ซีแนม สุนทร เพราะชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517817

ซีแนม สุนทร เพราะชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ

โดย  อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลูกครึ่งสาวสวยหน้าทะเล้น จากเด็กน่ารักรูปร่างอวบอิ่ม เติบโตเป็นสาวสวยรูปร่างปกติเช่นสาวๆ ทั่วไป แต่ใครๆ ก็มักจะยังมีภาพจำตอนเป็นเด็กวัยรุ่นหุ่นเจ้าเนื้อสักนิดตั้งแต่เมื่อครั้งประกวดร้องเพลงที่บ้านเอเอฟ 1 ทั้งที่เวลาผ่านไปนับ 10 ปี ภาพลักษณ์แบบเดิมๆ นั้นเปลี่ยนไป เพราะเธอได้กลายเป็นสาวสวยรูปร่างปกติ ไม่ได้ดูเจ้าเนื้ออีกต่อไปแล้วก็ตาม

ปัจจุบัน ซีแนม สุนทร ในวัย 32 ปี ยังคงมีงานในวงการบันเทิงอยู่อย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่หนาตานัก แต่งานก็คงมีอยู่เรื่อยๆ ทั้งงานละครและพิธีกร ส่วนในบทบาทของการเป็นนักร้องนั้น เธอเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่ในชื่อเพลง “เธอบอกให้รอ” เป็นเพลงหวานปนเศร้าที่เธอลงทุนทำเอง เล่นมิวสิคเอง โดยชื่อเพลง “เธอบอกให้รอ” นั้นมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของเธอที่ทุกอย่างต้องรอคอยอยู่เสมอ รอคอยไม่จบไม่สิ้น และหลายอย่างในชีวิตก็รอหายโดยที่ไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้งเลยกับชีวิตเธอ ซึ่งเพลงดังกล่าวจะออกเผยแพร่ผ่านยูทูบและออนไลน์ต่างๆ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา เธอบอกว่าฝากติดตามผลงานของเธอด้วย เพราะเป็นผลงานเพลงแรกเพียงเพลงเดียวที่มีในชีวิต

จะให้รออีกนานแค่ไหน?

“คือหนูรอการทำเพลงมานานมาก นานจริงๆ ตอนที่เข้าประกวดบ้านเอเอฟเพราะหนูชอบร้องเพลงอยากเป็นนักร้อง ตั้งแต่เด็กหนูเดินสายประกวดมาเยอะมากอาจจะถึง 100 เวทีก็ว่าได้ หนูเข้าวงการด้วยการประกวดร้องเพลง เป็นที่รู้จักครั้งแรกผ่านสื่อก็เพราะประกวดร้องเพลง แต่หนูไม่เคยมีผลงานเพลงออกมาเลย มีเพลงแรกที่ร้องรวมกับนักร้องบ้าน เอเอฟทุกคนเพียงเพลงเดียว แม้แต่การออกงานกับบ้านเอเอฟ ก็มักจะเป็นงานพิธีกรมากกว่างานร้องเพลงเหมือนกัน พอประกวดเสร็จ เซ็นสัญญากับแกรมมี่อยู่ 5 ปี เพื่อจะมีผลงานเพลง เขาบอกให้หนูเตรียมตัวต่างๆ นานา โดยเฉพาะลดน้ำหนักไปถึง 40 กิโล แต่รอจนหมดสัญญาก็ไม่ได้มีงานเพลงออกมาเลยแม้แต่เพลงเดียว ทั้งที่หนูอยากเป็นนักร้องมากๆ รอมาตลอด หนูมาจากการประกวดร้องเพลงแต่ไม่เคยมีงานเพลงของตัวเองเลยแม้สักเพลงเดียว เขาบอกให้รอ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ

ซีแนม เล่าถึงชีวิตช่วงที่ผ่านมาของเธอเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแท้จริง มีอุปสรรคขวากหนามอยู่เสมอตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ย่างเข้าอายุ 25 ปีเป็นต้นมา เธอบอกว่าหลายๆ คนจะชมเธอว่าร้องเพลงดี และเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจว่าทำได้ดีที่สุด แต่โอกาสไม่เคยมาถึงเธอ เนื่องจากปัญหาแรกที่เธอมักจะได้ยิน ก็คือ ต้องลด น้ำหนักลงหน่อยนะ

จะให้ลดอีกเท่าไรถึงจะพอ?

ดังนั้น ตลอดเวลานับแต่ออกจากบ้าน เอเอฟ ภารกิจหลักของเธอ ก็คือ จะต้องลดความอ้วน ลดๆๆๆๆ มันเป็นการรับข้อมูลแบบที่ต้องจำฝังใจว่าลดความอ้วนโดยเร็วลดให้มากที่สุด จนทำให้เธอคิดว่าความอ้วนมันคืออุปสรรคในการจะได้เป็นนักร้องของเธอ ถ้าไม่ลดจะอยู่ในวงการนักร้องนี้ไม่ได้ เธอจึงตั้งหน้าตั้งตาลดแบบเคร่งเครียด

“แรกๆ หนูลดแบบสุดโต่งหนักหน่วงมากออกกำลังกายแบบเป็นบ้าเป็นหลังทุกวันเลย แล้วก็กินน้อยมาก ไม่กินแป้งไม่กินหวาน ได้ผลดีแต่ทรมานร่างกายจิตใจเหลือเกิน จนหนูสามารถลดไปได้ 24 กิโลกรัม แต่เพราะลดแบบหนักหน่วงเกินไป มันลงเร็วก็จริง แต่ถ้าไม่คุมอย่างต่อเนื่องก็คือเผลอแป๊บเดียวน้ำหนักจะขึ้นมาทันที สวิงตัวขึ้นลงมาเร็วมาก จนเธอเครียดหนัก เพราะขนาดลดมาเยอะแล้วแต่งานก็ยังไม่มีออกมาอย่างที่ได้คุยกันไว้” เธอกล่าวอย่างเพลียใจ

หลังจากลดมามากขนาดนั้น แต่ก็ยังไม่มีผลงานอะไร เธอจึงพยายามเดินทางสายกลางเพื่อลดความเครียดและความกดดันในตัวเองลงไป ด้วยการคุมน้ำหนักแบบสมเหตุสมผล ออกกำลังกายแบบเหมาะสม ควบคุมอาหารตามสมควร แม้น้ำหนักอาจจะขึ้นมาเล็กน้อยแต่เธอรู้สึกมีความสุขและมีชีวิตชีวามากขึ้น รวมทั้งพยายามปรับเปลี่ยนความคิดให้เป็นบวกมากขึ้น งานเพลงยังไม่ออกก็พยายามทำงานอย่างอื่นทดแทนไปก่อน ลดความคาดหวังลงเพื่อที่ตัวเธอเองจะได้ไม่ผิดหวังมากนัก

เธอจึงไม่เคยมีภาพจำของความเป็นนักร้องเลย หลังจากนั้นก็มีงานละคร งานพิธีกรต่างๆ บ้างเป็นระยะๆ ถ้าจะมีไปออกงานร้องเพลงบ้าง ก็จะเป็นการนำเพลงของคนอื่นมาร้องทั้งสิ้น ในระยะหลังๆ ภาพของเธอที่ปรากฏต่อสื่อก็มักจะเป็นงานละครเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่เธออยากทำงานเพลงแทบใจจะขาด

ภัยร้ายจากคอลเซ็นเตอร์

งานที่ตั้งใจไว้ก็ไม่ได้อย่างที่ใจหวัง เท่านั้นยังไม่พอความโชคร้ายยังมาพบพานรังควานชีวิตเธออีก จากพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัวแสบที่โทรเข้ามาหลอกให้เธอทำรายการ ขณะที่เธอกำลังยุ่งๆ เลยลืมที่จะระวังตัว เผลอตอบรับทำรายการโดยไม่คาดคิด “ตอนนั้นคอลเซ็นเตอร์เพิ่งเข้ามาระบาดใหม่ๆ ยังไม่เป็นข่าวแพร่หลายนัก โทรมาตอนหนูกำลังยุ่ง เราก็ค่ะๆ ทำรายการตามเขากว่าจะรู้ตัว ก็ยกเลิกอะไรไม่ทัน เสียเงินไปแสนกว่าบาท หลังจากหนูโดน ข่าวพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็มีเข้ามาหนักขึ้น หนูโดนเป็นรายแรกๆ เลย ก็ไปออกรายการคุณสรยุทธ์ที่ช่อง 3 เป็นวิทยาทานให้คนอื่นได้เป็นบทเรียนจากความประมาทในครั้งนั้น เสียค่าครูไปหนักมาก ตอนที่โดนพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นใกล้ๆ อายุเบญจเพศพอดีด้วยมั้งคะ” เธอ ถอนใจ

