สบายดี! จินนาลี นรสิงห์ มิสแกรนด์ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/511774

สบายดี! จินนาลี นรสิงห์ มิสแกรนด์ลาว

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

มิสแกรนด์ลาวคนล่าสุด หรือจะเรียกให้ถูก คือ มิสแกรนด์ลาวคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติลาว ประจำปี 2560 จินนาลี นรสิงห์ หรือฟ้าใส อายุ 18 ปี ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ปลายปีนี้ ฟ้าใสจะเป็นตัวแทน สปป.ลาว เพื่อเดินทางไปประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลที่เวียดนามด้วย มาทำความรู้จักเธอกัน

ฟ้าใสพูดคุยพร้อมรอยยิ้มสดใสสมชื่อ หลังรับตำแหน่งเธอเดินทางมาเยี่ยมสื่อมวลชนที่บริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น (Mushroom) อาคารบางกอกโพสต์ คลองเตย กรุงเทพฯ ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงชีวิตและความใฝ่ฝัน รอยยิ้มเสียงหัวเราะ ประสบการณ์น่าสนุกจากเวทีประกวด

ฟ้าใสเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนนานาชาติเกียรติศักดิ์ (Kiettisack International School) ที่เวียงจันทน์ เป็นบุตรสาวคนโต และมีน้องสาวอีก 2 คน ครอบครัวทำธุรกิจค้าขายจัดจำหน่ายรถคูโบต้า ก่อนเข้าประกวด เธอเตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศสิงคโปร์ด้านจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม แผนการเรียนต่อต่างประเทศอาจถูกเลื่อนออกไปก่อน เพราะฟ้าใสต้องทำภารกิจของมิสแกรนด์ลาวให้ลุล่วง โดยเฉพาะการขึ้นประกวดบนเวทีนานาชาติครั้งแรกของลาวที่เวียดนามในเดือน ต.ค.นี้

“การเป็นมิสแกรนด์ลาวเป็นสิ่งเหนือความคาดหมาย ทั้งที่ทีแรกบ่อยาก แค่คึดว่าอยากหาประสบการณ์ ส่วนตัวเป็นคนมักลอง การประกวดนางงามครั้งนี้เพื่อหาประสบการณ์ใส่ตัว”

ฟ้าใส เล่าว่า เข้าประกวดมิสแกรนด์ลาวเพราะนึกสนุก เพื่อนฝูงชวนไปก็มักไป เป็นเรื่องของการรับคำชวน รับคำท้าทาย หากเมื่อได้เข้าไปมีโอกาสในจุดนั้น ก็คิดว่าเข้าไปแล้วต้องลองหรือทดลองให้ถึงที่สุด

เวทีประกวดมิสแกรนด์ลาวจัดขึ้นที่โรงแรมรัศมี เวียงจันทน์ กองประกวดมีระยะเวลาให้เข้าเก็บตัวประมาณ 2 สัปดาห์ จากสาวสวยผู้ร่วมประกวดทั่วประเทศกว่า 100 คน คัดเหลือ 20 คน ฟ้าใส เล่าให้ฟังว่า ช่วงระยะเวลาที่ได้เก็บตัวร่วมกับหมู่เพื่อน ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความประทับใจ

“ตอนกลางวันเฮาได้ฝึกย่าง ฝึกบุคลิกภาพ ฝึกทัศนคติ แต่พอตกแลงปึ๊บ (ทันทีที่ตกเย็น) พวกเฮาต่างเป็นตัวของตัวเอง เหมือนจับเด็ก 17 คนมาอยู่ด้วยกัน บ่มีหยังมากกว่าความเป็นเพื่อน พวกเฮากินบักหุ่ง กินข้าวเหนียว พูดคุยสนุกสนาน” ฟ้าใส เล่า

เรื่องการประกวดบนเวทีประชันความงาม ฟ้าใส เล่าว่า เบื้องหน้าคือสปอร์ตไลต์ที่ส่องตรงมา หมายถึงความคาดหวังที่นางงามทุกคนฮู้ว่า คนหวังจากเฮามากกว่าที่เฮาหวัง ฟ้าใส บอกว่า เธอไม่ได้ “เฟก” ไม่ได้ปรุงแต่งเป็นอย่างอื่น หากดึงความดีของตัวเองออกมาให้มากที่สุด

สัดส่วนคือ 33/25/35 น้ำหนัก 55 กิโลกรัม ความสูง 173 เซนติเมตร เจ้าตัวเล่าว่า บ่ถือสาถึงเรื่อง “ตัวเลข” เธอบอกว่า “เฮาบ่สน” สนแต่ว่าเมื่อดูโดยรวมแล้วดูดี สนอันนี้มากกว่า ช่วงนี้พยายามงดรับประทานของหวาน หักห้ามใจตัวเองเพราะชอบกินของหวานมาก (ทำตาโตย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “ฮู้จักบิงซูบ่” เป็นของหวานที่เธอชอบกิน)

“ชักเริ่มดีใจที่เป็นคนสูง เมื่อก่อนแปลกหมู่ สูงกว่าหมู่มาตลอด ตอนนี้ได้ฮู้ข้อดีของมัน คือ กินแล้วบ่อ้วนเท่าไร”

สวยสตรองสิมั่น ฟ้าใส เล่าว่า เทรนด์ความงามเปลี่ยนแปลงไป เธอเป็นคนหนึ่งที่ชอบสวยสตรอง หรือสวยแบบแข็งแรง มีกล้ามเนื้อมากกว่าสวยแนวอรชรอ้อนแอ้น อยากมีซิกซ์แพ็ก อยากมีกล้ามท้องนิดๆ ไอดอลของฟ้าใสเป็นเพื่อนผู้เข้าร่วมประกวดจากเวทีเดียวกัน “พูนทรัพย์ พลโยธา” ซึ่งได้ตำแหน่งรองมิสแกรนด์ลาวจากการประกวดครั้งเดียวกันนี้ สำหรับซิกซ์แพ็กที่มุ่งมั่นอยากมี ไม่น่ามีปัญหา ฟ้าใส เล่าว่า เทรนเนอร์ประจำตัวของเธอ “เข้มหลายอยู่”  ใจดีและฮักเฮาเหมือนลูกแต่โหด (หัวเราะเสียงใส)

“วินาทีนี้ คือ ต้องเฮ็ดให้ดีที่สุด เฮ็ดให้เต็มที่ที่สุดแล้วเฮาจะบ่เสียใจ”

เมื่อถูกถามว่า ได้ทำศัลยกรรมความงามหรือไม่ ฟ้าใสตอบตรงๆ ว่า ทำตาและทำจมูก ได้แก่ กรีดตาสองชั้น ส่วนจมูกได้ทำศัลยกรรมให้โด่งขึ้น การประกวดความงามของลาวได้รับความนิยมสูง เพียงแต่ประชาชนยังไม่ถึงขั้นร้องกรี๊ดเมื่อเห็นนางงาม ส่วนใหญ่แสดงความสนใจ ติดตามข่าวสาร ฟอลโลว์เพจส่วนตัวของนางงามบ้าง มักแชต มักคอมเมนต์ มักให้กำลังใจ พูดคุย ติดตามความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ (fb:chinnalyfasai)

การประกวดในเวทีประเทศลาวจะไม่มีการใส่ชุดว่ายน้ำ นางงามใส่เสื้อยืดรัดท่อนบนหรือเกาะอก และใส่กางเกงขาสั้น รสนิยมด้านความงามในประเทศลาวคล้าย ๆ กับไทย คือ มักคนผิวขาว แต่เดี๋ยวนี้ก็มีหันมาชอบคนผิวสีแทนบ้าง ประชาชนชอบความอ่อนหวานและความนิ่มนวล สะท้อนความเป็นแม่หญิงลาวที่รักในขนบประเพณีที่งดงามและเก่าแก่ ทัศนคติต่อความงามระหว่างไทยกับลาว ฟ้าใส บอกว่า ก็มีทั้งที่แตกต่างกันและที่เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ คือ ข้อกำหนดการประกวดของลาวจะมีข้อเคร่งครัดกว่าไทย และมีรายละเอียดกว่า เช่น ให้ใส่หยัง บ่ให้ใส่หยัง

ฟ้าใสได้รับรางวัล 50 ล้านกีบ หรือ 6.5 แสนบาท รวมทั้งมงกุฎและสายสะพาย เมื่อชนะการประกวด สิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับตัว หมายถึงปรับทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะเดิมพันคือเวทีนานาชาติครั้งแรกของลาว อย่างน้อยที่สุดฟ้าใสตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ความพร้อมด้านภาษาคือปัจจัยหนึ่ง “บ่ได้หมายว่าเก่ง แต่เฮามีพื้นฐานมาก่อน ก็คิดว่าจะบ่มีปัญหาหยัง” โรงเรียนนานาชาติทำให้เธอพูดภาษาอังกฤษและสื่อสารได้คล่องแคล่ว นอกเหนือจากนั้นคือความรู้ที่นางงามต้องพร้อมสรรพ ทั้งความรู้ในประเทศ ความรู้ต่างประเทศ ปัจจุบันอนาคต

ต้นแบบนางงามของฟ้าใสเป็นใครอยากรู้ หนึ่งในนั้นคือ แพม-เปมิกา มิสแกรนด์ไทยแลนด์คนล่าสุด มักที่อัธยาศัยและเป็นกันเองกับหมู่ขนาด อีกหนึ่งคือไอดอลสาวชาติลาว รองมิสแกรนด์ลาว 2017 มิมี หรือพูนทรัพย์ ที่มิตรภาพความเป็นกันเองประทับใจฟ้าใสมาตลอด “ข้ามฟากมายังฝั่งไทย ถ้าเป็นดารา ฟ้าใสมัก อั้ม-พัชราภา และชอบสายแข็งแบบ ปู-ไปรยา รวมทั้ง “ครูเงาะ” ผู้เป็นไอดอลด้านจิตวิทยา โค้ชคนเก่งเกี่ยวกับวิธีคิดวิธีมองโลกแบบบวกบวก”

ทุกเวทีนางงามไม่ต่างกัน เวทีมิสแกรนด์ลาวก็เช่นกัน นั่นคือทุกคนกระหายมงกุฎ การแข่งขันดุเดือดและกดดัน หากเบื้องหลังของพลังที่ซ่อนอยู่ของสาวน้อยคนนี้ก็คือความตั้งใจ มิสแกรนด์โดยคอนเซ็ปต์คือความอลังการและความแซ่บ (ฟ้าใสแอบยิ้ม) โปรแกรมการถ่ายทอดสัมปทานเวทีประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลในลาวช่วงนี้ บอกได้คำเดียวว่าคึกคัก ชาวลาวแทบทุกคนเฝ้ารอลุ้นนางงามชาติตัวเองบนเวทีอินเตอร์แนชันแนลครั้งแรกอย่างใจจดจ่อ

…กล้าเปิดใจ และเรียนรู้ที่จะเข้าให้ถึงผู้อื่น…นี่อาจคือคุณสมบัติสำคัญของมิสแกรนด์ลาวคนนี้ ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยสัมภาษณ์กันในวันนี้ก็บอกได้เลยว่า เธอกล้าที่จะแสดงออกความเป็นตัวของตัวเธอบนเวทีการประกวดแน่

“เฮาเป็นคนแปลก เฮามีความคิดที่แปลก เฮากล้าแสดงออก ความบ่เหมือนใครนั่น คือสิ่งที่เฮาเป็น”

 

สุริวิภา กุลตังวัฒนา ถอดประสบการณ์ สร้างพิธีกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 14:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510847

สุริวิภา กุลตังวัฒนา ถอดประสบการณ์ สร้างพิธีกรรุ่นใหม่

โดย…มัลลิกา นามสง่า ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์หากไม่ใช่ตัวจริง ทำงานไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวเลข 32 ปี ซึ่งบ่งบอกระยะเวลายาวนานของการทำหน้าที่พิธีกรรายการโทรทัศน์ คงจะไม่ปรากฏชื่อ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา

ไม่ว่าจะรายการแนวไหน วาไรตี้ขายเสียงหัวเราะ ทอล์กโชว์ดราม่าเข้มข้น เกมโชว์ที่ต้องควบคุมผู้แข่งขันสุดชุลมุน จะคุยให้ฮาหรือเอาสาระเธอก็ทำหน้าที่พิธีกรได้หมด เยี่ยงนี้ชื่อชั้นของหนูแหม่ม หรือ สุริวิภา เมื่อเอ่ยถึงบทบาทที่เธอทำ จึงเป็นที่ยอมรับ

ขายความสามารถ ขายประสบการณ์ไม่ได้ขายชีวิต

ชื่อเสียงที่ได้มา ไม่ได้มาอย่างสายฟ้าแลบ แต่เพาะบ่มจากการทำงานมาหลายปี จนขึ้นชั้นเป็นพิธีกรหญิงแถวหน้าของเมืองไทย ทว่าสิ่งที่ยากกว่าการเป็นที่ยอมรับ ก็คือการรักษามาตรฐานการทำงาน และพัฒนาให้ดีขึ้น มิเช่นนั้น ชื่อเสียงที่ได้มาก็อันตรธานได้เช่นกัน

อยู่มานานขนาดนี้ ไม่ใช่ยุคที่จะมาน้ำขึ้นให้รีบตัก การมีงานทำอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ดีที่สุดในแต่ละงานนั้น สำคัญยิ่งกว่าจำนวนรายการ

ปัจจุบันหนูแหม่ม ทำหน้าที่พิธีกร รายการ ศึก 12 ราศี ทอล์คทะลุดาว ตลาดสดพระราม 4 แหม่มบ๊อบจ๊อบแจ๊บ อบจ.มหาสนุก และ WeKid Thailand เด็กร้องก้องโลก

“จันทร์ถึงศุกร์ช่วงเช้า 1 ชั่วโมง เป็นเวลาของรายการสดแหม่มบ๊อบจ๊อบแจ๊บ หลังจากนั้นก็เป็นรายการต่างๆ ให้วันหยุดตัวเอง 2 วัน เสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกๆ วันมีเวลาให้ออกกำลังกาย นอนต้อง 8 ชั่วโมง หนูแหม่มมีปัญหาน้ำในหูไม่เท่ากัน ต้องกินยา และมีปัญหากับการนอน มีเสียง มีแสง นอนไม่ได้เลย นอน 7 ชั่วโมง ตื่นมายังเบลอ

ตอนนี้สตริกต์กับเวลามาก เมื่อก่อนไม่จัดสรรเวลาเลย อะไรพาไปก็ขึ้นกับเนื้องาน พอถึงจุดหนึ่ง อันไหนที่น่าเลือกให้ตัวเอง เมื่อก่อนเลือกไม่ได้ ตอนนี้งานเราแพลนไว้หมดแล้ว อันนี้ทำกี่ชั่วโมง มันจะเลต 2-3 ชั่วโมงได้ ไม่เป็นปัญหา แต่อย่าเลตเยอะ

เหมือนเราแพลนมีงานเช้า แล้วอีกงานหนึ่งเลิกดึก อีกงานที่รอเราอยู่ไม่ได้ผิดอะไร เขาทำไมต้องมาเจอเราหน้าเหี่ยว สมองเบลอ เขาอยากได้เราแบบเต็มศักยภาพเหมือนกัน ตอนนี้พยายามรับงานเดียวต่อวัน จะได้ทำเต็มที่ ไม่ใช่หนูแหม่มไม่มีศักยภาพในการจำ แต่ไม่จำเป็นต้องมาจำอะไรอินุงตุงนังไปหมด ทำให้ดีเป็นอย่างๆ

อย่างงานอีเวนต์หนูแหม่มก็ไม่ค่อยรับ เพราะค่าตัวยังคิดเรตเดียวกับรายการทีวี ซึ่งมันแพง ตอนนี้มีเด็กรุ่นใหม่เยอะ หลายคนอาจค่าตัวแซงเรา หรือคนที่ค่าตัวถูกก็มี ดังนั้นคนจ้างก็มีตัวเลือกเยอะ หนูแหม่มก็เลือกในงานที่เหมาะกับเราไม่ได้รับทุกอย่าง”

ไม่ต้องการหนูแหม่ม(คนที่)สอง

หลายครั้งที่เดินบนเส้นทางพิธีกร เจอเด็กรุ่นใหม่หลายคนมักเข้ามาทักว่า “อยากเก่งแบบพี่หนูแหม่ม” “อยากเป็นพิธีกรได้อย่างพี่หนูแหม่ม” “พี่หนูแหม่มทำยังไงถึงพูด ถามได้คล่อง” หลายคำถามประเดประดังเข้ามา ทั้งจากผู้ที่ยังไร้ประสบการณ์ และพิธีกรป้ายแดง

ทุกอย่างที่แนะนำกันก็เหมือนพี่สอนน้องทั่วๆ ไป แต่แค่คำบอกซึ่งเสมือนให้กำลังใจ เคล็ดลับเด็ด คำคมอะไร ก็คงไม่ได้มีส่วนช่วยให้คนตั้งคำถามสมดั่งความตั้งใจได้ เพราะสิ่งที่หนูแหม่มเป็นอย่างในวันนี้ ก็ใช้เวลาสร้างสมมา

สิ่งหนึ่งที่เธออยากจะบอก คือ “ไม่ได้อยากให้ใครเป็นหนูแหม่มสอง หนูแหม่มเคยเห็นพิธีกรหลายคนที่ก๊อบปี้คนนี้มาเลย ทำงานมีสไตล์เหมือนกัน หรือถูกคนนี้สอนออกมาก็ทำงานแบบเดียวกัน ซึ่งมันดูออกว่าคนนี้มีคาแรกเตอร์ของใครสวมอยู่ หนูแหม่มคิดว่า ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ และเป็นได้ดีกว่าด้วย ทุกคนมีเส้นทางตัวเองแต่ต้องหามันให้เจอ”

จากคำถามมากมาย ประจวบกับได้มีช่วงเวลาคิดทบทวนบทบาทชีวิตที่ผ่านมา หนูแหม่มจึงเกิดประกายความคิด อยากสอนคนที่สนใจเป็นพิธีกร

“ทำพิธีกรมาหลายรายการ มานั่งคิดมันสุดทางพิธีกรเราแล้วหรือเปล่า เพราะผ่านมา 30 กว่าปี ทำมาหมดแล้ว ก็คิดว่า เด็กรุ่นใหม่มีมาเรื่อยๆ แล้วเราจะยืนจุดนี้ได้นานแค่ไหน ความคิด คำพูดเราอาจไม่ทันสมัย เหมือนหนังสือที่ล้มหายตายจาก คนไม่ค่อยสนใจ หลังจากนี้เราจะทำอะไร เรามีอะไรในตัวที่พอจะทำอย่างอื่นอีกได้

ก็ได้สังเกตคนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามาในวงการเรื่อยๆ ทั้งน้องๆ ที่โตตามเรามา และที่มาแบบ จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาเลย บางคนเก่ง พูดได้หลายภาษา เราเสียอีกพูดได้ภาษาเดียว เวลาสัมภาษณ์แขกรับเชิญต่างชาตินั่งหดเลย สู้น้องๆ ไม่ได้ แต่ทำไมน้องเขาอายุงานสั้น ทำไมทำแป๊บเดียวเลิก เสียดายความสามารถ บางคนอาจรักงานพิธีกรแต่ทำไม่ถูกทาง เกิดจากอะไร

จึงคิดได้ว่า สิ่งที่หนูแหม่มมีคือ ประสบการณ์เป็นพิธีกร ถ้าเมื่อก่อนคงถ่ายทอดเป็นหนังสือ แต่ตอนนี้คนไม่นิยมอ่านหนังสือ ก็ดูว่าเดี๋ยวนี้คนเขาทำอะไรกัน มีไลฟ์โค้ชเยอะแยะไปหมด หนูแหม่มก็หาสะเปะสะปะไป

หนูแหม่มอยากสอนคนให้เป็นพิธีกร เอาประสบการณ์ของเรามาสอน และไม่เคยมองตัวเองเป็นโค้ช แค่อยากสอนแบบของตัวเอง แต่ยังไม่รู้จะใช้หลักการไหนสอน กลัวว่าเราจะเอาภาพเราไปยัดให้คนเป็นหนูแหม่มสอง แล้วน้องๆ ก็ออกมาเป็นบล็อกเดียวกัน”

หนูแหม่มใช้เวลาอยู่นาน เหมือนคนมีของแต่ไม่รู้จะปล่อยของวิธีไหน ที่จะให้ผู้รับได้ประโยชน์สูงสุด เธอได้ไปพบโค้ชหลายคน อ่านหนังสือหลายเล่มเพื่อเป็นแนวความคิด จนในที่สุดก็ได้พบกับครูอลิสา โลหิตนาวี

“หาหนทางหลายแนวมาก แต่อะไรที่แนวมหัศจรรย์มากหนูแหม่มรู้สึกไกลตัว อย่างหนังสือเดอะพาวเวอร์ อ่านแล้วมาปรับใช้กับตัวเราให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ไม่ใช่เอามาย่อยมาสอน หนูแหม่มไปหาอาจารย์บางคนเก่งมากแต่ไม่ใช่ทางของเรา จนเจอครูอลิสา

เริ่มจากหลาย 10 ปีที่แล้วครูสอนอิมเมจ แล้วสอนอีกหลายเรื่อง เป็นผู้หญิงที่โคตรเก่งในเมืองไทย สามารถสอนจับโกหกได้ แล้วครูมีคอร์ส ชื่อ Diploma สอนการเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่ใช้คำพูด หนูแหม่มก็สนใจ

แล้วคอร์สนี้ไม่ใช่มีเงินก็เรียนได้นะคะ ครูต้องเลือกเราด้วย ครูสัมภาษณ์ รู้จักครูได้ไง อยากเรียนไปทำอะไร เรียนไปสอนออนไลน์หรือเปล่า โชคดีที่หนูแหม่มไม่มีภาพสอนออนไลน์ในหัว ก็เลยเล่าให้ครูฟังว่า หนูแหม่มมีของไม่รู้จะถ่ายทอดให้คนอื่นได้ยังไง ซึ่งครูก็โอเค คือถ้าหนูแหม่มตอบสอนออนไลน์ครูจะเอาเงินคืน ซึ่งค่าเรียน 3.5 แสนบาท เรียน 10 วัน”

ส่งต่อสิ่งที่รัก และทำมาครึ่งชีวิต

“ทั้งหมด 32 ปี กำลังถูกย่อยออกมา” หนูแหม่มเอ่ยด้วยความดีใจ เมื่อได้ผ่านการเรียนหลักสูตร Diploma

ถึงแม้ว่าครึ่งแรกของเวลาเรียนเธอจะรู้สึกว่า มาเรียนทำไม ที่ครูสอนก็รู้ๆ หมดแล้ว ทำมาหมดแล้ว แต่เมื่อตั้งใจเรียนจนจบหลักสูตร เธอก็รู้สึกหัวใจพองโต ดวงตาลุกวาวเปล่งประกาย มองเห็นหนทางที่จะถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานพิธีกรมาตลอด 32 ปี ส่งต่อให้คนที่สนใจ โดยไม่ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอย่างเธอในสมัยยังเป็นพิธีกรแบเบาะ

“เราเรียนมาถูกทางแล้ว เข้าใจว่าจะสื่อสารออกมายังไง ประสบการณ์ที่เรามีจะย่อยให้คนอื่นยังไง หนูแหม่มเรียนรู้งานพิธีกรมา 32 ปี เรียนจากสิ่งที่รัก การเรียนเกิดจากหน้างานตลอด เป็นการสะสม กว่าจะถึงวันนี้

เดี๋ยวนี้น้องๆ ไม่รอนาน เขาคิดว่า ทำมาตั้งเดือนยังไม่ดัง คนไม่ชอบ คนไม่รัก ซึ่งจริงๆ ถ้าไม่ได้เรียนจากครูอลิสา หนูแหม่มก็ไม่สามารถบอกน้องๆ ได้ว่าทำไมทำงานพิธีกรแล้วคนไม่รัก

ที่หนูแหม่มเรียนรู้มาตลอด 10 วันคือ การเคลื่อนไหวร่างกายมันบอกทุกอย่างของคนนั้น บอกว่าเขาเติบโตมาอย่างไร บอกว่าเขามีวิธีรับมือกับทุกสถานการณ์ รับมือกับคนรอบข้างและตัวเองอย่างไร

เวลาพูดเราจะทำหน้าอย่างไรก็ได้ คำพูดจะปั้นให้สวยหรูแค่ไหนก็ได้ แต่ร่างกายเราจะแสดงออกมาเองว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกับสิ่งที่เราพูด ซึ่งพอหนูแหม่มเรียนตรงนี้ก็รู้จักสังเกต ก็บอกได้ว่า ทำไมน้องถึงอยู่ในอาชีพพิธีกรไม่ได้

บางทีน้องเขาไม่เข้าใจเนื้องานของเขาจริงๆ แต่อย่างหนูแหม่มมีความอึดมากพอที่จะทำซ้ำๆ จนเราอ่านออกทำไมคนชอบ ถึงรักเรา ซึ่งมันใช้เวลานาน เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มาตลอดในการทำงาน

จริงๆ งานหลักของพิธีกร คือ ต้องฟัง ถ้าเราไม่ฟังจะถามต่อได้เหรอ เราไม่ฟังจะย่อยสรุปได้ไหม กว่าจะฟังเป็น พูดได้ ระหว่างทางการเรียนรู้เกิดขึ้นตลอด แต่น้องๆ เขาไม่ใช้เวลา ไม่มีเวลาพิสูจน์ตัวเอง และคนใหม่ๆ ก็เข้ามากันเรื่อยๆ ตอนนี้ทุกอย่างวงจรมันสั้น เราก็จะสอนตรงนี้ให้เขาได้เข้าใกล้ความเป็นพิธีกรเร็วขึ้น”

ไม่เพียงคนที่สนใจเป็นพิธีกรเท่านั้น แต่ผู้บริหาร หรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการความมั่นใจในการพูด ก็สามารถเรียนได้

“วันแรกครูให้แนะนำตัว นึกในใจสบายมาก เราเจ๋งมาก เราโฮลด์คนมาเป็นพันแล้ว แนะนำตัว 3 นาที แถมให้เป็น 4 นาทีเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ครูบอกว่า หนูแหม่มยืนเหมือนโดนตะปูตอกยึดไว้กับพื้น มือไม้ก็ไปท่าเดียว ซึ่งหนูแหม่มกลับไปดูเทปเก่าๆ ย้อนหลัง เราทำแบบนี้มาตลอด

ทำไมครูเห็น แต่คนดูไม่รู้สึกเพราะภาพทีวีมันตัดไปตัดมา หนูแหม่มเลยได้เรียน 2 ศาสตร์ ศาสตร์ที่ต้องยืนอยู่บนเวที และศาสตร์ในการเป็นวิทยากร ได้เรียนรู้ว่าความสบายเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหว ถ้าเรายืนนิ่งๆ คนดูหันไปเล่นโทรศัพท์หันกลับมาอ้าวอีนี่ยังยืนอยู่ที่เดิม เขาก็ไม่เกิดความสนใจ ซึ่งศาสตร์การเคลื่อนไหวที่ครูสอน ผู้นำประเทศอย่าง บารัก โอบามา ยังเรียน หรืออย่างพระเอกบางคนเล่นละครดูดีมาก แต่มาเป็นพิธีกรไม่มีเสน่ห์ เขาก็ต้องหาทางแก้ไข”

วางเป้าหมายไว้ปี 2561 จะเปิดสอนอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ลองวิชาด้วยการสอนคนใกล้ตัวไปก่อน “ช่วงนี้คนมองภาพของโค้ชชิ่งเป็นลบเยอะ แม้แต่เราเอง แต่มีดีมานด์ก็มีซัพพลาย ซึ่งบางคนจะเรียกหนูแหม่มว่าครู ว่าโค้ช เราก็หวาดเสียวมาก ไม่กล้าใช้

แต่อันดับแรกที่หนูแหม่มต้องการ คือ Personality ที่คนรู้จักหนูแหม่ม คนคงรู้สึกอยากเป็น อยากทำได้แบบนี้ เพราะหนูแหม่มผ่านการพูดคุยกับคนมาหลายระดับ หลายวัย คนเห็นเรานานพอ มั่นใจพอที่จะให้เราสอนการเป็นพิธีกร

ตอนนี้ก็สอนคนที่อยากเรียนจริงๆ คนใกล้ตัว ไม่ได้คิดเงิน ถึงจะเปิดสอนจริงก็คิดเงินไม่แพง และสอนไม่เยอะ สอนเยอะคนที่ได้คือคนสอนได้เงินเยอะ แต่คนเรียนจะไม่ได้อะไร ตั้งใจไม่เกิด 8 คน/คลาส เพราะเราจะได้แก้ปัญหาของแต่ละคนได้ถูกจุด”

งานนี้หนูแหม่มคาดหวัง จะให้เป็นภาพใหม่ของ “สุริวิภา กุลตั้งวัฒนา” ที่จะถ่ายทอดอาชีพพิธีกร ผ่านประสบการณ์ที่เธอเคี่ยวกรำในการเป็นพิธีกรมาตลอด 30 กว่าปี

 

‘เป็นนักดนตรีได้แค่ปลายนิ้ว’ เบสท์ เดอะ วอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510773

‘เป็นนักดนตรีได้แค่ปลายนิ้ว’ เบสท์ เดอะ วอยซ์

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เส้นทางของนักดนตรีกลางคืนสู่นักร้องอาชีพอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นจริงได้อย่างชีวิตของ เบสท์-ทิฏฐินันท์ อ้นปาน แชมป์จากเวทีการประกวด เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ตัวจริงเสียงจริงปีที่ 4 และปัจจุบันเป็นศิลปินสังกัดค่าย ไอ แอม โดยชีวิตของเขาเริ่มจากการเป็นหนุ่มเชียงใหม่ชอบเล่นกีตาร์ แล้วขยับตัวเองสู่นักร้องกลางคืน จนสุดท้ายสามารถไต่ความฝันขึ้นไปสู่นักร้องมืออาชีพ ซึ่งนอกจากความพยายามที่ต้องมีตลอดการสู้ฝัน เขายังมีเคล็ดลับด้วยการรู้จักใช้ “เทคโนโลยี” เป็นตัวช่วยตลอดเส้นทาง

ภาพของเบสท์ที่คนส่วนใหญ่เห็นจนชินตาคือผู้ชายถือไมโครโฟน และกีตาร์คู่ใจอยู่คู่กาย แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้เขาสามารถร้องและเล่นดนตรีได้กลับเป็น “จอสี่เหลี่ยมขนาดพกพา” เป็นเครื่องมือช่วยแสดงโน้ตและคอร์ดซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของนักดนตรีทุกคน

รวมถึงยังใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างแอพการาจแบนด์ (GarageBand) แอพทำดนตรีเต็มรูปแบบที่สามารถสร้างเสียงกลอง เสียงกีตาร์ เสียงคีย์บอร์ด และเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นประหนึ่งวงดนตรีเต็มวง

“นี่เป็นแอพพลิเคชั่นฟรี” เขากล่าว “พอเราทำดนตรีที่ต้องการเสร็จแล้ว ถ้าอยากอัดเสียงตัวเองลงไปก็สามารถเสียบแจ็กหูฟังแล้วร้องเพลงเหมือนเรากำลังคุยโทรศัพท์กับไอแพดได้เลย ซึ่งนั่นหมายความว่าทุกคนสามารถทำเพลงของตัวเองได้ฟรีที่บ้านหรือที่ไหนๆ ได้ตามต้องการ อย่างตอนแข่งเดอะ วอยซ์ รอบแรก ผมทำแบ็กกิ้งแทร็กเพลง ‘สิ่งเหล่านี้’ จากแอพ ทำให้ผมสามารถฝึกร้องที่บ้านได้ สามารถบิดเพลงให้แปลกใหม่ และผมสามารถทำท่อนจบในแบบของผมเอง ซึ่งเป็นท่อนไม้ตายทำให้กรรมการทั้งสองท่านกดปุ่มหันมา”

เสียงสังเคราะห์จากเครื่องมืออิเล็ก ทรอนิกส์ชนิดนี้จะมีความใกล้เคียงกับเสียงดนตรีจริง ซึ่งเขายังกล่าวด้วยว่า เทคโนโลยีด้านดนตรีทำให้คนทำเพลงไม่จำเป็นต้องเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกอย่าง เพราะเพียงแค่เข้าใจหลักการการทำเพลงก็สามารถใส่จังหวะกลอง เสียงกีตาร์ เสียงไวโอลิน เสียงเปียโน หรือสารพัดเสียงดนตรีเกือบทุกชนิดบนโลกลงไปในเพลงได้

“เทคโนโลยีทำให้ดนตรีกลายเป็นเรื่องง่ายมากในสมัยนี้ ซึ่งนอกจากแอพจะช่วยอำนวยความสะดวก มันยังเป็นครูสอนดนตรีให้ผมด้วยถ้าเราจะเรียนรู้มันจริงๆ อย่างการศึกษาเสียงกลองแต่ละชนิด ดูสเกลกีตาร์ว่าต้องกดแบบไหน เวลาที่เราอยากซ้อมหรือเวลาที่เราอยากทำเพลงสักเพลงหนึ่งก็หยิบจอสี่เหลี่ยมนี้ขึ้นมา ซึ่งคนที่เล่นดนตรีเป็นอยู่แล้ว จะเรียนรู้เทคนิคการใช้งานเสียงสังเคราะห์ได้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยเล่นดนตรี เพราะด้วยศัพท์เฉพาะและความรู้สึกของนักดนตรีจะช่วยให้คล่องแคล่วขึ้น

นอกจากนี้ มันยังทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา เพราะการร้องเพลงให้ดีนอกจากเทคนิคก็คือการฝึกซ้อม เราต้องซ้อมไปเรื่อยๆ ทำซ้ำๆ จนคล่อง ดังนั้นพอมีเวลาว่างไม่ว่ามากหรือน้อยก็แค่เปิดทำนองแล้วร้องได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปหาวงดนตรีที่ไหนมาร่วมฝึกกับเรา”

ก่อนเบสท์จะใช้นามสกุล เดอะ วอยซ์ เขาเล่าว่าเคยสมัครเวที เดอะ สตาร์ ตอนอายุ 17 ปีมาก่อน แต่ไม่ผ่านแม้รอบคัดเลือก เพราะไม่มีประสบการณ์และยังร้องเพลงไม่เป็น ทว่าหนุ่มเชียงใหม่ก็ยังไม่ทิ้งเสียงดนตรีด้วยการเป็นมือกีตาร์ให้เพื่อนในวง กระทั่งได้ค้นพบตัวเองว่าสามารถพัฒนาเสียงต่อได้ เขาจึงเริ่มเรียนรู้การร้องเพลงจากรุ่นพี่และจากนักร้องมืออาชีพในยูทูบจนสามารถเป็นนักร้องกลางคืนได้ในที่สุด

หลังจากเป็นนักร้องนำ เพื่อนๆ รอบตัวก็ได้ผลักดันให้เขาทำตามฝันอีกครั้ง เบสท์จึงตัดสินใจสมัครแข่งขันรายการ เดอะ วอยซ์ ปี 4 ซึ่งหลังจากที่โค้ชโจอี้หันเก้าอี้มา นิยามคำว่า “นักร้อง” ของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

“จากเป็นนักดนตรีที่ร้องเพลงเพื่อให้ได้เงินทุกคืน แต่ตอนนี้ผมกลายเป็นนักร้องอาชีพที่ไม่สามารถขี้เกียจหรืองอแงได้แล้ว การร้องเพลงแต่ละครั้งได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายกับผมและคนฟัง ไม่ใช่แค่การร้องเพื่อได้เงินสองสามร้อย แต่ต้องร้องออกไปเพื่อสื่อสารความหมายของเพลงออกไปให้ทุกคนได้รับรู้”

เช่นเดียวกับชีวิตประจำวันที่เขาสารภาพว่าได้เปลี่ยนไปหลังจากเป็น เบสท์ เดอะ วอยซ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว การแต่งตัว หรือการพูดการจา ที่ต้องไม่มีอะไรผิดพลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชน

ล่าสุดเบสท์ได้ร่วมงานในโปรเจกต์ Love Status เพลงรักที่…ไม่รัก เป็น 1 ใน 8 ศิลปินจากค่ายทรู แฟนเทเชีย และไอ แอม โดยเขาได้รับหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงเรียกน้ำตาอย่าง นาฬิกาหัวใจ ซึ่งปล่อยให้ฟังแล้วทางยูทูบ True Fantasia รวมถึงยังสามารถติดตามผลงานและชีวิตของเขาได้ทางอินสตาแกรม thebest_v4 ให้หายคิดถึงเสียงกังวานของหนุ่มมาดนิ่งคนนี้ n

 

พรพิมล ปฐมศักดิ์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510390

พรพิมล ปฐมศักดิ์ เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต

เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ในยุคที่เทคโนโลยีเบ่งบาน หลายอย่างเปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ หลายธุรกิจต้องพังพาบ อีกหลายธุรกิจกำลังจะสูญหาย แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจที่เกิดขึ้นและกำลังเบ่งบานในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู โลกออนไลน์ทำให้บางธุรกิจเกิดขึ้นและไปได้ดี เช่น งานของเธอคนนี้ พรพิมล ปฐมศักดิ์ Chief Executive officer บริษัท รีฟินน์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดอทคอม

ธุรกิจของรีฟินน์ ก็คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้าน โดยจะให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงของทุกธนาคารว่ามีรูปแบบอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจจะรีไฟแนนซ์บ้านได้ทราบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อทำการเลือกเปรียบเทียบ และมีการช่วยประเมินหรือวิเคราะห์เบื้องต้นให้ว่า ลูกค้าควรจะเหมาะกับการไฟแนนซ์กับธนาคารใด โดยการมีบทวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อจับคู่คร่าวๆ

กลุ่มลูกค้า คือ อายุระหว่าง 35-45 ปี ซึ่งลูกค้าก็มีความหลากหลายทั้งอาชีพอิสระและพนักงานเอกชน ทางเว็บก็จะพยายามตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดในทุกๆ กลุ่ม เป็นการบริการแบบให้เปล่าไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ไม่ต้องไปเดินหาหรือสอบถามจากหลายๆ ธนาคารด้วยตนเองให้เสียเวลา ขณะเดียวกันก็เหมือนกับทางเว็บช่วยสกรีนลูกค้าให้กับธนาคารได้ระดับหนึ่ง โดยที่ธนาคารเห็นแนวโน้มของลูกค้าได้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาดูในเว็บไซต์ก็จะกลายเป็นลูกค้าของธนาคารใดธนาคารหนึ่งในอนาคต

 

พรพิมล กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่เปิดเว็บไซต์ให้บริการด้านข้อมูลเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านไม่ถึงปี ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก มีลูกค้าสนใจเข้ามาดูข้อมูลเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เชื่อว่าตั้งเป้าการเติบโตไว้ในระยะ 1-2 ปีแรก ถึงปีละ 40%

“คิดว่าโลกมันเปลี่ยนไป คนอายุ 40 ปีลงไปก็เริ่มหันมาสนใจการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์หมดแล้ว ทุกอย่างในโลกนี้รวมอยู่ในอินเทอร์เน็ตไม่ต้องไปเดินหาข้อมูลเองเหมือนสมัยก่อน เทคโนโลยีถ้ารู้จักใช้ คุณจะได้ประโยชน์สูงสุด เป็นข้อมูลดีๆ ที่ให้ฟรีสำหรับทุกคน ในต่างประเทศเขาทำกันมาหลายปีแล้ว มีธนาคารเล็กๆ ทางอินเทอร์เน็ตมากมายไม่มีเคาน์เตอร์ ไม่มีออฟฟิศ ทุกอย่างผ่านออนไลน์ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าด้วย เพราะต้นทุนต่ำกว่า ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาก็เริ่มทำแบบนี้ เคาน์เตอร์น้อยลง ตัดให้เป็นเอาต์ซอสให้หมด ลดค่าใช้จ่าย ธนาคารก็ได้กำไรมากขึ้นด้วย ถือว่าการให้บริการในลักษณะนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆ ธุรกิจ ในประเทศไทยเราก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว” เธอ เล่าให้ฟัง

หลังจากให้บริการมาไม่ถึงปี เธอเล่าถึงแผนการในอนาคตของเว็บไซต์รีฟินน์ ว่า ปีหน้าจะเพิ่มบริการ Home for cash คือ นำบ้านมาแลกเงินสด ยังไม่มีเว็บไหนทำมาก่อน ที่มีอยู่คือเอารถมาแลกเงินสด เวลาที่เจอเรื่องเร่งด่วนต้องใช้เงินแล้วอยากจะเอาบ้านมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างไร แบบไหน ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจ คงเริ่มได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

 

ด้านการศึกษานั้น พรพิมล จบมัธยมศึกษาจากซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จบปริญาตรีด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ปริญญาโทด้านการบริหารจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ และเคยไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีนอยู่ครึ่งปี

ด้านการทำงานนั้นเธอคร่ำหวอดอยู่ในแวดวง สายการเงินอยู่กับธนาคารหลายแห่ง ทั้งธนาคารไทยและธนาคารต่างประเทศเป็นเวลากว่า 20 ปี จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับเว็บไซต์รีฟินน์ ก็ถือว่าเป็นสายงาน ที่คุ้นเคย

เธอ บอกว่า ลักษณะการทำงานเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เคยอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่มีสายงานแบ่งส่วนงานชัดเจน แต่พอมาอยู่องค์กรเล็ก รวมทุกอย่างไว้ใน จุดเดียวกัน เธอต้องดูแลแบบครบวงจร แต่สายงานก็สั้นและมีความรวดเร็วในการทำงาน ถือว่าเหนื่อยแต่ก็สนุก มีความคล่องตัวสูงถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ เป็นธุรกิจแห่งอนาคต

สำหรับหลักการทำงานนั้น เธอ คิดว่า ต้องมีเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจนว่าทิศทาง หรือเป้าหมายขององค์กรไปทางไหน ติดตามทำตามเป้าหมายให้บรรลุผล มุ่งมั่นให้ถึงเป้าหมายโดยไม่หลงทาง ในการทำงานของเธอแต่ละวัน เธอจะมีสมุดเล็กๆ คอยจด Things to do ไว้ทุกวันว่า วันนี้ต้องทำอะไร ก่อนหลัง เมื่อทำได้เธอจะขีดฆ่าออกทีละข้อ จะได้รู้ว่าแต่ละวันทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง เพื่อไม่ให้หลงลืมพลาดเป้าหมาย และจะมี Year Plan ในแต่ละปีว่าภาพรวมของชีวิตปีนี้ควรจะเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพื่อกำหนดเป้าหมายกว้างๆ กับตัวเองไว้

 

“ทุกวันนี้เรามีข้อมูลเข้ามามากมาย แต่ละวันเราต้องอ่านเมล เข้ามาเป็น 100 เมล บางอันสำคัญ บางอันก็ไม่ ไหนจะไลน์อีก ถ้าอ่านทุกวันต้องใช้เวลาวันละ 1-2 ชั่วโมง ดังนั้นเธอจะจัดกลุ่มของเมลเป็นไฟล์ไว้ อันไหนส่งตรงถึงเรา อันไหนแค่ก๊อบปี้ถึงเราแค่ควรทราบ บางอันเป็นเมลที่ไม่จำเป็นต้องอ่านก็ได้ จัดเป็นไฟล์แยกไว้ เลือกอ่านที่สำคัญส่งตรงถึงเรา อันไหนแค่แจ้งเพื่อนทราบค่อยอ่านตอนว่าง อะไรแบบนี้ เทคโนโลยีถ้าเราจัดระบบให้ดี ก็เป็นประโยชน์และไม่ดึงเวลาจากเรามากนัก อยู่ที่เราลือกใช้และจัดการได้” เธอ เล่าอย่างเป็นระบบ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคต้องตั้งสติให้ดีแล้วเริ่มต้นใหม่ หากเกิดผิดพลาดพยายามแก้ไขและรู้จักให้อภัยตัวเอง เรียนรู้เริ่มใหม่ อย่าให้สิ่งที่ผิดพลาดไปนั้นไม่ให้ประสบการณ์อะไรกับตัวเองเลย

ผู้บริหารที่ดีต้องทำงานให้บรรลุเป้าหมาย สนองความต้องการขององค์กรและลูกค้า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย มีความประนีประนอม ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาตัวเองควบคู่ไปด้วย เปิดรับข่าวสารอยู่เสมอ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน

การเป็นผู้บริหารผู้หญิงมาถึงจุดนี้ได้ แม้จะไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เวลาทำงานก็คือต้องทุ่มเทให้เต็มที่ โชว์พลังความตั้งใจออกมา ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่อุปสรรค ถ้าเรามีความสามารถพอ สำหรับประเทศไทยโอกาสก็มีอยู่เสมอ แน่นอนว่าผู้ชายอาจมีข้อได้เปรียบในบางเรื่อง แต่ผู้หญิงก็มีข้อดีในเรื่องความสุภาพอ่อนโยนและใส่ใจ เข้าถึงลูกน้องได้ดีกว่า

เธอมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ 2-3 ปีข้างหน้า ว่าคงมองธุรกิจที่เกี่ยวข้องในเรื่องสตาร์ทอัพมากขึ้น และพยายามจะเชื่อมโยงธุรกิจกับคนกลุ่มนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

“หากเราหยุด โลกก็จะแซงหน้าจนเราอาจจะตามไม่ทัน เพราะปัจจุบันนี้เราไม่ได้แข่งขันกับคนในประเทศเราเองเท่านั้น แต่เรายังแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกล เพราะโลกแคบลงทุกวัน ที่สำคัญต้องพยายามยกระดับบุคลากร ส่งเสริมทีมงานให้สามารถแข่งขันในระดับโลกให้มากขึ้น”

นอกจากทุ่มเทกับงานใหม่ที่เธอเพิ่งเข้ามาเป็นแม่ทัพแล้ว เธอก็ยังบริหารเวลาให้กับเรื่องส่วนตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทุกวัน นอกจากนี้ เธอยังมีงานอดิเรกเป็นการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะเดินทางไปให้ครบในสถานที่ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกทั้ง 7 แห่ง เธอตามเก็บได้หลายสถานที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาชูปิกชู ที่เปรู พระราชวังเภตรา ประเทศจอร์แดน โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย โดยปลายปีนี้เธอตั้งเป้าจะไปไครสต์ ออฟ รีดีมเมอร์ ประเทศบราซิล

“การเดินทางสำหรับเรามันเป็นของขวัญของชีวิต เป็นของหวานแบบหนึ่งที่เราควรได้รับแล้วทำให้เราสดชื่นมีพลังยิ่งขึ้น การเดินทางมันได้เรียนรู้โลกในมุมที่แตกต่างออกไปจากชีวิตประจำวันเดิมๆ ได้เห็นบ้านเมืองตึกราม สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง การเดินทางทำให้เราเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

แล้วเราชอบถ่ายภาพ ด้วยตอนเด็กๆ เป็นช่างภาพของโรงเรียนเวลามีกิจกรรมต่างๆ เวลาไปเที่ยวก็ชอบถ่ายรูปเอง แอบฝันไว้ว่า ถ้าเดินทางไปดู 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นที่ประกาศขึ้นมาใหม่ครบ จะเขียนหนังสือถึงสถานที่เหล่านั้นเป็นแนวคู่มือท่องเที่ยว ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงเกี่ยวกับสถานที่นั้น มีภาพประกอบที่เราตั้งใจถ่ายเองอย่างสวยงาม (หัวเราะ) คิดว่าจะทำออกมาเป็นหนังสือให้ได้คงสักปีหน้า หวังไว้นะน่าจะทำได้” เธอ กล่าวอย่างมุ่งมั่น n

 

อรรถพร คบคงสันติ นักสร้างทิวทัศน์ตระการตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/510260

อรรถพร คบคงสันติ นักสร้างทิวทัศน์ตระการตา

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากคุณได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนที่ควอตโทร บาย แสนสิริ (Quattro by Sansiri) คุณจะพบว่าที่นี่เป็นคอนโดมิเนียมที่มีสวนสวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย เพราะสวนแห่งนี้เป็นผลงานการออกแบบของคนไทยที่ได้รางวัลระดับโลก เรสซิเดนเชียล แลนด์สเคป ดีไซน์ อวอร์ด (Residential Landscape Design Awards) จากสมาคมภูมิสถาปนิกแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันด้านภูมิสถาปัตยกรรมที่ทรงเกียรติมากที่สุดสถาบันหนึ่งของโลก นักออกแบบผู้นั้นก็คือ อรรถพร คบคงสันติ หรือป๊อก เจ้าของสตูดิโอ TROP

อรรถพร เคยได้ทำงานในสตูดิโอออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง Hargreaves Associates และ Bensley Design Studio ซึ่งมีปรมาจารย์ด้านการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม George Hargreaves และ Bill Bensley ก่อนที่จะมาเปิดสตูดิโอของตัวเอง โดยฝากผลงานสร้างชื่อไว้กับโรงแรมต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคว้ารางวัลระดับโลกมากมาย และล่าสุดกับผลงานจัดสวนภูมิทัศน์สุดหรูที่คอนโด 98 Wireless ของแสนสิริ

ป๊อก เล่าชีวิตของเขาอย่างอารมณ์ดีว่า ที่ได้เข้ามาทำงานตรงนี้น่าจะเป็นเพราะดวงล้วนๆ

“ย้อนกลับไปตอนผมสอบเทียบ ม.6 แล้วลองสอบเอนทรานซ์ดูครั้งแรก จริงๆ แล้วผมอยากจะเข้าคณะสถาปัตยกรรม แต่ว่าผมมาลองสนามสอบก่อน แต่ว่าตอนนั้นเนื่องจากเรายังไม่ทำการบ้านอะไรมาก เพราะอายุแค่ 16 ปี ก็เลยเลือกตามคะแนนสอบเข้าคณะของปีก่อนหน้า ก็เลือกสถาปัตยกรรมอันดับหนึ่ง

“แล้วก็เลือกภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับสุดท้ายเพราะคะแนนเราถึงพอดี ลงโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร แล้วก็สอบติดที่เลือกอันดับสุดท้าย ก็เลยลองเข้ามาเรียนดูก่อน ปีหน้าจะลองสอบเอนทรานซ์ใหม่ แต่ปรากฏว่าการบ้านค่อนข้างเยอะมาก ทำให้เราไม่มีเวลาที่จะไปเรียนพิเศษอย่างที่ตั้งใจ ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อไป เพราะอาจจะเป็นดวงของเราที่ได้มาทางนี้ เลยกลายเป็นนักภูมิสถาปนิกอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

ภูมิสถาปนิกมือรางวัล อธิบายต่อว่า หน้าที่ของของนักแบบ คือ การบริหารจัดการออกแบบพื้นที่ทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องการวางตำแหน่งต่างๆ ให้มีความสวยงามลงตัว ออกแบบบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่นำน้ำเข้ามาแล้วจะส่งออกไปทางไหน มีระบบการจัดการกักเก็บน้ำฝนเพื่อไม่ให้ไหลทะลักไปท่วมที่ถนนอย่างไร และยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในส่วนอื่นๆ ของพื้นที่ แต่จะไม่เข้าไปแตะในส่วนที่เป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่อาจจะดูให้มีความสอดคล้องกันได้

ภูมิสถาปนิก แต่ละคนก็จะมีความถนัดในการจับงานที่มีสเกลแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนมีความสามารถในการออกแบบระดับผังเมืองก็มี หรือเล็กลงมาก็ออกแบบในสเกลของสวนสาธารณะ หรือสวนในโครงการหมู่บ้าน แล้วแต่ว่าจะถนัด แต่ตอนเรียนก็ต้องเรียนให้รู้ทุกอย่าง พอถึงระดับการทำงานค่อยแยกย่อยไปตามความถนัดของแต่ละคน

“ส่วนตัวผมเอง ผมถนัดในระดับโครงการคอนโด โรงแรม หมู่บ้าน และบ้านเดี่ยว แนวทางในการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมก็เหมือนกับการตัดเสื้อ คนเราส่วนมากก็จะเลือกเสื้อที่ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มาสวมกับตัวดูว่าพอดีหรือไม่ แต่การออกแบบของเราเป็นเหมือนการตัดสูท ซึ่งรูปร่างของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกัน ไหล่ของเราอาจจะไม่เท่ากับของเพื่อน งานของภูมิสถาปนิก ก็คือ การเข้าไปจัดงานของลูกค้าดูว่าเขามีความต้องการอะไรบ้าง ขนาดแบบของพื้นที่เป็นอย่างไร ไม่มีการออกแบบตายตัวเป็นแพตเทิร์นว่ามีแบบนี้ให้เลือกแล้วค่อยเอาแบบที่คิดไว้ไปวางบนพื้นที่ลูกค้า แต่ภูมิสถาปนิกจะต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด

“คราวนี้ก็อยู่ที่ความถนัดของแต่ละคน บ้างคนเก่งเรื่องบริหารจัดการน้ำ บางคนสนใจเรื่องศิลปะก็แล้วแต่ ไม่มีสูตรตายตัวว่า ถ้าคุณอยากเป็นภูมิสถาปนิกที่ดีคุณจะต้องเรียนแบบนั้นแบบนี้ อยู่ที่ว่าคุณสนใจเรื่องอะไร และมีความสามารถด้านไหน ก็ใช้ตรงนั้นออกมาให้เป็นจุดเด่นของตัวเอง”

สำหรับป๊อกแล้ว ความสนใจส่วนตัวของเขาขึ้นอยู่กับงานของลูกค้า ณ เวลานั้นเป็นหลัก

“ในช่วงเวลาที่ผมเปิดออฟฟิศใหม่ๆ อย่างที่เราคิดกันโดยทั่วไป ก็คือ การเป็นนักออกแบบที่ดีต้องมีซิกเนเจอร์ ดีไซน์ ก็คือ การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสมือนลายเซ็นของนักออกแบบคนนั้น แต่ทำไปทำมาผมก็รู้สึกว่าผมล้มเหลวในการสร้างซิกเนเจอร์ ดีไซน์ เพราะผมไปฝืนกับการเป็นอย่างนั้นมากเกินไป

“จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็เปิดดูคลิปไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับบทสัมภาษณ์ของ บรู๊ซ ลี เขาพูดถึงบทในภาพยนตร์ที่เขาเล่น ว่า ทำตัวเหมือนน้ำ ถ้าเราใส่น้ำลงไปในแก้ว น้ำก็จะหน้าตาเหมือนแก้ว ถ้าใส่น้ำไปในแจกันก็จะหน้าตาเหมือนแจกัน น้ำที่อยู่ในแม่น้ำสามารถกระแทกหินให้แตกได้ ถ้าเกิดเขาสู้กับนักมวยรูปร่างสูงใหญ่ เขาจะใช้เทคนิคการต่อสู้อีกแบบหนึ่ง สู้กับอีกคนที่แตกต่างกันออกไป เขาก็จะปรับรูปแบบการต่อสู้ให้เหมาะสม ไม่มีรูปแบบตายตัว ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ผมจึงคิดว่า การออกแบบของผมก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ ไปตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ป๊อก แจกแจงว่า เขาพยายามจะใส่อัตลักษณ์ของงานมากกว่าอัตลักษณ์ของเขาลงไป

“เพราะถ้าเกิดใส่อัตลักษณ์ของเราลงไปมันก็จะเหมือนๆ กันทุกงาน แต่ถ้าเราพยายามสร้างอัตลักษณ์ของงานขึ้นมา งานที่ได้จะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดดเด่นไม่เหมือนใคร นั่นคือสิ่งที่ผมคิดและผมลงมือทำ หากจะเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับคุณดูภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย แดนเซล วอชิงตัน ไม่ว่าเขาจะเล่นเรื่องไหน วิธีการพูด การแสดงของเขาก็จะเหมือนกันหมด แต่ถ้าคุณดูภาพยนตร์ที่กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง แบทแมน ดาร์กไนท์ กับเรื่องอินเซปต์ชั่น วิธีการเล่า การนำเสนอไม่เหมือนกัน เลยดูแตกต่างมีเอกลักษณ์ นั่นคือการสร้างอัตลักษณ์ของงานขึ้นมา”

อีกอย่างหนึ่ง งานออกแบบของป๊อก เขามีกฎอยู่ว่าจะไม่สนใจเรื่องเทรนด์ของอนาคต เพราะเทรนด์คือสิ่งที่มีคนทำมาก่อนแล้วมีคนตาม

“ถ้าเราตามเทรนด์ เราจะเป็นผู้ตามตลอด ไม่มีทางเป็นผู้นำ เพราะงานของภูมิสถาปัตยกรรมที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน คือ แสงของความคิดที่ส่งมาจากอดีต เพราะกว่าจะออกแบบ กว่าจะวางแผนก่อสร้างสำเร็จ ก็อาจจะใช้เวลาหลายปี อย่างโครงการ 98 wireless คือความคิดของผมเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ผมจะไม่สนใจกับเทรนด์ ผมจะสนใจแต่สิ่งที่ผมอยากจะทำ สื่อสิ่งที่ต้องการจะสะท้อนออกมาให้ดีที่สุดเท่านั้น ดูในสิ่งที่ผมสามารถควบคุมได้ สิ่งที่ผมควบคุมไม่ได้ผมจะใส่ใจ เราแค่พยายามจะตีโจทย์ในงานต่างๆ ให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง”

ป๊อก ยกตัวอย่างว่า เขาเคยอ่านคอลัมน์หนึ่งที่ทางบ้านถามมาว่า ถ้าเกิดเราชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เราจะทำอย่างไรดีให้เธอชอบ เขาตอบว่าให้เราโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ควบคุมได้

“เช่น รู้ว่าเธอชอบกินอะไร ชอบทำอะไร ชอบใช้ชีวิตแบบไหน เราก็ให้เธอในสิ่งที่เธอชอบตามนั้น นั่นคือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ แต่การที่เธอจะชอบในสิ่งที่เราทำ ครอบครัวของเธอจะชอบเราหรือเปล่า เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของเราแล้ว

“ดั้งนั้นทุกครั้งที่ผมทำงานในแต่ละงาน ผมก็จะตั้งสมาธิอยู่กับสิ่งที่ผมควบคุมได้ ผมจะทำในสิ่งที่ผมชอบก่อน แล้วค่อยเสนอลูกค้า แต่ทีนี้ลูกค้าจะชอบงานเราด้วยหรือเปล่าก็อยู่ที่ตัวลูกค้า ซึ่งผมก็หวังว่าเขาจะชอบ (หัวเราะชอบใจ) แต่ถ้าเกิดลูกค้าไม่ชอบ ก็ช่วยไม่ได้ ผมก็ต้องกลับมาทำใหม่”

การที่ป๊อกได้รับรางวัลระดับโลกหลายรางวัล เขาบอกเคล็ดลับว่า แค่ทำงานที่ชอบออกมาให้ดีที่สุด แล้วถ้าเกิดคณะกรรมการชอบในสิ่งที่ผมทำแล้วให้รางวัลก็ถือว่าเป็นโบนัส

“กับงานที่ผมทำ ผมก็รู้สึกขอบคุณที่เขาชื่นชอบงานของเรา ผมจะไม่ออกแบบงานใดงานหนึ่งเพื่อให้ได้รับรางวัล แต่จะทำทุกงานให้ออกมาเป็นงานที่ผมชอบ งานที่สะท้อนความคิดของเราออกมา เป็นงานที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้ดีที่สุดเท่านั้น”

 

อรรถวร เจริญผลฐิติ การปรุงอาหารคือการสร้างตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 17:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509653

อรรถวร เจริญผลฐิติ การปรุงอาหารคือการสร้างตำนาน

เรื่อง ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เชฟใหญ่ใบหน้าคมเข้ม ปักชื่อที่หน้าอก Gibb ถ้าออกเสียงภาษาไทยก็ดูหวานแหววเกินชายมาดสุขุมไปสักหน่อย “เชฟกิ๊บ” อรรถวร เจริญผลฐิติ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำโรงแรมอนันตรา สาทร บอกที่มาที่ไปของชื่อเล่นพลางหัวเราะอย่างเป็นกันเอง คุณแม่ตั้งนิกเนมให้จากชื่อนักร้องวงบีจีส์ แอนดี้ กิ๊บบ์ แล้วรีบออกตัวก่อนว่าถ้าขอให้ร้องเพลงคงไม่ได้ แต่รู้จักได้ฟังคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ ชื่นชอบทุกเพลงของบีจีส์

อาชีพนี้ทำโดยไม่เคยใฝ่ฝัน แต่เมื่อร่ำเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาการโรงแรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงลองตัดสินใจไปเรียนด้านการทำอาหารที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย และได้ประจำครัวเย็นในร้านอาหารซีฟู้ดชื่อดังที่นั่น แล้วเส้นทางก็เริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อได้พบกับเชฟคู่แฝด ชักส์-โลรองต์ ปูร์แซล เชฟมิชลิน สตาร์ ซึ่งได้รับเชิญจากฝรั่งเศสให้มาทำอาหารที่ร้าน แล้วเมื่อจบงานสองเชฟปูร์แซล ก็ชักชวนให้เขาโบยบินข้ามฟ้าไปทำงานที่ห้องอาหาร เลอ ชาร์แดง เดส์ ซองส์ ร้านโด่งดังในปารีส การสั่งสมประสบการณ์จริงจังก็เริ่มต้นขึ้นทันใด

“ทำงานกับเชฟแฝดยิ่งคูณสองเลยครับ มีครูสองท่านอยู่ข้างตัว สาเหตุที่พวกเขาชวนผมไปฝรั่งเศส คงเป็นเพราะเวลาเขาสั่งอะไรผมจะชอบต่อยอด ยกตัวอย่างการทำงานครัวเย็น ผมอยู่แผนกอองเตร (Entree) รับหน้าที่ทำอาหารเรียกน้ำย่อย คำเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก ผมก็ชอบครีเอทไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้หน้าตาซ้ำกันในแต่ละวัน

อาหารคือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราเรียนรู้ต่อไปได้เรื่อยๆ นะครับ ผมเริ่มต้นเรียนอาหารฝรั่งเศสในแบบ Nouvelle Cuisine ไม่ใช่แบบคลาสสิก ไม่มีกรอบมากมาย เน้นการจัดจานมีรายละเอียดให้ดูทันสมัย และเป็นช่วงรอยต่อกับการทำอาหารในแบบ Molecular Gastronomy ที่นิยมกันเวลานี้ ผมจึงได้อยู่กับการทำอาหารที่พัฒนากันมาเรื่อยๆ โดยใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย เช่น เนื้อแกะนำไปซีลสุญญากาศด้วยการซูส์-วีด ใช้อุณหภูมิควบคุมเนื้อให้นุ่มได้ตามต้องการ

ปรัชญาการปรุงอาหารในแบบ Nouvelle Cuisine คือ อาหารแนวใหม่ใช้เครื่องปรุงธรรมชาติ เพื่อดูแลสุขภาพคนกิน ยกตัวอย่าง Lamb Loin จานนี้นะครับ วัตถุดิบหลักก็คือเนื้อแกะที่มีกลิ่นสาบแรง ผมจึงเลือกกินคู่กับผักที่มีธาตุเย็นคือ อาร์ติโช้ก แล้วช่วยทอนกลิ่นลงได้ด้วย

วิธีปรุงเนื้อแกะน่าจะเหมาะกับคนไทย เพราะดึงกลิ่นสาบที่เกาะอยู่กับไขมัน และเลาะกระดูกไขมันออกไปให้หมดเลยครับ ผมเลือกโหระพาไทยให้ความคุ้นลิ้นมากกว่าโหระพาฝรั่ง Sweet Basil อาร์ติโช้กมี 3 เทกซ์เจอร์ คือ อาร์ติโช้กครีม บดเป็นพูเร และทอดเป็นเทมปุระ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เป็นสไตล์การทำอาหารของผมครับ”

ช่วงทำงานที่ฝรั่งเศส เชฟกิ๊บ ใช้การท่องเที่ยวเป็นการสะสมประสบการณ์อีกวิธีหนึ่ง ไปเที่ยวโปรตุเกส สเปน ได้เห็นวัฒนธรรมการทำอาหารหลากหลายรูปแบบ

“ผมชอบไวน์กับน้ำมันมะกอกโปรตุเกสมากกว่าสเปนอีกนะครับ เพียงแต่เขาไม่ทำเป็นอุตสาหกรรมจึงไม่โด่งดังไม่ฮิตเท่าอาหารสเปน แต่สำหรับรูปแบบการปรุงอาหารยุโรปก็คล้ายคลึงกัน คุกกิ้งให้ได้เร็วที่สุด เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เรากระหายการครีเอทสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

ผมมีพรสวรรค์ในเรื่องการทำอาหารนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ซึ่งก็เป็นเหตุผลให้ไปร่ำเรียนการทำอาหารจริงจังที่ออสเตรเลีย พรสวรรค์ที่ว่าก็คือ ผมไม่ต้องออกแรงอะไรมากเลย หยิบๆ จับๆ ปรุงอะไรก็ออกมาดีทั้งรสชาติและหน้าตา ขณะที่คนอื่นต้องทำแทบตายกว่าจะได้อาหารหน้าตาดีๆ อร่อยๆ สักหนึ่งจาน

ฟังดูแล้วน่าหมั่นไส้นะ (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ) ผมจึงไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกฝนอะไรให้มากมาย อยู่หน้าเตาอยากทำอาหารไทย ผมก็เรียนจากลูกน้องผมนี่เองครับ มองๆ จับๆ ทำตามเขา ผมก็ทำแกงหนึ่งหม้อได้สบายแล้วนะครับ”

เป้าหมายอาชีพ เชฟกิ๊บบอกว่าต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ในสายงานนี้ จากตำแหน่งเชฟใหญ่โรงแรมห้าดาว ถ้ามองเพื่อนร่วมวงการในเอเชียมีเชฟติดดาวกันแล้วทั้งนั้น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ก้าวต่อไป…เป็นไปได้หรือไม่ ที่เชฟไทยจะไปถึงเชฟมิชลินสตาร์

“คุณสมบัติเชฟคือต้องรู้จักความอดทน ผมเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งระดับล่างที่สุดเลยนะครับในแผนกครัวเย็น แล้วก็จะต้องมีความละเอียด ความจำดี ต้องบริหารจัดการชีวิตได้ดีด้วย เชฟเป็นงานหนักมากนะครับ ผมเริ่มงานก่อน 7 โมงเช้าเพื่อมาดูแลมื้อเบรกฟาสต์ จบมื้อค่ำในแบบไฟน์ไดนิ่ง เน้นความเป็นเลิศของอาหารและเครื่องดื่ม กว่าจะกลับถึงบ้านสี่ห้าทุ่ม ถ้าคุณบริหารเวลาตรงนี้ไม่ได้ ชีวิตคุณก็พังทลายได้เลยนะครับ”

เชฟอรรถวร ย้ำว่า การปรุงอาหารคือการสร้างตำนาน การ พรีเซนต์อาหารด้วยหลักความหรูหรา ใส่ใจคนกินอย่างจริงใจ เน้นวัตถุดิบธรรมชาติปลูกผักในแบบออร์แกนิก ปลูกในโรงเรือนที่ใช้โซลาร์เซลล์พลังงานสะอาด คือการ คัดสรรโดยใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นทางการปรุง ซึ่งจะไปสู่เป้าหมายการปรุงอาหารของเชฟไทยที่จะไปไกลให้ถึงฝัน

 

ธีรรัตน์ จงประเสริฐ ความฝันคือพลังไปถึงจุดหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509458

ธีรรัตน์ จงประเสริฐ ความฝันคือพลังไปถึงจุดหมาย

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตาภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้หญิงกับรถยนต์อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับ แคท-ธีรรัตน์ จงประเสริฐ รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีทีเอส กรุ๊ป บริษัทผู้นำเข้านวัตกรรมเทคโนโลยีการเคลือบแก้วสีรถยนต์ด้วยระบบ Crystal Sealed กลับมองว่า รถยนต์ ไม่ใช่แค่ยานพาหนะที่พาเธอได้ยังจุดหมายต่างๆ เท่านั้น แต่เครื่องยนต์ 4 ล้อนี้กลับเป็นองค์ประกอบสำคัญในทุกจังหวะของชีวิต

“ทุกครั้งที่มองรถยนต์ 1 คัน สำหรับแคทมันไม่ใช่ยานพาหนะ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตเรา เป็นสิ่งที่เราชอบ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพที่รัก แคทเชื่อว่า ถ้าแม้แต่รถของเราเองเรายังไม่รัก เราจะรักรถของลูกค้าที่วางใจมาใช้บริการของเราได้อย่างไร”

ผู้บริหารสาวสวยที่ถึงจะควบฐานะคุณแม่ลูกสี่ แต่ยังดูแลตัวเองได้อย่างไร้ที่ติ เปิดฉากเล่าถึงความรักที่มีต่อรถอย่างน่าสนใจ ก่อนจะพาย้อนวันวานไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเข้าสู่วงการรถอย่างเต็มตัวว่า เรียนจบด้านประชาสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ในช่วงที่กำลังเดินตามเส้นทางที่เลือก ด้วยการฝึกงานด้านประชาสัมพันธ์ที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ปรากฏว่ามีรุ่นพี่ที่รู้จักมาชวนให้ไปเป็นเซลขายรถ ด้วยความเป็นเด็ก บวกกับมีใจรักงานขายเป็นทุนเดิม พอเห็นว่า งานเซลสามารถทำรายได้ค่อนข้างดี จึงตัดสินใจเบนเข็มไปหาประสบการณ์ในด้านการขายอย่างไม่ลังเล

ธีรรัตน์ จงประเสริฐ ความฝันคือพลังไปถึงจุดหมาย

“ตอนที่รุ่นพี่มาชวน เขาบอกว่าอาชีพเซลได้เงินเดือนเป็นแสน พอได้ยินแบบนี้ วันรุ่งขึ้นแคทตัดสินใจไปสมัครเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นแคทอายุ 23 ปี ทำงานแค่ 3 เดือนแรก ก็ได้เงินเดือน 8.7 หมื่นบาทแล้ว ถ้าทำงานประจำทั่วไป ย้อนไปสิบกว่าปีที่แล้วเงินเดือนเริ่มต้นคงประมาณ 1 หมื่นบาท บวกลบคูณหารแล้วสู้อาชีพเซลไม่ได้เลย”

จากจุดเริ่มต้นในวันนั้น ได้นำพาให้เธอเข้ามาโลดแล่นในวงการลักซ์ชัวรี่คาร์อยู่ถึง 10 ปี ขยับจากเซลกลายเป็น ผู้จัดการ สำหรับแคทอาชีพนี้ไม่เพียงทำให้เธอได้พบรักกับสามีซึ่งเคยทำงานที่เดียวกัน แต่ยังเป็นใบเบิกทางสำคัญ ที่ทำให้เธอค้นพบว่า ตัวเองมีแพสชั่นและความหลงใหล เกี่ยวกับรถแบบที่ไม่คาดคิด แม้จะไม่ถึงขั้นลงลึกถึงเครื่องยนต์กลไก แต่ก็มีความสนใจ ชอบศึกษาฟังก์ชั่นและดีไซน์ใหม่ๆ ของรถที่ออกมา

“ด้วยความที่สามีแคทเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น มีครั้งหนึ่งเรากลับไปเยี่ยมบ้านเขาที่ญี่ปุ่น ปรากฏว่าเราไปเจอรถคันหนึ่ง ไม่ใช่รถใหม่นะ แต่สีด้านนอกของรถเขาเงามาก ประหนึ่งรถใหม่ที่เพิ่งถอยออกจากศูนย์ แคทเจอรถคันนี้ตอนไปช็อปปิ้ง เชื่อมั้ยว่า แคทและสามีไม่ไปไหน อยู่ตรงนั้นรอเจอเจ้าของรถเพื่อถามให้หายข้องใจว่า เขามีวิธีทำอย่างไรให้รถดูเอี่ยมขนาดนี้ แคทรอจนเจอถึงได้รู้ว่า รถคันนั้นเขาใช้มา 4-5 ปีแล้ว แต่ที่สียังดูดีเพราะเขาเคลือบสีรถยนต์ด้วยระบบ Crystal Sealed พอเขาเฉลยมาแค่นั้น วันรุ่งขึ้นแคท สามี และลูก ยกเลิกแผนที่จะไปเที่ยวเลย เพื่อตามไปดูเทคโนโลยีที่เขาเล่าให้ฟัง”

ธีรรัตน์ จงประเสริฐ ความฝันคือพลังไปถึงจุดหมาย

แคท บอกว่า เหตุผลที่ทำให้เธอและสามีสนใจเทคโนโลยีนี้มาก เพราะคลุกคลีอยู่ในวงการรถหรูมานาน จึงรู้ดีว่า สิ่งที่ลูกค้าลักซ์ชัวรี่คาร์ปรารถนา คือ อยากให้สีของรถดูดีเหมือนวันแรกที่ออกจากศูนย์ เพราะฉะนั้นพอมาเจอเทคโนโลยีนี้ถึงตื่นเต้น และอยากไปดูให้เห็นกับตา

“พอไปถึงศูนย์จริง จากแค่อยากรู้ สามีของแคทคิดไปไกลกว่านั้น เพราะสนใจนำนวัตกรรมดูแลสีรถนี้เข้ามาในเมืองไทย ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่พอสมควร เพราะไม่ใช่แค่ต้องใช้เงินลงทุนหลักสิบล้าน แล้วยังต้องบินมาเรียนเทคนิคดังกล่าวด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน นวัตกรรมแบบนี้เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนไทย จนนึกภาพไม่ออกว่าใครจะยอมจ่ายเงินหลายหมื่นบาทเพื่อเคลือบสีรถ เพราะสมัยนั้นราคาเคลือบสีรถทั่วไปอยู่แค่ 700 บาทเท่านั้น”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การตัดสินใจครั้งนั้นยากขนาดไหน เพราะแคทเองก็ยอมรับว่า ด้วยฐานะของทั้งคู่ตอนนั้น ถ้ายังเป็นมนุษย์เงินเดือนก็สามารถอยู่ได้สบาย ยังคล่องตัวแม้จะต้องเลี้ยงดูลูกสองคน ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการทำธุรกิจ

“แคทว่า คนที่จะตัดสินใจแบบเรามีแค่ 1% เพราะตอนนั้นชีวิตเราลงตัวมาก แคทและสามีเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง รายได้ 2 คนรวมกันหลักแสนอยู่แล้ว อยู่ได้สบายๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยง” แคทเล่าต่ออย่างออกรสว่า ด้วยความรักรถของเราทั้งคู่ บวกกับความฝันที่อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง ทำให้สุดท้ายตัดสินใจเดิมพันครั้งสำคัญ ให้สามีลาออกจากงานเพื่อไปเรียนรู้นวัตกรรมดังกล่าว ขณะที่แคทยังคงทำงานประจำต่อไป

ธีรรัตน์ จงประเสริฐ ความฝันคือพลังไปถึงจุดหมาย

“ช่วงแรกๆ ที่มาเปิดบริการ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าๆ ที่เคยซื้อรถกับเรา ถามว่าท้อมั้ย เหนื่อยมั้ย แน่นอน แต่เพราะเราใช้ความฝันเป็นตัวนำในการทำธุรกิจ เลยทำให้เราสู้ พอบวกด้วยภาระต่างๆ ที่เรามี ทำให้เรายิ่งอดทน และบอกตัวเองว่ายอมแพ้ไม่ได้ หลังจากเปิดได้ไม่กี่เดือน อาศัยการบอกต่อปากต่อปาก ทำให้เราเริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้น สุดท้ายเพื่อดูแลลูกค้าให้ได้เต็มที่ แคทตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาช่วยดูแลธุรกิจเต็มตัว เพราะหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของเราคือ ความพึงพอใจของลูกค้า”

แคทยอมรับว่า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้นทำธุรกิจ เธอและสามีไม่เคยคิดว่าจะทำได้หรือไม่ได้ คิดเพียงว่า อยากทำตามความฝันให้สำเร็จ และเมื่อเดินทางมาถึงวันนี้ ที่ธุรกิจของเธอเติบโตจากสาขาเดียวกลายเป็น 4 สาขา พนักงานจาก 10 คนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน แถมธุรกิจไม่ได้เติบโตแต่ในประเทศ เพราะในปีนี้ยังมีแผนจะขยายไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและยุโรป จึงอดภาคภูมิใจไม่ได้

“ธุรกิจของเรามาไกลกว่าที่ฝันไว้เยอะ จากนี้เป้าหมายในการทำธุรกิจของเรา คือทำอย่างไรให้รักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ พร้อมเปิดรับลูกค้าใหม่ที่เข้ามา เราทำธุรกิจโดยใช้ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นที่ตั้งเสมอ ถึงเราจะครองตลาดลักซ์ชัวรี่คาร์ และซูเปอร์คาร์ถึง 80% แต่เราไม่ได้จำกัดกรอบลูกค้ากลุ่มนี้เท่านั้น เรายินดีตอบสนองใครก็ตามที่รักรถด้วย”

จากประสบการณ์ชีวิตที่เริ่มตั้งสร้างตัวด้วยสองมือ ทำให้คุณแม่คนเก่งมักย้ำกับลูกๆ ทั้ง 4 เสมอว่า ถ้าเขาอยากประสบความสำเร็จ อย่าคิดว่าจะพ่อแม่มีอะไร แต่ให้คิดว่าจะสร้างตัวเองอย่างไร “สิ่งที่แคทพยายามปลูกฝังลูกเสมอคือ ทักษะการขายคือหัวใจของธุรกิจ ถ้าเราไม่ลงไปสัมผัสกับลูกค้าเองไม่ผ่านงานขาย หรืองานดูแลลูกค้าเราไม่มีทางทำธุรกิจได้ สำหรับแคท ยกให้ลูกค้าทุกคนเป็นครูของแคท แคทมีวันนี้ได้ก็เพราะลูกค้าของแคททุกคน ตั้งแต่วันแรกที่แคทตัดสินใจเป็นเซลขายรถ”

นอกจากบทบาทผู้บริหารหญิงที่ทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในฐานะเวิร์กกิ้งมัม แคทก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีตกหล่น ถึงตารางงานจะรัดตัว แต่เธอพยายามจัดสรรเวลา ให้ทุกเย็นเป็นเวลาที่ได้อยู่กับลูกๆ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าแต่ละวันไปเจออะไรมา ส่วนวันอาทิตย์ก็จะหาเวลาว่างไปทำกิจกรรมด้วยกัน

“เวลาว่าง แคทชอบออกกำลังกาย เพราะด้วยความ ที่เราทำงานเยอะ เดินทางบ่อย ต้องอาศัยการยืดเส้นช่วย ผ่อนคลาย เรียกความสดชื่น ยิ่งออกกำลังแคทยิ่งเห็น ประโยชน์เลยพยายามชักชวนให้ลูกๆ มาออกกำลังกายด้วยกันเสมอ กลายเป็นอีกช่วงเวลาดีๆ ที่ได้อยู่ด้วยกัน” แคท กล่าวทิ้งท้าย n

ประณัย พรประภา ทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509319

ประณัย พรประภา ทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเองรัก

โดย…ภาดนุ  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่วัย 28 ปี ประณัย พรประภา ทายาทเจ้าของโรงแรมสยาม แอท สยาม และทำธุรกิจต่างๆ ทั้งการตกแต่งรถยนต์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ และเปิดฟิตเนสในกรุงเทพฯ รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนและเจ้าของบริษัท เอ็กซ์ซีด สปอร์ต แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ บริษัทชั้นนำด้านการจัดและโปรโมทอีเวนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งล่าสุดได้นำการแข่งขันวิ่งวิบากระดับโลกอย่าง “สปาร์ตัน เรซ” เข้ามาเปิดตัวในเมืองไทย

“ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น เมื่อเรียนจบก็เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวคือบริหารโรงแรมสยาม แอท สยาม พร้อมทั้งเป็นหุ้นส่วนของบริษัท เอ็กซ์ซีด สปอร์ต แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย ดูแลบริษัทจัดอีเวนต์ด้านกีฬาและบันเทิง โดยมีสำนักงานทั่วภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และกัวลาลัมเปอร์

คือผมจะให้นิยามบริษัทนี้ว่า เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง โดยจะนำแพลตฟอร์มที่เรามองว่าน่าสนใจมาให้ทั้งคนดูและผู้ที่สนใจได้มาเข้าร่วม รวมทั้งผู้ที่เป็นสปอนเซอร์ของเราได้เข้ามาทำการตลาดกับผู้บริโภค โดยทำให้ทุกฝ่ายได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับกิจกรรมที่เราจัดขึ้นอย่างแท้จริง”

 

ประณัย บอกว่า ก่อนหน้านี้บริษัท เอ็กซ์ซีดฯ ได้เป็นผู้จัดและผู้โปรโมทอีเวนต์ “เดอะ มิวสิค รัน” (The Music Run) ทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 กม.พร้อมไปกับเสียงดนตรี โดยจัดในเมืองไทยมาแล้ว 3 ครั้ง นั่นคือ ปี 2014, 2015 และ 2017 นอกจากนี้ยังจัดมาแล้วหลายประเทศทั่วเอเชีย เช่นที่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ฟิลิปปินส์ และเมียนมา

“ในปี 2017 นี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราจัดการแข่งขัน ‘สปาร์ตัน เรซ ไทยแลนด์’ (Spartan Race Thailand) หรืองานวิ่งวิบากที่ดีที่สุดในโลกขึ้นมา ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 กม.บวกๆ พร้อมฝ่าด่านอุปสรรคอีก 20 ด่านสุดมันส์ ที่นอกจากจะต้องวิ่งแล้ว ยังต้องปีน คลาน ผ่านต้นไม้ เนินเขา โคลน และลวดหนาม เพื่อที่จะผ่านด่านอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้

ที่ผ่านมา ถ้าสังเกตอีเวนต์ มิวสิค รัน ที่เราเคยจัดไปกับ สปาร์ตัน เรซ ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ทั้งสองงานมีความคล้ายกันอยู่อย่างนึงก็คือ เป็นกิจกรรมที่มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนหลักพันคนขึ้นไป ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้จะเน้นไปที่เรื่องของฟิตเนสเป็นหลัก เพราะเรามองว่าไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้เริ่มจะเปลี่ยนไปตามเทรนด์ของโลก ที่คนส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งตรงกับจุดประสงค์หลักของเราที่ต้องการให้คนทั่วไปมีสุขภาพที่แข็งแรง

เหตุผลสำคัญที่เรานำสปาร์ตัน เรซ เข้ามา นอกจากเป็นกิจกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่จัดกันมาเกิน 35 ประเทศ และปัจจุบันมีคนเข้าร่วมเกิน 5 ล้านคนแล้ว จุดที่แตกต่างของกิจกรรมนี้ก็คือ การวิ่งวิบากที่ต้องผ่านด่านอุปสรรคต่างๆ ที่มีความท้าทาย ซึ่งตรงนี้แหละเป็นจุดที่ดึงดูดให้คนมาเข้าร่วมมากขึ้น”

 

ประณัย บอกว่า ที่ผ่านมา สหรัฐเป็นผู้ริเริ่มและผู้นำเทรนด์อีเวนต์เกี่ยวกับการวิ่งวิบากที่ท้าทายหลายรายการมาตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งช่วงแรกๆ ก็มีคนเข้าร่วมงานแค่ 5 หมื่นคนทั่วประเทศ แต่ต่อมาในปี 2015 ก็มีคนเข้าร่วมงานเกินกว่า 5 ล้านคน จึงถือว่าเป็นอีเวนต์ที่โตเร็วมาก แซงหน้าอีเวนต์ที่เคยฮอตฮิตอย่างการปั่นจักรยานและการวิ่งมาราธอนไปแบบขาดลอย

“อีเวนต์แรกที่เราจะจัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ที่สนามกอล์ฟ สยาม คันทรี คลับ จ.ชลบุรี (ใกล้ๆ พัทยา) จะมีการวิ่ง 2 ประเภทคือ ‘สปาร์ตัน สปรินต์’ มีระยะทาง 5-8 กม. และ ‘สปาร์ตัน คิดส์’ (อายุน้อยกว่า 14 ปี แต่ต้องฝ่าด่านต่างๆ เหมือนกับผู้ใหญ่เช่นกัน) มีระยะทาง 0.5-2 กม. โดยสปาร์ตัน สปรินต์ ซึ่งเป็นการแข่งวิ่งของผู้ใหญ่จะจัดเป็นซีรี่ส์ ตลอดทั้งปีจะมี 3 อีเวนต์ โดยจะมีการเพิ่มระยะทางและเพิ่มด่านอุปสรรคต่างๆ ให้ยาก-ง่าย แยกย่อยไปตามกลุ่มของสปาร์ตัน สปรินต์ ที่จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรก อีลิทส์ (Elite) การแข่งขันสำหรับนักกีฬาอาชีพ หรือผู้ที่ต้องการทดสอบตัวเอง กับเหล่าผู้ร่วมแข่งขันที่มีความสามารถมากที่สุด โดยมีเงินรางวัลและถ้วยรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัย 3 คนแรก ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง กลุ่มที่ 2 คอมเพตเททีฟ (Competitive) การแข่งขันสำหรับนักกีฬาสมัครเล่น หรือผู้เข้าแข่งขันที่ต้องการท้าทายตัวเองมากขึ้น แต่เป็นการแข่งขันกับเพื่อนที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน ผู้เข้าแข่งขันจะแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่ไม่ได้มีการขึ้นแท่นรับรางวัลใดๆ

สุดท้าย โอเพ่น (Open) การแข่งขันสำหรับผู้เริ่มต้นแข่งขันหรือบุคคลทั่วไป โดยไม่มีเงินรางวัล สามารถร่วมแข่งขันเป็นทีมได้ ทีมของคุณจะช่วยผลักดันคุณ อาจรวมไปถึงการแบกคุณเข้าเส้นชัยด้วยก็ได้ การแข่งขันสปาร์ตัน สปรินต์ จะมีการปล่อยตัวนักกีฬาอาชีพเป็นกลุ่มแรก แล้วตามด้วยนักกีฬาสมัครเล่น ตบท้ายด้วยบุคคลทั่วไป โดยผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกคนจะได้รับเหรียญที่ระลึกและเสื้อยืดที่สกรีนคำว่า ‘Finisher’ เป็นรางวัล

ต้องบอกว่าการเปิดธุรกิจอีเวนต์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากตัวผมเองที่ชอบเล่นกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมเล่นทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล แล้วยังแข่งเวกบอร์ดมาตั้งแต่ 10 ขวบจนถึงอายุ 17 ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคงเตะฟุตบอลอยู่ โดยมีทีมของตัวเองด้วย การนำสปาร์ตัน เรซ เข้ามา กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คือ คนทุกเพศทุกวัย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งยุคนี้จะเห็นได้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการออกกำลังกายกันมากขึ้น

 

มิวสิค รัน มีผู้หญิงเข้าร่วมถึง 60% ส่วนสปาร์ตัน เรซ ที่ต่างประเทศมีผู้หญิงเข้าร่วมราว 30% ซึ่งที่เมืองไทยก็น่าจะมีผู้หญิงให้ความสนใจเข้าร่วมกันเยอะเช่นกัน ความคาดหวังของผมก็คือ อยากให้สปาร์ตัน เรซ เป็นอีเวนต์ที่คนรักการออกกำลังกายพูดถึงกันมากๆ เพราะถือเป็นความท้าทายที่หลายคนอาจจะอยากทดสอบตัวเอง อย่างเพื่อนผมที่อยู่ในแวดวงบันเทิง เช่น วู้ดดี้ มิลินทจินดา ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และคนอื่นๆ ก็เริ่มฟิตร่างกายเพื่อจะเข้าร่วมแข่งขันใน

สปาร์ตัน เรซ ครั้งนี้กันแล้วครับ”

ระณัย เสริมว่า แม้เขาและหุ้นส่วนคิดที่จะต่อยอดโดยนำอีเวนต์อื่นๆ ที่เน้นเรื่องสุขภาพและมีคนเข้าร่วมได้เยอะๆ อีกหลายงานเข้ามาในเมืองไทยก็ตาม แต่ตอนนี้ขอโฟกัส สปาร์ตัน เรซ ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการตอบรับที่ดีจากคนไทยเสียก่อน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีอีเวนต์ใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาร่วมด้วยตามมาอีกก็ได้

“ส่วนใหญ่แล้วเราจะเลือกอีเวนต์ที่สร้างแพสชั่นให้ผู้คนเป็นหลัก อย่าง มิวสิค รัน ผมมองว่ามันช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกายได้มาวิ่งหรือมาร่วมกิจกรรม ส่วน สปาร์ตัน เรซ ก็จะเป็นกิจกรรมที่ไต่ระดับความท้าทายขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้คนก็เริ่มหันมาให้ความสนใจการออกกำลังกายกันมากขึ้น จึงตรงกับคอนเซ็ปต์หลักของสปาร์ตัน เรซ ที่อยากให้ทุกคนแข็งแรง และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดังนั้นเราจึงจัดเวิร์กช็อป คอมมูนิตี้ ขึ้นเป็นระยะๆ ให้ทุกคนชวนเพื่อนๆ มาร่วมฟิตร่างกายกัน โดยจะจัดวนไปตามฟิตเนสต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รวมทั้งที่เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตด้วย

ผมว่าถ้าเรามีฐานแฟนคลับที่ชอบ สปาร์ตัน เรซ ที่แน่นดีแล้ว ก็จะสามารถกระจายการจัดงานไปตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศได้ ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะความท้าทายของสนามแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกันเลย ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศนั้นๆ เป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าแข่งในสปาร์ตัน เรซ ก่อนอื่นผมอยากให้สมัครก่อน (หัวเราะ) เพราะจะเหมือนเป็นการบังคับตัวเองไปในตัว สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.spartanrace.co.th โดยสปาร์ตัน สปรินต์ เริ่มต้นที่ 1,650 บาท และสปาร์ตัน คิดส์ เริ่มต้นที่ 500 บาท

และถ้าใครอยากรู้เคล็ดลับในการเตรียมตัวก็สามารถเข้าไปดูที่ FB : Spartan Race Thailand ซึ่งจะมีคำแนะนำในการเตรียมตัว รวมทั้งสถานที่เวิร์กช็อป คอมมูนิตี้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถไปรับการเทรน หรือไปพูดคุยกับผู้ให้คำแนะนำได้เลย สำหรับงานครั้งแรกนี้ถ้ามีคนร่วมเข้าสัก 6,000-7,000 คน ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ”

ประณัย ทิ้งท้ายว่า หลักในการทำงานของเขาก็คือ เวลาทำงานก็ทำเต็มที่ เวลาพักก็พักเต็มที่ ซึ่งในวันหยุดเขามักจะใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย โดยเล่นเวตและวิ่ง ซึ่งถือเป็นการรีแลกซ์ให้หายเครียดจากการทำงานได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการเตรียมตัวเพื่อลงแข่งขันในงาน สปาร์ตัน เรซ อีกด้วย แล้วถ้ามีเวลาว่างจริงๆ เขาจะเลือกพักผ่อนโดยเดินทางท่องเที่ยวสไตล์แอดเวนเจอร์ อย่างการไปเดินถ้ำที่ต่างประเทศปีละครั้ง ซึ่งในอนาคตเขาก็อยากจะท้าทายตัวเองโดยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ขั้วโลกเหนือด้วย

 

3 วิธี หนีโรคสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518550

3 วิธี หนีโรคสมองเสื่อม

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ใช้มันหรือยอมเสียมันไป” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ได้กับ “สมอง” เว็บไซต์ time.com เผยแพร่ผลการศึกษาที่เกี่ยวกับสมองมนุษย์ว่า ผู้ที่ใช้สมองอยู่เสมอไม่ว่าจะใช้กับการศึกษา เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ หัดเล่นเครื่องดนตรีชนิดใหม่ หรือมีสังคมเพื่อนและครอบครัวที่เข้มแข็ง คนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่าและจะมีปัญหากับระบบคิดน้อยกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธความเสื่อมถอยของสมองตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นได้ แต่เราสามารถรักษาการทำงานของระบบสมองให้มีประสิทธิภาพตามช่วงวัยได้ ตาม 3 วิธีหนีโรคสมองเสื่อมที่คนสูงวัยควรทำ

 

1.การศึกษา

จากการศึกษาในวารสารเกี่ยวกับสมองของฝั่งอังกฤษ (Neuroepidemiology) ได้วิเคราะห์แบบทดสอบด้านความจำจากคนสูงวัยชาวยุโรปจำนวน 1.1 หมื่นคน พบว่า การศึกษาสามารถต่อต้านภาวะสมองเสื่อมได้

ผู้เข้าร่วมต้องตอบแบบสอบถามทุกๆ 2 ปีในระยะเวลาเกือบ 10 ปี เพื่อนักวิทยาศาสตร์จะสามารถเปรียบเทียบผลของแบบสอบถามดังกล่าว ซึ่งพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูงดูเหมือนจะมีอัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่า แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าการศึกษาสามารถป้องกันภาวะการรับรู้ทางสติปัญญาเสื่อมได้ (Cognitive decline)

2.เล่นบอร์ดเกมกับเพื่อน

การศึกษาดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ผู้ที่เล่นเกมการ์ดและมักทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือครอบครัวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมกว่าผู้ที่ไม่สังสรรค์กับสังคม นอกจากนี้ จากการศึกษาผู้สูงวัยจำนวนกว่า 1,200 คน ยังพบว่า ผู้ที่แอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่า หรือหากเผชิญกับโรคนี้แล้ว ผู้ที่แอ็กทีฟจะสามารถต่อต้านได้ดีกว่าคนที่ไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งวิธีที่ทำให้คุณเป็นคนแอ็กทีฟสามารถทำได้ง่ายๆ คือ นัดเพื่อนฝูงหรือครอบครัวแล้วหากิจกรรมใหม่ๆ ทำร่วมกัน เช่น ไปพิพิธภัณฑ์ หรือฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อให้สมองได้ทำงาน

3.ออกกำลังกาย

จากการศึกษาผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี จำนวน 1,600 คน พบว่า ผู้ที่ชอบนั่งเป็นเวลานานมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์สูง หมายความว่า การขยับเขยื้อนร่างกายเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้สมองฟิตไปด้วย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้หัวใจแข็งแรง เมื่อหัวใจแข็งแรงก็จะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี การออกกำลังกายจึงทำให้สมองแข็งแรงตามไปด้วย

การออกห่างโรคสมองเสื่อมจึงสามารถทำได้ด้วย 3 วิธีควบคู่กันไป ซึ่งนอกจากสมองของคุณจะมีสุขภาพดีแล้ว อายุขัยของคุณก็จะยืนยาว

 

กรดอะมิโน และโอเมก้า สารอาหารเพื่อพัฒนาการสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/518353

กรดอะมิโน และโอเมก้า สารอาหารเพื่อพัฒนาการสมอง

โอเมก้า (Omega) หรือกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวช่วยในการบำรุงสมอง โดยกระตุ้นให้สมองพัฒนาระบบประสาทส่วนกลางและช่วยเรื่องการมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์ และทำให้มนุษย์เกิดความจำ อีกทั้งมีส่วนให้ร่างกายปรับสมดุลของสารเคมีที่มีผลให้รู้สึกสบาย ไม่เครียด มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย โอเมก้านั้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่กลุ่มที่มีประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาในเด็ก ก็คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9

นํ้านมนับว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับเด็กและคนทุกวัย และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ มีปริมาณโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนคุณภาพดีไม่ด้อยไปกว่าโปรตีนที่ได้รับจากไข่ เนื้อสัตว์ และถั่ว นอกจากนี้ในน้ำนมยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส แล็กโทส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินซี น้ำ และเกลือแร่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโอเมก้า 369 (Omega 369) และกรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) จากผลวิจัยพบว่าในนมแม่จะมีกรดอะมิโนครบถ้วนต่อเด็กมากที่สุด ตามมาด้วยนมโค และนมแพะ ส่วนนมที่มีโปรตีนน้อยที่สุด คือ นมจากพืช 

กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อโครงสร้างไขมันในสมองและจอประสาทตา มีส่วนให้เกล็ดเลือดมีความสมดุลอยู่เสมอ จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจอีกด้วย ขณะที่กรดไขมันโอเมก้า-6 (Omega-6) มีส่วนให้เลือดไหลเวียนได้ดี รักษาระดับคอเลสเตอรอลที่ดีในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายลดอาการปวดและลดการอักเสบได้ รักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณ ช่วยคุมระดับฮอร์โมน และที่สำคัญคือช่วยให้สมองทำงานได้ดี และกรดไขมันโอเมก้า-9 (Omega-9) ช่วยควบคุมระบบการแข็งตัวของเลือด สร้างฮอร์โมนโพรสตาแกลนดินในร่างกาย ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี จึงมีผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นด้วย

ขณะที่กรดอะมิโนนั้นมีทั้งแบบที่ร่างกายสร้างเองได้และสร้างไม่ได้ กรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองได้ที่รู้จักกันทั่วไปมีราว 20 ชนิด ส่วนกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างไม่ได้มีอยู่ 9 ชนิด ซึ่งจำเป็นต้องรับจากการรับประทานอาหาร ใน 9 ชนิดนี้สำคัญต่อสมองมาก โดยมีการทำงานที่ซับซ้อนและสำคัญ กรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) ได้แก่ 

1.ทริปโตเฟน (Tryptophan) มีส่วนเสริมสร้างคุณภาพในการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ

2.ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย สู้เชื้อโรคและช่วยเผาผลาญไขมัน

3.ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัว และสร้างความทรงจำในสมอง

4.เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยสลายไขมัน

5.ลิวซีน (Leucine) ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มพลังกล้ามเนื้อ ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงขึ้น

6.ไลซีน (Lysine) ช่วยเสริมสมาธิ ทำให้กระดูกแข็งแรง 

7.วาลีน (Valine) กระตุ้นการทำงานสมอง ทำให้กล้ามเนื้อประสานกันได้ดี

8.ไอโซลิวซีน (Isoleucine) เสริมสร้างการเจริญเติบโตของระบบประสาท เตรียมพร้อมสมองต่อพัฒนาการเรียนรู้

9.ฮิสทิดีน (Histidine) จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในเด็ก ช่วยการทำงานของระบบประสาท ป้องกันภาวะพัฒนาการช้า

อย่างไรก็ตาม เด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตควรรับประทานอาหารอย่างเพียงพอให้ครบทั้ง 5 หมู่ เมื่อเห็นว่าลูกกินได้น้อย คุณพ่อคุณแม่ควรจัดอาหารระหว่างมื้อมาเพิ่ม แต่ต้องไม่บ่อยจนรบกวนอาหารมื้อหลัก และอาหารต้องไม่มีรสชาติหวานจัด เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากอาหารได้ อย่าติดสินบนเพื่อให้เด็กยอมกินอาหาร จะทำให้เด็กติดนิสัยและไม่ยอมกินเมื่อไม่มีของมาแลกเปลี่ยน และพยายามอย่าบังคับขู่เข็ญให้เด็กกินอาหาร เพราะจะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อการกินและไม่อยากกิน จะกลายเป็นคนกินยากไปแทน