ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว
  • วิตามิน การเพิ่มวิตามินจากอาหารจะช่วยให้ร่างกายคุณแม่มีความสมดุลและเพิ่มความแข็งแรง รวมถึงเสริมสร้างพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ สำหรับการรับประทานวิตามินเสริมควรปรึกษาแพทย์ อาทิ วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค รวมถึงคุณแม่ที่มีอาการท้องผูกควรรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์เพิ่ม
  • แร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงทั้งของคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อแดง ไข่แดง และนม  คุณแม่ส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องรับประทานจากยาเม็ดธาตุเหล็กเพิ่ม เนื่องจากการรับประทานอาหารอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  • โฟเลต มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาท หากทารกขาดโฟเลตอาจเกิดภาวะกะโหลกศีรษะไม่ปิด หรือไขสันหลังไม่ปิด  และแนะนำให้รับประทานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน โฟเลตมีมากในผักใบเขียว ถั่วเหลือง ส้ม กล้วย และนมเสริมโฟเลต
  • แคลเซียม จำเป็นในการพัฒนาการสร้างกระดูกและฟัน ซึ่งรับประทานได้จากนม และอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น กระดูกอ่อน ปลาเล็กปลาน้อย รวมถึงการรับประทานยาเม็ดแคลเซียม
  • น้ำ ช่วงตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่มีความต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ จึงควรดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาอาการท้องผูก และป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก

อาหารที่ควรรับประทานลดลง

  • คาร์โบไฮเดรต ด้วยการลดอาหารพวกแป้ง ข้าว เผือก มัน และหลีกเลี่ยงอาหารหวาน โดยเฉพาะผลไม้รสหวาน เช่น ทุเรียน รวมถึงน้ำอ้อย น้ำตาลสด น้ำมะพร้าว และน้ำอัดลม เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์
  • กรดไขมัน (Fatty acid) เกิดจากการย่อยสลายของไขมันชนิดต่างๆ มี 2  ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งคุณแม่ควรรับประทานให้น้อยลง เนื่องจากเป็นสาเหตุของไขมันอุดตันในหลอดเลือด พบมากในไขมันสัตว์ น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเลือกดื่มนมที่มีไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน

สำหรับกรดไขมันไม่อิ่มตัวช่วยให้มีพลังงาน  และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ที่สำคัญคือมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของสมองลูกน้อยในครรภ์ ได้แก่ กรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งจัดเป็นกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) ซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น รับประทานอาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 ได้จากปลาทะเล และสาหร่ายทะเล ส่วนอาหารที่มีกรดโอเมก้า 6 ได้แก่ น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเม็ดทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพด

นอกจากนี้ DHA (ดีเอชเอ) &ARA (เออาร์เอ) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายโซ่ยาว มีความสำคัญต่อการพัฒนาเซลล์สมองและเซลล์ที่จอตาของดวงตาของลูกน้อยในครรภ์

กรดไขมันโอเมก้า 9 มีความสำคัญต่อการพัฒนาของเส้นใยในการรับส่งสัญญาณของเซลล์สมอง (Axon และ Dendrite) และปลอกหุ้มเส้นใย พบมากในอาหารประเภท ไขมันเนย น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันหมู  และน้ำมันมะกอก

การปฏิบัติตนที่ดีของแม่ท้องไตรมาสแรก

  • นอกจากการเรียนรู้และรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์
  • หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว / วัน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน
  • งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ไม่ควรใช้ยารับประทานเอง
  • ทั้งนี้ คุณแม่ยังควรดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นประจำ ระวังการใช้สารเคมี เช่น น้ำยาย้อมผม การใช้เครื่องสำอาง และน้ำหอม
  • อีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยในขณะตั้งครรภ์ โดยไม่ควรให้มีแรงกระแทกบริเวณท้องมากเกินไป

การปฏิบัติตัวที่น่าจะเป็นผลดีต่อการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก

การที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีอารมณ์ดีอยู่เสมอจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยคุณแม่อาจฟังเพลงที่ตนเองชอบเสมอๆ นอกจากนี้การแบ่งปันเพลงเพราะๆ ให้เด็กน้อยในครรภ์จะช่วยให้มีการพัฒนาเรื่องการพูดและการฟังที่ดี สามารถทำได้ด้วยการใช้เสียงเพลงแนบหน้าท้อง  เปิดเพลงไพเราะ ฟังสบายอย่างน้อยวันละ 10 นาที 

ความเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังในไตรมาสแรก

  • อาการแพ้ท้อง คุณแม่ส่วนใหญ่มักแพ้ท้องอย่างหนักในช่วงไตรมาสแรก คลื่นไส้ อาเจียน และรับประทานอาหารไม่ได้ หากคุณแม่ละเลยการรับประทานอาหาร อาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่จำเป็นทั้งในทารกและตัวคุณแม่เอง ส่งผลให้ทารกในครรภ์ไม่ได้รับสารอาหารบำรุงสมองอย่างเพียงพอ ส่วนคุณแม่เกิดภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่และวิตามิน หากมีอาการแพ้ท้องมากควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
  • เลือดออกทางช่องคลอด ภาวะเลือดออกทางช่องคลอดมีความเสี่ยงต่อชีวิตของทารกในครรภ์และคุณแม่อย่างมาก ถือเป็นอันตรายที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุครรภ์  จึงควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง แม้คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักพบอาการปวดท้องน้อยเป็นปกติ เนื่องจากกล้ามเนื้อมดลูกมีการขยายตัวเพื่อรองรับตัวอ่อนในครรภ์ แต่หากอาการปวดมากขึ้นจนผิดสังเกต หรือปวดติดต่อกันยาวนาน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ 

ทั้งนี้ ภาวะเสี่ยงในไตรมาสแรกยังขึ้นกับโรคประจำตัวของคุณแม่ อาทิ  ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน โรคไต  โรคหัวใจ โลหิตจาง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และโรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น นอกจากนี้อายุของมารดาขณะตั้งครรภ์ก็มีผลต่อความเสี่ยงเช่นกัน โดยคุณแม่ตั้งครรภ์มีอายุน้อยกว่า 16 ปี หรือมากกว่า 40 ปี ควรปรึกษาแพทย์และตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ 

ท้องไตรมาสแรกกับการตรวจคัดกรองครรภ์เสี่ยง

การเอาใจใส่ดูแลคุณแม่ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ถือเป็นสิ่งจำเป็น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ สม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่วิตกกังวลจนเกินไป แต่ก็ไม่ละเลยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่มองว่าเป็นเรื่องปกติ โดยการฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์  ตรวจคัดกรองความเสี่ยงของครรภ์เป็นพิษในช่วง 3 เดือนแรก สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้สูงถึง 90 % และสามารถป้องกันการเกิดครรภ์พิษได้ 70%  ที่สำคัญคุณแม่ตั้งครรภ์ควรมาพบแพทย์ตามนัด  ปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ ไม่ซื้อยารับประทานเอง เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์

