พลากร ผินทอง เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513651

พลากร ผินทอง เชฟเบเกอรี่สุดครีเอท

เก็ต-พลากร ผินทอง เชฟเบเกอรี่หนุ่มไฟแรงวัย 34 ปี เลือกเดินบนเส้นทางอาชีพเชฟขนมเพราะมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสกับประสบการณ์การทำงาน จนสามารถต่อยอดทักษะของตัวเองให้กลายเป็นอาชีพที่ใช่เหมือนอย่างในปัจจุบัน

“เดิมทีแล้วผมเรียนจบมาทางด้านการโรงแรม หลักสูตรแบบ 2 ปี จนได้รับประกาศนียบัตรมา และเมื่อทราบว่าที่ออสเตรเลียมีสถาบันที่สามารถโอนหน่วยกิตเพื่อไปเรียนต่อที่นั่นได้ ผมจึงตัดสินใจไปเรียน แต่พอได้เรียนจริงๆ กลับรู้สึกว่าทำไมมันยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆ ผมจึงเรียนได้แค่ 1 ปี และหยุดเรียนเพื่อค้นหาตัวเอง ระหว่างนั้นก็หางานพาร์ตไทม์ทำควบคู่ไปด้วย โดยทำงานในครัวของโรงแรม 3 ดาว

 

หลังจากทำพาร์ตไทม์ได้ 1 ปี ผมก็ลองไปสมัครงานร้านเบเกอรี่ หลังเห็นประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ ซึ่งเขียนว่าแม้ไม่มีประสบการณ์ในการทำเบเกอรี่ก็รับ ผมจึงสมัครไปแล้วได้งานในร้านที่ชื่อว่า เบเกอร์ส ดีไลท์ (Bakers Delight) ที่เมืองเพิร์ท ตอนนั้นผมทำเบเกอรี่ไม่เป็นสักอย่าง แต่เชฟที่ร้านก็สอนให้ ผมจึงทั้งฝึกฝนฝีมือทั้งทำงานไปด้วย เรียกว่าช่วง 6 เดือนแรกนี่ลุยเต็มที่ แถมทางร้านยังส่งไปเรียนคอร์สวิชาชีพการทำขนมปังอีกด้วย”

หลังจากทำงานที่นี่ได้สักพัก ผมก็จำเป็นต้องย้ายที่ทำงานด้วยเหตุผลในการขอต่ออายุวีซ่า คือตอนนั้นผมใช้วีซ่านักเรียนอยู่ ถ้าย้ายออกไปอยู่นอกเมืองก็จะทำให้ต่อวีซ่าได้ง่ายขึ้น ซึ่งร้านเบเกอรี่ที่ผมย้ายไปทำนั้น เจ้าของร้านก็เป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านแรกนั่นเอง พอทำได้สักพักผมก็ย้ายที่ทำงานอีกครั้ง โดยไปอยู่ที่เมืองบัสเซลตัน ทางตอนใต้ของเพิร์ท ที่ร้านใหม่นี้ผมจะทำขนมปังเป็นหลัก แต่ก็มีทำเบเกอรี่บ้างนิดหน่อย ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนเกี่ยวกับการทำเบเกอรี่เพิ่มเติมอีกหลายปี พร้อมกับทำงานไปด้วยจนเรียนจบ”

ต่อมาเจ้าของร้านขายกิจการให้คนอื่น เขาจึงเปลี่ยนที่ทำงานอีกครั้ง เพราะอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ “ผมได้ไปทำงานในร้านทำช็อกโกแลต ที่มาร์กาเรต ริเวอร์ (ออกจากเมืองบัสเซลตันไป 15 กม.) ที่นี่ผมได้ฝึกฝนการทำช็อกโกแลตอยู่ 6 เดือน ด้วยความที่ร้านช็อกโกแลตแห่งนี้เป็นช็อกโกแลต แฟกทอรี คนทั่วไปจึงสามารถมายืนดูตอนเราทำขนมผ่านกระจกร้านได้

ระหว่างที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก็มีช่วงที่ผมบินกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยทุกปี กระทั่งปี 2012 ผมจึงตัดสินใจบินกลับมาทำงานที่เมืองไทย โดยเป็นครูสอนทำขนมที่สถาบันไอ-ทิม หรือ International Hotel and Tourism Industry Management School (I-TIM) อยู่ 2 ปี ที่จริงงานสอนทำขนมเป็นงานที่ดีและสบายนะ แต่ผมก็อยากหาประสบการณ์เพิ่มเติมในชีวิตอีกแหละ เมื่อมีโอกาสได้งานที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ผมก็ตัดสินใจลองไปทำดู โดยเป็นเชฟขนมประจำบริษัท ฟีล กรุ๊ป ในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านอาหารเมียนมา ตอนนั้นบริษัทกำลังจะเปิดร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งขึ้นพอดี งานของผมคือการคิดเมนูขนมต่างๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเค้กให้กับบริษัท”

เก็ต เล่าว่า หลังจากทำงานที่เมียนมาได้ 1 ปี เขาก็ได้งานที่โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ในตำแหน่งเชฟเบเกอรี่ โดยดูแลการทำขนมปังและเบเกอรี่ทั้งหมดของโรงแรม หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ 1 ปี เขาก็ได้มาเป็นหัวหน้าเชฟแผนกเบเกอรี่ของโรงแรมอนันตรา สาทร กรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน

“หน้าที่โดยรวมของผมที่โรงแรมอนันตราฯ ก็คือเป็นหัวหน้าแผนกเบเกอรี่ ดูแลเรื่องการทำขนมปังและเบเกอรี่ให้กับห้องอาหารต่างๆ ในโรงแรมทุกวัน พร้อมกับดูว่าช่วงนั้นๆ ที่โรงแรมมีอีเวนต์อะไรบ้าง อีกอย่างผมจะดูแลเรื่องขนมหวานและเบเกอรี่ทั้งหมดในไลน์เบรกฟาสต์ หรืออาหารเช้า ซึ่งผมอาจจะไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด แต่ก็จะมีพนักงานคนอื่นๆ ร่วมช่วยทำด้วยครับ

สำหรับการครีเอทเบเกอรี่เมนูใหม่ๆ ส่วนใหญ่เวลาคิดขึ้นมาแล้ว ผมจะปรึกษากับเชฟประจำห้องอาหารซูม สกาย เลานจ์ (Zoom Sky Lounge) และซูม สกาย บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ (Zoom Sky Bar & Restaurant) ทุกครั้ง เพราะเราต้องทำงานด้านอาหารและขนมด้วยกัน จากนั้นเราก็จะช่วยกันออกความเห็นว่า เมนูขนมที่เราคิดขึ้นใหม่นั้นดีพอหรือสมควรจะบรรจุลงในห้องอาหารหรือไม่

ล่าสุดที่เราคิดกันก็คือเมนูขนมชื่อว่า ‘เซน’ ซึ่งประกอบด้วยช็อกโกแลตที่ทำให้รูปลักษณ์ดูคล้ายๆ กับก้อนหิน 3 ก้อน ที่ข้างในจะเป็นเนื้อมูสนุ่มๆ และตกแต่งจานให้ดูเหมือนสวนเซนของญี่ปุ่น

แล้วก็มีเมนู ‘Golden Eggs’ หรือไข่ทองคำ ที่เนื้อด้านในเป็นเนื้อลิ้นจี่ผสมไข่แดงและเนื้อเสาวรส โดยตัวเปลือกไข่ด้านนอกทำจากช็อกโกแลต พ่นด้วยสีผสมอาหารสีทอง แล้วใช้โรตีสายไหมมารองด้านล่างทำเป็นรัง เป็นต้น ซึ่งคอนเซ็ปต์หลักของขนมที่นี่จะเป็นสไตล์อินเตอร์ผสมผสานกับความเป็นไทย แล้วจะเน้นการพรีเซนเทชั่นให้สวยงามแปลกตา แต่พอรับประทานแล้วรสชาติก็ยังคงความอร่อย”

เก็ต บอกว่า จุดเด่นของเขาก็คือการทำเบเกอรี่ที่มีรูปลักษณ์แปลกใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นความถนัดของเขาอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ที่ผ่านมาเขามักจะสังเกตเทรนด์ของขนมจากต่างประเทศอยู่เสมอ แล้วนำมาปรับสไตล์ให้เป็นตัวเองด้วยการสร้างสรรค์ขนมเมนูใหม่ที่ดูแปลกตาขึ้นมา

“อย่างเบเกอรี่หรือขนมที่จะทำให้ชิมในวันนี้ ที่จริงแล้วมันก็คือเค้กแบล็กฟอเรสต์นั่นแหละ ซึ่งส่วนผสมหลักก็จะมีวิปปิ้งครีม ลูกเชอร์รี่เชื่อม และเนื้อเค้กแบล็กฟอเรสต์ แต่พรีเซนเทชั่นเมนูของผม หน้าตาขนมจะแตกต่างออกไปจากแบบเดิมๆ ซึ่งแต่ละเมนูจะใช้ทั้งวัตถุดิบที่มีในบ้านเรา และวัตถุดิบจากต่างประเทศผสมผสานกัน

 

 

 

ปัจจุบันผมทำงานที่นี่มาได้ 7 เดือนแล้ว ในอนาคตก็คิดไว้ว่าอยากจะครีเอทเบเกอรี่หน้าตาใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะพัฒนาต่อยอดโดยใส่ความเป็นขนมไทยลงไป หรือไม่ก็ทำเมนูขนมไทยที่มีรสชาติอร่อยแบบไทยๆ ให้รูปลักษณ์ดูมีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นครับ”

เอาเป็นว่าใครที่อยากชิมขนมฝีมือเชฟหนุ่มสุดติสต์และสุดแสนจะครีเอทคนนี้ ก็มาได้ที่ซูม สกาย เลานจ์ (ชั้น 38) และร้านฮันเดรด อีสต์ (ชั้น 2) ของโรงแรมอนันตรา สาทร กรุงเทพฯ ได้เลย &O5532;

 

ณิชชา ธนาลงกรณ์ ‘ทุกอย่างจะไม่สูญ ถ้าท้อแต่ไม่ถอย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513440

ณิชชา ธนาลงกรณ์ ‘ทุกอย่างจะไม่สูญ ถ้าท้อแต่ไม่ถอย’

จากก้าวแรกถึงวันนี้ สาวร่างเล็กที่พกพาความมั่นใจมาเต็มร้อยยอมรับแบบไม่กลัวเสียฟอร์มเลยว่า ไม่ง่ายเลย ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ เคยท้อถึงขั้นอยากจะทิ้งทุกอย่างก็หลายหน แต่เหตุผลเดียวที่บอกตัวเองให้สู้ต่อคือ แพชชั่น

เติบโตมาจบครบ 4 ปีแล้วสำหรับแบรนด์ไทยน้องใหม่อย่าง “ณิชชา” (Nicha) ผลผลิตจากความตั้งใจและแพชชั่นที่มีต่อแฟชั่นของ ณัฐ-ณิชชา ธนาลงกรณ์ ทายาทแบรนด์ชุดชั้นในจินตนา ลูกสาวคนเดียวของวิยะดา ธนาลงกรณ์ และโสฬส เอี่ยมอมรพันธ์

“ณัฐรักแบรนด์นี้ เพราะแบรนด์ณิชชาเกิดจากความรักในศิลปะและแฟชั่นของณัฐ ณัฐรักทีมงานทุกคนที่ต่อสู้ด้วยกันมา แบรนด์นี้สอนอะไรณัฐหลายอย่าง จากเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้อะไรเลย อาศัยว่าเรียนด้านไฟน์อาร์ต ชอบวาดรูป พอมีพื้นฐานด้านศิลปะและการออกแบบ แต่ความรู้ด้านธุรกิจเท่ากับศูนย์ พอมาทำแบรนด์ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่หมด ตั้งแต่เรื่องต้นทุน การบริหารให้อยู่รอด” สาวสวยที่วันนี้ดูเซ็กซี่ในชุดลูกไม้สีขาว ผลงานล่าสุดจากคอลเลกชั่น Reminiscence ซึ่งเธอถ่ายทอดความรู้สึกคิดถึงคุณยายอย่างสุดหัวใจออกมาเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ภาคภูมิใจ

ณัฐ บอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย แต่แฝงไปด้วยความเศร้านิดๆ เมื่อพูดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก “ทำแบรนด์มา 4 ปี คอลเลกชั่นนี้เป็นคอลเลกชั่นที่ 8 ตอนที่จะเริ่มทำก็มีตันๆ บ้าง คิดไม่ออก ในช่วงที่ณัฐพยายามกระตุ้นให้ตัวเองมีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ณัฐคิดถึงคุณยาย ซึ่งท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ณัฐอยากทำแบรนด์ ณัฐเลยเลือกนำความคิดถึงนี้มาถ่ายทอดในผลงาน จะเห็นว่าคอลเลกชั่นนี้ณัฐหยิบเอาลูกไม้ บราคอร์เซตมาใส่ ให้กลิ่นอายของแฟชั่นยุคทศวรรษที่ 1950 แบบไทยๆ ย้อนวันวานไปสมัยคุณยายยังสาวและเริ่มต้นสร้างแบรนด์ชุดชั้นในจินตนา”

สำหรับเด็กผู้หญิงที่มีคุณยายเป็นไอดอลมาตลอดชีวิต เธอบอกว่าคุณยายเป็นตัวอย่างของผู้หญิงเก่งและแกร่ง สร้างธุรกิจมาด้วยตัวเอง “คุณยายณัฐเท่และสตรองมาก ท่านไม่เพียงเป็นตัวอย่างในเรื่องของการทำงาน แต่ยังเป็นเจ้านายที่ดี ดูแลลูกน้องอย่างดี ในขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ในฐานะยายและแม่ที่ดีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 

 

เวลาที่ณัฐท้อแท้ ณัฐจะคิดเสมอว่าตอนที่คุณยายสร้างธุรกิจก็ไม่ได้ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปี แต่กว่าจะสร้างแบรนด์ได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ณัฐพยายามทำอยู่คือการค่อยๆ สร้างแบรนด์ณิชชา”

ดีไซเนอร์ไซส์มินิ แต่มีเลือดนักสู้อยู่เต็มตัว บอกเล่าด้วยแววตาเป็นประกายว่า ช่วง 3 ปีแรกของการทำแบรนด์ เหมือนการค้นหาตัวเอง ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก แต่พอก้าวสู่ปีที่ 4-5 ถึงจะเป็นช่วงที่ค้นหาตัวเองเจอแล้ว สำหรับณิชชาเองก็เช่นกัน หลังจากเข้าสู่ปีที่ 4 ณัฐคิดว่าตอนนี้เราเริ่มค้นพบแล้วว่าแบรนด์เราอยู่ตรงไหน และจะสร้างสตอรี่ของแบรนด์เราต่อไปอย่างไร

“ถ้าเข้าไปในไอจีของแบรนด์ตอนนี้ จะเห็นว่าแต่ละภาพที่โพสต์ลงไปถูกออกแบบมาแล้วว่าให้ร้อยเรียงกัน ทั้งหมดเกิดจากกระบวนการคิดเป็นอย่างดี เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ณิชชาออกมาในแบบที่เราตั้งใจ

รูปทุกรูปที่เห็นณัฐเป็นคนรีทัชเองหมด เรามีทีมงานที่ทำหน้าที่คิดแคปชั่น เพื่อบรรยายในแต่ละภาพโดยเฉพาะ เราคิดเสมอว่าเราไม่ได้แค่ต้องการทำเสื้อผ้าเพื่อขาย แต่เรากำลังนำเสนอเรื่องราวและแรงบันดาลใจผ่านเสื้อผ้า ณัฐอยากให้ผลงานที่เราทำออกมาเป็นที่จดจำ

ณัฐคงไม่กล้าเอาแบรนด์เราไปเปรียบเทียบกับปราดา (Prada) แต่แค่มาลองนั่งคิดดูว่าทำไมลูกค้าถึงยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อซื้อปราดา ทั้งที่อาจจะไม่ได้ชอบทุกคอลเลกชั่นที่ออกมา คำตอบคือที่ซื้อเพราะเรามีความเชื่อในแบรนด์ ณัฐถึงได้บอกว่าเราพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด พยายามสร้างแบรนด์ของเราให้แข็งแกร่ง เจอข้อบกพร่องตรงไหนก็พยายามปรับ”

จากวันแรกที่ล้มแล้วลุกมาหลายครั้ง วันนี้ณิชชามาถึงจุดที่พอยิ้มได้ เริ่มมีลูกค้าต่างประเทศ ทั้งจีน อินเดีย ออสเตรเลีย และยุโรป แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ก็เป็นกำลังใจให้เดินต่อไป

“เมื่อไหร่ที่ณัฐท้อแล้วหยุด ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า เงินทุนที่ณัฐยืมคุณแม่มา กำลังใจจากคนรอบข้างที่ให้เรามาตลอดก็สูญเปล่า ณัฐคิดเสมอว่าณัฐไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้ ถึงณัฐจะไม่ได้ถูกเลี้ยงมาแบบให้มีความอดทนต่ออุปสรรคสูง แต่ครั้งนี้ณัฐสู้สุดใจ เพราะณัฐรู้ว่าเป้าหมายของณัฐคืออะไร ณัฐอยากเป็นใคร ณัฐอยากเป็นแบบคุณยาย เพราะฉะนั้นณัฐต้องอดทน และไม่หยุดที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่น หรือคิดว่ากำลังแข่งกับใคร แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุด คนอื่นก็จะวิ่งแซงหน้าเราไป”

สาวสวยยังเปิดอกเผยแบบตรงไปตรงมาอีกว่า ช่วงท้อหนักๆ เคยคิดว่าแค่ปิดแบรนด์แล้วไปเรียนต่อเมืองนอกก็ได้ “แต่พอคิดว่านั่นเป็นทางออกหรือการวิ่งหนีปัญหา ด้วยการหลอกตัวเองว่าฉันมาเรียนต่อ ไม่ได้ทำธุรกิจล้มเหลวมา ณัฐเลือกขอสู้อยู่ตรงนี้ดีกว่า

เป้าหมายของณัฐจากนี้คือ อยากให้แบรนด์ณิชชาได้ไปอวดโฉมบนเวทีแฟชั่นระดับโลก และสามารถครองตลาดแฟชั่นในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะถึงแม้ตอนนี้จะเริ่มมีลูกค้าต่างชาติ แต่ก็ยังไม่ได้มีตลาดของประเทศไหนที่พูดได้ว่าเป็นลูกค้าหลักของเรา ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าคอลเลกชั่นที่ออกมาถูกใจลูกค้าชาติไหนมากกว่า”

นอกจากเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมแล้ว ณัฐยังวาดฝันว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน “ณัฐว่าการทำแบรนด์เสื้อผ้าก็เหมือนการขึ้นเขา พอเดินขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง ก็จะเจอกับจุดให้พักชมวิว ก่อนจะเดินขึ้นไปต่อ ซึ่งถ้าใครเลือกที่ไม่ไปต่อ ก็มีทางเดียวคือต้องเดินลงเท่านั้น สำหรับณัฐ มาถึงวันนี้คิดว่าตัวเองทำดีที่สุด เต็มที่ที่สุดแล้ว และจะเดินหน้าต่อไปอย่างดีที่สุด

ถ้าถามณัฐวันนี้ว่าหากย้อนเวลากลับไปได้จะเลือกเดินถนนเส้นนี้ไหม แน่นอนค่ะ” ณัฐตอบด้วยแววตามุ่งมั่น ก่อนจะคลี่ยิ้ม และพูดติดตลกว่า ถ้ามาถามเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คงบอกว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ณัฐขอไม่เริ่มต้นแบรนด์นี้ดีกว่า (หัวเราะ)

ดีไซเนอร์คนเก่งยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่เปิดแบรนด์มาเธอเก็บผลงานการออกแบบทุกชิ้นไว้ใส่เองทั้งหมด ส่วนหนึ่ง เพราะผลงานที่ออกแบบเองย่อมถูกใจเธอที่สุดเป็นธรรมดา แต่อีกเหตุผลคือเพื่อนำผลงานทุกชิ้นมาศึกษาหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข

“ณัฐรับฟังทุกความคิดเห็นทั้งติและชม ณัฐคิดว่าคนเราสำคัญคือต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองและตำหนิตัวเองให้เป็น เวลาที่ณัฐรู้สึกท้อ ณัฐจะเดินไปหน้ากระจกและให้กำลังใจคนในกระจก แต่วันไหนที่ณัฐรู้ว่าตัวเองกำลังเหลิง ทำตัวไม่โอเค ก็จะเดินไปตำหนิคนในกระจกเหมือนกัน

หลายคนอาจจะมองว่าณัฐเกิดมาในครอบครัวที่เลี้ยงดูณัฐได้ ไม่จำเป็นต้องมาลำบากสร้างแบรนด์ ณัฐยอมรับนะคะว่าจริง แต่ถ้าณัฐทำอย่างนั้น ถามว่าความภูมิใจในชีวิตของณัฐคืออะไร ณัฐอยากประสบความสำเร็จด้วยตัวณัฐเอง ณัฐมีเป้าหมายในชีวิต และกำลังพาตัวเองไปให้ถึง แม้ว่าจากจุดที่ณัฐยืนตอนนี้จะอีกไกลก็ตาม” สาวรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการใช้ชีวิตน่าสนใจกล่าวทิ้งท้าย

 

วศุมา คณาธนะวนิชย์ บริหารธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513234

วศุมา คณาธนะวนิชย์ บริหารธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่

วศุมา คณาธนะวนิชย์ หรือนูนู่ วัย 27 ปี ลูกสาวคนโตของหญิงเก่งแห่งวงการโรงแรม ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน และปลุกปั้นโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำบีช รีสอร์ท ต่อจากคุณพ่อจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ล่าสุดได้ส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 3 “นูนู่” ลูกสาวสุดที่รักรับช่วงบริหารงานต่อในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของโรงแรม“นู่เรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก สคูล ออฟ โอเรียนทัล แอนด์ แอฟริกัน สตัดดีส์ ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเรียนตามรอยคุณแม่เลยก็ว่าได้ เมื่อเรียนจบก็กลับมาอยู่ที่เมืองไทย 1 ปี โดยช่วงนั้นนู่ได้ค้นหาตัวเองโดยการไปฝึกงานในหลายๆ ที่ ทั้งกลุ่มบริษัทอสังหาฯ บริษัทโฆษณา บริษัทหลักทรัพย์และการเป็นโบรกเกอร์ เพื่อให้รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบทางด้านไหน

ลังจากนั้นนู่ก็บินไปเรียนต่อปริญญาโทด้านกลยุทธ์การตลาดที่อิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษจนจบ (ได้เกียรตินิยมอันดับ 2) ซึ่งเป็นการตลาดที่เน้นในเรื่องของออนไลน์เป็นหลัก จึงน่าจะเหมาะกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนี้พอเรียนจบปริญญาโท นู่ก็พักสมองอยู่ 3-4 เดือน ตลอดระยะเวลานั้น ลึกๆ แล้วในใจก็ยังคิดถึงงานโรงแรมมาโดยตลอด ด้วยความที่คุณแม่ให้เวลาเราไปค้นหาตัวเองแล้ว ท่านจะไม่บังคับ แต่ในเมื่อเราตอบตัวเองได้ว่า ยังไงเราก็มีความผูกพันกับโรงแรมนี้มาตั้งแต่เด็ก นู่จึงเริ่มหันมาช่วยคุณแม่บริหารงานโรงแรมอย่างจริงจัง ตอนนี้ก็ทำมา 2 ปีได้แล้ว โดยเป็นผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ซึ่งไม่ได้ดูโรงแรมอย่างเดียว แต่ยังช่วยดูแลโรงเรียนสอนการโรงแรมของคุณแม่ด้วย และช่วยดูเรื่องการตลาดให้กับกลุ่มบริษัทด้วยค่ะ”

นูนู่บอกว่า หน้าที่ของเธอนอกจากการบริหารงานแล้ว ยังดูแลด้านการตลาดควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมช่องทางการขายห้องพัก โดยทำแพ็กเกจโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งดูแลโซเชียลมีเดียของโรงแรม ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก พร้อมกับเชิญคนดังๆ ตามเซ็กเมนต์ที่ต้องการจะเจาะตลาดมาพักด้วย

“สำหรับงานหลักด้านการพัฒนาธุรกิจ สิ่งที่นู่ทำตอนนี้ก็คือพยายามหาไอเดียใหม่ๆ โปรดักต์ใหม่ๆ จากการที่ตัวเองได้ไปท่องเที่ยว ได้ไปเห็นมา แล้วจะนำมาประยุกต์ใช้กับโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการรีโนเวตห้องพักบางส่วน หรือการตกแต่งแลนด์สเคปโดยรอบโรงแรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้นู่ทำเสร็จมา 1 ปีแล้ว จึงถือเป็นผลงานแรกๆ ที่ได้เข้ามาช่วยบริหารงานด้วยความที่โรงแรมของเราเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องพักถึง 559 ห้อง จึงมีลูกค้าทั้งคนที่มาพักผ่อนเป็นครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อนๆ และกลุ่มประชุมสัมมนา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย แต่ก็มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำที่มาพักครั้งนึงยาวไปเลย 3 เดือน

ซึ่งโรงแรมเรามีตลาดลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่อยากพัฒนาคือการมองหาตลาดอื่นๆ เพิ่มเติม โดยมองว่ามีวิธีไหนที่จะสามารถทำตลาดได้มากขึ้น และตอนนี้ก็อยากจะเข้าถึงกลุ่มนิชมาร์เก็ตให้ได้ พูดง่ายๆ ว่าเราบริหารงานด้วยมุมมองของคนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องมีการปรึกษาคุณแม่ด้วยว่าเห็นชอบด้วยมั้ยอยู่ตลอดค่ะ”

นูนู่บอกว่า งานของเธอนอกจากต้องคุยเรื่องการตลาดกับผู้บริหาร ฝ่ายการตลาด และพนักงานในโรงแรมแล้ว ยังต้องมีการพูดคุยกับลูกค้าเพิ่มเติมด้วย เพื่อดูว่าลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการอะไร เพราะการที่ได้พูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างทั่วถึง จะทำให้ทราบถึงโจทย์และทิศทางในการพัฒนาธุรกิจไปในตัวด้วย“ตอนนี้นอกจากโฟกัสธุรกิจโรงแรมไปสู่ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เรายังอยากเปิดตลาดไปสู่กลุ่มไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดใหม่ที่น่าจะมาแรงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เพราะจุดแข็งของโรงแรมเราคือ มีพื้นที่ที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะ โรงแรมติดหน้าชายหาดที่กว้าง จึงเหมาะกับตลาดผู้สูงวัยเป็นอย่างมาก

นอกจากโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำบีช รีสอร์ท ก็ยังมีเดอะ รีเจ้นท์ชาเลต์ ซึ่งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน มีที่พักติดชายหาดเหมือนกัน แต่เดอะ รีเจ้นท์ ชาเลต์ จะเป็นที่พักสไตล์คอตเทจ ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มาจากยุโรป ที่มักจะพักแบบยาวนาน ถ้าเป็นลูกค้าคนไทยก็จะเป็นกลุ่มที่ชอบใกล้ชิดกับธรรมชาติและชอบสัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ”

สาวเก่งบอกว่า ตั้งแต่เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจ แน่นอนว่าช่วงแรกๆ ก็อาจพบอุปสรรคบ้าง เนื่องจากพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานาน อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจการบริหารงานแบบใหม่ๆ แต่เมื่อโรงแรมได้มีการพัฒนาธุรกิจขึ้น ก็ต้องมีการอธิบายให้พนักงานทุกคนได้เข้าใจโดยพูดคุยกันมากขึ้น เนื่องจากวิธีการทำงานของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อต้องมาทำงานร่วมกันก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากันให้ดีที่สุด

“เวลาทำงานร่วมกับพนักงานทุกคน นู่จะใช้วิธีคุยกันค่อนข้างเยอะ คุยกันตรงๆ เลยว่าลองเปลี่ยนดูมั้ย ลองทำแบบนี้ดูนะ เพราะเชื่อว่าน่าจะดียิ่งขึ้นไปอีก การที่นู่ได้มาบริหารงานตรงนี้เพราะเป็นลูกสาวเจ้าของโรงแรมก็จริงอยู่ค่ะ แต่สิ่งที่นู่ต้องทำก็คือ การพิสูจน์ให้ผู้ร่วมงานได้เห็นความสามารถของเรา ว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง ซึ่งภารกิจตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากๆ เพราะรุ่นคุณตา และรุ่นคุณแม่บริหารงานและทำได้ดีมาตลอด ฉะนั้นเมื่อเข้ามาดูแล นู่ก็อยากจะทำให้ออกมาดีที่สุด เพราะเราก็เติบโตมากับโรงแรม เห็นมาตั้งแต่เด็ก จึงรู้สึกผูกพัน และอยากทำให้พนักงานมีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อแขกที่มาพักได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดี ตัวเราก็แฮปปี้ไปด้วย

เคล็ดลับในการทำงานสำหรับนู่ก็คือ ต้องทำงานด้วยใจ มีความสุข สนุก และรักในงานที่ทำ ซึ่งคุณแม่ของเราก็เป็นแบบนั้น แม้บางทีจะมีช่วงที่รู้สึกท้อบ้าง แต่พอได้ไปทำงานจริงๆ มันก็สนุกและหายเหนื่อยไปได้ ส่วนใหญ่แล้วนู่จะทำงานอยู่ที่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ แต่ก็ต้องเดินทางไปประชุมหรือดูงานที่ชะอำสัปดาห์ละครั้งค่ะ”

นูนู่เสริมว่า โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำบีช รีสอร์ท ปัจจุบันเปิดมาได้ 35 ปีแล้ว เธอจึงมีแผนในระยะยาวว่า อยากจะปรับปรุงห้องพักในโรงแรมไปเรื่อยๆ เพื่อเปิดตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้มากขึ้น เพราะยุคนี้การแข่งขันด้านธุรกิจโรงแรมค่อนข้างสูง

“เมื่อมีการแข่งขันทางธุรกิจสูง เราก็ต้องหาจุดเด่นที่โรงแรมเรามี แล้วชูจุดเด่นนั้นให้เป็นข้อได้เปรียบ ถ้าให้บอกก็คือโรงแรมเรามีจุดแข็งในเรื่องพื้นที่กว้างขวาง โลเกชั่นที่ติดชายทะเล และความร่มรื่นของต้นไม้ อีกส่วนหนึ่งที่พิเศษคือความผูกพันของแขกที่มาพักกับตัวโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจแทนว่า ในยุคที่พ่อแม่เป็นหนุ่มสาวก็พาลูกๆ มาพักที่นี่ และในยุคนี้ที่พ่อแม่สูงวัยขึ้น ลูกๆ ก็พามาพักที่โรงแรมเราเช่นกัน จะพูดว่าเป็นเหมือนความผูกพันก็ว่าได้ ในอนาคตเรามีแผนว่าจะเพิ่มโรงแรมขนาดเล็กจำนวน 70-100 ห้องขึ้นอีก 1 แห่ง แต่ตอนนี้กำลังดูเรื่องการลงทุนและการประเมินงบประมาณอยู่ค่ะ”

สาวเก่งทิ้งท้ายว่า นอกจากเวลาทำงาน 5 วันใน 1 สัปดาห์แล้ว ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ เธอมักจะตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย

“หากมีเวลาว่างนู่จะชอบไปเที่ยวทะเลในเมืองไทย ถ้าเป็นทริปต่างประเทศก็จะไปกับครอบครัว ซึ่งมีคุณพ่อ คุณแม่ นู่ และน้องชาย อย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ได้เดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน นู่จะคอยสังเกตดูการทำงาน ข้าวของเครื่องใช้ การตกแต่งของแต่ละสถานที่ เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลความรู้ด้วย เหมือนเป็นการเที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วย ซึ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว”

 

นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง คุณหมอพิธีกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/513007

นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง คุณหมอพิธีกร

หมอกริช-นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง สูตินรีแพทย์ สาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก แม้อายุจะ 30 ปลายๆ เข้าใกล้เลข 40 แต่หน้าดูยังอ่อนกว่าวัยไปหลายปี นอกจากเป็นแพทย์ด้านสูตินรี ด้านมารดาและทารกแล้ว คุณหมอยังถูกพูดถึงกลายเป็นประเด็นในโลกโซเชียล เมื่อเพจ Centennial Anniversary of Siriraj ob-Gyn ว่าเป็นคุณหมอสุดหล่อของศิริราช หรือถ้าจะทำอัลตราซาวด์ 4D ก็ย่อมได้

ถ้าคุณผู้อ่านมีภาพความทรงจำเก่าๆ ว่าคุณหมอจะต้องขาวๆ ตี๋ๆ ใส่แว่นหนาๆ ท่าทางเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการ คงต้องลบความทรงจำเดิมๆ เพราะคุณหมอรุ่นใหม่สมัยนี้หน้าใสกิ๊งแต่งตัวทันสมัยไม่ตกเทรนด์แฟชั่น บางคนติดทำเนียบหมอหล่อบอกต่อด้วย เช่นเดียวกับคุณหมอหนุ่มรุ่นใหม่คนนี้ ที่คมเข้มรูปร่างสูงใหญ่ต่างจากภาพจำเดิมๆ ที่เคยเห็นมา

คอนเฟิร์มว่าตัวจริงล้อ-หล่อ เสียงเพราะนุ่มนวล สัมภาษณ์ไปยิ้มไปน่ารักอะไรเบอร์นั้น และล่าสุดคุณหมอยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นพิธีกรของรายการ เดอะ ดร.ออซ ไทยแลนด์ ซึ่งเพิ่งเริ่มออกอากาศไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการคัดเลือกหมอหนุ่มมาจากทุกภาควิชาของโรงพยาบาลศิริราช ส่งตัวมาแคสต์กว่า 10 คน จนสุดท้ายได้หมอกริช 

 

นพ.สกิทา มาดำเนินรายการคู่กับ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ คุณหมอเล่าว่า ไม่เคยทำงานพิธีกรที่อยู่ต่อหน้าสาธารณชนมากๆ เท่านี้มาก่อน เคยเป็นพิธีกรงานภายในเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูงหรือคณะทำงาน ตื่นเต้นและเป็นกังวลมาก แต่เป็นงานของโรงพยาบาลเพื่อส่วนรวมก็ต้องพยายามให้เต็มที่ “โชคดีว่าทางทีมงานจ้างแอ็กติ้งโค้ชมาสอนการทำงานพิธีกร ซึ่งไปเรียนอยู่เดือนกว่า ตอนนี้อัดรายการมาเกือบ 10 เทปก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ดี คลายความตื่นเต้นอึดอัดลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่มาออกรายการ ดีหน่อยว่าเป็นงานที่อยู่ในสายวิชาชีพของเรา ทำให้เราไม่กังวลกับบท กับสคริปต์มากมายนัก ในรายการจะเชิญผู้ร่วมรายการซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแพทย์  เป็นอาจารย์ เป็นรุ่นพี่ เป็นเพื่อน ที่เราพอมีความคุ้นเคยอยู่บ้างก็เลยช่วยได้เยอะ หลังจากออกอากาศไปเกือบเดือนก็เริ่มมีคนพอจำได้บ้าง” คุณหมอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทางด้านการศึกษานั้น คุณหมอจบมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดม จบปริญญาตรี ด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา สาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล หลังเรียนจบไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเพชรบุรีอยู่ 3 ปี จึงกลับมาทำงานประจำเป็นหมอสูติอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่กว่า 10 ปี

นอกจากเป็นหมอสูติแล้ว ยังเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์อีกด้วย ควบคู่ไปกับการทำงานวิจัย “ตอนนี้ลงตรวจ รับฝากครรภ์ ทำคลอดน้อยลงแล้ว ไปสอนหนังสือกับทำงานวิชาการมากขึ้น ตอนจบใหม่ๆ เคยไปทำงานนอกเวลาที่โรงพยาบาลเอกชนอยู่สัปดาห์ละ 2 วัน ทำได้เพียงปีกว่า ก็ค้นพบว่าเราไม่เหมาะกับลักษณะการทำงานของภาคเอกชน เราชอบงานสอน งานวิจัยมากกว่า ก็เลยไม่ไปแล้ว แต่เราก็มีไปหุ้นกับเพื่อนหมอเปิดศูนย์อัลตราซาวด์ ตรวจภายใน เป็นงานหัตถการทางสูตินารี เป็นคลินิกเล็กๆ ซึ่งไปร่วมหุ้นแต่แทบจะไม่ค่อยไปได้ประจำการอะไร เพราะงานที่ศิริราชก็ล้นมือมากอยู่แล้ว เคยทำคลอด-ผ่าคลอด ถึงวันละ 5-6 รายก็บ่อยเลย” 

ตอนนี้พอมาทำงานพิธีกร ก็ถือว่าเป็นงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้ามา ที่ได้เรียนรู้เพิ่มและได้ประสบการณ์ทำงานใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นงานที่ต่อยอดและช่วยเปิดโลกทัศน์เพิ่ม และจะได้นำไปใช้ในงานสอนหนังสือให้นักศึกษาแพทย์เรียนได้สนุกไม่น่าเบื่อ เพราะก็ชอบงานสอนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งงานพิธีกรต้องทำให้สนใจรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่เรียบง่ายสบาย ก็ต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ต้องออกกำลังกายให้รูปร่างดูดี ไม่อ้วน คุมน้ำหนัก ไม่อย่างนั้นออกทีวีตัวจะใหญ่มาก

“ตอนนี้ก็เลยหันมาออกกำลังกายมากขึ้น เข้าฟิตเนส ยกเวต คาร์ดิโอ เพื่อให้ร่างกายดูมีมัดกล้ามไม่เผละ เลือกรับประทานมากกว่าเดิม (หัวเราะ) ก็ดีครับ ทำให้เราสนใจดูแลสุขภาพ มีวินัยกับตัวเองมากยิ่งขึ้น ทุกสัปดาห์จึงต้องพยายามไปออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง”

คุณหมอเล่าต่อไปว่า ตอนเด็กก็เคยคิดอยากจะเป็นครูสอนหนังสือ เพราะมีคุณแม่เป็นอาจารย์ เห็นคุณแม่ทำงานก็อยากจะเป็นครูตอนเด็กๆ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือมาก แต่พอโตขึ้นมาอยู่มัธยมเริ่มหันมาสนใจแนวสุขภาพมากขึ้น ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ก็เลยเปลี่ยนเส้นทางมาสายแพทย์ จะได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย เป็นงานที่มีเกียรติ ตามคำสอนของพระบรมราชชนกในรัชกาลที่ 9 ว่า จงปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนที่อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อตนเอง

คุณหมอกล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกและประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นทางโรงพยาบาลห่วงทางด้านสุขภาพของผู้สูงวัย และโอกาสในการเข้าถึงการรักษา จึงคิดว่าการให้ความรู้เรื่องสุขภาพสำหรับคนทั่วไปเป็นสิ่งจำเป็นและไม่ต้องรอให้ชรา แต่เรียนรู้เรื่องสุขภาพตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจะเป็นเรื่องที่ดี 

 

รายการนี้ก็เป็นรายการที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพทุกด้านของคนวัยหนุ่มสาวจนถึงสูงวัย ซึ่งให้ประโยชน์กับคนทุกเพศทุกวัย เป็นรายการสาระกึ่งบันเทิงแบบเกม เป็นเอ็ดดูเทนเมนต์ มีแอนิเมชั่น มีอินโฟกราฟฟิก มีอุปกรณ์ทางการแพทย์มาให้ทดลองจริงในรายการ ถือเป็นรายการสุขภาพรูปแบบใหม่รายการแรกที่จะนำเรื่องสุขภาพของคนไทยผสมกับไลฟ์สไตล์เข้ามา ทำให้รายการสุขภาพที่เป็นเรื่องหนักกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ทางโรงพยาบาลศิริราชเป็นผู้ร่วมสนับสนุนรายการนี้ เพื่อออกอากาศทางช่องทรู 340 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น. รายการนี้โด่งดังมากที่สหรัฐอเมริกา คุณหมอกล่าวว่า ทางโรงพยาบาลศิริราชมุ่งชี้นำสังคมไทยในด้านสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจับมือกับทรู เอ็กไซท์ เอชดี เปิดช่องทางสื่อสารความรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบรายการโทรทัศน์ เดอะ ดร.ออซ ไทยแลนด์ รายการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก

โรงพยาบาลศิริราชให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า เป็นความฝันที่ชาวศิริราชทุกคนอยากทำให้สำเร็จเพื่อผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ การผลิตรายการ เดอะ ดร.ออซ ไทยแลนด์ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะมอบความรู้ด้านสุขภาพอย่างถูกต้อง ให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพตัวเองในเบื้องต้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเจ็บป่วย การแออัดในโรงพยาบาล เพราะในปัจจุบันมีผู้ป่วยมารักษาตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยที่ศิริราชรองรับผู้ป่วยนอกร่วม 3 แสนคน/ปี และดูแลผู้ป่วยในเกือบ 9 หมื่นคน/ปี

สำหรับแม่แบบในการทำงานของคุณหมอนั้นก็คือพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ของชาวศิริราช ส่วนโรลโมเดลในงานพิธีกรนั้น คือ สัญญา คุณากร เพราะมีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเอง ดูง่ายๆ สบายๆ เป็นธรรมชาติ พอดีๆ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่ต้องเก๊กหล่อหรือปรุงแต่งมากเกินไป

นอกจากนี้ ยามว่างคุณหมอจะชอบอ่านวรรณกรรมแปลแนวสืบสวนสอบสวน ที่ชอบมากก็คือแดน บราวน์ หากมีเวลาว่างก็จะไปทำงานจิตอาสาบ้าง เช่น ไปกับมูลนิธิ พอ.สว. ฯลฯ

 

ปรียวิศว์ นิลจุลกะ ศิลปินป๊อปร็อก ศิลปะป๊อปอาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512832

ปรียวิศว์ นิลจุลกะ ศิลปินป๊อปร็อก ศิลปะป๊อปอาร์ต

เขามักสะท้อนสังคมผ่านภาพวาด อย่างล่าสุดซึ่งเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 5 เขาได้ใช้ศิลปะสะท้อนความรู้สึกของคนในสังคมในรูปแบบของการหยอกล้อ “ผู้พิทักษ์” ด้วยอารมณ์ขัน แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น ประชดประชัน และชื่นชมในเวลาเดียวกัน กับเรื่องราวที่คนไทยมีประสบการณ์ร่วมกันไม่ว่าดีหรือร้าย

ชวนคิดและวิพากษ์กับภาพวาดสีฉูดฉาดในนิทรรศการศิลปะ Siam Rangers : เป็นฮีโร่มันเหนื่อยของศิลปินเสียงดี ปรียวิศว์ นิลจุลกะ หรือปาล์ม นักร้องนำวงอินสติงต์ (Instinct) ที่โด่งดังในบทบาทศิลปินนักร้องขวัญใจชาวป๊อปร็อก แต่ในวงการศิลปะเขาก็เป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินป๊อปอาร์ต 

ปาล์มจบการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาทัศนศิลป์ เอกจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และเริ่มมีนิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่อายุ 26 ปี

“เพราะไปจัดร่วมกับคนอื่นไม่ได้” เขากล่าวติดตลก ด้วยสีสันฉูดฉาด และสะท้อนเรื่องราวแบบชาวบ้านๆ อย่างนิทรรศการครั้งแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คนแสดงออกมาโดยมีเพศเป็นแรงผลักดัน และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบันในวัยเกือบ 40 ปี เขาได้หยิบยกเรื่องผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หรือกลุ่มคนที่แต่งกายคล้ายตำรวจขึ้นมา ‘แซว’

 

 

“จริงๆ เรื่องราวที่ผมทำเป็นเรื่องดาร์ก แต่ว่าถ้าเราอยากให้คนเข้าใจในสิ่งที่ผมคิด ผมต้องทำให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ดังนั้น ผมเลยติ๊งต่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นพาวเวอร์เรนเจอร์ หรือขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี ซึ่งเป็นฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก และสื่อออกไปว่าเมื่อคุณอยู่ในชุดฮีโร่แล้ว คุณจะเป็นฮีโร่แบบไหน เป็นฮีโร่จริงๆ หรือฮีโร่แบบเล่นใหญ่แล้วจากไป”

 

นิทรรศการเดี่ยวครั้งนี้ ห่างจากครั้งที่แล้วเกือบ 7 ปี โดยได้จัดแสดงผลงานจิตรกรรม 21 ชิ้น และงานประติมากรรมขนาดเท่าคนจริงอีก 1 ชิ้น เขาใช้เวลาสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดมากกว่า 3 ปี และมีผลงานชิ้นสุดท้ายชื่อว่า Civil War

“งานของผมที่สีสันสดใสแต่ตัวเรื่องของมันจะค่อนข้างเครียด โดยทุกชิ้นเชื่อว่าคนดูจะเข้าใจความรู้สึกของผมเองที่ไม่ต้องให้ผมบอกว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน แต่ทุกคนจะรู้สึกได้ เพราะเป็นเรื่องของตำรวจที่ทุกคนได้รับรู้ตลอดเวลาทั้งแง่บวกและแง่ลบ ตำรวจเป็นอาชีพที่เข้าถึงคนไทยมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ทุกคนเคยมีประสบการณ์บางอย่างกับตำรวจ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์กับตำรวจในหลายๆ แง่มุม ก็เลยเลือกนำเรื่องราวพวกนี้มาใช้ทำงานศิลปะ”

ระยะเวลา 3 ปีกว่าที่วาดภาพชุดนี้มา แม้ว่าภาพผู้ทักษ์ที่เขาวาดจะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง ทว่าเรื่องราวในภาพไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะไม่ว่ากี่ปีที่ผ่านไปสถานการณ์ในสังคมก็ยังเหมือนเดิม

ถึงกระนั้นปาล์มยังเชื่อว่า การทำงานศิลปะเป็นการทำงานด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ไม่ได้มุ่งโจมตีใคร แต่ใช้ผลงานศิลปะเป็นภาพสะท้อนความรู้สึกของคนในสังคม และแม้ว่าเขาจะสะท้อนเรื่องราวในสังคมหลายต่อหลายเรื่อง แต่ไม่เคยเล่นเรื่องนักการเมืองเลยสักที เพราะเขาเห็นว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุก สัมผัสไม่ได้ และไม่รู้ความจริง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถวาดภาพในสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกร่วมได้ รวมถึงงานศิลปะไม่ได้เป็นเรื่องของความสวยความงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่คนดูจะได้รับรู้อะไรจากงานตรงหน้าบ้าง

“งานชุดนี้เราหยิบมาจากเรื่องจริงที่ทุกคนเคยเจอ หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเบื่อหรืออาจจะสิ้นหวังกับการทำงานของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ผมก็ไม่ได้จะไปต่อว่าตำรวจอย่างเดียว เรื่องราวของตำรวจในด้านดีก็มีการหยิบมานำเสนอเหมือนกัน แต่โดยมุมมองคือ เราเป็นคนช่างติ ช่างประชด ก็เลยพยายามทำออกมาให้มีความสนุกสนานอยู่ในนั้น” 

 

คนในแวดวงศิลปะจะทราบดีว่า งานศิลปะของเขาจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะอยู่เสมอ เนื่องจากช่วงชีวิตวัยเด็กเขาเคยอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่า 4 ปี และชื่นชอบผลงานของโทริยะมะ อะกิระ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากการ์ตูนเรื่องอาราเล ที่มักเขียนตัวเองเป็นคนใส่หน้ากากมาปรากฏตัว ลายเซ็นมังงะจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของฝีแปรงของเขา เช่นเดียวกับบทเพลงที่เมื่อเปลี่ยนจากวงเกิร์ล มาฟอร์มวงใหม่เป็นวงอินสติงต์ แต่คนฟังก็ยังจำได้ว่าเป็นเพลงของนักร้องคนเดิม

“อาชีพศิลปินเป็นอาชีพในฝันมาตั้งแต่เด็ก แต่อาชีพนักร้องได้เป็นเพราะโอกาส” เขากล่าวต่อ “วันนี้เรามาถึงจุดที่เลิกไม่ได้เพราะผมยังอยากแต่งเพลง อยากร้องเพลง และยังอยากวาดรูป การทำงานศิลปะไม่ใช่งานอดิเรกหรือเป็นนักร้องว่างๆ แล้วมาวาดรูป แต่งานศิลปะเป็นอีกด้าน อีกสถานะ อีกอาชีพของผมเลย ซึ่งถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาวาดมากกว่าศิลปินคนอื่น อย่างงานชุดนี้คนอื่นอาจใช้เวลาแค่หนึ่งปีกว่า แต่ผมต้องใช้เวลาสามปี เพราะผมเป็นคนจับปลาสองมือ (หัวเราะ) ไม่อยากเลือกว่าจะทำอะไรแค่อย่างเดียว เลยทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน ตอนกลางวันผมเป็นนักร้อง ตอนกลางคืนเป็นจิตรกรและค่อยนอนตอนใกล้เช้า

ถ้าถามว่า หากไม่ได้เป็นนักร้องแล้วเป็นแค่ศิลปินอย่างเดียวจะเลี้ยงชีพได้ไหม มันเลี้ยงเราได้ เพราะเราทำงานเพื่อขาย” แว่วมาว่า ผลงานในนิทรรศการสยามเรนเจอร์ส สนนราคาอยู่ที่ 6 หลัก “ผมไม่ได้ทำงานเพื่อเยียวยาจิตวิญญาณ เราทำงานโดยที่รู้ว่างานแบบไหนที่คนจะซื้อ งานแบบไหนที่แกลเลอรี่จะสนับสนุน ผมเลยเรียกมันว่าเป็นอาชีพ ไม่จำเป็นต้องบิ๊วตัวเองให้วาดภาพ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องทำเป็นหน้าที่”

สำหรับบทบาทนักร้อง เขาสารภาพว่า ตอนนี้วงการดนตรีค่อนข้างลำบาก เพราะพฤติกรรมการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไป ไม่มีตัวชี้วัดหรือการันตีว่าเพลงไหนดังหรือไม่ดัง เพลงเร็วตกกระป๋อง เพลงครีเอทยิ่งเอาตัวรอดยาก เรียกได้ว่าเป็นยุคที่การสร้างสรรค์ไม่มีประโยชน์ มันจึงเป็นเรื่องเครียดสำหรับคนทำเพลง

ทว่า แฟนเพลงวงอินสติงต์ยังสามารถติดตามเขาได้อยู่กับเพลงพิเศษชื่อ ไกลเท่าเดิม ของป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ รวมถึงติดตามทัวร์คอนเสิร์ตได้ทุกเดือน และติดตามซิงเกิ้ลใหม่ได้ประมาณต้นปีหน้า (2561) ส่วนนิทรรศการ Siam Rangers : เป็นฮีโร่มันเหนื่อย โดย ปรียวิศว์ นิลจุลกะ จัดขึ้นที่ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ สุขุมวิท 39 ตั้งแต่วันนี้-10 ก.ย.ศกนี้ อย่าไปวันจันทร์เพราะจะเจอกับประตูที่ปิดตาย และอย่าลืมไปหาคำตอบของคำว่า ฮีโร่ ที่ควรจะเป็น

 

ใบเตย อาร์สยาม VS ลุกซ์ ชาญวิทย์ พี่น้องคู่ซี้…เรามีกันและกันเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512540

ใบเตย อาร์สยาม VS ลุกซ์ ชาญวิทย์ พี่น้องคู่ซี้...เรามีกันและกันเสมอ

โดย ภาดนุ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ลุกซ์-ชาญวิทย์ ทวีสิน (วัย 25 ปี) คือน้องแท้ๆ คนเดียวของนักร้องสาวคนดัง ใบเตย อาร์สยาม (สุธีวัน ทวีสิน) หลังจากจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) เขาก็ได้ทุนเรียนต่อปริญญาโท สาขาสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเดิม จนตอนนี้ก็ใกล้จะจบปริญญาโทแล้ว

ลุกซ์ พูดถึง ใบเตย

“ตอนนี้นอกจากเรียนแล้ว หลักๆ ชีวิตลุกซ์จะอยู่กับพี่เตยซะส่วนใหญ่ เรียกว่าคอยติดตามช่วยเหลือนาง ตัวติดกันตลอดเวลา แม้พี่เตยจะมีผู้จัดการส่วนตัวแล้วก็ตาม แต่ด้วยความเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากตั้งแต่เด็กๆ ลุกซ์ก็จะทำหน้าที่ไปรับไปส่ง พาพี่เตยไปนู่นไปนี่ หรือไปทำธุระที่ไม่เกี่ยวกับงานด้วย พูดง่ายๆ ว่าตัวติดกันประหนึ่งพี่น้องฝาแฝดเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ)

“ด้วยความชอบในเรื่องเสื้อผ้าและแฟชั่นเป็นการส่วนตัว หลังๆ มานี้ลุกซ์จะดูแลเสื้อผ้าให้พี่เตยด้วย ความที่เราไม่ใช่ผู้หญิง มันแต่งไม่ได้ไง (หัวเราะ) ก็เลยจับพี่สาวมาแต่งตัวให้สวยแซ่บในแบบฉบับที่เราคิดว่าดี ถามว่าบางตัวที่เลือกให้ พี่เตยถูกใจมั้ย บางทีนางก็ไม่ได้ชอบนะ (หัวเราะ) สุดท้ายแล้วนางก็ต้องเป็นผู้ตัดสินใจอีกที ว่าเสื้อผ้าที่เราเตรียมให้นั้นเหมาะกับนางหรือเปล่า ลุกซ์จะเตรียมไว้สัก 2-3 ตัว ถ้ารู้สึกว่าเหมาะนางก็จะใส่เอง”

 ลุกซ์บอกว่า ที่ผ่านมาเขาเคยก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงแว่บๆ โดยเล่นภาพยนตร์มา 1เรื่องเมื่อปีที่แล้ว แล้วยังเคยเข้าประกวดเดอะสตาร์ปี 12 จนติดรอบ 16 คนสุดท้ายด้วย

“หลังจากประกวดเดอะสตาร์ฯ ก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ เช่น เชิญไปออกรายการเกมส์โชว์บ้างประปราย เรียกว่าเข้าวงการมาครึ่งตัว ความจริงลุกซ์เคยคิดอยากจะเปิดร้านเสื้อผ้าเหมือนกัน ช่วงนี้ก็กำลังสร้างฐานคนที่ชื่นชอบเสื้อผ้าสไตล์เราโดยโพสต์ลงในไอจี ถ้ามีคนมาฟอลโลว์เราเยอะๆ ก็น่าจะเป็นฐานของลูกค้าเราได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นเสื้อผ้าสไตล์เฟมินีนหน่อย

“กลับมาที่พี่เตย ด้วยความที่เราสองคนโตมาด้วยกัน เราจึงสนิทกันมาก ชีวิตลุกซ์จะไม่มีวันนี้ได้เลย ถ้าไม่มีพี่เตย เพราะนางเป็นเสาหลักของครอบครัวเลยก็ว่าได้ เราทุกคนสุขสบายได้ก็เพราะพี่เตย สิ่งที่อยากบอกพี่เตยก็คือ ขอบคุณมากๆ ที่ดูแลทุกคนในบ้านและดูแลลุกซ์มาอย่างดี ไม่มีอะไรจะตอบแทนได้ดีเท่าอยู่กับพี่เตย และสัญญาว่าจะดูแลกันแบบนี้ตลอดไป จนกว่าพี่เตยจะแต่งงานมีครอบครัวไป และไม่ต้องการเราแล้ว” (หัวเราะ)

ลุกซ์บอกว่า เขาและพี่สาวไม่ค่อยทะเลาะกันสักเท่าไหร่ จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ทะเลาะกันคือเด็กมาก คือทะเลาะกันเพราะแย่งขนม พอโตมาก็ไม่ค่อยทะเลาะกันมากนัก อาจมีบ้างที่ปรี๊ดแตกใส่กัน แล้วแกล้งด่ากันว่า “อีดอกไม้” บ้าง ซึ่งคนทั่วไปอาจมองว่าแรง แต่นั่นก็เพราะทั้งคู่รักและสนิทกันมาก จึงดูเหมือนเพื่อนซี้กันซะมากกว่า

“ความเป็นห่วงในตัวพี่เตย ถ้าถามลุกซ์ตอนนี้ ความเป็นห่วงในตัวนางก็ลดน้อยลงไปเยอะ เพราะพี่เตยเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงคิดอะไรรอบคอบขึ้น อีกอย่างพี่เตยจะเชื่อลุกซ์ทุกอย่าง เรียกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเชื่อใคร แต่นางเชื่อน้องเสมอ (หัวเราะ) ตัวเราก็ยังยึดหลักว่าเราเป็นคนที่หวังดีกับนางที่สุด บางทีลุกซ์ก็คิดแทนเหมือนเป็นตัวนางเองเลยนะ คือแนวโน้มความคิดของเราทั้งสองคนจะไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ค่อยมีปัญหา

 “สำหรับเรื่องของสุขภาพ เดี๋ยวนี้ก็ไม่น่าเป็นห่วง ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนนู้น ที่พี่เตยป่วยเป็นนู่นนี่นั่นบ่อยมาก มีทั้งไซนัส เกล็ดเลือดต่ำ ปัญหาระบบภายในของผู้หญิง ก็เพราะนางทำงานหนัก แล้วร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย แต่ตอนนี้พี่เตยปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ดูแลตัวเอง และรักตัวเองมากขึ้น ก็เลยไม่น่าห่วง หลังๆ นางจะเลือกรับงานและบริหารเวลาได้ดีขึ้น สุขภาพก็เลยดีขึ้นตามไปด้วย”

ส่วนเรื่องความรักของพี่สาว ลุกซ์บอกว่ายิ่งไม่น่าเป็นห่วง เพราะดีเจแมน-พัฒนพล กุญชร ณ อยุธยา ก็รักและดูแลพี่สาวได้ดี พอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกโอเคกับว่าที่พี่เขยคนนี้มาก

“สิ่งที่ลุกซ์ประทับใจในตัวพี่เตย อย่างที่บอกว่านางเป็นเสาหลัก ดูแลทุกคนในครอบครัว ซื้อบ้านให้พ่อแม่ที่ จ.นครศรีธรรมราช ซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ ซื้อรถให้เรา ซื้อรถของนางเอง เรียกว่าดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนเป็นอย่างดี คือเรารู้ว่าพี่สาวรักเรา รักพ่อรักแม่ แค่นี้ก็ประทับใจไม่รู้ลืม แม้จะมีใครเข้ามาในชีวิต แต่นางก็ไม่เคยทำให้ครอบครัวรู้สึกขาดความรักหรือห่างเหินกันเลยละ

“ในความน่ารักของนางก็แอบมีเรื่องเปิ่นๆ ให้ขำเหมือนกัน คือพี่เตยจะเป็นคนที่ไม่คิดอะไรเลย เป็นคนสบายๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งเราต้องเตือนว่า พี่เตยต้องคิดอะไรบ้างนะในแต่ละเรื่องของชีวิต คือพี่เตยจะเป็นคนโลกสวย มองโลกในแง่ดี ซึ่งตรงข้ามกับลุกซ์ที่จะนิสัยเหมือนผู้หญิง แต่พี่เตยจะนิสัยแมนๆ เหมือนว่าเราสลับขั้วกัน แต่พออยู่ด้วยกันก็กลับเป็นความลงตัวได้เหมือนกัน สำหรับเราสองคนคงไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยน”

 ด้าน ใบเตย-สุธีวัน ทวีสิน (วัย 29 ปี) พี่สาวที่แสนดี ซึ่งเร็วๆ นี้ก็กำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก-คอเมดี้ เรื่องใหม่กับค่ายพระนครฟิล์ม “ดอกฟ้ากับหมาแจ๊ส” ซึ่งเธอเป็นนางเอกเรื่องแรกในชีวิต คู่กับพระเอกสายฮา แจ๊ส ชวนชื่น ที่น่าจะเข้าฉายช่วงปลายปีนี้ ส่วนงานเพลงก็กำลังจะมีซิงเกิ้ลใหม่ให้แฟนๆ ได้ฟังกันเร็วๆ นี้เช่นกัน แถมตอนนี้ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของตัวเองเป็นแป้งพัฟฟ์ทาหน้าแบรนด์ Zasa by Charm อีกด้วย ติดตามได้ที่ IG : bitoeyrsiam

ใบเตย พูดถึง ลุกซ์

“น้องลุกซ์เป็นคนที่น่ารักมากมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขาเกิดมาพร้อมความน่ารักเลยค่ะ โตมาเตยก็เห็นเขาเต้นและทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เลยละ ทุกวันนี้เห็นหน้ากันแล้วรู้สึกว่าเหมือนมีพี่น้องฝาแฝด ที่อีกคนผมสั้น แต่อีกคนผมยาว (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ น้องลุกซ์ซนมาก แล้วเตยจะเป็นพี่ประเภทที่ชอบแกล้งน้อง เขาก็จะรำคาญ ก็เรามีน้องคนเดียว เราก็รัก แถมตอนเด็กๆ เตยยังชอบจับลุกซ์แต่งตัวเป็นผู้หญิงด้วย คืออยากมีน้องผู้หญิงไงคะ เขาก็เลยโตมาเป็นแบบนี้ (หัวเราะ)

“การที่เรามีน้องคนเดียว ในความรู้สึกเตยก็เหมือนคุณแม่ที่มีลูก เราก็อยากให้ลูกรักของเราประสบความสำเร็จในชีวิต เตยจึงพยายามสนับสนุนน้องทุกอย่าง โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งตอนนี้ก็หายห่วงได้แล้ว เพราะเขาก็ใกล้เรียนจบปริญญาโทแล้ว ส่วนการใช้ชีวิตเราก็ต้องดูแลกันให้ดีต่อไป พูดได้เต็มปากเลยว่าลุกซ์ไม่เคยทำให้ครอบครัวผิดหวัง เพราะเขาเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ก็เลยต้องสนับสนุนเต็มที่ค่ะ ที่สำคัญเตยเชื่อว่าเขาดูแลตัวเองได้ เพราะการเกิดเป็นคน ถ้ามีความดีและความฉลาด รับรองเลยว่าคนคนนั้นเอาตัวรอดได้ ซึ่งคุณสมบัติ 2 ข้อนี้น้องลุกซ์มีครบเลย” (ยิ้ม)

 ใบเตยบอกว่า ปัจจุบันก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าห่วงสำหรับน้องคนนี้ เพราะยังไง้ ยังไง ทั้งคู่ก็ตัวติดกันอยู่เสมอ แม้เธอจะมีแฟน แต่ก็ยังตัวติดกับน้องอยู่ตลอด เรียกว่าชีวิตนี้ขาดกันไม่ ได้เลย ลุกซ์เคยบอกว่า ถึงแม้เธอจะแต่งงานมีลูกไปแล้ว เขาก็จะไปช่วยเลี้ยงดูหลานอยู่ดี

“เห็นเราสองคนนิสัยร่าเริง สนุกสนานแบบนี้ ชนะทุกเรื่องในชีวิต แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่เราทั้งคู่มักจะแพ้ นั่นก็คือ การมีความรักหรือมีแฟน เพราะทุกครั้งที่เราทั้งคู่ผิดหวังเรื่องความรักนะ เราเสียใจปางตาย ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนภาพที่เห็น เห็นน้องร่าเริงแบบนี้นะ ถ้าเห็นตอนเขาอกหักเนี่ย เขาร้องไห้ 3 วัน 3 คืนเลยละ (หัวเราะ) ความเข้มแข็งหายไปหมดสิ้น ตัวอ่อน เข่าพับ คืออาการนี้เราทั้งคู่เป็นเหมือนกันเลย แต่ดีที่ไม่ได้เป็นพร้อมกัน ไม่งั้นคงสนุกน่าดู

“สิ่งที่เตยประทับอีกอย่างก็คือ น้องลุกซ์จะพูดอะไรตรงๆ ถ้าหวังดีกับใคร เขาก็จะพูดตรงสุดๆ กับคนคนนั้นไปเลย ผิดกับเตยที่บางครั้งอาจจะไม่ค่อยกล้าพูด แต่จะค่อยๆ ติดตามดูต่อไปด้วยความหวังดี ตรงข้ามกับลุกซ์ สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด เขาก็จะพูดตรงๆ ไปเลย อย่างเพื่อนเตยคบแฟน แล้วแฟนเพื่อนนิสัยไม่โอเค เตยก็จะไม่กล้าเตือนเพื่อน แต่น้องลุกซ์รู้จักกับเพื่อนคนนี้ด้วยไง เขาก็เลยพูดตรงๆ ซึ่งเพื่อนเราก็ไม่โกรธเขานะ นี่คือเรื่องที่เตยเองก็ยังเซอร์ไพรส์เลยที่น้องลุกซ์กล้าพูด”

ใบเตยทิ้งท้ายว่า มีสิ่งที่เธอห่วงน้องอยู่อย่างหนึ่ง แต่ออกแนวขำๆ คือลุกซ์เป็นคนขี้ลืมมาก แค่ปีเดียวทำโทรศัพท์มือถือหายไปถึง 4 เครื่อง ทำหล่นหายบ้าง ลืมไว้บนแท็กซี่บ้าง และอื่นๆ ซึ่งถ้าลุกซ์หัดระมัดระวังให้มากขึ้นอีกนิด คงจะดีกว่านี้แน่นอน

 

ฌอง-มิเชล โลแร็ง กว่าจะเป็นจานเด็ดมิชลินสตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 17:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512329

ฌอง-มิเชล โลแร็ง กว่าจะเป็นจานเด็ดมิชลินสตาร์

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล

แวดวงอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ในเมืองไทยกำลังเข้มข้นคึกคักขึ้นทุกขณะ เพื่อเตรียมต้อนรับ “มิชลินไกด์ แบงค็อก” คัมภีร์ของนักชิมที่ได้การยอมรับทั่วโลก ในราวๆ ปลายปีที่จะถึงนี้

 

ฌอง-มิเชล โลแร็ง เชฟระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาว ก็เป็น อีกคนหนึ่งที่เพิ่งมาสร้างความคึกคัก ณ ห้องอาหารแฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง (J’Aime by Jean-Michel Lorain) ร้านสาขาของห้องอาหาร ลา โกต แซงต์ ฌาคส์ (La Cote Saint Jacques) แห่งแรก นอกจากสาขาต้นตำรับในเมืองชัวญี่ ประเทศฝรั่งเศสของเขา

งานนี้ เชฟฌอง-มิเชล มาเพื่อแบ่งปันแรงบันดาลใจและแนวคิดในการสร้างสรรค์เมนูอาหารระดับมิชลินสตาร์ โดยเฉพาะหลักการให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจากทั่วโลก รวมถึงวัตถุดิบคุณภาพดีในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการเลือกใช้วัตถุดิบจากโครงการหลวงใน การรังสรรค์อาหารชั้นเลิศ

เชฟฌอง-มิเชล โลแร็ง บอกว่าคุณภาพของอาหารไม่ได้หมายถึงสิ่งที่หรูหราเสมอไป ไม่ใช่ว่าร้านอาหารที่เสิร์ฟฟัวกราส์ เห็ดทรัฟเฟิล หรือ คาเวียร์ จะทำให้ได้รับดาวมิชลินมากขึ้น แต่อยู่ที่การทำงานอันทุ่มเทของเชฟที่มีต่ออาหารของตัวเอง ซึ่งหมายถึงการปรุงอาหารให้สอดคล้องกับฤดูกาลและภูมิภาคที่ร้านอาหารตั้งอยู่ รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวและการใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

“ที่ แฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง เราใช้วัตถุดิบในไทยถึง 60% และที่อิมพอร์ตเข้ามาอีก 40% เราพยายามแสวงหาผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ อีกทั้งอาหารยังต้อง สามารถถ่ายทอดบุคลิกของเชฟผู้ปรุงได้ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์ การพิจารณาของมิชลิน”

 

เชฟฌอง-มิเชล เชื่อว่าพ่อครัวต้องให้ความใส่ใจในรสชาติเท่าๆ กับเนื้อสัมผัสของอาหาร เพื่อให้เกิดการผสมผสานกันอย่างลงตัวของส่วนผสมทั้งหมด โดยตั้งข้อสังเกตว่าเขาทำงานโดยใช้วัตถุดิบที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ 5 นั่นคือการทำงานผ่านการสัมผัสด้วย และสิ่งสุดท้ายการรักษาคุณภาพอาหารให้สม่ำเสมอ ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด

“อาหารจานหนึ่งอาจมีรสชาติที่สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจมากในวันที่รังสรรค์ขึ้น แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เราต้องปรุงอาหารจานนั้น ให้สมบูรณ์แบบได้ทุกวัน”

Genese d’un Plat sur le Theme de Huitre หรือ The Genesis of an Oyster คือ เมนูที่เชฟฌอง-มิเชลเลือกมาจากครีเอชั่นมากมาย บนถนน การทำงานเป็นเชฟระดับมิชลินสตาร์ของเขา ซึ่งเคยได้ถึงระดับ 3 ดาว มาแล้ว เมนูนี้แสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เชฟได้บรรยายมาข้างต้น โดยได้นำ มาบรรจุเสิร์ฟเป็นเมนูใหม่ล่าสุดของร้านแฌมฯ ไว้แล้วด้วย

“เมนูนี้แม้ว่าเราจะใช้หอยนางรมจิลลาร์โด (Gillardeau) ขนาดพิเศษ เบอร์ 3 จากฝรั่งเศส แต่เราก็มีเมนูหอยนางรมเมนูอื่นที่เลือกใช้หอยจาก จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยนะครับ สำหรับเมนู The Genesis of an Oyster คือ เมนูที่ผมคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2003 ถือว่าเป็นเมนูที่จะตอบคนที่ชอบถามผมว่าครีเอทเมนูยังไง หรือมีวิธีการเลือกวัตถุดิบแบบไหน”

เชฟฌอง-มิเชล เล่าไปพร้อมๆ กับเริ่มสาธิตวิธีการรังสรรค์เมนูเด็ด Genese d’un Plat sur le Theme de Huitre หรือ The Genesis of an Oyster โดยในการปรุงแบ่งเป็น 4 ส่วน ก็คือการปรุงตัวหอยนางรม ซึ่งขั้นตอนแรก คือ การแกะหอยนางรมจิลลาร์โด โดยเชฟบอกว่าจะต้องเก็บเอาน้ำที่อยู่ในเปลือกหอยเอาไว้ด้วย จากนั้นก็นำเอาบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ มาค่อยๆ เล็มและสับให้ละเอียดจนเกือบเป็นผง นำมาผสม กับผงพิงก์ เปปเปอร์คอร์น ก่อนจะนำไปคลุกกับตัวหอยนางรมแต่ละตัวให้ทั่ว (ใช้ 20 ตัว) แร็ปด้วยพลาสติกใส แล้วพักเอาไว้ ส่วนหอยนางรมอีก 8 ตัวที่เหลือสับให้ละเอียด

ในส่วนของโจ๊กข้าวโอ๊ต ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในซอสสุดเข้มข้นของเมนูนี้ ก็เพียงนำไปต้มเคี่ยวกับนม 500 กรัมอย่างช้าๆ (ราว 30 นาที) เมื่อตัวข้าวโอ๊ตดูดซับน้ำนมเข้าไปเต็มที่แล้ว นำไปปั่น ปรุงรสชาติด้วยเกลือเล็กน้อย

อีกส่วนหนึ่งคือเครปผสมเนยกับไข่ 2 ลูก เข้ากับไข่แดงอีก 2 ลูก และแป้งในส่วนผสมทั้ง 2 ชนิด ค่อยๆ เติมนมเข้าไปหลังส่วนผสมแรกเข้ากันดี ก่อนจะเติม บราวน์บัตเตอร์และเกลือ พักเอาไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ตอนทำเครปทำให้บางสุดๆ แล้วหั่นเป็นรูปสามเหลี่ยมชิ้นเล็กๆ นำไปอบให้กรอบ โดยเครปส่วนที่เหลือนำมาหั่นเป็นเส้นๆ แล้วม้วนกับตะเกียบให้เป็น รูปเกลียว นำไปดีไฮเดรตจนกรอบ

มาถึงการปรุงครีมผักกาดหอม เด็ดใบ ออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วล้างให้สะอาด นำไปต้มในน้ำเกลือจนกระทั่งนิ่ม ก่อนนำออกมาแช่ในถังน้ำแข็งเพื่อคงสีสันสวยๆ เอาไว้ จากนั้นรีดเอาน้ำออกให้หมด

ปอกหัวหอมแล้วซอยให้ละเอียด นำไปเจียวกับเนย แต่อย่าให้กลายเป็นสีน้ำตาล นำไปทำเป็นพูเร จากนั้นอุ่นครีมแล้วเติม ผักกาดหอมที่เตรียมไว้ ปั่นให้ละเอียด เติมหัวหอมพูเรลงไป ปั่นให้ละเอียดอีกครั้งปรุงรสให้อร่อย

ก่อนจะเริ่มจัดจาน นำเอาโจ๊กข้าวโอ๊ตมาอุ่นให้ร้อน ใส่หอยนางรมสับลงไป พร้อมเติมน้ำที่อยู่ในเปลือกหอยด้วย ปรุงรสชาติให้สมดุล อุ่นครีมผักกาดหอม และชิม/ปรุงรสแบบเดียวกับโจ๊ก นำหอยนางรมจิลลาร์โดที่ห่อหุ้มด้วยบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์ เปปเปอร์คอร์น มาอุ่นในไมโครเวฟ ความร้อน 500 วัตต์ ราว 10-15 นาที

จัดจานโดยมีถ้วยเล็กๆ 4 ใบ ใบแรกใส่เพียงโจ๊กข้าวโอ๊ต ถ้วยใบที่ 2 ใส่โจ๊กข้าวโอ๊ตตามด้วยครีมผักกาดหอม ถ้วย 3 ใส่โจ๊กข้าวโอ๊ตตามด้วยครีมผักกาดหอม และหอยนางรมจิลลาร์โดแบบไม่ได้หุ้มบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์เปปเปอร์คอร์น ส่วนถ้วยที่ 4 ใส่โจ๊กข้าวโอ๊ต ครีมผักกาดหอม และหอยนางรมจิลลาร์โดที่ห่อหุ้มด้วยบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์ เปปเปอร์คอร์น

 

ขณะที่จานใหญ่จัดทุกอย่างลงไป ทั้งโจ๊กข้าวโอ๊ต ครีมผักกาดหอม และหอยนางรมจิลลาร์โดที่ห่อหุ้มด้วยบร็อกโคลี่, ดอกกะหล่ำ และพิงก์ เปปเปอร์คอร์น 5 ตัว ตกแต่งด้วยแผ่นเครปรูปทรงต่างๆ

เชฟฌอง-มิเชล โลแร็ง ทิ้งท้ายกับเมนูที่เป็นคำตอบสำหรับทุกคำถามในเรื่องการรังสรรค์เมนูระดับมิชลินสตาร์ว่า ในการคิดสูตรอาหารนั้น นอกจากรสชาติแล้ว รสสัมผัส (Texture) ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึง ไม่แพ้การออกแบบจัดจานให้ออกมาดูน่ารับประทาน หรือบางจานแบบมีเรื่องราว เช่น Genese d’un Plat sur le Theme de Huitre หรือ The Genesis of an Oyster นี้

“สำหรับเมนูนี้พอทำทุกองค์ประกอบออกมาแล้ว ทุกอย่างดูมีแต่ความนิ่ม ผมจึงอยากได้เทกซ์เจอร์ เลยนึกถึงเครปขึ้นมา ให้มาช่วยเรื่องความกรอบ ในส่วนของรสชาติตอนแรกที่ทำมีหอยนางรม ข้าวโอ๊ต ผักกาดหอม แล้วยังรู้สึกขาดรสชาติอะไรไป จนทดลองเพิ่มหอมแดงขึ้นมา จึงได้เมนูที่มีรสชาติลงตัว”

ไปชิมได้ที่ห้องอาหารแฌม บาย ฌอง-มิเชล โลแร็ง โรงแรมยู สาทร กรุงเทพฯ ถนนสาทร ซอย 1 บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 12.00-14.30 น. และ มื้อค่ำเวลา 18.00-22.00 น. ทั้งยังมีบริการ อาหารมื้อสายทุกวันอาทิตย์สุดท้าย ของเดือน เวลา 12.00-15.00 น. สำรองโต๊ะ โทร. 02-119-4899 หรืออีเมล reserve@jaime-bangkok.com

 

ที่ปรึกษาด้านการเจรจาต่อรอง ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512186

ที่ปรึกษาด้านการเจรจาต่อรอง ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

โก้-ศุภกฤต มหาดำรงค์กุล วัย 27 ปี ทายาทกฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล ดีกรีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ปริญญาโทด้าน Hospitality & Tourism Manage
ment มหาวิทยาลัย Coventry กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แม้ที่บ้านจะมีหลากหลายธุรกิจ อาทิ โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด และโรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา และบริษัท ศรีทองพาณิชย์ นำเข้านาฬิกาแบรนด์หรู แต่ตอนนี้หนุ่มโก้ขอไปหาประสบการณ์ทำงานในธุรกิจของคนอื่นก่อน เพื่อนำความรู้มาพัฒนาต่อยอดธุรกิจของที่บ้านต่อไป

ปัจจุบันโก้รั้งตำแหน่ง Negotiator Advisory & Transaction Services Office บริษัทข้ามชาติ CB Richard Ellis Thailand บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจากอังกฤษ แต่เขาก็ใช้เวลาว่างช่วยธุรกิจของครอบครัวในด้านการให้คำแนะนำ พัฒนา และส่งเสริมด้านการตลาด และปลีกเวลาไปช่วยดูแลธุรกิจนาฬิกา ด้วยการจับมือกับพี่สาว ศรินญา มหาดำรงค์กุล ทำโครงการ Luminox จัดทำนาฬิกาข้อมือรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น “Sea Turtle” จำนวน 900 เรือน สำหรับประเทศไทย เพื่อช่วยกันอนุรักษ์เต่าทะเล จะมีงานเปิดตัวในวันอังคารที่ 12 ก.ย.นี้ ที่สยามพารากอน ซึ่งเขารู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ทะเล

“ตอนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาด้านการเจรจาต่อรองการให้เช่าออฟฟิศ ดีไซน์ดีเวลลอปเมนต์ และหาลูกค้าเพื่อเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับองค์กรของลูกค้า แม้ที่บ้านผมจะมีหลากหลายธุรกิจ แต่พี่สาวซึ่งจบการโรงแรมโดยตรงแนะนำว่าหลังเรียนจบปริญญาโท ผมควรออกไปทำงานด้านการให้เช่าออฟฟิศสัก 2 ปี เพื่อที่ผมจะได้เรียนรู้และหาประสบการณ์ก่อน

มีบางอย่างซึ่งผมไม่รู้มาก่อนก็ได้รู้ งานของผมได้ทั้งความรู้ การพัฒนา และตลาดออฟฟิศการให้เช่า รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ รู้ว่าดีเวลลอปเปอร์ต้องทำอะไร ผมให้คำปรึกษาบริษัทใหญ่ๆ ทั้งการหาลูกค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสนใจมาลงทุนในไทยเยอะมาก เช่น เฟซบุ๊ก จะมาเช่าออฟฟิศของเรา ก่อนเขาจะเช่าเขามีความต้องการอะไรบ้าง เช่น มีพื้นที่พักผ่อนสำหรับพนักงาน แล้วเราก็เฟ้นหาออฟฟิศที่เหมาะสมกับองค์กรของเขา หรือความต้องการของลูกค้า คือ ห้ามมีคู่แข่งในไลน์ธุรกิจเดียวกัน เช่าอยู่ในอาคารเดียวกัน เราก็ต้องหาอาคารให้เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้า

สิ่งที่ผมได้คือผมได้เรียนรู้และเห็นมุมมองของเจ้าของบริษัทเอง ผมได้คุยกับผู้บริหารที่ต้องการเช่าตึก ซึ่งมุมมองผู้บริหารแต่ละบริษัทนั้นก็มีวิชั่นที่ไม่เหมือนกัน บางบริษัทแคร์พนักงานมาก อยากให้พนักงานได้สิ่งที่ดีๆ อยากได้ภาพลักษณ์ของบริษัทที่ดีที่สุด ผมก็ต้องหาว่าในไทยมีตึกอะไรบ้าง อีกฝั่งผมได้คุยกับดีเวลลอปเปอร์ว่าเลย์เอาต์ออฟฟิศควรออกมาเป็นอย่างไร เพราะสมัยนี้ดีเวลลอปเปอร์จะสร้างตึกตามใจเขาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูความต้องการของตลาดด้วย ผมต้องดูครอบคลุมทั้งสองฝั่ง เราจะวางแผนการปล่อยเช่าอย่างไร เพราะปีนี้ตึกออฟฟิศเข้าตลาด 4-5 โปรเจกต์เอง สะท้อนว่าคนสร้างตึกน้อย แต่ความต้องการเช่าเยอะมาก”

ย้อนกลับมาที่ธุรกิจของครอบครัว ลูกๆ บ้านนี้ค่อนข้างสนิทกันมาก ธุรกิจแรกของครอบครัว คือ ธุรกิจนาฬิกาศรีทองพาณิชย์ ที่บุกเบิกโดยคุณปู่ (ดิลก มหาดำรงค์กุล) ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 60 ปีแล้ว ซึ่งทายาทรุ่นที่ 3 ตั้งใจจะสานต่อให้แบรนด์มีความแข็งแรงต่อไป

“ผมกับพี่สาวค่อนข้างสนิทกับคุณปู่เพราะเราอยู่บ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกันทุกวันเสาร์ ด้วยที่ผมเห็นคุณปู่ทำธุรกิจตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจ ณ ตอนโตมากขึ้น คำสอนที่คุณปู่สอนผมตอนเด็กๆ คือ ฟังบ่อยๆ อย่าขี้เกียจ และก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ  อีกสิ่งที่คุณปู่สอนคือให้หาความรู้ไปเรื่อยๆ เพราะอย่างคุณปู่ยุคหนึ่งท่านรู้ทุกอย่าง แต่ยุคนี้หลายสิ่งหลายอย่างที่คุณปู่ไม่รู้ คุณปู่ก็อยากให้หลานๆ ได้มีหูตาที่กว้างไกล เรียนรู้ตลอดเวลา อย่างผมตอนเด็กๆ ไม่ถนัดเรื่องเรียน แต่ชอบเล่นกีฬา เช่น เตะฟุตบอลและชอบทำกิจกรรมมาก จนผมเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนร่วมฤดี แต่พอเรียนชั้นมัธยมปลายใกล้สอบเอนทรานซ์ พ่อกับแม่จึงผลักดันและพูดให้คิดว่า ลูกควรเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ และแม่มีสองมหาวิทยาลัยให้เลือกเท่านั้น ผมจึงค่อยๆ ผลักดันตัวเองจนเข้าคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ แต่ผมก็ชื่นชอบการเมืองเหมือนกัน ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าอยากเป็นนักการเมือง พอทำงานความคิดก็เปลี่ยน คิดว่าเป็นนักธุรกิจก็ได้ (ยิ้ม)”

ด้วยเป็นลูกชายที่มีพี่สาวและน้องสาวอย่างละหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ก็ให้ความรักเท่าๆ กัน แต่เขารู้สึกกดดันตัวเองว่า หากในอนาคตน้องสาวพี่สาวมีครอบครัว เขาก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวนำพาธุรกิจก้าวไปให้ได้

“จริงๆ ที่บ้านผมไม่แบ่งนะครับว่าธุรกิจไหนคนไหนเป็นคนดูแล ลูกสนใจอะไรก็ทำ อย่างครอบครัวผมเติบโตมากับธุรกิจนาฬิกาถึง 60 ปี แม้เราอยู่ในธุรกิจโรงแรม หรือให้เช่าออฟฟิศ แต่เราก็ไม่ทิ้งสิ่งที่คุณปู่สร้างมา เราคุยกันในครอบครัวอยู่เสมอว่าอยากต่อยอดในสิ่งที่ครอบครัวเราเริ่มต้นขึ้น” อย่างเช่น การทำโครงการเพื่อฉลองที่ศรีทองฯ ครบรอบ 60 ปี ทีมงานและทายาทจึงช่วยกันคิดทำกิจกรรมที่คืนกลับสู่สังคม

“แรงบันดาลใจการออกแบบตัวหน้าปัดได้มาจากเต่ามะเฟือง ซึ่งตอนเราคิดทำโครงการตอนนั้นเต่าออมสินกำลังดังพอดี เราก็คุยกันที่บ้านว่าเราน่าจะทำรุ่นพิเศษขึ้นมาเพื่อหารายได้ช่วยเต่าทะเล ฉลามวาฬ พะยูน และอื่นๆ นะ พี่สาวของผม คุณแม่ และผม ได้ไปพูดคุยกับ ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ท่านไม่เห็นด้วยกับการปล่อยเต่าเพิ่ม เพราะกฎธรรมชาติเราปล่อยเต่าที่เราอนุบาลไปก็ไม่รอด เพราะเขาถูกเลี้ยงโดยคน เราจึงควรช่วยกันสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลดีกว่า และช่วยกันเผยแพร่ปลุกจิตสำนึกให้คนไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะสูญพันธุ์ ผมจึงอยากให้คนไทยได้ตระหนักตรงจุดนี้ คนไทยอาจจะยังไม่รู้ข้อมูลตรงนี้เท่าไร ถ้าเราทำนาฬิการุ่นพิเศษออกมา อยากออกสื่อประชาสัมพันธ์ให้คนตระหนักได้นึกถึงบ้าง”

ในวัย 27 ปี ศุภกฤตกำลังตักตวงความรู้และตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ การได้ไปทำงานในบริษัทอื่นๆ ทำให้เขาได้เห็นช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน ซึ่งหากถึงวันที่เขาได้กลับไปบริหารธุรกิจของที่บ้าน เขาจะใช้มุมมองการเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ในการลดช่องว่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้องให้ลดน้อยลง หากพนักงานมีปัญหาที่ไม่เข้าใจกับผู้บริหาร สามารถพูดคุยกันได้ เพราะหากเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างกัน อาจทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ดีที่สุดคือผู้บริหารควรลงมาคลุกคลีกับพนักงานให้มากขึ้น

“ถ้าผมกลับไปทำงานของตัวเอง ผมคงเป็นผู้บริหารที่มองพนักงานเป็นเหมือนคนในครอบครัว พนักงานในองค์กรสามารถมาคุยกับผมได้แบบไม่มีช่องว่าง ผมจะรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ผมคิดว่าผมคงกลับไป ไม่ใช่เร็วๆ นี้อาจ 2-3 ปีข้างหน้า เพราะผมอยากหาสิ่งท้าทายข้างนอกก่อน เพราะผมคิดว่าผมเรียนมาเยอะและโชคดีกว่าคนอื่นบ้าง ผมก็อยากรู้ตัวผมเองว่าตัวเองนั้นจะสามารถก้าวไปถึงจุดไหนก่อนที่จะกลับไปเป็นผู้บริหาร ผมยังอยากเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ครับ”

ในฐานะเจเนอเรชั่นที่ 3 เขามีมุมมองในการบริหารงานที่แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ อย่างแน่นอน

“ความที่ผมเป็นคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าในการทำงานไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะ หรือไม่ต้องมีแบบแผนอะไรมากนัก เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทำงานที่ร้านกาแฟ หรือ เวิร์กกิ้งสเปซก็ได้ ความคิดทำงานจะสร้างสรรค์อยู่ที่คิดแบบไหน และความคิดสร้างสรรค์หาได้จากหลายๆ ทาง โครงสร้างองค์กรความใกล้ชิดผมให้พนักงาน 100% ทำให้ลูกน้องสามารถดึงศักยภาพตนเองออกมาใช้ได้เต็มที่”

รูปหล่อขนาดนี้ถ้าไม่ถามเรื่องสเปกของสาวๆ คงไม่ได้ ซึ่งสาวที่ศุภกฤตเทใจให้เป็นพิเศษ คือ เป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่ง ไม่จำเป็นต้องทำอาหารอร่อย หรือเป็นแม่บ้านแม่เรือน

“ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็น ผมเห็นพี่สาวและคุณแม่เป็นผู้หญิงทำงานเก่ง ฉลาด ผมจึงชอบผู้หญิงเก่ง คุยกันรู้เรื่อง เพราะถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องจะกลายเป็นงอแง ซึ่งเวลาทำงานผมก็เหนื่อยแล้ว ผมคิดว่าผมเจอผู้หญิงมาหลายแบบ แม้สวยดึงดูดก็จริงแต่ยังสู้ความเก่งไม่ได้ ไลฟ์สไตล์ไม่ต้องเข้ากันได้ทุกอย่างก็ได้ แต่ขอให้เข้าใจกัน ผมไม่ค่อยปิดเรื่องแฟน เวลาผมคบใครผมจะพามาแนะนำให้ครอบครัวของผมได้รู้จัก ทั้งพ่อแม่ฝ่ายหญิงผมก็เข้าไปหา เรียกว่าเข้าตามตรอกออกตามประตูตลอดครับ”

 

ชลิตา ส่วนเสน่ห์ หลงรักกายกรรม ‘แอเรียล อาร์ต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/512654

ชลิตา ส่วนเสน่ห์ หลงรักกายกรรม ‘แอเรียล อาร์ต’

เรื่อง ภาดนุภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นํ้าตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ สาวสวยหุ่นดีเจ้าของตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ และเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายบนเวทีนางงามจักรวาล เป็นอีกหนึ่งสาวที่รักการออกกำลังกาย ล่าสุดเธอกำลังหลงรักกายกรรมที่ชื่อว่า “แอเรียล อาร์ต” (Aerial Arts) ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่ท้าทายและแปลกใหม่ ที่ผู้เล่นต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและทักษะของกายกรรม ซึ่งน้ำตาลได้มีโอกาสร่วมโชว์ในงาน Aerial Arts : The Night To Remember ที่ทำให้เธอได้ทั้งประสบการณ์และความประทับใจ

“สาเหตุที่ทำให้น้ำตาลสนใจ แอเรียล อาร์ตเพราะได้ไปเห็นคลิปวิดีโอที่มีการประกวดมาก่อน แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าการเล่นแบบนี้ชื่อว่าอะไร พอดูจบแล้วก็อยากเล่นมาก เลยลองหาข้อมูล เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องอาศัยทักษะการทรงตัวสูง ซึ่งน้ำตาลคิดว่ามันจะช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของเราด้วย ตอนนั้นที่เข้ามาเล่นคือความอยากล้วนๆ ก็เลยต้องเดินหน้าลุยค่ะ

พอได้เล่นแล้วรู้สึกชอบมากเลย แต่ก็แอบยากนิดนึง เนื่องจากกายกรรมแอเรียล อาร์ตจะมีอุปกรณ์หลายชนิด น้ำตาลเลือกเล่นอุปกรณ์ที่ชื่อว่า ฮู้ป (Hoop) หรือห่วง เพราะชอบในความสวยงามเวลาเคลื่อนไหวของอุปกรณ์นี้ แล้วก็ไม่ยากจนเกินไป แต่กว่าจะเอาตัวขึ้นไปได้ ก็ต้องอดทนสูงมาก โชคดีที่ได้ครูแนน ซึ่งเป็นครูสอนแอเรียล อาร์ตที่ Aerial Factory ช่วยสอนทักษะให้เรารู้จักศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหว พอทำได้ก็รู้สึกภูมิใจมาก แต่ก็ต้องฝึกฝนต่อไปอีกค่ะ”

น้ำตาลบอกว่า สิ่งที่ยากที่สุดของ แอเรียล อาร์ต คือการทรงตัวให้อยู่กับอุปกรณ์ให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากมาก แต่มันก็ช่วยทำให้เธอนิ่งขึ้นและมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งต่างๆ มากขึ้น

“น้ำตาลว่าความโดดเด่นของ แอเรียล อาร์ต ก็คือ เป็นศิลปกายกรรมที่รวมหลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งความสวยงาม ความแข็งแรง ความอดทน ความพลิ้วไหว ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกายเท่านั้น แต่เป็นความสวยงามของร่างกายด้วย

หลายคนมองว่า แอเรียล อาร์ต เป็นแค่แฟชั่น น้ำตาลว่าถ้าจะมองว่ามันเป็นแค่แฟชั่นก็ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะ ถ้าแฟชั่นนั้นทำให้คนเข้ามาเล่นแล้วได้สุขภาพที่ดี ได้บุคลิกภาพที่ดีกลับไป เพราะน้ำตาลมีโอกาสได้รู้จักกับพี่ๆ ที่เล่นแอเรียล อาร์ตด้วยกันหลายคน พวกเขาอดทนมาก ตั้งใจมาก บางคนเล่นมา 4-5 ปีแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแค่แฟชั่นเก๋ๆ ก็อาจจะผ่านมาและผ่านไป แต่กีฬาชนิดนี้อยู่มาได้ในระดับนึง และมีคนสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างที่ทราบกันดีว่าแอเรียล อาร์ต ถือว่ายังไม่แพร่หลายมากในเมืองไทย เพราะอาจเกิดขึ้นมาไม่นานมากนัก แต่คนที่ได้มีโอกาสมาลองสัมผัส ได้มาลองเล่นอย่างน้ำตาล จะเล่นต่อเนื่องแน่นอนค่ะ เพราะว่ามันเหมือนได้ฝึกฝนตัวเอง แข่งขันกับจิตใจตัวเอง และสนุกมากเวลาเราอยู่บนอากาศ อยากให้ลองค่ะ”

สาวสวยฝากถึงคนอยากเล่น แต่มีความกลัวว่า ความอยากเป็นส่วนสำคัญมาก คือถ้าอยากทำ อยากลอง ก็ลุยเลย แล้วความสุขจะเกิดจากการได้ทำ ถ้าทำได้แล้วก็ยิ่งมีความสุข คิดว่ามาออกกำลังกาย ไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่ต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง และทำตามคำแนะนำของครูฝึก ก็จะไม่เกิดการบาดเจ็บใดๆ แถมร่างกายยังแข็งแรงและบุคลิกภาพดีขึ้นด้วย

“โชว์ Aerial Arts : The Night To Remember เป็นโชว์ที่เกิดจากความคิดของครูแนน ที่เป็นครูสอนแอเรียล อาร์ตของน้ำตาล ซึ่งครูแนนจะมีโรงเรียนสอนแอเรียล อาร์ตเป็นแห่งแรกๆ ในไทยเลย ชื่อว่า Aerial Factory พอมีลูกศิษย์ที่รักในกีฬานี้มากขึ้น ครูแนนก็เลยอยากสร้างสังคมของคนรักแอเรียล อาร์ตให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงทักษะและความสวยงาม จึงมีการจัดโชว์นี้ขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา บอกเลยว่าเป็นค่ำคืนที่ชาวแอเรียล อาร์ตทุกคนได้มอบความทรงจำที่งดงามและทรงพลังให้กับคนดูเป็นอย่างดีทีเดียว

ถ้าให้พูดถึงการแสดงโชว์ครั้งแรกในชีวิตของน้ำตาลที่ได้มีโอกาสขึ้นแสดงครั้งนี้ อย่างที่บอกไปว่าแอเรียล อาร์ตเป็นโชว์ที่ชาวแอเรียล อาร์ตมารวมตัวกันเพื่อแสดงทักษะของ ตัวเองในอุปกรณ์ต่างๆ ในส่วนของน้ำตาลจะเป็นการโชว์ที่ใช้อุปกรณ์ห่วงเป็นโชว์เปิดงาน ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เราชอบ และได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง ตอนนี้อาจจะไม่เก่งเท่าพี่ๆ ท่านอื่นนะ แต่น้ำตาลก็จะพยายามฝึกฝนต่อไปค่ะ”…ติดตามได้ที่ IG : @namtanlitaa

 

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/511952

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 10 ปีที่ดีขึ้นในทุกวัน

โดย..กองทรัพย์

สาวร่างเล็ก ดูอ่อนหวานขณะเดียวกันก็เด็ดเดี่ยวเป็นนิยามที่บ่งบอกความเป็น เม่ย-พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เป็นอย่างดี

หลังจากจบการศึกษาปริญญาโทในสาขาการสื่อสารทางการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากกลับมาประเทศไทย พรรณสิรีทำงานช่วยธุรกิจของครอบครัวก่อนที่ความบังเอิญจะพาเธอเข้ามาทำหน้าที่นี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว เพราะได้รับการทาบทามให้เข้ามาทำหน้าที่อาสาสมัคร

ในตอนแรกเธอตั้งใจมาทำงานกับมูลนิธิเพียง 2-3 เดือน แต่พอได้มาสัมผัสอย่างจริงจังจึงรู้ว่าเป็นเวลาที่สั้นเกินไปกับหน้าที่ในองค์กรที่มีภารกิจยิ่งใหญ่และมีอายุยาวนานกว่า 48 ปี เม่ยตัดสินใจทำงานต่อในฐานะอาสาสมัครจนครบ 1 ปี กระทั่งตัดสินใจในตอนสุดท้ายว่าจะลงเอยกับมูลนิธิรามาธิบดีในฐานะงานประจำ

พรรณสิรี เล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ส่งเสริมให้ช่วยเหลือผู้ที่มีโอกาสด้อยกว่าตั้งแต่อายุได้ 4-5 ขวบ เธอได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปช่วยงานกลุ่มประชาอาสาโครงการหลวงเพื่อบริจาคอาหารและสิ่งของให้กับชาวเขาทางเหนือ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้พรรณสิรีมีมุมมองที่กว้างขึ้น ติดดินมากขึ้น และได้ความคิดว่าเมื่อเราเกิดมามีโอกาสดีกว่าคนอื่นเขา ก็ควรจะช่วยเหลือเมื่อทำได้ ด้วยความที่คุณพ่อผู้เป็นเจ้าของธุรกิจเป็นคนที่ทำงานเก่งและเฉียบขาด เธอจึงได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ถูกฝึกให้เป็นคนละเอียดและอดทน ประสบการณ์การช่วยงานธุรกิจครอบครัวนี้เอง ที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเธอ เมื่อได้มารับตำแหน่งผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีในช่วงเวลาต่อมา

“เม่ยมาทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กรและแบรนด์มาร์เก็ตติ้ง และทำทุกอย่างตอนอายุ 24 เอง โดยตัวเราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำงานด้านนี้ตั้งแต่ต้น พอทำแล้วก็อยากทำให้ประสบความสำเร็จ อยากทำให้ที่นี่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนในระบบองค์กรได้ อยู่ได้นานๆ และดีจากภายนอกและภายใน เพราะมูลนิธิดีอยู่แล้ว คนมาให้ก็จิตใจดี ดังนั้น เราก็ต้องทำให้ตัวเองเป็นองค์กรที่ดี ลูกน้องต้องมีความสุข ระบบก็ต้องดี วัฒนธรรมองค์กรก็ต้องดี เราจึงปรับหลายด้านมาก ช่วงแรกเราทำงานหนักมากประมาณ 15 ชั่วโมง/วัน เครียดมาก มาทำงานเช้ามาก เราให้ใจกับองค์กรมากๆ ทุกวันนี้ก็คิดว่าทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

 

ความภูมิใจสูงสุดของพรรณสิรี ในฐานะผู้จัดการมูลนิธิ คือ การได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวเธอ ความภาคภูมิใจในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากอายุที่ค่อนข้างน้อย สิ่งที่ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับน่าจะเป็นความจริงจังจริงใจ ความประนีประนอม ความใจกว้างเปิดรับฟังความคิดเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหนักแน่น เฉียบขาดและทำงานอย่างมีหลักการ ตรงไปตรงมา กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเอง

“เป็นโชคดีของชีวิตมากที่รู้สึกว่าอยากตื่นมาทำงานในทุกๆ วัน เราไม่เคยคิดว่าทำงานที่นี่แล้วจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะงานเรามันมากกว่าความคุ้มค่า จำนวนเงินเดือนไม่ได้ตัดสินตัวเรา เม่ยเองค่อนข้างต่างจากคนอื่น เพราะมันเป็นอินเนอร์ของเราเอง เป็นงานที่ทำแล้วบอกว่าเราสามารถทำอะไรที่ใหญ่เกินตัวเล็กๆ ของเรา เป็นงานที่ได้ใช้ประโยชน์สูงสุดของตัวเอง ทั้งทักษะทุกอย่างที่มีสามารถหยิบมาใช้ได้

ที่สำคัญ งานนี้ทำให้เม่ยเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน ดีขึ้นในเชิงของการศึกษาค้นคว้าที่เราต้องขวนขวายพัฒนาตัวเอง และในอีกหนึ่งความหมายของเม่ยรวมถึงด้านจิตใจด้วย ซึ่งเม่ยว่ามันประเมินค่าไม่ได้ และสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนดีขึ้นๆ ในองค์กรนี้ก็คือประโยชน์ของที่นี่ที่มีต่อสังคม คือการช่วยต่อชีวิตผู้อื่น เหมือนเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เป็นคุณค่าของงานและองค์กรที่ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น”

สำหรับพรรณสิรี ตลอด 10 ปีของการทำงานในฐานะผู้บริหารความท้าทายในวัย 20 ต้นๆ ไม่ได้น้อยหรือมากกว่าการทำงานในวัยต้น 30 เพราะเธอบอกว่าความท้าทายของงานมีเข้ามาทุกวันตลอดเวลา “ความท้าทายจะมีความยากของมัน ช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนเราต้องทำให้คนที่อยู่รอบข้างและร่วมงานกับเรา เข้าใจว่าเรามีสไตล์การทำงานแบบนี้ เมื่อเราต้องขยายองค์กรต้องสร้างคอนเนกชั่น พัฒนาแบรนด์มูลนิธิให้ดีทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

การครองสติและทำให้แต่ละโมเมนต์ที่เข้ามาให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เม่ยมองว่าท้าทาย ถ้าสมมติว่าเรายังไม่ดี เราก็ต้องพยายามดีขึ้น ทั้งเรื่องงาน เรื่องทักษะต่างๆ หรือแม้แต่สติ เราต้องพยายามเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ เพราะเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และมีเรื่องอีกเยอะมากที่เราไม่รู้ และมีอีกไม่น้อยที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ ถ้าเรายังอยู่ในกรอบก็ไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ แต่เป้าหมายสุดท้ายคืออยากให้องค์กรอยู่ได้ในระยะยาวและเป็นที่พึ่ง เป็นของขวัญให้คนไทยไปได้นานๆ”

 

พรรณสิรี บอกว่า เมื่อขยายองค์กร พันธกิจก็มากขึ้น ประโยชน์ที่ให้สังคมก็มากขึ้น เป้าหมายของเธอในฐานะผู้บริหารคือทำอย่างไรให้องค์กรนี้เติบโตอย่างมั่นคงอย่างเป็นประโยชน์ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิในสายตาคนไทยเริ่มเข้าถึงมูลนิธิมากขึ้น “คนรับรู้ว่าองค์กรเราทำอะไร เมื่อก่อนอาจจะดูเข้าถึงยากและเป็นผู้ใหญ่ ตอนนี้เราก็พยายามทำให้คนเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายในทุกกลุ่ม เราไม่มองว่าการให้ต้องแก่แล้วค่อยให้ หรือคนแบบเม่ยเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ที่นี่ได้ เพราะการให้ไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ หรืออายุ อาชีพ ไม่มีเงิน คุณพูดดี ทำดีกับคนอื่น ก็เป็นผู้ให้ได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นได้จากภายนอก”

ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เรื่อง “การให้” เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ โดยไม่เดือดร้อน เราก็พยายามสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้กับคนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการให้ ซึ่งศิลปินและดีไซเนอร์ร่วมจัดโปรเจกต์พิเศษมาออกแบบลวดลาย เพื่อสร้างสรรค์สินค้าเป็นของที่ระลึกรูปแบบต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อนำรายได้สมทบเข้ามูลนิธิ

“เพราะเราทำงานที่ใหญ่ขึ้น เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่าองค์กรเราได้ทำประโยชน์มากขึ้น ได้เข้าถึงคนมากขึ้น มีโปรเจกต์ มีแบรนด์ เราพยายามทำให้ไม่เป็นการยัดเยียด ไม่ต้องทำเพื่อความเกรงใจ เพราะถ้าเราทำด้วยความเกรงใจแล้วคนรับจะรู้สึกดีจริงๆ เหรอ หนึ่งคือผู้ให้ต้องมีความสุขในการให้ และผู้รับก็ปีติกับการได้รับ การให้มีหลากหลายรูปแบบ

สำหรับหลังบ้าน งานภายในก็การันตีได้ว่าคนทำงานกับเรารักในงานที่ทำ เพราะงานเราคือการทำความดีเพื่อผู้อื่น ซึ่งก็เป็นการให้ในอีกแบบหนึ่ง เรื่องระบบการบริหารจัดการที่ดี ทำระบบทุกอย่างให้เชื่อมต่อระหว่างหน้าบ้านกับหลังบ้าน เราพยายามทำอะไรก็ตามให้ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ด้านหน้าที่เห็นชัดมาก เราพยายามบอกทุกคนว่าเราอยากให้องค์กรดีขึ้นเราก็ต้องช่วยกันทำ”

เมื่อถามถึงการดูแลตัวเองให้สามารถทำงานที่นี่ได้จนมาถึงเวลา 10 ปี พรรณสิรี บอกว่า การดูแลจิตใจตัวเองให้มีความสุข คือการดูแลตัวเองในแนวทางที่ดีที่สุด

“เม่ยเชื่อว่าการที่เราได้ทำอะไรก็ตามที่มีความสุข คือการดูแลตัวเองแล้ว อย่างเม่ยมีความสุขกับการอยู่กับปัจจุบัน ฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ทำอาหาร และเล่นกับสุนัขที่เลี้ยงไว้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว นอกจากนั้นก็ใช้สติและเหตุผลทั้งในเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว เพื่อที่จะได้มีความสุขกับชีวิตในทุกๆ ด้านในทุกวัน”

พลังบวกและพลังงานดีๆ จากคนที่เธอได้เจอในแต่ละวันทั้งในฐานะผู้ให้หรือผู้รับ ทำให้หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินทางมาไกลจากวันแรกถึงวันนี้ก็นับว่าพัฒนามาพอสมควร ความตั้งใจของเธอในฐานะผู้จัดการคือการพัฒนาองค์กรนี้ให้แข็งแกร่งมีรากฐานที่ดี มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือสังคมได้อย่างยั่งยืน เป็นมูลนิธิระดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึงเมื่ออยากจะทำบุญบริจาคเงิน