โดนเพื่อนสนิทแย่งแฟน

ด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ แต่ถือว่าซีแนมเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตหลายรสหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะสดชื่นสมหวังในอดีต เพราะตั้งแต่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ เธอก็เจอเพื่อนสนิทแย่งแฟน ถือว่าเป็นบาดแผลครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของเธอที่สอนประสบการณ์ช้ำๆ ในความรักของเธอ

“คือมันก็ไม่ได้เป็นความรักดูดดื่ม หวานซึ้งตรึงใจอะไรมากมายนักหนาหรอกค่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ป๊อปปี้เลิฟแบบเด็กๆ แล้วนะ เพราะอายุ 20 กว่าแล้ว มีความจริงจังตั้งใจอยู่พอประมาณ คบกับแฟนมา 2 ปีกว่า ก็มาเจอเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อแย่งแฟนไปหน้าตาเฉย เราก็เจ็บเยอะนะคะตอนนั้น ปกติผู้หญิงเลิกกับแฟนนี่ก็เสียใจกันมากอยู่แล้ว แต่นี่มาเจอเพื่อนสนิทแทงข้างหลังแบบนี้โดนสองเด้งไปกันใหญ่ ทั้งเจ็บ ทั้งโกรธ ทั้งอาย เสียทั้งเพื่อนเสียทั้งแฟน ตอนนั้นก็ถือว่าเสียใจหนักหนาเอาการอยู่ ทำให้เราไม่ค่อยวางใจในเรื่องความรักสักเท่าไรนัก เหมือนมีชนักติดหลังทำให้หวาดระแวงอยู่เสมอ เพราะมีบทเรียนที่ไม่ดีมา” เธอ กล่าวอย่างจริงใจ

ยอมรับตัวเองให้ได้…เคยลดความอ้วนจนเกือบตาย

ซีแนม กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สุดท้ายเธอก็ต้องเติบโตขึ้น ทุกอย่างที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตที่จะทำให้เธอเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง มีทั้งเรื่องดีและไม่ดีผ่านเข้ามาให้เป็นวัคซีนใจให้เติบโตไปต่อได้ แม้ย้อนเวลาได้เธอก็ไม่คิดจะแก้ไขอะไร เรียนรู้ที่จะอยู่และเติบโต ทำให้รู้ว่าชีวิตคนเรานั้นมีหลายบทหลายตอน มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ อยู่ที่ว่าเราจะเจอด้านไหนก่อน แล้วรับมือกันมันได้ดีเพียงใด

สำหรับชีวิตเธอในตอนนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นมาก เพิ่งลบปมในใจเรื่องความอ้วนให้หลุดออกไปได้เมื่อ 2-3 ปีนี้เอง เพราะแต่ก่อนเหมือนเป็นปมด้อยมากเรื่องความอ้วน เธออ้วน เพราะเธออ้วน เธอต้องลด ในใจคิดกังวลแต่เรื่องความอ้วนมาตลอดชีวิต ไม่เคยยอมรับนับถือตัวเองได้เลยเพราะเรื่องนี้ ขนาดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ขณะที่เธอลดความอ้วนมาได้เกือบ 40 กิโล เกือบตายเพราะลดหนักมาก ผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกฝังหัวมาว่าต้องผอมเท่านั้นถึงจะสวย ถ้าอ้วนก็จะกลายเป็นตัวตลกไป ไม่มีนางเอกคนไหนที่อ้วน คนอ้วนเป็นได้แค่เพื่อนนางเอกที่ต้องดูตลกขบขันเท่านั้น

“เวลาเล่นละคร ผู้กำกับก็ยังบ่นๆ ว่าแก้มเยอะไป หน้าดูกลมไป ใส่เสื้อแขนกุดก็แขนใหญ่ไป ยังถูกสั่งให้ลดความอ้วนอยู่เป็นประจำ แต่หนูก็ทำได้เท่านี้แหละ จะให้ลดไปถึงไหน ต้องให้เหลือกี่โลกัน หนูหยุดเก็บกดแล้วยอมรับตัวเองในแบบที่เราเป็น ก็หนูเป็นเด็กอวบๆ มาแต่เกิด ตอนนี้ก็เป็นผู้หญิงรูปร่างปกติแล้ว ทำได้แค่นี้ ตอนนี้คือลดไป 35 กิโล จากที่เคยทำได้ 40 กิโล ก็พอแค่นี้ละ ไม่อยากกดดันตัวเองมากไปกว่านี้ มันเหนื่อยใจ” เธอ กล่าวแบบคนทำใจได้

ปัจจุบันนี้นอกจากมีงานในวงการบันเทิงบ้างประปราย ทั้งงานพิธีกร งานละคร เธอก็มีธุรกิจเล็กๆ ที่ทำกับเพื่อน ก็คือ การทำเสื้อผ้ากีฬาแล้วก็รับสกรีนเสื้อยืด อยู่ที่จุฬาซอย 2 และเริ่มมีแบรนด์ชุดกีฬาเป็นของตัวเองได้ประมาณปีกว่าแล้วชื่อแบรนด์ Z-N ตอนนี้ขายที่ร้านกับผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

สำหรับมุมมองในอนาคตนั้น ซีแนม บอกว่า ไม่หวังอะไรสูง ไม่คาดหวังอะไรเกินตัว มองอนาคตทีละ 2-3 ปีล่วงหน้า คือ ทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุด ทำร้านและแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จัก มียอดขายที่น่าพอใจ และมองหาธุรกิจที่น่าสนใจทำเพิ่มอีกสักอย่างเพื่อความมั่งคงในชีวิต ส่วนงานในวงการบันเทิงก็รับอยู่เสมอ

 

เป็กกา รันทาลา การกลับมาของอดีตเบอร์ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517661

เป็กกา รันทาลา การกลับมาของอดีตเบอร์ 1

โดย ภาดนุ

ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับ เป็กกา รันทาลา ประธานเจ้าหน้าที่สูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) ที่ได้รับลิขสิทธิ์การออกแบบและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตแบรนด์โนเกีย (Nokia) ทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว

ในฐานะซีเอ็มโอ (Chief Marketing Officer) ที่มีความสามารถด้านการบริการและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง เมื่อเป็กกาได้กลับมาเป็นผู้บริหารดูแลแบรนด์โนเกียอีกครั้ง ทำให้อยากรู้ว่าเขาจะนำพาโนเกียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไร

“ผมกลับมาดูแลบริหารแบรนด์โทรศัพท์มือถือโนเกียและแท็บเล็ตอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปบริหารธุรกิจสายอื่นมาพักใหญ่ การกลับมาครั้งนี่เราได้ตั้งบริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ขึ้นในประเทศฟินแลนด์ได้ 8 เดือนแล้ว โดยเราเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในตอนนี้

“ต้องเท้าความนิดนึงว่า ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นช่วงที่ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของโนเกียอยู่ช่วงหนึ่ง โนเกียเองได้มีการร่วมธุรกิจกับบริษัท ไมโครซอฟท์ โดยออกโปรดักต์ต่างๆ อย่าง ฟีเจอร์โฟน โนเกีย รุ่นลูเมีย ออกจำหน่ายไปทั่วโลก แต่ปัจจุบันนี้ธุรกิจของแบรนด์โนเกียทั้งหมดได้ย้ายมาอยู่ภายใต้ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล แล้ว ซึ่งเราจะดูแลในเรื่องของสมาร์ทโฟน พูดง่ายๆ ว่าบริษัทเราเป็นเหมือนสตาร์ทอัพที่เริ่มต้นธุรกิจแบรนด์โนเกียยุคใหม่นั่นเอง”

เป็กกา บอกว่า ความตั้งใจของบริษัทคือการเน้นบิซิเนส โมเดล นั่นก็คือการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์ที่เป็นมือถือแอนดรอยด์ ซึ่งใช้ความร่วมมือทางด้านบริการจากกูเกิล ส่วนผู้ผลิตมือถือให้ก็คือ บริษัท ฟ็อกซ์คอนน์ ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับที่ผลิตมือถือออปโป้ โดยหลักๆ แล้วก็คือการเลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่ดีที่สุดที่คัดสรรมาแล้ว

