‘ดีแทค’ออกตัวชิงคลื่น900 นัดกสทช.ยื่นรับใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565910

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 09:31 น.

'ดีแทค'ออกตัวชิงคลื่น900 นัดกสทช.ยื่นรับใบอนุญาต

ราชกิจจาฯ ประกาศ หลักเกณฑ์ประมูลคลื่น 900 ดีแทค จ่อคิวรับเอกสารคำขอเข้าร่วมประมูล 1 ต.ค.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศคณะกรรมการ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 890-895/935-940 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 แล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวแทน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ประสานเข้ามายังสำนักงาน กสทช. ว่า ในวันที่ 1 ต.ค. 2561 จะเดินทางเข้ามารับเอกสารคำขอเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นวันแรกที่สำนักงาน กสทช.เปิดให้เข้ารับเอกสารคำขอจนถึงวันที่ 8 ต.ค. 2561 กำหนดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 9 ต.ค. 2561 และเตรียมเข้าสู่การประมูลในวันที่ 20 ต.ค. 2561

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. เปิดเผยรายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นตั้งแต่ปี 2555-2561 ในย่านความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 320,333 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการโทรคมนาคม 3 รายใหญ่ ได้แก่ กลุ่มบริษัท เอไอเอส กลุ่มบริษัท ทรู และกลุ่มบริษัท ดีแทค ได้มีการลงทุนตั้งแต่ปี 2555-2560 รวมเป็นเงินสูงถึง 461,403 ล้านบาท นายฐากร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 เป็นวันครบกำหนดการส่งมอบโครงการเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน เบื้องต้นผู้ประกอบการดำเนินโครงการแล้วเสร็จ 80-90% ห่วงแต่บริษัท ทีโอที จะส่งมอบโครงการได้ตามกำหนดหรือไม่ โดยต้องชี้แจงเข้ามาที่ กสทช. ภายใน 3-4 วันนี้

เอไอเอสผนึกเพิ่มพันธมิตรขยายใช้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565888

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 07:23 น.

เอไอเอสผนึกเพิ่มพันธมิตรขยายใช้บริการ

เอไอเอส จับมือ เจมาร์ท ลุยช่องทางเอ็กซ์คลูซีฟ ดึงซิงเกอร์บุกลูกค้าระดับหมู่บ้าน เล็งขายซิมไปจนถึงอินเทอร์เน็ตบ้าน

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะ ผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทผนึกความร่วมมือกับเจมาร์ท เพื่อผสานจุดแข็งมอบประสบการณ์สินค้าและบริการดิจิทัล โดยเจมาร์ท ช็อป ซึ่งเป็นดิสทริบิวเตอร์สินค้าและบริการดิจิทัลให้กับ เอไอเอสแบบเอ็กซ์คลูซีฟ รวม 250 สาขา ด้วยการมีโปรโมชั่นพิเศษที่ออกแบบมาให้เฉพาะลูกค้าทั้งสอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ เอไอเอสยังจัดดิสเพลย์ภายในร้านให้ลูกค้าทดลองสัมผัสและการใช้งานจริง อาทิ คอนเทนต์บันเทิงระดับโลก เอไอเอสไฟเบอร์ การสมัครใช้งาน และใช้ศักยภาพของซิงเกอร์ เพื่อลงลึกทุกพื้นที่ระดับหมู่บ้านและตำบล จากการมีตัวแทนจำหน่ายกว่า 3,000 ราย ร้านซิงเกอร์ช็อป 187 สาขา

ทั้งนี้ ซิงเกอร์ในอีก 3 ปีจะขยายช่องทางแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 6,000 แห่ง จากสิ้นปีครบ 1,000 แห่ง ในอนาคตยังเตรียมร่วมมือจัดแพ็กเกจให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าซิงเกอร์ อาทิ มอบสิทธิพิเศษซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อม ซิมมือถือ เน็ตบ้าน เอไอเอสไฟเบอร์ ซึ่งเอไอเอสมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

ขณะที่ปัจจุบันเอไอเอสมีช่องทางการให้บริการ ประกอบด้วย เอไอเอสและเทเลวิช 480 สาขา เอสบัดดี้ ซึ่งให้บริการระดับหัวเมืองในอำเภอกว่า 1,200 สาขา และเทสโก้ โลตัส 200 สาขา

