เครื่องใช้ไฟฟ้าทรานส์ฟอร์ม เร่งสร้างดีมานด์ใหม่ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566872

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

เครื่องใช้ไฟฟ้าทรานส์ฟอร์ม เร่งสร้างดีมานด์ใหม่ไอโอที

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เทรนด์ไอโอที ในระดับการใช้งานในบ้าน หรือเรียกว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Internet of Things : IoT) ที่มีการสั่งงานทั้งบนสมาร์ทโฟนและการสั่งงานด้วยเสียงกำลังรอวันแจ้งเกิดในไทย 3 ปีข้างหน้า

นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างอเมริกามีอัตราการใช้งานภายในบ้านราว 30-40% สำหรับในไทยการใช้งานไอโอทีในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ายังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้น ในกลุ่มสมาร์ททีวีใช้ระยะเวลาสร้างตลาด 7 ปี อัตราการใช้งานในครัวเรือนมีสัดส่วน 50% และขณะนี้เพิ่มเป็น 60% ของมูลค่าตลาดสมาร์ททีวี 3 หมื่นล้านบาท

สำหรับการใช้งานกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีประเภทอื่นๆ พบว่าผู้ประกอบการเดินหน้าสร้างตลาดในกลุ่มเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ถือว่ามีอัตราการเติบโตเท่าตัว คาดว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดดังกล่าวจะมีอัตราการใช้ในครัวเรือน 10-30% ในปีนี้บริษัทได้เพิ่มจำนวนรุ่นเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอที 40 รุ่น หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของพอร์ตโฟลิโอ จากเมื่อปี 2560 มีเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวเพียง 10 รุ่นเท่านั้น และนโยบายในปีหน้าจะเพิ่มสินค้าในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีเติบโตหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าที่ลูกค้าต้องเข้าถึงได้ง่าย เหมือนเช่นในยุคเริ่มต้นสมาร์ททีวีราคาจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อราคาถูกลงส่งผลให้ตลาดขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าไอโอทีมีความแตกต่างอย่างไร ประโยชน์ที่ได้รับ เช่น ความสะดวกสบายต่อชีวิต การประหยัดค่าใช้จ่ายและพลังงาน รวมไปถึงความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโอไอทีในอนาคตจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทำให้หลายแบรนด์ตอกย้ำวิสัยทัศน์ด้านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เช่น แบรนด์ซัมซุง ให้ความสำคัญการยกระดับการใช้งานอุปกรณ์ภายในบ้านแบบไร้รอยต่อ หลอดไฟฟ้าฟิลิปส์ ในปีนี้วางยุทธศาสตร์ชัดเจนกับแพลตฟอร์มสู่ตลาดไอโอที สู่การดำเนินธุรกิจหลอดไฟที่ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการเชื่อมต่อไปสู่สินค้าและบริการอื่นๆ ได้ด้วย

พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ไอพี กล่าวว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าอุปกรณ์ไอโอที มองว่าจะเป็นกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป คือ เป็นผู้มีกำลังการซื้อสูงและมองหาความสะดวกสบายให้กับชีวิต ในปีหน้าเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มอุปกรณ์ไอโอทีที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะนี้ยังมีแบรนด์ขนาดเล็กจากจีนเข้ามาทำตลาดเป็นหลัก หากแบรนด์ใหญ่เข้ามาทำตลาดจะยิ่งผลักดันให้เติบโต

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยกำลังจะทรานส์ฟอร์เมชั่น จากอดีตเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ายุคอะนาล็อก ก้าวไปสู่ระบบดิจิทัล และขณะนี้กำลังก้าวสู่ไอโอที แม้ว่าจะขับเคลื่อนอย่างช้าๆ แต่เชื่อว่าตลาดมาแน่นอน งานนี้อยู่ที่ว่าแบรนด์ใดจะมีนวัตกรรมที่โดนใจผู้บริโภคในยุค 4.0 ได้ดีกว่ากันจะเป็นผู้ครองตลาดไป

นัดถกเอกชนเคลียร์พื้นที่เน็ตชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566654

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 08:27 น.

นัดถกเอกชนเคลียร์พื้นที่เน็ตชายขอบ

คณะกรรมการตรวจรับฯ เตรียมเชิญทรู แคท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และทีโอที หารือ 11 ต.ค.เร่งแก้ปม ติดตั้งเน็ตชายขอบ

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2561 ได้มีการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในการจ้างบริการ โครงการหมู่บ้านชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ซึ่งในวันที่ 11 ต.ค. 2561 จะเชิญผู้ประกอบการ จากกลุ่มบริษัททรู บริษัท กสท โทรคมนาคม (แคท) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น และบริษัท ทีโอที ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการติดตั้งอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบ เข้าหารือที่สำนักงาน กสทช. เพื่อหา ข้อสรุปการเข้าไปติดตั้งอินเทอร์เน็ตใน พื้นที่ทับซ้อน ตลอดจนติดตามความ คืบหน้าของการส่งมอบโครงการ

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัททรู แคท และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้ส่งมอบโครงการแล้ว กว่า 90% โดยส่วนที่เหลือติดปัญหาการเข้าพื้นที่ เนื่องจากเป็นเขตที่กฎหมายห้ามรุกล้ำ ซึ่งสำนักงาน กสทช.ได้ประสานงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว เพื่อขอเข้าพื้นที่ดำเนินการติดตั้ง ซึ่งกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานกับโครงการเน็ตชายขอบโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ในการส่งมอบโครงการล่าช้าของทีโอที ทางคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุในการจ้างบริการ โครงการหมู่บ้านชายขอบ ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ส่งหนังสือทวงถามไปยังทีโอที รวมถึงจัดทำหนังสือแจ้งจุดตรวจรับที่มีปัญหาให้กับทีโอที ซึ่งได้พบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี อุปกรณ์ขึ้นสนิม โดยจุดติดตั้งอินเทอร์เน็ตที่ทีโอทีส่งมอบประมาณ 10% คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ โครงการหมู่บ้านชายขอบได้ลง พื้นที่ตรวจสอบแล้ว 5% และส่วนใหญ่ยังมีปัญหาอยู่หลายจุด

“เราจะรวบรวมข้อมูลที่คณะ กรรมการตรวจรับพัสดุฯ ลงพื้นที่จุดตั้งอินเทอร์เน็ตของทีโอทีและพบปัญหา ซึ่งจะส่งหนังสือแจ้งให้ทีโอทีรับทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนพื้นที่ที่ทีโอที ยังไม่ได้ส่งมอบ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะจัดทำหนังสือทวงถามไปยังทีโอที” แหล่งข่าวเปิดเผย

พระเครื่อง 3 มิติ เทคโนโลยีต่อยอดเครื่องราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566449

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

พระเครื่อง 3 มิติ เทคโนโลยีต่อยอดเครื่องราง

วันเพ็ญ พุทธานนท์

ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยสำหรับผู้ชนะในโครงการ Young Technopreneur 2018 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 7 โดย บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยผู้ชนะรางวัล สามารถ อินโนเวชั่น อวอร์ด (SIA) ในปีนี้ ได้แก่ ผลงานพระเครื่อง 3 มิติ โดย บริษัท เวิลด์ อมูเล็ต 3 ดี รับเงินรางวัล 2 แสนบาท

ขณะที่รางวัลที่ 2 ได้แก่ ผลงาน Active Boost ไมโครแคปซูลอัจฉริยะ และรางวัลที่ 3 เป็นผลงาน คิดถึง แอพพลิเคชั่นแหล่งรวมบริการรถยนต์ครบวงจร

ศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. เปิดเผยว่า ในปีนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในโครงการดังกล่าวถึง 138 โครงการ จากนั้นได้คัดเลือกเหลือ 64 ทีม ที่มีโอกาสเป็นไปได้ทางธุรกิจและได้รับการอบรมในการเขียนแผนธุรกิจ ไปร่วมบูธแคมป์และศูนย์วิจัยของ สวทช. แล้วคัดเลือกเหลือ 20 ทีม ที่มีการอบรมอย่างเข้มข้นอีกครั้ง ซึ่งเกณฑ์ในการตัดสินจะพิจารณาจากผลงานที่มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจไม่ต่ำกว่า 70%

สำหรับโครงการในปี 2562 ได้กำหนดหัวข้อในการประกวดให้รองรับกับแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้และต่อยอด โดยเน้นไปที่เทคโนโลยีด้านหลักๆ ได้แก่ เทคโนโลยีอาหารและการเกษตร เทคโนโลยีการแพทย์และบริการเพื่อผู้สูงอายุ เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว เทคโนโลยีด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์และออโตเมชั่น รวมถึงเทคโนโลยีไอโอที

ทั้งนี้ ผลงานพระเครื่อง 3 มิติ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ นำเสนอโดย ภูมินทร์ โพธยากูล และ วรวลัญช์ โพธยากูล สองพี่น้องที่มองเห็นว่าพระเครื่องเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมและขยายตลาดไปถึงกลุ่มนักลงทุนและนักสะสมทั่วโลก ส่งผลให้เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงมาก ซึ่งจากการศึกษาวงการพระเครื่องพบว่า มีความ “ยาก” คือการเข้าถึงพระที่เป็นต้นแบบยาก “เยอะ” คือมีจุดพิจารณาเยอะ และ “สูง” คือมีราคาสูง

นอกจากนี้ ยังต้องการอนุรักษ์พระเครื่องที่ถือเป็นอีกหนึ่งมรดกวัฒนธรรมให้คงอยู่ จึงคิดค้นนวัตกรรมที่ต้องการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มพระเครื่องทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยการผนวกเทคโนโลยี 3 มิติ จากประสบการณ์ความรู้ด้านการถ่ายภาพ พร้อมทั้งนำปัญหาจากการศึกษาพระแท้ ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากเซียนพระมาสร้างเป็นเทคโนโลยีศึกษาพระเครื่อง 3 มิติ ที่สามารถดูพระเครื่องแท้ได้แบบพาโนรามา 360 มุมมอง รองรับ 3 ภาษา และระบบซื้อขาย ประมูล ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองเห็นโอกาสธุรกิจในโลกออฟไลน์ ด้วยการผลิตหนังสือพระออกวางจำหน่ายเพราะมองเห็นโอกาสจากตลาดวงการพระเครื่องที่มีมูลค่านับ 2 หมื่นล้านบาท โดยขณะนี้ผลิตออกมาแล้ว 4 เล่ม และจะออกวางจำหน่ายอีก 3 เล่มในปีนี้ โดยปัจจุบันธุรกิจหนังสือทำรายได้ถึง 2 ล้านบาท

นับเป็นการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดเพิ่มมูลค่ากลุ่มเครื่องรางได้อย่างเห็นผลชัดเจนทีเดียว

“สิงเทล”จับมือ”เอไอเอส”ลุยฟินเทคไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566429

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 20:48 น.

"สิงเทล"จับมือ"เอไอเอส"ลุยฟินเทคไทย

กลุ่มสิงเทล ร่วมเอไอเอส รุกธุรกิจบริการชำระเงินด้วยมือถือข้ามประเทศ ปูพรมไทย-สิงคโปร์ เร่งผนึกอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย

นายอาเธอร์ แลง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสิงเทล อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทจับมือร่วมกับเอไอเอส เปิดตัวเวีย (VIA) เครือข่ายบริการชำระเงินด้วยมือถือข้ามประเทศเป็นรายแรก โดยให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านอี-วอลเล็ตของค่ายมือถือตัวเองได้ระหว่างอยู่ต่างประเทศ ก้าวสู่การสร้างธุรกิจสังคมไร้เงินสดแบบไร้พรมแดนในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ บริษัทจะเริ่มเปิดให้บริการสิงคโปร์-ไทย เป็นแห่งแรก โดยลูกค้าจากสิงคโปร์สามารถใช้ อี-วอลเล็ต สิงเทล แดช (Singtel Dash) ชำระเงินในไทย ส่วนลูกค้าไทยจะใช้แรบบิท ไลน์ เพย์ ผ่านแอพพลิเคชั่น เอไอเอส โกลบอล เพย์ และสามารถชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่มีสัญลักษณ์ VIA หรือไทย คิวอาร์โค้ด ด้วยสกุลเงินของประเทศตัวเองโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องกังวลกับอัตราแลกเปลี่ยน

ขณะที่บริษัทจะผนึกกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน เดินหน้าสร้างเครือข่ายระบบการชำระเงินไร้เงินสดให้ทั่วภูมิภาค โดยภายในปีนี้จับมือร่วมกับผู้ให้บริการโครงข่าย Telkomsel ในอินโดนีเซียอย่างแน่นอน และมีแผนจะขยายไปผู้ให้บริการโครงการ Airtel ในอินเดีย และจับมือร่วมผู้ให้บริการ Glode ในฟิลิปปินส์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

“ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังตลาดของกลุ่มสิงเทลในภูมิภาคเอเชียจำนวนกว่า 80 ล้านคน โดยจำนวนนี้มากกว่า 1.5 ล้านคน/ปี ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย และตัวเลขนี้ยังคงมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสิง เทล กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจในเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา มีฐานลูกค้ามากกว่า 700 ล้านคนใน 22 ประเทศ” นายแลง กล่าว

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์โมบิลิตี้ เพย์เมนต์ เป็นมิติใหม่ที่จะยกระดับสังคมไร้เงินสดของไทย โดยคนไทยที่เดินทางไปสิงคโปร์ใช้จ่ายผ่านอี-วอลเล็ตกับร้านค้าที่ร่วมบริการเวีย โดยมีสินค้าและบริการกว่า 2 หมื่นร้านค้าทั่วสิงคโปร์

ด้านจำนวนร้านค้าในไทยที่เข้าร่วมโครงการเวียขณะนี้มากกว่า 1.6 ล้านแห่งทั่วประเทศ และจะเพิ่มเป็น 2.6 ล้านแห่ง สำหรับปัจจุบันลูกค้าสิงคโปร์ใช้อี-วอลเล็ต เมื่อมาซื้อสินค้าในไทย และคนไทยใช้จ่ายผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ผ่านแอพพลิเคชั่นเอไอเอส โกลบอล เพย์ เมื่อไปสิงคโปร์ รวมจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 5 แสนราย

สำหรับจำนวนผู้ใช้งานบริการ บริษัทยังมองว่าโอกาสยังเติบโตอีกมาก เนื่องจากฐานผู้ใช้งานไลน์ในไทยกว่า 42 ล้านราย พร้อมที่จะใช้บริการเวีย โดยจำนวนนี้มีผู้ใช้แรบบิท ไลน์ เพย์ จำนวนกว่า 5 ล้านราย โดยบริษัทจะมีรายได้จากผู้ใช้บริการผ่านทางร้านค้า ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเอไอเอส โกลบอล เพย์ เพื่อไปใช้งานที่สิงคโปร์ได้

เดลล์แนะธุรกิจไทย เร่งปฏิรูปรับดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566339

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

เดลล์แนะธุรกิจไทย เร่งปฏิรูปรับดิจิทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์เทคโนโลยี (Dell Technologies Digital Transfoemation Index : DT index) ร่วมกับอินเทล ได้ทำการสำรวจ 42 ประเทศ โดยมีองค์กรธุรกิจ 4,600 แห่ง ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้องค์กรภายในประเทศ ไทยขนาดกลางและใหญ่ 100 บริษัท เพื่อจับความก้าวหน้าในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของธุรกิจในประเทศไทย

นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์เทคโนโลยี พบว่า องค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ 71% ของผู้นำธุรกิจไทย เชื่อว่าองค์กรของตนต้องพยายามเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าภายในระยะเวลา 5 ปี

ขณะที่แผนลงทุน 1-3 ปีข้างหน้า ธุรกิจไทยเน้น 7 ด้าน ได้แก่ 1.ตั้งใจลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ 73% ซึ่งไม่แตกต่างกับองค์กรทั่วโลกที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก 2.ลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์ 63% 3.ลงทุนด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ 61% 4.ลงทุนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) 56% 5.ลงทุนเทคโนโลยีไอโอที 55%

นอกจากนี้ พบว่าธุรกิจจำนวนมากวางแผนทดลองใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มเกิด 6.ลงทุนบล็อกเชน 55% และ 7.การลงทุนระบบการรับรู้ได้เองและเออาร์/วีอาร์ 40%

อย่างไรก็ดี ผู้นำในระดับผู้บริหารองค์กร 45% มีทั้งความกลัวว่าจะเข้ามาดิสรัปชั่นและหวังว่าเทคโนโลยีจะมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในส่วนผู้บริหาร 33% หวั่นเกรงว่าตนจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง

“องค์กรไทยที่อยู่ในกลุ่มผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล 40% มีแผนงานและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูปองค์กร ส่วนองค์กร 1 ใน 4 บริษัทที่เป็นผู้ตามในเรื่องดิจิทัล และผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล เป็นบริษัทที่ก้าวช้าหรือไม่มีแผนงานดิจิทัล หากเปรียบเทียบผู้นำดิจิทัลในอเมริกามีสัดส่วน 6% จากจำนวนองค์กร 200 บริษัท แต่มีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไทยไปแล้ว” นพดล กล่าว

ทั้งนี้ การลงทุนเทคโนโลยีธุรกิจไทย 69% เพื่อช่วยเร่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ส่วน 45% ของธุรกิจสร้างระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับ 65% กำลังพยายามอย่างหนักในการพัฒนาทักษะ รวมถึงความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร และ 52% แบ่งปันความรู้ในทุกฟังก์ชั่นงาน

สำหรับอุปสรรคที่กีดขวางการปฏิรูปสู่ดิจิทัลมี 5 อันดับ ได้แก่ 1.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ 53% 2.วัฒนธรรมด้านดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอภายในบริษัท 49% 3.ขาดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่สอดคล้อง 48% 4.ขาดเทคโนโลยีในการทำงานให้ทันต่อธุรกิจ 45% และ 5.ขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร 43%

องค์กรที่วางเทคโนโลยีไว้เป็นศูนย์กลาง จะได้รับประโยชน์จากโมเดลธุรกิจดิจิทัล รวมถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการทุกสิ่งได้ในแบบอัตโนมัติและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ซึ่งเป็นสาเหตุที่การปฏิรูปสู่ดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับ 1 นั่นเอง

“amazon”ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพนักงานเป็นชั่วโมงละ15ดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566312

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 19:29 น.

"amazon"ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพนักงานเป็นชั่วโมงละ15ดอลลาร์

“แอมะซอน”ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำพนักงานทั่วสหรัฐเป็นชั่วโมงละ15ดอลลาร์ หรือราว 485 บาท

บริษัทแอมะซอน ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของโลก ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับพนักงานทั่วสหรัฐสู่ระดับ 15 ดอลลาร์/ชั่วโมง หรือราว 485 บาท/ชั่วโมง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวจะช่วยให้พนักงานแอมะซอนจำนวนมากกว่า 250,000 คนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงพนักงานพาร์ทไทม์, พนักงานชั่วคราว และพนักงานที่บริษัทจ้างตามฤดูกาลอีก 100,000 คน

ส่วนพนักงานที่ได้รับค่าจ้างที่ระดับ 15 ดอลลาร์/ชั่วโมงอยู่แล้ว ก็จะได้รับการปรับเพิ่มค่าจ้างขึ้นอีก

ที่ผ่านมา ค่าจ้างของพนักงานแอมะซอนจะแตกต่างกันตามสถานที่ตั้งของสาขาในแต่ละรัฐ โดยพนักงานในคลังสินค้าในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ได้รับค่าจ้าง 10 ดอลลาร์/ชั่วโมง ขณะที่พนักงานในรอบบิ้นส์วิลล์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ได้รับ 13.50 ดอลลาร์/ชั่วโมง

ภาพ เอเอฟพี

องค์กรเผชิญความท้าทาย ‘ดีลอยท์’แนะทรานส์ฟอร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566236

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 15:00 น.

องค์กรเผชิญความท้าทาย ‘ดีลอยท์’แนะทรานส์ฟอร์ม

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีน้อยมาก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคก็น้อย สมรภูมิการแข่งขันก็ไม่มากเท่ากับปัจจุบัน แต่ในยุคนี้องค์กรเผชิญกับความท้าทายเกิดการเปลี่ยนถ่ายบุคลากร เป็นแรงกดให้องค์กรต้องลุกขึ้นมาทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

เกสรา ศักดิ์มณีวงศา หุ้นส่วนที่ปรึกษาด้านธุรกิจ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ เปิดเผยว่า การทรานส์ฟอร์มองค์กร ประกอบด้วย 6 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เป้าหมายขององค์กรต้องมีความชัดเจน และทำการสื่อสารถึงในระดับปฏิบัติการ เพื่อรับรู้ถึงวิสัยทัศน์และร่วมขับเคลื่อนด้วยกัน 2.ความสามารถขององค์กร อะไรเป็นจุดสำคัญและมุ่งเน้นไปที่เสาหลักของธุรกิจ 3.โปรแกรมการบริหารจัดการองค์กร 4.การสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร ซึ่งต้องมองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

สำหรับด้านที่ 5 แนวคิดการทำงานของบริษัทยุคใหม่ (Agile) โดยเฉพาะ งานไอที เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ดีเวลอปเมนต์ ไม่ต้องรอให้พร้อมแต่เลือกดึงบางส่วนและทำให้ประสบความสำเร็จ ทำให้คนได้เห็นผลและเกิดกำลังใจทำไปต่อ หรือนำบทเรียนมาปรับปรุง 6.การทรานส์ฟอร์เมชั่น ต้องสร้างทีมโดยเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพมาทำทรานส์ฟอร์มและหาทีมที่มาต่อยอดทำงานที่เป็นอนาคตขององค์กร เพื่อให้บุคลากรสำคัญโฟกัสเส้นทางการทรานส์ฟอร์มได้

ทั้งนี้ หากองค์กรไม่ปรับจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในธุรกิจได้เพราะโลกเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต้องเผชิญการแข่งขันทั้งจากคู่แข่งทางตรง และโดยเฉพาะสตาร์ทอัพใช้เทคโนโลยีดิสรัปชั่นหรือล้มล้างธุรกิจเก่าที่ปรับตัวไม่ทัน ตลอดจนพฤติกรรมลูกค้า รวมบุคลากรในองค์กรที่มีหลากหลายเจเนอเรชั่น ทำให้ต้องกลับมามองใหม่เพื่อทำให้องค์กรเกิดประสิทธิภาพ

“การปรับเปลี่ยนองค์กรหรือทรานส์ฟอร์ม สิ่งแรก คือ บุคลากรต้องเปลี่ยนโฉมใหม่ ต้องคอลลาบอเรชั่นหรือความร่วมมือกันทุกภาคส่วนและเป็นสเต็ปไปสู่การทำงาน ประกอบด้วย การมามองว่าองค์กรมีแรงกดดันด้านใดที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงมากหรือน้อย และเป้าหมายมีความยิ่งใหญ่แค่ไหนและมีวัตถุประสงค์อย่างไร”

นอกจากนี้ องค์กรต้องเอกซเรย์เพื่อดูองค์กรขีดความสามารถว่าพร้อมที่จะเปลี่ยน และพิจารณาว่าขั้นตอนใดที่ต้องทำก่อนและอะไรต้องทำหลัง จากนั้นถึงจะลงทุนเม็ดเงิน และหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ระดับผู้บริหารแต่ต้องขับเคลื่อนทั้งหมด ทรานส์ฟอร์เมชั่นมีองค์ประกอบมากมาย ไม่ต้องรอให้พร้อม ให้ต้องมองว่าคีย์ขององค์กรคืออะไร และการสร้างองค์กร เอาสิ่งที่คิดมาลงสู่สนามจริง

อย่างไรก็ดี การทรานส์ฟอร์มองค์กรสิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ ต้องทำภาพทรานส์ฟอร์มมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าลูกค้าของเราไม่ได้ใช้มือถือเยอะก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยน วิเคราะห์สร้างขีดความสามารถให้เกิดความแตกต่าง สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนมีทั้งเรื่องบุคลากร คือการเตรียม พร้อม เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารรู้สึกหนักใจมาก ถ้าบุคลากรไม่พร้อม ควรพิจารณาว่าควรรับสมัครเพิ่มไหม ส่วนเรื่องเทคโนโลยีต้องกลับมาดูว่า ให้สร้างการแข่งขันได้ดีหรือไม่

การทรานส์ฟอร์มองค์กรไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นการเดินทางขององค์กร เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถขยายตลาด สร้างความพึงพอใจลูกค้าและยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ดิสรัปชั่นนั่นเอง

แนะธุรกิจปรับระบบเครือข่าย รับไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566126

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

แนะธุรกิจปรับระบบเครือข่าย รับไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง

โดย…วีเอ็มแวร์

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือเอไอ) แมชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning หรือเอ็มแอลและ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things หรือไอโอที) กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก บริษัททั้งหลายเริ่มตระหนักว่าเทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมแล้วสำหรับนำมาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ไอดีซีคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านไอโอทีทั่วโลกจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 โดยเพิ่มมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ผลการสำรวจของเอเชีย ไอโอที บิซิเนส แพลตฟอร์ม (AIBP) ระบุว่า ในปี 2561 มี 92% ขององค์กรไทยมีแผนงานด้านไอโอที โดย 35% อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล 29% มีข้อมูลพร้อมดำเนินการ และ 28% ได้ดำเนินการไปแล้ว

ความตื่นตัวเรื่องไอโอทีในไทยที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลจากนโยบายภาครัฐ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ รัฐเพิ่งจัดสรรงบประมาณกว่า 3,900 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA เพื่อดำเนินงานเรื่องนี้ในระยะเวลา 5 ปี

บรูซ เดวีย์ รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ เอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีด้านแมชีนเลิร์นนิ่งก้าวหน้าไปมาก อาทิ สามารถเอาชนะมนุษย์ได้ในงานด้านการจดจำภาพตัวอย่างเช่น การแยกแยะภาพต่างๆ ของลูกสุนัขและมัฟฟินออกจากกัน ในปี 2553 อัตราการผิดพลาดยังอยู่ที่ 30% แต่ในปี 2559 หลังจากผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลจำนวนมาก อัตราการผิดพลาดลดลงเหลือเพียง 4% เท่านั้น

ขณะที่องค์กรสามารถนำแนวคิดด้านแมชีนเลิร์นนิ่งไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย อาทิ การรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากระบบตรวจจับสามารถเรียนรู้และอัพเดทคุณลักษณะที่เป็นภัยคุกคามด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากการประมวลจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก แมชีนเลิร์นนิ่งจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคลาวด์

ในยุคนี้ข้อมูลมักกระจัดกระจายมากขึ้น โดยย้ายจากศูนย์ข้อมูลขององค์กรไปสู่คลาวด์และจากคลาวด์ไปสู่ชายขอบ (Edge) แอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในกำแพงของศูนย์ข้อมูลเท่านั้น ทุกวันนี้หลายบริษัทใช้ศูนย์ข้อมูลควบคู่ไปกับคลาวด์ และย้ายแอพพลิเคชั่นบางตัวไปไว้บนเครือข่ายชายชอบ เพื่อประมวลผลข้อมูลในจุดที่ใกล้กับการใช้งาน

สำหรับเทคโนโลยีไอโอทีก็จำเป็นต้องอาศัยคลาวด์ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากบริเวณชายขอบเช่นกัน เมื่อสภาวะแวดล้อมด้านไอทีขององค์กรเป็นไปในรูปแบบผสมผสาน อีกทั้งยังทวีความซับซ้อนมากขึ้น

ในสภาวะใหม่ดังกล่าวมาส่งผลให้ทีมไอทีต้องเผชิญกับงานที่ท้าทายว่าจะกำหนดนโยบายต่างๆ ตลอดจนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร

สภาวะที่มีการกระจายตัวเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายคลาวด์เสมือน (Virtual Cloud Network) ที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจากที่ใดก็ตาม สถาปัตยกรรมใหม่ที่มีความปลอดภัยจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่กระจายอยู่ในศูนย์ข้อมูลคลาวด์และชายขอบได้โดยง่าย

อย่างไรก็ดี การจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไอโอทีและแมชีนเลิร์นนิ่งอย่างเต็มที่ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้เครือข่ายคลาวด์เสมือนที่ช่วยผลักดันให้ตนรุดไปข้างหน้า ไม่ใช่ถูกฉุดรั้งและทิ้งไว้ข้างหลัง

เบื้องหลังเอเยนซี อันดับ 6 ของเอเชีย (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566124

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

เบื้องหลังเอเยนซี อันดับ 6 ของเอเชีย (2)

โดย…CJWORX

แนวคิดของคนทำโฆษณาของ CJ WORX ระเบิด-ธนสรณ์ เจนการกิจ Executive Creative Director คนใหม่ ที่มาควบดู Company Vision ของบริษัท Submarine บริษัท ในเครือของ CJ WORX ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ Grand Prix Cannes Lion ตัวแรกของประเทศไทยจากผลงาน The Unusual Football Field

เขาอาจเรียกตัวเองว่า เป็นคนโฆษณาไม่เต็มปาก แต่เรียกตัวเองว่า Creative Solution ให้ลูกค้ามากกว่า เพราะมากกว่าการขายของ มากกว่าการโฆษณา แต่มันคือการบิวด์แบรนด์ บิวด์ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ในฐานะศิษย์เก่าสถาปัตย์จุฬาฯ คุณระเบิดมีมุมมองว่า การโฆษณาไม่ต่างกับการสร้างบ้าน เพราะการทำโฆษณาคือ การก่อสร้างแบรนด์เริ่มตั้งแต่การสร้างฐานรากไปจนตัวอาคาร ตกแต่งจนสวยงามมีคนเข้าอยู่ และชื่นชอบ และเราก็เช่นกันที่ร่วมกันกับลูกค้าเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ จนประสบความสำเร็จ เหมือนลูกค้าเป็นเพื่อนสนิทของเรา ที่กำลังสร้างอะไรมาด้วยกัน และประสบความสำเร็จด้วยกัน

แม้ว่าในบางครั้งความคิดสร้างสรรค์อาจมีตันบ้าง แต่วงการโฆษณาเป็นเรื่องเซ็กซี่ ทำให้สนุกทุกวันที่ได้โจทย์ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดสร้างสรรค์ใหม่ตลอด ไม่หยุดนิ่งหรือทำอะไรเดิมๆ เพราะอาชีพเราคือ ต้องคิด แต่ถ้าคิดไม่ออกก็ปล่อยวางไปทำอย่างอื่น แต่พื้นฐานต้องเป็นคนหาข้อมูลเยอะๆ

ดังนั้น ทำให้ต้องอ่านหนังสือเยอะ ไม่ว่าจะการ์ตูน หรือตำรา ฟังวิทยุ ติดตามข่าว รู้สิ่งรอบตัว รับข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อมาต่อยอดความคิด

ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่า ข้อมูลเปิดรับ หรือความคิดต้องมีสาระหรือเปล่าบางครั้งการคิดเพ้อเจ้อคิดไร้สาระ ก็กลายมาเป็นงานโฆษณาในอีกหลากหลาย เพียงแต่เราต้องต่อยอดความคิดและขับเคลื่อนไอเดียจากความสนุกและแพสชั่นที่เราหลงใหลในการอยากคิดกับมัน สุดท้ายมันจะออกมาเป็นผลงานที่เราภูมิใจ

นี่เป็นอีกหนึ่งบุคลากรคนรุ่นใหม่จากจำนวนเกือบ 200 คน ที่ขับเคลื่อนเอเยนซีของเรา ที่ไม่ใช่แค่เพื่อรางวัล แต่เพื่อความสำเร็จของลูกค้า ที่เป็นความภาคภูมิใจของเรา

จับตา”สมาร์ทวอตช์” พัฒนาเพื่ออยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/566148

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 12:18 น.

จับตา"สมาร์ทวอตช์" พัฒนาเพื่ออยู่รอด

ตลาดสมาร์ทวอตช์กำลังถึงจุดเปลี่ยน เนื่องจากได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถหลากหลายตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากขึ้น

***********************

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ตลาดสมาร์ทวอตช์หรือนาฬิกาอัจฉริยะกำลังถึงจุดเปลี่ยน นอกจากจะเป็นอุปกรณ์สำหรับดูแลเรื่องของสุขภาพแล้ว ในอนาคตสมาร์ทวอตช์จะกลายเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญในชีวิตของคนไทย ไม่แตกต่างจากการมีสมาร์ทโฟนก็เป็นไปได้ ทั้งการแชตพูดคุยเชื่อมต่อกับไอโอที หรือกระทั่งการทำธุรกรรมการเงิน

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซังซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า ตลาดดีไวซ์ในไทยมีราว 15 ล้านเครื่องในแต่ละปี กลยุทธ์ของซัมซุงพัฒนานวัตกรรมใหม่ ล่าสุดเปิดตัวนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะรุ่นใหม่ กาแล็คซี่ วอตช์ รุ่นใหม่ รองรับการเชื่อมต่อ LTE ในตัว วางโพสิชั่นเป็นผู้ช่วยระบบดิจิทัลให้กับทุกช่วงเวลาในชีวิต

ทั้งนี้ ตลาดสมาร์ทวอตช์ของประเทศไทย ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายหรือกระทั่งในขณะนอนหลับ ซึ่งพบว่าขณะนี้กระแสการวิ่งมาราธอนเพิ่มขึ้นมากในแต่ละปี และก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ดังนั้นสมาร์ทวอตช์เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่กลุ่มผู้รักการออกกำลังกายจะซื้อเพื่อตรวจจับขณะออกกำลังกาย รวมไปถึงผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

“การพัฒนาซัมซุง กาแล็คซี่ วอตช์ ยังคงมุ่งเน้นนวัตกรรมทางสุขภาพเป็นหลัก ยังไม่มองถึงขั้นเป็นนาฬิกาอัจฉริยะสำหรับการชำระเงิน หรือในด้านต่างๆ แต่สามารถที่จะพัฒนาได้ในสเต็ปต่อไปหากพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความพร้อม โดยเน้นการตรวจจับออกกำลังกายได้มากกว่า 39 รูปแบบ เก็บสถิติการนอน ทั้งการจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำหรือนัดสำคัญ” วิชัย กล่าว

ขณะที่คู่แข่งน้องใหม่สตาร์ทอัพจากจีน เดินหน้าพัฒนาสมาร์ทวอตช์ให้เป็นมากกว่าแค่นาฬิกาสำหรับการตรวจจับออกกำลังกาย เพราะปัจจัยที่ตลาดไม่เติบโต เนื่องจากไม่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ นอกจากนี้หากสมาร์ทวอตช์ไม่พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ในอนาคตต้องเผชิญกับการแข่งขันกลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แว่นตา ที่ฝังเซ็นเซอร์ที่นับวันจะมีเพิ่มขึ้น

ชนินทร์ มโนชญากร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อินโนเวชั่นอีทีซี กล่าวว่า ในอนาคตคนจะเริ่มใช้สมาร์ทวอตช์เป็นดีไวซ์อีกตัวหนึ่งที่ติดตามตัวนอกเหนือจากสมาร์ทโฟน บริษัทได้จับมือร่วมกับ Mobvoi สตาร์ทอัพในประเทศจีน ซึ่งกูเกิลได้เข้ามาลงทุนรุกตลาดสมาร์ทวอตช์ในไทยภายใต้แบรนด์ทิควอทช์ โดยปีหน้าจะพัฒนาสมาร์ทวอตช์ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นภาษาไทย และรุ่นที่สามารถใส่ซิมโทรศัพท์

นอกจากนี้ มีฟีเจอร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียสามารถสั่งงานด้วยเสียงและแปลงเป็นข้อความ ซึ่งทิควอทช์มีจุดเด่นที่สามารถใช้งานได้ทั้งระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์ มีระบบ NFC Payment สามารถชำระเงินผ่านทิควอทช์ได้โดยตรง ขณะที่ราคาสินค้าถือว่าถูกกว่าคู่แข่ง 3 เท่าตัว ตอบโจทย์ของการใช้งานที่นอกเหนือจากเป็นสมาร์ทวอตช์สำหรับการดูแลสุขภาพ เบื้องต้นเจาะกลุ่มเป้าหมาย 28 ปีขึ้นไป

เมื่อปีที่ผ่านมา 2560 ตลาดอุปกรณ์แวร์เอเบิลทั่วโลกอยู่ที่ 125.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดสมาร์ทวอตช์อยู่ที่ 71.4 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม คงต้องจับตาสมาร์ทวอตช์พันธุ์ใหม่ที่เป็นศูนย์กลางทุกอย่างไว้บนนาฬิกาให้ดี เป็นมากกว่าฟีเจอร์ดูแลสุขภาพหรือฟังเพลง ซึ่งจะผลักดันให้ตลาดยิ่งเติบโตและเรียกว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใครๆ ก็ต้องซื้อ หลังจากที่ตลาดไม่ได้เติบโตแบบหวือหวามานาน