กสทช.มีมติชะลอประมูลคลื่น900/1800ออกไปอีก1-2เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 15:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540317

กสทช.มีมติชะลอประมูลคลื่น900/1800ออกไปอีก1-2เดือน

บอร์ด กสทช.มีมติชะลอประมูลคลื่น 900/1800 MHz ออกไป1-2 เดือน รอผลกฤษฎีกาชี้มีอำนาจหรือไม่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการ กสทช.วันนี้ให้รอความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าคณะกรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบันที่เป็นชุดรักษาการมีอำนาจในการดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ คลื่นความถี่ 900 MHz จึงเห็นควรชะลอการดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ไปก่อน รอออกไปประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งในสัปดาห์นี้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียกสำนักงาน กสทช. ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จากที่ทำหนังสือไปเมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันหากการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ได้ตามกำหนดระยะเวลา ในช่วงเม.ย.-พ.ค. นี้ ทางคณะกรรมการ กสทช.ชุดรักษาการก็ไม่ต้องดำเนินการ และให้เป็นหน้าที่ของบอร์ดชุดใหม่

“ถ้ารอ 1-2 เดือน หรือประมาณกลางเดือนมีนาคม เห็นว่าถ้ารัฐบาลเร่งรัดมาขอให้ดำเนินการเรื่องนี้ อาจจะหยิบเรื่องนี้มาได้เลย แต่หากล่วงเลยระยะเวลาไปพอสมควร อาจจะเป็น 1-2 เดือนก็หยิบขึ้นมาได้เลย ขึ้นอยู่กับความเร่งรัดต่างๆ”นายฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ คณะกรรมการ กสทช.รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะการประมูลคลื่นความถี่ 1800MHz และ คลื่นความถี่ 900 MHz และมติอนุกรรมการที่แก้ไขเงื่อนไขคลื่นความถี่ 1800 MHz ใหม่ว่าจะให้แบ่งประมูลขนาดเล็กลง เป็นใบอนุญาตละ 5 MHz และให้ถือครองคลื่นได้ไม่เกิน 20 MHz ต่อราย โดยทั้งหมดมี 45 MHz จะแบ่งเป็น 9 ใบอนุญาต จากเดิมแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาตๆละ 15 MHz

ส่วนการประมูลคลื่น 900 MHz  คณะกรรมการฯ มีมติให้รอความชัดเจนการทำการ์ดแบนด์(ช่วงความถี่เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน) ที่จะนำไปใช้ในกิจการรถไฟฟ้าก่อนและให้มีการทดสอบจนกว่าจะยืนยันได้ว่าไม่มีสัญญาณกระทบการให้บริการรถไฟฟ้า

กสทช.แนะสถานีโทรทัศน์-ผู้ผลิตคอนเทนต์เตรียมพร้อมก้าวสู่ยุค4K

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 13:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540161

กสทช.แนะสถานีโทรทัศน์-ผู้ผลิตคอนเทนต์เตรียมพร้อมก้าวสู่ยุค4K

กสทช.แนะผู้ประกอบการโทรทัศน์-ผู้ผลิตคอนเทนต์เตรียมพร้อมก้าวสู่ยุคความละเอียดภาพระดับ4Kภายใน 2-3 ปีนี้

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) กล่าวในงานสัมมนา “Advanced Broadcasting Technology” ว่า วันนี้ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนไปสู่ระบบ High-Definition (HD) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่ามีคุณภาพสูง และไม่ล้าสมัย แต่ยังต้องมีการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และหาโอกาสที่จะนำมาใช้ในอนาคต

ที่ผ่านมาทางสำนักงาน กสทช.ได้ร่วมกับกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษา แลกเปลี่ยน พัฒนา ความรู้เทคโนโลยี 4K และ 8K ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเสริมในด้านของความบันเทิงที่ให้ความสนุกสนานเทียบเท่ากับโรงภาพยนตร์ จากปัจจุบันในหลายประเทศก็ได้มีการนำมาใช้บ้างแล้วในระบบเคเบิล และดาวเทียม เป็นต้น

