ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง รรินทร์ ทองมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515986

ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง รรินทร์ ทองมา

เป็นที่รู้จักดีสำหรับแบรนด์กระเป๋าและรองเท้า โอ แอนด์ บี (O&B) ของนักสร้างแบรนด์สาวสวย ต้า-รรินทร์ ทองมา ที่ทำในสิ่งที่รักเและเรียนด้านแฟชั่นมา โดยประสบความสำเร็จมากภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี สามารถสร้างรายได้หลัก 100 ล้านบาท

หญิงสาวรูปร่างบอบบางดีกรีจบปริญญาตรีด้านโปรดักต์ดีไซน์จากรั้วศิลปากร ปริญญาโทด้านแฟชั่นมาร์เก็ตติ้งจากมิลาน อิตาลี โจทย์ง่ายๆ ของการเริ่มต้นทำธุรกิจ มาจากความฝันของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คือ อยากมีแบรนด์รองเท้าและกระเป๋า ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานการทำธุรกิจมาเลย แต่เธอก็ใจสู้เรียนรู้จากประสบการณ์จนสร้างสรรค์แบรนด์ โอ แอนด์ บี ที่เป็นที่รู้จักทางโลกโซเชียล และสร้างแบรนด์ให้ก้าวสู่การเป็นอินเตอร์มากขึ้นด้วยการเชื้อเชิญแฟชั่นไอคอนและบล็อกเกอร์ระดับโลก ฮอมมี่ ซองค์ ชาวเกาหลีที่ไปเติบโตที่สหรัฐ ซึ่งโด่งดังมากๆ มาทำงานร่วมกันกับแบรนด์

 

 

“ฮอมมี่ ซองค์เป็นแฟชั่นไอคอนที่โด่งดังมากๆ ทั้งในเกาหลี ยุโรปและอเมริกา เขาดังติดอันดับบล็อกเกอร์ท็อป 3 ของโลก กว่าเขาจะร่วมงานกับ โอ แอนด์ บี เขาดูทั้งอิมเมจแบรนด์ซึ่งเราได้คุณภาพในระดับโลก สองคือเขาดูที่คุณภาพสินค้าของเรา ฮอมมี่ดังขนาดที่แบรนด์ดังระดับโลกอย่างหลุยส์ วิตตอง ส่งของให้ใช้ตลอด แบรนด์ลอร่า แมร์ซิเยร์ ใช้เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ซึ่งฮอมมี่ ซองค์จะเป็นตัวแทนของแบรนด์ โอ แอนด์ บี เซ็นสัญญาตั้งแต่ เม.ย.ที่ผ่านมายาวหนึ่งปี คือไดเรกชั่นของต้าอยากโกอินเตอร์มากขึ้น ซึ่งเราทำได้และเป็นไปตามความตั้งใจ เราต้องเป็นคนคิดใหญ่ และผลักดันให้ถึงที่สุด

สำหรับการสร้างแบรนด์ในระยะเริ่มต้น ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย แต่รรินทร์ก็ก้าวผ่านอย่างสวยงาม

“พื้นฐานที่บ้านต้าไม่มีใครทำธุรกิจเลย คุณพ่อทำงานรัฐวิสาหกิจ แต่ต้าเจนวายคืออยากเป็นนายตัวเอง ตอนเริ่มแรกที่ทำแบรนด์ ต้าสู้พอควร เพราะไม่มีประสบการณ์ และไม่รู้เรื่องธุรกิจเลย แต่ไฟแรงตอนกลับมาจากเมืองนอกอายุ 26 ปี

ที่ต้ามองว่าอยากทำกระเป๋ากับรองเท้า เพราะต้ารู้สึกผูกพัน อิตาลีเป็นเมืองแห่งเครื่องประดับ ต้าชอบมองว่าคนใช้กระเป๋ากับรองเท้าแบรนด์อะไร ซึ่งก่อนไปเรียนที่อิตาลี ต้าเคยทำงานที่คิง เพาเวอร์ แผนกวิชั่นเมอร์ชั่นไดเซอร์ ดูแบรนด์ลักซ์ชัวรี่ทั้งหมด หน้าที่ของต้าคือดูสินค้าจัดดิสเพลย์ร้าน ทุกวันต้าอยู่กับกระเป๋ารองเท้าสินค้าลักซ์ชัวรี่ ได้จับต้องสินค้าดีๆ ต้าทำที่นั่น 3 ปี ทำให้ต้าเห็นว่าแบรนด์ยุโรปเขาทำกระเป๋ากับรองเท้าแบบไหน มันซึมเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว”

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ธรุกิจกระเป๋าบูมมาก “พอเรียนจบกลับมา กลับไปทำเสื้อผ้าเด็ก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย คิดแค่ฉันเก่งฉันต้องทำได้ ทำให้เจ๊งหลักแสนบาท ซึ่งเงินก้อนแรกยืมคุณแม่มา 2 แสนบาท แต่ก็ฮึดสู้ใหม่ด้วยเงิน 9 หมื่นบาท วางแผนไว้ 3 เดือนแรกถ้าไม่เวิร์กอีกก็จบกัน

ด้วยเงินที่น้อยต้ากับเพื่อนเลยตัดสินใจทำแบรนด์กระเป๋าจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ ซึ่งยุคนั้นค้าขายออนไลน์ยังไม่บูม เพื่อนก็ทักว่าจะเวิร์กเหรอ ต้าบอกเพื่อนว่าแล้วฉันจะทำให้ดู เพราะเมืองนอกช็อปปิ้งออนไลน์ถือเป็นเรื่องปกติ ยุคนั้นเหมือนต้าเป็นคนแรกที่กระโจนลงบ่อเงินบ่อทอง เรามองเห็นก่อนเราขุดทองเจอก่อน และต้าไม่มีคู่แข่ง ปรากฏว่าขายได้

 

 

ที่ต้ามองไปที่ธุรกิจกระเป๋าต่อจากเสื้อผ้าเด็ก เพราะกระเป๋าไม่มีไซส์เหมือนรองเท้า ด้วยยอดขายเดือนแรกทำให้หัวใจเธอพองฟู คือขายได้ 5 หมื่นบาท เดือนที่ 2 มีรายได้หลัก 2 แสนบาท ปีแรกทำรายได้เฉลี่ย 3-4 แสนบาท/เดือน แต่พอหักรายรับรายจ่ายแล้วเหลือแค่ 4,000 บาทเท่านั้น เป็นเพราะเธอไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเลย หนึ่งอาจมาจากต้นทุนที่สูงเกินไป และไม่มีเงินเอาไว้หมุนเวียนภายในร้าน หรือเก็บเงินเพื่อการลงทุนต่อ จนเกิดวิกฤตในใจจึงเข้าคอร์สเรียนเปลี่ยนวิธีคิด ระบบการจัดการทั้งหมด และการขยายขนาดใจ เราต้องเชื่อมั่นว่าเราทำธุรกิจหลักร้อยล้านได้ เราต้องให้กำลังใจตัวเองว่า ฉันทำได้ๆ เปลี่ยนวิธีคิดภายใต้จิตสำนึก

จากนั้นต้ามีการจัดการระบบบัญชีใหม่ คนที่ทำธุรกิจไม่สำเร็จเพราะตื่นเช้ามาก็ตั้งคำถามว่าวันนี้สินค้าเราจะขายออกไหม เหมือนเราใช้แพตเทิร์นที่พร้อมล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา แค่คิดก็ผิดแล้ว หรือถ้าเราเพิ่มสต๊อกสินค้าแฟชั่น ใครจะมาซื้อของของเรา เขาไม่สนใจแบรนด์เราหรอก แต่ถ้าแค่เปลี่ยนความคิด มันน่าจะเป็นไปได้ คนประสบความสำเร็จต้องคิดใหญ่ และไม่กลัวล้มเหลว เพราะเขาจะทำแต่ละก้าวให้ถึงเป้าหมาย ตื่นขึ้นมาเราต้องให้กำลังใจตัวเอง”

ผ่านมา 5 ปีแล้ว โอ แอนด์ บี จัดเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะรองเท้าตัดเย็บจากหนังแกะที่ต้าออกแบบเอง มีให้เลือกมากกว่า 50 สี ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ ดีมาก

“ตอนนี้ยอดขายทั้งหมดมีประมาณ 200 ล้านบาท ตอนนี้ต้าเป็นเจ้าของแบรนด์คนเดียว ต้ามักบอกทุกคนเสมอว่า เงินไม่ใช่ปัญหาของการทำธุรกิจ เพราะต้าก็เริ่มจากเงินเพียง 9 หมื่นบาท ต้ามองว่าของจะขายได้หรือไม่ได้ เราต้องเชื่อก่อนว่า ของเราต้องขายได้ และคนจะรักมัน สินค้าของเรามีคุณค่า เราอยากส่งของดีให้ลูกค้า ซึ่งลูกค้าเป็นคนเซนซิทีฟมาก โดยเฉพาะผู้หญิง

 

 

พอเรารักสินค้า ลูกค้าจะรักสินค้า แต่เราต้องรักในตัวลูกค้าด้วย และต้ามีกฎข้อหนึ่งคือ ของที่เขาได้กลับไปต้องมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เขาจ่าย เราเลยโตเร็ว เราทำทุกวิธีทางที่ทำให้สินค้าและบริการดีขึ้นตลอดเวลา ต่อให้ทุกวันนี้คนก๊อบปี้รองเท้าของเรา แต่ของของเราให้ความรู้สึกให้ลูกค้าไม่เหมือนกัน เพราะแฟชั่นเป็นของที่เหนือฟังก์ชั่น พอเป็นแฟชั่นไม่มีใครมีรองเท้าคู่เดียว”

การผลิตสินค้าทุกชิ้นต้องมีสตอรี่ที่ดี ผู้ประกอบการที่ดีจะขายสินค้าได้ดี และต้องเป็นผู้นำที่ดีด้านคุณธรรม ช่องทางการกระจายสินค้า 5 ปีผ่านไปนอกจากจำหน่ายผ่านออนไลน์แล้ว เธอยังมีหน้าร้านอยู่ในซอยพหลโยธิน 5 ซึ่งลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาด

“ตลาดออนไลน์ใหญ่มากนะคะ และเป็นตลาดที่ไม่ต้องแย่งกัน มันคือตลาดทั่วโลก และตลาดออนไลน์ไม่มีวันเต็ม มีมูลค่ามหาศาล จะขายอะไรก็ได้ ซึ่งเราอย่าทำอะไรไกลตัว เราต้องรู้จักสินค้านั้นดีที่สุด เช่น รองเท้าบัลเลต์ต้าชอบมาก ใส่ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ แต่ต้าวางแผนว่าในอนาคตต้าอยากมีช็อปที่สหรัฐ

ตอนนี้ต้ากำลังขยายตลาดไปทำเสื้อผ้า อยากทำเสื้อผ้าที่มีลุคเรียบง่าย เน้นคัตติ้งเก๋ๆ มีความคล่องตัวคล้ายสปอร์ตแวร์ ซึ่งผู้ใหญ่ไทยแต่งตัวเก่ง เลือกของเก่งคือรสนิยมดี รู้จักเลือกแต่งให้เหมาะกับตัวเอง คนไทยชอบแต่งตัวดีแล้วดูแพง ชอบอะไรคล่องแคล่ว แต่ยังคงความเป็นผู้หญิงนิดๆ มีความอ่อนหวานอย่างสาวเอเชีย แต่งออกมาแล้ว เขาต้องดูแพง อันนี้ก็เป็นคีย์ซัคเซสของแบรนด์ โอ แอนด์ บี เลยนะคะ เช่น กระเป๋าหลักพันแต่หน้าตาต้องเหมือนใบละหมื่น รวมทั้งเซอร์วิสต้องหลักหมื่น ของต้องดูสวยดูดี ลูกค้าต้าส่วนใหญ่เขาซื้อไปใส่กับของแบรนด์เนมนะคะ เป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ดี ฉะนั้นเราเข้าไปอยู่กับแบรนด์ระดับโลกได้”

สุดท้ายต้ามีคำแนะนำน้องๆ ที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเองแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ในการเริ่มต้น ซึ่งหลักง่ายๆ ที่ต้าอยากบอกก็คือ อย่าดราม่า

“ลองดูหัวใจของคนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ไม่ใช่ทุกคนเก่งตั้งแต่เกิด แต่ไม่มีใครย่อท้อ เราต้องยอมรับว่า การจะทำอะไรสักอย่าง เก่งไม่กลัว กลัวไม่อึด การทำอะไรไปถึงเป้าหมาย ย่อมพบเจออุปสรรคเป็นธรรมดา แต่ใครจะอดทนก้าวข้ามอุปสรรคได้ดีกว่ากัน คำถามที่ต้าเจอทำยังไงให้รวย คนที่ประสบความสำเร็จคือเขาจะถามปัญหาคือ หนูจะแก้อย่างไร แต่อีกคนถามว่าหนูจะรวยได้ไง กับอีกคนบอกว่า หนูท้อมากหนูไม่ไหวคนนี้ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่บอกว่าฉันเหนื่อย พอคนคิดแบบนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ

คนที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องพูดว่า เขาจะพูดอะไรเชียร์อัพคนอื่นตลอดเวลา อย่าพร่ำเพ้อในโลกโซเชียล เช่นเจอลูกค้าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่แก้ปัญหา กลับไปสนใจกับอะไรเล็กๆ เราต้องมีคำเหล่านี้คือ เก่งไม่กลัว บางคนเก่งไม่ทำ แต่อีกคนไม่เก่งแต่ทำทุกวัน ไม่ย่อท้อ เราเชื่อว่าทุกคนนักธุรกิจจะพูดแบบนี้ แค่ลงมือทำค่ะ”

 

อรพรรณ ภารพบ สร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 14:00 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515791

อรพรรณ ภารพบ สร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข

“หลังจบอักษรศาสตร์ ผึ้งก็เรียนต่อด้านจิตวิทยา และมีโอกาสได้ทำงานเป็นที่ปรึกษากับบริษัท IPM กรุ๊ป หรือปัจจุบัน คือ SEAC มากว่า 13 ปี ตลอดเวลาซึมซับแนวคิดการทำงานจากเจ้านาย (อริญญา เถลิงศรี) ว่าเราอยากให้ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่ดีต่อสังคม ก็จดจำตรงนี้เหมือนฝังในดีเอ็นเอตลอด เราก็เลยเอาตรงนี้มานั่งคิดว่าอยากทำอะไรที่แตกต่างจากการทำงานเดิมของเราด้วย