“ประชากรไทยมี 69 ล้านคน อัตราการใช้มือถือ 94 ล้านเครื่อง หรือราว 135% ใช้โอกาสที่ลูกค้าจะใช้ดีไวซ์ใหม่ราว 15 ล้านเครื่อง/ปี นอกจากนี้ 20 ล้านคน/ปี อัพเกรดแพ็กเกจการใช้ดาต้า จากความร่วมมือครั้งนี้ช่วยขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย” นาย ปรัธนา กล่าว

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กล่าวว่า เดิมบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับโอเปอเรเตอร์ผ่านเจมาร์ทช็อป 3 แบรนด์ แบ่งเป็น เอไอเอส 40% ทรูมูฟ 30% และดีแทค 30% แต่จากนี้ไปจะจัดจำหน่ายให้กับ เอไอเอส 100% คาดว่าลูกค้าที่ใช้บริการรายเดือนกับเอไอเอสจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ยอดขายดีไวซ์ที่ผ่านมา1 แสนเครื่อง/เดือน

เอไอเอสลุยชิงผู้ใช้ดีแทคเริ่มย้ายค่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565796

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 08:00 น.

เอไอเอสลุยชิงผู้ใช้ดีแทคเริ่มย้ายค่าย

เอไอเอส เปิดศึกชิงลูกค้าดีแทคย้ายค่าย อัดโปรแรงลด 50% ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป กำลังซื้อฟื้น หั่นราคาล้างสต๊อก

น.ส.เบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าแผนกการตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวแคมเปญ ชวนย้ายค่ายเบอร์เดิมมาเอไอเอส หลังจากพบว่าลูกค้าจาก ดีแทคย้ายเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญเพิ่มขึ้น จากการที่สัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) หมดสัมปทาน วันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับเอไอเอสจัดโปรโมชั่นลด 25-50% อาทิ รายเดือน แพ็กเกจ 4G Max Speed นาน 12 เดือน พร้อมฟรีค่าบริการ 1 เดือนแรก เริ่มต้น 344 บาท/เดือน จากปกติ 688 บาท และเปิดเบอร์ใหม่ iPhone X (256 GB) เหลือ 2.4 หมื่นบาท จาก 4.5 หมื่นบาท (ตามเงื่อนไข) และประกาศ 4G เครือข่าย เร็วขึ้น 15-30% ตั้งเป้าลูกค้าใหม่และย้ายค่ายจากงานนี้เพิ่มกว่าปกติอีก 2,000-3,000 ราย

ด้านดีแทค จัดโปรโมชั่นสมาร์ทโฟน ลดราคาสูงสุดถึง 80% และ โปรโมชั่น iPhone X (256 GB) ราคา 3.79 หมื่นบาท พร้อมของแถมแอปเปิ้ลวอตช์มูลค่า 1.59 หมื่นบาท

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวว่า กำลังซื้อไตรมาส 4 มีสัญญาณฟื้น คาดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 31 วันที่ 27-30 ก.ย. จะอัด โปรโมชั่นเงินสะพัด 2,000 ล้านบาท โตเกือบ 10%

เร่งเดินหน้า5กฎหมายดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565794

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 07:52 น.

เร่งเดินหน้า5กฎหมายดิจิทัล

ดีอี เตรียมคลอดกฎหมายดิจิทัล 5 ฉบับ ชง ครม.ต้นเดือน ต.ค. 2561 ก่อนเสนอ สนช. ประกาศใช้ปี 2562

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายด้านดิจิทัล 5 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความ มั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  พ.ร.บ.สำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ได้ผ่านขั้นตอนกฤษฎีกา และกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ภายในต้นเดือน ต.ค. 2561 ซึ่งหลังผ่าน ครม. กฎหมายทั้ง 5 ฉบับ จะนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และประกาศใช้ในปี 2562

ทั้งนี้ กฎหมายทั้ง 5 ฉบับ มี 3 ฉบับ ที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ประกอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ พ.ร.บ.สำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยตามกฎหมายการจัดตั้งสำนักงานใหม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้ผ่านมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา กล่าวได้ว่ากฎหมายมีความสมบูรณ์ ก่อนเข้าสู่ ครม.ต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อวันที่  24 ก.ย. 2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงาน โดยได้รายงานผลโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (เน็ตประชารัฐ) ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศในปี 2562

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีได้ ต่อยอดการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารออมสิน ยกระดับอี-คอมเมิร์ซชุมชน ซึ่งจะบูรณาการระบบริหารงาน ณ จุดจำหน่าย (POS) ของไปรษณีย์ไทย เข้ากับร้านค้าธงฟ้า ประชารัฐ ของกระทรวงพาณิชย์ และ เชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการคลัง ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้การทำงานภาครัฐมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในสัปดาห์หน้า

นายพิเชฐ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ครม.ได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กิจกรรมที่ 1 การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) จำนวน 1,072 ล้านบาท ได้ถึงเดือน ธ.ค. 2561 จากเดิม ที่ปิดงบประมาณ เดือน ก.ย.

