กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565548

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 06:32 น.

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

อินเทลปรับใหญ่เน้นดาต้า เซ็นทริค ให้ความสำคัญกีฬาอี-สปอร์ต รับเทรนด์โลกโตกว่า 2.8 แสนล้าน

นายซานโตซ วิศวะนาธาน กรรมการ ผู้จัดการ ธุรกิจ Global Markets & Partners Sale & Marketing Group ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอินเทลได้มีการปรับตัวหรือทรานส์ฟอร์เมชั่นธุรกิจ จากธุรกิจเดิมเน้นธุรกิจเกี่ยวกับพีซี หรือซีพีเซ็นทริค มาสู่การเอาข้อมูลมาประยุกต์ใช้ หรือดาต้า เซ็นทริค ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์และเน็ตเวิร์กมากขึ้น  เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่เกิดขึ้นได้จริง การสื่อสารผ่านเครือข่ายมือถือความเร็วสูง รวมไปถึงการสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเกมมิ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชากรทั่วโลกมีจำนวน 7,700 ล้านคน มีคนเล่นเกมถึง 2,000 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากรจะเล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านคอนโซล แพลตฟอร์ม เป็นต้น

ขณะที่ปัจจุบันกีฬาอี-สปอร์ตมีผู้ชมและเงินรางวัลจำนวนมากจูงใจในคนเข้ามาร่วมชมและเข้าแข่งขัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยปี 2561 มีผู้เล่นเกมรูปแบบดังกล่าวทั่วโลกประมาณ 394 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 518 ล้านคน ในปี 2563

สำหรับประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากร หรือ 40% จะนิยมเล่นเกมผ่านคอมพิวเตอร์พีซี และประชากร 1 ใน 3 อีกเช่นกันที่เป็นผู้หญิงนิยมเล่นเกม และสามารถพัฒนาจนเป็นตลาดหลักในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียน คาดการณ์ว่าอัตราการเข้าชม อี-สปอร์ตในไทยจากปี 2560-2564 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมในไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีรายได้จากเกมมากที่สุดในโลก โดยไทยสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้ โดยในปีนี้บริษัทเป็นผู้สนับสนุนหลักในงานไทยแลนด์ เกมโชว์ ที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.2 แสนคน

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเกมในไทย โดยร่วมมือกับ FPS Thailand และ Britrep เปิดตัวการแข่งขัน PUBG ในซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า Game of Wars ซึ่งเป็นการนำ InFluencers และ เกมเมอร์ชื่อดังของเมืองไทยมาประชันฝีมือ การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างเดือน ก.ย-ธ.ค.นี้ โดยมีเงินรางวัลกว่า 3 ล้านบาท

ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรมประกาศลาออกโบกมือลาเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565532

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 20:11 น.

ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรมประกาศลาออกโบกมือลาเฟซบุ๊ก

ผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรม 2 คน ประกาศลาออกจากบริษัท เผยกำลังวางแผนเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เควิน ซิสตรอม ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรม และ ไมค์ ไครเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งอีกราย ได้ประกาศลาออกจากบริษัทเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ทั้งคู่ได้ขายกิจการให้กับเฟซบุ๊กไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ซิสตรอมได้ออกมายืนยันเรื่องการลาออกผ่านทางบล็อก แต่ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของการลาออกในครั้งนี้ นอกจากนี้เขายังประกาศความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆอีกด้วย

“เรากำลังวางแผนที่จะใช้เวลาในการสรรสร้างความสร้างสรรค์ขึ้นมาอีกครั้ง”อดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งอินสตาแกรมระบุ

ซิสตรอมและไครเกอร์ถือเป็นผู้บริหารระดับสูงรายล่าสุดที่โบกมือำลาเฟซบุ๊ก หลังจากเมื่อช่วงต้นปี “แจน คูม” ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp ได้ประกาศลาออกจากบริษัท เนื่องจากไม่ลงรอยกับเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการและการแบ่งปันข้อมูล

ไมค์ ไครเกอร์ และ เควิน ซิสตรอม

โฆษณายูทูบ กำลังเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565462

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 12:45 น.