ทั้งนี้ปัจจุบันยังต้องมีการศึกษาและเตรียมพร้อมอีกมากกว่าจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย คาดว่าภายใน 2-3 ปีจากนี้ อาจจะเห็นการนำเทคโนโลยี 4K มาใช้ก่อน ซึ่งผู้ประกอบการทีวีต่างๆ ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม รวมถึงผู้ผลิตคอนเทนต์ต่าง ๆ ด้วย

“การผลิตเนื้อหาต่างๆ ก็ต้องมีการใช้อุปกรณ์ กล้อง ที่รองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพราะหากเรายังผลิตเนื้อหาแบบเดิมอยู่ การขายคอนเทนต์ของเราก็จะไม่สามารถสู้กับประชาคมชาวโลกได้ ฉะนั้นการที่ได้มีการศึกษาและให้ความรู้ เพื่อที่จะสู้และแข่งขันได้ในตลาดโทรทัศน์”

ขณะที่ความแตกต่างระหว่าง 4K ,8K และ HD จะเห็นชัดเจนเมื่ออยู่บนจอภาพขนาดใหญ่ หรือประมาณ 60 นิ้วขึ้นไป และ 8K 100 นิ้วขึ้นไป ซึ่งการมีเทคโนโลยีใหม่ ก็เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่ต้องการความพิเศษ

ทั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นได้มีการร่างการออกอากาศเทคโนโลยี 4K และ 8K มาตั้งแต่ปี 56 โดยเริ่มมีการออกอากาศระบบเทคโนโลยี 4K อย่างเป็นทางการเมื่อปี 58 และเร็วๆนี้ ประเทศญี่ปุ่นจะก้าวไปสู่ระบบเทคโนโลยี 8K แล้ว หลังจากมีการทดลองออกอากาศในปี 59 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการออกอากาศอย่างเป็นทางการในเดือนธ.ค.61 ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ทำให้ประชาชนสามารถรับชมการแพร่ภาพได้อย่างคมชัด

นอกจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการใช้เทคโนโลยี 4K และ 8K ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ก็ยังมีอีกหลายประเทศในทวีปยุโรป และเอเชีย ที่มีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวบ้างแล้ว ขณะเดียวกันนอกจากจะนำไปใช้พัฒนาในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ยังสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ,ศิลปะ ,การโฆษณา และการป้องกันอาชญากรรมต่างๆ

‘ไลน์’สานต่อพาร์ตเนอร์ทีวีชี้ยังไม่ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 06:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540095

'ไลน์'สานต่อพาร์ตเนอร์ทีวีชี้ยังไม่ตาย

ไลน์เดินหน้าจับมือพาร์ตเนอร์ทีวีต่อ หลังกระแสดูย้อนหลังโต คาดทีวีดั้งเดิม ไม่ตาย ส่วนไลน์ก็ต้องหาทางรอด

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื้อหารายการในไลน์ทีวียังคงเน้นกลยุทธ์ในเรื่องการเป็นแพลตฟอร์มรับชมรายการทีวีย้อนหลังของพาร์ตเนอร์ และมีเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ให้รับชมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งขณะนี้บริษัท มีพาร์ตเนอร์ที่มีศักยภาพกว่า 160 รายที่เนื้อหาคละกันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นละคร เพลง กีฬา แอนิเมชั่น และถ่ายทอดสด

ทั้งนี้ ด้านเม็ดเงินโฆษณาทีวีออนไลน์มีโอกาสโต ปีที่ผ่านมาโต 30% และปีนี้คงไม่ต่างกัน ซึ่งไลน์ทีวีโตกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอยู่แล้ว ซึ่งการร่วมมือกันอย่าง ต่อเนื่องนั้น จะทำให้ทั้งสองธุรกิจมีโอกาสโตไปด้วยกัน

ทางไลน์อยากให้มองว่าเป็นกรณีศึกษา คนทั่วไปควรเลิกคิดว่าธุรกิจทีวีจะหายไป แม้ว่าคนจะหันมาเสพสื่อออนไลน์เยอะขึ้น แต่ความเป็นจริงพฤติกรรมแยกกันไม่ได้ ดังนั้นทั้งสองธุรกิจจึงควรเดินไปด้วยกัน ไลน์จึงต้องหาคอนเทนต์มาเพิ่มตลอดเพื่อรับความต้องการทุกกลุ่ม