“เพราะการเติบโตทางสติปัญญาและอารมณ์ ไม่ถูกจำกัดเพียงการเรียนรู้ในระบบการศึกษา หรือในห้องเรียนแต่มาจากโอกาสและแรงบันดาลใจที่ได้จากผู้คนที่รายล้อมตัวเรา” ผึ้ง-อรพรรณ ภารพบ Creating Director แห่ง Iconic Women Alliance (IWA) เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของการเรียนรู้จนเป็นที่มาในการก่อตั้ง IWA คอมมูนิตี้ เพื่อการเรียนรู้ควบคู่การใช้ชีวิต (Lifelong Learning Community) ที่สร้างขึ้นสำหรับผู้หญิงทำงานจากหลากสายอาชีพและหลายวงการในภูมิภาคอาเซียน

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและอัพเดทข้อมูล ทักษะที่ติดตัวคือ การอ่านเร็ว เวลาจะออกไปหาลูกค้าที่ไหนสิ่งที่ต้องทำเสมอคือรีเสิร์ชเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ที่เราทำอยู่ สิ่งที่เราต้องทำคือการเทรนด์ใหม่ตลอดไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ แต่ต้องดูว่านักคิด นักปฏิบัติในโลกด้านนอกเขาทำอะไรบ้าง การอ่านก็เป็นส่วนหนึ่ง เราก็เรียนรู้ใหม่ๆ ทุกปีเหมือนเราได้ปริญญาใบใหม่ เราเปลี่ยนโปรเจกต์ไปเรื่อยๆ ทุกปีจะเอาโปรไฟล์ตัวเองมานั่งดู และตั้งเป้าว่าเราอยากทำอะไรอีก และ IWA สร้างจากความเชื่อที่ว่า ‘หากเราอยากสร้างสังคมที่ดีขึ้น เราต้องพัฒนาคนในสังคมให้มีศักยภาพเสียก่อน’ เอาโปรเจกต์นี้ไปปรึกษาคุณอริญญา ว่าอยากทำอะไรที่ทำเกี่ยวกับการเรียนรู้ของคน จึงเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้หญิงยุคใหม่แห่งนี้” 

 

เจ้าของไอเดียการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้หญิง บอกว่า ไอดับเบิ้ลยูเอ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้หญิง เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของกลุ่มผู้หญิง ที่หากนับแล้วถือว่าเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรในโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจ ในครอบครัว หรือในสังคม

“ทำไมเราเน้นไปที่ผู้หญิง เพราะว่าเราเริ่มเห็นว่าลักษณะของผู้หญิงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยเผยให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้หญิงที่อยู่ในระดับผู้นำของอาเซียนนั้นสูงกว่าภูมิภาคอื่นใดในโลก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในขณะที่ผู้หญิงมีบทบาทที่มากขึ้น มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้นเช่นกัน ผู้หญิงจึงต้องพบกับความตึงเครียดและความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผู้หญิงมีความต้องการพัฒนาที่หลากหลายและเฉพาะตัว ก็เลยอยากหาอะไรที่ตอบโจทย์การพัฒนาความเป็นผู้หญิง แต่ก่อนที่คนเหล่านั้นจะมีความพร้อมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกให้สังคมได้ การศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การที่คนจะสร้างความสำเร็จให้ตัวเอง หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมได้นั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำให้การเรียนรู้ควบคู่การใช้ชีวิต (Lifelong Learning) เกิดขึ้น สำหรับคนไทยและคนในอาเซียน สร้างคอมมูนิตี้แห่งนี้ให้เป็นสังคมคุณภาพของผู้หญิงที่พร้อมด้วยศักยภาพ (High Potential & High Profile) ที่จะสนับสนุนและสร้างแรงผลักดันทางบวกให้กันและกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายในการสร้างความสำเร็จอย่างมีความสุข”

อรพรรณ บอกอีกว่า ข้อดีของคอมมูนิตี้ในรูปแบบนี้คือ การที่มีผู้คนที่มีใจอยากจะมาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ รวมทั้งมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้หญิงไทยได้มีพื้นที่ในการมารวมตัวร่วมให้พลังกันมากขึ้น สำหรับรูปแบบกิจกรรมของคอมมูนิตี้ที่สนใจมากที่สุดคือ คลาสสอนทักษะใหม่ เพราะต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ในสิ่งที่ต้องการรู้ เพื่อจะได้ช่วยมาเติมเต็มสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง

“ถ้าเปรียบเทียบชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายๆ การเดินทาง ถ้ามองภาพชีวิตเราเป็นแลนด์สเคปที่เราเดินไป จริงๆ มันมีของข้างทางมากมายเลยให้เราเก็บสะสม แต่ก็มีสิ่งสำคัญเป็นภูเขาลูกใหญ่มากๆ ในชีวิตอยู่ไม่กี่อย่าง เราจึงตั้งโจทย์สำหรับหัวข้อการพัฒนาผู้หญิงใน 3 ด้าน คือ หนึ่งด้านชีวิตการงาน เพราะว่าเราเป็นผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงาน ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตกับที่ทำงาน เพราะฉะนั้นการพัฒนาในหัวข้อแรกคือ การสร้างอาชีพในการทำงานให้ดี 

ภูเขาลูกที่สองคือการดูแลตัวเอง เพราะถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองเลย ก็จะไม่มีพลังที่จะนำไปทำงานต่อ การดูแลตัวเองในที่นี้ไม่เฉพาะการดูแลสุขภาพหรือการฟิตหุ่น แต่หมายถึงวิธีการดูแลสภาพจิตใจของตัวเองด้วย ทำยังไงให้ตัวเองรู้สึกว่าได้รับการพักผ่อน ต้องเยียวยาตัวเองอย่างเหมาะสมได้ และภูเขาใหญ่สุดท้าย เราคงจะประสบความสำเร็จอย่างมีความสุขไม่ได้ถ้าเราลืมการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ก็เน้นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

การมีเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ หลายคนมองว่าอาจจะเพียงพอแล้ว แต่ถ้าเราอยากพัฒนาตัวเอง การเจอเพื่อนซ้ำๆ อาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องเปิดดูคนรอบข้างรอบๆ ตัวที่เขาดีและต่างจากเรา เขามีบางด้านที่ดี เราเรียนรู้มุมที่ดีกว่าของเขา ซึ่งอายุไหนก็สร้างเพื่อนใหม่ได้ เพราะได้เครือข่ายธุรกิจที่หลากหลายตั้งแต่สาวๆ ที่ทำงานมาระยะหนึ่งไปจนถึงคนที่กำลังก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารในองค์กรเล็กใหญ่ ที่อยากพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จและมีความสุข การสร้างคอมมูนิตี้ของเรา บางทีเนื้อหาอาจจะไม่ได้สำคัญเท่ากับแรงบันดาลใจที่เราได้จากคนที่อยู่รอบตัว เราจึงอยากให้คนมาเจอกันเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน” อรพรรณ อธิบาย

อรพรรณ ให้ภาพของกิจกรรมในคอมมูนิตี้แห่งนี้ว่า ความน่าสนใจของกิจกรรมการพัฒนาในหัวข้อที่หลากหลายมีทั้งงานเสวนา (Speaking & Networking) แบ่งปันประสบการณ์และความคิด โดยจะคัดสรรวิทยากรมากประสบการณ์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจและจะสร้างประโยชน์ รวมถึงส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ได้ หรือจะเป็น Mini-forum เสวนากลุ่มขนาดเล็กที่ให้โอกาสสมาชิกได้มานั่งร่วมถกประเด็น แลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ กันอย่างลงลึก โดยจะเลือกหยิบประเด็นที่เป็นประโยชน์หรืออยู่ในความสนใจของสมาชิก เช่น การสร้างความสำเร็จในฐานะทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 ตลอดจนคลาสเรียนสอนทักษะใหม่ๆ เช่น การนำเลโก้มาใช้ เพื่อประกอบการคิดวางกลยุทธ์ เวิร์กช็อปในรูปแบบสบายๆ เช่น การเต้นเพื่อปรับบุคลิกภาพ ซึ่งสาวๆ ต้องไปกรอกใบสมัครทางเว็บไซต์ http://www.iconicwomenalliance.com เพื่อรับข้อมูลข่าวสาร

เธอฝากเอาไว้อย่างมีความหวังว่า จะได้พบกับสาวๆ ที่ต้องการพัฒนาตัวเอง 

 

หลุยส์ เตชะอุบล นักธุรกิจแกร่งระดับดีเอ็นเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515572

หลุยส์ เตชะอุบล นักธุรกิจแกร่งระดับดีเอ็นเอ

ขึ้นแท่นเป็นแม่ทัพหญิงเต็มตัวในปลายปีที่ผ่านมา หลุยส์ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทรทัน โฮลดิ้ง หรือ TRITN ผลงานล่าสุดนำทัพพาบริษัทในเครือสเตรกา (STREGA) ชนะประมูลโปรเจกต์ใหญ่รับงานก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันยาวที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 3,300 ล้านบาท ขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ และล่าสุด สเตรกาพร้อมจับมือพันธมิตรด้านพลังงานระดับโลกร่วมเดินหน้าไม่หยุดยั้งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ นำทีมโดยผู้บริหารซีอีโอหญิงคนใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายในปีนี้ สเตรกา และไทรทันจะเป็นกลุ่มธุรกิจมีกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในแวดวงการลงทุนและเรื่องหุ้น หลุยส์ เตชะอุบล คือหนึ่งชื่อในทำเนียบนักธุรกิจหญิงแนวหน้าของเมืองไทย โดยเฉพาะในเวลานี้การนำไทรทัน โฮลดิ้ง ลุยเดี่ยวสู่ความสำเร็จในการเป็น Holding Company กำลังเติบโตและสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากสองบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ในมือ ผู้บริหารหญิงร่างบอบบาง บุคลิกนุ่มนวล มีอีกหนึ่งเครือข่ายทางธุรกิจของไทรทัน คือ สแพลช มีเดีย ทำธุรกิจในการดูแลด้านธุรกิจสื่อบิลบอร์ดโฆษณา ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนป้ายโฆษณาช่วงสิ้นปี 2560 บริษัทตั้งเป้ามีป้ายโฆษณาอยู่ทั้งหมด 90 ป้ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นักธุรกิจรุ่นสองเตชะอุบล

นักธุรกิจหญิงมาดแกร่ง หลุยส์ ทายาทรุ่นที่สอง และเป็นลูกสาวคนเดียวของ สดาวุธ เตชะอุบล ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ แม้เป็นลูกผู้หญิงเพียงคนเดียวของบ้านในจำนวนพี่น้อง 4 คน หากวันนี้ด้วยภาระรับผิดชอบในบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ชื่อของ “มาดามหลุยส์” คือผู้บริหารหญิงน่าจับตามองที่สุดอีกคนหนึ่งของตระกูลเตชะอุบล

คันทรี่ กรุ๊ป มีฐานธุรกิจสำคัญอยู่ในประเทศออสเตรเลีย บันไดขั้นแรก สดาวุธ วางเส้นทางลูกทุกคนต้องศึกษาจบระดับปริญญาตรีที่นั่น หลุยส์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านไฟแนนซ์ มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ใช้ชีวิตเรียนหนังสือ บันไดขั้นที่สองเมื่อจบแล้ว ลูกทุกคนต้องกลับมาเรียนต่อระดับปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะกลับมาช่วยงานครอบครัวอย่างจริงจัง

“ดิฉันไปอยู่ที่ซิดนีย์ตั้งแต่ 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ไปทำธุรกิจก็จะพาลูกเข้าบริษัทไปทำงานด้วยตลอด ก็จะเห็นว่าคุณแม่ทำอะไร คุณพ่อทำอะไรบ้าง จนเราคุ้นเคยและซึมซับทุกอย่างเข้าไปโดยไม่รู้ตัว อายุ 8-10 ขวบ พ่อสอนเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นแล้วค่ะ ทำให้ชอบการลงทุนหุ้น (บอกพลางยิ้ม) คุณพ่อปลูกฝังให้เรียนรู้เรื่องการลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วเป็นเรื่องตลกของพวกเรา 4 พี่น้องด้วยค่ะ ถ้าลูกเรียนได้เกรดเอ พ่อให้ตัวละ 1,000 เหรียญ พี่ชายน้องชายเรียนเก่งกว่าดิฉันเยอะเลยค่ะ ได้เอสะสมหลายตัวพวกเขาก็เอาไปฝากธนาคาร ส่วนดิฉันได้เอน้อยกว่าใคร ก็ต้องเอาไปลงทุนในหุ้นเพราะอยากมีเงินเยอะๆ เหมือนพี่น้องบ้าง (หัวเราะ)

คุณแม่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุนค่ะ ถ้าใครถามตอนเด็กๆ มีความฝันอยากเป็นอะไร แล้วเติบโตมาอยากเป็นอะไร คำตอบคือ Investor หลังจากเรียนจบแล้วก็เริ่มทำงานเป็นโบรกเกอร์ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานจนสามารถช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวเป็นครั้งแรก ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน-Chief Investment Officer (CIO) บริษัทหลักทรัพย์แอ๊ดคินซันฯ (ปัจจุบันคือบริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป) ทำงานตรงนี้เวลา 4-5 ปี เลือกก้าวสู่เส้นทางของนักลงทุนอิสระอย่างเต็มตัวค่ะ”

ธุรกิจหลักของตระกูลคืออสังหาริมทรัพย์ หลุยส์ บอกว่าคุณพ่อยกงานหมวดนี้ให้ลูกชายดูแล ส่วนงานลงทุนมอบหน้าที่ให้ลูกสาว พ่อให้เหตุผล เป็นผู้หญิงทำด้านลงทุนเหนื่อยน้อยกว่า แต่กลายเป็นว่าก็ไม่พ้นเจองานหินๆ เหนื่อยๆ

“คุณพ่อคงมองเห็นศักยภาพบางอย่างในตัวเราด้วยค่ะ เราคงทำได้ดี ดิฉันจำได้ดีเลยค่ะกับการลงทุนก้อนใหญ่ครั้งแรกหลังเรียนจบปริญญาตรี คุณพ่อให้เงินมา 3 ล้านบาทแรกสำหรับการเริ่มต้นชีวิตธุรกิจ ใช้ชีวิตเต็มที่ค่ะ 1 ล้านบาท ดิฉันใช้ไปกับช็อปปิ้งแบรนด์เนมเสื้อผ้ากระเป๋า (เล่าพลางหัวเราะ) อีก 2 ล้านบาทคือการลงทุนทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ศึกษาข้อมูลธุรกิจดูตัวเลขรายได้อย่างละเอียด