“อย่างพันธมิตรล่าสุดของเราอีกหนึ่งรายก็คือ บริษัท คลาวด์ไซส์ (Cloud Zeis) ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเลนส์ถ่ายภาพสำหรับใช้ในมือถือจากเยอรมนี โดยในอนาคตลูกค้าที่ใช้โนเกียก็จะได้เห็นว่ามือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ออกวางจำหน่ายจะมีการใช้เลนส์คลาวด์ไซส์นี้ ซึ่งถือว่าเป็นเลนส์ที่ดีที่สุดเลนส์หนึ่งในโลก

“นอกจากการมีพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดแล้ว การที่เรามีพนักงานรุ่นใหม่ๆ หรือพนักงานเดิมที่เคยทำบริษัทโนเกียมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ซึ่งทุกคนมีความรักในแบรนด์โนเกียก็ถือเป็นข้อดี อีกอย่างการที่ผมอยู่ในธุรกิจมือถือมากว่า 20 ปี และเคยเป็นผู้บริหารในบริษัท โนเกีย มาก่อน (มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ออกไปเป็นผู้บริหารธุรกิจอื่น)

“ผมจึงมั่นใจได้ว่าการที่ผมและทีมตั้งบริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ขึ้นมา ทุกคนล้วนมีประสบการณ์และความรักความชำนาญติดตัวมาอยู่แล้วก็น่าจะทำได้ดี ส่วนในแง่ของไอเดียใหม่ๆ ตอนนี้ก็มีพนักงานรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มไอเดียด้วย ดังนั้นในอนาคตผมจึงคิดว่า วิสัยทัศน์ทางด้านการตลาดและการคิดค้นโปรดักต์ใหม่ๆ ก็น่าจะสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว”

เป็กกา เสริมว่า แม้ปัจจุบันนี้พฤติกรรมการใช้มือถือของผู้บริโภคยุคใหม่จะเปลี่ยนไปมากก็ตาม การที่บริษัทจ้างพนักงานบางส่วนจากบริษัท โนเกีย เดิมเข้ามาทำงานก็ไม่ใช่ปัญหา เขาจึงอยากจะให้ลูกค้าที่รักในแบรนด์โนเกียมั่นใจได้เลยว่า บริษัทจะไม่ก้าวถอยหลังไปสู่จุดเดิมแน่นอน แต่จะก้าวไปข้างหน้าและนำสิ่งใหม่ๆ ออกมาสู่สายตาลูกค้าทั่วโลกแน่นอน

“ถ้าถามว่าผมจะทำอย่างไรให้โนเกียกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ก็ขอตอบเลยว่า อย่างแรกคือ เราจะใช้ชื่อเสียงเดิมของแบรนด์ที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบ เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจของเรานับจากนี้ไป อย่างที่หลายคนทราบดีว่าแบรนด์โนเกียมีมายาวนานกว่า 150 ปีแล้ว และถือเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่า

“ดังนั้น สิ่งที่บริษัทจะต้องทำก็คือ การบริหารจัดการให้โนเกียกลับมาเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ เป็นแบรนด์ที่มีลูกค้ารักและชื่นชอบที่จะใช้โปรดักต์ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดีๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอย่างแน่นอน เพื่อให้โนเกียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

“ถ้าจะให้เทียบกับคู่แข่งอย่างแบรนด์แอปเปิ้ล (ไอโฟน) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่ผลิตขึ้นมาตามเทรนด์ความนิยมของโลกยุคนี้ โนเกียก็มีจุดเด่นคือเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพ มีความทนทาน และผู้บริโภครักที่จะใช้ ต้องบอกก่อนว่าโนเกียไม่ได้ต้องการเป็นแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ทั้งที่เราก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้ได้ แต่เราต้องการจะเป็นแบรนด์ที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคนมากกว่า อาทิ โนเกีย 5 โนเกีย 6 ที่ออกวางจำหน่ายไปแล้ว เราจะเน้นความเป็นมือถือที่เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้ทุกเพศทุกวัย และทุกคนสามารถใช้มันได้ด้วยความที่มันเป็นโนเกีย”

อย่างที่เป็กกาบอก คนที่ใช้สมาร์ทโฟนซึ่งมีเทคโนโลยีสุดล้ำในโลกนี้ ถ้านับจริงๆ แล้วจะเป็นคนรุ่นใหม่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่กลุ่มแมสหรือคนส่วนใหญ่ที่เป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายาย ก็มักต้องการใช้ฟังก์ชั่นหลักๆ เช่น ไลน์ โทรเข้า โทรออก ซะส่วนใหญ่ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ยิ่งกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็กกา บอกว่า โนเกียก็ไม่อาจมองข้ามการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

“ผมขอยกตัวอย่างข้อดีในเรื่องดีไซน์ของมือถือโนเกีย ว่าการออกแบบของเราเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยาก แถมตัวเครื่องยังน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ปัจจุบันวางจำหน่ายไปแล้ว 3 รุ่น คือ โนเกีย 3 โนเกีย 5 และโนเกีย 6 ซึ่งตัวเครื่องทุกรุ่นหล่อจากอะลูมิเนียมชิ้นเดียว แต่เราการันตีได้เลยว่า นอกจากมีความทนทานมากๆ แล้ว น้ำหนักยังเบากว่าแบรนด์อื่นๆ อีกหลายแบรนด์ แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย

“ผมว่ามือถือโนเกียเป็นการให้ประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้าที่มีโอกาสได้ใช้มากกว่า เพราะคอนเซ็ปต์ของโนเกียจะเป็น Craftsmanship หรือคนทำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้คนได้ใช้ ได้สัมผัสกับประสบการณ์ แถมข้อดีในการใช้งานก็มีอยู่จริง สำหรับวันนี้โนเกียเป็นมือถือระบบแอนดรอยด์ แต่เป็นแอนดรอยด์ที่มีความแตกต่าง เพราะหากคุณเคยใช้มือถือแอนดรอยด์จากแบรนด์อื่นๆ มาก่อน แต่ละแบรนด์ก็จะมีไอคอนหรือหน้าตาธีมในการใช้งานของไอคอนนั้นแตกต่างกันไป แต่เพราะโนเกียเป็น Pure Android ดังนั้นเวลาที่ผู้ใช้ต้องการจะอัพเดทข้อมูลหรือไอคอน หน้าตาของไอคอนของโนเกียและระบบปฏิบัติการของซอฟต์แวร์ก็จะเหมือนเดิม

“แต่ขณะเดียวกัน ถ้าคุณใช้มือถือแอนดรอยด์แบรนด์อื่นที่ไม่ใช่ Pure Android พอ 2 ปีผ่านไป เมื่อมีการอัพเดทไอคอนหรือระบบปฏิบัติการใหม่ ทุกอย่างก็อาจจะเปลี่ยนไปจนคุณจำไม่ได้ หรือเกิดอาการงงๆ ขึ้นมาก็เป็นได้ อย่างตอนนี้โนเกียก็จะมีระบบนูแกดที่ใช้กันอยู่ แต่ในอนาคตอันใกล้ก็จะมีแอนดรอยด์โอ ซึ่งเป็นเพียวแอนดรอยด์ออกมา ซึ่งจะอัพเดทระบบปฏิบัติการให้ผู้ใช้ในทุกเดือน ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับผู้ใช้ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพียวแอนดรอยด์ เวลาที่อัพเดทเครื่องก็จะทำให้เครื่องหนักขึ้นหรือเปลืองเมมโมรี่มากเกินไปโดยไม่จำเป็น โดยผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอพที่ต้องการใช้จริงๆ จาก Play Store และสามารถลบแอพที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือดาวน์โหลดใหม่ได้เสมอ นี่คือข้อแตกต่างของระบบแอนดรอยด์ของโนเกียกับแบรนด์อื่น”

เป็กกา ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตโนเกียจะมีมือถือที่ทำให้คนรุ่นใหม่เซอร์ไพรส์ตามมาแน่นอน แต่อย่างที่บอกว่าบริษัทเพิ่งปล่อยมือถือโนเกียไปแล้ว 3 รุ่น โดยเปิดตัวที่เมืองไทยเป็นประเทศแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย ซึ่งมือถือทั้ง 3 รุ่นนี้เป็นสเปกที่จำนวนคนจากครึ่งค่อนโลกใช้กันอยู่ ล่าสุดก็มีโนเกีย 8 ออกมาที่เมือวงไทยแล้ว