สำหรับกลุ่มผู้รับชมไลน์ทีวีจะมีช่วงอายุกว้างขึ้น จาก 15-20 ปี เป็น 15-35 ปี ชี้ให้เห็นว่าการมีช่องทางที่เปิดกว้างเรื่องคอนเทนต์จะเพิ่มโอกาสรับชม ซึ่งคอนเทนต์ประเภทวาย (คอนเทนต์ชายรักชาย) ทำให้ผู้ชมหันมาใช้ไลน์ทีวีมากขึ้น โดยช่วงที่นิยมสุดคือ 19.00-20.00 น. และ 22.00-23.00 น.

นายอริยะ กล่าวว่า พาร์ตเนอร์ชั้นนำของไลน์ทีวี ทั้งช่อง 3 ช่อง 8 ช่องเวิร์คพอยท์ ช่องวัน 31 พีพีทีวี MCOT ต่างเป็นช่องหลักในทีวีดิจิทัล

ด้าน นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า บริษัทถือเป็นบริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์ แม้จะมีเว็บไซต์ออนไลน์ของบริษัท แต่หากเป็นการชมย้อนหลังต้องดูผ่านพาร์ตเนอร์เท่านั้น และเชื่อว่าการทำตลาดร่วมกันแบบนี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดี เพราะละครหรือซีรี่ส์บางเรื่องไม่สามารถออกอากาศในช่องทางปกติได้ โดยปีนี้บริษัทจะให้ชมย้อนหลังได้ทุกเรื่อง จากเดิมให้สิทธิเอ็กซ์คลูซีฟละครและซิทคอม 400-500 ตอน

อ้อนกสทช.รื้อเกณฑ์ชิง1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 06:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540094

อ้อนกสทช.รื้อเกณฑ์ชิง1800

วอน กสทช.ทบทวนเกณฑ์ประมูลคลื่น 1800 เมกฯ ซอย 45 เมกฯ ออกเป็น 9 ใบ ชี้ส่ออุ้มบริษัทต่างชาติ

แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคมเปิดเผยถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานทางด้านโทรคมนาคม เตรียมเสนอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติปรับเงื่อนไขประมูลออกใบอนุญาตคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) จากเดิมแบ่ง 3 ใบอนุญาต เป็นใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยผู้เข้าประมูลได้เพียง 1 ใบ ไปเป็น 9 ใบ เป็นใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ประมูลได้มากสุด 4 ใบ หรือรวม 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยเตรียมเสนอบอร์ด กสทช.วันที่ 14 ก.พ.ว่าการเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวจะเกิดสองมาตรฐานกับครั้งที่แล้ว

ทั้งนี้ เพราะเงื่อนไขประมูลใหม่ส่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และรัฐอาจได้รับความเสียหาย ซึ่งการเปลี่ยนมีการอ้างเหตุผลว่า เนื่องจากราคาประมูลคลื่นดังกล่าวสูงมากแล้ว และความจำเป็นในการใช้งานคลื่นความถี่ไม่เท่ากัน ผู้ประกอบการอยากได้จำนวนคลื่นเท่าใดก็เลือกได้เอง

สำหรับการจัดทำประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ผ่านมา กำหนดให้มีใบอนุญาตได้ 3 ใบ แบ่งเป็นใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ หากมีผู้ยื่นประมูลเพียง 1 ราย จะต้องขยายเวลาประมูลไปอีก 30 วัน ถ้าถึงกำหนดยังไม่มีผู้ร่วมประมูลเพิ่ม ให้การประมูลเดินหน้าต่อไปโดยนำใบอนุญาตออกมาประมูล 1 ใบ แต่ผู้ยื่นประมูลต้องเคาะราคา 1 ครั้ง

กรณีที่มีผู้เข้าร่วมประมูล 2 ราย ให้มีการประมูล 1 ใบ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยไม่เลื่อนประมูล ส่วนถ้ามีผู้ร่วมประมูล 3 ราย ให้นำใบอนุญาตออกมาประมูล 2 ใบ และหากมีผู้ประมูล 4 รายขึ้นไป ให้ประมูลได้ 3 ใบอนุญาต รวม 45 เมกะเฮิรตซ์ การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวนอกจากทำให้เกิดความเป็นธรรมกับรัฐเนื่องจากมีการแข่งขันการประมูล และยังให้ความเป็นธรรมกับผู้ชนะการประมูลคราวที่แล้ว เพราะกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเดิม

อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์โดยแบ่งใบอนุญาตออกเป็น 9 ใบ และประมูลคลื่นความถี่ได้สูงสุดรายละ 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยไม่ได้คิดถึงจำนวนผู้ประมูลว่ามีกี่รายก็เดินหน้าประมูลต่อไปได้ แม้วิธีนี้การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ อาจจะได้ราคาประมูลสูงขึ้น แต่ผลอาจแบ่งกัน 3 ราย จำนวนรายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับที่ประมูล 2.1 เมกะเฮิรตซ์

หนุนสร้างอินเทอร์เน็ตสีขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ก.พ. 2561 เวลา 08:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539781

หนุนสร้างอินเทอร์เน็ตสีขาว

“พิเชฐ” แนะเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากสังคมออนไลน์ หวังสร้างสังคมอินเทอร์เน็ตสีขาว

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในฐานะประธานเปิดงานการประชุม นานาชาติ “ครอบครัวปลอดภัยในยุคดิจิทัล” ว่า ปัญหาจากการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาร่วมทั่วโลก ดังนั้นกระทรวง ดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียม ความพร้อมสังคม ด้วยการสนับสนุน การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต หลัง จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอินเทอร์เน็ตให้ประชาชนเข้าถึงทั่วประเทศแล้ว

“ปัจจุบันประเทศไทยตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งนี้สังคมต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ในการใช้ออนไลน์ สร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งในระดับครอบครัว โรงเรียน และปัจเจกบุคคล โดยไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กต้องเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น เพื่อสร้างสังคมอินเทอร์เน็ตสีขาว” นายพิเชฐ กล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง การสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตจึงสำคัญ ขณะเดียวกันภาครัฐต้องสร้างสมดุลในการกำกับดูแล ไม่ให้กระทบต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วย โดยการประชุมนานาชาติครั้งนี้จะมีการสรุปการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ ประมวลผล รวบรวมเป็นเอกสารส่งต่อให้กับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางความปลอดภัยจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตในยุคดิจิทัล เป็นแนวทางในการสร้างมาตรการระวัง ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

ด้าน นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า กล่าวว่า ผลกระทบด้านลบจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตในแต่ละช่วงวัย พบว่ามีปัญหาแตกต่างกันไป โดยการใช้งานในกลุ่มเด็กประถม พบปัญหาการถูกโจมตีจากมัลแวร์ กลุ่มเด็กมัธยมพบปัญหาการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และผู้ใช้งานยุคเบบี้บูม พบปัญหาการไม่รู้เท่าทันข้อมูลออนไลน์ มีการแชร์ข้อมูลเท็จ ดังนั้นการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตต้องให้ความรู้ในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเอ็ตด้ามีโครงการสร้างการรับรู้จากการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในระดับโรงเรียน อาทิ โครงการ School Camp ในโรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมสำหรับเยาวชน ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องทุกปี

บิตคอยน์-อีวีร่วมวง ไทยแลนด์โมบายฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 06:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539573

บิตคอยน์-อีวีร่วมวง ไทยแลนด์โมบายฯ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

งานมหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดของไทยคงหนีไม่พ้น ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 29 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-18 ก.พ. 2561 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นงานแรกของปีที่น่าจะสะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคได้ไม่น้อย

ย้อนหลังไปในการจัดงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 28 ในปี 2560 พบว่า ทุกค่ายกวาดรายได้รวมกันไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท และทุกครั้งที่จัดงานจะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ทุกปี

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวในวันที่ 15-18 ก.พ.ครั้งนี้ แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่และบูธที่มาร่วมงาน แต่เชื่อว่าจะยังมีกระแสที่ดีอยู่ และมีการเพิ่มพื้นที่การจัดงานโซน C ล่าง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะมีบริษัท คอมเซเว่น มาเปิดบูธในงานเป็นครั้งแรก รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า อีวี และแน่นอนว่าแอกเซสซอรี่และสินค้าไอทีลดราคาก็ยังมีเช่นเดิม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาเรื่องแนวโน้มของสกุลเงินดิจิทัลจากผู้เชี่ยวชาญด้านบิตคอยน์และคริปโตเคอเรนซี่ ขณะที่พื้นที่ในโซนพลาซ่าจะมีแบรนด์หัวเว่ยและโนเกียเข้ามาเพิ่มเติมแทนที่บูธ ของออปโป้และวีโว่ที่มีการเปลี่ยนแผนไม่เข้าร่วมกิจกรรมภายในงานแต่ยังคงมีสินค้ามาวางจำหน่าย

ด้าน ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ กล่าวว่า การไม่เข้าร่วมงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ในปีนี้ เพราะเป็นการปรับกลยุทธ์ใหม่ ขณะที่สินค้าของ ออปโป้มีวางจำหน่ายภายในงานอยู่แล้ว รวมทั้งลูกค้าหาซื้อสินค้าของออปโป้ได้ในทุกช่องทาง

ขณะเดียวกัน บริษัทประเมินกำลังซื้อว่าจำนวนเครื่องอาจไม่โตมากนักแต่เม็ดเงินเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีเสี่ยวหมี่เข้ามาทำตลาดในระดับราคาใกล้เคียงกันก็ไม่น่าจะกระทบกับลูกค้าที่เชื่อมั่นในคุณภาพของแบรนด์ รวมทั้งต้องจับตาดูว่าในระยะยาวจะทำได้ดีแค่ไหน

เช่นเดียวกับ กันตวีร์ แสงสายผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นูเบีย ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทไม่ได้มองว่าเสี่ยวหมี่จะเป็นคู่แข่งแม้ราคาขายจะใกล้เคียงกัน แต่ก็อยู่ที่แฟนของแต่ละแบรนด์ ฟีเจอร์และคุณภาพของเครื่อง แม้ว่าลูกค้าที่เลือกใช้สมาร์ทโฟนราคาระดับกลางคือ 5,000-7,000 บาท จะเป็นกลุ่มคนที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยกว่าคนที่ใช้สมาร์ทโฟนแบรนด์ดังรุ่นเรือธง

การร่วมงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งนี้จะเป็นการขายรุ่นเก่าเน้นโปรโมชั่นพิเศษมากกว่า เพราะตามปกติกำลังซื้อช่วงต้นปีจะแผ่วกว่าช่วงกลางปลายปีที่มีการวางขายรุ่นใหม่ๆ ทำให้ลูกค้าสนใจและอยากเปลี่ยนเครื่องใหม่ แต่ก็เชื่อว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น หรือ COM7 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยออกงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป เพราะบริษัทมีการจัดงานเคลียแรนซ์อยู่แล้ว แต่แผนธุรกิจของบริษัทที่เน้นในกลุ่มมือถือแบบเต็มรูปแบบมากขึ้น จึงตัดสินใจเข้าร่วมงานเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์คอมเซเว่นเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทมีสินค้าไอทีเกือบทุกประเภทมาวางขาย ไม่ว่าจะเป็นมือถือ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ไอโฟน ไอแพด เป็นต้น เพราะมีพื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. ซึ่งกว่า 50% จะเป็นการขายเคลียแรนซ์ สินค้าไฮไลต์ในปีที่ผ่านมา รวมทั้งกิจกรรมนาทีทอง โดยตั้งเป้ายอดขายในงาน 50 ล้านบาท

ถือว่าเป็นงานที่จะชี้วัดกำลังซื้อสินค้าไอทีช่วงต้นปีก็ว่าได้

ดีอี-กสทช.ลุยตรวจสอบสื่อออนไลน์เปิดให้คนโหวตหลังมีผู้ร้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 20:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539567

ดีอี-กสทช.ลุยตรวจสอบสื่อออนไลน์เปิดให้คนโหวตหลังมีผู้ร้องเรียน

กระทรวงดีอี-กสทช.ตรวจสอบสื่อออนไลน์เปิดให้คนโหวตหลังมีผู้ร้องเรียนถูกแอบอ้างชื่อไปร่วมโหวต พร้อมส่งเสริมประชาชนตระหนักต่อการแสดงความคิดเห็น

น.อ. สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) และนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกันว่า ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการแสดงความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ รวมถึงเว็บไซต์ที่เปิดให้มีการโหวตต่างๆ ที่ออกมาต่อสาธารณะ ซึ่งขณะนี้มีความเห็นแบ่งเป็นหลายฝ่าย บางกลุ่มก็เป็นกลุ่มที่เห็นด้วย บางกลุ่มก็เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย โดยมีการร้องเรียนว่าบางเว็บไซต์มีการปิดการโพสต์ในกลุ่มของตัวเองลง บางกลุ่มก็ร้องเรียนว่า ชื่อของคนที่อยู่ในกลุ่มที่สนับสนุนไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นการแอบอ้างชื่อของบุคคลอื่นไปร่วมโหวต หรือแสดงความคิดเห็นแทน

ในเรื่องนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และสำนักงาน กสทช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย (ISP) ได้มีการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอด ตามที่ประชาชนได้มีการส่งเรื่องร้องเรียนมาโดยตรง รวมถึงที่ได้มีการโพสต์แชร์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สาธารณะที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย หรือเว็บไซต์อื่น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงาน กสทช. ได้มีการประชุมหารือถึงข้อร้องเรียนต่างๆ เมื่อวานนี้ ( 6 ก.พ. 2561) โดยได้ข้อสรุปว่าเห็นควรที่จะแจ้งแนวทางการดำเนินการที่จะดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้ช่วยนำไปเผยแพร่เป็นข้อมูลให้กับประชาชน ดังนี้

1. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงาน กสทช. จะร่วมกันในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวตามข้อร้องเรียน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะเข้าไปขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องทุกอย่างเพื่อมาวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง

2. ขอให้ประชาชนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงก่อนแสดงความคิดเห็น หรืออย่าเพิ่งเชื่อในข่าวที่ปรากฏออกไป จนกว่าจะมีการตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นถูกต้อง ชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบ ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองอย่างที่ผ่านมา ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงาน กสทช. จะพยายามสร้าง และผลักดันให้ประชาชนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์ทั่วไป ว่าการจะแสดงความเห็น หรือการโพสต์ข้อความใดๆ ก็ตาม ควรมีการตรวจสอบว่าข้อมูล หรือความเห็นที่ได้รับมานั้น มีความถูกต้องมากน้อยแคไหน ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ เพราะการโพสต์ข้อความ หรือการแสดงความเห็นต่างๆ อาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้

บิตคอยน์หลุด6,000 จีนแบนเว็บเทรดตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539487

บิตคอยน์หลุด6,000 จีนแบนเว็บเทรดตปท.

บิตคอยน์ดิ่งสุด 4 เดือน หลังจีนเล็งบล็อกเว็บเทรดต่างชาติ ขณะสหรัฐไต่สวนเข้ม

ราคาซื้อขายบิตคอยน์ในตลาดฮ่องกงวานนี้ปรับตัวลงกว่า 16% จากวันก่อนหน้า แตะ 5,992 ดอลลาร์สหรัฐ/หน่วย หรือต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2017 ก่อนจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 6,103 ดอลลาร์/หน่วย ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อาทิ ริปเปิล อีเทอร์ และบิตคอยน์ ทยอยปรับตัวลงตามอย่างน้อย 14%

รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลนิวส์ของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างประเทศที่ให้บริการซื้อขายเงินดิจิทัลและออกเหรียญเสนอขายครั้งแรก (ไอซีโอ) รวมถึงจะระงับการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ที่ให้บริการเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อไร

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะนับเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงเงินดิจิทัลของจีน สกัดไม่ให้ประชาชนหันไปเทรดเงินดิจิทัลในเว็บไซต์ต่างประเทศ หลังรัฐบาลเริ่มบล็อกตลาดเทรดเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ในประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว

ด้านประธานคณะกรรมการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าโภคภัณฑ์สหรัฐ (ซีเอฟทีซี) และประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (เอสอีซี) ได้ให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านธนาคารวุฒิสภาสหรัฐ กรณีการเพิ่มมาตรการกำกับดูแลการเทรดเงินดิจิทัล และการคุ้มครองผู้บริโภคจากความผันผวน การฉ้อโกง และภัยไซเบอร์

เอไอเอสกำไรปี 2560 ร่วง 1.9%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 07:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539308

เอไอเอสกำไรปี 2560 ร่วง 1.9%

เอไอเอสกำไรปี 2560 เท่ากับ 3 หมื่นล้าน ลดลง 1.9% จากปี 2559 คงปันผล 70% ของกำไร

น.ส.สุนิธยา ชินวัตร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) แจ้งว่า สิ้นปี 2560 บริษัทมีกำไร 30,077 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากปี 2559 หรือมีอัตรากำไรสุทธิ 19.1%

ทั้งนี้ จากผลประโยชน์ทางภาษีจากเงินลงทุนที่บริษัทใช้ไปในปี 2559 และ ปี 2560 ซึ่งต้องทยอยรับรู้ผลประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี จะทำให้อัตราภาษีเงินได้สุทธิอยู่ที่ประมาณ 16% จนถึงปี 2563 ในปี 2560 กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) อยู่ที่ 70,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น อัตรากำไรอีบิตดา เพิ่มขึ้นเป็น 44.7% ดีกว่าคาดการณ์ อยู่ที่ 42-44% และเพิ่มขึ้นจาก 39.9% ในปีก่อน

อย่างไรก็ดี ไตรมาส 4 บริษัทมีกำไรสุทธิ 7,701 ล้านบาท ยังคงเติบโต 19% เทียบกับปีก่อน และเติบโต 3.1% เทียบกับไตรมาสก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 18.7% การทำกำไรดีขึ้นต่อเนื่องขึ้น ทำให้อีบิตดาเติบโต 23% เทียบกับปีก่อน และเติบโต 4.9% เทียบกับไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 18,454 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรอีบิตดา 44.8% แม้ว่าค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุน

นอกจากนี้ คาดการณ์ปี 2561 เมื่อรวมบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟร์ (CSL) รายได้การให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย จะเติบโต 7-8%

นอกจากนั้น คาดว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม จะอยู่ที่ 45-47% จากแนวโน้มของรายได้ที่เติบโต และการบริหารต้นทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่าย งบลงทุนที่เป็นเงินสดจะลดลงจากปีก่อน และอยู่ในกรอบ 3.5-3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะขยายโครงข่าย 4จี และการลากสายไฟเบอร์เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน และคงจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิ

อย่างไรก็ตาม บริษัทจ่ายปันผลเป็นเงินสดงวดครึ่งหลังปี 2560 หุ้นละ 3.57 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลวันที่ 9 เม.ย. 2561 วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 5 เม.ย. 2561 และจ่ายปันผลวันที่ 26 เม.ย. 2561 รวมถึงการทำคำเสนอซื้อหุ้น CSL โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) หุ้นละ  7.80 บาท เพื่อเพิกถอนออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน

เปิดกลยุทธ์ไลน์ มุ่งฟินเทค-เอไอต่อยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 06:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/539297

เปิดกลยุทธ์ไลน์ มุ่งฟินเทค-เอไอต่อยอด

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

แม้ว่าไลน์ในประเทศไทยจะเป็นบริการ ที่มีการเติบโตมาก เพราะคนไทยใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั้งในเชิงธุรกิจและการใช้งานทั่วไป แต่การประกาศจัดตั้งบริษัทใหม่ LINE Financial Corporation ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเป็นก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่งของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการสื่อสาร

กลยุทธ์ของไลน์ สำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่น ประกาศออกมาในปีนี้จะเน้น 3 เรื่องด้วยกัน คือ ธุรกิจโฆษณา ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูลหลักในญี่ปุ่น เพิ่มการติดต่อ กับผู้ใช้งานเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น  พร้อมตั้งเป้าไว้ว่าจะสำเร็จได้ทั้งในญี่ปุ่น และนอกประเทศ

นอกจากนี้ ไลน์จะเดินหน้าเรื่องธุรกิจการเงินหรือฟินเทคมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านไลน์ วอลเล็ต สะดวกขึ้น โดยจะเชื่อมต่อการใช้จ่ายผ่านไลน์เพย์ รวมทั้งการตั้งบริษัทใหม่ ไลน์ ไฟแนนเชียล เพื่อช่วยด้านบริการข้อมูลและนำเสนอการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ใช้งานและเป็นพื้นฐานเตรียมตัวให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ การเทรดเงินเสมือนหรือเวอร์ชวลเคอเรนซี ธุรกิจกู้ยืมและธุรกิจประกัน โดยเริ่มต้นเงินทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านเยน หรือ 1.2 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารของไทยมีความกังวลว่าการเข้ามาจับธุรกิจฟินเทคของไลน์นั้น จะกระทบกับการผลักดันให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านมือถือมากขึ้น ทั้งคิวอาร์โค้ด พร้อมเพย์ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะคนไทยยังไม่กล้าใช้จ่ายผ่านมือถือเนื่องจากกังวลในเรื่องความปลอดภัย แต่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรืออี-คอมเมิร์ซ กล่าวว่า ต้องมองภาพย้อนกลับไปก่อนว่า ก่อนหน้านี้ไลน์ประเทศไทยเคยทำไลน์เพย์มาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้ต้องไปร่วมมือกับแรบบิท จนกลายเป็นแรบบิทไลน์เพย์ แต่ก็ยังมีการใช้งานไม่มากนัก อาจเป็นเพราะผู้ใช้งานยังไม่คุ้นชินกับการใช้จ่ายผ่านมือถือทำให้ไม่บูม

“แม้ว่าการเข้ามาของไลน์เพย์จะเคยเป็นสิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกังวล แต่ก็อย่าเพิ่งให้น้ำหนักมากไป เพราะพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ของคนไทยยังไม่เหมือนต่างประเทศทั้งหมด” ภาวุธ กล่าว

ขณะที่การประกาศจัดตั้งบริษัทใหม่ ไลน์ ไฟแนนเชียล คอร์ปอเรชั่น ขึ้นมา น่าจะเป็นจังหวะเหมาะ เพราะที่ญี่ปุ่นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางไลน์เพย์เติบโตมาก โดยมียอดการทำธุรกรรมทั่วโลกมากกว่า 4.5 แสนล้านเยน หรือประมาณ 1.28 แสนล้านบาท จำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก

ดังนั้น ประเทศไทยและอินโดนีเซียที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากเป็นอันดับ ต้นๆ ย่อมเป็นประเทศที่ไลน์อาจ ผลักดันบริการนี้เข้ามาให้ใช้งานเพิ่มเพื่อมูลค่าการซื้อขาย แต่ต้องรอดูว่าจะมีแผนธุรกิจเป็นไปในทิศทางใด เพราะการบริหารงานของไทย กับญี่ปุ่นจะแยกกัน จึงเป็นเหตุผลให้ ผู้บริหารในไทยอาจกำลังรอดูจังหวะที่เหมาะสมก่อน

กลยุทธ์สุดท้ายที่ไลน์จะทำคือเรื่องของธุรกิจเอไอที่พัฒนาจากการเก็บข้อมูลของสังคมผู้ใช้งานไลน์ในแพลตฟอร์มทั้งหมด เพื่อให้รับทราบพฤติกรรมมนุษย์ทั้งเสียงพูด ฟังเพลง ดูทีวี อ่านข่าวสาร ฟังวิทยุและการค้นหา และจะนำมาวางขายในรูปแบบไลน์ ดีไวซ์ ที่ประกอบไปด้วย ลำโพง Clova WAVE, Clova Friends, หูฟัง MARS และอุปกรณ์การจดจำเสียงในปีนี้

ต้องจับตาก้าวเดินของไลน์ว่าจะเข้ามาเขย่ารูปแบบการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคไทยได้มากน้อยขนาดไหน