6 กลุ่มโรค NCDs ที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงเพราะ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643636

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 08:32 น.6 กลุ่มโรค NCDs ที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงเพราะ COVID-19เตือนผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases) หรือ NCDs หมายถึงกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อ หรือจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส คลุกคลี หรือผ่านตัวนำโรค (พาหะ) แต่เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย และส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบไม่ระวัง โดยกลุ่มโรค NCDs หากติด COVID-19 แล้วเสี่ยงมีอาการรุนแรง มีโรคอะไรบ้าง และจะป้องกันอย่างไร ให้ห่างไกลจาก NCDs ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย

โรคเบาหวาน

  • เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โรคนี้ เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากเป็นแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
  • อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน และกระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดมากกว่าปกติ และปลายมือปลายเท้าชา หากเบาหวานขึ้นตา อาจเกิดการมองเห็นที่พร่ามัว
  • โรคเบาหวาน ป้องกันได้โดยการควบคุมพฤติกรรมการทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวานต่าง ๆ โดยให้ลดปริมาณการรับประทานลง หรือลดปริมาณน้ำตาลลง อาจออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

โรคความดันโลหิตสูง

  • เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมีค่าเท่ากับหรือมากกว่า140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งค่าความดันปกติควรน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท
  • ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อายุมากกว่า 35 ปี มีพ่อหรือแม่ พี่หรือน้อง เป็นความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วน ภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด
  • การป้องกันความดันโลหิตสูง ควรลดน้ำหนัก ลดปริมาณเกลือในอาหาร งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรู้จักปล่อยวาง ไม่เครียด

โรคหลอดเลือดสมอง

  • หรือเรียกว่าโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย อาจเป็นสาเหตุของความพิการ หรือเสียชีวิตได้ และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย
  • ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีญาติสายตรงป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ เป็นต้น
  • วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อาหารที่มีไขมันสูง ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ งดการดื่มสุรา ควบคุมน้ำตาล ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

โรคหัวใจ

  • โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอับดับต้น ๆ ของประเทศไทยส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุวัยกลางคนขึ้นไปและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ
  • สาเหตุส่วนใหญ่ของการป่วยด้วยโรคหัวใจมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมเสี่ยงส่งผลมากที่สุดคือ “การสูบบุหรี่” เพราะสารพิษกว่า 7,000 ชนิดในบุหรี่ จะขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทำให้หัวใจได้รับออกซิเจนน้อยไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ซึ่งสารนิโคติน คาร์บอนมอนนอกไซด์ในบุหรี่ จะเพิ่มความหนืดของเกล็ดเลือดและทำให้เกิดลิ่มเลือด เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้เกิดหัวใจวายเฉียบพลัน ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคหัวใจ ได้แก่ มีภาวะความดันโลหิตสูง มีไขมันในเลือดผิดปกติ ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ภาวะอ้วนลงพุง ไม่ออกกำลังกาย ไม่รับประทานผักและผลไม้ และมีความเครียดสะสม
  • การป้องกันโรคหัวใจ ทำได้โดย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารและขนมที่มี เนย ชีส ครีม รวมถึงเค้ก เบเกอรี่ เป็นต้น รับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้น้ำตาลน้อย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม งดดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและงดสูบบุหรี่

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

  • เป็นโรคเรื้อรังซึ่งมีทางเดินหายใจภายในปอดอุดกั้นอย่างช้า ๆ การดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในหลอดลมหรือในเนื้อปอดอักเสบทำให้หลอดลมตีบแคบลงหรือตันไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ โรคนี้ประกอบด้วย 2 โรค ได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และ โรคถุงลมโป่งพอง
  • สาเหตุที่สำคัญที่สุด คือ การสูบบุหรี่ ควันบุหรี่มีสารเคมีมากมาย เมื่อปอดสัมผัสกับควันบุหรี่เป็นเวลานาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในปอดได้
  • ป้องกันไม่ให้เกิดโรคโดยการไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการสูดดมควันพิษต่าง ๆ

โรคไตวายเรื้อรัง

  • คนไทยป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังสูงถึง 7,600,000 คน เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดราว 40,000 คนต่อปี หรือ 108 คนต่อวัน เป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตกว่า 5 แสนคน
  • โรคไตเป็นอาการหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณไตทำให้การทำงานเพื่อขับของเสียออกจากร่างกายและการรักษาความสมดุลของเกลือ รวมถึงน้ำในร่างกายเกิดภาวะขัดข้อง
  • วิธีป้องกันคือ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่รวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนักจนเกินไป ไม่เครียด ลดการรับประทานอาหารสำเร็จรูป และตรวจสุขภาพประจำปี

นอกจากนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม และสแกนไทยชนะ นอกจากจะช่วยป้องกัน COVID-19 แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคอื่น ๆ อีกด้วย

‘ชา’ หรือ ‘กาแฟ’ เช้านี้เลือกอะไรดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643551

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 08:28 น.'ชา' หรือ 'กาแฟ' เช้านี้เลือกอะไรดี?ส่องความเหมือนที่แตกต่างระหว่าง “ชา” กับ “กาแฟ” เครื่องดื่มแบบไหนจะดีต่อสุขภาพและชวนให้ดื่มมากกว่ากัน

หากพูดถึงเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ มักจะทำให้หลายคนนึกถึงชาหรือกาแฟอย่างแน่นอนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่คนบริโภคทั่วโลกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นชาวอิตาลีที่ชื่นชอบการดื่มเอสเพรสโซร้อนแบบช็อตที่หน้าบาร์กาแฟ ในขณะที่ฝั่งเอเชียก็มีพิธีชงชาที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศจีน แม้กระทั่งในประเทศไทยก็มีวัฒนธรรมในการดื่มกาแฟและชาที่แตกต่าง อาทิ การคิดค้นเมนูแสนอร่อยอย่างชาไทย กาแฟโบราณ หรือบรรยากาศของสภากาแฟในยามเช้า เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละชาติได้เป็นอย่างดี

อิทธิพลของการดื่มชาและกาแฟที่ไม่เหมือนกัน อาจจะทำให้บางคนเกิดความสงสัยว่า ระหว่าง “ชา” กับ “กาแฟ” เครื่องดื่มแบบไหนที่จะดีต่อสุขภาพ และชวนให้ดื่มมากกว่ากัน วันนี้เราเตรียมเรื่องราวที่น่าสนใจของชาและกาแฟมาฝาก ตามไปดื่มด่ำอรรถรสของเครื่องดื่มนี้กันได้เลย

ความเหมือนที่แตกต่างกัน

แน่นอนว่าทุกท่านทราบกันดีว่าในชาและกาแฟมีกาเฟอีนเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปนั่นก็คือ กาเฟอีนในกาแฟที่ส่วนใหญ่มักจะมีปริมาณมากกว่าชา แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะในเมล็ดกาแฟและใบชาบางสายพันธุ์ก็มีสารกาเฟอีนที่ไม่เท่ากัน