“ต้องยอมรับว่ายุคนี้มีกลุ่มลูกค้าที่ชอบใช้มือถือที่มีฟังก์ชั่นไฮเทคก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนมากก็ใช้มือถือที่มีระบบปฏิบัติการของแอนดรอยด์กลุ่มใหญ่เช่นกัน เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น ปัจจุบันเรามีโนเกียรุ่น 3, 5, 6 และ 8 แล้ว ต่อไปเราก็อาจจะมีรุ่นที่เหนือขึ้นไปออกมาอีก ซึ่งเรายังชูจุดเด่นหลักๆ ของโนเกีย คือ เป็นมือถือที่ใช้ง่าย คุณภาพดี ทนทาน ส่วนเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็อยากให้รอดูต่อไปครับ

“ในอดีตหลายคนอาจจะมีคอมเมนต์ในเรื่องมือถือโนเกียที่มีระบบปฏิบัติการแบบวินโดวส์โฟน ว่าใช้ยาก หรือผู้คนไม่ค่อยเข้าถึงมากนัก เรื่องนี้ผมขอไม่ออกความเห็นดีกว่า เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของโนเกีย เพราะผมไปบริหารธุรกิจคอนซูเมอร์โปรดักต์ และธุรกิจของบริษัท Rovio ที่ชื่อว่า Angry Birds ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเกม ผมจึงขอไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ผมไม่ได้ดูแลบริหารน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า”

ในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารที่เคยนำพาเกมแองกรี้เบิร์ดเปิดตัวตีตลาดจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เป็กกาบอกว่า เขาจะนำวิสัยทัศน์ วิธีคิด วิธีบริหาร และอื่นๆ มาใช้กับการบริหารงานของโนเกียใหม่ เพื่อทำให้โนเกียเป็นที่รักของผู้บริโภคอีกครั้ง

“ตอนที่ผมอยู่บริษัท Rovio ผมมองว่า การทำงานเป็นทีมเวิร์กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเกม ซึ่งเป็นที่แพร่หลายและชื่นชอบของคนจากทั่วโลก ผมจึงคิดจะนำข้อดีของธุรกิจเกี่ยวกับเกมออนไลน์และโกลบอล โมบาย มาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคในอนาคต และตอนนี้เราก็มีทีมที่มีความสามารถอยู่ในบริษัทมากมาย

“สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือ ผมอยากจะทำให้มือถือโนเกียกลับมามีชื่อได้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายว่าอยากจะเป็น Top Player หรือ Top Leader ในกลุ่มสมาร์ทโฟนให้ได้ แต่เราก็ยังมีกลุ่มฟีเจอร์โฟนซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่จากทั่วโลกที่เราต้องทำการตลาดควบคู่ไปด้วย เอาเป็นว่าอยากให้คนที่เป็นแฟนของโนเกียรอติดตามโปรดักต์ใหม่ๆ ของเราในอนาคตดีกว่า เพราะจะมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นให้แฟนๆ โนเกียจากทั่วโลกได้เห็นแน่นอนครับ”

 

ณัชชา ตั้งกิตติเวทย์ เชฟรุ่นใหม่ ใจเกินร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517525

ณัชชา ตั้งกิตติเวทย์ เชฟรุ่นใหม่ ใจเกินร้อย

เพิ่งเรียนจบและรอรับปริญญาในปีหน้า มายด์-ณัชชา ตั้งกิตติเวทย์ ว่าที่บัณทิตใหม่จากวิทยาลัยดุสิตธานี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเชฟของเชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม (หนึ่งในคณะกรรมการรายการท็อปเชฟไทยแลนด์) ในการทำ The Table by Chef Pam แต่อนาคตมองถึงการเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหารในแบรนด์ตัวเอง ส่งต่อให้กับผู้บริโภค โดยกำลังอยู่ในช่วงของการเก็บข้อมูล

ณัชชาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเกินร้อย ถ้าย้อนไปในช่วงก่อนศึกษาที่วิทยาลัยดุสิตธานีเธอต้องพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่ได้เห็นความต้องการที่แท้จริง ที่อยากเรียนด้านการทำอาหารและต้องการเป็นเชฟ ซึ่งสวนทางกับความหวังของพ่อแม่ที่อยากให้เรียนบริหารธุรกิจโดยตรง เพื่อจะได้นำความรู้มาช่วยธุรกิจของครอบครัว

“สิ่งที่มายด์ทำคือ หลังเลิกเรียนจะชวนคุณพ่อคุณแม่ไปจ่ายตลาด แล้วทำอาหารให้ท่านรับประทานทุกวัน จนพ่อกับแม่เห็นความตั้งใจจึงอนุญาตให้เรียน ช่วงนั้นไปคุยกับพ่อก่อน ซึ่งไม่อยากเชื่อว่าคุณพ่อคนที่มายด์คิดเองมาตลอด ว่ายังไงก็คงจะดุ ไม่ให้เรียน แต่ผิดคาด พ่อบอกอยากเรียนเรียนเลยป๊าสนับสนุน โอ้โฮ โล่งเลย พอคุยกับคุณแม่ก็อนุญาต แต่ใจยังอยากให้เราเรียนบริหารอยู่”

 

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ณัชชาเอาความสามารถในการทำอาหารมาจากไหน คงต้องย้อนไปสมัยเรียนมัธยมต้นเมื่อวันหนึ่งเธอกลับจากโรงเรียนแล้วหิวข้าว แต่ไม่มีกับข้าวกิน เธอจึงไปหาวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็นเท่าที่มีนำมาทำอาหารกินกับพี่สาว

“ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นน่าจะทำหมูทอดกระเทียม ไม่ได้เอาสูตรมาจากไหนค่ะ ทำด้วยจินตนาการและด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็น พอทำออกมาปรากฏว่าอร่อย พี่สาวก็บอกอร่อย เลยเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองชิม พ่อแม่ชิมแล้วบอกว่าใช้ได้นี่ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาก็เริ่มทำบ่อยขึ้น โดยหาความรู้จากในหนังสือทำอาหาร มีเมนูอะไรน่าสนใจก็ไปซื้อวัตถุดิบมาทำ จากทำกินในครอบครัวก็ทำไปแจกเพื่อนๆ และอาจารย์ที่โรงเรียนได้กินด้วย ส่วนใหญ่เป็นขนม เช่น ทาร์ต คุกกี้ บราวนี่ เพื่อนๆ ชอบและชมว่าอร่อย”

ณัชชา เล่าว่า แม้ในช่วงมัธยมปลายจะเข้าครัวทำอาหารบ่อย แต่ก็มองว่าเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งไม่ถึงกับชอบ ยังไม่คิดถึงการมาเรียนทางด้านอาหารโดยตรง จนกระทั่งวันหนึ่งได้เข้าเว็บไซต์ไปเพื่อดูว่ามีอาชีพอะไรน่าสนใจ ปรากฏว่ามีอาชีพเชฟแวบเข้ามา สนใจแต่เก็บเงียบไม่บอกใคร ปรึกษาแต่เพื่อนสนิท ซึ่งเขามีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเรียนทำอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี จึงขอคุยเพื่อปรึกษากับรุ่นพี่คนนั้น และนั่นก็เป็นที่มาของการตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านอาหารของเธอ

สำหรับกับการทำงานเป็นลูกทีมของเชฟแพม (พิชญา อุทารธรรม) มายด์ บอกว่า ปกติแล้วในการทำงานทั่วไปส่วนใหญ่จะมีหัวหน้าอยู่ 2 ประเภท คือนำลูกน้องและสั่งลูกน้อง ส่วนใหญ่เธอเห็นแต่หัวหน้าที่สั่งลูกน้อง แต่การที่ได้มาทำงานกับเชฟแพมเกือบ 2 ปี เชฟแพมไม่ใช่หัวหน้าที่ชอบสั่งลูกน้อง แต่จะสอนและนำไปในแนวทางที่จะช่วยพัฒนาเธอและไปพร้อมกับเธอตลอดเวลา 

 

 