การลงทุนเป็นเรื่องยากมาก ถ้าเงินเล็กเราก็ต้องหาอะไรที่ทำให้เงินโตเร็ว ถ้าเงินใหญ่ก็ยิ่งต้องเหนื่อย เพราะการลงทุนในตลาดมีทั้งข้อมูลจริงและไม่จริง เราต้องมีไหวพริบในเรื่องกรองข่าวสาร การลงทุนมีทั้งได้และเสีย แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องสู้ต่อไปนะคะ

การลดความเสี่ยงให้มากที่สุด อันดับแรกต้องศึกษาให้ละเอียด คือตัวเลขดิฉันจะดู Financial Statement อย่างน้อยเกิน 5 ปีขึ้นไป เป็นพื้นฐานนักลงทุนอยู่แล้วนะคะ และตั้งแต่เด็กๆ ก็ชอบเอาตัวเลขมานั่งกดดูเล่น ชอบอ่าน Annual Report ของบริษัทอื่นๆ ดูย้อนกลับไปหลายๆ ปี อันดับสองคือ ผู้นำหรือผู้บริหาร ถ้าบริษัทใดอยู่ในอินดัสเทรียลที่มีอนาคต ก็จะเข้าไปคุยกับผู้บริหารทันทีค่ะ สิ่งที่สำคัญก่อนตัดสินใจลงทุนกับบริษัทไหน จะต้องรู้จักเขาเพื่อที่จะเชื่อใจผู้บริหารและทีมงานทั้งหมด และรู้ว่าอนาคตบริษัทจะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็จะต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยไม่มีการทุจริต

สุดท้ายคือจังหวะเวลา เวลาไหนควรเข้าไปลงทุน ซึ่งสามองค์ประกอบนี้จะต้องไปด้วยกันเสมอค่ะ ดิฉันมองว่าความเสี่ยงจริงๆ ในการลงทุนคือการที่ผู้ถือหุ้นเข้าไปลงทุนโดยที่ไม่สามารถถือมันเอาไว้ได้ ดังนั้นถ้าเราเลือกลงทุนกับบริษัทไหนแล้วเราต้องพอใจว่าเราจะสามารถถือมันไปได้อีกนาน แค่นี้ความเสี่ยงก็จะลดลงไปอีก

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ก้าวออกมาจากอาณาจักรของพ่อรุ่นบุกเบิก เพื่อเป็นนักลงทุนอิสระเต็มตัว นักธุรกิจหญิงมาดนุ่ม หลุยส์ บอกเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวและเจออะไรมามาก ไม่ใช่นักลงทุนเก่งกาจสามารถที่ใช่ว่าไม่เคยผิด แต่ก้าวข้ามความยากหรืออุปสรรคในการทำงานไปได้ ด้วยความเชื่อว่าการเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีสติจะทำให้ผ่านไปได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความอดทน

จากนักลงทุนสู่นักบริหาร

จากเส้นทางธุรกิจ “เตชะอุบลแฟมิลี่” ผู้เป็นพ่อวางหมากให้ลูกทั้ง 4 คน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการสานต่อกิจการของครอบครัวไว้ชัดเจน ในวงการธุรกิจลูกทุกๆ คนคือนักธุรกิจที่วงการยอมรับ

ก้าวต่อมาในวันนี้ การตัดสินใจเดินออกมาจากอาณาจักรของพ่อ เพื่อพิสูจน์ฝีมือโดยมีความท้าทาย หลุยส์ เลือกเปลี่ยนบทบาทจากนักลงทุนสู่การเป็นนักบริหารนำทัพ ไทรทัน โฮลดิ้ง ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนภายใต้วิสัยทัศน์ “ลงทุนเพื่อคนรุ่นใหม่” มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนชั้นเลิศระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้นผ่านกลุ่มธุรกิจหลากหลาย ทั้งบริษัทมหาชนและบริษัทเอกชน

ปัจจุบันมีการลงทุนใน 4 ภาคธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสื่อ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจพลังงานและเหมืองแร่ ด้วยโครงสร้างพิเศษในฐานะบริษัทโฮลดิ้ง 

ไทรทันจัดอยู่ในบริษัทแถวหน้าที่มีความคล่องตัวสูง มุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนและผลกำไร และได้รับประโยชน์จากการที่สามารถจดทะเบียนและสร้างผลพลอยได้จากโครงการลงทุน 

“ไทรทันเป็นบริษัท Investment Holding Company พร้อมลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่คิดว่าได้ผลตอบแทนดี เครือข่ายทางธุรกิจเริ่มศึกษาตลาดมากขึ้นค่ะ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดหุ้น ซึ่งมีทั้งตลาดทอง ตลาดอนุพันธ์ ตลาดคอมมูนิตี้ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ การเป็นนักลงทุนต้องมองออกว่าควรจะลงทุนในบริษัทแบบใด ลงทุนในบริษัทมีรายได้อย่างไร

จากเป็นนักลงทุนสไตล์กล้าได้กล้าเสีย วันนี้พอเปลี่ยนรับหน้าที่เป็นผู้บริหาร แนวความคิดก็เปลี่ยนไปด้วยค่ะ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีดิฉันเป็นซีอีโอผู้บริหาร การบริหารเงินคนอื่นด้วยไม่ใช่เงินเราเพียงคนเดียวเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป วันนี้ต้องไม่มีคำว่าเสีย และไม่กล้าเสี่ยงอีกเด็ดขาด

คุณพ่อกับคุณแม่ก็เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยที่ดิฉันสัมผัสเห็นได้ด้วยตาของตัวเองจริงๆ และที่ผ่านมาเราเองก็โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดีมากๆ หลายคน ดิฉันโชคดีที่ได้ซีอีโอบริษัทลูก รับภาระงานหนักไปช่วยเราได้เยอะมาก หลายปัจจัยกำไรค่ะ ซึ่งความเป็นนักลงทุน ดิฉันก็เข้ามาบริหารเงินลงทุนให้ได้ก้อนใหญ่ขึ้น

โชคดีเกิดมาเป็นลูกคุณพ่อ ช่วยคอนเนกชั่นธุรกิจได้ดีมาก (บอกพลางยิ้ม) อีกแรงบันดาลใจ คือ คุณแม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ออสเตรเลีย ท่านขยันมากจนรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามให้มากขึ้นอีก อย่างน้อยก็ต้องได้ครึ่งหนึ่งของแม่ ดิฉันเพิ่งพาลูกทั้ง 3 คนไปเยี่ยมคุณยาย ได้เห็นแม่เลี้ยงหลานๆ แม่พูดสอนหลานอายุ 8-6-4 ขวบ วัยกำลังเติบโต ทำให้เรารู้ว่าเราเลี้ยงลูกแต่ไม่ได้สอนเขาเลย

แม่สอนหลานทั้งวันพูดไม่หยุด แม่เหนื่อยมากนะคะบนโต๊ะกินข้าว คุณยายก็สอนหลานถามว่า โตขึ้นมาจะทำงานอะไร จะหาเงินอย่างไร แล้วใครจะให้งานคุณ แล้วกว่าคุณจะได้งานนี้คุณต้องเรียนหนังสืออย่างไร แล้วแม่ก็หันมาบอกดิฉันว่าสอนเด็กๆ นี่ กำลังสอนเธอด้วยนะว่าให้เธอไปสอนลูกเธออย่างไร ทำให้เราคิดว่า อ๋อ…นี่คือสิ่งที่แม่สอนเรา แต่เราไม่เคยทำแบบนี้กับลูกเลย แม่เสียสละให้พวกเราเยอะมาก พอมีลูกจึงได้รู้ค่ะ”

นักธุรกิจหญิงหน้าตาอ่อนเยาว์ บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ อนาคตเป้าหมายแข็งแกร่ง กำลังก้าวไปพร้อมพื้นฐานแข็งแกร่งของตระกูลเตชะอุบล อีกหนึ่งตระกูลนักธุรกิจที่ก้าวไปไม่หยุดยั้ง

 

นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พระเอกคือเพลง…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515405

นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พระเอกคือเพลง...

“ผมทำงานเดียวมาตลอด ไม่ได้เล่นหนัง เล่นละคร ไม่ได้หล่อ ไม่มีหน้าตาให้ขาย อยู่ในวงการมา 25 ปี ก็เขียนเพลง ร้องเพลง คนยังร้องเพลงเราได้ ยังชื่นชอบแม้มันจะผ่านมาหลายปี นั่นเพราะเพลงมันแข็งแรง พระเอกที่สุดคือตัวเพลง เวลาร้องออกไปแล้วคนฟังเขาตอบโต้กลับมา นั่นคือพระเอก”

ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ในวัย 50 ปี ได้เปิดใจถึงเส้นทางบนถนนดนตรีที่คร่ำหวอดมานานถึงครึ่งหนึ่งของชีวิต แม้จะมีช่วงที่ตกหลุม ถนนหนทางขรุขระ จากการก่อสร้างแนวทางใหม่ๆ หรือหลงไปยังทางเปลี่ยวบ้าง

หากเขาก็ยังแน่วแน่เลือกถนนดนตรีเป็นหมุดหมายของชีวิตต่อไปเรื่อยๆ และยิ่งเติบโต ยิ่งอยู่กับมันนาน ก็ไม่ได้เร่งรีบ ทว่าไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง และแวะเก็บชื่นชมความงามตามระยะทาง

ทุกบทเพลงมีความหมาย

เพลงฮิตของป้างมีหลายบทเพลง ซึ่งในกระบวนการทำงาน แม้ตอนลงมือเขียนเนื้อเพลงสักเพลงเขาจะบอกว่า ต้องรู้สึกกับมัน ถึงจะถ่ายทอดออกมาได้ ทว่ากว่าที่จะมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมากระทบความรู้สึกถึงขั้นต้องบันทึกเป็นบทเพลงนั้น ไม่ได้วาบขึ้นมาเสียทีเดียว (แม้จะมีเหตุการณ์เยี่ยงนั้นบ้าง)

เพราะในการดำเนินชีวิตทุกเมื่อเชื่อวัน การได้พูดคุยพบปะกับคนมากหน้าหลายตา นิสัยใจคอที่แตกต่าง เหตุการณ์ต่างๆ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้ จนถึงวันที่ตกตะกอนและมีอะไรสะกิด …ถึงจะเกิดเป็นบทเพลง

“ถึงจะผ่านอะไรมาเยอะ แต่พอเลือกที่จะมาเล่า ส่วนมากก็เป็นเรื่องของความรัก ผมคิดว่า บทเพลงกับความรัก มันเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

ผมคิดเอาเองเล่นๆ คนมนุษย์ถ้ำเวลามีความรักเขาน่าจะฮัมเพลง บทเพลงท่วงทำนองน่าจะเกิดมาคู่กับความรัก แล้วสมมติมนุษย์ถ้ำถ้าเขาผิดหวังในความรักเขาจะฮัมเป็นเพลงแบบไหน ผมว่ายิ่งคนอกหัก ฟังเพลงรักมันยิ่งได้อารมณ์

เพลงของผมมีทั้งอกหักแบบปลายทางสว่าง และเพลงที่อกหักดำดิ่ง แต่ผมเชื่อว่า สุดท้ายจะมีความรู้สึกดีแฝงอยู่ อย่างคนชอบเพลงอกหักดำดิ่งเยอะ แสดงว่าต้องมีคนรู้สึกอกหักอย่างเราอยู่ อย่างน้อยๆ ไอ้คนเขียนเนื้อเพลงมันต้องรู้สึก เจอมาแบบนี้ถึงเขียนออกมาได้ เหตุการณ์ลึกๆ จะมีคนเข้าใจแบบนี้ เพลงนี้มีความดิ่งก็ดิ่งไปเถอะ”

ทุกคนเคยร้องไห้ ซิงเกิ้ลล่าสุดที่ป้างบอกว่า ขยี้ให้คนร้องไห้ก่อน แล้วค่อยปลอบให้เขาเข้าใจที่มาของเพลงนี้ก็มาจากหลายๆ คนที่ป้างได้มองดู ได้พูดคุย ทุกคนล้วนมีปัญหา มีความคับแค้นใจ มีสิ่งที่บอกใครไม่ได้ มีความอึดอัด แต่บางทีถ้าได้พูดมันออกมา ปลดปล่อยมันออกมา มันอาจช่วยคลี่คลายปมนั้นได้

“เพลงที่จะทำออกมาแล้วดัง หรือเพลงมันจะทำงาน ขึ้นอยู่ที่ว่าโจทย์เราคืออะไร อย่างเพลง คนมีเสน่ห์ โจทย์คืออยากให้รอยยิ้มกับคนมากที่สุด องค์ประกอบของเพลงต้องให้คนยิ้มได้เร็วที่สุดและยิ้มได้กับเรื่องง่ายที่สุด ไม่ต้องมาตีความเนื้อเพลงใหญ่โต

เพลงทุกคนเคยร้องไห้ ไม่ใช่เพลงที่เป็นโจทย์ แต่แต่งขึ้นมาตามอารมณ์ อยากสื่อสารอะไรก็เขียนออกมาเลย อารมณ์ตอนนั้นคือเห็นอยู่ทุกๆ วัน จากเพื่อนในเฟซบุ๊ก คนรอบๆ ข้าง สายตาเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ บางคนเขียนออกมาแบบมีนัย รู้สึกเขาไม่มีความสุขเลย

รูปทรงมันไม่ใช่เพลงฮิต ซึ่งจำนวนคนที่จะรู้สึกกับเพลงนี้ไม่มากเท่าเพลงคนมีเสน่ห์ หรือภูมิแพ้กรุงเทพ 2 เพลงนี้มันมีความเป็นแมสอยู่

จุดประสงค์เพลงทุกคนเคยร้องไห้ อยากให้เพลงนี้เป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนที่ชอบเก็บเรื่องราวไว้แล้วไม่ยอมพูดจากับใคร เป็นเพลงที่จะบีบคั้นอารมณ์ให้ใครคนหนึ่งร้องไห้ ระบายออกมา แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นได้

เมสเซจของผมคืออยากให้กำลังใจ แต่ยั่วให้ร้องไห้ก่อน เพราะมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เวลาคนเราร้องไห้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น แล้วทุกคนเคยร้องไห้หมด ทุกคนมีเรื่องราวอะไรในใจ ทุกคนมีภาระของตัวเอง

การร้องไห้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนที่เราออกมาจากท้องแม่วันแรก การร้องไห้เป็นการบอกว่าเรารอด อยากให้การร้องไห้เป็นสัญลักษณ์แบบนั้นอีกครั้งดีกว่า ร้องไห้ซะแล้วก็สู้ต่อ อยากให้คนฟังเพลงของเราพอผ่อนคลาย แล้วมาสู้กันต่อไป”

 

 

50 ปี พรี-แซยิด

30 ก.ย.นี้ ป้าง นครินทร์ จะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้ง ณ อิมแพ็ค อารีน่า 50 ปี พรีแซยิด ป้าง นครินทร์ เพลงดังไม่ดัง จะได้ฟังกันคราวนี้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสำคัญ

“เวลาจะจัดคอนเสิร์ต จะมีแฟนเพลงตัวจริงที่ติดตามมาตลอด และกลุ่มแฟนรุ่นใหม่ที่เคยดูคอนเสิร์ตเราแล้วอยากดูอีก คน 2 กลุ่มนี้จะเข้ามามีฟีดแบ็ก ซึ่งเราไม่เคยวางแผนว่ากี่ปีจะจัดคอนเสิร์ต มันเป็นจังหวะที่พร้อม รู้สึกอยากทำมันมากกว่า

50 ปี คืออายุ ยังไม่ถึงแซยิดแค่พรีเท่านั้น และก็ไม่ใช่ 50 ปีในวงการเพลงด้วย เลข 50 มันดูเป็นตัวเลขที่น่าทำอะไรสักอย่าง ก็มาในคอนเซ็ปต์ เพลงดังไม่ดัง จะได้ฟังก็คราวนี้ ผมยังมีอีกหลายเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่น เพลงฮิตก็ยังมีอยู่ แล้วจะมีเพลงที่ไม่เคยร้องที่คอนเสิร์ตไหน เพลงจาก (เทปคาสเซต) หน้าบี

ในเรื่องของเพลงมีความพร้อมเพราะมันเป็นเพลงของเราอยู่แล้ว ทุกวันนี้ เดือนหนึ่งยังมีงานทัวร์คอนเสิร์ตหลายครั้ง อาจไม่ต้องซ้อมแบบเคร่งเครียดมาก แต่เน้นเรื่องอารมณ์ในแต่ละเพลงมากกว่า และเรื่องพละกำลังก็ต้องเตรียมตัวมากกว่าเดิม 3 เท่า งดทัวร์คอนเสิร์ตในช่วงเดือนนี้ เพราะมีหลายเพลงต้องอัดพลังเยอะ ไม่เกี่ยวกับว่าเราเล่นพื้นที่ใหญ่ เล่นร้านเล็ก 100 คน ก็สาดพลังเท่ากับคนดูหมื่นคน ดังนั้นต้องเตรียมพลังเยอะหน่อย เพราะเพลงในลิสต์เยอะเหมือนกัน”

สำหรับแขกรับเชิญครั้งนี้แปลกแหวกไปจากเดิมมาก เรียกว่ามาสายฮา เพราะได้ตลกตัวพ่อจากรายการ บริษัทฮาไม่จำกัด ทั้ง แจ๊ส ชวนชื่น ค่อม ชวนชื่น บอล เชิญยิ้ม นุ้ย เชิญยิ้ม ตั๊ก บริบูรณ์ และโรเบิร์ต สายควัน มาเป็นแขกรับเชิญ

“ที่จริงผมมีมุมตลก หัวเราะง่าย แต่หลายคนอาจไม่รู้ นี่ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่แฟนเพลงได้เห็นผมในอีกมุมหนึ่ง แขกรับเชิญผมเป็นคนเลือกเอง เพราะชอบดูรายการนี้มีคืนหนึ่งกลับมาจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเปิดเจอ ดูแล้วเขามีมุกที่โดนใจเรา ก็ไล่เปิดดูย้อนหลังทุกตอน กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ เขามีทีมเวิร์กที่ดี มีความเป็นกันเอง มีความสด มีความหลุด ผมว่าตลกเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมาก การที่เขาสร้างรอยยิ้มให้คนมันช่วยอะไรได้เยอะ เวลาเหนื่อยมาจากเล่นคอนเสิร์ต ได้หัวเราะสักมุกสองมุก เหมือนสารเคมีในร่างกายถูกล้าง ตอนทางทีมงานเชิญทางนั้นยังไม่เชื่อเลยว่าเราจะชวนมา ทางทีมงานเองตอนผมบอกในห้องประชุมก็ยังถามว่า เอาจริงหรอ คือไม่มีใครรู้ไงว่าผมก็ตลกนะ ในการโชว์ไม่ได้มีสคริปต์อะไรมาก ก็คุยกันอยู่ ให้เขาดึงธรรมชาติของเขานั้นแหละมา เขาเล่นตลกเหมือนไม่ได้แสดง เหมือนเพื่อนกันอำกันจริงๆ ก็บอกว่าไป บนเวทีก็เล่นกับผมได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจผม”

 

 

 

ไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว

25 ปี เป็นเวลาเท่ากับครึ่งหนึ่งของชีวิตป้าง นครินทร์ เริ่มตั้งแต่เป็นศิลปินวงไฮดร้า (2535)

“เคยเป็นเด็กที่อยากทำงานกับเสียงเพลงมาตั้งแต่ 10 ขวบ โชคดีที่หาตัวเองเจอ และทำตามฝันตัวเองมาตลอด เมื่อได้ทำงานดนตรี เราอยากทำเพลงด้วยตัวเองให้ได้เยอะที่สุด เพราะคิดว่า เราคงทำได้ดีไม่มากพอ ถ้ามีคนแต่งเพลง เราต้องมาแปลความหมาย พอความฝันเป็นจริงก็ดีมาก มีความสุขกับอาชีพนี้ พอประสบความสำเร็จ ก็มีช่วงอ่อนล้า มีช่วงวงการเพลงบ้านเราซบเซาสุดๆ ซึ่งมันผ่านมาแล้ว สุดท้ายแล้วพอเราแต่งเพลงที่ตรงใจเราจริงๆ เราจะสบายใจที่จะสื่อสาร ได้ทำงาน แล้วคนฟังเขาจะรู้สึกเอง สุดท้ายแล้ว ผมรู้สึกว่า ความเป็นธรรมชาติของคน ถ้าจะยึดทำอาชีพนี้ให้นานต้องไม่ตึงเครียด ทำเพลงแบบผ่อนคลาย ไม่คิดว่าเราคือร็อกสตาร์ อยู่ในวงการมันจะสอนเราเอง ชีวิตผ่านช่วงขาขึ้น ขาลง เจอมาหมดแล้ว

เมื่อก่อนมียึดติดแต่ไม่เยอะ ก็พยายามมีสติเตือนตัวเองตลอด เมื่อสิบปีก่อนมีเพลงชื่อ คนหน้าใหม่ อัลบั้ม เลี่ยมทอง ก็แต่งเตือนตัวเอง เวลาคนหน้าใหม่มา มันสดใหม่ ใครๆ ก็ไปต้องมองเขา เราซึ่งคนหน้าเก่าจะร้องไห้ คร่ำครวญอะไร ให้รับรู้ซะว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นธรรมชาติ เขียนเพื่อบอกตัวเอง ธรรมชาติมีขึ้นมีลง

ชีวิตเจอช่วงธุรกิจเพลงไทยดิ่งลงมากๆ ผลพวงมากระแทกเราก็มีเยอะ มันซบเซาทั้งรายได้ ทั้งจิตใจ เรารู้สึกซึมๆ เหมือนกัน แต่ไม่ได้ฟูมฟาย ไม่ใช่โงหัวไม่ขึ้น รู้สึกเศร้ากับมัน เป็นเพราะเราผ่านอะไรมาพอสมควร ถ้าอายุน้อยกว่านี้ก็อาจจะฟูมฟายกับมัน

ตอนนี้ 25 ปี ในวงการเพลง ค่อนข้างสบายตัว อยากทำอะไรให้เรียบง่าย พูดถึงเราอยู่ในจุดที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว ก็สุนทรีย์กับสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด สบายๆ ไป” 

 

ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ + พฤกษชา มณีพฤกษ์ คู่ซี้เจ้าของธุรกิจกระเป๋าเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/515131

ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ + พฤกษชา มณีพฤกษ์ คู่ซี้เจ้าของธุรกิจกระเป๋าเพื่อสุขภาพ

 โดย วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

 เป็นคู่ซี้เพื่อนรักที่ทั้งสวยและเก่งจับมือกันทำธุรกิจกระเป๋าแฟชั่นเพื่อสุขภาพของผู้หญิง ที่ขายดีบนช่องทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ ในเวลานี้

 นิ้ง-ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ และ ปอม-พฤกษชา มณีพฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ฮาโกะ สโตร์ ผู้สร้างสรรค์แบรนด์ฮาดารา (Hadara) ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้หญิง เพราะมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์และการใช้งานของผู้หญิงยุคนี้เป็นอย่างดี เช่น การมีช่องใส่ของหลายช่อง นอกจากทำให้ใส่ของได้เยอะแล้วยังช่วยให้หยิบหาของมาใช้ได้สะดวกง่าย ตัวกระเป๋ามีน้ำหนักเบามาก

สายสะพายถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักของกระเป๋าไม่ให้เกิดการกดทับเฉพาะจุดบนไหล่ อีกทั้งยังบุฟองน้ำเพิ่มความนุ่มช่วยบรรเทาอาการปวดไหล่

เมื่อเทียบกับกระเป๋าที่มีสายสะพายที่แคบและแข็งกว่า มีความทนทาน ไม่ยับย่น และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้ในทุกๆ การเดินทาง ที่สำคัญวัสดุคุณภาพ ดีไซน์เรียบหรูและเข้ากับทุกการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคนี้อย่างดี

ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของทั้งคู่ และการมาจับมือกันทำธุรกิจร่วมกันได้อย่างไรไปฟังจากปากของพวกเธอได้เลย

“ปอม น่ารัก มุ่งมั่น กระตือรือร้นสุดๆ”

นิ้ง-ธนาพร พูดถึง ปอม-พฤกษชา ว่าสมัยเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิ้งเรียนคณะบัญชี ส่วนปอมเรียนคณะวิทย์ อาจจะคนละคณะ แต่ตอนหลังปอมเลือกโทบัญชีทำให้ได้มาเรียนด้วยกัน เจอกันบ่อยและทำกิจกรรมร่วมกัน เลยสนิทและเป็นเพื่อนมาจนถึงวันนี้

“หลังเรียนจบ พวกเราต่างก็ทำงานแต่คนละแห่ง ปอมทำรีเสิร์ชมาร์เกตติ้ง นิ้งทำบริษัทเอเยนซีโฆษณา แต่ที่บ้านของนิ้งทำธุรกิจผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์แนวซอฟต์ไลน์ไปญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ตอนแรกสินค้ายังไม่ออกแนวญี่ปุ่นมากนัก นิ้งเลยต้องออกมาช่วยครอบครัว แล้วชวนปอมมาทำด้วยกัน ตอนหลังสินค้าเราเป็นสไตล์ญี่ปุ่นเลย

“ต่อมานิ้งกับปอมเห็นตรงกันว่า ผู้หญิงสมัยนี้มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บสัมภาระที่พกไปทุกที่ การใช้กระเป๋าที่หนักกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ทำให้ต้องพกของมากขึ้น เช่น โทรศัพท์ แบตเตอรี่สำรอง เครื่องสำอาง ยา ไอแพด และของใช้อื่นๆ อีกมาก ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น อาการปวดไหล่ ปวดหลัง กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อม สันหลังคด แล้วกระเป๋าแฟชั่นทั่วไปในตลาดมักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมากแถมสายสะพายยังแคบและแข็ง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำกระเป๋าเพื่อสุขภาพของผู้หญิง

 “สำหรับบุคลิกส่วนตัว ปอมเป็นผู้หญิงน่ารัก อารมณ์ดี เวลาทำงานเป็นคนมุ่งมั่น กระตือรือร้นมาก ที่สำคัญเป็นคนเก่ง การตลาดเก่งมาก อาจจะเป็นเพราะปอมเคยทำรีเสิร์ชมาร์เกตติ้งมาก่อน ดังนั้นเรื่องมาร์เกตติ้งปอมจะเป็นคนดูแล

“อีกอย่างปอมจะดู Look and feel ของสินค้าด้วย คือพอนิ้งทำคอนเทนต์หรือเขียนสตอรี่ของสินค้าออกมา เช่น สินค้าตัวนี้มีจุดเด่นอย่างนี้ๆ มีแรงบันดาลใจอย่างนี้ การใช้งานเป็นแบบนี้ พอคิดและถ่ายทอดออกมาปอมจะดูต่อแล้ว เช่น จะหานางแบบมาถ่ายโฆษณาโปรโมทสินค้ายังไง นางแบบคนไหน บุคลิกยังไงจะเหมาะกับสินค้าตัวนั้น เรื่องพวกนี้ปอมจะถนัดและทำได้ดีมาก” นิ้ง ธนาพรเล่าถึงปอมเพื่อนรัก

“นิ้ง ทั้งเก่ง สวย น่ารัก นิสัยดี”

ปอม-พฤกษชา พูดถึงเพื่อนนิ้งว่า นิ้งเป็นผู้หญิงนิสัยดี น่ารัก สวยออกแนวญี่ปุ่นๆ ส่วนในการทำงานนิ้งเป็นคนดูคอนเทนต์และสตอรี่ของสินค้า

“เพราะนิ้งเขียนคอนเทนต์เล่าเรื่องสินค้าได้เก่ง สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ของตัวเองหรือของผู้หญิงยุคนี้ได้เข้าถึง คอนเทนต์ต่างๆ ที่เห็นในเฟซบุ๊กนิ้งเป็นคนเขียนหมดเลย ส่วนทางไลน์ปอมดูและเราคิดไอเดียช่วยกัน นอกจากนี้นิ้งยังเก่งในเรื่องของดีไซน์และบัญชี เพราะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และละเอียดรอบคอบ

 “อีกบุคลิกของนิ้งเป็นผู้หญิงเฮลตี้ ออกกำลังกายเสมอ เน้นกินอาหารคลีน เป็นคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองดีมาก ปอมพยายามทำให้เหมือนนิ้งอยู่เหมือนกันแต่ยังทำไม่ได้ (หัวเราะ) ส่วนไลฟ์สไตล์ที่เราชอบทำและไปด้วยกันคือไปช็อปปิ้งเสื้อผ้า บางทีก็ไปช็อปปิ้งเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ และเดินดูตลาดตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปและในต่างประเทศ ซึ่งช่วงเดือน ต.ค.นี้ปอมกับนิ้งจะไปถ่ายแบบสินค้าของเราที่ญี่ปุ่นด้วย

“ถ้าพูดถึงความเหมือนของเราสองคนคือเป็นคนที่รักสัตว์ทั้งคู่ นิ้งจะเลี้ยงหมา ตอนนี้เลี้ยงอยู่สองพันธุ์ คือ ชิวาวากับปั๊ก ส่วนปอมเลี้ยงแมวเปอร์เซียร์ พวกเรามีความสุขกับสัตว์เลี้ยง บางทีบางวันก็พามาเล่นที่ออฟฟิศบ้าง อีกความเหมือนหนึ่งคือพวกเราชอบดูซีรี่ส์เกาหลีสนุกดีค่ะ” ปอม พูดทิ้งท้ายถึงนิ้งเพื่อนเลิฟ

 

นราพงษ์ กองคำ อาหารควรมีความทันสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 13:30 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514966

นราพงษ์ กองคำ อาหารควรมีความทันสมัย

ไชนีส โมเดิร์น คือ นิยามอาหารจีนของโรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น เยาวราช “เชฟตุ๊” นราพงษ์ กองคำ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำห้องอาหารเรดโรส สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงแรมเล็กๆ ย่านใจกลางเมืองเยาวราช ถนนเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยสีสันยามค่ำคืน สายที่ไม่เคยเงียบเหงาเลยสักนิด ที่นี่คือย่านอาหารอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

เชฟตุ๊ กำลังใส่ใจกับการครีเอทอาหารตามสไตล์อาหารจีนสมัยใหม่ที่นี่ แต่คงยึดแบบฉบับดั้งเดิมของกรรมวิธีที่พิถีพิถันไว้ครบถ้วน เพราะนี่คือหัวใจหลักของการทำอาหารสัญชาตินี้ “สูตรขนมไหว้พระจันทร์แป้งสด ไส้ทุเรียนสด” คือการครีเอทขนมไม่ซ้ำเดิมๆ จากเปลือกแป้งอบ ลองใช้แป้งสดไปกันได้กับทุเรียนที่เพิ่งปอกจากเปลือกกันหมาดๆ ผลไม้ไทยเลื่องลือปรุงเป็นไส้ ให้กลิ่นและรสร่วมสมัยขึ้น

“ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นรสชัดเจน คนเอเชียหลายๆ ชาติโปรดปรานทั้งคนจีน สิงคโปร์ ซึ่งผมเคยไปทำงานที่เป็นซูส์ เชฟ Sous ที่ Majestic Restaurant ภัตตาคารชื่อดังของสิงคโปร์ เจ้าของคือ เชฟยอง บิง เงียน คือครูของผมมีแนวคิดการทำอาหารจีนให้แตกต่างทันสมัย แต่เคารพต้นตำรับเดิมไว้ทุกประการ คือไม่ตัดขั้นตอนการปรุงที่อาหาร 1 จาน อาหารจีนซับซ้อนทั้งวิธีทำ และวัตถุดิบ

ผมขอยกตัวอย่างเช่น ซุปไก่ดำ ผมใช้เวลาตุ๋น 4-5 ชั่วโมง เครื่องปรุงสำคัญอีก 1 อย่างที่ต้องใส่ลงไปด้วย คือ ขาแฮมยูนนาน การทำอาหารถ้าเรารู้ประวัติอาหารด้วยก็จะทำให้เราไม่ละเลยทุกๆ ขั้นตอน ซุปหม้อนี้ชาวยูนนานกินเพื่อคลายความหนาว ขาหมูให้รสเค็มเป็นหลักการถนอมอาหาร กังป๋วยหรือหอยเชลล์แห้ง ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องใส่เพื่อรสหวาน วัตถุดิบเหล่านี้ใช้ชูรสเหมือนอูมามิ” 

อาหารเป็นได้ไม่ใช่แค่ทันสมัย แต่ความนำสมัย คือวิถีการกินในแบบสิงคโปร์สไตล์ เชฟตุ๊อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังได้รสชาติเหมือนอาหารจีนฝีมือของเขา

 

 

“ตอนผมไปอยู่ที่สิงคโปร์ การทำอาหารคือความสนุกความน่าตื่นเต้นนะครับ ประเทศนี้คือศูนย์กลางการค้าใหญ่ อาหารสดใหม่เข้าท่าเรือทุกๆ วัน ก็จะได้เห็นวัตถุดิบที่มีทั้งคุณภาพ และความแปลกใหม่

ผมจึงไม่ใช้คำว่าทันสมัย แต่อาหารคือความนำสมัยไปแล้วครับ ขนมไหว้พระจันทร์สูตรแป้งสดไส้คัสตาร์ดไข่เค็มชิ้นนี้ คนที่นั่นเขานิยมกันหลายปีแล้วนะครับ มีการใช้เทคนิคใหม่ได้ขนมใหม่ๆ เช่น ไอศกรีมทุเรียนสดทอด ส่วนผสมที่ทำได้คือการพัฒนาแป้งจนได้ชนิดที่นำมาทอดได้จนบางกรอบ นอกจากวัตถุดิบดีแล้วมีหลายเชื้อชาตินะครับ อาหารจานใหม่ๆ ก็มีมาให้ชิมกันเรื่อยๆ ไอศกรีมทุเรียนสดทอดมาชิมกันที่โรงแรมได้เลยครับ ผมกล้าการันตีว่าที่อื่นยังไม่มี

อาหารคือความพิถีพิถัน และการเรียนรู้ใหม่ๆ ไม่หยุดอยู่กับที่ อาหารจีนต้นตำรับถ้าเราไม่ศึกษาทำตามกรอบเดิมๆ เราก็ไม่ได้รับประสบการณ์ใหม่ คนกินก็ไม่ได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ด้วยครับ การเรียนรู้สำหรับผมคือเวทีการแข่งขันการทำอาหาร ปีที่แล้ว ผมไปแข่งขันเวที International Taiwan Food & Beverage Challenge (ITFBC) ทีมไทยได้รับเหรียญทองแดง โจทย์คือตะพาบน้ำ (หัวเราะ) นี่คือเอกลักษณ์อาหารจีนครับ คือวัตถุดิบแปลก

 

 

 

เหรียญทองกับเหรียญเงินก็ต้องยกให้ต้นตำรับ คือเชฟฮ่องกงได้เหรียญทอง เชฟไต้หวันได้เหรียญเงิน ประสบการณ์ครั้งนี้ คือการเปิดใจรับสิ่งแปลกใหม่ และเรียนให้รู้นะครับ”

เชฟสะสมรางวัลมาเรื่อยๆ ระหว่างทํางานที่โรงแรมเซี่ยงไฮ้แมนชั่น ปี 2558 รางวัลเหรียญเงิน World Association of Chef Societies และปี 2559 ได้อีกเหรียญทอง เวที Thailand Ultimate Chef Challenge รางวัลล่าสุดในปีนี้ ห้องอาหารเรดโรส ภายใต้การนำของเชฟ รับรางวัล Bangkok’s Best Restaurant Awards ประเภท Chinese Category

“ผมเริ่มทำงานครัวจีนตั้งแต่อายุ 17 ปี ทั้งภัตตาคารจีนชื่อดังเก็บความรู้มาเรื่อยๆ เลยครับ และโรงแรมชั้นนำตั้งแต่อายุ 23 ปี ที่โรงแรมแชงกรี-ลา และเมื่อได้เป็นผู้ช่วยเชฟมือหนึ่งของเชฟยอง ที่สิงคโปร์ ก็แนะนำให้ผมมาเป็นเชฟใหญ่ที่นี่ จากพื้นฐานการทำอาหารจีนทั้งกวางตุ้ง แต้จิ๋ว เสฉวน วิชาที่เชฟยองสอนคือไชนีสโมเดิร์น ที่มีการเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สเช่นเดียวกับอาหารฝรั่ง เริ่มตั้งแต่สตาร์ทเตอร์เรียกน้ำย่อย หนังเป็ดปักกิ่ง 1 ชิ้นเสิร์ฟพร้อมมะม่วงสุก หรือแตงโมชิ้นเล็กๆ แก้เลี่ยนจัดวางด้านล่างสวยงาม

จากต่อมาคือซุปใสแบบจีน ก็มีหลายๆ แบบเลยนะครับ จากนั้นเข้าสู่เมนคอร์สเนื้อออสเตรเลียผัดซอสจีนและพริกไทยดำ หรืออาจเป็นปูนึ่งเสิร์ฟกับข้าวเหนียวของบ้านเรา หรือขาปูแช่น้ำแข็งเสิร์ฟพร้อมอโวคาโด ตบท้ายด้วยขนมหวานและไอศกรีม

อาหารจีนทำยากเพราะละเอียดทุกๆ ขั้นตอน ครูสอนก็ไม่มีสถาบันสอนแบบอาหารฝรั่งเศส อิตาลี อยากได้วิชาต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ครูพักลักจำ เพราะเป็นรูปแบบวัฒนธรรมของคนชาตินี้ที่อาหาร และการกินฝังอยู่ในวิถีชีวิต ไม่มีการสอนกันจริงจัง สถาบันอาหารจีนมีน้อยมากๆ แต่ถ้าเรามีใจรักก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากเลย ความรักจะทำให้เราอยากเรียนรู้เพื่ออาหารที่รสชาติลงตัวที่สุดนะครับ อาหารต้องปรับไปเรื่อยๆ นะครับ อย่างขนมไหว้พระจันทร์ใช้แป้งขนมโก๋โรย แต่ผมคิดแป้งสูตรใหม่ให้ไม่ฝืดคอ คนกินรุ่นใหม่ๆ ก็ชอบใจหน้าตาที่แปลกไปจากเดิมด้วย อาหารก็ทันสมัยครับ”

เชฟตุ๊ บอกพลางยิ้มมั่นใจเมื่อเชิญชวนให้คนไม่ปลื้มทุเรียนสด ลองขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นใหม่ล่าสุดที่ขอนำเสนอในฤดูกาลนี้ &O5532;

 

เอกชัย เอื้อครองธรรม ต่อยอดความสำเร็จ 100 ล้านวิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514728

เอกชัย เอื้อครองธรรม ต่อยอดความสำเร็จ 100 ล้านวิว

Please, แพ้ทาง, เก็บรัก และคนมีเสน่ห์ — 4 บทเพลงที่ครองใจใครหลายคน วัดผลจากสถิติยอดวิวต่อเพลงหลายร้อยล้าน รวมกันทะลุพันล้านวิว

บทเพลงสั้นๆ ไม่กี่นาทีได้กลับมาสร้างพลังอีกครั้ง เมื่อ เอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้กำกับและเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์จีเอ็มเอ็ม บราโว่ (GMM Bravo) ของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ได้นำบทเพลงมาสร้างเป็นซีรี่ส์โปรเจกต์ “Bangkok รัก Stories” นับเป็นการเพิ่มมิติให้กับมิวสิคคัลเจอร์ (Music Culture)

ต่อยอดความสำเร็จ “เพลงรักมหาชน”

ก่อนจะมาผู้กุมบังเหียน จีเอ็มเอ็ม บราโว่ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content Creator) เอกชัยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟของช่องดิจิทัลในเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่เป็นที่ทราบกันดีว่าแกรมมี่ริเริ่มจากการเป็นค่ายเพลงและปัจจุบันก็ยังผลิตศิลปินและมีบทเพลงฮอตครองตลาดอยู่ ดังนั้นเมื่อมีของดีอยู่แล้วจะปั้นและปล่อยให้จบตามวาระก็ดูจะใช้การน้อยไปหน่อย

“จุดเด่นของบราโว่ คือ การขยายผลจากแบรนด์ของแกรมมี่ที่ประสบความสําเร็จอย่างมหาศาลมาแล้ว เช่น เพลงดังที่ครองใจคนไทยในระดับมหาชน ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นเพลงระดับเพลงรักแห่งชาติที่ฮิตโดนใจคนรุ่นใหม่ พิสูจน์ทราบด้วยยอดวิวของแต่ละเพลงเกิน 100 ล้านวิว

อีกอย่างด้วยความที่ จีเอ็มเอ็ม บราโว่ ไม่ได้เป็นเพียงคอนเทนต์ครีเอเตอร์ธรรมดา แต่เป็น Marketing Oriented Content Creator เพราะฉะนั้นซีรี่ส์แต่ละเรื่องที่สร้างขึ้นต้องตอบโจทย์ 3 ส่วนหลัก คือ 1.ครีเอทีฟ ในมิติของความคิดสร้างสรรค์ 2.คนดู โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials คนรุ่นใหม่อายุ 15-34 ปี ที่ชอบคอนเทนต์ที่มีสีสัน มีส่วนผสมลงตัวระหว่างความสนุก ตลก และดราม่า รวมถึงเรื่องราวที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

สุดท้ายก็คือ 3.ลูกค้าที่ซื้อโฆษณา ซึ่งการสื่อสารการตลาดยุคดิจิทัล ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่การสร้าง Brand Awareness เท่านั้น แต่ยังต้องการสร้าง Engagement และ Activation กับกลุ่มเป้าหมายด้วยคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งอีกด้วย”

เอกชัยเล่าถึงคอนเซ็ปต์ของซีรี่ส์ “Bangkok รัก Stories” เป็นการนำ 4 เพลงดังแห่งชาติของคนรุ่นใหม่ ที่มียอดวิวรวมกันทะลุ 1,000 ล้านวิว มาจับคู่กับ 4 ย่านสำคัญที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นสาทร ทองหล่อ ย่านเมืองเก่า และสยามสแควร์ ผนึกกับประสบการณ์ความรักของคนรุ่นใหม่มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ซีรี่ส์ 4 รสชาติ

โปรเจกต์ซีรี่ส์ชุดนี้มีทั้งหมด 4 เรื่อง เรื่องละ 13 ตอน คือ please แพ้ทาง เก็บรัก และคนมีเสน่ห์ ที่มีมู้ดแอนด์โทน และอารมณ์ความรักที่แตกต่างกันภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Bangkok รัก Stories ออกอากาศทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เวลา 17.00 น. และทาง LINE TV ตั้งแต่เวลา 19.00 น.

 

 

คอนเทนต์ เป้าหมาย ต้องชัดเจน!

ตอนนี้เราปฏิเสธโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ได้แล้วว่าสามารถเชื่อมและย่อให้ผู้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันได้ง่ายขึ้น และเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น และมันสามารถวัดผลจำนวนยอดได้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้การสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย ให้มีความรู้สึกร่วม หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “มันรู้สึกได้จริง” จึงเป็นอะไรที่มักได้รับการตอบรับในชั่วพริบตา ไม่ว่าจะจากกระแสการแชร์ การแฮชแท็ก ทวิตเตอร์

กลุ่มเป้าหมายของจีเอ็มเอ็ม บราโว่ ก็ชัดเจน “เราเน้นกลุ่ม Millennials ที่มีอายุ 15-34 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ และทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือว่าช่องทางออนไลน์เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญมาก

คนกลุ่มนี้อยู่บนโลกออนไลน์เกือบ 24 ชั่วโมงต่อวัน และการมีช่องทางนี้ทำให้เกิดการดูซ้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเราก็ยังมีการจัดอีเวนต์ซีรี่ส์ของแต่ละเรื่อง เพื่อสร้างการรับรู้กระตุ้นความสนใจของคน และทำให้แบรนด์สินค้ารวมถึงบริการที่เป็นสปอนเซอร์ได้ร่วมจัดกิจกรรมพบปะผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายด้วยเช่นกัน”

การแข่งขันของละครไทยสูง แต่ยุคนี้ต้องต่อสู้กันด้วยคอนเทนต์  “สำหรับผมคิดว่าคอนเทนต์ที่จะประสบความสำเร็จ คอนเทนต์นั้นต้องชัดเจนว่ากำลังพูดกับกลุ่มไหน อย่างในกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็มีเซ็กเมนต์ย่อยอีก เพราะฉะนั้นเราต้องชัดเจนไปเลยว่าต้องการที่จะโฟกัสกลุ่มไหน

ดังนั้น การทำคอนเทนต์ต้องมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของคอนเทนต์ เพื่อให้คนเหล่านี้เป็นแกนหลักในการแชร์และส่งต่อคอนเทนต์ออกไปสู่คอมมูนิตี้ของพวกเขาอีกด้วย”

ซีรี่ส์แบบจีเอ็มเอ็ม บราโว่ แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ  “เราต้องการสร้างคอนเทนต์ที่มีความเป็นโลคัล (Local) ผสมผสานกัน ยูนิเวอร์แซล (Universal) หมายความว่า เป็นเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงของความรักที่เกิดขึ้นกับคนไทยรุ่นใหม่ ซึ่งขณะเดียวกันเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังมีความเป็นสากลและมิติที่คนทั่วโลกก็สามารถร่วมสัมผัสและประทับใจได้

อีกมิติหนึ่งของคอนเทนต์ซีรี่ส์จีเอ็มเอ็ม บราโว่ ที่ผมพยายามสร้างให้มีอยู่ในทุกๆ เรื่องคือองค์ประกอบที่มีความ Relevant และ Real ซึ่งสำหรับผมหมายถึงเรื่องราวที่มีความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของกลุ่มเป้าหมาย

พล็อตต่างๆ ในซีรี่ส์ของเราเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง แต่มีวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ที่ทำให้เกิดความกระจ่าง และความกังวานของประเด็นการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล”

ส่งซีรี่ส์ไทยสู่ตลาดนอก

ล่าสุดเอกชัย เป็นผู้กำกับไทยคนแรกที่ได้รับเชิญโดย HBO ให้เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างและผู้กำกับฯ Halfworlds ซีรี่ส์ใหม่ของ HBO ที่รวมดาราและทีมงานมากฝีมือจากไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อังกฤษ และสหรัฐ

สิ่งนี้อาจช่วยการันตีได้ว่ารสซีรี่ส์จากจีเอ็มเอ็ม บราโว่ จะถูกจริตกับคนต่างชาติ เพราะตอนนี้ Bangkok รัก Stories ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายกว่า 20 ประเทศแล้ว เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เป็นอาทิ

“แรกเริ่มตอนทำ เราทำเพื่อคนไทยเป็นอันดับแรก ทำตลาดในไทยให้ได้ก่อน แต่จากการที่เราทำประเด็นเรื่องของคนรุ่นใหม่นั้น ปรากฏว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลกนั้นมีมุมมองในเรื่องของความรักในแต่ละประเทศทั่วโลกที่คล้ายกัน บวกกับเสน่ห์ที่มีเอกลักษณ์ของมหานครกรุงเทพฯ ในระดับอินเตอร์จึงเป็นที่สนใจของตลาดนอก”

เอกชัยคือผู้กำกับฝีมือระดับอินเตอร์ที่มีผลงานให้ประจักษ์มาแล้วทั้งภาพยนตร์และละครเวที และยังได้ดำรงตำแหน่ง Artistic Director ให้กับ Action Theatre ผู้ผลิตละครเวทีชั้นนำของสิงคโปร์ ซึ่งเคยได้รับเกียรติยกย่องด้วยรางวัล Excellence for Singapore มาแล้ว

การจะพาซีรี่ส์ไทยไปเติบโตยังต่างแดนจึงเป็นอีกเป้าหมายและก้าวต่อไปของจีเอ็มเอ็ม บราโว่ ที่เอกชัยคาดหวังไว้คือ “ผมอยากให้จีเอ็มเอ็ม บราโว่ เป็นทีมสร้างคอนเทนต์ที่มีความแหลมคม โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการพูดคุยด้วยอย่างชัดเจน

อยากให้คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นจับใจกลุ่มเป้าหมาย คนดูมี Engagement กับสิ่งที่เราสร้างและดูคอนเทนต์ของเราแล้วรู้สึกว่าเราเข้าถึงชีวิตของพวกเขา อะไรทำให้พวกเขายิ้ม หัวเราะ น้ำตาไหล มีความสุข มีความหวัง และแรงบันดาลใจดีๆ ในชีวิต” เอกชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

จิวเวลรี่ในฝัน ดรุโณทัย วัชโรทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514491

จิวเวลรี่ในฝัน ดรุโณทัย วัชโรทัย

น่าชื่นใจกับแบรนด์ดาวรุ่งวงการเครื่องประดับไทย ได้ผลตอบรับดีมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ แหวนรูปสัตว์ตัวน้อยๆ นกหลากหลายชนิดโบยบินอยู่รอบซุ้มกุหลาบ เจ้าหนูตัวจิ๋วหน้าตาน่าเอ็นดูกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก ปีนป่าย มวลดอกไม้หลากสีเป็นแบบฉบับของความรักโรแมนติก สะท้อนความอ่อนหวานโชว์ในรูปแบบเครื่องประดับหลากหลาย แหวน กำไล ต่างหู สร้อยข้อมือ โดยเน้นเทคนิคการลงยาให้เกิดสีสันสวยงามน่าทะนุถนอม

ดรุโณทัย วัชโรทัย ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์ (Charming Realism) เริ่มวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม เมื่อเดือน พ.ค.ปีที่ผ่านมาผลงานดีไซน์ในช่วงแรกได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก ทยอยตามมาด้วยอีก 3 แบรนด์ใช้ชื่อเจ้าตัวดีไซเนอร์เอง ดรุโณทัย (Darunotai) เกิดขึ้นในช่วงของการค้นหาตัวเอง ลายเส้นน่าหลงใหลพัฒนามาเป็นความงาม แบรนด์ เมจิคัล เรียลลิสม์ (Magical Realism) แตกไลน์ออกมาทำกระเป๋าคลัตช์ใส่กิมมิกให้เก๋ไก๋ขึ้นกว่าเดิมและแบรนด์ “Lost at sea” กำลังจรัสแสงโกอินเตอร์หลายๆ ประเทศในยุโรป โชว์ผลงานนักออกแบบจิวเวลรี่ดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ไม่เคยละทิ้งความฝัน

 

 

 

 

ความรักเครื่องประดับเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น “มะปราง” ดรุโณทัย เล่าย้อนภาพสาวน้อยช่างแต่งตัววัย 15 ปี หลังเลิกเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุดหมายคือย่านช็อปปิ้งสยามสแควร์ ไปเดินเล่นระหว่างรอพี่สาวที่เรียนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทุกๆ วันร้านเครื่องประดับคือสถานที่ที่พี่น้องสองสาวไปขลุกกันได้ทั้งวันความรักจิวเวลรี่ดีไซน์เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปรึกษาคุณพ่อ (พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย) แนะนำเลือกเรียนเป็นวิชาชีพโดยไปเรียนออกแบบเป็นปริญญาตรีใบที่ 2หลังจบปริญญาตรีด้านอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดรุโณทัย จึงตัดสินใจไปเรียนต่อจิวเวลรี่ดีไซน์ Central St.Martins College of Art and Design ประเทศอังกฤษ และคว้าปริญญาตรีใบที่ 2 มาสำเร็จ ระหว่างเรียนได้เริ่มสร้างสรรค์งานจิวเวลรี่มาโดยตลอด ดรุโณทัย คว้ารางวัลชนะเลิศจาก The Worshipful Company of Tinplate Workers alias Wire Workers สมาพันธ์เก่าแก่ที่สุดในเกาะอังกฤษคว้าผลงานชนะเลิศจากการประกวด หัวข้อ Bauhaus ได้รับการคัดเลือกให้วางจำหน่ายในพิพิธภัณฑ์ Barbican และมหาวิทยาลัยนำผลงานไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert เสน่ห์ของจิวเวอรี่ ชิ้นน้อยใหญ่ สิ่งละอันพันละน้อยล้วนเกิดจากประสบการณ์และความชื่นชอบส่วนตัว ถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวให้กลายเป็นเรื่องเล่าสุดคลาสสิก จนเกิดเป็นเครื่องประดับแบรนด์ ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์“พอเรียนจบอักษรฯ ปรางคิดแผนลุยสร้างแบรนด์เครื่องประดับเลยค่ะ แต่พอลองเริ่มทำชิ้นแรกๆ ก็รู้เลยค่ะ ว่าเราไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งพอในงานด้านเทคนิกการผลิต ส่งผลให้การดีลกับช่างทำเครื่องประดับใช้วิชาชีพของเขา เอาเปรียบเราได้ 

จึงเป็นเหตุผลที่คุณพ่อบอกว่าการรู้ลึกรู้จริงเราจะไม่เสียรู้ใคร จึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาตรีอีกใบเรื่องช่างคือความยากที่สุดของคนทำงานออกแบบ คือ เรามีความเป็นศิลปิน ช่างก็มีความเป็นศิลปินเช่นกัน ปรางยังจำแหวนค็อกเทลริงวงแรกที่ออกแบบได้เลยค่ะ จู่ๆ มีพลอยหัวใจประดับหัวแหวนโดยที่เราไม่ได้ดีไซน์ ช่างก็ให้เหตุผลเรื่องการค้ำเรือน เป็นหัวใจที่งงมาก (หัวเราะ) แหวนวงนี้เป็นครูที่ให้ทั้งประสบการณ์ด้านการสื่อสารกับช่าง การประนีประนอม เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ หัวใจในการทำงานคือการรับฟังค่ะ ช่างคือครูของเรา

ตอนนั้นก็ต้องพับโปรเจกต์ไปด้วยความอ่อนประสบการณ์ ขอไปเรียนเก็บความรู้ก่อน คุณพ่อก็สนับสนุนลูกเต็มที่ให้ไปเรียนที่สถาบันออกแบบที่เซนต์มาร์ตินส์” ดรุโณทัย เริ่มสนทนาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานสมกับรูปลักษณ์เครื่องประดับของเธอ

คอลเลกชั่นแรก A Little Romance ความรักของสัตว์น่ารักตัวจิ๋ว นำเสนอเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ ผู้เล่าตัวน้อย ถ่ายทอดเรื่องราวความรักหลากหลายรสชาติ 8 คอลเลกชั่น ผลงานการออกแบบเล่าประกอบบทกวี เรื่องราวความรักเล็กๆ ในช่วงฤดูร้อน

“การตั้งชื่อแบรนด์ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์ เป็นภาษาวรรณคดี เกี่ยวเนื่องกับศิลปะ และภาพยนตร์ ปรางได้ยินคำนี้ครั้งแรกตอนเรียนอักษรศาสตร์ คำนี้เป็นความเชื่อว่าสิ่งมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง ซึ่งในมหัศจรรย์ในการออกแบบ คือ Craft คือแรงงาน คือฝีมือของคน ไม่ว่าคอมพิวเตอร์จะพัฒนาไปได้ไกลสักแค่ไหน แต่ความละเอียด ความอ่อนหวานจะคงอยู่ในงานฝีมือแต่ละชิ้นเซนต์มาร์ตินส์ฝึกให้ทำจิวเวลรี่โดยไม่ใช้การหล่อ คือ ไม่ใช้วิธีการทางอุตสาหกรรมเลยค่ะ แต่ใช้วิธีในแบบการขึ้นมือ สอนการทุบ การเชื่อม การพับแผ่นทองเหลืองดึงลวดปั้นให้เป็นชิ้นงาน โจทย์คือให้ทำสร้อยข้อมือแต่ไม่ให้ทำกำไล ชิ้นส่วนต้องเคลื่อนไหวได้ เพื่อที่จะฝึกเกี่ยวกับการทำกลไกของจิวเวลรี่ แต่ละชิ้นงานเน้นลายเส้นและฝีมืออันประณีตจากแบรนด์แรกแฟชั่นแอกเซสซอรี่ ปรางจึงสนใจไฟน์จิวเวลรี่แบรนด์ ดรุโณทัย นำเสนอสู่วงการเครื่องประดับอีกหนึ่งแบรนด์ค่ะ”

ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์ แบรนด์แรกความฝันสะท้อนให้เห็นในรูปแบบเครื่องประดับหลากหลาย แหวน กำไล ต่างหู และสร้อยข้อมือ เทคนิคการลงยา แบรนด์แรกได้ใจตลาดเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี แบรนด์ต่อมา ดรุโณทัย ได้ใจตลาดยุโรปไปทันที

“เครื่องประดับคือความท้าทายใจการสวมใส่ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่จึงมีการพัฒนาการออกแบบเล่นกับลายเส้นมากขึ้น การคิดคำนวณน้ำหนักการเลือกใช้วัสดุที่ใช้โลหะและใช้เทคนิคที่เรียกว่า Electroforming ทำเครื่องประดับชิ้นใหญ่แต่ได้น้ำหนักเบา ด้วยวิธีทำแกะต้นแบบงานมือจากขี้ผึ้งแล้วฉาบโลหะด้วยความร้อนให้ขี้ผึ้งละลาย สวมใส่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าใส่สร้อยคอชิ้นนี้ไปทำงาน ตกเย็นใส่ไปทำงานได้สบายๆ ไม่หนักไม่เมื่อยคออะไรเลย รับรองค่ะ”