โฆษณายูทูบ กำลังเปลี่ยน

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า, นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ปีนี้ถ้าเราเปิดยูทูบ (Youtube) ดู เราจะสังเกตได้เลยว่า โฆษณามีมากขึ้นเรื่อยๆ จนคนเริ่มบ่น พอมีโฆษณาเราก็จะเริ่มเห็นคนเยอะมากที่กำลังเปิดแชนแนลของตัวเองเพื่อหารายได้ อีกทั้งเกือบทุกปียูทูบก็จะประกาศผลรางวัลให้แก่ผู้สร้างคอนเทนต์ดีๆ มีคนติดตามเยอะๆ

แต่…อย่าลืมนะครับว่า ยูทูบโฆษณาเป็นรายคอนเทนต์ แปลว่า ถ้าเป็นโทรทัศน์เวลาขายโฆษณาช่องแต่ละช่องจะขายเป็นรายแพ็กของคอนเทนต์หรือรายเดือน โดยไม่สนใจว่าจะมีคนดูมากหรือคนดูน้อย ถ้ามีคนดูมากแล้วมาซื้อตอนหลัง ก็อาจจะเต็ม หรือไม่ก็โดนโก่งราคามากขึ้น

ในขณะที่ยูทูบเป็นการซื้อคอนเทนต์ทีละชิ้น ขึ้นอยู่กับว่าคอนเทนต์นั้นๆ จะตรงกับกลุ่มเป้าหมายใด มีคนดูเยอะแค่ไหน และสร้างอิมแพ็กหรือแอ็กชั่นในแง่ของการตลาดดีแค่ไหน ที่สำคัญยูทูบคือการซื้อ คอนเทนต์ย้อนหลัง คือมีคอนเทนต์แล้วค่อยได้ค่าโฆษณา ขณะที่โทรทัศน์ คือการซื้อคอนเทนต์ล่วงหน้า ต้องเดาว่าคอนเทนต์นั้นๆ ดีหรือเปล่า คนดูเยอะหรือไม่ก่อนการซื้อ

ทีนี้สิ่งที่อิมแพ็กบนโลกอนาคตคืออะไร การที่ยูทูบขายเป็นรายคอนเทนต์ แปลว่า วันนี้เราอาจจะเห็นบางคอนเทนต์มีคนดูเยอะมาก และผู้สร้างคอนเทนต์ได้เงินเยอะจากการสร้างคอนเทนต์เดียว แต่ไม่มีทางยั่งยืน หากไม่สามารถรักษามาตรฐานหรือสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้คนดูติดตามอย่างต่อเนื่องได้

ที่สำคัญยูทูบเป็นสื่อกลางที่ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไร ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แปลว่าคนทำคอนเทนต์ในโลกยุคหน้า กำลังจะถูกคัดเลือกโดยคุณภาพทีละคอนเทนต์ อนาคตเราอาจจะไม่เจอว่า เราติดละครเรื่องนี้ แล้วต้องติดตามทุกตอน แต่จะดูเพียงแค่บางตอนที่ดีเท่านั้น

อนาคตคนทำคอนเทนต์จะต้องลงทุนก่อนหากต้องการรายได้กลับมา ทุกคอนเทนต์ในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างดี เพื่อให้ตรึงคนดูและขยายฐานคนดูให้มากที่สุด เพื่อให้มีรายได้มากพอต่อรายจ่าย ต่อไปคนทำคอนเทนต์ผ่านยูทูบ กำลังถูกกำหนดด้วยโกลบอลสแตนดาร์ดที่ทำให้ทุกคนต้องแข่งขัน ทั้งกับตัวเอง คู่แข่ง แข่งขันกับพฤติกรรมผู้รับชมที่เปลี่ยนไป และแข่งขันกับผู้ผลิตคอนเทนต์ระดับโลก

มาตรฐานระดับไทยๆ กำลังจะไม่พอ เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมซีรี่ส์ดังๆ จากเมืองนอกถึงทำทุกตอนให้สนุกจนต้องติดตามทุกคอนเทนต์

‘เอไอเอส’รวบความถี่1800หนุนลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565433

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 07:32 น.