สำหรับกาเฟอีน (Caffeine) นั้นเป็นสารแซนทีนอัลคาลอยด์ที่สามารถพบได้ในพืชธรรมชาติหลายชนิด เช่น เมล็ดกาแฟ ใบชา โกโก้ ซึ่งกาเฟอีนมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายตื่นตัว ไม่ง่วงซึม ผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงานจึงมักจะดื่มชาหรือกาแฟเพื่อช่วยให้กระตุ้นประสาท ทำให้กระปรี้กระเปร่าและหายง่วงในระหว่างวัน บางคนถึงขั้นมีอาการติดกาเฟอีน ถ้าวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย หรือซึมเศร้าได้

คอกาแฟ : ความเข้มข้นที่ช่วยปลุกพลัง

บางคนอาจจะรู้สึกว่ากาแฟนั้นไม่มีประโยชน์และอาจจะทำให้เสพติดได้แต่อันที่จริงหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมและเป็นกาแฟดำโดยที่ไม่ได้ปรุงแต่งจากน้ำตาลนมไซรัปวิปครีมซึ่งเป็นตัวการทำให้อ้วนขึ้นก็จะทำให้การดื่มกาแฟมีข้อดีหลายอย่างเลยทีเดียว

  • ช่วยกระตุ้นความทรงจำได้ดี ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ สามารถช่วยให้น้ำหนักลดได้ หากดื่มกาแฟควบคู่กับการออกกำลังกาย
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ เพราะกาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อ เนื่องจากกรดยูริกที่เกินขนาดได้
  • ช่วยปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ให้กระฉับกระเฉง
  • กาแฟมีส่วนผสมของโปรตีนและแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก

แต่ข้อควรระวังคือ กาแฟนั้นมีปริมาณกาเฟอีนที่ค่อนข้างสูงมากกว่าชา ถ้าหากดื่มเกินวันละ 400 มิลลิกรัม ก็อาจจะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และทำให้เกิดอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ นอกจากนั้นยังการดื่มกาแฟในปริมาณมากๆ มักจะทำให้ฟันเหลืองอีกด้วย และจากงานวิจัยของเดนมาร์กพบว่า หากดื่มกาแฟเกินวันละ 8 แก้ว จะทำให้มีโอกาสเกิดการแท้งบุตรได้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จึงต้องระวังให้ดี

คอชา : ความละมุนกรุ่นกลิ่นเอกษลักษณ์ 

ส่วนใครที่ชื่นชอบอรรถรสของการดื่มชา แน่นอนว่ามีประโยชน์หลากหลายไม่แพ้กับกาแฟเลยทีเดียว เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่มีสารหรือธาตุอยู่มากมาย ช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดีได้เช่นกัน

  • ชามีสารฟลูออไรด์ ดีต่อสุขภาพช่องปาก ป้องกันฟันผุ ดื่มแล้วฟันไม่เหลืองเหมือนกับกาแฟ
  • การดื่มชาจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้ ทำให้แจ่มใส และสดชื่น ช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกาย
  • ชามีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งและช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ไม่แก่ง่าย
  • ชาสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาท ช่วยหมุนเวียนโลหิตได้ ทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ป้องกันไขมันส่วนเกินสะสมในร่างกาย
  • การดื่มชาจะช่วยป้องกันและลดอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ อีกทั้งยังเพิ่มฤทธิ์ในการรักษาโรคไมเกรนได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนข้อควรระวังคือ การดื่มชาที่มีกาเฟอีนมากเกินไปในระยะยาวนั้น มีผลต่อการลดระดับความหนาแน่นของกระดูกลง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

เรื่องต้องรู้ของกาเฟอีน

สถาบันวิจัยหลายแห่งพบว่า ประโยชน์ของชาและกาแฟมีเท่าๆ กัน คือการช่วยปรับให้ระดับอินซูลินคงที่ และลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคพาร์กินสัน และมะเร็งที่ลำไส้ได้ ในสารกาเฟอีนมีประสิทธิภาพทําให้เส้นเลือดที่ขยายออกหดตัวกลับสู่ภาวะปกติ บรรดายาแก้ปวดทั้งหลายจึงมีส่วนผสมของกาเฟอีนเพื่อช่วยลดอาการปวดไมเกรนหรือปวดศีรษะทั่วไป ขณะเดียวกันก็ทําให้เสพติด แม้จะไม่หนักหนาเหมือนยาเสพติดชนิดอื่นๆ แต่เมื่อไรที่รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หรือปวดหัว คนจะหันไปพึ่งกาเฟอีนเสมอ และมักจะพึ่งพาในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ ใจสั่น สมาธิสั้น คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อตึงและปวด และอาจทําให้ปวดไมเกรนได้

กาเฟอีน เป็นยากระตุ้นประสาทชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งมีผลทําให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ทําให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมามากกว่าปกติ และทําลายโครโมโซมในหนูที่ใช้ทดลอง ทําให้ลูกหนูที่คลอดออกมาพิการไม่สมประกอบ โดยในปี ค.ศ.1980 สํานักงานอาหารและยา (F.D.A.) ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเตือนให้สตรีที่ตั้งครรภ์ลดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันแพทย์ได้ใช้กาเฟอีนกับเด็กทารกที่คลอดก่อนกําหนดและหยุดหายใจแล้วกว่า 20 วินาที เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น แต่ได้ผลไม่แน่นอน และมีการใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท รวมถึงใช้ผสมกับยาเออร์กอท (Ergot) ในการรักษาไมเกรนด้วย

เสริมเกราะป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้สตรอง!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643486

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.เสริมเกราะป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้สตรอง!!“อ่อนแอก็แพ้ไป” วลีแทงใจที่ใช้ได้หลายโอกาส ทั้งเรื่องของหัวใจ อารมณ์ความรู้สึก การแข่งขัน และปัจจุบันเป็นอันเข้าใจในเรื่องของสุขภาพและโรคภัยต่างๆ

เริ่มต้นทศวรรษนี้ เราต่างก็เจอกับศึกหนัก เริ่มตั้งแต่ปัญหาระดับภูมิภาค สภาพอากาศที่แปรปรวน น้ำท่วม อุณหภูมิร้อนหนาวราวกับคาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลกับร่างกายทั้งอาการเจ็บคอ ไข้หวัด กระทบการใช้ชีวิตมากขึ้นอีกสเต็ปกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมระดับประเทศและรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ท้าทายทั้งภาครัฐและเราทุกคนในการรับมือ พร้อมร่วมสร้างสำนึกเพื่ออากาศที่ดีอย่างยั่งยืน และอีกปัญหาที่ฝืนลิขิตธรรมชาติไม่ได้ คือเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลื่นระลอกใหม่ลูกใหญ่ที่กัดกินชีวิตประชากรไปแล้วทั่วทุกมุมโลก

นาทีนี้หลายคนยังคงตระหนกกับเหตุการณ์ที่กระทบการดำเนินชีวิต ขณะที่อีกหลายคนหันมาตระหนักถึงการป้องกันตัวเองในทุกๆ ด้านให้มากขึ้นเพื่อชีวิตที่ปกติสุขดังเดิมภายใต้สิ่งแวดล้อมใหม่ หรือ New Normal แต่หากไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหน แนะนำให้เริ่มจากการเสริมเกราะป้องกันสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง สตรองทุกสถานการณ์ด้วย 3 เทคนิคต่อไปนี้

· เสริมเกราะจากภายนอก

ข้อแรกคือจัดหาอุปกรณ์เสริมเพื่อการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยในยุคนี้ เริ่มที่ หน้ากาก ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน หน้ากาก N95 มีประสิทธิภาพป้องกันสูงกว่าหน้ากากแบบอื่น ป้องกันฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรคที่มีขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน และเชื้อไวรัสโคโรนา, หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ หาซื้อได้ทั่วไป ใส่แล้วหายใจสะดวก ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและแบคทีเรียจากการไอหรือจาม ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเชื้อไวรัสโคโรนาได้ค่อนข้างดี

หน้ากาก Pitta รุ่นมาตรฐาน สำหรับกรองอากาศโดยเฉพาะ ซักทำความสะอาดและใส่ซ้ำได้ ช่วยกันฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและเกสรดอกไม้ แต่ไม่ป้องกันฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเชื้อไวรัสโคโรนา, หน้ากากแบบผ้า ใช้ซ้ำได้ ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาได้เพียงเล็กน้อย 

อุปกรณ์ล้างมือ เพื่อความสะดวกคนส่วนใหญ่เลือกพกเจลแอลกอฮอล์แต่ต้องเลือกที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค, สเปรย์แอลกอฮอล์และแผ่นทำความสะอาดผสมแอลกอฮอล์ สามารถฉีดพ่นและเช็ดทำความสะอาดมือ ทั้งยังใช้กับสิ่งของต่างๆ ที่เราสัมผัส ทั้งนี้ การล้างมือด้วยสบู่และน้ำยังเป็นตัวเลือกที่น่าทำมากที่สุดเพราะสามารถขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคได้ดีกว่า

· สร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง

ร่างกายที่แข็งแรงคือกำแพงที่มั่นคงที่สุด ดังนั้น การเสริมสร้างร่างกายให้มีความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจะทำให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ เพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือด ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงสามารถจัดการกับเชื้อโรค และหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดเครียดและความวิตกกังวล, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนน้อยมีผลต่อการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ยืนยันโดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่พบว่ากลุ่มคนที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%

ลดเครียด เพราะอารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดลง เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย, ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกันและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

· ดูแลภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

ระบบภูมิคุ้มกันคือหนึ่งในกลไกป้องกันการติดเชื้อไวรัสในร่างกายที่มีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เราควรเสริมด้วยอาหารที่ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เบต้าแคโรทีน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในผักและผลไม้, วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี อาทิ ผักใบเขียวจัดหรือผักผลไม้สีเหลืองส้ม, แร่ธาตุ เช่น ซิลีเนียม หรือสังกะสี ที่พบในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม หรือถั่ว เป็นต้น การได้รับจากวิตามินเสริมก็เป็นอีกทางเลือก อาทิ มีจากงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่าวิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงของภูมิต้านทานต่อโรคติดเชื้อ ผู้ที่มีระดับวิตามินซีในร่างกายสูงจะหายจากการเจ็บป่วยบางชนิด เช่น ไข้หวัด และการติดเชื้อไวรัสได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้รับวิตามินซีเสริม

สุดท้าย การใช้ชีวิตบนความไม่ประมาทนั่นแหละดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงพื้นที่คนแออัด สวมหน้ากาก หมั่นล้างมือบ่อยๆ เลิกพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง ลดการทานอาหารหวาน เลิกดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ

7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ ปลดปล่อยเอนเนอร์จี้แบบสนุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643488

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 10:20 น.7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ ปลดปล่อยเอนเนอร์จี้แบบสนุกฟิตเนส เฟิรส์ท ชวนคุณหนูๆ ปลดปล่อยเอนเนอร์จี้ กับ 7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ สร้างกล้ามเนื้อง่ายๆ ได้ที่บ้าน

ในยุคที่ใครๆ ก็ตื่นตัวกับการออกกำลังกาย ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ย่อมต้องอยากสนับสนุนให้พวกเขาเล่นกีฬาและออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน การออกกำลังกายในวัยนี้ ยังช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกควบคุมร่างกาย ฟิตเนส เฟิรส์ท ขอแนะนำ “7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์” ง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน รับประกันความสนุกทุกท่าจนนึกว่ากำลัง “เล่น” อยู่ แถมได้ปล่อยพลังเกินร้อย ที่สำคัญทั้ง 7 ท่า ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายและสมาธิให้กับคุณหนูได้เป็นอย่างดี

เพราะเด็กเป็นวัยในการลอกเลียนแบบสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวอยู่แล้ว การออกแบบท่าออกกำลังกายทั้ง 7 ท่าด้วยการเลียนแบบท่าทางของสัตว์ จึงไม่ต่างกับการเล่นสนุกที่พวกเขาทำอยู่ทุกวัน

เริ่มกันด้วย ท่าที่ 1 “Frog Jumps” เลียนแบบท่ากบกระโดด ด้วยการนั่งยองๆ เอามือทั้ง 2 ข้างวางไว้ที่พื้นด้านหน้า แล้วกระโดดตัวให้สูงขึ้น และกลับมาท่าเดิม ทำซ้ำไปมาประมาณ 45 วินาที ท่านี้จะช่วยทำให้แขนขา และแกนกลางลำตัวแข็งแรง

สนุกกันต่อกับ ท่าที่ 2 “Bear Walk” ให้เขาลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นหมี เลียนแบบท่าเดินของหมีด้วยมือและเท้า กดสะโพกลงไม่ให้สูงเกินไปเพื่อเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว หลังจากนั้น เดินไปมาซ้ายขวา ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที

แล้วจึงเริ่มสนุกไปกับการเลียนแบบเจ้ากอริล่ากับ ท่าที่ 3 “Gorilla Shuffle” ด้วยการนั่งยองๆ วางมือทั้งสองข้างไว้ด้านข้างลำตัว แล้วค่อยๆ กระโดดไปด้านข้าง บอกให้ลูกของคุณเคลื่อนร่างกายไปมารอบห้อง คล้ายกับกอริล่ากำลังหาที่พักเหนื่อย เท่านี้ก็ได้ออกแรงแถมยังสนุกอีกด้วย

พักหายใจสัก 3-4 ลมหายใจแล้วไปต่อ! กับ ท่าที่ 4 “Starfish Jumps” ยืนตามปกติแล้วกำมือไว้ด้านหน้าลำตัว แล้วกระโดดกางแขนและขาให้กว้างเหมือนปลาดาว ท่านี้เด็กๆลองทำซ้ำดู จินตนาการว่าตัวเองเป็นปลาดาวที่ว่ายน้ำขึ้นลงในท้องทะเลอันกว้างใหญ่

แล้วไปฝึกกล้ามเนื้อขาและเท้าสำหรับการวิ่งกับ ท่าที่ 5 “Cheetah Run” สวมบทบาทเป็นเสือชีตาร์เจ้าแห่งการวิ่งที่พร้อมล่าเหยื่อ คุณพ่อคุณแม่อาจให้รางวัลการล่าเหยื่อในครั้งนี้ รับรองว่าเจ้าตัวเล็กจะวิ่งสุดพลังแน่นอน เบรกความเร็ว

แล้วเปลี่ยนมาโฟกัสที่หน้าท้องไปกับ ท่าที่ 6 “Crab Crawl” ด้วยการเลียนแบบท่าปู เริ่มจากนั่งยืดขาไปด้านหน้า ใช้มือทั้งสองข้างวางบนพื้นข้างลำตัว ส่วนขาทั้งสองข้างเหยียดไปด้านหน้า งอเข่าได้เล็กน้อย จากนั้นสามารถเดินหน้าหรือเดินถอยหลังได้ อย่าลืมบอกให้น้องๆ ยกก้นขึ้นไม่ให้แตะพื้น พร้อมเกร็งหน้าท้อง จากนั้นก็บอกให้ปูตัวน้อยเดินไปมารอบห้อง

ปิดท้ายด้วยการเลียนแบบสัตวใหญ่ที่น้องๆ รู้จักกันดีกับ ท่าที่ 7 “Elephant Stomps” เลียนแบบช้างด้วยการยืนตัวตรง ยกเข่าขึ้นทีละข้างให้สูงสุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นวางลงกับพื้น จินตนาการเหมือนช้างกำลังก้าวเดิน ทำสลับไปมาทั้ง 2 ข้าง พร้อมเดินไปมารอบห้อง แค่นี้เป็นการบริหารช่วงขากันแล้ว

ทั้ง 7 ท่านี้ ควรทำเซ็ตละ 45 วินาที และหยุดพัก 15 วินาที โดยทำท่าละ 2-3 เซ็ต แค่นี้ น้องๆ ก็จะได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน เสมือนการเล่น และหากคุณพ่อคุณแม่อยากสนุกสนานไปกับลูกๆ ก็อย่ารอช้า มาร่วมสร้างจินตนาการกับ 7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ต่างๆ ไปพร้อมกับคุณลูก เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ในครอบครัว ที่จะทำให้การอยู่บ้านไม่น่าเบื่อ และที่สำคัญยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมปลูกฝังให้เด็กๆ รักในการออกกำลังกาย แบบที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยในการบังคับแน่นอน

‘เซ็บเดิร์ม’ โรครังแคที่ไม่ได้คันแค่หัว แต่ลามถึงหน้าและลำตัวได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643475

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 07:35 น.'เซ็บเดิร์ม' โรครังแคที่ไม่ได้คันแค่หัว แต่ลามถึงหน้าและลำตัวได้นพ.รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์ อุปนายกวิเทศสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ไขข้อสงสัยถึงอาการคัน “เซ็บเดิร์ม” หรือโรครังแค พร้อมเผยกลเม็ดเคล็ดลับรักษาอาการคันน่ารำคาญให้หายขาด

ในสมัยก่อนเราเรียกเซ็บเดิร์ม ว่าโรคต่อมไขมันอักเสบ โดยแปลตามตรงๆ ของชื่อโรคจากภาษาอังกฤษ ปัจจุบันนี้เราจะคุ้นกับคำที่ว่า “รังแคของใบหน้า” หรือ“รังแค” หรือ “เซ็บเดิร์ม” ซึ่งเป็นโรคเดียวกัน

นพ.รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์ อุปนายกวิเทศสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า “โรครังแค” มีตั้งแต่เป็นมากหรือเป็นน้อย ที่เป็นน้อย ๆ แต่ไม่รำคาญ ก็ปล่อยไป เมื่อเริ่มมีการคันมากขึ้น หรือมีขุยสะเก็ดที่เห็นชัด ๆ ตกมาบนเสื้อผ้า อาจซื้อแชมพูกำจัดรังแคมาใช้เอง บางคนปล่อยไปมันก็หาย แต่ถ้าเกิดความรำคาญและเป็นนาน ลามมาถึงไรผม ใบหน้า จุดนี้ต้องเริ่มรักษา รังแคนั้นสามารถลามไปถึงหน้าอกและหลังได้

สาเหตุของโรคและกลุ่นคนที่พบบ่อย

เซ็บเดิร์มในบางรายเป็นได้ตั้งแต่เด็ก ๆ เช่น อายุประมาณ 2 – 3 เดือนถึง 6 เดือน คือเราจะเห็นว่าเด็กบางคนที่เกิดมามีขุยสะเก็ดแดง ๆ ที่ศีรษะ ที่ใบหน้า แต่กลุ่มนี้มักจะเป็นแล้วก็หายไปเองภายใน 1 ปี บางคนอาจเรียกว่าผื่นผ้าอ้อม บางทีเป็นที่ศีรษะหรือในร่มผ้าก็ได้

อีกกลุ่มหนึ่งคือ เซ็บเดิร์มในผู้ใหญ่ มักจะเป็นโรคที่เรื้อรังที่พบบ่อยในบริเวณศีรษะ อีกบริเวณที่พบคือ หว่างคิ้ว ง่ามจมูกและหลังหู ในบางคนถ้าเป็นแล้ว จะเริ่มลามลงมาที่ตรงกลางอกและแผ่นหลังลักษณะจะแห้ง ๆ ยิ่งเกา ยิ่งแกะ จะทำให้โรคนี้เป็นมากขึ้น

ข้อห้ามของโรครังแคคือห้ามทำอะไรแรง ๆ การสระผมก็ต้องเบา ๆ ห้ามเกา ซับเช็ดหน้าเบา ๆ การทายาก็ไม่ต้องถู ใช้แตะ ๆ เบา ๆ แทน การระคายเคืองไม่ได้เป็นสาเหตุ แต่จะกระตุ้นโรคให้เป็นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่านที่มีผื่นบนหน้าอย่าเหมาว่าตัวเองว่าเป็นเซ็บเดิร์ม คือมันมีอีกหลายโรคผิวหนังที่จะต้องคิดถึง

โรคเซ็บเดิร์ม รังแคนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการกระตุ้น เช่น การเครียด อดนอน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรง ฟอก ขัด ถู สระ ที่ใบหน้า ย้อมผมก็เป็นได้นะครับ หรือในบางรายที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น บางคนล้มหมอนนอนเสื่อ ไม่สบาย มีการผ่าตัด ก็สามารถกระตุ้นทำให้โรคนี้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งต้องบอกว่าเราต้องมองสองส่วน คือ ต้องมีแนวโน้มที่จะเป็นก่อน แล้วถึงมีการกระตุ้นให้เกิดขึ้น ซึ่งการกระตุ้นแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเครียดแล้วทุกคนจะเป็นเซ็บเดิร์มทั้งหมด แต่คนที่เป็นเซ็บเดิร์มแล้วเครียดก็มี คนที่เครียดแล้วไม่เป็นเซ็บเดิร์มก็มี เพราะฉะนั้น เราก็พยายามหาสาเหตุที่กระตุ้นแล้วหลีกเลี่ยงไปตามนั้นก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ขนตา ก็เป็นขนอย่างหนึ่งสามารถเกิดรังแคได้ ในบางรายนั้นมันขึ้นที่บริเวณขอบตาเป็นขุย ๆ สะเก็ด เลยคิดพานไปว่ากลายเป็นโรคตาไปเลย ไปเช็ดถูแรง ๆ ยิ่งเป็นมากขึ้น บางคนไปหายาหยอดตาซึ่งไม่จำเป็นครับ มันเป็นที่ผิวหนังที่บริเวณขอบขนตา ซึ่งก็คือรังแคที่ขอบตานั่นเอง

กลเม็ดเคล็ดลับรักษาเซ็บเดิร์ม

เซ็บเดิร์มหรือโรครังแคมักพบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า อาจลามมาที่อกและหลัง ในผู้ชายที่มีหนวดก็สามารถเป็นได้ การรักษาส่วนใหญ่ถ้ากรณีที่เป็นไม่มาก เราจะใช้แชมพูกำจัดรังแค ที่มีส่วนผสมของยาขจัดรังแค เช่นสารซิงค์ โพลิไธออน, ไซโคลพิรอกซ์ โอลามีน หรือซีลีเนียม ซัลไฟด์ หลักการของการฟอกการสระนั้นต้องทำเบา ๆ ห้ามเกา ใช้มือคลึงเบา ๆ แล้วก็ทิ้งเอาไว้อย่างน้อยประมาณ 2-3 นาที ให้ตัวยาออกฤทธิ์ และสะเก็ดอ่อนตัวหลุดออกไป แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำธรรมดา บางตัวทำให้ผมแห้ง หรือกลิ่นแรง ก็สามารถเลือกใช้ตัวแชมพูอื่นชะล้างโดยเร็วอีกรอบได้ โดยที่ไม่ต้องเกา หรือบางท่านที่ผมแห้งก็ใช้แค่ครีมนวดผมจับปลายเส้นผมได้

ในบางรายที่สะเก็ดติดหนังศีรษะหนาทำอย่างไรได้บ้าง ก่อนที่จะสระผมให้ใช้น้ำมันมะกอกแตะที่หนังศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 30 นาทีให้สะเก็ดมันร่อนนุ่ม ๆ แล้วค่อยสระผม แต่ห้ามแกะเพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เป็นมากขึ้น ในกรณีที่ใช้แชมพูดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น อาจต้องพบแพทย์เพื่อรับแชมพูที่เป็นยา วิธีการใช้จะเหมือนกัน

เคล็ดลับสำหรับคนเป็นรังแคที่ใบหน้า อาจใช้ฟองแชมพูสำหรับสระผมให้โดนในบริเวณที่มีผื่น ทิ้งไว้สั้น ๆ สัก 1 นาทีแล้วล้างออกอาจจะช่วยในการรักษาและป้องกันได้ คนที่มีอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์มีความเข้มข้นต่าง ๆ บริเวณศีรษะ แนะนำให้ใช้ความเข้มข้นน้อย ๆ จะมีในรูปของโลชั่นหยอดศีรษะ หรือเป็นยาครีมสำหรับผิวหนังทั่วไป โดยทาวันละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 1-2 สัปดาห์พอดีขึ้นก็หยุด ในบางคนที่เป็นบ่อย ๆ แนะนำว่าการป้องกันคือ ใช้แชมพูขจัดรังแคกับแชมพูปกติสลับกันไป และเมื่อไหร่ก็ตามเมื่อเริ่มมีอาการรำคาญ ก็ค่อยมาใช้ยาสเตียรอยด์ที่พูดถึง

ในบางรายที่กลัวสารสเตียรอยด์ ก็มียาหลาย ๆ ตัวที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ยาในกลุ่มยาฆ่าเชื้อรา เพราะบางคนที่เป็นรังแคส่วนหนึ่งของคนไข้จะมีเชื้อรา คือ เชื้อยีสต์หรือเชื้อเกลื้อน สูงกว่าคนปกติทั่ว ๆไปแต่ต้องบอกว่าไม่ต้องกลัว เพราะว่าตัวเชื้อยีสต์กับตัวเชื้อเกลื้อนนี้พบได้บนผิวของทุกคน อาจจะไม่มี 100% แต่ว่าคนไหนก็ตามที่มีผิวหนังมัน คนที่ออกกำลังกายเหงื่อออกเยอะ ๆ อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ของเชื้อเกลื้อนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดรังแคขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นในบางราย การใช้ครีมฆ่าเชื้อรากคีโตโคนาโซล (ตัวแม่แบบคือตัวไนโซรัล) ให้ทาบริเวณที่เป็นเช้า – เย็น ข้อดีของการใช้คีโตโคนาโซล คือสามารถใช้ป้องกัน และทาเป็นครั้งคราวได้ ยาทาตัวอื่น ที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ คือ เรียกว่ายากลุ่ม calcineurin inhibitor ได้แก่ Protopic กับ Elidel ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง พอเริ่มดีขึ้นก็ลดเป็นวันละครั้ง พอหายก็หยุด ผลข้างเคียงของยา 2 ตัวนี้ คือทาแล้วอาจจะมีอาการแสบ ๆ คัน ๆ บ้างในช่วงแรก ๆ สามารถใช้ในการป้องกันได้

ในกรณีที่เป็นบ่อย ๆ หรือเป็นประจำ ใช้ทา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เช่น จันทร์- พุธ – ศุกร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ แต่ถ้ามขึ้นมาเยอะมาก ๆ จะต้องไปใช้ยาสเตียรอยด์ สลับไปมาก็จะสามารถคุมอาการได้

นพ.รัฐภรณ์ กล่าวว่า สุดท้ายจะมีครีมที่จัดอยู่ในกลุ่มครีมบำรุงผิวบางตัว ซึ่งมีประสิทธิภาพช่วยในเรื่องของเซ็บเดิร์มได้ดี ได้แก่ Atopiclair และ Sebclair สามารถที่จะใช้แทนครีมบำรุงผิวหรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ในการรักษาและป้องกัน แต่ในกรณีที่หยุดใช้ยาแล้วยังมีเห่อขึ้นเป็นครั้งคราวอาจต้องกลับไปใช้กลุ่มยารักษาที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น

การใช้น้ำเกลือล้างกรณีเป็นเซ็บเดิร์ม มิใช่การรักษา ใช้ได้ในกรณีที่มีสะเก็ดเยอะ ๆ สะเก็ดหนา ๆ หรือหากจะประคบให้ใช้น้ำต้มสุกสะอาดหรือน้ำต้มสุกที่ผสมเกลือก็ได้ หรือน้ำเกลือที่หาซื้อได้ทั่วไปก็ได้ ประคบเพื่อให้สะเก็ดมันนุ่มอาจจะใช้น้ำมันมะกอกให้สะเก็ดมันหลุด โดยให้เอาผ้าก๊อซประคบค่อย ๆ ดึงออกมาเบา ๆ สะเก็ดมันจะหลุดเอง

งานวิจัยเผย ‘ภาคใต้’ แชมป์กินเค็ม ชี้ ‘คนจบสูง-คนอ้วน-คนเป็นความดันสูง’ บริโภคโซเดียมหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643251

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 08:15 น.งานวิจัยเผย 'ภาคใต้' แชมป์กินเค็ม ชี้ 'คนจบสูง-คนอ้วน-คนเป็นความดันสูง' บริโภคโซเดียมหนักเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และสมาคมโรคไตฯ เผยงานวิจัยล่าสุดร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เกิน 2 เท่า “ภาคใต้” ครองแชมป์กินเค็ม ขณะที่คนมีการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

สะเทือนไตคนไทยทั้งประเทศ เมื่อเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เผยผลงานวิจัยล่าสุด ที่ได้รับการพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เฉลี่ยสูงที่สุดในภาคใต้, ภาคกลาง, ภาคเหนือ, กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ด้านองค์การอนามัยโลกระบุ จากผลการศึกษานี้ทำให้ต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความพยายามในการลดปริมาณการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะเด็กไทยที่บริโภคเกลือมากเกินไป

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มและนายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัด จึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10 โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา

ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน

ภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน

ภาคเหนือ จำนวน 3,563 มก./วัน

กรุงเทพมหานคร จำนวน 3,496 มก./วัน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3,316 มก./วัน ตามลำดับ

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ทางทีมวิจัยยังพบว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสรุปแล้ว คนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึงเกือบ 2 เท่า (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกในประเทศไทยที่ใช้วิธีสำรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นประโยชน์มากต่อการเปรียบเทียบข้อมูลการบริโภคโซเดียมของคนไทยในอนาคต

ด้าน นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานระดับสูงสุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนไทยบริโภคโซเดียมเกินปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันถึงเกือบ 2 เท่า ผลการศึกษานี้ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่เราจะต้องเพิ่มความพยายามในการลดปริมาณการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้หลายพันคน จากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย”

ส่วน พญ.ดร.เรณู การ์ก เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ (โรคไม่ติดต่อ) สำนักงานผู้แทนองค์อนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือ เด็กไทยบริโภคเกลือมากเกินไป โดยเฉลี่ยเด็กไทยบริโภคโซเดียมมากถึง 3,194 มก. ต่อวัน ซึ่งเป็นระดับการบริโภคที่สูงเกินกว่าเกณฑ์แนะนำสำหรับกลุ่มเด็กมาก ยิ่งกว่านั้นปริมาณโซเดียมที่เด็กไทยบริโภคถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ซึ่งทำให้เยาวชนตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะมีภาวะความดันโลหิตสูง และโรคไตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น เราต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดการบริโภคโซเดียมทั้งในผู้ใหญ่ และเด็ก

เจ้าหน้าที่ WHO ยังแนะนำว่า ให้บริโภคโซเดียมไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา หรือคิดเป็นปริมาณโซเดียม 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคเกินกว่า 2 เท่า หากรัฐบาลผลักดันนโยบายเก็บภาษีผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูงเกินมาตรฐาน โดยเก็บภาษีผลิตภัณฑ์บรรจุหีบห่อ และผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารปรับรูปแบบอาหารบรรจุหีบห่อให้มีโซเดียมน้อยลง จะช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน และลดความเสี่ยง NCDs จากการบริโภคโซเดียมมากเกินความพอดีได้สำเร็จ

ถ้าไม่กินถั่งเช่าแก้ปวดเข่า แล้วเราจะหาคอลลาเจนได้จากไหนบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643142

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 10:19 น.ถ้าไม่กินถั่งเช่าแก้ปวดเข่า แล้วเราจะหาคอลลาเจนได้จากไหนบ้างไม่อยากบริโภคถั่งเช่าแต่ยังต้องการคอลลาเจน วันนี้เรามีแหล่งคอลลาเจน พร้อมตำตอบว่าการกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมได้จริงหรือไม่ มาบอกกัน

เกิดการถกเถียงถึงประโยชน์โทษของถั่งเช่ากันอีกครั้ง จากกรณีที่มีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์เป็นอุทาหรณ์ว่า พ่อทานอาหารเสริมถั่งเช่าแล้วแน่นหน้าอก หายใจลำบากต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน จากนั้นมีอาการน้ำท่วมปอด ค่าไตต่ำ ไตวายระยะสุดท้าย และในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีคำเตือนจากนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอกว่า ทานถั่งเช่าสกัดต่อเนื่องเสี่ยงไตวาย

ปัญหาตามมาของคนที่ทานถั่งเช่าผสมคอลลาเจน เพราะต้องการสารคอลลาเจนให้ช่วยในเรื่องของข้อต่อและกระดูก หลายคนไม่อยากบริโภคถั่งเช่าแต่ยังต้องการคอลลาเจน วันนี้เรามีแหล่งคอลลาเจน พร้อมตำตอบว่าการกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมได้จริงหรือไม่ มาบอกกัน

คอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจนมาจากคำกรีก หมายถึง “กาว” จึงหมายถึงเป็นเหมือนกาวที่คอยยึดโยงเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายเข้าด้วยกัน คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ กระจายทั่วร่างกายเรามากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนทั่วร่างกาย เป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เป็นส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หลอดเลือด ทางเดินอาหาร เป็นต้น โปรตีนจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนซึ่งร่างกายจะนำไปสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน ผม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และอื่นๆ อีกจำนวนมาก กรดอะมิโนในคอลลาเจนจะพบมากที่สุดในร่างกาย แต่เมื่อร่างกายแก่ตัวลง ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน เสื่อมและอ่อนแอ จึงเข้าทางการโฆษณาชวนเชื่อของธุรกิจสุขภาพว่า การฉีด การกินผง ยาเม็ด ยาทา คอลลาเจน จะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนเพิ่มขึ้น

คอลลาเจนบำบัดรักษาอะไรได้บ้าง

มีการโฆษณาในสื่อต่างๆ ว่า คอลลาเจนสามารถช่วยลดอาการปวดข้อจากข้อเสื่อม ผิวพรรณสวยงาม ระบบทางเดินอาหารดี และสมรรถนะทางกีฬาสูงขึ้น ดาราหลายคนได้ออกมาโฆษณาด้วยตนเอง ทำให้คอลลาเจนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย จนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ทำรายได้มหาศาล (คาดว่าจะถึงหกพันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2025)

คอลลาเจนมาจากไหนบ้าง

ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ และใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ผม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และอื่นๆ อีกมากมาย คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบโปรตีนหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผิวหนัง แต่เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนน้อยลง ดังนั้น การกินคอลลาเจนเพิ่มจึงเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทำให้มีผลิตภัณฑ์คอลลาเจนจำนวนมากทั้งที่เป็นผง เป็นแคปซูล ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากส่วนของสัตว์ เช่น เกล็ดปลา หอยเป๋าฮื้อ กระดูกหรือหนังวัว หมู เป็นต้น

คอลลาเจนมีอยู่ทั่วร่างกาย เราอาจแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

  • ชนิดที่ 1 มีมากในสัตว์ทะเล นิยมใช้เพื่อลดริ้วรอยของใบหน้า ผิวหนัง แต่ก็มีผลดีต่อกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ
  • ชนิดที่ 2 เป็นส่วนประกอบหลักในกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ปกป้องข้อ หมอนรองกระดูกสันหลัง ตา มีมากในน้ำต้มกระดูก กระดูกไก่
  • ชนิดที่ 3 พบมากในลำไส้ กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และมดลูก

คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ส่วนใหญ่พบมากและผลิตมาจากวัว ผงคอลลาเจนที่ขายในท้องตลาด จะเป็น “hydrolyzed”  การ hydrolyze หมายถึง กรดอะมิโนถูกทำให้แตกตัวเป็นหน่วยเล็กๆ ซึ่งทำให้ผงสามารถละลายในน้ำได้ดี 

คอลลาเจนที่ขายทำจากอะไร

คอลลาเจนที่ขายกันนั้นทำจากกระดูกหรือหนังของวัว เกล็ดปลา ดังนั้น ผู้ที่ไม่กินหมู วัว จึงต้องพิจารณาและอ่านฉลากให้ชัดเจนว่า ผลิตจากอะไร ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ขายกันส่วนใหญ่เป็นแบบที่ละลายน้ำได้ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ความจริงแล้ว อาหารหลายชนิดที่เรากินก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนอยู่แล้ว เช่น หนังหมู ซุปกระดูก นม ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น

คอลลาเจนมีสรรพคุณตามโฆษณาจริงหรือไม่

เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ความเชื่อที่ว่า ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไป ร่างกายก็จะนำคอลลาเจนไปเสริมหรือสร้างเนื้อเยื่อ กระดูกอ่อน ผิวหนังที่ขาดคอลลาเจน ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีน เมื่อกินเข้าไป จะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน ถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกาย ร่างกายไม่สามารถกำหนดว่าจะให้ไปซ่อมเสริมส่วนใดของร่างกายตามต้องการได้

เมื่อทบทวนงานวิจัยต่างๆ ในการใช้คอลลาเจนเพื่อการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับการปวดข้อจากข้อเสื่อม กระดูกพรุน พบว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนว่า คอลลาเจนมีผลลดอาการปวดของข้อ และความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้นในระยะสั้น จึงต้องมีการศึกษาระยะยาวและการศึกษามากกว่านี้ก่อนที่จะสรุปผลของการใช้คอลลาเจนที่ชัดเจนสรุป การกินอาหารให้ครบทุกหมู่ อาหารพื้นบ้าน การออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้เพียงพอแล้ว คงไม่ต้องเสียเงินทองมากมายไปซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนมาใช้

การกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมจริงหรือไม่ 

เมื่อทบทวนงานวิจัยในวารสารต่างๆ พบว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงว่า การกินคอลลาเจนช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้สร้างเสริมส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง ลดอาการปวดตามข้อได้ แต่เมื่อทบทวนวรรณกรรมใน Cochrane library ที่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบงานวิจัยหลายๆ งานวิจัย พบว่า การศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน 20 ชนิด ในงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ 7 รายงานสามารถลดอาการปวดของข้อได้ดี ส่วนอีก 6 รายงานสามารถลดอาการปวดข้อได้ แต่ผลดีทางคลินิกไม่ชัดเจน ไม่มีผลิตภัณฑ์คอลลาเจนใดเลยที่มีผลในการลดอาการปวดในระยะยาว คุณภาพของงานวิจัยมีตั้งแต่น้อยจนถึงดี ดังนั้น การกินคอลลาเจนอาจลดอาการปวดของข้อได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วไม่ยืนยันผลดี รวมทั้งยังไม่มีผลทางคลินิกว่า โครงสร้างของข้อ กระดูก และเนื้อเยื่ออื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

การช่วยลดอาการปวดข้อ การปวดกล้ามเนื้อที่ดีและได้ผล คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การกินปลาตัวเล็กตัวน้อยจะได้ปริมาณคอลลาเจนจากอาหารเพียงพอ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนในรูปแบบต่างๆ นั้นอาจมีผลการลดอาการปวดข้อในระยะสั้น ไม่ได้ผลในระยะยาว และไม่ได้ทำให้โครงสร้างของข้อ กระดูกเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

แหล่งอาหารที่อุดมด้วยคอลลาเจนจากธรรมชาติและสิ่งที่ควรกินเมื่อต้องการคอลลาเจน

  • ผักสีเขียวเข้มเช่น ผักโขม กะหล่ำปลี และผักคะน้า อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่าลูทีน ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความสามารถของร่างกายในการผลิตคอลลาเจน
  • ผักผลไม้สีแดงส้ม เช่น มะเขือเทศ แครอต พริกหยวกแดง บีทรูต ฯลฯ เป็นต้น อุดมไปด้วยไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและยังส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยและเติมเต็มความแข็งแรงของเซลล์ผิวด้วย
  • ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองอุดมไปด้วยเจนีสทีน (Genistein) ช่วยให้เกิดการผลิตคอลลาเจนและช่วยป้องกันเอนไซม์ที่ทำลายผิว
  • อาหารที่อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า พบได้ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่วอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และอะโวคาโด ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างคอลลาเจนจากแถมยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างมาก
  • อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ ข้าวโพด ผักโขม จมูกข้าวสาลี และมะกอก เป็นต้น ซึ่งวิตามินอีทำหน้าที่ปกป้องผิวจากแสงแดดและอนุมูลอิสระสองตัวการร้ายที่ทำให้คอลลาเจนลดลง อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ริ้วรอยลดลง เพิ่มความอ่อนนุ่มและเรียบเนียนให้กับผิวด้วย
  • อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ แครอท นม เนื้อ ปลา เนยแข็ง ไข่ และตับ เป็นต้น ซึ่งมี เรติน-เอ (Retine-a) ที่ช่วยในเรื่องผมและผิว เช่น การปรับสีผม ขจัดผิวที่แห้ง รักษาความอ่อนเยาว์ และทำให้ผิวดูกระชับขึ้น
  • วิตามินซีที่อยู่ในผักและผลไม้ เช่น ส้ม มะนาว และสตรอเบอรรี่ ฯลฯ จะทำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิว ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน แถมมีส่วนช่วยดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
  • ไลซีน (Lysine) และ โพรลีน (Proline) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของคอลลาเจน โดยที่ โพรลีน เป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น และร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้จึงต้องรับจากอาหารเท่านั้น ได้แก่ นม เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู และปลา เป็นต้น