“สตาร์ทอัพการเมือง” ของแบบนี้ก็มีด้วย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565742

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 15:41 น.

"สตาร์ทอัพการเมือง" ของแบบนี้ก็มีด้วย?

รู้จักกับสตาร์ทอัพด้านการเมือง ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ตรงจุดมากขึ้น

การเมืองกับธุรกิจเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ขาด ทั้งสองต่างเป็นองค์ประกอบของกันและกันในทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นในญี่ปุ่นมีสิ่งที่เรียกว่า ไซบัตสึ หรือกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ขาที่พยุงระบบการปกครองญี่ปุ่นเอาไว้ ประกอบด้วย การเมือง ข้าราชการ และภาคธุรกิจ

แต่เรื่องนี้ไม่แปลก และหลายประเทศก็มีโมเดลคล้ายๆ กัน แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการเมืองล่ะ? ใครล่ะจะไปคาดคิดว่า สตาร์ทอัพก็มีแนวการเมืองด้วย?

ธุรกิจกลุ่มนี้เรียกว่า การเมืองไฮเทค หรือ Political tech

อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ทุ่มทุนสตาร์ทอัพสายเทครายหนึ่งเป็นเงินถึง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ชื่อ Higher Ground Labs ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างเทคโนโลยีและเครือข่ายการรณรงค์รูปแบบต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเมืองและสังคม “ที่ก้าวหน้า” พร้อมทั้งให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่มการเมืองไฮเทครายต่างๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อระบบการเมืองที่ทันสมัย

บริษัทที่ผนึกกำลังกับ Higher Ground Labs มีอยู่มากมาย ต่างก็มีจุดขายด้านการเมืองไฮเทคที่แตกต่างกัน แสดงถึงสิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่เปิดกว้างและความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ไม่ขาดสายในสหรัฐ

บริษัทที่รับความช่วยเหลือจาก Higher Ground Labs ที่น่าสนใจก็เช่น

1. Invest Left

คือแอพพลิเคชั่นที่ช่วยค้นหานักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการเงินสนับสนุน แอพนี้จะช่วยค้นหาเป้าหมายที่เราต้องการและเป็นช่องทางมอบทุนสนับสนุน และยังสามารถติดตามผลลัพธ์จากการสนับสนุนได้ โดยเฉพาะผลสะเทือนที่นักการเมือง/นักเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้สร้างขึ้น นัยหนึ่งก็คือ เราสามารถลงทุนกับนักการเมืองได้ และยกเลิกการลงทุนได้หากผลที่ออกมาไม่เข้าท่า

2. Swayable

ทำการประเมินการรณรงค์และมาตรการต่างๆ ว่าทำให้ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด และนักรณรงค์จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นมากระตุ้นให้เกิดผลสะเทือนต่อทัศนะของสาธารณชน ด้วยกระบวนการประเมินแนวทางการชักจูงและวิเคราะห์ว่า วิธีการใดที่ทำให้ผู้คนมีปฏิกิริยาตอบรับมากที่สุด โดยรวมก็คือ เป็นการใช้ศาสตร์แห่งข้อมูลและการวิเคราะห์สื่อ เพื่อดูว่าความคิดของคนเราจะเปลี่ยนไปตามเนื้อหาที่นำเสนอเพียงใด

3. Grow Progress

ช่วยดึงเสียงสนับสนุนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิ์ออกเสียง เช่น บุคลิกของคนเหล่านั้น เพื่อช่วยให้ลูกค้า (เช่น นักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหว) สามารถกำหนดแนวทางหาเสียงที่ตรงประเด็นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำการออกแบบสารที่จะส่งถึงเป้าหมายให้เข้าตรงกระบวนวิธีคิดของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบสารที่จะส่งไป จะช่วยให้กำชัยชนะในศึกเลือกตั้งที่เสียงของประชาชนค่อนข้างแตกออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจนได้

4. 5 Calls

เป็นแพลตฟอร์มในการผลักดันโครงการที่ก้าวหน้า โดยมีฐานข้อมูลในการติดต่อกลุ่มเป้าหมาย (ผ่านฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์) เช่น อาสาสมัคร ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ผู้ให้ทุนสนับสนุนทางการเมือง และผู้แทนทางการเมือง เป้าหมายหลักๆ ของแพลตฟอร์มนี้ เช่น การเปิดช่องทางให้ประชาชนได้เข้าถึงผู้แทนของพวกเขา และสะท้อนประเด็นที่ประชาชนคิดว่าเป็นปัญหา

5. Factba.se

เป็นอะไรที่เมืองไทยเราน่าจะมีมาก บริการของสตาร์ทอัพรายนี้ จะช่วยค้นหาถ้อยคำที่คนคนหนึ่งเคยพูดไว้ (แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนดังหรือนักการเมือง) ทั้งที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์และในสื่ออื่นๆ เพื่อให้องค์กรที่ทำการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ สามารถตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล การเปลี่ยนแปลงท่าทีของนักการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง บริการแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมกระบวนการ Transparency หรือความโปร่งใส ซึ่้งเป็นกลไกหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย

ที่มา www.m2fnews.com

ผู้ช่วยเสมือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565697

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ผู้ช่วยเสมือน

ชัชวาล สังคีตตระการ ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

มีการทำนายแนวโน้มทางเทคโนโลยีโดยการ์ทเนอร์ ว่าไม่กี่ปีจากนี้ไป ตำแหน่งงานหลายล้านตำแหน่งทั่วโลกจะถูกทดแทนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หนึ่งในระบบเหล่านั้นก็คือ “Virtual Assistant” ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในปัจจุบัน

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับแชตบอต อันที่จริง Virtual Assistant ก็เป็นแชตบอตอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเรากล่าวถึง Virtual Assisant เราให้ความสนใจมากกว่าที่จะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถสนทนาสื่อสารกับมนุษย์ผ่านทางข้อความ แต่เป็นการสนทนาด้วยเสียงมากกว่า เราจึงอาจเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “Voice Assistant” ที่เรารู้จักกันดี เช่น Siri, Google Assistant, Amazon Alexa เป็นต้น

Virtual Assistant ที่สนทนาด้วยเสียงได้ ประกอบด้วย เทคโนโลยีหลัก 3 ส่วน ส่วนแรกคือ การแปลงเสียงพูด (Voice) ของเราให้ไปเป็นข้อความตัวอักษร (Text) ส่วนนี้คือ “เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูด” หรือ “Speech Recognition” ทำหน้าที่เสมือนเป็นหูของระบบ ความท้าทายในส่วนนี้คือ การเข้าใจต่อเสียงพูดที่ได้ยิน ซึ่งอาจมีตัวแปรมากมาย เช่น ลักษณะการพูด การออกเสียง เสียงรบกวน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความถูกต้องแม่นยำ

เมื่อแปลงเสียงเป็นข้อความตัวอักษรได้แล้ว เทคโนโลยีด้านการทำความเข้าใจภาษาจะรับหน้าที่ต่อเสมือนเป็นสมองในการตีความทางภาษาว่าประโยคหรือที่ได้รับเข้ามานั้น มีความหมายอย่างไร ผู้พูดต้องการอะไร มีจุดประสงค์อะไรบ้าง เราเรียกกลุ่มเทคโนโลยีส่วนนี้ว่า “Natural Language Understanding” (NLU) คือ “การทำความเข้าใจภาษาธรรมชาติ” ซึ่งก็คือส่วนที่สำคัญของการทำงานของแชตบอตนั่นเองคือ การทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้พูด เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการกลับไปได้อย่างเหมาะสม ในส่วนนี้หากเป็นผู้ช่วยส่วนตัว หรือ Personal Assistant ก็จะนำข้อมูลส่วนตัวบางอย่างของผู้ใช้มาเป็นปัจจัยสำคัญในการหาคำตอบให้เหมาะสมและตรงใจมากขึ้น

ส่วนที่สาม เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จะสร้างเสียงสังเคราะห์ตอบกลับไปยังผู้ใช้ด้วย “เทคโนโลยีสังเคราะห์เสียงพูด” หรือ “Speech Synthesis” ส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นปากความท้าทายของส่วนนี้คือ การสร้างเสียงสังเคราะห์ให้เป็นธรรมชาติเหมือนเสียงคนให้ได้มากที่สุด เมื่อทั้ง 3 เทคโนโลยีนี้รวมร่างกันได้ก็จะกลายเป็น Virtual Assistant ที่สมบูรณ์สามารถช่วยเหลือเราได้โดยการสื่อสารสนทนาด้วยเสียง แต่การที่จะได้มาซึ่งระบบที่มีความสามารถครบถ้วนได้นั้น ต้องมีการพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง

Virtual Assistant จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเราในรูปแบบอุปกรณ์บางอย่างภายในบ้าน เมื่อเทคโนโลยีพร้อม ความต้องการตลาดมี การที่จะมีผู้ช่วยเสมือนที่สื่อสารด้วยภาษาไทยได้อยู่ที่บ้านสักตัวในอนาคตอันใกล้อาจเป็นเรื่องจิ๊บๆ ครับ

เคาะชิง900 วันที่20ต.ค.นี้ชำระเงิน4งวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565684

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 08:56 น.

เคาะชิง900 วันที่20ต.ค.นี้ชำระเงิน4งวด

บอร์ด กสทช.เคาะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ประมูลวันที่ 20 ต.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) เห็นชอบ ร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น ความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยราคาเริ่มต้นการประมูลอยู่ที่ 37,988 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะประกาศร่างหลักเกณฑ์ ดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ก.ย. 2561 กำหนดการยื่นคำขอรับใบอนุญาตวันที่ 9 ต.ค. 2561 และเปิดประมูลในวันที่ 20 ต.ค. 2561 ทั้งนี้หากมีผู้ยื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมประมูลเพียง 1 ราย หรือไม่มีผู้ยื่นคำขอ สำนักงานฯ จะขยายระยะเวลาเปิดรับการยื่นคำ ขอออกไปอีก 7 วัน และจะจัดประมูลในวันที่ 28 ต.ค. 2561 และรับรองผลการประมูลวันที่ 31 ต.ค. 2561

นายฐากร กล่าวว่า ในวันที่ 3-4 ต.ค. 2561 จะมีการประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อพิจารณาการขอเข้าสู่มาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของดีแทค ว่าสามารถใช้งานคลื่นความถี่ในช่วงเยียวยาได้ 5 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 20 เมกะเฮิรตซ์

สำหรับประเด็นที่ดีแทคขอขยายระยะชำระเงินค่าประมูลกรณีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จาก 4 งวด เป็น 15 งวดนั้น บอร์ดเห็นว่าควรใช้ควรแบ่งชำระเป็น 4 งวดตามหลักเกณฑ์เดิม

ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ “ทรู”เฮ!ไม่ต้องจ่ายคืนเงินให้ทีโอที1,200ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565632

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 16:03 น.

ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ "ทรู"เฮ!ไม่ต้องจ่ายคืนเงินให้ทีโอที1,200ล้าน

ศาลปกครองกลางเพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตฯ ส่งผล “ทรู” ไม่ต้องจ่ายคืนเงินกว่า 1,200 ลล้านบาท ให้ทีโอที

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีที่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และ กรณีบมจ.ทีโอที ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยให้ TRUE ชำระเงินตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนเพื่อขยายบริการโทรศัพท์ฯ ให้แก่ทีโอที โดยศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และปฏิเสธการขอของทีโอที

สืบเนื่องมาจาก TRUE ในฐานะผู้ที่ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนเพื่อขยายบริการโทรศัพท์ฯ กับทีโอที ต่อมา มีการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 พ.ศ. 2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 โดยกำหนดให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเมื่อวันที่ 28 ม.ค.46 และเมื่อวันที่ 11 ก.พ.46 ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ

ดังนั้น ทีโอทีจึงหักเงินจากส่วนแบ่งรายได้ส่งให้ TRUE เพื่อนำไปชำระภาษีสรรพสามิตตามมติ ครม.จำนวน 1,479,621,120.89 บาท แต่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 23 ม.ค.50 ให้ยกเลิกมติ ครม.เดิม โดยกำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามจำนวนรายรับที่แต่ละฝ่ายได้รับ ทีโอทีจึงเรียกร้องให้ TRUE คืนเงินดังกล่าว ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ TRUE คืนเงินจำนวน 1,217,505,724.17 บาท ให้แก่ทีโอที

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางเห็นว่า มติ ครม.เดิมมิใช่มติที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ TRUE ชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาแก่ทีโอที จึงเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามข้อตกลงแห่งสัญญาพิพาทและการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565573

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

กีฬาอีสปอร์ตคึกทั่วโลก

อินเทลปรับใหญ่เน้นดาต้า เซ็นทริค ให้ความสำคัญกีฬาอี-สปอร์ต รับเทรนด์โลกโตกว่า 2.8 แสนล้าน

นายซานโตซ วิศวะนาธาน กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจ Global Markets & Partners Sale & Marketing Group ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอินเทลได้มีการปรับตัวหรือทรานส์ฟอร์เมชั่นธุรกิจ จากธุรกิจเดิมเน้นธุรกิจเกี่ยวกับพีซี หรือซีพีเซ็นทริค มาสู่การเอาข้อมูลมาประยุกต์ใช้ หรือดาต้า เซ็นทริค ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์และเน็ตเวิร์กมากขึ้น เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่เกิดขึ้นได้จริง การสื่อสารผ่านเครือข่ายมือถือความเร็วสูง รวมไปถึงการสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเกมมิ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชากรทั่วโลกมีจำนวน 7,700 ล้านคน มีคนเล่นเกมถึง 2,000 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากรจะเล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านคอนโซล แพลตฟอร์ม เป็นต้น

ขณะที่ปัจจุบันกีฬาอี-สปอร์ตมีผู้ชมและเงินรางวัลจำนวนมากจูงใจในคนเข้ามาร่วมชมและเข้าแข่งขัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยปี 2561 มีผู้เล่นเกมรูปแบบดังกล่าวทั่วโลกประมาณ 394 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 518 ล้านคน ในปี 2563

สำหรับประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 ของประชากร หรือ 40% จะนิยมเล่นเกมผ่านคอมพิวเตอร์พีซี และประชากร 1 ใน 3 อีกเช่นกันที่เป็นผู้หญิงนิยมเล่นเกม และสามารถพัฒนาจนเป็นตลาดหลักในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียน คาดการณ์ว่าอัตราการเข้าชมอี-สปอร์ตในไทยจากปี 2560-2564 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมในไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่มีรายได้จากเกมมากที่สุดในโลก โดยไทยสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกมในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้ โดยในปีนี้บริษัทเป็นผู้สนับสนุนหลักในงานไทยแลนด์ เกมโชว์ ที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.2 แสนคน

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเกมในไทย โดยร่วมมือกับ FPS Thailand และ Britrep เปิดตัวการแข่งขัน PUBG ในซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า Game of Wars ซึ่งเป็นการนำ InFluencers และเกมเมอร์ชื่อดังของเมืองไทยมาประชันฝีมือ การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างเดือน ก.ย-ธ.ค.นี้ โดยมีเงินรางวัลกว่า 3 ล้านบาท

ศึกษาให้ดี ภาษีอี-คอมเมิร์ซ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/565571

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ศึกษาให้ดี ภาษีอี-คอมเมิร์ซ (จบ)

โดย..ศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด ผู้ก่อตั้ง http://www.MakeWebEasy.com

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงรูปแบบการเสียภาษีแบบบุคคลไปแล้ว มาในสัปดาห์นี้จะขอกล่าวถึงรูปแบบการเสียภาษีสำหรับนิติบุคคล หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระแสการซื้อของออนไลน์มีการเติบโตสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนมองเห็นช่องทางการหารายได้เพิ่มเติม และผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์

ผู้ประกอบการหลายรายยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสียภาษีว่าต้องจ่ายหรือไม่? หรือต้องจ่ายเท่าไรคำนวณยังไง วันนี้เราจะมาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายภาษีอี-คอมเมิร์ซ ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ

สำหรับนิติบุคคล รูปแบบธุรกิจแบบนิติบุคคล คือผู้ขายจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ “กำไรสุทธิตามกฎหมายภาษีอากร” โดยจะต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิหลังจากพอทราบรูปแบบธุรกิจกันไปแล้ว เรามาดูเรื่องรายได้กันต่อครับ

รายได้ นอกจากภาษีเงินได้ที่ต้องเสียกันแล้ว ยังมีภาษีอีกแบบหนึ่งที่การจะต้องเสีย หรือไม่ต้องเสียนั้น ขึ้นอยู่กับรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการ นั่นก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม VAT นั่นเองครับ

ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก็ต่อเมื่อธุรกิจของเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ถ้าไม่เสียภาษี โดนเรียกเก็บย้อนหลังอ่วมแน่นอน!

ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซรายใดที่มีรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษี แต่กลับหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการไม่แจ้ง หรือไม่จ่าย ถือว่า “ผิดกฎหมาย” และต้องเสียค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยที่เรียกว่า “เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” อีกทั้งยังอาจโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอีกด้วย รับรองว่าไม่คุ้มแน่นอน และการโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนี้อาจทำให้ธุรกิจที่กำลังไปได้สวยต้องพังลงในพริบตาก็เป็นได้