'เอไอเอส'รวบความถี่1800หนุนลดต้นทุน

กสทช.มอบใบอนุญาต เอไอเอส เผยยึดความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ รวม 20 เมกะเฮิรตซ์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และเพิ่มการอนุญาตบริการในใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1835-1840 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท โดยนำเงินค่าประมูลงวดที่ 1 จำนวน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมด้วยหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือ วงเงิน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาชำระให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการประมูล เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา   สำหรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และเพิ่มการอนุญาตบริการในใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ของบริษัท มีผลนับแต่วันที่ 24 ก.ย. 2561 และจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย. 2576 พร้อมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้มีการจัดการประมูลไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ กลับมาที่ กสทช. เพื่อนำมาประมูลใหม่พร้อมกัน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า การประมูลครั้งล่าสุดทำให้เอไอเอสถือครองคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ทั้งสิ้น 20 เมกะเฮิรตซ์ จะทำให้การให้บริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณภาพการใช้งานดาต้าดีขึ้น 30% โดยในวันศุกร์ที่ 28 ก.ย. 2561 เอไอเอสจะเปิดให้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอไอเอสมีคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ รองรับลูกค้าได้ 40 ล้านราย เมื่อมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อถือครองความถี่มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการลงทุนรวมลดลง โดยในปี 2561 บริษัทลงทุนเพื่อพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่องอีก 2-2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยี  5 จี ในอนาคต

บรรยายภาพ – รับมอบคลื่น : พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) (ขวา) มอบใบอนุญาตในการใช้งานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 1.25 หมื่นล้านบาท ให้กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) ณ สำนักงาน กสทช.

แอมะซอนรุกธุรกิจ”คลาวด์”ในอินโดแข่งอาลีบาบา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565354

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

แอมะซอนรุกธุรกิจ"คลาวด์"ในอินโดแข่งอาลีบาบา

แอมะซอนวางแผนลงทุน 10 ปี ในอินโดนีเซียกว่า 3 หมื่นล้าน ส่งบริการคลาวด์แข่งอาลีบาบา

ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า แอมะซอน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐ จะลงทุนในอินโดนีเซีย 14 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 3.05 หมื่นล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า เพื่อส่งธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติ้ง แอมะซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ บริษัทวิจัยตลาดสตาติสตา คาดการณ์ว่าตลาดคลาวด์ของอินโดนีเซียจะมีมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 160 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,179 ล้านบาท) ในปี 2012

อย่างไรก็ดี แอมะซอนจะเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือด เนื่องจากอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่จากจีน ได้ตั้งศูนย์ข้อมูลในอินโดนีเซียเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่แห่งแรกในอินโดนีเซีย โดยอาลีบาบามีแผนส่งเสริมสตาร์ทอัพท้องถิ่นและยังได้ลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.56 หมื่นล้านบาท) ในโตโกพีเดีย สตาร์ทอัพอี-คอมเมิร์ซ ที่ขึ้นสู่ระดับยูนิคอร์นแล้ว

ขณะเดียวกันอินโดนีเซียเปิดให้พรรคการเมืองสามารถเริ่มแคมเปญหาเสียงอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่วานนี้ ก่อนถึงการเลือกตั้ประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภา วันที่ 17 เม.ย. 2019 โดยเอเอฟพีรายงานว่า ผลสำรวจส่วนมากยังพบว่า ประธานาธิบดี โจโกวิโดโด ยังมีคะแนนนำหน้าปราโบโวซูเบียนโต ผู้ท้าชิงที่เคยแพ้ในการเลือกตั้งปี 2014

ภาพ เอเอฟพี

ไอเดียก้าวล้ำกับหมอเกาหลี…(17)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565238

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 10:25 น.

ไอเดียก้าวล้ำกับหมอเกาหลี...(17)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย

“ขึ้นเขาคำนับอาจารย์ 10 ปีผ่านจึงสำเร็จ เคล็ดวิชา”…ในยุคที่บู๊ลิ้มยังเฟื่องฟู ใครๆ ก็ส่งบุตรหลานไปเล่าเรียนวิชายุทธ์เช่นนี้ ระยะเวลา 10 ปีที่จะผนึกพลังปราณจนสำเร็จเป็นจอมยุทธ์มังกรฟ้านั้น ช่างตรงกับการค้นคว้าของศาสตราจารย์ Howard Gardner แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยิ่งนัก… ท่านคิดค้น “กฎ 10 ปี” (Ten-year rule) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่จะสามารถสร้างจอมยุทธ์ผู้หนึ่งขึ้นมาได้

จอมยุทธ์ คือ ผู้มีความชำนาญ เกิดความเชี่ยวชาญหลังจากทุ่มเทฝึกฝนผ่านวันคืนนานราว 1 หมื่นชั่วโมง เมื่อรู้ลึกซึ้งในเคล็ดวิชาจึงจะสามารถพลิกแพลงเพลงกระบี่ สร้างสรรค์ท่วงท่าและถ่ายพลังปราณที่พิสดารได้… ในขณะเดียวกัน การสร้างคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ชั้นยอดสักคนมาสร้างนวัตกรรม ก็ต้องการเวลาในการฝึกฝนเช่นเดียวกัน… แต่ในยุคสมัยนี้คงมิอาจจะรอจนถึง 10 ปีค่ะ เพราะวงจรชีวิตของสินค้าและบริการ (Product Life Cycle) นั้น หดสั้นลงเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนเทคโนโลยีและคู่แข่งรายใหม่ที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ผู้คนมิอาจรอเนิ่นนานไป

ดูอย่างเช่น ไอเดียสุดเลิศของเพื่อนเกาหลีสองคน คือ ทันตแพทย์คนหนึ่ง กับรังสีแพทย์คนหนึ่ง ซึ่งทั้งสองเชี่ยวชาญในงานของตนเองและใช้เวลาฝึกฝนมาหลายปี มีรายได้ไม่น้อยเลย แต่แล้วหมอ “โก อู คยอน” ซึ่งเคยเป็นทั้งวิศวกรและหมอฟัน กับหมอ “ลี เอิน ซอล” อดีตรังสีแพทย์ ก็ค้นพบว่ามีสิ่งที่ชอบมากกว่าการตรวจรักษาคนไข้ และก็คงจะเห็น Gap หรือช่องว่างทางธุรกิจที่จะเปิดโอกาสใหม่ได้ จึงได้สร้างไอเดียใหม่ในการเก็บรักษาประวัติคนไข้ผสานกับเทคโนโลยี ในที่สุดบริษัท Startup ใหม่ของพวกเขาประสบความสำเร็จในการระดมทุนถึง 30 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อใช้ลงทุนสร้างโปรแกรมในระบบ Blockchain และออก “โทเคน” หรือเงินเหรียญดิจิทัล “Crypto Currency” แก่ประชาชนผู้สนใจจะร่วมลงทุนด้วย

ไอเดียใหม่ ไม่ต้องไปมองไกลเลย ให้มองสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวซึ่งเริ่มที่ปัญหาและความต้องการที่จะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน … ดังเช่น สองหนุ่มวัย 33 ปีนี้ พวกเขาอยู่ในวงการแพทย์พบเจอกับคนไข้ทุกวัน เห็นพฤติกรรมของคนไข้ตลอดทาง ก็พบว่า คนไข้แต่ละคนไปรักษาเฉพาะทางจากหลายโรงพยาบาล เช่น ทำฟันที่โรงพยาบาลหนึ่ง ตรวจหัวใจที่โรงพยาบาลหนึ่ง รักษาหัวเข่าที่โรงพยาบาลหนึ่ง เอกซเรย์ที่ศูนย์เฉพาะทางแห่งหนึ่ง จึงทำให้ประวัติคนไข้กระจัดกระจาย เวลาต้องการจะดูประวัติด้านต่างๆ ค้นหาได้ยาก เข้าถึงได้ยาก ดังนั้นพวกเขาเลยคิดถึงแอพพลิเคชั่นที่รวบรวมประวัติคนไข้จากทุกที่มาอยู่ด้วยกัน คนไข้สามารถดูประวัติของตนเองได้ซึ่งเป็นเหมือน “การคืนกลับสิทธิพื้นฐานอันชอบธรรม” ให้แก่ผู้ป่วยเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เพราะโดยปกติ บันทึกทางการแพทย์ส่วนบุคคลจะต้องจัดเก็บและจัดการโดยโรงพยาบาล ภายใต้กฎระเบียบความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด ซึ่งห้ามไม่ให้มีการเปิดเผย แม้ว่าจะช่วยป้องกันข้อมูลได้แต่ก็เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ป่วย…ให้นึกถึงเวลาเราต้องการดูประวัติของตนเอง เช่น อยากจะดูผลตรวจเลือดคราวที่แล้วว่า เป็นอย่างไรบ้าง เราต้องไปเข้าคิวรอพบแพทย์และร้องขอให้แพทย์เปิดให้ดู พยาบาลหรือใครในโรงพยาบาลก็ไม่มีสิทธิเปิดให้เราดู รอก็นานแถมบางทีเจอหมอดุเอาอีกว่าเราเรื่องมาก จะดูทำไม ทำตามที่หมอบอกก็พอ…ด้วยเหตุนี้ แอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า MediBloc ของทั้งสองหมอจึงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามค่ะ

MediBloc ก่อตั้งเมื่อปีที่แล้วเองค่ะ พวกเขาเริ่มสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลด้านสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ชุดใหม่ ซึ่งออกแบบให้ผู้ป่วยเป็นเจ้าของเวชระเบียนของตัวเอง และเนื่องจากใช้พื้นฐานแพลตฟอร์มบน Blockchain จึงสามารถมั่นใจได้ว่าระเบียนที่เก็บไว้โดยผู้ป่วยยังคงเป็นของแท้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้สามารถลดปัญหาการต้องตรวจสุขภาพเบื้องต้นซ้ำทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลใหม่เพราะบันทึกของผู้ป่วยไม่ได้รับการถ่ายโอนระหว่างโรงพยาบาล…ทุกวันนี้ ไม่มีฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เดียวที่มีประวัติสุขภาพของผู้ป่วยจากหลายสถาบันในที่เดียว

แล้วทำไมจึงต้องใช้ Blockchain … คำตอบ คือ แม้ว่าโรงพยาบาลจะสามารถสร้างฐานข้อมูลการเข้าถึงที่ใช้ร่วมกันได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นไปไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดในการจัดการบันทึกสุขภาพส่วนบุคคล ทว่า หากผู้ป่วยเองกลายเป็นเจ้าของและผู้จัดการที่เชื่อถือได้ของเวชระเบียนของตนก็ย่อมสามารถเป็นไปได้ MediBloc จึงเชื่อว่าจะสามารถสร้างระบบบันทึกทางการแพทย์ที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางโดยใช้ Blockchain ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแบบแยกประเภทแบบเปิดและแบบกระจายซึ่งจะบันทึกการทำธุรกรรมระหว่างผู้เข้าร่วมเครือข่ายทั้งหมด ชุดของบล็อกที่บันทึกจะมีป้ายกำกับด้วยฟังก์ชั่นแฮชและแสตมป์เวลาที่ใช้ร่วมกันกับผู้เข้าร่วมทุกคนในเครือข่าย Blockchain

ดังนั้น เมื่อข้อมูลใหม่ถูกบันทึกไว้ใน Blockchain แล้วจะไม่สามารถแก้ไขลบหรือเขียนทับได้ ข้อมูลสุขภาพจะถูกเก็บไว้ในสภาพเดิมตลอดเวลานั่นเอง และผู้ป่วยจะสามารถจัดการข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดของพวกเขาผ่านทางโทรศัพท์มือถือของพวกเขาเอง เมื่อไปรับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลใด โรงพยาบาลก็จะสามารถเข้าถึงเวชระเบียนของผู้ป่วยคนนั้นได้อย่างสะดวก หลังจากที่แพทย์ป้อนข้อมูลของผู้ป่วยลงในฐานข้อมูล MediBloc แล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ ข้อมูลยิงตรงเข้าระบบ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาเกี่ยวข้องซึ่งทำให้ลดเวลา และลดข้อผิดพลาดหรือสูญหายได้…

ไม่ช้าไม่นานหรอกค่ะ ระบบนี้ก็จะเข้ามาเมืองไทย เพราะไอบีเอ็มได้ทำนายไว้แล้วว่า ภายในในปี 2020 มากกว่าครึ่งหนึ่งของโรงพยาบาลในโลกจะใช้เทคโนโลยี Blockchain เช่นนี้ค่ะ

ฉันจะไม่ใช้แชตบอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565073

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 18:20 น.

ฉันจะไม่ใช้แชตบอต

เรื่อง ชัชวาล สังคีตตระการ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมจัดการประชุมพบปะกันของผู้พัฒนาและผู้ที่สนใจเทคโนโลยีแชตบอต มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่าร้อยคน จากหลากหลายสาขา สิ่งนี้สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดว่าทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้อย่างเข้มข้น หากลองสำรวจว่าหน่วยงานหรือองค์กรใดมีแผนจะพัฒนาหรือนำแชตบอตไปใช้ภายใน 1-2 ปีนี้ ผมมั่นใจว่าเกินครึ่งต้องตอบว่า กำลังศึกษาและมีแผนจะนำไปใช้อย่างแน่นอน

เหตุผลหลักก็เพื่อลดภาระงานของคนที่ต้องคอยตอบคำถามตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐานทั่วไปที่ไม่มีความซับซ้อนเกินไปและมีประเด็นคำถามคำตอบค่อนข้างชัดเจน การใช้ระบบสนทนาอัตโนมัติ จะสามารถรองรับปริมาณผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ต่อองค์กร

เมื่อไม่นานมานี้ Drift, SurveyMonkey Audience, Salesforce และ myclever ได้สำรวจความคิดเห็นประชากรออนไลน์มากกว่า 1,000 คน ในสหรัฐ ผู้อ่านสามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต โดยใช้คำว่า “2018 State of Chatbots Report” ส่วนประเด็นที่ผมเลือกเอามาเล่าในวันนี้ คือ “เหตุผลอะไรที่ทำให้ไม่อยากใช้แชตบอต” จากการสำรวจพบว่า 43% ยังต้องการสนทนากับคนมากกว่า และ 30% ยังไม่มั่นใจว่าแชตบอตจะทำงานได้ถูกต้องดีพอ ขณะที่ 27% รู้สึกไม่สะดวกสบายหากต้องล็อกอินหรือจำกัดช่องทางเพื่อเข้าใช้งาน และ 26% รู้สึกว่าช่องทางเดิมที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม “15% ยืนยันจะใช้แชตบอต”

เทคโนโลยีแชตบอตถือเป็น “ช่องทางการสื่อสารทางธุรกิจยุคที่ 3” โดยยุคแรก ได้แก่ โทรศัพท์ อีเมล และเว็บไซต์ ยุคที่ 2 คือ สื่อออนไลน์ แอพพลิเคชั่น ออนไลน์แชต ที่ใช้คนตอบคำถาม และยุคที่ 3 คือ แชตบอต

จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ทุกหน่วยงานองค์กรที่กำลังมีแผนจะนำแชตบอตไปใช้ ต้องคำนึงถึงและพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบนั่นคือ ปัจจุบันผู้ใช้หรือลูกค้ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใดต่อการใช้งานแชตบอต หรืองานใดที่เหมาะสมที่สุดที่จะเปลี่ยนไปเป็นแชตบอต เพราะในความเป็นจริงแชตบอตไม่ได้เหมาะสมกับทุกงาน แต่หากหาจุดที่เหมาะสมได้ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังต่อองค์กรได้เช่นกัน

จุดที่เหมาะสมนี้มีผู้ใช้เป็นกุญแจสำคัญ และการที่ผู้ใช้จะยอมรับระบบใหม่นี้ก็ต้องทำให้เห็นว่า ระบบใหม่มีประโยชน์และตอบโจทย์ (Value Proposition) มากกว่าหรือดีกว่าระบบเดิม และต้องพิจารณาว่าปัจจุบันลูกค้าหรือผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้ช่องทางใดในการสื่อสาร ดังนั้น การเลือกกลุ่มเป้าหมายเพื่อเริ่มทดสอบการนำเทคโนโลยีแชตบอตมาใช้ ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน และพึงระลึกไว้เสมอว่า ในมุมของผู้ใช้แล้ว “ผู้ใช้ไม่สนใจว่าแชตบอตจะฉลาดแค่ไหน แต่อยู่ที่มันทำประโยชน์อะไรให้ได้บ้าง”

เรื่องฮิตๆ จากเสิร์ชเอนจิ้นถึงโซเชียลมีเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565066

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 17:50 น.

เรื่องฮิตๆ จากเสิร์ชเอนจิ้นถึงโซเชียลมีเดีย

เรื่อง ดร.ปรัชญา บุญขวัญ

เมื่อปี 1997 บริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่ชื่อ กูเกิลถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อให้บริการเสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) หรือระบบค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตผ่านไป 20 ปี กูเกิลกลายเป็นหนึ่งในบริษัทไอทีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ทราบหรือไม่ครับว่า เสิร์ชเอนจิ้นของกูเกิลมีความลับอะไร ถึงเอาชนะคู่แข่งและสามารถอยู่รอดในสงครามธุรกิจดอทคอมมาได้ในช่วงปี 2000

ความลับที่ว่านั้นคืออัลกอริทึมที่ชื่อว่า PageRank (เพจแรงค์) ที่พัฒนาโดย Larry Page และ Sergei Brin เจ้าของบริษัท กูเกิล PageRank เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยจะวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของเว็บไซต์ได้โดยดูจากลิงค์เหล่านี้ การค้นพบอัลกอริทึมดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการการวิจัยด้านการค้นคืนสารสนเทศ และทำให้สองสหายตัดสินใจก่อตั้งบริษัทกูเกิลขึ้นมา

ความจริงนั้นอัลกอริทึม PageRank มีหลักการที่แสนง่าย สมมติฐานก็คือ หากเว็บไซต์ไหนมีลิงค์เข้าหามันน้อย เว็บไซต์นั้นก็น่าจะมีความจำเพาะเจาะจงมากและน่าจะมีสิ่งสำคัญแฝงอยู่ และหากเว็บไซต์ใดที่ถูกชี้ด้วยเว็บไซต์ที่จำเพาะมากหลายๆ ตัว เว็บไซต์นั้นก็ยิ่งน่าจะความสำคัญมาก ความสำคัญของแต่ละเว็บไซต์นี้จะมีศัพท์ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า “เซ็นทราลิตี้” (Centrality) ซึ่งแปลว่าความสำคัญ ด้วยหลักการนี้ เราจึงสามารถนำความสัมพันธ์ระหว่างเว็บไซต์ต่างๆ มาเขียนให้อยู่ในรูปของกราฟได้ สมมติว่ามีเว็บไซต์อยู่ 6 แห่ง แต่ละแห่งมีลิงค์ไปหากันดังในภาพที่ 1

เมื่อได้กราฟของเว็บไซต์แล้ว เราจะมาให้คะแนนลิงค์แต่ละลิงค์ในกราฟโดยดูจากความจำเพาะของเว็บต้นทาง โดยสูตร “1/n” เมื่อ n เป็นจำนวนลิงค์ที่ชี้เข้าหาเว็บต้นทาง ยิ่งจำนวนลิงค์ที่ชี้เข้าหาเว็บต้นทางมีน้อย ความจำเพาะของเว็บต้นทางก็จะสูงมาก เช่น ให้คะแนนลิงค์จากเว็บไซต์เบอร์ 6 ไปหาเว็บไซต์เบอร์ 1 โดยดูจากจำนวนลิงค์ที่เข้ามาหาเว็บไซต์เบอร์ 6

กรณีนี้มีเว็บไซต์ 2 แห่ง ที่ชี้มาที่เบอร์ 6 เราจึงให้คะแนนลิงค์จากเบอร์ 6 ไปเบอร์ 1 ด้วยคะแนน 1/2 เป็นต้น ด้วยการให้คะแนนแบบนี้ เราจึงสามารถเขียนแทนกราฟของเว็บไซต์ด้วยแมทริกส์คะแนนลิงค์ได้ โดยเว็บต้นทางจะแทนด้วยแถว (Row) และเว็บปลายทางจะแทนด้วยหลัก (Column) ดังในภาพที่ 2 จะสังเกตว่าแมทริกส์ดังกล่าวเป็นแมทริกส์จัตุรัส เพราะมีจำนวนแถวเท่ากับจำนวนหลัก

จากนั้น เราจะนำแมทริกส์ดังกล่าวมาคำนวณความสำคัญของเว็บไซต์ที่อยู่ในกราฟ ขั้นตอนแรกจะนำแมทริกส์คะแนนลิงค์มาคูณกับเวกเตอร์ตัวหนึ่ง เพื่อคำนวณว่า หากปล่อยให้มีการสัญจรภายในกราฟเพียงหนึ่งรอบ เว็บไซต์แต่ละแห่งจะมีลิงค์มาหาเป็นจำนวนเท่าไร ต่อมาเราก็จะนำเวกเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้มาบวกกับค่าคงที่น้อยๆ เช่น 0.1 ในทุกตำแหน่ง เพื่อปรับค่าไม่ให้เป็น 0 แล้วจึงแทนที่เวกเตอร์ตัวแรกนั้นด้วยเวกเตอร์ใหม่ที่เราได้มา เราจะคูณแมทริกส์คะแนนลิงค์กับเวกเตอร์ใหม่นี้และบวกกับค่าคงที่น้อยๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าเวกเตอร์ที่เราได้มาจะเริ่มมีค่าเหมือนกับเวกเตอร์ตัวก่อนหน้า เราจึงจะหยุดการคำนวณ

ในทางคณิตศาสตร์ เรียกการคำนวณในลักษณะนี้ว่า Power Method หรือ “วิธีการยกกำลัง” ซึ่งใช้ในการหาเวกเตอร์คุณสมบัติเฉพาะหรือ “ไอเกนเวกเตอร์” (Eigenvector) ของแมทริกส์ เมื่อได้ไอเกนเวกเตอร์ของแมทริกส์คะแนนลิงค์มา เราจะพบว่าสมาชิกแต่ละตัวในไอเกนเวกเตอร์สามารถบอกเซ็นทราลิตี้หรือความสำคัญของแต่ละเว็บไซต์ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ กูเกิลจึงสามารถจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาข้อมูลตามคำค้นโดยดูจากค่าเซ็นทราลิตี้นี้นั่นเอง

ปัจจุบันอัลกอริทึม PageRank ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย เช่น นำไปคำนวณหา Micro-influencer หรือผู้มีอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดีย โดยจะคำนวณค่าเซ็นทราลิตี้ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้จากลิงค์ในรายการเพื่อน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปหาคำสำคัญในเอกสารได้โดยอัตโนมัติ โดยดูจากลิงค์ระหว่างคำที่ติดกันภายในเอกสาร และคำนวณเป็นค่าเซ็นทราลิตี้ของคำ คำใดที่สำคัญมากก็จะมีค่าเซ็นทราลิตี้สูง และน่าจะเป็นคำสำคัญของเอกสาร

PageRank จึงเป็นความลับเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ที่แสดงความฮิตในเครือข่ายอันกว้างใหญ่ และเปลี่ยนโลกไอทีไปตลอดกาลครับ

หัวเว่ยทุ่ม700ล้าน ดันธุรกิจคลาวด์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565016

  • วันที่ 21 ก.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

หัวเว่ยทุ่ม700ล้าน ดันธุรกิจคลาวด์โต

หัวเว่ยเปิดบริการคลาวด์สาธารณะในไทย ตั้งโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี หวังดันไทยเป็นฮับรับนโยบาย 4.0

นายเจิ้งเย่หลาย ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบลงทุนราว 700 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่ตั้งคลาวด์เซ็นเตอร์ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะสามารถรองรับการเข้าถึงเครือข่ายและให้บริการคลาวด์สาธารณะในไทยแบบ บีทูบี ทั้งองค์กรเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐของไทย

ขณะเดียวกันหัวเว่ยจะใช้ไทยเป็นฮับการให้บริการคลาวด์สู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านนวัตกรรมคลาวด์ 2.0 ของหัวเว่ย ที่มีเทคโนโลยีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลและบริการ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยบริษัทเชื่อมั่นถึงเศรษฐกิจไทย และตั้งใจเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในไทย

ทั้งนี้ ตลาดคลาวด์ของจีนมีการเติบโตกว่า 7 เท่าจากปีก่อน ขณะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะมีการใช้บริการคลาวด์ รวมถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น และบริการต่างๆ ที่ทำงานบนระบบคลาวด์ขยายตัว และจะส่งผลให้มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.8 หมื่นล้านบาท

‘เอไอเอส’ลั่น เปิดคลื่น1800 หลังชำระงวด1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564899

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 08:00 น.

'เอไอเอส'ลั่น เปิดคลื่น1800 หลังชำระงวด1

เอไอเอสชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดแรก 6,600 ล้าน ดีเดย์เปิดบริการวันที่ 28 ก.ย.นี้

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) บริษัทในเครือเอไอเอสได้นำเงินไปชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดที่ 1 จำนวน 6,693,385,000 บาท พร้อมหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำนวน 6,693,385,000 บาท มอบให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว

ทั้งนี้ เอไอเอสยังได้แจ้งถึงความพร้อมที่จะขอรับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 และเตรียมประกาศความพร้อมเปิดให้บริการคลื่นความถี่ 1800 MHz อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ก.ย. 2561 เพื่อเสริมคุณภาพบริการดาต้าในยุค 4จี ให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมก้าวสู่เทคโนโลยี 5จี เร็วๆ นี้

ปัจจุบันเอไอเอสถือว่าเป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมที่ถือครองคลื่นความถี่มากที่สุด โดยเมื่อรวมกับการใช้โรมมิ่งกับบริษัท ทีโอที ส่งผลให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่มากถึง 120 MHz

บรรยายภาพ :โชว์เทคโนโลยี – เอไอเอส ร่วมงาน ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2018 ออกบูธแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลอนาคตโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน ชูไฮไลต์ เน็กซ์ จี, เอ็นบี-ไอโอที, บิ๊กดาต้า, โรบอต, ดิจิทัล ฟอร์ไทย ฯลฯ ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ย. 2561 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี