‘เก็ท’ลุยท้าชน’แกร็บ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564898

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 07:57 น.

'เก็ท'ลุยท้าชน'แกร็บ'

เก็ทผนึกโกเจ็กผู้ให้บริการเรียกรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ผ่านแอพลุยธุรกิจออนดีมานด์แอพพลิเคชั่น ชิมลางปลายปีนี้

นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เก็ท” เปิดเผยว่า บริษัทได้จับมือร่วมกับโกเจ็ก (GoJek) ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และบริการส่งของจากประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมกันดำเนินธุรกิจแอพพลิเคชั่นออนดีมานด์ หรือการให้บริการเรียกรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และส่งของในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “เก็ท”

สำหรับความคืบหน้าของบริการดังกล่าวขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองระบบ ควบคู่ไปกับการเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ getth.co/preregis ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อทดสอบผลการตอบรับ โดยผู้ที่ลงทะเบียนจะได้รับสิทธิในการทดลองในการใช้งาน และได้รับการแจ้งเตือนบริการเมื่อแอพเบต้าพร้อมให้ใช้งาน

“การเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทที่จะได้รับฟีดแบ็กและความคิดเห็นจากเทสเตอร์ที่เข้ามาลงทะเบียน เพื่อนำผลการตอบรับที่ได้รับมาปรับปรุงในแอพพลิเคชั่นให้เหมาะกับการใช้งานในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะมีการเปิดใช้งานจริงในช่วงปลายปีนี้” นายภิญญา กล่าว

สำหรับพื้นที่ที่จะทำการทดลองให้บริการและเปิดให้บริการจริงในช่วงปลายปีนี้ บริษัทจะเริ่มที่เขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หรือซีบีดีก่อน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีผู้บริโภคอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก และมีปัญหาในด้านของการจราจร

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ “โกเจ็ก” ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงแผนการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศที่วางไว้ว่าจะเข้าไปลงทุน ประกอบด้วย เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งแผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว โกเจ็กคาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยประเทศแรกที่ได้ทำการเปิดตัวธุรกิจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คือ เวียดนาม ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะพร้อมเปิดตัวได้ในไตรมาส 4 นี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่โกเจ็กจะออกมาประกาศแผนการลงทุนใน 4 ประเทศอาเซียนได้มีการเพิ่มทุนในธุรกิจ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำต่างๆ เช่น กูเกิล (Google) วอร์เบิร์ก พินคัส (Warburg Pincus) เคเคอาร์ (KKR) เทนเซ็นต์ (Tencent) และเหม่ยถวน-เตี้ยนผิง (Meituan-Dianping) ซึ่งจากการสนับสนุนดังกล่าวทำให้โกเจ็กมั่นใจว่าการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปรับรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับคนไทย

ภาพ รอยเตอร์ส

เอไอเอสจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรก6.6พันล้านแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564884

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 21:37 น.

เอไอเอสจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรก6.6พันล้านแล้ว

เลขาธิการ กสทช. เผยกลุ่มเอไอเอส ชำระเงินค่าประมูลคลื่น 1800 MHz งวดที่ 1 จำนวน 6,693.38 ล้านบาท แล้ว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (19 ก.ย. 2561) บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 MHz ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท ได้นำเงินค่าประมูลงวดที่ 1 จำนวน 6,255.50 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 อีก 437.885 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,693.385 ล้านบาท พร้อมด้วยหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือวงเงิน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) มามอบให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการประมูล โดยเงินค่าประมูลดังกล่าว เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดการประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช. จะรีบนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายฐากร กล่าวว่า เมื่อ AWN นำเงินค่าประมูลงวดที่ 1 มาชำระ พร้อมทั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนก่อนรับใบอนุญาตฯ และการเปิดให้บริการบนคลื่นความถี่ฯ ดังกล่าว ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785/1835-1880 MHz แล้ว กสทช. จะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และเพิ่มการอนุญาตบริการในใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ของบริษัทฯ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 24 ก.ย. 2561 ตามที่บริษัทฯ ร้องขอ และระยะเวลาการอนุญาตดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 15 กันยายน 2576 พร้อมกับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่ได้มีการจัดการประมูลไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คลื่นความย่านนี้คืนกลับมาที่ กสทช. เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ด้วยการประมูลพร้อมกัน

สำหรับการชำระเงินค่าประมูลจะแบ่งออกเป็น 3 งวด งวดแรกชำระ 50% ของราคาที่ชนะการประมูล งวดที่ 2 ชำระ 25% และงวดที่ 3 ชำระอีก 25%

ข้อผิดพลาดในการทำ Digital Marketing (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564806

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 14:20 น.

ข้อผิดพลาดในการทำ Digital Marketing (2)

โดย..ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์

วันนี้มาต่อกันตอนที่สอง ว่าด้วยข้อผิดพลาดที่มักพบเสมอ เวลาเราๆ ท่านๆ ทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) กัน

4) คลั่งจำนวน Fans! ข้อนี้เหมือนว่าแบรนด์และบรรดาดิจิทัล มาร์เก็ตเตอร์เริ่มปรับตัวกันได้บางส่วน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ยังยึดติดกับสูตรดั้งเดิม ทำเฟซบุ๊กก็ขอแฟนเยอะไว้ก่อน เอาจำนวนแฟนเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของเฟซบุ๊กที่ดูแล เสร็จแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างไรก็ได้ให้แฟนของเพจเรามีเยอะกว่าคู่แข่ง

คำถาม คือ แฟนเยอะ แล้วไง ผู้บริโภคเขาเลือกซื้อสินค้าจากเพจที่มีแฟนเยอะใช่ไหม ไม่อยากจะเอ่ยให้ช้ำใจ ว่าจริงๆ แล้วทุกวันนี้คนเล่นเฟซบุ๊กส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าหน้าเพจหลักของบรรดาแบรนด์ต่างๆ แต่จะอ่านข้อความต่างๆ ผมอยากให้ทุกๆ คนลองมาตั้งคำถามกับตัวเองก่อนดีกว่า ว่าเรากำลังทำเฟซบุ๊ก แฟนเพจเพื่ออะไร และมันช่วยธุรกิจตรงไหน ช่วยให้คนรู้จักเรามากขึ้น ช่วยสร้าง Lead ให้กับธุรกิจ ช่วยทำให้เรามีกลยุทธ์ในการทำเฟซบุ๊กที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

5) เคพีไอ อันนี้ถือเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของมนุษย์ดิจิทัลที่ทำงานในบริษัทใหญ่ๆ เพราะในบริษัทใหญ่ๆ นั้น การทำงานทุกๆ อย่าง จะมีเคพีไอเป็นตัววัดผลงาน ซึ่งแน่นอนว่างานดิจิทัลก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีเคพีไอด้วย หลักการตั้งเคพีไอของงานดิจิทัล แนะนำว่า ถ้าอยากจะกำหนดเคพีไอของงานดิจิทัล ผู้ที่กำหนดควรจะมีความแตกฉานในวิชาดิจิทัลพอสมควร

6) งบประมาณดิจิทัลกระจิริด เปิดดูรีเสิร์ช งบการใช้สื่อประเภทต่างๆ ของบริษัทรีเสิร์ช ชื่อดังระดับโลกเอซีนีลเส็น แล้วแอบลมจับ งบประมาณดิจิทัลใช้ 1-2% ของงบโฆษณาทั้งหมด แต่นีลเส็นตัวเลขของการใช้ออนไลน์ มีเดียในเว็บไซต์ชื่อดังแค่ 30 เว็บไซต์ หากหยิบเอาตัวเลขของงบโฆษณาในเฟซบุ๊ก กูเกิล หรือโซเชียล มีเดียอื่นๆ เข้ามารวม ตัวเลขของการใช้สื่อดิจิทัลในไทยใกล้ๆ ถึง 10%

ทั้งนี้ อัตราการบริโภคสื่อดิจิทัลของชาวไทย สูสีคู่คี่ไม่แพ้สื่อโทรทัศน์ แต่อัตราการใช้เงินระหว่างสื่อโทรทัศน์กับสื่อดิจิทัลกลับทิ้งห่างกันแบบหลายช่วงตัว เลยอยากชักชวนบรรดาแบรนด์ไทยใจกล้า ตั้งการใช้งบสื่อ ในดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากขึ้น

รัฐเร่งเดินหน้า ‘สมาร์ทซิตี้’ สู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564811

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 13:35 น.

รัฐเร่งเดินหน้า 'สมาร์ทซิตี้' สู่ความยั่งยืน

โพสต์ทูเดย์ – “พันธ์ศักดิ์” ชี้เทรนด์ประชาชนมุ่งสู่เมืองหลวง ประสานความร่วมมือผลักดันโครงการ

นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ในปี 2561 รัฐบาลได้มีแผนที่จะขยายโครงการสมาร์ทซิตี้ เพิ่มขึ้นอีก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จากปัจจุบันมี 1 จังหวัดคือ ภูเก็ต

สำหรับในกลุ่ม 3 จังหวัดใหม่ที่จะสนับสนุนให้เป็นสมาร์ทซิตี้ คือ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่อยู่ในเขตโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า สมาร์ทอีอีซี ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว

“บทบาทของภาครัฐคือการส่งเสริมให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการผลักดันโครงการดังกล่าวนี้” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากแนวโน้มของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมีจำนวนมากกว่า 50% ของประชากรโลก และจะทยอยเพิ่มขึ้นตามลำดับในอนาคต นับเป็นทิศทางสำคัญที่ส่งผลให้ต้องเร่งดำเนินการโครงการสมาร์ทซิตี้ เพื่อขยายผลการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปัจจัยสำคัญที่จะเกิดขึ้นได้ของโครงการดังกล่าวคือการยอมรับของประชาชนในพื้นที่กับหน่วยงานในพื้นที่ที่จะร่วมกันผลักดัน

นายนพพร ลีปรีชานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทิศทางการมุ่งเข้าสู่เมืองหลวงสอดคล้องกับผลการศึกษาในระดับโลก และยังมีด้าน ความโปร่งใส และบิ๊ก ดาต้า ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกที่ส่งผลให้เกิดสมาร์ทซิตี้

นอกจากนี้ 3 ลักษณะสำคัญที่ก่อให้เกิดสมาร์ทซิตี้ขึ้นได้ต้องประกอบไปด้วย 1.ระบบโครงสร้างพื้นฐาน 2.ข้อมูล และ 3.ประชาชน ซึ่งต้องมองความรอบด้านขององค์รวมในทุกส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง

นายเซีย เชน เยน ประธานบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทมีการพัฒนาโซลูชั่นและนวัตกรรมที่ส่งผลให้เมืองต่างๆ มีความอัจฉริยะมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและการบริหารจัดการเมืองเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

5 เทคนิคช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564705

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 17:40 น.

5 เทคนิคช็อปออนไลน์

เรื่อง http://www.priceza.com

การซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายมากในปัจจุบัน เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ก่อนที่จะเข้าไปซื้อของออนไลน์ เรามีเทคนิคง่ายๆ ในการซื้อของอย่างฉลาดเลือก ซึ่งนอกจากจะได้ของดีมีคุณภาพ ยังราคาถูกกว่าที่คิด…ไปดูกันเลย

1. ใช้ตัวช่วยอย่าง Search Engine หรือ Shopping Search Engine

อย่างที่รู้กันดีว่าในยุคนี้ การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเลือกช็อปอะไร ให้เสิร์ชหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการ ผ่านทาง Google หรือ Shopping Search Engine อีกหนึ่งเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ คือ หากเป็นไปได้ เลือกร้านที่เป็นเว็บไซต์ที่สามารถค้นหารายละเอียดหรือข้อมูลต่างๆ ได้อย่างครบครัน จะเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

2. เทียบราคา หาร้านที่คุ้มค่าและถูกที่สุด

ทางที่ปลอดภัยที่สุด คือ การเลือกซื้อผ่านเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่ดีมาก เพราะว่าเราจะได้รู้ราคากลาง แถมยังรู้ว่าร้านไหนราคาเท่าไร มีโปรโมชั่นอย่างไรบ้าง สมัยนี้ลากยาวไปถึงโปรโมชั่นการจ่ายเงินเลยก็มี เรียกได้ว่าเว็บเปรียบเทียบราคาเขาดึงโปรโมชั่นเหล่านี้มาให้เราแล้ว เช่น http://www.priceza.com

3. ดูรีวิวเยอะๆ ก่อนซื้อ

รีวิวของคนที่มาแชร์ข้อมูลสินค้าต่างๆ ไว้ นับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นดี ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องควบคู่กับการศึกษาหาข้อมูลมาแล้วอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน

4. เลือกช่องทางชำระเงินที่ดีและเก็บหลักฐานการโอน

จะซื้อของออนไลน์ จะปล่อยให้เงินลอยหายไปกับอากาศโดยไม่ได้ของไม่ได้ ดังนั้น การซื้อของออนไลน์ทุกครั้ง จำเป็นต้องตรวจสอบและเลือกช่องทางการชำระเงินออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เช่น บัตรเดบิต บัตรเครดิต การโอนเงินผ่านธนาคาร การชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือแม้กระทั่งการชำระเงินปลายทางที่ยื่นหมูยื่นแมวตอนของมาถึงแน่นอน ที่สำคัญต้องเก็บหลักฐานการโอนเงินเอาไว้ ไม่ว่าชำระผ่านช่องทางไหนๆ การเก็บภาพหน้าจอที่ยืนยันการชำระเงินแล้ว เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเราไม่ได้ของ เราก็ยังมีหลักฐานที่แสดงให้ทางร้านรู้ได้ว่ามีการคุยกันจริงและโอนจริง

5. ช็อปอย่างมีสติ หาโค้ดส่วนลด ก่อนตัดสินใจชำระเงิน

พิจารณาเงินในกระเป๋า อย่าใจร้อนเกินไป การช็อปปิ้งออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องช็อปอย่างมีสติ เก็บไว้เดือนหน้า เดือนนู้น เดือนโน้นบ้าง ก็ยังได้กระจายความเสี่ยง (กระเป๋าบางกันไป) ไม่งั้นอาจจะโอนเงินหมดกระเป๋าได้ในคืนเดียว อันนี้สำคัญที่สุดนะบอกเลย หรือถ้าจะให้ดี ลองหาโค้ดส่วนลดของสินค้าที่จะช็อปตอนนั้นดู ถ้ามีก็เรียกว่าคุ้มสุดๆ ไปเลย

สร้างแบรนด์ให้แกร่ง ในโลกออนไลน์ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564665

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 11:40 น.

สร้างแบรนด์ให้แกร่ง ในโลกออนไลน์ (1)

เรื่อง ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

ปัจจุบันนี้หนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสินค้า นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าแล้ว ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการเลือกแบรนด์มากขึ้น เพราะการเลือกแบรนด์นั้น เป็นการบ่งบอกถึงตัวตนหรือรสนิยมของผู้ใช้สินค้าอีกด้วยดังนั้น ธุรกิจที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และสามารถสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเก่าได้ด้วยเช่นกัน แล้วการสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจออนไลน์ต้องทำอย่างไร เราควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดบ้าง ลองติดตามดูครับ

• รู้จักแบรนด์

การสร้างแบรนด์สำหรับธุรกิจออนไลน์ต้องเริ่มจากความเข้าใจถึงตัวตนของแบรนด์ก่อน ลองให้คุณตั้งคำนิยาม 3 คำที่จะสื่อถึงแบรนด์ จากนั้นลองถามคำถามเดียวกันกับคนรอบข้าง เพื่อดูว่าคำตอบที่ได้มีความใกล้เคียงกันกับสิ่งที่คุณตั้งใจไว้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ก็เป็นไปได้ว่า แบรนด์ของคุณอาจจะยังมีตัวตนไม่ชัดเจนนัก หรือการสื่อสารเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์อาจจะยังไม่ได้ประสิทธิภาพเพียงพอ

• รู้จักลูกค้า

การเลือกโฟกัสเฉพาะกลุ่มจะทำให้เราสื่อสารได้ตรงจุด และดึงประสิทธิภาพในการสื่อสารได้มากกว่า นอกจากนั้นการที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยังทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนการสื่อสารได้ง่ายขึ้น เช่น แทนที่จะบอกว่าเป็นแบรนด์เพื่อคนหนุ่มสาวทั่วไป เราอาจจะระบุกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เป็นสินค้าเพื่อผู้หญิงในวัยทำงานอายุเฉลี่ย 25-30 ปีในเขตกรุงเทพฯ ชอบออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ลูกค้าเรานั้นอยู่ที่ไหน สนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ จะเข้าถึงได้อย่างไร และควรจะเลือกใช้ภาษาอย่างไรในการสื่อสาร เป็นต้น

• สร้างตัวตน

หน้าเพจไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือมาร์เก็ตเพลสก็คือหน้าร้านของธุรกิจออนไลน์ นอกจากการตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบการใช้งานที่เสถียร รวดเร็ว มีระบบการจ่ายเงินที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยแล้ว การมีเว็บไซต์ที่สวยงาม น่าเชื่อถือ ยังสื่อถึงบุคลิกของแบรนด์ได้อีกทางหนึ่งด้วย การเลือกใช้สีสันไอคอน โลโก้ ลักษณะตัวหนังสือ รูปแบบการจัดวาง และเนื้อหาบนเพจก็จะยิ่งช่วยย้ำตัวตนของแบรนด์ได้

เมื่อระบบการศึกษาเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564658

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 10:55 น.

เมื่อระบบการศึกษาเปลี่ยน

เรื่อง กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ

เราได้ยินนะครับว่า อนาคตมหาวิทยาลัยจะอยู่ไม่ได้ เพราะคนเรียนน้อย สาเหตุคือ

1.คนรุ่นหลังๆ มีจำนวนการเกิดน้อยลง 2.ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หาทางเลือกทางการศึกษาที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น และสถานประกอบการจะไม่ได้ดูคนแค่วุฒิการศึกษาเท่านั้น แต่ดูถึงศักยภาพทางการเรียนรู้และความสนใจในงานของผู้สมัครงานมากขึ้น

3.สิ่งที่ต้องการเรียนรู้อยู่ในยูทูบและเฟซบุ๊กสามารถศึกษาเองได้ 4.แนวโน้มที่จะมีหัวข้อการเรียนรู้อยู่ในออนไลน์และขายคอร์สออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัย 5.พฤติกรรมของเด็กรุ่นใหม่ เลือกที่จะเรียนเฉพาะสิ่งที่ตัวเองสนใจและเรียนรู้เองมากขึ้น และ 6.หลายๆ ครั้งอาจารย์ผู้สอนกำลังรู้น้อยกว่าผู้เรียน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ข่าวว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศกำลังปิดตัวลงไป และหลายๆ มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว ปรับหลักสูตรการสอนให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันเยอะมาก

โลกยุคใหม่ คือโลกที่หาทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้วแล้วครับ เรากำลังอยู่ในยุคของข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ “กำลังมีคนแข่งกันให้ข้อมูล” ย้ำว่าแข่งกันนะครับ นอกจากนี้ยังเป็นโลกที่ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเชื่อผู้ให้ข้อมูลคนไหนก็ได้ที่คิดว่าดีและเหมาะสมกับเขา

โลกยุคใหม่ แปลว่า คำว่า “อาจารย์” ไม่ได้ถูกทุกเรื่องอีกแล้ว อาจารย์ในโลกยุคใหม่ กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากผู้เรียน อาจารย์โลกยุคใหม่ต้องเก่งกว่าผู้เรียน เห็นอนาคตมากกว่า เล่าเรื่องที่น่าสนใจกว่า มีวิธีการนำเสนอที่ดีกว่า “เดิม”

ความยากคือ มหาวิทยาลัยจะต้องให้เวลาอาจารย์ทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูล หรือกระทั่งออกไปทำงานให้รู้จริง และนั่นหมายถึงว่า เวลาอาจารย์สอนกำลังน้อยลง ทำให้ต้นทุนมหาวิทยาลัยสูงขึ้น อีกทั้งการลงทุนให้อาจารย์ไปทำวิจัย ศึกษา แปลว่ามหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนเงินทุนอีกก้อนหนึ่งให้กับอาจารย์เหล่านั้น อนาคตหมายถึงว่า มหาวิทยาลัยต้องเก็บค่าเล่าเรียนมากขึ้น

แต่มองในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจะรู้ได้อย่างไรว่า อาจารย์ที่มีอยู่มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถทำในสิ่งที่เป็นอนาคตได้ ในขณะที่มหาวิทยาลัยต้นทุนสูงขึ้น เก็บค่าเล่าเรียนมากขึ้น มหาวิทยาลัยกลับเจอคู่แข่งที่รู้จริงกว่า ที่อยู่ในยูทูบซึ่งเรียน “ฟรี”

วันนี้เราจึงไม่แปลกใจที่หลายๆ มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตร และเชิญคนที่มีประสบการณ์จริงมาสอนมากขึ้น เราจะไม่แปลกใจที่อาจารย์ในบางมหาวิทยาลัยต้องออกมา ร้องแร็ป เต้นแร็ป เพื่อต้อนรับนักศึกษา

ความยากของมหาวิทยาลัยคือ ใบประกาศนียบัตรกำลังมีความสำคัญลดลง พ่อแม่รุ่นใหม่กำลังโอเคกับลูกตัวเอง ที่หางานที่ตัวเองรักได้ โดยไม่ต้องมีภาพการรับประกาศนียบัตร ส่วนโลกอนาคตจะเป็นอย่างไรหรือครับ อาจารย์ที่อยู่ได้ คืออาจารย์ที่เก่งกว่าคิดไกลกว่าผู้เรียนเท่านั้นครับ

กสทช.เคาะดีแทค19ก.ย.นี้ ลุ้นเยียวยา 1800 ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564643

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 09:56 น.

กสทช.เคาะดีแทค19ก.ย.นี้ ลุ้นเยียวยา 1800 ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด

นักวิเคราะห์แนะเกาะติดดีแทค 3 เรื่อง 19 ก.ย.นี้ กสทช.ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด เยียวยาคลื่น 1800 สรุปประมูล 2 คลื่น ธ.ค.นี้ โบรกเกอร์เกาะติด3ประเด็น

นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากศาลปกครองชั้นต้นคุ้มครองลูกค้าผู้ใช้บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือดีแทค คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 9.5 หมื่นราย ได้ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 59.6 บาท จากเดิม 55.2 บาท

อย่างไรก็ตาม วันที่ 19 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ดังนั้นมี 3 ประเด็นที่ต้องติดตาม เรื่องแรก กสทช.จะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ ซึ่งมองว่าถ้า กสทช.มีการยื่นอุทธรณ์จริง ศาลปกครองสูงสุดจะยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นหรือไม่

สำหรับประเด็นที่ 2 การเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือเอไอเอส จะมาจ่ายค่าใบอนุญาต 5 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 6,500 ล้านบาท ที่เพิ่งประมูลไป โดยต้องดูว่าดีแทคจะคืนคลื่น 1800 จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์เมื่อไร และจากนั้นจะเหลือใช้ดำเนินงานทั้งหมดเท่าไร เพราะเดิมมี 25 เมกะเฮิรตซ์ จะเหลือ 20 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากปัจจุบันดีแทคยังไม่ได้จ่ายค่าใบอนุญาตที่เพิ่งประมูลใหม่ โดยจะครบกำหนดถึงวันที่ 21 พ.ย. และน่าจะได้ ใบอนุญาต 26 พ.ย.นี้ มองว่าดีแทคจะได้รับการเยียวยา ซึ่ง กสทช.เคยมีมติเมื่อเดือน ก.ค. ถ้าผู้ประกอบการมีการเข้าประมูลคลื่นจะได้รับการเยียวยาจนกว่าคลื่นนั้นจะมีการใช้งาน

ขณะที่ประเด็นที่ 3 น่าจะมีการสรุปเรื่องประมูลใบอนุญาต 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเชื่อว่า กสทช.จะมีการเปิดให้ประมูลทั้งสองคลื่นนี้ภายในเดือน ธ.ค. 2561 โดยจะมีการจูงใจให้ขยายเวลาชำระใบอนุญาต 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิมจ่าย 3 ปี เป็น 6 ปี และ 900 เมกะเฮิรตซ์ จ่าย 4 ปี เป็น 8 ปี  ทั้งหมดนี้เพื่อจูงใจเพื่อให้ดีแทคได้เข้ามาร่วม ประมูล

ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุหลังจากที่ กสทช.เยียวยาคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ให้ดีแทคตามคำสั่งศาลปกครองที่ให้คุ้มครองไปจนถึงสิ้นปี 2561 ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะตัดสินเรื่องการเยียวยาในอาทิตย์หน้า (มีโอกาสสูงที่ผลจะออกมาในเชิงลบ) และด้วยอายุการเยียวยาเพียง 3 เดือนของดีแทคคาดว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นต่อได้จำกัดในอนาคต อย่างน้อยจนกว่าจะมีข่าวการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์

นอกจากนี้ บล.เอเชียเวลท์ ปรับ คำแนะนำจาก “ขาย” เป็น “ซื้อ” อยู่บนสมมติฐานที่ดีแทคยังคงสามารถใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์และ 1800  เมกะเฮิรตซ์ ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง โดยคาดว่าศาลจะให้ความคุ้มครองหากมีกรณีที่ กสทช.มีคำสั่ง ปฏิเสธมาตรการเยียวยาในคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ หลังจากนี้ แต่ยังคงคาดการณ์การว่าดีแทคยังคงเสียฐานลูกค้าให้คู่แข่งเช่นเดิม

ราคาหุ้นดีแทคปิดที่ 46.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท หรือคิดเป็น 5.06% มูลค่าการซื้อขาย 925.07 ล้านบาท

อี-คอมเมิร์ซระอุ ขาใหญ่สาดโปรดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564629

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 07:18 น.

อี-คอมเมิร์ซระอุ ขาใหญ่สาดโปรดุ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไตรมาส 4 เป็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษ สำหรับน้องใหม่อย่างเจดีเซ็นทรัล และอีเลฟเว่น สตรีทหลังเปลี่ยนมือมาอยู่ในกลุ่มเนสกาแฟกับการปัดฝุ่นโครงสร้างธุรกิจใหม่ แน่นอนว่าสมรภูมิการแข่งขันคงมีความร้อนแรงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสงครามโปรโมชั่น เพื่อช่วงชิงฐานลูกค้า

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้บริหารบริษัท ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า ภาพรวมการแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไตรมาส 4 จะมีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่นหั่นเนื้อตัวเองลดราคา 90% สำหรับปีนี้ ช็อปปี้ และเจดีเซ็นทรัล เป็นค่ายแรกที่จัดมหกรรม 9.9 (วันที่ 9 เดือน 9) รวมทั้งคาดแคมเปญโปรโมชั่นจะมีอีกระลอกใหญ่ 11.11 หรือ 12.12 โดยเฉพาะยักษ์ลาซาด้า ซึ่งจัดวันช็อปปิ้งสำหรับคนโสด 11.11 คนไทยเริ่มรู้จักมากขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 4 ถือว่าเป็นไฮซีซั่นช่วงเวลา 3 เดือนมีสัดส่วนการขายถึง 40% ของทั้งปี นอกจากนี้แคมเปญต่างๆ ที่ออกมาถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่นอกจากกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าแล้วนั้น ยังมีส่วนสำคัญช่วยขยายฐานนักช็อปปิ้งหน้าใหม่ เมื่อคนเหล่านี้ซื้อสินค้าแล้วส่วนใหญ่ก็จะซื้อในเว็บไซต์ที่เคยซื้อเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงเริ่มไปซื้อสินค้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีข้อเสนอหรือโปรโมชั่นดีกว่า

นอกจากนี้ แต่ละค่ายอี-คอมเมิร์ซยังแข่งขันการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง อาทิ สื่อทีวีเพื่อสร้างการรับรู้ไปสู่กลุ่มแมส รวมถึงการใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ สำหรับภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในปีนี้คาดว่าเติบโต 20% จากเมื่อปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท

ด้านค่ายอี-คอมเมิร์ซอีเลฟเว่นสตรีทในเงื้อมมือกลุ่มเนสกาแฟ เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอีเลฟเว่น สตรีท และกำลังจะเปิดตัวธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 โดยโพสิชันนิ่งของในกลุ่มสินค้าที่บริษัทมุ่งเน้นจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงสินค้าแฟชั่น เป็นหลัก ซึ่งมีทั้งสินค้าจากในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ

ขณะที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท อีเลฟเว่น สตรีท เบื้องต้นได้ย้ายสำนักงานไปจากภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ มายังอาคารอรกานต์แล้ว ส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ปรับเปลี่ยนบ้างแล้ว อาทิ การนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มลำไยสกัดเข้มข้น P80 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือมาโฆษณาบนเว็บไซต์ ขณะเดียวกันได้เร่งทำการปรับเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เจดีเซ็นทรัล กล่าวว่า เทศกาลช็อปปิ้งออนไลน์ที่โดดเด่นเดือน ก.ย. 9.9 เจดีเซ็นทรัลตอบโจทย์นิสัยชอบลุ้นและชิงโชค จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์การเปิดกล่องเซอร์ไพรส์ บ็อกซ์ นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคและดึงให้ลูกค้าเข้าไปช็อปที่เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ซึ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากการทำแคมเปญ

สำหรับช็อปปี้จัดมหกรรม Shopee 9.9 Super Shopping Day มีร้านค้ากว่า 7 ล้านราย และกว่า 1 หมื่นแบรนด์ทั่วภูมิภาคเข้าร่วม มีไอเท็มสินค้ากว่า 15 ล้านชิ้น ถูกจำหน่ายออกไปภายใน 24 ชั่วโมง สินค้าจากทั่วทั้งภูมิภาคกว่า 99,999 ชิ้น สถิติด้วยยอดรวมคำสั่งซื้อรวมทั้งสิ้นกว่า 5.8 ล้านออร์เดอร์ หรือคิดเป็น 3 เท่าของการจับจ่ายในช่วงปกติ

ภาพรวมเกมการสาดโปรโมชั่นยังไม่จบง่ายๆ ท่ามกลางที่ทุกค่ายยังยอมขาดทุนเพื่อทุ่มซื้อตลาด ทั้งลาซาด้า ช้อปปี้ รวมถึงน้องใหม่เจดีเซ็นทรัล และกลุ่มเนสกาแฟ ซึ่งสายป่านยาวกันทั้งนั้น

บทเรียนจากแนนโน๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564600

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 18:20 น.

บทเรียนจากแนนโน๊ะ

เรื่อง CJ Worx

ซีรี่ส์เด็กใหม่ ออนแอร์มาเกินครึ่งทางจาก 13 ตอน ที่มาจากข่าวจริง 13 เรื่อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงความบันเทิง เพราะมีแง่มุมทางด้านการตลาดด้วยเช่นกัน ผู้สร้างสรรค์คือ SOUR BANGKOK เอเยนซีโฆษณา ได้สร้างแง่มุมที่แตกต่างออกไป และบทเรียนที่ได้จากคนทำโฆษณามาสู่การผลิตรายการบันเทิงเช่นกัน

ในฐานะเรียกว่าเป็น แม่แนนโน๊ะ ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-Founder & Executive Creative Director ของ SOUR SOUR BANGKOK แชร์ประสบการณ์ผลิตซีรี่ส์เรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ดังนี้

  1. ผู้บริโภคยุคนี้มีความรู้และฉลาดมาก เนื่องจากซีรี่ส์เด็กใหม่ มีความอาร์ตสูงมาก ในช่วงแรกเกรงว่าคนดูจะงงกับเรื่องราว จึงใช้ดิจิทัลมีเดียเป็นตัวสร้างความเข้าใจ รวมถึงบอกกฎกติกาให้เข้าใจว่า ซีรี่ส์นี้เป็นอย่างไร ผลที่ออกมาคือ สถิติของโพสต์ ชื่อ เรื่องต้องรู้ก่อนดูแนนโน๊ะกลายเป็นโพสต์ที่มียอดเอนเกจเมนต์สูงสุด
  2. ไม่มีแบรนด์ในเนื้องาน ทำให้ผู้ชมเปิดใจในการชมมากขึ้น เพราะงานโฆษณาส่วนใหญ่เน้นการสร้างแบรนด์หรือสร้างยอดขาย หรือเห็นตัวสินค้า ทำให้ผู้ชมเหมือนมีกำแพงในการชมงานโฆษณาอยู่ระดับหนึ่ง
  3. ความเหมือนที่แตกต่างของศาสตร์การทำโฆษณากับรายการบันเทิง ชิ้นงานโฆษณาต้องบอกวัตถุประสงค์กับผู้ชมโดยทันทีว่า ต้องการสื่อสารอะไร แต่ในงานบันเทิงต้องเป็นแนวคำถามปลายเปิดเท่านั้น อาทิ ชวนคนมาวิจารณ์ วิพากษ์ ถึงจะเกิดพลังการมีส่วนร่วมจากผู้ชม
  4. ผู้บริโภคยอมรับรูปแบบของรายการบันเทิงมากกว่าโฆษณาบางครั้งชิ้นงานโฆษณาหากมีความหมิ่นเหม่ไปเชิงความรุนแรงหรือดาร์ก ก็อาจถูกโต้แย้งจากผู้บริโภคอย่างมาก ในขณะที่ในมุมของรายการบันเทิงแล้ว ตบจูบ หรือความรุนแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ชมกลับยอมรับได้นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ชมต้องการปลดปล่อยจากสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง

เพราะทุกการกระทำสร้างประสบการณ์ทำให้เกิดการเรียนรู้ หากเรียนรู้จากตัวเองว่ายากแล้ว การเรียนรู้ผู้อื่นเพื่อพิชิตใจพวกเขานั้นยากยิ่งกว่า แต่ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม