ประพันธ์ นภาวงศ์ดี โมเดิร์นสโลว์ไลฟ์ สไตล์ภูมิสถาปนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545488

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

ประพันธ์ นภาวงศ์ดี โมเดิร์นสโลว์ไลฟ์ สไตล์ภูมิสถาปนิก

โดย อณุสรา ทองอุไร-จิระวัฒน์ กล้ากะชีวิต   ภาพ    ประกฤษณ์ จันทวงศ์

วิถีสีเขียว ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ถ้าใครมีใจรักก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่คุณสามารถออกแบบและทำมันได้อย่างสบายใจ เช่นเดียวกับผู้ชายคนนี้ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี กรรมการ บริษัท ฉมา ซึ่งมีความหมายว่าแผ่นดิน

โดยอาชีพหลักแล้วเขาเป็นภูมิสถาปนิกที่นอกจากจะมีหน้าที่ออกร่างสร้างแบบพื้นที่ส่วนนั้นๆ ให้คงความธรรมชาติและเหมาะสมกับสถาปัตยกรรมที่มีอยู่แล้วมากมายเฉกเช่นปัจจุบัน แต่ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อมองภาพสถานการณ์ของสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยมลพิษและตึกรามบ้านช่องแทบจะไม่มีพื้นที่สีเขียวให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเลย

หลังจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงเขาเลือกที่จะไปทำงานที่สิงคโปร์ประเทศเพื่อนบ้านนานถึง 7 ปี เรียกได้ว่าเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างเต็มที่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว เขาเลือกที่จะนำความรู้และแนวคิดต่างๆ กลับมาพัฒนาบ้านเมืองให้อยู่ในสภาวะสมดุลกับธรรมชาติ โดยจัดตั้งบริษัท “ฉมา” ขึ้น เพื่อการบริการดูแลและบำรุงรักษาภูมิทัศน์ให้คงพื้นที่สีเขียวได้อย่างสมดุล

นอกจากนี้ เขายังซึมซับวิถีสโลว์ไลฟ์มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเขาและครอบครัวชนิดที่เรียกว่าแนบชิดกับธรรมชาติเลยก็ว่าได้ “คืออย่างสเกลที่เราเรียนมามันจะออกแบบในระดับเมือง ระดับพาร์ค สวนสาธารณะ หรือว่าพื้นที่ริมแม่น้ำ ส่วนมากคือพื้นที่สาธารณะทั้งหลายในเมือง สิ่งที่เราโฟกัสคือจะทำยังไงให้บ้านเมืองเราอยู่ในสภาวะสมดุลกับธรรมชาติได้นั่นคือ หัวใจหลักของวิชาชีพเรา”

เขาเสริมว่าได้รับแนวคิดนี้มาจากตอนที่อยู่สิงคโปร์ เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เองก็ให้ความสำคัญกับการเป็นซิตี้การ์เด้นและเริ่มเป็นเมืองที่เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ฉะนั้นเมื่อกลับมาเปิดบริษัทที่ประเทศไทยก็อยากจะพัฒนาตรงส่วนนี้ เพราะงานที่เขาทำขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานภาคเอกชนอย่าง คอนโดมิเนียม รีสอร์ท จะเป็นกลุ่มหลักๆ

นอกจากนี้ ก็มีงานมาสเตอร์แพลนหลายๆ ที่อย่างตอนนี้ก็ได้ทำในส่วนถนนเขตสาทรปรับปรุงภูมิทัศน์ ฉมา ชื่อบริษัทของเขานั้นแปลว่าแผ่นดิน ซึ่งก็สอดคล้องกับงานที่ทำ ถ้าพูดถึงวิถีสโลว์ไลฟ์ในแบบฉบับของฉมา

เขาว่าตอนนี้ก็เคลื่อนไหวส่วนของเมืองเยอะ เพราะเห็นว่าเมืองต้องการแนวคิดใหม่ในการสร้าง เพราะฉะนั้นนอกจากจะทำงานที่เกี่ยวกับตัวไพรเวทโปรเจกต์ที่เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งโปรเจกต์พวกนี้สามารถสอดแทรกไอเดียถึงความเป็นอยู่ การกินพื้นที่มรดกของเมืองให้สามารถกลมกลืนกับธรรมชาติได้ ด้วยงานแลนด์สเคปมันจะไม่มีฟอร์มที่ชัดเจน แล้วแต่บริบทที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นในการทำงานของบริษัทนั้นจะนึกถึงไอเดียหลักที่จะทำให้สอดคล้องกับธรรมชาติสนุกกับการค้นหาการสร้างเมืองในรูปแบบใหม่ๆ ก็ต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าควรจะสร้างเมืองแบบไหนให้มันยั่งยืนเป็นเมืองที่คนอยากอยู่จริงๆ ไม่ใช่เมืองที่มีแต่ป่าคอนกรีต

“ผมรู้สึกว่าเมืองไทยจะถูกผลักไปด้านเพียงด้านเดียว เช่น คุณปลูกผักสีเขียวแปลว่าคุณอนุรักษ์ ผมว่าถ้าจะพัฒนาจริงๆ มันต้องเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ อย่างผมรู้จักกลุ่มบิ๊กทรี หรืออีกหลายๆ กลุ่ม ซึ่งเขาก็ไม่ได้อนุรักษ์จนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย ถ้าคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรคุณต้องคิดว่าคุณยังเก็บหรือคงอะไรไว้ได้หรือเปล่า จริงๆ แล้วเราสามารถปลูกต้นไม้บนอาคารได้ แต่แน่นอนว่าต้องดูในส่วนของโครงสร้างความแข็งแรงการรับน้ำหนักตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของการออกแบบ สำหรับคนที่อาศัยอยู่คอนโดและต้องการมีพื้นที่สีเขียวให้กับตัวเอง อย่างแรกคือต้องเลือกโครงการที่เขามีพื้นที่ให้อย่างตอนนี้ผมทำอีกโปรเจกต์หนึ่งให้ลูกค้าธนบุรีกรุ๊ป เขาก็จะสร้างคอนโดเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง 50% จากปกติ 30% เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะเหมือนเป็นเทรนด์ เพราะโปรเจกต์ทุกวันนี้คือให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวมาก เรียกว่าแข่งกันที่ตรงนี้เพราะอย่างในห้องก็แข่งอะไรกันมากไม่ได้”

เมื่อพูดถึงวิถีสโลว์ไลฟ์คนส่วนใหญ่จะนึกถึงความเรียบง่ายสบายๆ แต่กับสถาปนิกแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยประสบการณ์และวิชาความรู้เฉพาะทางที่เรียนมา ทำให้ต้องเพิ่มเสริมเติมแต่งลูกเล่นต่างๆ เข้าไปในงานเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้างบ้านของตนเอง คือตอนเขาทำบ้านใหม่ พี่น้องทุกคนก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยกันดูแลพ่อแม่ แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ทุกวันนี้ที่ต้องมีรถยนต์ก็มีที่จอดไม่พอ เขาจึงสร้างบ้านใหม่ให้เต็มพื้นที่ แล้วใช้พื้นที่ในทางสูง โดยเขาใช้พื้นที่ด้านบนดาดฟ้า ทำสวนแทนพื้นที่ข้างล่างที่ต้องไปใช้จอดรถ

“คือเราจะคิดเสมอว่าทำยังไงให้สอดแทรกธรรมชาติเข้าไปได้มากที่สุด ที่สำคัญต้องกลมกลืนไปกับตัวอาคาร สวนแบบรูฟการ์เด้นก็เป็นสิ่งที่คนจะพูดถึงกัน อย่างที่ฝรั่งเศสตึกหรืออาคารทุกแห่งจะต้องมีรูฟการ์เด้น คือนโยบายนี้มันเกิดมาจากความร้อน ถ้าเราสามารถเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้เป็นสีเขียว อย่างประเทศร้อนอย่างบ้านเรามันก็จะช่วยไม่ให้ร้อน เพราะต้นไม้พวกนี้ก็จะช่วยสกรีนความร้อนไปหมดแล้ว ปกติเราต้องเสริมอินซูเลชั่นฉนวนกันความร้อน ซึ่งเอาจริงๆ ก็เอาไม่อยู่เท่าไร แต่ต้นไม้ถือเป็นฉนวนกันความร้อนแบบธรรมชาติที่นับวันก็ยิ่งเติบโตแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงามากขึ้น ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้น ให้ความเย็นเท่ากับแอร์ 1,000 บีทียู แถมยังประหยัดไฟอีกด้วย”

อย่างบ้านแต่ละหลังในบริเวณนั้นที่เดินดูเขาก็ต้องการพื้นที่ใช้สอยจนมันกลายเป็นอาคารที่ค่อนข้างใหญ่ จนรู้สึกว่ามันทำให้สภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้นสิ่งที่ควรจะคิดไม่ใช่เฉพาะตัวบ้าน แต่เป็นบริบทของเมืองด้วย นี่คือสิ่งที่เขาสนใจว่าจะมูฟชีวิตโมเดิร์นไลฟ์ในสมัยใหม่ของเรายังไง

อย่างที่บ้านก็ปลูกหลายสปีชีส์ไม่ว่าจะเป็น ชมพู่ อโวคาโด ข้าว ผักบุ้ง มะเฟือง มะยม กวางตุ้ง ข้าวโพด ตะลิงปลิง กล้วย แต่จะเน้นดูแบบฟอร์มมันด้วยเพื่อความสวยงาม ตอนนี้ลองปลูกลูกฟิก แล้วก็พวกมะนาวพันธุ์ที่มาจากยุโรปจะเป็นลูกกลมๆ ยาวๆ ปลูกขนุน มะม่วง ชมพู่ ส้มโอ ออกแบบดาดฟ้าให้รองรับน้ำหนักได้อย่างพอเพียง

“เวลามีงานปาร์ตี้ที่บ้านเราก็จะใช้ใบตองเป็นภาชนะแทนจานชาม เพราะจะได้ไม่ต้องล้าง (หัวเราะ) ประดับดอกไม้ที่เราปลูกได้เอง ซึ่งภูมิใจมากๆ ตอนนี้ผมสนใจเรื่องทำปุ๋ยด้วยตัวเองกำลังจะไปเรียนแบบใช้บ็อกซ์อันเล็กๆ ใส่น้ำอีดีเอ็ม ใส่ใบไม้ และเศษอาหารต่างๆ เข้าไปไม่อยากใช้ปุ๋ยที่ไม่ธรรมชาติ เพื่อให้สวนเรายั่งยืน เพราะเราปลูกไว้กินเอง”

สำหรับคนที่รักอยากจะมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ อยู่ในพื้นที่สีเขียวมีมุมให้ได้อยู่กับธรรมชาติบ้าง ไม่ใช่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ผนังปูนซีเมนต์ เขาแนะนำว่า “คงต้องหาที่ครับ หลักการคือถ้าจะมีพื้นที่สีเขียวได้ก็ต้องมีแสงแดด มีลมมีอากาศ ที่สำคัญเราต้องรักและดูแลมันจริงๆ จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์จริงของเราๆ คือไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ถ่ายรูปสวยๆ เริ่มง่ายๆ จากตัวเราเอง เพราะทุกวันนี้หากสนใจจริงๆ มีที่ให้ศึกษาและเรียนรู้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเวิร์กช็อปต่างๆ อินเทอร์เน็ต ที่สำคัญต้องออกไปศึกษาให้เข้าใจก่อน พอตอนลงมือทำจะได้มั่นใจ แต่ในที่สุดก็ต้องเผื่อใจเพราะมันคือการทดลอง แต่อย่างน้อยๆ ก็ได้ออกซิเจนได้สีเขียวให้ร่มรื่นใจ และมีความสุขที่ได้อยู่กับธรรมชาติ”  เขากล่าวทิ้งท้าย

วัชรบูล ลี้สุวรรณ วันที่เดินเข้าป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545487

  • วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 09:37 น.

วัชรบูล ลี้สุวรรณ วันที่เดินเข้าป่า

โดย มัลลิกา นามสง่า/จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต

ในวงการบันเทิงชื่อของ โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักแสดงมากฝีมือแห่งวิกหมอชิต โลดแล่นอยู่ในวงการมากว่าสิบปี ทว่าหน้าม่านที่ทุกอย่างถูกขีดเขียนไว้ให้เป็นตามบท เขายังมีอีกด้านที่กำกับด้วยตัวเอง นั่นคือจิตวิญญาณของความรักธรรมชาติ และเขาก็ได้ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่บนผืนป่าใหญ่มาแล้วหลายแห่ง

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คือ ป่าผืนแรกที่เขาไป

ตำราจากผืนป่า

จุดเริ่มต้นมาจากการถูกปลูกฝังจากครอบครัว ทำให้ชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ รักและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ ต้นไม้ ลำธาร สัตว์ นานาสรรพสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรจะทำลาย ตัดวงจรชีวิต

“ผมเริ่มเข้าป่าภายหลังจากเข้าวงการบันเทิงได้ 2 ปี ในช่วงแรกงานค่อนข้างยุ่ง แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวทั้งเรื่องการเงินและเวลา ทำให้หลังจบงานแสดงส่วนใหญ่จะต้องเข้าป่าเสมอ

ระยะเวลาจนถึงวันนี้เกือบ 10 ปี ป่าที่เคยไปมาแล้ว เช่น ห้วยขาแข้ง แก่งกระจาน เขาใหญ่ ดอยเชียงดาว ไปมากสุด 7 วัน เท่าที่หาเวลาว่างได้”

ชีวิตการเป็นนักแสดงมีคนคอยดูแลประคบประหงม ซึ่งเสมือนดาบสองคม ในด้านที่ได้รับความสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตทำงาน ก็อาจทำให้เสียนิสัย

“บอกตัวเองเสมอ ทุกครั้งที่เริ่มไม่โอเค งี่เง่า ว่ายังมีคนอื่นลำบากกว่าเราอีกเยอะ อย่างเด็กยกไฟในกองถ่าย ทีมงานต่างๆ เขาเหนื่อยว่าเราเยอะ

สาเหตุที่ผมเข้าป่าสิ่งหนึ่งที่ได้เลย คือ ทำให้รู้ว่าชีวิตมนุษย์สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมกับธรรมชาติ เราไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก

สมมติอยู่ในป่าฝนตก เราต้องการแค่ผ้าใบ หรือเต็นท์มาคลุมหัวเราแค่นั้น อาหารอยู่ในป่าไม่ได้กินให้อร่อย กินให้อิ่ม นอนไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นชีวิตมันไม่ได้ต้องการความซับซ้อนวุ่นวายมากนัก”

การที่จะทำอะไร จำเป็นต้องมีความรู้ในสิ่งนั้น เพื่อที่จะช่วยให้การปรับตัวเป็นไปอย่างง่ายขึ้นเมื่อต้องอยู่ในป่า “เวลาผมจะทำอะไร ทฤษฎีเยอะ ต้องรู้จักสิ่งที่จะทำให้ดี ก่อนจะเข้าป่าก็เริ่มหาหนังสือที่เกี่ยวข้องมาอ่าน จริงๆ ก็อ่านแนวนี้มาตลอด

ผมชอบธรรมชาติ ชอบชีวิตกลางแจ้ง ชอบอ่านนิยายเรื่องเพชรพระอุมา สารคดีทั่วๆ ไปเกี่ยวกับป่า เหมือนเราได้สะสมความรู้มาเรื่อยๆ ทำให้เวลาเข้าป่าเรามีความรู้ในระดับหนึ่ง

อย่างการถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ตามมาทีหลัง เวลาเข้าป่าแล้วไม่มีอะไรทำ จึงหากิจกรรมในยามว่าง ซึ่งก็คือการถ่ายภาพสัตว์ป่าและเริ่มทำมาเรื่อยๆ

จริงๆ นั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้ เราก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อย เพราะธรรมะก็คือธรรมชาติ คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อยู่ในป่าเราไม่ต้องการปรุงแต่งอะไรมาก เอาเงินไปเยอะก็ทำอะไรไม่ได้ หรือจะอ่านหนังสือก็ได้ ผมจะติดหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้ไปด้วยเสมอ ก็ได้อ่านจบเล่มในป่าทุกที

ในการเข้าป่าแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่าไปด้วยจุดประสงค์อะไร ถ้าถ่ายภาพต้องกางเต็นท์บริเวณจุดพัก หรือถ้าจะเดินป่าต้องมีสัมภาระที่จำเป็น บางทีไปเช้าเย็นกลับ ไม่ได้นอนเสมอไป แค่ไปซึมซับธรรมชาติ ที่สำคัญคือต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง

ผมชอบเข้าป่าเพราะทำให้เราสงบ ในขณะที่ความเงียบก็ทำให้ฉุกคิดได้ว่าแท้จริงแล้ว เราต่ำต้อยกว่าธรรมชาติมาก มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ได้ยิ่งใหญ่กัน ต้นไม้ต่างๆ มันโตกว่าเราเยอะ เกิดมาไม่รู้กี่ปี”

มนุษย์ตัวเล็กกับป่าใหญ่

ยิ่งได้ใกล้ชิด ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ยิ่งเกิดความหวงแหน และอยากอนุรักษ์ หากเขาเป็นเพียงหนึ่งกระบอกเสียงที่อยากให้ทุกๆ คนช่วยกัน ซึ่งยังนับว่าโชคดีที่เขาเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง เวลาเอ่ยอะไรออกไป หรือโพสต์ลงในโซเชียลมีคนสนใจจำนวนมากกว่าบุคคลที่ประกอบอาชีพอื่น

“แก่งกระจาน เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเนื่องจากเป็นพื้นที่อนุรักษ์ แต่ก็ไม่วายมีเรื่องของการบุกรุกทั้งจากนายทุนหรือชาวบ้านเอง มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะการขยายพันธุ์

ธรรมชาติซับซ้อนกว่าที่คนเข้าใจ ไม่ใช่แค่เรื่องต้นไม้ แต่เป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหาร ถ้าขาดจุดใดจุดหนึ่งไปย่อมส่งผลกับส่วนที่เหลือ

ขณะที่สัตว์ทุกตัวก็มีหน้าที่เป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่าต่างกันตามธรรมชาติ ตั้งแต่สัตว์กินพืช สัตว์กินสัตว์ด้วยกัน ห่วงโซ่อาหาร เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ มันต้องมีให้ครบ เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะเสียระบบเกิดความวุ่นวาย ทุกอย่างจึงต้องสมดุล

สัตว์ทุกชนิดที่อยู่ในป่า ก็มีหน้าที่ของมัน วัวแดง กวาง เก้ง ก็มีหน้าที่ควบคุมปริมาณพืชไม่ให้เยอะเกินไป เสือโคร่ง เสือดาว ก็เข้ามาควบคุมสัตว์ที่กินพืชเพื่อไม่ให้เยอะจนเกินไป

อย่างช้างเป็นวิศวกรของป่า เดินสร้างทาง สร้างด่าน หรือเดินไปไหนชนลูกไม้ร่วง ให้สัตว์เล็กๆ ตามเก็บกินได้ ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน

หมีกับนกเงือก หลายคนอาจไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์กัน คือ หมีปีนต้นไม้หาน้ำผึ้ง เล็บมันขูดฉีกต้นไม้จนทำให้เกิดโพรง พอโพรงใหญ่ นกเงือกมาเจอก็เข้ามาอาศัยในโพรงนั้นต่อ ซึ่งนกเงือกขุดโพรงเองไม่ได้ นี่จึงเป็นลักษณะของระบบนิเวศที่สมบูรณ์”

แม้จะเข้าป่าหลายหน แต่ทุกครั้งโน้ตยังเกิดความรู้สึกหวั่นกลัวนิดๆ ในความเงียบสงัดของป่าในรัตติกาล แต่นั้นก็กลายเป็นเรื่องตื่นเต้นจนเกิดความสนุก

“ยอมรับว่ากลัว แต่ไม่มาก เคยมีเหตุการณ์หนึ่งไปถ่ายรายการ ซึ่งสถานที่ตั้งแคมป์อยู่ใกล้ลำห้วย ทำให้ดึกๆ ได้ยินเสียงช้างเดิน ณ ตอนนั้นเป็นความรู้สึกกลัวว่าช้างอาจมาถึงจุดที่พักและทำร้ายเราได้ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เราเหมือนกับลิงตัวหนึ่งไม่ได้มีพละกำลังจะไปสู้กับช้างหรือสัตว์อื่นๆ ได้เลย”

ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้ง 7 แห่งพงไพร

ได้พบและเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการเข้าป่า แต่โน้ตยังมีความปรารถนาที่ยังไม่สมดังใจครบถ้วนอยู่ นั่นคือการได้พบและถ่ายภาพสัตว์ป่า 7 ชนิด ที่ถูกขนานนามว่า เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งป่า

“ในป่ามีสัตว์ที่เรียกกันว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 7 ประกอบด้วย เสือโคร่ง เสือดาวหรือเสือดำ ช้าง กระทิง วัวแดง ควายป่า สมเสร็จ เหลือเพียงควายป่าเท่านั้นที่ผมยังไม่เคยเห็น ซึ่งในประเทศไทยเหลือประมาณ 60 ตัว ที่ห้วยขาแข้ง

ทั้งหมดที่ผมเจอล้วนเกิดจากความบังเอิญ บางตัวใช้เวลานั่งเฝ้าในโป่ง 5 วันก็ไม่เจอ แล้วเราก็ไม่รู้ล่วงหน้าด้วยจะเจอตัวอะไร

ที่เจอยากสุด คือ เสือโคร่ง เพราะประสาทสัมผัสมันไว คือโดยธรรมชาติของสัตว์ป่ามีนิสัยกลัวคน ยกเว้นช้าง เมื่อมันได้กลิ่นมนุษย์ กลิ่นเครื่องยนต์ ก็หนีหมดแล้ว ทำให้เจอยากมาก

เข้าป่ามา 7 ปี เจอเสือโคร่งแค่ครั้งเดียว เจอไกลๆ มันไม่เห็นเรา โชคดีถ่ายรูปได้ทัน สมเสร็จก็เฝ้ามาหลายปี เพิ่งถ่ายรูปได้เมื่อปีที่แล้ว เห็นในระยะไกล นึกว่าเป็นแพนด้า (หัวเราะ) เพราะมีลักษณะรวมถึงสีใกล้เคียงกัน

ผมรีบเก็บภาพให้เร็วที่สุด ในขณะที่เพื่อนไปด้วยกันอีก 2 คนไม่เจอ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่นึกถึงทีไรก็ทำให้มีความสุขอยู่เสมอ”

เรื่องเล่าหลังเลนส์

ออกตัวว่าไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่ภาพถ่ายสัตว์ป่าของโน้ตก็ถูกนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์อยู่หลายหน่วยงาน

“สัตว์ทุกตัวค่อนข้างมีความว่องไว แทบไม่ได้จัดองค์ประกอบในการถ่ายเลย วิธีการที่ดีที่สุดคือกดชัตเตอร์ให้เร็วและรัวที่สุด (หัวเราะ)

ความยากอยู่ตรงช่วงที่รอมากกว่า เพราะตอนถ่ายจริงๆ เราไม่มีโอกาสทำอะไรมาก สัตว์ก็จะเดินไปที่โป่ง ถ้าเขาไม่เห็นเราเขาก็ใช้ชีวิตของเขาไป กินน้ำกินหญ้า เหมือนเราไปแอบดูเขามากกว่า

ตอนหลังผมเปลี่ยนมาถ่ายมาถ่ายวิดีโอ คือสัตว์เขาไม่ใช่นางแบบ เราจะจัดท่าทางให้ได้ หรือจะต้องรอแสงรอองค์ประกอบต่างๆ อย่างบางทีเจอตอนเที่ยงก็ต้องรีบถ่าย แม้ว่าแสงตอนเที่ยงจะแข็งและตกบนหัว”

ช้าง คือสัตว์ที่โน้ตชอบถ่ายภาพที่สุด “มันตื่นเต้นดี คือเขาเป็นสัตว์ที่ไม่กลัว ช้างป่ามีความน่าเกรงขาม ดูปราดเปรียวระแวดระวังภัย คือดูไม่เชื่อง เราก็ไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรเราไหม ทำให้มีความกลัวความตื่นเต้นอยู่บ้าง

ระยะทางระหว่างที่ช้างอยู่กับเราไกลนะ แต่ด้วยความเป็นช้าง เดินนิดเดียวก็ถึงเราแล้ว คือสัตว์ส่วนใหญ่ วัวแดง กระทิง พอได้ยินเสียง ได้กลิ่นคน มันก็จะเลิกกินน้ำกินหญ้า หันมามองเรา หรือวิ่งหนีไปแล้ว แต่ช้างไม่หนี หรือมักจะเดินเข้าหา

ก็ไม่ได้กลัวขนาดนั้น คือสัตว์ทุกชนิด มนุษย์ไม่ได้เป็นอาหารหลัก เขาก็ไม่ได้ล่าเราอยู่แล้ว เราก็พยายามรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย”

เมื่อเข้าหาธรรมชาติก็ไม่ควรนำสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนธรรมชาติ “การเข้าป่าถ่ายภาพเป็นการเข้าไปรบกวนสัตว์ ถ้าจะทำอะไรอย่างอื่น เราต้องระมัดระวังให้มาก

ผมบอกตัวเองเสมอว่า ขยะทุกชิ้นต้องเอาออกมา ไม่ใช่ทิ้งที่ถังขยะอุทยานนะ เอามาทิ้งที่กรุงเทพฯ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับทางเจ้าหน้าที่ คือพยายามเอาสิ่งที่จะเป็นขยะเข้าป่าไปด้วยน้อยที่สุด และก็ช่วยเก็บออกมาด้วย พวกพลาสติกฝาขวดเจอเยอะมาก ถ้าสัตว์ป่ากินเข้ามันจะตายได้ เป็นสิ่งอันตรายมากๆ

ผู้พิทักษ์ป่าไม่ได้มีหน้าที่ต้องคอยเก็บขยะให้ประชาชน การเข้าป่าไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ เพียงแต่ต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

อย่างฉี่ยังต้องฉี่ใส่กระป๋อง ถ้าเราอยู่ในจุดที่เป็นโป่งแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ มันละเอียดอ่อน บางทีสัตว์มากินแล้วติดโรคก็อาจจะป่วยตายได้ เพราะมีกรณีของสัตว์ป่าที่ติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อยู่ตามแนวป่า”

ป่าสู่สังคม

อีกหนึ่งบทบาทของโน้ต คือ เป็นกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มา 2 ปีแล้ว จากการชักชวนของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ

“เขาเห็นว่าชอบเรื่องราวเกี่ยวกับป่า สามารถเล่าให้คนฟังได้ เขาก็เชิญไปพูดตามสถานศึกษา เราก็ไปช่วยตลอด ไม่คิดตังค์

ความจริงเราก็ไม่ได้มีบทบทมาก เพราะในทีมทุกคนเก่งกันมากอยู่แล้ว แต่เราจะเสริมในส่วนที่ทำได้ ช่วยในเรื่องของการกระจายข้อมูลแชร์ข่าวสารที่ถูกต้อง

การเป็นนักแสดงผมก็มองว่าเป็นความโชคดีของชีวิต เพราะฉะนั้นอะไรที่เราจะตอบแทนสังคมได้ในแบบที่เราทำได้ก็ควรทำเลย

บางคนอาจทำบุญกับสัตว์ ทำบุญกับคนพิการ แต่เรารักป่าเราก็ทำตรงนี้ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราชอบเราจะยิ่งเต็มที่

ที่ผ่านมามีโอกาสทำบุญเยอะมากด้วยความที่แป็นแสดง ซึ่งมันก็เป็นการคัดกรองว่าอะไรที่เราชอบและถนัดจริงๆ เพราะฉะนั้นการทำบุญกับระบบนิเวศ การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผมอยากทำตรงนั้นมากกว่า

ในอินสตาแกรมของผมก็มีโพสต์รูป หรือข้อมูลเกี่ยวกับป่า ซึ่งแฟนคลับก็สนใจ บางทีเขาก็บอกเป็นเรื่องไม่เคยรู้มาก่อน หรือคุณวีรภาพ (สุภาพไพบูลย์) เพื่อนผม เดินมาคุยว่า ผมรู้แล้วนะว่าหมีกับนกเงือกมันสัมพันธ์กันยังไง เราก็ดีใจ

มีคนขอตามเข้าป่าเยอะมาก เพื่อนๆ นักแสดงก็มี แต่ยังไม่มีเวลาว่างที่ตรงกัน ที่สำคัญผมกลัวว่าเขาจะเบื่อกัน เพราะมันนั่งอยู่ในบังไพร นั่งอยู่เฉยๆ จริงๆ เลย ทั้งวัน แต่ผมเป็นพวกพิชิตความเบื่อ

เข้าป่าทุกครั้งเวลารอก็เกิดความเบื่อบ้าง แต่พอกลับไปที่แคมป์อาบน้ำอาบท่า มีกำลังใจขึ้นมาก็ลองดูอีก ทุกวันนี้ก็ยังเบื่อ แต่พออยู่ในเมืองสักเดือนสองเดือนก็เบื่อเมืองกลับเข้าป่าอีก (หัวเราะ)”

สำหรับใครที่สนใจจะเข้าป่า คุณอาจต้องลองสัมผัสด้วยตัวเองมากกว่าฟังเรื่องเล่าจากคนอื่น เพราะจะเป็นการตอบตัวเองได้ว่าชอบหรือไม่ แต่อย่างไรอย่าละเมิดกฎแห่งพงไพร ไม่รุกล้ำ ไม่ระราน ให้คนกับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน

ตลาดคนปลูกคนปรุงเพื่อคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545465

  • วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16:34 น.

ตลาดคนปลูกคนปรุงเพื่อคนรักสุขภาพ

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ : ออร์แกนิก กลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยน

เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ สำหรับตลาดคนปลูกคนปรุง ตลาดออร์แกนิกที่รวบรวมสินค้าคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี

มีหลากหลายชนิดตั้งแต่ข้าวสาร ผัก ผลไม้ อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน สินค้าแปรรูปต่างๆ ทั้งของกินของใช้ เช่น สบู่ แชมพู เครื่องสำอางจากสมุนไพรไทยที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ตลอดจนสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ

ทุกวันเสาร์ต้นเดือน ทั้งเกษตรกรเจ้าของผลผลิตที่เป็นสมาชิกของตลาด จะนำผลผลิตจากไร่สวน หรือจากฟาร์มของตัวเองมาวางขายในตลาดคนปลูกคนปรุง ซึ่งจัดอยู่ที่ลานกว้างใต้ร่มไม้ของร้านอาหารยามเย็น ถนนอุทยาน เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ โดยมี กุลพัทธ์ จรัลชวนะเพท เจ้าของร้านยามเย็นและเป็นสมาชิกตลาด พร้อมดูแลอำนวยความสะดวก

เจ้าของร้านอาหารยามเย็น เล่าถึงการเกิดขึ้นของตลาดคนปลูกคนปรุงว่า มาจากการจับมือกันของคน 3 กลุ่ม ที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยน” ที่ต้องการส่งต่ออาหารออร์แกนิก สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีให้ถึงมือผู้บริโภค

ประกอบด้วย 1.กลุ่มปลูก หมายถึง เกษตรกรผู้ผลิตอาหารหรือวัตถุดิบเพื่อนำมาวางขายในตลาด 2.กลุ่มปรุง คือ เจ้าของร้านค้าร้านอาหารที่นำวัตถุดิบของเกษตรกร มาแปรรูปหรือทำอาหารให้กับลูกค้าได้บริโภค และ 3.กลุ่มเปลี่ยน คือกลุ่มลูกค้าที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของผู้มาซื้อของในตลาด

“แนวคิดในการตั้งตลาดของเรามีอยู่ว่า ผู้ปลูกหรือเกษตรกรที่จะนำสินค้าหรือวัตถุดิบมาขายในตลาดคนปลูกคนปรุงได้  ต้องปลูกหรือผลิตในวิถีของอินทรีย์ กล่าวคือไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งแน่นอนว่าสมาชิกที่เป็นเกษตรกรที่สามารถนำสินค้ามาขายในตลาดจะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาและคัดเลือกจากคณะกรรมการตลาด

นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝนเราก็จัดกิจกรรมพาเจ้าของร้านอาหาร ผู้บริโภค ไปเยี่ยมชมดูงานที่สวนหรือฟาร์มของเกษตรกรสมาชิกเพื่อจะได้รู้กระบวนการผลิตของเขา เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้า เกษตรกร และเจ้าของร้าน

ผู้ปรุงหรือเจ้าของร้านอาหาร ยกตัวอย่างเช่นร้านของผม จะต้องใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบที่ดี สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เครื่องปรุงรสก็ต้องเลือกคุณภาพดี มีความปลอดภัย ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ผู้บริโภคกินแล้วดีต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันกรรมวิธีในการทำอาหารก็ต้องใส่ใจด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ แล้วร้านผมเองก็ขายอาหารสุขภาพด้วย ซึ่งผมก็ใช้วัตถุดิบอินทรีย์ของเกษตรกรนี่แหละ”

ขณะที่ผู้เปลี่ยน หมายถึงผู้บริโภคที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาด กุลพัทธ์ก็หวังว่าเมื่อเขามาซื้อของที่ตลาดแล้ว ต่อไปจะหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพตัวเอง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเองในการดูแลสุขภาพ เช่น จากเมื่อก่อนใช้วัตถุดิบที่มีสารเคมี ใช้เครื่องปรุงรสที่ใช้สารสังเคราะห์ หรือสารปรุงแต่งจากเคมีในการปรุงอาหาร ก็เปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ ปลอดสารเคมีเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

“พูดง่ายๆ คือทั้งสามกลุ่มที่กล่าวมาเราต้องการให้ลด ละ เลิกการใช้สารเคมีในที่สุดแล้วหันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการใช้วัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิก หรือผลิตในวิถีของเกษตรอินทรีย์ เราอยากเห็นทุกคนสุขภาพดี มีความสุข ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน

เกษตรกรก็มีความสุขได้ขายของดีๆ และปลอดภัยให้ผู้บริโภค ผู้บริโภคได้กินอาหารปลอดภัยก็สุขภาพดี ทุกคนแฮปปี้ นี่คือเจตนารมณ์และความตั้งใจของพวกเรากลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยนที่ได้ร่วมกันตั้งตลาดนี้ขึ้นมา”

จุดเด่นอย่างหนึ่งของตลาดคนปลูกคนปรุงที่กลุ่มคนปลูกปรุงเปลี่ยนริเริ่มจัดขึ้นนี้ นอกจากการขายสินค้าออร์แกนิกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแล้ว ยังมีการจัดกิจกิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ ไม่ซ้ำกัน บางครั้งก็มีเสวนา โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ในเรื่องออร์แกนิก เกษตรอินทรีย์ และการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ให้กับประชาชนที่มาเดินตลาด ซึ่งหลายคนพาครอบครัวมาด้วย

“เวิร์กช็อปเราเน้นครอบครัวพ่อแม่ลูกได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ส่วนใหญ่เป็นเวิร์กช็อปทำอาหารเน้นอาหารไทยเป็นพิเศษ เรามีแนวคิดว่าอาหารตำรับเก่าแก่กำลังถูกลบลืม หากไม่รีบส่งต่อให้คนรุ่นหลังต่อไปคนก็จะไม่รู้จัก เช่น เวิร์กช็อปสอนทำแตงโมปลาแห้ง เมนูของหวานสูตรโบราณหากินยาก ซึ่งก็เรียกความสนใจจากพ่อแม่ลูกได้อย่างมาก

ทุกครั้งเราจะมีการสอดแทรกความรู้ในเรื่องออร์แกนิก เรื่องอินทรีย์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ถ้าเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น ให้ความรู้ในการคัดแยกขยะ เป็นต้น”

สำหรับใครที่อยากไปเดินตลาดคนปลูกคนปรุง ตลาดออร์แกนิกเพื่อคนรักสุขภาพ วันเสาร์ที่ 7 เม.ย.นี้ ไปจับจ่ายซื้อของและร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปได้ที่ร้านอาหารยามเย็น

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กุลพัทธ์ จรัลชวนะเพท เจ้าของร้านยามเย็น โทร. 08-4658-2699 หรือที่เฟซบุ๊ก “ออร์แกนิก กลุ่มปลูกปรุงเปลี่ยน”

วิชา พูลวรลักษณ์ พาโรงหนังก้าวสู่ยุค 5.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545449

  • วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 15:26 น.

วิชา พูลวรลักษณ์ พาโรงหนังก้าวสู่ยุค 5.0

เรื่อง : จะเรียม สำรวจ

ยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ แม้ว่าปัจจุบันจะครองความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจโรงภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เมเจอร์ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ยิ่งปัจจุบันคู่แข่งของธุรกิจโรงภาพยนตร์ ไม่ได้มีแค่ธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งในด้านของเทคโนโลยีอย่างเช่น Netflix และ iflix ที่เข้ามาเปิดให้บริการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) จึงทำให้เจ้าตลาดอย่างเมเจอร์ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาบริการใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้า

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า การทำธุรกิจภาพภาพยนตร์ที่ดี ไม่ใช่เน้นแค่คุณภาพของหนังที่จะนำเข้ามาฉาย แต่ยังต้องเน้นไปในเรื่องของคุณภาพภาพและเสียง บรรยากาศ เก้าอี้ที่ต้องสะดวกสบาย

เพราะวันนี้ถ้ามีแค่โรงภาพยนตร์อย่างเดียวก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็ได้มีการนำระบบการฉายใหม่ๆ มาให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์การฉายระบบดิจิทัล 2D 3D การนำภาพยนตร์จอยักษ์ 3 มิติไอแมกซ์ และโรงภาพยนตร์ดิจิทัล 4DX เข้ามาฉาย เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมเจอร์ได้พาธุรกิจโรงภาพยนตร์ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้บริการกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำโรงภาพยนตร์ดิจิทัล 4DX มาให้บริการ หรือการให้บริการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

มาปี 2561 นี้ เมเจอร์ขอก้าวไปข้างหน้าในด้านของบริการอีก 1 สเต็ป ด้วยการพาธุรกิจก้าวสู่ “Major 5.0 Digitalization Society” หรือการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยเข้ามาให้บริการลูกค้า เนื่องจากทุกวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมเจอร์จึงต้องก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

การก้าวสู่ “Major 5.0 Digitalization Society” ในครั้งนี้เมเจอร์ได้เริ่มพาองค์กรก้าวเข้าสู่ยุคดังกล่าวตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเข้าระบบการฉายจากอเมริกา “ระบบเลเซอร์ โปรเจกเตอร์” ให้ภาพที่คมชัดขึ้นในระดับ 4k หรือมากกว่าระบบเดิม 2 เท่า ความสว่างเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากเดิม และให้เฉดสีเพิ่มมากขึ้นเป็น 35 ล้านล้านเฉดสี จากเดิมเพียง 16 ล้านเฉดสี มาให้บริการใน 3 โรงภาพยนตร์ที่สาขาพารากอน ซีนีเพล็กซ์ ประกอบด้วย Siam Pavalai, Bangkok Airways Blue Ribbon Screen และ Enigma

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปใช้กับโรงที่เป็น Premium Screen อย่างสาขาเอ็มควอเทียร์ เวสต์เกต อีสต์วิลล์ และรัชโยธิน เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าที่ล้ำทันสมัย คุ้มค่า เหมาะกับการชมภาพยนตร์ที่มีอรรถรสอย่างเต็มที่

วิชา กล่าวต่อไปว่า ปี 2561 นี้ ธุรกิจโรงภาพยนตร์และภาพยนตร์ทั่วโลกยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนกระแสกับหลายธุรกิจที่ชะลอตัวลง เห็นได้จากอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์และภาพยนตร์ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคดิจิทัล

ในส่วนของบริษัทเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีเสมือนจริง Virtual Reality (VR) มาต่อยอดธุรกิจ โรงภาพยนตร์ ภายใต้ชื่อ IMAX VR หรือเกมในรูปแบบ VR แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 7 ของโลก ด้วยการร่วมทุนกับไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่น ในสัดส่วน 50:50 เพื่อนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามา

ก่อนหน้าที่นำเทคโนโลยี VR เข้ามาให้บริการในไทย ได้มีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปเปิดให้บริการมาแล้วใน 6 แห่ง คือ ลอสแองเจลิส นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง โตรอนโต ประเทศแคนาดา อังกฤษ และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่ดีอย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เข้ามาร่วมเป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์ให้ ภายใต้ชื่อ “AIS IMAX VR”

“เราต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดและประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้ชมภาพยนตร์ ด้วยเทคโนโลยี VR ที่ก้าวล้ำ ด้วยแว่น VR จาก StarVR HTC Oculus และเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหวบนตัวผู้เล่น ผู้เล่นจะถูกส่งเข้าสู่โลกเสมือนจริง ที่สมจริงมากกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้”

สำหรับบริการของ “AIS IMAX VR” ที่วิชานำมาให้บริการที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ประกอบด้วย ห้อง 8 ห้อง ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และสามารถปรับให้เข้ากับประสบการณ์ของแต่ละเนื้อหา VR ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นเดี่ยว หรือผู้เล่นแบบทีม

นอกจากนี้ ยังมีห้อง GloStation จะเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่จะพาผู้เล่นเกมหลุดไปยังประสบการณ์นั้นๆ โดยมีความสมจริงที่เหนือกว่าห้องอื่นๆ อีกทั้งยังรองรับผู้เล่นได้มากถึง 4 คน เพื่อรวมตัวเป็นทีมและต่อสู้ด้วยระบบที่ทำให้ผู้เล่นสามารถขยับร่างกายได้อย่างอิสระ

ในส่วนของเกมที่นำมาบริการลูกค้าจะมีด้วยกัน 7 เกม คือ John Wick Chronicles, Justice League, Space Flight : Orbital Emergency, Deadwood Mansion (GloStation), Raw Data, Life of Us และ Eagle Flight ซึ่งในส่วนของระยะเวลาการเล่นแต่ละเกมจะอยู่ระหว่าง 7-30 นาที ในราคาเริ่มต้นที่ 250 บาท/คน/เกม ยกเว้นเกม Deadwood Mansion (GloStation) 650 บาท/คน/เกม

วิชา กล่าวอีกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้เมเจอร์ต้องหาอะไรใหม่ๆ มาให้บริการผู้บริโภคอยู่เสมอๆ ซึ่งการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักที่บริษัทจะให้ความสำคัญนับจากนี้ เพื่อพาธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุค 5.0

“กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเกม VR เราจะเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีความแปลกใหม่ เช่น กลุ่มวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงเหล่าเกมเมอร์ที่ถือเป็นตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตและค่อนข้างน่าสนใจในตอนนี้”

นอกจากจะให้ความสำคัญกับบริการด้วยการนำเทคโนโลยีมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าแล้ว วิชายังให้ความสำคัญกับการขยายสาขาโรงภาพยนตร์ใหม่ๆ ควบคู่กันไป เนื่องจากตลาดต่างจังหวัดยังมีโอกาสให้เข้าไปขยายธุรกิจได้อีกมาก โดยเฉพาะจังหวัดเมืองรอง

“วันนี้แลนด์สเคปของการทำธุรกิจเปลี่ยนไปหมดแล้ว นับจากนี้ไปเราจะไม่เน้นทำโรงหนังแค่เฉพาะในจังหวัดใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เรามองไปถึงระดับอำเภอและตำบล ซึ่งพันธมิตรทางธุรกิจที่เราจะจับมือร่วมกัน เพื่อนำโรงหนังเข้าไปเปิดให้บริการคือ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์และห้างเทสโก้ โลตัส”

จำนวนโรงภาพยนตร์ที่วิชาจะนำไปเปิดให้บริการในห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์และห้างเทสโก้ โลตัส ในตลาดต่างจังหวัดจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 โรง มีที่นั่งประมาณ 150-200 ที่นั่ง เนื่องจากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะมีน้อยกว่าสามารถในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก

“แม้รายได้จากโรงหนังในระดับอำเภอและตำบลอาจสู้ในเมืองไม่ได้ เนื่องจากจำนวนประชากรในพื้นที่ ราคาตั๋ว และจำนวนโรงหนังมีความแตกต่างจากกรุงเทพฯ แต่มันก็คือ โอกาส ในเมื่อเราต้องการให้ผู้ชมในต่างจังหวัด เพื่อให้ได้สัมผัสกับเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ดี เราก็ต้องเจาะลึกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเมืองใหญ่มีศูนย์การค้าเปิดเกือบครบแล้ว”

ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้านำธุรกิจโรงภาพยนตร์ไปบุกตลาดต่างประเทศ เน้นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีเป็นหลัก จากปัจจุบันได้นำธุรกิจโรงภาพยนตร์เข้าไปเปิดให้บริการแล้วใน สปป.ลาว และกัมพูชา

แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวถือเป็นการเดินตามยุทธ์ศาสตร์ที่วิชาได้วางไว้ว่าจะพาธุรกิจโรงภาพยนตร์ก้าวสู่ 1,000 โรง ในปี 2020 (2563) หรืออีก 2 ปี แบ่งเป็นในประเทศไทย 900 โรง และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี 100 โรง

ผิวมีปัญหา เทคโนโลยีช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545252

  • วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ผิวมีปัญหา เทคโนโลยีช่วยได้

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น แสงแดด ความเครียด ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ทางใบหน้า ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวพรรณที่เคยสดใสตึงกระชับ กลับกลายเป็นหมองคล้ำ เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และหย่อนคล้อย คุณอาจย้อนวัยหรือหลีกเลี่ยงตัวการที่ทำให้ผิวร่วงโรยไม่ได้ แต่คุณสามารถชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพผิวให้ดีขึ้นได้

ปัญหาผิวสร้างความกังวลให้กับทุกคนที่เป็นเสมอ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนเราบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น การผจญแดดโดยไม่มีการป้องกันผิว การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้ได้รับรังสียูวีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคอมพิวเตอร์ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ นอนดึก หรือแม้กระทั่งความเครียดก็เป็นสาเหตุได้

สิ่งแรกคือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพผิว เช่น เวลาออกแดดทุกครั้งควรใช้ครีมทากันแดด ไม่สูบบุหรี่กินเหล้า ไม่นอนดึก ไม่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ แต่ถ้าเป็นแล้วก็อาจจะดูแลและรักษา ด้วยวิธีที่เหมาะสมและขึ้นอยู่กับปัญหาที่เป็น

ปัจจุบันยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย อย่างศูนย์ผิวหนังของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งมีโปรแกรม Photo Rejuvenation เป็นการนำเทคโนโลยีแสงเลเซอร์และคลื่นแสงความเข้มสูงมาใช้ในการแก้ปัญหาและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าให้กระจ่างใส เรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยจางลง และยกกระชับ ด้วยเครื่องมือ 4 ชนิดที่มีคุณสมบัติโดดเด่นแตกต่างกันออกไป โดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกใช้ชนิดของเลเซอร์หรือคลื่นแสงที่เหมาะสมและตรงกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล

การฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาใส โดยนำเอาคลื่นแสงความเข้มสูงที่เรียกว่า IPL (Intense Pulse Light : IPL) มาใช้แก้ปัญหาความผิดปกติต่างๆ ของผิวทั้งหลายได้อย่างครอบคลุม โดยคลื่นแสงไอพีแอลจะช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เนียนกระจ่างใสขึ้น รูขุมขนที่เปิดกว้างจะเล็กลง กระ ฝ้า ริ้วรอยจางลง ผิวกระชับขึ้น รวมถึงช่วยกำจัดขนในบริเวณที่ไม่ต้องการได้อีก

ด้านการกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อผิวกระชับ ด้วยเลเซอร์เจนทัลแย็ก (Gentle YAG) มาใช้ ซึ่งแสงเลเซอร์นี้จะผ่านทะลุชั้นหนังกำพร้าลงไปยังเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน กระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ทำให้ผิวหนังกระชับและริ้วรอยลดลง นอกจากนี้ยังสามารถลดรอยแดง เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหน้าได้อีก

Fotona 4D อีกนวัตกรรมที่ส่งพลังงานสู่โครงสร้างชั้นผิวหนังได้หลายระดับ จากการผสมผสานการทำงานของคลื่นพลังงานสองคลื่นคือ Nd:YAG และ Er:YAG ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าและผิวบริเวณรอบดวงตาได้หลากหลาย ตั้งแต่ลดเลือนริ้วรอย ยกกระชับผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ลอกเซลล์ผิวชั้นบนทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส ลดรอยหมองคล้ำและริ้วรอยรอบดวงตา กระชับรูขุมขน และช่วยให้หลุมแผลเป็นบนใบหน้าตื้นขึ้น

สำหรับปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีบนผิวหนังของคนเรา เทคโนโลยีอย่าง HELIOS III ซึ่งใช้เลเซอร์ชนิด Q-switched Nd:YAG laser ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาผิวพรรณ ทั้งผิวหนังชั้นตื้นและชั้นลึก เช่น กระลึก กระตื้น ปานดำ รอยด่างดำ ฝ้าลึก ฝ้าตื้น และลบรอยสัก

แสงเลเซอร์จาก HELIOS III จะถูกดูดซับด้วยเมลานินในเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เซลล์เม็ดสีถูกทำลายและสลายไปโดยเนื้อเยื่อรอบข้างไม่ถูกทำลายไปด้วย จึงช่วยให้โทนสีผิวให้สม่ำเสมอขึ้น ผิวกระจ่างใสขึ้น กระ ฝ้า รอยด่างดำจางลง และช่วยลบรอยสักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากใครที่ประสบปัญหาทางด้านผิวหนังที่กล่าวสามารถไปปรึกษาคุณหมอ ตรวจและรับการรักษาได้ที่ศูนย์ผิวหนังเเละความงามด้านผิวพรรณ อาคารบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก ชั้น 12 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 33 สุขุมวิท ซอย 3 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 ติดต่อสอบถาม โทร. 02-011-5999 นัดหมายเเพทย์โทร. 02-011-2222

สุขภาพพนักงานดี องค์กรมีกำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545250

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 14:51 น.

สุขภาพพนักงานดี องค์กรมีกำไร

เรื่อง ภาดนุ  ภาพ เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

ทรัพยากรมนุษย์นับเป็นสิ่งที่มีค่าขององค์กร หากองค์กรใดมีบุคลากรที่ดีมีคุณภาพ ย่อมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับองค์กรนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้หลายองค์กรจึงให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพนักงานเป็นอย่างมาก โดยการจัดสถานที่ทำงานให้มีสภาพแวดล้อมให้น่าทำงาน สามารถนั่งมองวิวทิวทัศน์ภายนอกได้ เพื่อให้พนักงานได้ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์บ้าง จึงเป็นการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากเรื่องงานได้

บางองค์กรยังมีมุมสำหรับอ่านหนังสือซึ่งจัดเป็นห้องสมุดเล็กๆ หรืออินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สำหรับให้พนักงานใช้ค้นหาข้อมูล มีมุมกาแฟสำหรับพนักงาน ให้พวกเขาได้พบปะกันในช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้าง มีห้องแพนทรี ตลอดจนจัดสถานที่สำหรับออกกำลังกายให้กับพนักงานด้วย

องค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กรในต่างประเทศได้ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพนักงานเป็นอย่างมาก บางองค์กรถึงกับลงทุนสร้างสถานที่ออกกำลังกายสำหรับพนักงานด้วยงบประมาณจำนวนสูงลิ่ว มีทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ สนามแบดมินตัน สนามเทนนิส และลู่วิ่ง เป็นต้น สำหรับให้พนักงานได้ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

ไม่เพียงแต่ในต่างประเทศเท่านั้น องค์กรใหญ่ๆ ในบ้านเราเองก็มีมากมายหลายแห่งที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพนักงานเช่นกัน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานดูแลรักษาสุขภาพ แถมยังจัดให้มีการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี หรือลงทุนในการสร้างสถานที่ออกกำลังกายให้กับพนักงานภายในอาคารเดียวกับอาคารที่ทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานได้มีโอกาสออกกำลังกายหลังเลิกงาน โดยไม่ต้องไปผจญกับปัญหาการจราจรในช่วงเลิกงาน แต่ใช้เวลาเหล่านั้นมาดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกายแทนดีกว่า

นี่จึงนับเป็นความชาญฉลาดขององค์กรเหล่านั้น และเป็นความโชคดีของพนักงานที่ได้อยู่ในองค์กรที่เห็นคุณค่าของสุขภาพพนักงานทุกคน ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าพนักงานขององค์กรมีสุขภาพกายที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี จิตใจพวกเขาก็แจ่มใส พร้อมที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งผลผลิตขององค์กร สร้างผลงานที่ดี และสร้างกำไรให้กับองค์กร

ยิ่งไปกว่านั้นการดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพของพนักงานยังช่วยประหยัดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลขององค์กรได้ด้วย เพราะถ้าพนักงานมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย พนักงานก็จะมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ต้องมี “เจ้าชายสายเสมอ” กับ “เจ้าหญิงสายสมร” ในองค์กร หรือ “นายศุกร์ป่วย นามสกุลจันทร์ลา” อีกต่อไป เมื่อพนักงานทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ ก็ย่อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรได้ดี มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มผลกำไร ซึ่งสิ่งที่กลับมายังพนักงานก็คือเงินเดือนหรือโบนัสที่เพิ่มขึ้น พูดได้ว่าวินวินกันทั้งคู่

เอาละ อยากให้องค์กรทั้งหลายหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพของพนักงานกันดีกว่า โดยเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ด้วยการส่งเสริมให้พนักงานได้ออกกำลังกาย จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาขึ้นในองค์กร ช่วยกันดูแลสถานที่ทำงานให้สะอาดสะอ้าน น่าทำงาน เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีของพนักงานทุกคนซึ่งเป็นชาวมนุษย์เงินเดือน หากองค์กรดีมีกำไร ชีวิตพนักงานก็ย่อมดีขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูล : จากหนังสือ “จน เครียด เก็บตังค์สิ”

กิจกรรม “เบาๆ” ช่วยให้อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545247

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 14:40 น.

กิจกรรม "เบาๆ" ช่วยให้อายุยืน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เอพี

ผลการศึกษาชี้ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะเพิ่มอายุขัยในผู้สูงอายุเพศชาย

หน่วยงานด้านสุขภาพของสหรัฐ Government Guidelines แนะนำว่าการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงครึ่ง คือระยะเวลาที่พอเหมาะ แต่จากการศึกษากลับพบว่ามีชาวอเมริกันเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยที่เป็นไปได้ยากยิ่งกว่า แต่จากรายงานเกี่ยวกับสุขภาพและกีฬา British Journal of Sports Medicine ระบุ ยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้และยังสามารถรักษาสุขภาพที่ดีไว้อยู่

รายงานดังกล่าวได้สำรวจผู้ชายอายุเฉลี่ย 78 ปี จำนวน 1,180 คน ผู้ซึ่งยอมรับที่จะใส่เครื่องมือตรวจวัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยติดตามเป็นเวลานานกว่า 5 ปี พบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกายโดยเฉลี่ยนั้นไม่จำเป็นต้องนานหรือหนัก คนคนนั้นก็สามารถมีอายุยืนยาวได้

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ชายที่เข้าร่วมการสำรวจส่วนใหญ่จะออกกำลังกายวันละน้อยกว่า 10 นาที ปรากฏว่ามีอายุขัยเท่ากับคนที่ออกกำลังกายมากกว่า 10 นาที นอกจากนี้พวกเขายังมักทำกิจกรรมเบาๆ ระหว่างวันอย่างการเดินหรือทำสวน ซึ่งพบว่าการทำกิจกรรมเหล่านี้ทุกๆ 30 นาทีจะช่วยลดอัตราการตายลงร้อยละ 17

ดังนั้น สำหรับผู้สูงวัยขอเพียงเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพและช่วยเพิ่มอายุขัย โดยกิจกรรมเหล่านั้นต้องไม่ทำให้เกิดความเครียด แต่เน้นความเพลิดเพลิน สบายใจ จนลืมไปว่ากำลังออกกำลังกายโดยไม่รู้ตัว

แอพพลิเคชั่นดารา ตามติดชีวิตซุป’ตาร์แบบใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/545241

  • วันที่ 22 มี.ค. 2561 เวลา 14:12 น.

แอพพลิเคชั่นดารา ตามติดชีวิตซุป’ตาร์แบบใกล้ชิด

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ในการอัพเดทข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุดเอสเคปเอ็กซ์ (EscapeX) แอพพลิเคชั่นส่วนตัวของเหล่าซุป’ตาร์เมืองไทยก็ได้เปิดตัวให้บรรดาแฟนคลับได้อัพเดทชีวิตคนดังอย่างใกล้ชิด ประเดิมด้วย 5 เซเลบแถวหน้าของไทยอย่าง เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี หญิง-รฐา โพธิ์งาม ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ซึ่งถือเป็นคนดังกรุ๊ปแรกที่มีแอพส่วนตัวนี้

เซฟีย์ ชาฟิล่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเคปเอ็กซ์ เผยว่า แอพดาราไทยทั้ง 5 คนนี้เป็นความร่วมมือของเอสเคปเอ็กซ์ กับบริษัท กัชคลาวด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์และบันเทิงระดับโลก

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

“เอสเคปเอ็กซ์เป็นแอพที่คิดขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนดัง ซึ่งมีทั้งนักแสดง นักร้อง เชฟ ฯลฯ กับแฟนคลับ เพื่อให้มีช่องทางตามติดชีวิตพวกเขากันมากขึ้น โดยแอพของคนดังแต่ละคนจะมีคอนเทนต์สุดพิเศษที่ไม่เหมือนใคร รวมทั้งการเล่นเกมชิงรางวัลและของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรากฏอยู่บนหน้าฟีด (Feed) ของแอพทำให้แฟนคลับได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับเหล่าซุป’ตาร์ที่ชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด แถมยังมอบประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ เช่น ดินเนอร์สองต่อสอง คนดังมาเมกอัพใบหน้าให้ จัดแฟนมีตติ้ง และอื่นๆ ให้กับบรรดาแฟนคลับด้วย

แอพคนดังนี้จะประกอบไปด้วยหน้า Fan Feed ที่แฟนคลับสามารถโพสต์ข้อความลงไปได้ แล้วยังทำให้แฟนคลับสามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของคนดัง อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และยูทูบได้อีกด้วย

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

นอกจากคนดังผู้ทรงอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียทั้ง 5 คนของไทยแล้ว ในอนาคตจะมีคนดังระดับเอลิสต์ของไทยในกรุ๊ปที่ 2 ออกมาให้เห็นอีกแน่นอน ที่เรามาเปิดตลาดในไทย ก็เพราะว่าไทยถือเป็นอันดับหนึ่งในตลาดด้านโมบายที่ก้าวหน้าที่สุดในเอเชีย ซึ่งในปี 2560 รายได้ของอุตสาหกรรมโมบายในไทยที่มาจากด้านข้อมูลนั้นก้าวแซงด้านการใช้บริการโทรเข้า-โทรออก ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของแอพต่างๆ ในสมาร์ทโฟน และเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์บนโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ซึ่งต่างก็ตระหนักดีว่าพวกเขาควรจะต้องตามเทรนด์โดยมีแอพเป็นของตัวเองกันได้แล้ว”

เซฟีย์เสริมว่า สำหรับคนดังระดับอินเตอร์ที่มีแอพส่วนตัวแล้วตอนนี้ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากคนดังระดับกลางๆ เช่น ออสริค โช (Osric Chau) นักแสดงชายจากซีรี่ส์ฮิตเรื่อง “Super Natural” แอ็กเนส โม (Egnez Mo) นักร้องสาวชื่อดังชาวอินโดนีเซีย โดมินิก โมนาแกน (Dominic Monaghan) ดาราจากซีรี่ส์ Lost และเจเรมี่ เรนเนอร์ (Jeremy Renner) ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังจากภาพยนตร์ The Avengers เป็นต้น

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

“เอสเคปเอ็กซ์ถือเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ นอกจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแฟนคลับกับคนดังแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถบูสต์โพสต์ให้ข้อความของพวกเขาหรือของเพื่อนโดดเด่นมากขึ้นเพื่อให้ดารานักแสดงมองเห็นข้อความเหล่านั้นก่อนใคร โดยสามารถนำหน่วยเงินภายในแอพที่พวกเขาซื้อหรือได้จากการทำกิจกรรมมาใช้ในการส่งเสริมให้ตัวเองหรือคนอื่นขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของ Top Comment ในหน้าฟีด และกลายเป็น Top Fans ได้ด้วย

แล้วยังสามารถใช้หน่วยเงินที่มีในแอพเพื่อส่งเสริมโพสต์ให้แก่กันได้ เป็นการยกระดับความมีส่วนร่วมระหว่างแฟนคลับด้วยกันเอง รวมถึงความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ และทำให้แฟนๆ จำนวนมากมีพื้นที่ในการสื่อสารหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ง่ายขึ้น โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพ EscapeX ได้ทั้งระบบ iOS และ Android แล้วเสิร์ชชื่อภาษาอังกฤษของคนดังที่คุณชื่นชอบจากทั่วโลกได้เลย”

ด้าน เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ดาราหนุ่มมากความสามารถ เล่าว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อว่าจะมีแอพที่เป็นของตัวเขาจริงๆ ซึ่งจะมีคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเกี่ยวกับเขาโดยตรงทั้งไลฟ์สไตล์และการทำงาน ตอนนั้นเขารู้สึกตื่นเต้นมาก จนแทบจะตอบตกลงทันที

หญิง-รฐา โพธิ์งาม

“หลังจากที่ผมตรึกตรองและตอบตกลงไปแล้ว ผมก็เริ่มกระจายข่าวในหมู่แฟนคลับ ตอนนี้ก็เริ่มมียอดดาวน์โหลดเข้ามาเยอะแล้ว พอผมโพสต์รูปและข้อความไป แฟนคลับก็เริ่มเข้ามาคอมเมนต์ มีการให้ดาวและลูกเล่นอื่นๆ ตามมา นอกเหนือไปกว่านั้นยังมีช่องทางอัพเดทไลฟ์สไตล์ของผมให้แฟนๆ ซึ่งอยู่ในแอพนี้ได้ดูกัน แถมพวกเขายังสามารถโพสต์รูปของตัวเองลงไปได้ด้วย แล้วแอพนี้ยังมีแฟนฟีดซึ่งจะคล้ายๆ การเล่นเฟซบุ๊กหรือไอจี แต่ที่พิเศษคือแอพนี้แฟนคลับอยากโพสต์อะไรให้ผม คุณโพสต์มาได้เลย มันจะมีหมวดที่ว่า ใครไปไหนมา ทำอะไรมา ซึ่งคอนเทนต์ทั้งหมดจะถูกออกแบบมาเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ แค่ดาวน์โหลดแอพฟรี แล้วสมัครเป็นสมาชิกก็เล่นได้เลย

การแชร์ชีวิตส่วนตัวของผมมีทั้งไลฟ์สไตล์และการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ผมก็จะแชร์ทั้งสองอย่างนี้แหละ เช่น วันนี้เรากินข้าวกับอะไร สิ่งที่ได้รับกลับมาจากแฟนๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ คือพวกเขาจะตอบกลับมาว่า กินอันนี้ กินอันนั้น ที่นั่นอากาศเป็นอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ เหมือนว่าผมได้รู้จักกับแฟนคลับของผมจริงๆ เพราะว่าคนที่อยู่ในแอพนี้ทุกคนสนใจในสิ่งเดียวกัน รวมทั้งคอยติดตามและสนับสนุนผลงานของผมด้วย แล้วยังมีกิจกรรมดีๆ เช่น คัดเลือกน้องผู้โชคดีซึ่งอยู่ในแอพมากินกาแฟกับผม มาพบปะพูดคุยกัน หรือได้ทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ ครับ”…ติดตามที่ Ter Chantavit Official App

ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์

สำหรับ หญิง-รฐา โพธิ์งาม นักร้องนักแสดงสาวผู้เคยมีผลงานภาพยนตร์ระดับอินเตอร์มาแล้ว ก็เป็น 1 ใน 5 เซเลบชาวไทยที่ได้เปิดตัวแอพนี้

“ในยุคปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนดังได้ใกล้ชิดกับแฟนคลับได้มากขึ้น หญิงว่าคอนเทนต์ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในอนาคตมันจะกลายเป็นคอนเทนต์หลักในการเข้าถึงศิลปิน เพราะยุคนี้มันยากที่จะจัดมีตแอนด์กรีต ซึ่งตัวหญิงเองก็เป็นศิลปินที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว กลุ่มคนที่เป็นแฟนคลับเราก็โตตามเราไปด้วย พอเขามีหน้าที่การงาน ก็ไม่สามารถจะตามเราไปได้ทุกที่เหมือนสมัยก่อน ดังนั้นคอนเทนต์ในแอพนี้จึงช่วยให้เราใกล้กันมากขึ้น ได้สื่อสารกันมากขึ้น มีกิจกรรมในแต่ละเดือนที่ได้พบเจอกัน ได้พูดคุยกันจริงๆ เลยค่ะ

แฟนคลับหญิงที่คุ้นเคยกันส่วนใหญ่เป็นคนไทย บางคนก็อยู่ต่างจังหวัด แต่ล่าสุดหญิงตกใจมากที่มีแฟนคลับชาวอินโดนีเซียด้วย แล้วที่จีนเนี่ยยิ่งเยอะ เพราะซิตคอม “เสือ ชะนี เก้ง” (ทางช่อง One) ก็ได้ไปฉายที่จีนด้วย หญิงยังเซอร์ไพรส์ว่าทำไมฐานแฟนคลับเรากว้างขึ้น นั่นก็เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้โลกเราเล็กลง คนดูจึงได้เห็นผลงานของเรามากขึ้น หญิงจึงมีทั้งแฟนคลับชาวจีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เลยตอนนี้”

ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์

หญิงบอกว่า สิ่งที่เธอแชร์ส่วนใหญ่ในแอพจะมีทุกรูปแบบซึ่งเป็นงานที่เธอทำอยู่ ทั้งบทบาทนักแสดง เจ้าของธุรกิจ สปอร์ตเกิร์ล รวมทั้งเรื่องแฟชั่น

“อย่างล่าสุดหญิงไปลงวิ่งในงานฟูลมาราธอนมาค่ะ หญิงก็นำไปเขียนไว้ยาวมาก พอคนมาอ่านเขาก็เซอร์ไพรส์ว่าเราสามารถวิ่งจนจบได้ในเวลา 6 ชั่วโมงกว่า แต่ครั้งต่อไปหญิงตั้งเป้าไว้ว่าขอแค่ 5 ชั่วโมงครึ่งก็พอ ซึ่งก็ต้องไปซ้อมให้มากขึ้น มันจึงเหมือนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มาติดตามเราไปด้วย รวมทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ในการกิน การออกกำลังกาย และเรื่องแฟชั่นการแต่งกาย เรียกว่าครบทุกอย่างเลย บางครั้งก็มีฟีดแบ็กในเรื่องงานเข้ามาบ้าง ว่าอยากให้เล่นละครแบบนี้ หรือเมื่อไรจะมีเพลงซิงเกิ้ลใหม่ออกมาซะที เป็นต้น ซึ่งหญิงคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการมีฟีดแบ็กเข้ามาจะช่วยให้เรามีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมาให้ดีที่สุด”…ติดตามที่ Ying Rhatha Official App

ส่วนนางเอกสาวที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมานานกว่า 25 ปี ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ พอเปิดตัวแอพของตัวเองปั๊บ ก็ทำเซอร์ไพรส์โดยจัดกิจกรรมพิเศษ “Makeover by Kwan Usamanee Official App” ชวนแฟนคลับอย่าง น้องหมี่-พิศุทธา จันทร์ประภาพ ผู้โชคดีคนแรกจากแอพนี้มาแปลงโฉมซะเลย โดยเธอโชว์ฝีมือจับแปรงเมกอัพหน้าใสๆ ของแฟนคลับเองตั้งแต่ต้นจนจบ ทำเอาแฟนคลับผู้โชคดีคนนี้สวยเป๊ะกลับบ้านไปพร้อมความประทับใจ

“ขวัญว่าแอพนี้เป็นเหมือนช่องทางที่คนดังจะสามารถมอบความรักกลับคืนให้แฟนคลับของตัวเองได้ ไม่ใช่เราจะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว เนื่องจากแอพนี้ช่วยให้แฟนคลับติดต่อกับศิลปินที่เขารักหรือชอบได้โดยตรง ซึ่งช่องทางอื่นอาจจะมีโฆษณามาคั่นบ้าง แต่แอพนี้จะมีสิ่งรบกวนน้อย ช่วยประหยัดเวลา เพราะสามารถลิงค์เข้าเฟซบุ๊กและอื่นๆ ได้หลายลิงค์ จึงเหมาะกับคนยุคนี้เป็นอย่างมาก

โดยปกติ แฟนคลับกับขวัญค่อนข้างจะใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ด้วยความที่เราอยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็กๆ แฟนคลับเราก็จะมีเป็นรุ่นๆ ไป แอพนี้จึงเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ที่รวมความอบอุ่นของแฟนคลับขวัญไว้ในหนึ่งเดียว อย่างแฟนคลับบางคนแม้เป็นผู้ใหญ่มีลูกแล้ว ถ้าเขาติดงาน ไม่สามารถนำของขวัญมาให้ขวัญได้ เขาก็จะวานให้ลูกๆ นำของขวัญมาให้เราแทน นี่แหละคือความผูกพันต่อกันระหว่างขวัญกับแฟนคลับค่ะ”

ประวัติศาสตร์ไทย ใน ‘บุพเพสันนิวาส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544673

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 12:38 น.

ประวัติศาสตร์ไทย ใน ‘บุพเพสันนิวาส’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

เวลานี้คงแทบไม่มีใครในเมืองไทยไม่รู้จักละครยอดฮิต “บุพเพสันนิวาส” หน้าฟีดทั้งเฟซบุ๊ก ไทม์ไลน์และสังคมออนไลน์ตอนนี้เต็มไปด้วยภาพ ข้อความ คอมเมนต์ที่สืบเนื่องมาจากละครเรื่องนี้ โดยเฉพาะคำนำหน้ายอดฮิตอย่าง “ออเจ้า” “พี่หมื่น” น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่มีการใช้มากที่สุดในโลกโซเชียลเวลานี้

ส่วนตัวผู้เขียนเองเป็นคนที่ไม่ได้ติดตามดูละครกับเขามากนัก จนจำไม่ได้ว่าละครเรื่องสุดท้ายที่ดูไปคือเรื่องอะไรและเมื่อไหร่ แต่คราวนี้ทนกระแสคนรอบข้างไม่ไหวเลยต้องหาดูย้อนหลังสักหน่อย ไม่เช่นนั้นจะเข้าสังคม (ช่วงนี้) ลำบาก พอได้ดูแล้วก็พอจะเข้าใจว่าทำไมคนถึงติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็เพราะฉากพระนางกุ๊กกิ๊กนี่ล่ะถูกจริตคนไทยดีแท้ โดยเฉพาะสาวๆ ต้องเรียกว่า ดูไปจิกหมอนไป

“บุพเพสันนิวาส” ได้สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์กันมากขึ้น เพราะตัวละครจากนวนิยายเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่จริงตามบันทึกของประวัติศาสตร์ที่พวกเราได้เรียนกันตั้งแต่ชั้นมัธยม

แต่เวลาเรียนเรามักจดจำบุคคลในประวัติศาสตร์แต่ละคนได้อย่างกระท่อนกระแท่นไม่ติดต่อเป็นภาพใหญ่และสนุก เพราะในแบบเรียนมักถูกตัดรวบรัดเหมือนหนังไม่จบตอน ไม่มีปริบทที่ดึงดูดความสนใจได้มากเท่าเรื่องราวแบบนวนิยาย เมื่อเรียนจบอ่านไปสอบเสร็จแล้วก็จบกันไป หากใครไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย หรือสนใจศึกษาด้วยตัวเองทางประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง ความรู้เหล่านี้ก็หายไปพร้อมๆ กับการเอนทรานซ์กันทั้งนั้น

หากใครที่กำลังอินกับละครและสนใจไปหาข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของเรื่องราวในละคร จะพบว่าช่วงเวลานั้น (พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งเป็นช่วงปลายราชวงศ์ปราสาททอง เป็นยุคที่อาณาจักรอยุธยาเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ทั้งด้านการขยายราชอาณาจักร ด้านการค้ากับต่างประเทศ ด้านศิลปวิทยาการและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ซึ่งในละครมีหลายฉากที่นางเอกตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของวัดวาอารามและวังหลวงจะเรียกช่วงนั้นว่าปลาย “ยุคทอง” ของอาณาจักรอยุธยาเห็นจะได้

ในส่วนการขยายราชอาณาจักรสมัยสมเด็จพระนารายณ์ยกทัพไปตีหัวเมืองล้านนาอย่างเชียงใหม่ และอีกหลายเมืองของพม่า อย่าง จิตตะกอง สิเรียม ย่างกุ้ง แปร ตองอู หงสาวดี ซึ่งในการรบทุกครั้งสมเด็จพระนารายณ์มีแม่ทัพคู่ใจคือเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีบทบาทโดดเด่นในบุพเพสันนิวาสด้วย

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้งจีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) เป็นยุคสมัยที่มีชาวต่างชาติมาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากซึ่งก็มีร่องรอยชุมชนของคนชนชาติต่างๆ ในอยุธยาสืบทอดให้เราเห็นมาจนปัจจุบัน

ส่วนการเจริญสัมพันธ์ทางการทูตเองก็มีบันทึกว่า เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) (น้องชายของเจ้าพระยาโกษาธิบดี(เหล็ก)) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้ง ซึ่งในเนื้อเรื่องบุพเพสันนิวาส หมื่นสุนทรเทวา (เดช) พระเอกของเรื่องซึ่งในประวัติศาสตร์มีตัวตนอยู่จริงนั้น ก็เป็นหนึ่งในคณะราชทูตที่ร่วมเดินทางกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสด้วย

หากได้กลับไปศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ดีๆ ไม่ได้สนใจเฉพาะฉากในละคร เราจะมองเห็นอาณาจักรอยุธยาในสถานะอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองอย่างมากของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้น และตลอดระยะเวลา 400 กว่าปีของอาณาจักรอยุธยาได้สะสมสิ่งที่เป็นภูมิปัญญามากมายที่ส่งต่อมายังสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ เพียงแต่กระแสตะวันตกที่ถาโถมทำให้คนในสังคมหลงลืมหรือมองข้ามภูมิปัญญาที่น่าภูมิใจเหล่านั้นไป

นอกจากงานศิลปะ วรรณกรรมต่างๆ ที่เราได้เห็นกันอย่างทั่วไปแล้ว อีกตัวอย่างภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์คือกฎหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมือง

แม้ตลอดระยะเวลา 400 กว่าปีของอาณาจักรอยุธยาจะปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงอำนาจสูงสุดเป็นเจ้าชีวิตของราษฎร แต่ในการปกครองบ้านเมืองพระมหากษัตริย์ก็มีกฎหมายกำกับการบริหารกิจการบ้านเมืองซึ่งกฎหมายนั้นก็คือ “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” หนึ่งในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สยามรับอิทธิพลมาจากอินเดียผ่านทางมอญ

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ถูกใช้ปกครองอาณาจักรอยุธยา เรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อนจะได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัยในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เป็นกฎหมายตราสามดวง ก่อนกฎหมายทั้งหมดจะทยอยยกเลิกและมีการร่างกฎหมายใหม่ตามแบบตะวันตกขึ้นมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของต่างชาติตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

แต่แม้พระธรรมศาสตร์และกฎหมายตราสามดวงจะถูกยกเลิกไป แต่บทกฎหมายบางข้อที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนสยามหรือคนไทยก็ยังมีแทรกซึมอยู่ในกฎหมายปัจจุบัน และจากการศึกษาของคณะกรรมการชำระและศึกษากฎหมายไทยโบราณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้ยืนยันว่าหลักการสำคัญในกฎหมายตราสามดวงนั้นไม่ได้ล้าหลังไปกว่ากฎหมายของตะวันตกแต่อย่างใด แต่มีบทลงโทษบางข้อที่ชาวตะวันตกอ้างว่าป่าเถื่อน และรูปแบบการเขียนที่ยากต่อความเข้าใจที่เป็นข้ออ้างให้ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ แต่กฎหมายตราสามดวงก็ยังถือเป็นเอกสารที่สำคัญอย่างมากในเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งล่าสุดเมื่อปลายเดือน ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา กฎหมายตราสามดวงก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นเตรียมการเสนอเป็นมรดกโลกต่อไป

คงจะดีไม่น้อย ถ้า “กระแสบุพเพสันนิวาส” จะทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์กันมากขึ้นเรื่อยๆ การรู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนการรู้จักตนเอง เมื่อรู้ว่ารากเหง้าเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต จะเกิดความภูมิใจ ไม่ชื่นชมแต่ต่างชาติจนลืมรากเหง้าของตนเอง

ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544887

  • วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

เป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ที่คนจำนวนมากชอบคิดไปว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องตำแหน่ง ในภาษาอังกฤษเอง Leader กับ Leadership ก็ไม่เหมือนกัน Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ เราเอง ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer & Managing Director บริษัท SEAC ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูง ได้ให้ข้อมูลถึงคำถามที่ว่า เราสามารถเริ่มสร้างภาวะผู้นำได้อย่างไรบ้างมีดังนี้

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

เมื่อเราได้ยึดมั่นปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ทุกคนก็จะเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากพอและสามารถไว้วางใจให้รับผิดชอบงานใหญ่ได้

จุดเริ่มต้นง่ายๆ สามข้อนี้นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำของคุณได้แล้ว ยังอาจช่วยให้คุณก้าวเป็นผู้นำด้วยก็เป็นได้