จิวเวลรี่น้องใหม่ไฟแรงพร้อมลุยความสดใส น่ารัก ของเครื่องประดับแต่ละชิ้นกว่าจะตกผลึกสร้างแบรนด์ใหม่สู่วงการได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก ดรุโณทัย บอกการตีโจทย์เพื่อสร้างแบรนด์เพิ่มความรู้ด้านธุรกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลการเติบโตขยาย 4 แบรนด์ไม่หยุดยั้ง

 

 

 

 

“โลกการตลาดหมุนไปเร็วมากค่ะ ประเภทของการสื่อสารใหม่ๆ เข้ามา เริ่มแรกธุรกิจ ปรางทุ่มสร้างเว็บไซต์หนักมาก ทั้งกราฟฟิกสวยจัดเต็ม คนก็เข้ามาดูเยอะนะคะ และไปได้ดีในประเทศอื่นๆ ยกเว้นบ้านเราค่ะ (หัวเราะ) คนไทยนะคะ จะซื้อของก็ต้องขอเจ๊าะแจ๊ะให้รู้ว่ามีตัวตนจริง อยากได้ความมั่นใจในสินค้าขอพูดคุยสักนิดหนึ่ง ทำให้ช่องทางการขายในไลน์ ไปได้ดีกว่ามาก ซึ่งมองอีกมุมนี่คือการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงมากค่ะ ถ้าเขาติดเราได้การได้พูดคุยสื่อสารกับคนใช้เครื่องประดับของเรา ก็ได้โจทย์การดีไซน์แหวน กำไล สร้อยชิ้นใหม่ๆ อีกด้วยค่ะ สมัยก่อนตอนเรียนอักษรศาสตร์ อายุ 22 ปี ทำแหวนนำร่องทดลองตลาดเล็กๆ ก่อน ก็คิดว่าคนใส่แหวนของเราต้องเป็นสาวหวาน ละเมียดละไม ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ซึ่งก็เหมือนกับตัวปรางเองค่ะ ปรางก็มีงานอดิเรก เขียนนิยาย แต่งกลอน ทำขนม อ่านหนังสือ เย็บผ้า ซึ่งก็นำเสนอผ่านเครื่องประดับหวานสวยละเมียดละไม

อีกมุมผู้หญิงเราจะเป็นอะไร แต่งตัวสไตล์ไหนก็ได้ค่ะ ตามที่เราอยากเป็น อย่างส่วนตัวปรางก็ใส่เครื่องประดับแบบจัดเต็มทุกวันเลย (หัวเราะ) หลากหลายสไตล์มาก ทั้งไข่มุกหวานๆ พังก์ร็อกปักหมุดเยอะๆ ชอบทุกแบบก็ยิ่งทำให้รู้เลยค่ะ ว่าผู้หญิงสมัยนี้บุคลิกเปลี่ยนไปได้ตามวาระและโอกาส การแต่งตัวหลากหลายรูปแบบ ไม่มีกรอบกำหนดตายตัวอีกแล้ว

ตอนเรียนเซนต์มาร์ตินส์ ปีที่ 3 อาจารย์มีคำถาม…เครื่องประดับคืออะไร?

ซึ่งตอนอยู่เมืองไทยได้ออกแบบแหวน เราคิดแค่เครื่องประดับคือส่วนหนึ่งของการแต่งตัว แต่ในห้องเรียนการได้คลุกคลีอยู่กับเครื่องประดับหลายๆ แบบ คำตอบคือแหวนวงเดียวเป็นอะไรได้มากกว่านั้น มากกว่าเพิ่มการแต่งกายให้สวยครบ แต่คือความรัก ในความหมายเป็นสิ่งให้แทนใจ คือสิ่งที่เราซื้อให้คนพิเศษ จิวเวลรี่ให้ความรู้สึกด้านบวกเสมอค่ะ ความประณีตและการเลือกใช้อัญมณีมีมูลค่า ก็ยิ่งทำให้เครื่องประดับชิ้นนั้นกลายเป็นความอมตะ

ปรางมีความสุขกับการใช้เครื่องประดับมากๆ ก็คิดว่าใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่เราอยากทำเป็นอาชีพจริงจังแน่ๆ ในงานที่จริงจัง จึงคิดสร้างสรรค์นอกจากดีไซน์แล้ว คำตอบอีกข้อคือความประณีตค่ะ นกแต่ละตัว หนูแต่ละตัว หน้าตาไม่เหมือนกันเลย ทุกตัวมีบุคลิกแตกต่าง ความประทับใจไม่ใช่กำไลที่ช่างหวาน ช่างเต็มไปด้วยกุหลาบ แต่ต้องมีความลึกซึ้งกว่านั้น ผู้หญิงที่เลือกแหวนวงนี้ เพราะชอบหน้าตานกตัวนี้ เป็นรีเลชั่นของคนกับเครื่องประดับที่เธอสวมได้ด้วยนะคะ”  ดรุโณทัย บอกพร้อมรอยยิ้มหวานสดใสไม่แพ้แอกเซสซอรี่แบรนด์ ชาร์มมิ่ง เรียลลิสม์

ดีไซเนอร์ทุกคนกลัวการก๊อบปี้อยู่แล้ว แต่ในแง่การตลาดถ้าสามารถสร้าง Brand awareness มีเอกลักษณ์ชัดเจน จากการลอกเลียนก็จะกลายเป็นอีกมุมที่จะกระจายตลาดกว้างขึ้นได้ด้วย ขณะเดียวกันฐานลูกค้าเดิมก็จะมีความภักดีติดตามแบรนด์ไปอีกเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่สุดของการบุกเบิกแบรนด์ใหม่ คือ เราต้องไปนั่งในใจลูกค้าให้ได้ คือ เป้าหมายสุดมุ่งมั่นในเวลานี้

 

ผู้หญิงอยากรู้เรื่องความงาม วารี หิปปายน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514301

ผู้หญิงอยากรู้เรื่องความงาม วารี หิปปายน

ปิเก้เล่าว่า เธอก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ ที่รักความสวยความงาม ทำงานออฟฟิศ 7-8 ปี เรียกตัวเองว่าเป็นสายเออี ประเภทอีเวนต์ ที่บริษัทซอฟต์แวร์เอกชนแห่งหนึ่ง ท่องยุทธจักรเออีอยู่นาน ก่อนจะรู้จักพร้อมๆ กับรู้ใจตัวเอง เมื่อได้เข้าไปเขียนคอนเทนต์ในจีบันบ้าง พันทิปบ้าง

ชีวิตของสาวออฟฟิศธรรมดาๆ คนหนึ่งที่รู้ใจของตัวเอง ก่อนจะผันตัวมาเป็น บล็อกเกอร์ความงามคนดัง วารี หิปปายน หรือปิเก้ วัย 32 ปี คีย์เวิร์ดสำคัญในชีวิตที่ทำให้ปิเก้กล้าตัดสินใจออกจากงานประจำ คือคำว่า “ผู้หญิงอยากรู้เรื่องความงาม” ความงามเป็นเรื่องของความรู้ จะมีผู้หญิงคนอื่นอีกไหมที่อยากรู้เรื่องเดียวกันนี้เหมือนเรา?

“เริ่มจากโพสต์เล่นเล็กๆ น้อยๆ ลองโพสต์ดูสนุกๆ แล้วมันก็สนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่งานหลักเริ่มเบื่อ แล้วก็เบื่อมากขึ้นเรื่อยๆ” ปิเก้เล่า

งานหลักของปิเก้ต้องเข้าทำงานตั้งแต่ 09.00-18.00 น. ช่วงเวลางานยาวเหยียด เมื่ออายุจะเข้าหลัก 30 จึงพูดคุยกับตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ว่า ฉันจะทำแบบนี้ไปจนอายุเท่าไหร่ คิดทำในสิ่งที่ชอบคือความสวยความงาม แต่ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกัน เพราะถ้าออกจากงานหลักจริงๆ ครอบครัวอาจมีปัญหาได้

 

“มีแรงเสียดทานแน่ ไม่เฉพาะครอบครัว แต่คนรอบตัวทุกคน พูดแบบเดียวกันหมดว่า มันจำเป็นถึงขนาดต้องออกจากงานหลักเลยหรือ ทำเป็นงานอดิเรกนอกเวลางานไม่ได้หรือ”

ทุกคนให้ความเห็นแบบเดียวกันหมดว่า เรื่องของความสวยความงามแบบนี้ไม่น่าจะทำเป็นอาชีพได้ หรือทำเป็นอาชีพได้ก็ไม่น่าจะยั่งยืน ปิเก้เป๋เหมือนกัน ยอมรับกับตัวเองว่า ชักเริ่มไม่ค่อยมั่นใจนัก ทั้งๆ ที่ชอบมากและมีความสุขอย่างมากๆ ที่จะทำนี่แหละ หลายคนเชียร์ว่าเอาสิ แต่ให้ทำควบคู่กับงานหลัก

“ไขว้เขวไปหน่อยหนึ่ง ทุกคนพูดเรื่องความมั่นคง เชื่อว่าคนทำงานประจำแล้วอยากออกไปทำงานส่วนตัวต้องเจอกับคำถามเหล่านี้ คำแนะนำก็คือ เราต้องฟังตัวเราเอง”

ปิเก้เล่าว่า เธอไม่เห็นด้วยที่จะทำควบคู่กันได้ เนื่องจากงานหลักเป็นงานเต็มเวลา และเธอก็ไม่อยากใช้เวลายาวเหยียดตลอดวันอย่างนั้นเพื่อทำงานที่ไม่ต้องการจะทำ แต่ถ้าเป็นงานบล็อกเกอร์ แค่คิดว่ากำลังจะเริ่มต้นทำงานก็มีความสุขแล้ว อยากตื่นตอนเช้าแล้วพบกับสิ่งสวยงาม พลังงานผิดกันทันที

“เราอยากทำสิ่งที่เราชอบ มันผิดด้วยหรือ ถ้าผิดก็ขอลองทำผิดสักครั้งในชีวิต” ปิเก้เล่า

งานของบล็อกเกอร์ต้องทำอะไรบ้าง ปิเก้จะอัพเดทและคอมเมนต์เครื่องสำอางใหม่ๆ ที่น่าสนใจ งานลักษณะนี้จะทำทุกวัน ถ้ามีอีเวนต์บิวตี้สนุกๆ ก็อัพเดทลงไปด้วย ส่วนการอัพเดทเครื่องสำอางที่น่าสน จะอัพเดทประมาณ 2 วันต่อครั้ง ถือว่าเป็นงานหลักเลยก็ว่าได้ เพราะสมาชิกเพจสนใจมาก ไม่สนใจได้ไง ก็ดีไม่ใช่หรือที่มีคนช่วยคอมเมนต์ให้ว่า ใช้แล้วดีไม่ดี ไม่ได้อย่างไร

“สาวๆ ชอบกันมาก ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนทดลองใช้เครื่องสำอางที่เรากำลังจะซื้ออยู่พอดี แล้วบอกเราว่ามันดีจริงไหมอะไรไหม เราก็ชอบนะ เพราะฉะนั้นก็เป็นอะไรที่เขาสามารถใช้เราได้ในจุดนี้ ยังมีฮาวทูเอฟเวอรีเดย์ที่เป็นวาไรตี้ทั้งสายเกาและสายฝอ”

ปิเก้อธิบายศัพท์แสงในวงการ สายเกาหมายถึงสายเกาหลี แบบว่าแบ๊วๆ หน่อย น่ารักสดใส ผิวขาวอมชมพู โทนสีเครื่องสำอางไปทางเฉดเดียวกัน ส่วนสายฝอ หมายถึงสายฝ. ย่อมาจากสายฝรั่งที่นิยมแต่งหน้าแบบเข้มดุ เบ้าตาทาระบายไม่ยั้ง ปากสีดำหรือปากสีม่วงหรือแดงผสมเลือดหมู คิ้วดุตาดุ เข้มขาดบาดตา

เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ไอจี และยูทูบ ทุกอันใช้ชื่อเดียวกัน piqueenvy ซึ่งปัจจุบันมีแฟนติดตามกว่า 7 หมื่นคนภายใน 1 ปีครึ่ง ถือว่าน่าพอใจ ก็คงต้องบอกเลยว่า ชีวิตเมื่อออกจากงานประจำแล้วนั้นสนุกมาก มีความสุขมาก ลาเวนเดอร์ตลอด รู้อย่างนี้ลาออกมาตั้งนาน

อย่างไรก็ตาม มีความชอบแต่ก็มีความกดดัน การทำธุรกิจในช่วงแรก อดีตสาวเออีคนนี้ต้องปรับตัวมากเหมือนกัน มีอะไรบ้างนั้น คนอยากออกงานประจำอาจอยากรู้ ปิเก้ตอบว่า ต้องมีวินัยสูงมาก ต้องดูแลตัวเอง ต้องดูแลเพจซึ่งเป็นงานหนัก ต้องเรียนรู้การทำธุรกิจ และเรียนรู้ในทุกเรื่อง

“โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายรูป ซึ่งสำคัญมากในการทำเพจทำบล็อกให้น่าสนใจ เรายังมีไลฟ์สดเดือนละ 1 ครั้งด้วย นั่นหมายถึงปิเก้ต้องไปเรียนรู้เรื่องการทำคลิปด้วย” 

ปิเก้บอกว่า สิ่งที่เธอทำมีผลลัพธ์มาจากความคิด เรื่องของความสวยงามสำคัญอยู่ที่การนำเสนอให้ดูดีมีศิลปะ การวางแผนและขั้นตอนการนำเสนอ เครื่องสำอาง 1 ชิ้นคือโจทย์ที่ต้องตีให้แตก มันคืออะไร คือความเป็นผู้หญิงหรือ คือความดาร์ก คือความละมุนสวยๆ คลิปและภาพที่ออกมา พยายามไม่ให้ดูพยายามมากไป แต่สะท้อนให้ตรงที่สุด

แล้วตัวปิเก้เองล่ะเป็นสายไหน เจ้าตัวตอบว่า เป็นได้หลายแนว ทั้งสายแบ๊วแบบเกาหลี และสายฝอ สวยเข้มๆ ดุๆ  แบบฝรั่ง สนุกกับการได้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตัวตนที่แท้จริงคือความอ่อนหวาน แต่ไม่ใช่หวานที่หวานจนเลี่ยน ขณะเดียวกันก็ดาร์กดิบๆ หากไม่ดิบและไม่ดาร์กจนเข้าไม่ถึง

 

“ซิกเนเจอร์ของปิเก้ ไม่ใช่แค่เมกอัพ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ เราคือลุคโดยองค์รวม ทาปากสีน้ำตาลแดงให้สีเข้มมากกว่านี้ได้ แต่งยังไงให้สวยขึ้น แต่งตัวแต่งหน้ายังไงถึงจะได้เจอกับตัวตนที่ดีที่สุดของเรา เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า นั่นก็แสดงออกซึ่งตัวตนของเราด้วยเช่นกัน”

จะแต่งหน้าให้ได้ดีต้องรู้จักหน้าตาของตัวเองเสียก่อน หมายความว่า ค้นหาตัวเองเจอเมื่อไหร่ จะแต่งหน้าสวยขึ้น อันนี้รับรองผลโดยคนสวยจำนวนมากที่เป็นแฟนเพจของ piqueenvy สำหรับบล็อกเกอร์ความงามในสนาม ส่วนตัวชอบโมเม ที่แต่งหน้าเน้นใช้งานในชีวิตจริง อีกคนคือบล็อกเกอร์สายเผ็ด “แพรีไพน์” ที่เน้นการแต่งหน้าแบบแฟชั่น

“เป็น 2 สายที่แตกต่างกันมาก แต่ก็เป็นอะไรที่ปิเก้ชอบ เพราะเชื่อว่าคนเรามี 2 คาแรกเตอร์ในตัวเสมอ สายฝอที่เวอร์มากๆ ดูแล้วต้องร้องว่าสีแบบนี้ก็ได้หรือ กับสายเพลย์เซฟในชีวิตจริงที่การแต่งหน้าแบบลิปสีนู้ดๆ โทนหน้าเป็นสีเอิร์ทๆ ก็ทิ้งไม่ได้”

ส่งท้ายด้วยคำแนะนำเรื่องการแต่งตัวแต่งหน้าจากบล็อกเกอร์คนเก่ง ปิเก้แบ่งปันว่า ผู้หญิงทุกคนมีพื้นฐานเรื่องการแต่งหน้าและแต่งตัวในแบบของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนจะแต่งอย่างไรก็ขอให้ดูที่ “เวอร์ชั่น” ว่า เราทำงานอะไร เราจะไปเที่ยวที่ไหน วันนี้เราจะทำอะไร กาลเทศะสำคัญที่สุด 

“ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หาจุดที่ลงตัวได้”

เพราะความงามของผู้หญิงเป็นเรื่องของความรู้ ใครอยากสวยจึงต้องฝึกตัวเอง ฝึกเรียนรู้ ซึ่งไม่ยากเลยถ้าสนุกกับมัน ขอให้มองเรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องอยากรู้อยากลอง แต่งหน้าแต่งตัวยังไงไม่มีผิดกติกา ขอให้สนุกเป็นใช้ได้

 

นาธาน เบลชาร์ชซิค ความมุ่งมั่นคือรากฐานแห่งความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/514131

นาธาน เบลชาร์ชซิค ความมุ่งมั่นคือรากฐานแห่งความสำเร็จ

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์ Airbnb อย่าง นาธาน เบลชาร์ชซิค (Nathan Blecharczyk) บอกกับเราว่า ธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากการแก้ปัญหาให้ลูกค้าและก็โชคดีที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเราได้พูดคุยกับผู้บริหารหนุ่มระดับโลกผู้นี้แล้วเราบอกได้เลยว่า โชคอย่างเดียวอาจไม่พอ

เมื่อเราเอ่ยถึงชื่อ แอร์บีเอ็นบี หลายคนจะนึกถึงภาพธุรกิจแบ่งห้องพักภายในบ้าน ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เข้ามาปฏิวัติการจองที่พักเพื่อการท่องเที่ยวไปอย่างสิ้นเชิง  

นาธาน หรือชื่อเล่นว่า เนท เกิดและเติบโตที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา คุณพ่อของเขาเป็นวิศวกร ในขณะที่เขาอายุได้ 12 ปี ในวันว่างๆ เขามองเห็นว่าในชั้นหนังสือของคุณพ่อมีหนังสือสอนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมอยู่ จึงหยิบมาอ่านเล่นๆ ดู ทำให้เขาได้รู้ว่าการเขียนโปรแกรมนั้นทำได้อย่างไร และเราสามารถเขียนโปรแกรมอะไรออกมาได้บ้าง จึงเริ่มหัดเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มานับแต่นั้น และกลายเป็นพื้นฐานความสามารถที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

 

 

“ตอนแรกๆ ผมเขียนโปรแกรมเป็นแค่งานอดิเรก แต่ต่อมากลายเป็นว่างานอดิเรกที่ผมทำอยู่ตอนนั้น กลายเป็นงานที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผมตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ไฮสกูล ตอนอายุ 14 มีบริษัทหนึ่งติดต่อมาหาผม บอกว่าได้เห็นผลงานของผมแล้ว มีความสนใจอยากจะจ้างออกแบบโปรแกรมให้บริษัทของเขา โดยจะให้ค่าจ้าง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ

“ผมไปปรึกษากับคุณพ่อว่ามีบริษัทติดต่อมา บอกว่าจะให้เงินพันดอลลาร์กับการจ้างเขียนโปรแกรม ตอนแรกคุณพ่อไม่เชื่อว่าจะมีคนจ้างถึง 1,000 ดอลลาร์ กับเด็กอายุ 14 แต่ปรากฏว่าบริษัทนั้นจ้างให้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และให้เงินมาจริง หลังจากนั้นก็มีอีกหลายบริษัทติดต่อเข้ามาให้ช่วยออกแบบโปรแกรม ซึ่งผลงานชิ้นแรกของผมในตอนนั้น น่าจะเป็นผลงานเกี่ยวกับโปรแกรมการบริหารจัดการอีเมล เพราะว่าอีเมลในยุคแรกๆ ยังไม่มีโปรแกรมอะไรที่จะเข้าไปช่วยในการจัดการบริหารกล่องอีเมลอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก”

ตลอดเวลาที่เริ่มเขียนโปรแกรม นาธานซึ่งอยู่ในช่วงเรียนไฮสกูล สามารถทำเงินได้ ราวๆ 1 ล้านดอลลาร์

“คุณพ่อถามผมว่าสนใจอยากจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไหม เพราะเห็นว่าผมมีความสนใจที่จะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง และก็มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมด้วยทักษะที่หลากหลาย แต่ผมคิดว่าการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย อาจจะได้สิ่งที่นอกเหนือจากตำราเรียน อีกทั้งผมมีความฝันอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

“จึงตัดสินใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาคอมพิวเตอร์ นอกจากเรื่องของสังคมและเพื่อนๆ แล้ว ผมยังได้ในเรื่องความรู้เพิ่มเติมในการเขียนโปรแกรม ซึ่งช่วยทำให้ทักษะการเขียนโปรแกรมของผมที่ดีอยู่แล้วแน่นขึ้น มีความรู้ในเชิงลึกมากขึ้น”

พอหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นาธานอยากจะย้ายไปทำงานที่ซานฟรานซิสโก เพื่อเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพ ก็เริ่มต้นจากการหาบ้านเช่า จนได้เจอกับโจและไบรอัน (Joe Gebbia และ Brian Chesky) ซึ่งกลายเป็นหุ้นส่วนของแอร์บีเอ็นบีในเวลาต่อมา แต่พอเจ้าของบ้านเช่าขอขึ้นราคา 25 เปอร์เซ็นต์ นาธานก็ขอย้ายออกมาหาที่อยู่ใหม่ เหลือโจกับไบรอันซึ่งมีปัญหาตกงานอยู่ในเวลานั้น ประกอบกับตอนนั้นมีงานประชุมระดับนานาชาติ อินเตอร์เนชั่นแนล ดีไซเนอร์ซึ่งจัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก

 

“ทั้งคู่เลยคิดว่าน่าจะมีคนต้องการห้องเช่าซึ่งเต็มหมดแล้ว เลยเอาห้องว่างที่ผมเพิ่งย้ายออกไป เปิดเป็นห้องพัก ซึ่งมีแต่ห้องโล่ง เลยเอาเตียงลม หรือแอร์เบด มาวางไว้พร้อมกับบริการอาหารเช้า (กลายเป็นที่มาของชื่อ Airbnb (Airbed and Breakfast) ในเวลาต่อมา) โดยมีลูกค้า 3 รายแรกเป็นดีไซเนอร์ ซึ่งทั้งโจกับไบรอันก็ได้บริการพาไปเที่ยวชมมุมต่างๆ ในซานฟรานซิสโก พาไปรับประทานอาหารที่ชอบ เสร็จจากงานนั้นโจกับไบรอันก็ติดต่อชวนผมมาร่วมเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจนี้ด้วยกัน ด้วยความเชื่อว่าน่าจะมีคนที่มีความต้องการแบบนี้เหมือนกับเรา”

อย่างไรก็ตาม เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงประมาณปี 2008 เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในการหาผู้ร่วมทุน เนท เล่าว่า นักลงทุนส่วนใหญ่บอกว่ามันไม่น่าจะมีตลาดใหญ่พอ และไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะนักลงทุนจะเป็นคนมีเงินซึ่งไม่ได้มีแนวความคิดว่าอยากจะไปนอนบ้านใคร เพราะว่าเขามีศักยภาพทางการเงินมากพอที่จะจองโรงแรมดีๆ ได้อยู่แล้ว และสุดท้ายลูกค้าจะมีความไว้ใจได้อย่างไร ในการไปนอนพักข้างบ้านคนอื่น

“จึงกลับมาคิดกันว่าจะมีความเป็นไปได้ไหม จากประสบการณ์ที่เราได้เปิดแล้วได้สัมผัส เชื่อว่าเราน่าจะมีคนที่คิดแบบเดียวกับเรามากพอที่จะเข้ามาใช้บริการเหล่านี้ในที่สุด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด พวกเขาเชื่อว่าธุรกิจที่เริ่มต้นจากที่นอนเป่าลมของพวกเขาจะไปได้แน่นอน

“การแก้ปัญหาทางธุรกิจในช่วงเริ่มต้น สิ่งแรกที่เราทำ ก็คือ จะต้องมีทำโปรไฟล์ของผู้ที่จะเข้ามาเป็นโฮสต์ (เจ้าของบ้าน) และลูกค้า ด้วยการทำประวัติเล่าความเป็นมาของทั้งสองฝ่าย เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจมีทั้งรูปและประวัติ เวลาที่เข้ามาพักด้วยกันจริงๆ จะได้รู้ความเป็นมาของกันและกัน

“ต่อมา ก็คือ วิธีการจ่ายเงินทางแอร์บีเอ็นบีจะเป็นคนกลางในการรับเงิน ในกรณีที่ลูกค้ามีปัญหาได้บ้านที่ไม่ตรงกับรูป หรือมีปัญหาอื่นๆ จะได้ทำการคืนเงินได้ และสุดท้าย ก็คือ การรีวิว ทั้งเจ้าของบ้านและลูกค้า รีวิวซึ่งกันและกัน เฉพาะที่มีการจ่ายเงินเรียบร้อยเท่านั้น ซึ่งทำให้เจ้าของบ้านรู้ว่าพฤติกรรมของลูกค้าเป็นอย่างไร และลูกค้าก็จะได้รู้การบริการของเจ้าของบ้าน ช่วยในการตัดสินใจได้มากขึ้น” เนท เล่าอย่างตั้งใจ

 

 

อย่างไรก็ดี เนท ยังได้เผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำว่า ผมคิดว่าบทเรียนที่ได้นั้นแรกสำหรับผม ก็คือ เราสามารถที่จะสอนให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการ ต่อมาก็คือเรื่องของความมั่นใจในตัวเอง ด้วยความที่เราเขียนโปรแกรมแล้วมีคนตอบรับให้ความสนใจมาโดยตลอด ความสำเร็จในการเขียนโปรแกรมแต่ละครั้งก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีความมั่นใจในการที่จะสร้างผลงานชิ้นต่อไป

“อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าทำให้ตัวผมประสบความสำเร็จ ก็คือ สิ่งที่คุณพ่อสอนมาว่า หากเรามีความตั้งใจจะทำอะไรแล้วเรามีความมุ่งมั่นพยายามมากพอที่ทำสิ่งนั้นจริงๆ เราก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน นี่คือ แนวคิดหลักในการที่ผมใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ว่าไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถของเราที่จะเรียนรู้จนประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องไปขอร้องคนอื่น ทำให้เราสามารถสอนตัวเอง เหมือนผมเรียนรู้จนประสบความสำเร็จจากหนังสือทั้งหมด

“นับจากเล่มแรก ก็คือ หนังสือที่วางอยู่บนชั้นวางหนังสือของคุณพ่อ ที่ผมหยิบเอามาอ่านจึงเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะเรียนรู้ต่อว่าการเขียนโปรแกรมนั้นทำอย่างไร พอถึงช่วงคริสต์มาสผมก็จะขอของขวัญคุณพ่อเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมความยาวประมาณ 500 หน้า ชื่อหนังสือเล่มนั้น ก็คือ เขียนโปรแกรมด้วยตัวเองให้ได้ภายใน 21 วัน แต่ผมใช้เวลาประมาณ 30 วัน (หัวเราะอารมณ์ดี) อาจจะไม่ได้ 21 วัน ตามที่ชื่อหนังสือบอก แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมีถึงทุกวันนี้”

สุดท้าย ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์แอร์บีเอ็นบี แนะนำกับสตาร์ทอัพชาวไทย ก็คือ เรื่องความมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนจะต้องมีช่วงที่ยากเย็นแสนเข็ญเป็นจุดที่จะต้องเดินถอยหลังกลับมา หรืออาจจะมีความคิดที่ใจอยากจะล้มเลิก แต่จงเปลี่ยนอุปสรรคเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ปรับปรุงตัวและแก้ไขให้ธุรกิจเดินหน้าได้ต่อไปในอนาคต

ในขณะเดียวกัน ถ้ามีความมุ่งมั่นและความสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและค้นหาสิ่งใหม่ๆ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา โอกาสประสบความสำเร็จก็จะมีเพิ่มมากขึ้น