“พี่แพมสอนเสมอว่า การเป็นเชฟที่ดีนั้น จะต้องเป็นนักวางแผนที่ดีอย่างเป็นระบบ ต้องรู้จักแมเนจตัวเองในการทำอาหารให้เป็นขั้นเป็นตอน และรู้จักบริหารเวลาให้ดี เชื่อไหมว่า การที่มายด์ได้มาทำงานกับพี่แพมช่วงที่ยังเรียนอยู่ อาจารย์ที่เคยสอนมาเจอมายด์ทำอาหารอีกรอบหนึ่งตอนอยู่ในคลาส เขาชมใหญ่เลยว่ามายด์เก่งขึ้นและทำงานเป็นระบบระเบียบมากขึ้นผิดหูผิดตา” ณัชชาเล่าถึงสิ่งที่เชฟแพมสอน  

มายด์บอกว่า เชฟส่วนใหญ่ต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพและมีชื่อเสียง หลายคนต้องการเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่สำหรับเธอตอนแรกก็อยากเหมือนๆ กัน แต่พอได้เห็นเชฟแพมทำ Chef’s Table ไม่ต้องเปิดร้านก็รุ่งได้เหมือนกัน เธอจึงมองหาอย่างอื่นที่อยากทำ ก็คือการมีโรงงานผลิตอาหารในรูปแบบกึ่งสำเร็จรูป ส่งต่อให้กับผู้บริโภค

“การเปิดร้านอาหารทุกคนมีสิทธิเปิดได้ แต่มายด์ไม่อยากไปแข่งขันตรงนั้น ไม่ใช่ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่มายด์เห็นทางหนึ่งที่คิดว่าไปได้ดีกว่าและไม่ค่อยมีคนทำก็คือการเป็นผู้ผลิตอาหารเอง ตอนนี้มายด์มองถึงการมีโรงงานผลิตอาหาร อนาคตอยากมีและกำลังทำการบ้านเก็บข้อมูลอยู่ค่ะ” ณัชชากล่าว &O5532;

 

พรเทพ กมลวิศิษฎ์ ฝันสร้างชื่อให้ยีนส์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517295

พรเทพ กมลวิศิษฎ์ ฝันสร้างชื่อให้ยีนส์ไทย

เส้นทางชีวิตของจอห์นนี่ – พรเทพ กมลวิศิษฎ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเจ ยีนส์ (ไทยแลนด์) ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ที่เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจยีนส์มากว่า 40 ปี หากเปรียบเทียบกับทายาทนักธุรกิจครอบครัวอื่น อาจเรียกได้ว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากตัวเขาเองจะไม่ได้วางแผนอนาคต ว่าจะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว คุณพ่อก็ไม่เพียงไม่บังคับ หากแต่ยังส่งเสริมให้ลูกชายไปเรียนรู้ในวิชาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยีนส์แม้แต่น้อย เพราะหมายมั่นว่าอยากให้ลูกชายเป็นกำลังสำคัญ ในการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ให้กับครอบครัว แต่สุดท้ายราวกับโชคชะตากำหนด ต่อให้เส้นทางชีวิตจะอ้อมไปสุดทางแค่ไหน ปลายทางก็ยังกลับมาอยู่ที่จุดเดิม

“ผมเลือกเรียนต่อปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม เพราะคุณพ่ออยากให้ผมกลับมาแตกไลน์ธุรกิจของครอบครัวไปสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ พอเรียนจบกลับมา ผมก็เดินตามเส้นทางที่วางไว้ เริ่มไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานจากบริษัทอื่นก่อน แต่ด้วยความที่ช่วงที่ผมเรียนจบกลับมา เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่พอดี ธุรกิจอสังหาฯ ในบ้านเรายุคนั้นเฟื่องฟูมากก็จริง แต่ปัญหาคือดีมานด์ไม่สมดุลกับซัพพลาย ผมมองแล้วว่าอาจไม่ใช่จังหวะที่เหมาะจะลงทุนกับธุรกิจอสังหาฯ ผมเลยกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ถ้าจะเริ่มต้นธุรกิจ น่าจะย้อนกลับมาหาสิ่งที่เรามีเป็นต้นทุนอยู่แล้วมากกว่า นั่นก็คือ ธุรกิจยีนส์”

ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบติดอยู่ในกรอบ เมื่อคิดจะเอาจริงเอาจังกับการสร้างธุรกิจ เขาไม่ได้หวังแค่เข้ามาสานต่อกิจการ แต่วาดภาพใหญ่กว่านั้นว่า ในเมื่อบริษัทของเขามีความพร้อมแทบทุกด้าน ทำไมไม่สร้างแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะนำเข้ายีนส์จากต่างประเทศ นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์บีเจ ยีนส์

“ผมมองว่าการสร้างแบรนด์ของตัวเอง จะทำให้เรามีอิสระในการทำงาน จากแต่ก่อนที่เป็นแบรนด์นำเข้า เวลาจะทำอะไรก็ต้องให้เมืองนอกดูก่อนว่าโอเคมั้ย จะลงทุนอะไร สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้อยู่กับเราเต็มๆ แต่ถ้าเราทำแบรนด์เอง เวลาคิดจะทำอะไรก็ทำได้เลย ลงทุนอะไรไปผลลัพธ์ก็อยู่กับเราเต็มๆ ในเมื่อบริษัทของเรามีทั้งโรงงาน ทักษะการผลิต และแหล่งวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้ว ทำไมจะสร้างแบรนด์ของเราเองไม่ได้

ถึงตอนนั้นคุณพ่อจะไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าธุรกิจนี้ไปได้ เลยตัดสินใจลุยต่อเพื่อพิสูจน์ให้คุณพ่อเห็น ตั้งแบรนด์ขึ้นมาทำยีนส์ขายแข่งกับคุณพ่อเลย โดยใช้โรงงานของคุณพ่อนั่นแหละเป็นที่ผลิต” ผู้บริหารหนุ่มมองย้อนถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มลงมือ ทุกอย่างแทบไม่มีคำว่าง่ายเลย

 

 

จากวันแรกที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์จนถึงวันนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ที่จอห์นนี่และภรรยา (เบน-กัลยานี กมลวิศิษฎ์) ร่วมแรงกันแข็งขัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่คิดเป็นจริงได้ สิ่งที่ทำให้บีเจ ยีนส์ แตกต่างคือ ความใส่ใจในรายละเอียดของทุกคอลเลกชั่น บวกกับความพยายามในการสรรหาผ้า และนวัตกรรมมาใช้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมปรับลุคให้แบรนด์ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิก

“ผมเองชอบแต่งตัวอยู่แล้ว พอมาทำแบรนด์นี้ผมอยากให้แบรนด์สะท้อนตัวตนของผมด้วย เลยใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปพอสมควร หลังจากเปิดตัวบีเจ ยีนส์ ถือว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี และมีการเติบโตมาเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นที่เราชูเรื่องดีไซน์แล้ว เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่ค่อนข้างดุเดือด เราเริ่มนำนวัตกรรมเข้ามา ด้วยความที่เราอยู่ในธุรกิจนี้มานาน รู้จักซัพพลายเออร์เยอะ ทำให้เรามีโอกาสได้ผ้าดีๆ ผ้าที่มีนวัตกรรม ซึ่งบางครั้งเป็นแบบเดียวกับที่แบรนด์ใหญ่ใช้มาใช้เช่นกัน เช่น กางเกงยีนส์ที่รีไซเคิลจากขวดพลาสติก กางเกงยีนส์กันแดด นอกจากนี้เรายังขยายไลน์สินค้าไปยังลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มเด็ก และคนท้อง”

ปัจจุบันบีเจ ยีนส์ มีสาขากระจายอยู่ตามโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศถึง 120 แห่ง แต่นั่นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของผู้บริหารหนุ่ม เพราะเขาไม่เพียงวาดหวังให้แบรนด์เติบโตไปไกลในระดับสากล ยังมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้นให้บีเจ ยีนส์ เป็นหนึ่งในแบรนด์ยีนส์สัญชาติไทย ที่คนไทยนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เพื่อจะพาบีเจ ยีนส์ ไปให้ถึงปลายทางแห่งฝัน

จอห์นนี่เริ่มจากการติดอาวุธ กำจัดจุดอ่อนให้ตัวเองด้วยการไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหาร ณ มหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ เพื่อเสริมความรู้ด้านการทำธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร

“บริษัทของผมก็เหมือนเรือ ผมมีหน้าที่ขับเคลื่อนเรือลำนี้ไปข้างหน้า เมื่อถึงเวลาที่เรือต้องออกจากฝั่ง ใครที่ไม่พร้อม ยังเอาแต่ยืนรออยู่บนฝั่งไม่ขึ้นเรือ ผมคงรอไม่ไหว ต้องออกเรือไป เพราะไม่เช่นนั้นบริษัทของผมก็มีแต่ล้าหลัง พูดแบบนี้ผมไม่ได้หมายความว่า พอผมเข้ามาบริหารแล้ว คนเก่าคนแก่ต้องออกทั้งหมด เพราะผมเองก็ชอบทำงานกับคนที่มีประสบการณ์ เพียงแต่คนเราต้องรู้จักยอมรับการเปลี่ยนแปลง”

 

 

จอห์นนี่ ยังบอกด้วยว่า แม้จะคลุกคลีมากับธุรกิจยีนส์ตั้งแต่เด็ก แต่ขึ้นชื่อว่าธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย ตลาดยีนส์โตขึ้นเรื่อยๆ มีคู่แข่งรายใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้ายังทำธุรกิจแบบเดิมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งธุรกิจก็มีแต่นับถอยหลังรอวันตาย ทางรอดคือ การตั้งเป้าที่ชัดเจนแล้วไปให้ถึง

“เป้าหมายถัดไปของผมจากนี้ คือ การพาบีเจ ยีนส์ ซึ่งยังถือว่าเป็นน้องใหม่มากในวงการยีนส์ออกไปสร้างชื่อในกลุ่มภูมิภาคซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังไม่กล้าฝันไกลถึงขั้นจะพาแบรนด์ไปโตในระดับอาเซียน ตอนนี้เราก็เริ่มไปเปิดตลาดที่เมียนมาบ้างแล้ว” ผู้บริหารหนุ่มบอกเล่าอย่างถ่อมตัว

หลังจากชวนคุยเรื่องหนักๆ มาพักใหญ่ ถือโอกาสนี้ชวนผู้บริหารหนุ่มผ่อนคลาย มาอัพเดทชีวิตส่วนตัวกันบ้าง งานนี้จอห์นนี่ซึ่งตอนนี้เป็นคุณพ่อลูกสองแล้วออกตัวก่อนเลยว่า งานกับครอบครัวต้องแยกให้ชัด ที่สำคัญต้องไม่ลืมแบ่งเวลาไว้ดูแลตัวเองตามสไตล์หนุ่มเฮลตี้ ที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

“ผมทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน เสาร์-อาทิตย์เป็นเวลาพักผ่อน ความสุขของผมคือ การพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัว ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์ไหนที่แบรนด์มีจัดอีเวนต์ตามต่างจังหวัด ก็ต้องไปดู ผมถือเป็นการไปเยี่ยมสาขาไปในตัว

เวลาที่เหลือจากนี้ ผมชอบออกกำลังกาย ผมเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ผมออกกำลังที่ยิมในบ้าน 3-4 วัน/สัปดาห์ จะเล่นตอน 3-4 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ว่างที่สุดของวัน เพราะเสร็จจากการทำงาน และลูกๆ เข้านอนหมดแล้ว” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี 

 

เอ็ดวิน ยัป ฮอว์สัน วิสัยทัศน์คือหัวใจของการบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517093

เอ็ดวิน ยัป ฮอว์สัน วิสัยทัศน์คือหัวใจของการบริหาร

การเป็นผู้บริหารนอกจากต้องมีฝีมือในการบริหารงานแล้ว ยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และ เอ็ดวิน ยัป ฮอว์สัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (ซีเอ็มจี) ก็มีคุณสมบัติเหล่านี้ติดตัวมาอย่างเต็มเปี่ยม

“ผมมารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของซีเอ็มจีตั้งแต่เดือน ก.พ. 2559 โดยมีหน้าที่ดูแลด้านการบริหารจัดการและกำหนดทิศทางของธุรกิจ ซึ่งหมายรวมทั้งการบริหารจัดการทีม การวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ และส่งเสริมการตลาดของทีมให้แข็งแกร่งสร้างยอดขายสินค้าแบรนด์ต่างๆ ในเครือซีเอ็มจีให้มียอดขายมากที่สุด

สำหรับแบรนด์ที่เราดูแลบริหารจัดการนั้น มีทั้งสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งหมดแล้ว 40 กว่าแบรนด์ เนื่องจากซีเอ็มจีเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นในหนึ่งปีสินค้าบางแบรนด์ก็จะมีการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ อยู่เป็นระยะๆ ล่าสุดก็เพิ่งจัดงานเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ของเครื่องสำอางแบรนด์คลาแรงส์ (Clarins) และทรี (Three) ไปหมาดๆ เลยครับ”

เอ็ดวินบอกว่า การเป็นผู้บริหารชายที่ต้องลงมาบริหารจัดการเรื่องเครื่องสำอาง และเสื้อผ้าเครื่องประดับด้วยนั้น ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคสำหรับตัวเขา เนื่องจากเขามีทีมงานที่ดีคอยซัพพอร์ต อีกอย่างสายงานของเขาก็มาจากการตลาดโดยตรง ซึ่งนักการตลาดจะรู้ถึงความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว เขาจึงนำทักษะนี้มาปรับใช้กับการบริหารธุรกิจที่ซีเอ็มจีได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าสินค้านั้นๆ จะเป็นอะไรก็ตาม

 

 

“ก่อนหน้านี้ผมเคยมีประสบการณ์ในการบริหารงานทั้งสายโรงแรมและสายคอนซูเมอร์โปรดักต์ของผู้หญิงมาด้วย ซึ่งสินค้าแต่ละอย่างจะมีการใช้หลักการตลาดที่คล้ายๆ กัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่บอกไปว่าทีมเวิร์กคือสิ่งสำคัญ เนื่องจากสมาชิกในทีมจะสามารถหาข้อมูลที่เจาะลึกหรือข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงลงไปได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร สินค้าแบบไหนที่พวกเขาพึงพอใจ เมื่อมีทีมเวิร์กที่ดีก็ทำให้การทำงานโดยรวมของบริษัทออกมาดีด้วยเช่นกัน

ต้องบอกว่าสินค้าแต่ละแบรนด์ก็จะมีตลาดหรือกลุ่มลูกค้าหลักที่แตกต่างกันไป อย่างเครื่องสำอางก็จะมีลูกค้าตั้งแต่ระดับแมส ไปจนถึงลูกค้าระดับไฮเอนด์ ซึ่งซีเอ็มจีจะขึ้นชื่อในเรื่องแบรนด์สินค้าที่หลากหลาย ซึ่งแยกแยะไปตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากเครื่องสำอางแล้ว ก็ยังมีเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ถือว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในเมืองไทยได้มากที่สุด

ถ้าพูดถึงกลยุทธ์ในการทำให้สินค้าแต่ละแบรนด์เข้าถึงลูกค้า หรือมีคนรู้จักให้มากที่สุดนั้น สิ่งแรกเลยก็คือ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก ต่อมาก็ต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าว่า แต่ละแบรนด์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร แบรนด์นั้นมีข้อดีและโดดเด่นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าเราสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอให้กับพวกเขาอยู่เสมอ”

เอ็ดวินเสริมว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ต้องรู้ให้แน่ชัดว่าลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่นั้นชอบอะไร เมื่อรู้แล้วซีเอ็มจีก็จะนำสิ่งนั้นมานำเสนอให้กับลูกค้า โดยผ่านการรีเสิร์ชทั้งด้านคุณภาพและนวัตกรรมของสินค้านั้นๆ ก่อนนำมาจำหน่ายเสมอ พร้อมทั้งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์จากพนักงานขายไป สู่ลูกค้าโดยตรงอีกด้วย

“ผมเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทต่างๆ ทั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์มาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นธุรกิจคนละประเภทกับซีเอ็มจีเลย และก่อนที่จะมาบริหารงานที่ซีเอ็มจี ผมยังเคยเป็นผู้บริหารซึ่งมีหน้าที่ในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจให้กับบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) อยู่หลายปี ซึ่งก็เป็นคอนซูเมอร์โปรดักต์เช่นกัน ผมจึงเรียนรู้ธรรมชาติของคนไทยได้ดีพอสมควร ทำให้รู้วิธีบริหารจัดการในเรื่องสินค้าได้ตรงความต้องการของลูกค้าชาวไทยจริงๆ

แม้ปัจจุบันด้วยภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวอยู่สักหน่อย ผู้บริโภคจึงอาจจะระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่พวกเขาใช้กันมากขึ้น ดังนั้นซีเอ็มจีจึงต้องใช้กลยุทธ์ในการติดต่อ สื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและเลือกซื้อสินค้าและบริการของเรา โดยใช้สื่อยุคใหม่อย่างเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และไลน์ เข้ามาช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น สำหรับในส่วนของโฆษณา ปัจจุบันนี้เราพยายามจะเปลี่ยนจากระบบออฟไลน์ที่เคยมี มาเป็นระบบออนไลน์ให้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งช่องทางทั้งหมดที่สามารถช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้แต่อย่างใด”

เอ็ดวินเสริมว่า วิธีการเลือกแบรนด์สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยหรือเลือกมาทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จในเมืองไทยนั้น เคล็ดลับก็คือการเลือกแบรนด์ที่มีคุณภาพดีที่สุดจากทั่วโลกในทุก Category ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมที่สุด

“หลักในการเลือกแบรนด์ของซีเอ็มจีก็คือ คุณภาพของสินค้านั้นต้องดีจริง หรือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ผู้คนรู้จักกว้างขวาง แบรนด์นั้นต้องมีนวัตกรรมเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดี ซึ่งหลักในการทำงานประจำใจของเราก็คือ ต้องมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา แล้วลูกค้าของเราจะสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง

อย่างที่บอก ว่าเราจะมีการเปิดตัวสินค้าที่เป็นไอคอนนิกแบรนด์อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งแบรนด์ที่เป็นแมสด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องสำอาง เพราะเป็นการแสดงถึงความไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ในการทำธุรกิจ เราจึงนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา

ผมมองว่า ตลาดเครื่องสำอางในเมืองไทยยังไปได้สวย ตราบใดที่ผู้หญิงยังต้องการความงามและความมั่นใจอยู่ แต่ด้วยความที่ตลาดเครื่องสำอางนั้นมีการแข่งขันกันสูงมาก แต่ละแบรนด์จึงต้องงัดกลยุทธ์หรือเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ทั่วถึง และแชร์ส่วนแบ่งในตลาดให้ได้มากที่สุด

ยิ่งยุคนี้เป็นยุคเกิดใหม่ของโลคัลแบรนด์ด้วยแล้ว การทำการตลาดจึงต้องดูทิศทางรอบด้าน เพราะนอกจากต้องแข่งกับตัวเองแล้ว เรายังต้องแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ หรือเจ้าของธุรกิจรายย่อยไปด้วย ฉะนั้นผมจึงมองว่าตลาดเครื่องสำอางในเมืองไทยยังคงไปได้สวย”

เอ็ดวินเสริมว่า การที่เมืองไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีโลคัลแบรนด์ออกมาสู่ตลาดบ่อยๆ เขามองว่ามันเป็นโอกาสหนึ่งในการแข่งขันทางด้านธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการสร้างสีสันให้กับธุรกิจจำหน่ายสินค้าบิวตี้ได้เป็นอย่างดี

“ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่า อยากจะหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการบริหารงานเพื่อทำให้ซีเอ็มจีเป็นผู้นำทางด้านการจำหน่ายสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์อันดับต้นๆ ให้ได้ ถึงแม้ตอนนี้เราจะมีธุรกิจที่เข้มแข็ง แต่ก็ยังถือว่าเรายังต้องก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งให้ได้ทั้งสองกลุ่ม พูดง่ายๆ ว่าเราอยากจะเข้าไปสัมผัสให้ถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเลยละ เพราะเรามีสินค้าทุกประเภทที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน ซีเอ็มจีถือว่ามีลูกค้าพรีเมียมอยู่เยอะพอสมควร ในอนาคตเราอยากจะขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่ตลาดแมสให้มากขึ้นไปอีก เพราะอย่างที่ทราบว่าตลาดแมสเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ดังนั้นจุดมุ่งหมายในอนาคตของผมก็คือ อยากทำให้ซีเอ็มจีเป็นที่รู้จักให้มากขึ้นยิ่งไปกว่านี้ โดยจะเน้นในเรื่องของนวัตกรรมสินค้าและบริการทุกอย่างให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะได้เห็นกันเร็วที่สุดก็ช่วงสิ้นปี 2017 นี้ แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนครับ”

เอ็ดวินทิ้งท้ายว่า เขาทำงานสัปดาห์ละเกือบ 7 วัน ถ้ามีเวลาว่างในช่วงวันหยุด ส่วนใหญ่เขาจะพักผ่อน ออกกำลังกาย และจะไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ถ้ามีโอกาสลาพักร้อนนานๆ เขาจะชอบเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก แล้วตอนนี้ในฐานะที่เขาอยู่เมืองไทย เขาก็จะชอบเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่สวยๆ ในเมืองไทย บางช่วงก็อาจจะบินกลับไปที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาบ้าง หรือไม่ก็บินไปเยี่ยมภรรยาที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอด้วย

 

ทรงยศ สุขมากอนันต์ คนทำงานสำคัญที่ทัศนคติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516883

ทรงยศ สุขมากอนันต์ คนทำงานสำคัญที่ทัศนคติ

ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ขึ้นชื่อเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ที่ทำผลงานเกี่ยวกับวัยรุ่น และได้รับการตอบรับที่ดี

จากจุดแจ้งเกิด เป็น 1 ใน 6 ผู้กำกับภาพยนตร์แฟนฉัน หากเวลาก็เดินมา 10 กว่าปีแล้ว ทั้ง 6 คนต่างมีเส้นทางของตัวเอง

ปัจจุบัน ทรงยศ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารบริษัท นาดาว บางกอก มีผลงานหลายอย่าง ตั้งแต่ซีรี่ส์ Stay ซากะฉันจะคิดถึงเธอ Hormones วัยว้าวุ่น ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต Bodyslam นั่งเล่น ภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน ห้าแพร่ง ตอน Backpacker ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น และเด็กหอ

“ผมพยายามเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อาจเพราะขี้เบื่อ พอเบื่อจะไม่มีแพสชั่น ยิ่งทำงานโปรดักชั่นมันเหนื่อย ถ้าไม่มีแพสชั่นมันจะยิ่งยาก ต้องให้มีสิ่งใหม่ๆ กับชีวิต จะได้มีแรงบันดาลใจ แต่พอเราไม่เคยทำเราก็จะกลัวแล้วไม่มั่นใจคือมันมีเส้นบางๆ อยู่ระหว่างความกลัวกับความมั่นใจ เพราะพอผมกลัวจะยิ่งทำเยอะขึ้น ทำการบ้านหนัก ให้เวลากับมันเยอะขึ้น ไม่ชอบทำอะไรที่มั่นใจมากๆ เมื่อเรามั่นใจมาก ทำงานชิลได้ ก็จะเกิดความรู้สึกเบื่อ”

โลกของกีฬา ชีวิตของวัยรุ่น

ผลงานล่าสุดที่กำลังออกอากาศอยู่คือโปรดิวเซอร์โปรเจกต์ เอส เดอะ ซีรี่ส์ (Project S The Series) ซีรี่ส์วัยรุ่นที่ก้าวข้ามพ้นวัยในมุมมองที่เข้มข้นกับ 4 กีฬา วอลเลย์บอล แบดมินตัน สเกตบอร์ด และยิงธนู

เขาอยู่เบื้องหลัง ผลักดันและเปิดโอกาสให้กับ 4 ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ซีรี่ส์ Hormones วัยว้าวุ่น ได้ขึ้นมาเขียนบทและกำกับการแสดง“ย้อนไปตอนทำฮอร์โมน เนื้อหาแรงและตรง เราใช้เวลาในการอธิบาย ก็มีคนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วโปรเจกต์นี้ผมอยากผลักดันน้องๆ (เสือ-พิชย จรัสบุญประชา, บอส-นฤเบศ กูโน, พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ และกุ๊ก-ธนีดา หาญทวีวัฒนา) ได้เขียน ได้กำกับ เติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ เลยให้ทำโปรเจกต์ที่ง่ายกว่า คอนเทนต์ที่โพสิทีฟ

เลือกทำซีรี่ส์กีฬา เพราะตอนเด็กเคยดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นนั้นเป็นแรงบันดาลใจเรา แล้วเราไม่ค่อยเห็นซีรี่ส์ไทยที่เล่าภาพกีฬาจริงๆ เห็นแค่แบ็กกราวด์

เราเริ่มต้นจากโจทย์นี้ แต่อยากพูดประเด็นอะไร เพราะสุดท้ายมันต้องมีเรื่องตัวละคร มนุษย์ ความสัมพันธ์ เราไม่สามารถเล่าเรื่องกีฬา การแข่งขันแห้งๆ ถ้ามันไม่มีการสัมพันธ์ การเรียนรู้ เติบโต มันไม่ใช่แค่สปอร์ต มันต้องมีสปิริตด้วย

สปิริตคือน้ำใจนักกีฬาในการแข่งขัน คนดูเรื่องนี้ไม่ใช่นักกีฬา แต่สามารถอะแดปสปิริตนักกีฬามาใช้ในชีวิตจริงได้บ้าง เช่น ดูกีฬาโอลิมปิก ตอนแรกโดนนำแต่สุดท้ายพลิกมาชนะได้ แสดงให้เห็นว่าตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้เรายังสู้ต่อมันมีโอกาสที่จะชนะ วันนี้เรายังทำอะไรไม่สำเร็จเรื่องอะไรก็ตาม ถ้ายังไม่หมดเวลาเรายังมีโอกาสชนะ นี่คือสปิริต ถ้าซีรี่ส์จะพูดมันควรจะเชื่อมโยงให้คนดูเข้าไปได้ด้วย”

เรื่องการนำเสนออาการป่วยไข้อย่างโรคออทิซึม โรคซึมเศร้า เข้าไปในซีรี่ส์ 2 เรื่อง คือ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ กับ SOS Skate ซึม ซ่าส์ นั้น

“บอสอยากเล่าเรื่องแบดมินตันที่เล่นหน้าบ้านได้ ครอบครัวเล่นด้วยกันได้ ก็พัฒนาบทพูดเรื่องคนที่มีคาแรกเตอร์พิเศษ ก็ไปค้นพบว่าเขาสนใจคนมีภาวะออทิซึม มันเป็นเรื่องที่รีเสิร์ชก็เจอทีละอย่าง ก็นำพาเรื่องไป

สำหรับเรื่องโรคซึมเศร้า เราเขียนบทกันตั้งแต่โรคนี้ยังไม่ถูกพูดถึงบ่อยขนาดนี้ ซึ่งซีรี่ส์ออกอากาศจังหวะนี้พอดี (ทุกวันเสาร์ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25)

พัฒนาบทจากสเกตบอร์ดจะเล่ามันให้อยู่บนตัวละครแบบไหนให้น่าสนใจ พัฒน์เลยค้นเจอคนมีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้า คนเหล่านี้มีทัศนคติไม่เข้มแข็ง แต่พอลงไปทำความเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องทัศนคติ เป็นเรื่องสารเคมีในร่างกาย

แล้วนำมาเชื่อมโยงกับสเกตบอร์ดที่ผู้ใหญ่มองว่ามันเป็นกีฬาจริงๆ หรือเป็นสิ่งที่วัยรุ่นมั่วสุมกัน แต่สเกตบอร์ดพอขึ้นไปยืนมันมีความอิสระ รู้สึกฮอร์โมนในร่างกายมันหลั่ง คนเป็นโรคซึมเศร้าฮอร์โมนในสมองไม่สมดุล กีฬาอย่างนี้อาจจะเยียวยาโรคซึมเศร้าบางคนได้ จนถูกจับมาเชื่อมโยง”

ทั้ง 4 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่ากีฬาสามารถพัฒนา ปรับปรุงพฤติกรรมและทัศนคติของมนุษย์ได้ “อย่างเรื่อง Spike วอลเลย์บอล เสือสนใจกีฬาประเภททีม เหมือนสปิริตเล่นทีม ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เขาอยากเล่าเรื่องทีมวอลเลย์บอล แต่สมาชิกไม่ยอมรับกันเลยทำให้ทีมมีปัญหา

มีมุมหนึ่งที่เสืออยากพูด คนไทยมักมองว่านักวอลเลย์บอลมักเป็นตุ๊ด เกย์ เขาจึงนำเสนอนักวอลเลย์บอลชายแท้ ซึ่งในชีวิตจริงก็ผู้ชายแท้ๆ เยอะไปหมด อยากแก้แอดติจูดนี้ ที่คนมองผู้ชายเล่นวอลเลย์บอลว่าไม่ใช่ผู้ชาย

เรื่องสุดท้าย Shoot, I Love You เป็นผู้กำกับหญิงคนเดียว กุ๊กไม่เล่นกีฬา บางทีคนไม่ได้เล่นกีฬาอาจมีมุมมองที่น่าสนใจก็ได้ ถ้าเขาเลือกเล่นกีฬาเขาจะเลือกเล่นอะไร

แล้วกุ๊กสนใจยิงธนู เขารู้สึกว่าไม่ต้องออกแรงเยอะ บางคนเล่นกีฬากลัวเหนื่อย ขี้เกียจ แต่พอไปรีเสิร์ชค้นพบว่าจริงๆ ยิงธนูใช้แรงเยอะมากเลย ใช้ร่างกาย กล้ามเนื้อ สมาธิต้องนิ่งก่อนจะปล่อยออกไป เหมือนการควบคุมหายใจ เขาได้ค้นพบว่าการยิงธนูคือการควบคุมสมาธิ สติ มันน่าสนใจ จึงเอามาเล่าผ่านวัยรุ่น 4 คน ที่เรียนรู้เติบโตไปกับกีฬานี้”

สิ่งที่ ทรงยศ คาดหวังกับโปรเจกต์ เอส เดอะ ซีรี่ส์ “ถ้าผู้ชมอินกับตัวละครได้ เราถือว่าประสบความสำเร็จ ถ้าผู้ชมผูกพัน เอาใจช่วย เรียนรู้ ละครเราประสบความสำเร็จ แต่โปรเจกต์ เอส เราคาดหวังไกลกว่านั้น ถ้าคนอยากเล่นกีฬา หรือดูแล้วรู้สึกเล่นกีฬาแล้วเท่ อยากเป็นนักกีฬา ดูแล้วอยากออกมาเล่นกีฬามากกว่าเล่นเกม อันนั้นเป็นผลพลอยได้ที่อยากได้

เหมือนตอนที่ผมเด็กๆ ทีมญี่ปุ่นไม่ได้เก่งฟุตบอลเลย แต่เขามีการ์ตูนกัปตันซึบาสะ ที่สร้างชาติ เขาอยากให้คนญี่ปุ่นพัฒนาอะไร เขาจะสร้างเรื่องในการ์ตูน จะปลูกฝังกับเยาวชนรุ่นใหม่ คนของเขาได้เสพงานก็จะเติบโตมามีสิ่งเหล่านั้นอยู่กับตัว หลังจากยุคนั้นคนญี่ปุ่นก็เก่งฟุตบอลขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเป็นทีมเอเชียติดฟุตบอลโลก”

ละครสะท้อนสังคม (ดีๆ) ก็มี

เป็นกระแสขึ้นมาว่า ซีรี่ส์จากค่ายนาดาว บางกอก เปลี่ยนแปลงวงการละครโทรทัศน์ไทย ซึ่ง ทรงยศ ชี้แจงว่า “ตอนเราทำซีรี่ส์ไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงวงการ เรายังเด็กน้อยมาก แต่เราทำงานอะไรก็ตาม เราจะใส่ทัศนคติของเราลงไป

เรามีแอดติจูดเรื่องนี้ยังไง อย่างฮอร์โมน กว่าจะผ่านปัญหาวัยรุ่นเราจะต้องเข้าใจกันก่อน ดูตั้งแต่ปัญหาของครอบครัว ด้วยแอดติจูดของเราแบบนี้ เราเลยทำฮอร์โมนออกมา ซึ่งเราก็คิดว่าผู้ใหญ่จะเข้าใจเราไหม แต่จริงๆ ผู้ใหญ่ในสังคมไทยเปิดกว้างกว่าที่เราคิด เขาเข้าใจเราว่าทำสิ่งนี้ดังนั้นเวลาเราทำงานจะให้ผู้กำกับ คนเขียนบท ใส่แอดติจูดของเขาอย่างเต็มที่”

สำหรับคำว่าละครสะท้อนสังคม ทรงยศ มีมุมมองที่ห่วงการใช้คำนี้ “ละครสะท้อนสังคม พอเล่าเรื่องแรงๆ ก็ใช้คำว่าละครสะท้อนสังคม ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าละครสะท้อนสังคมเหมือนคำแซะ เพราะละครที่เล่าเรื่องดีๆ ตรงๆ สะท้อนดีๆ ก็มีจริง ไม่อยากให้เอาไปบิดเบือนเข้าใจผิด

สุดท้ายผมยังเชื่อว่าแอดติจูดของคนทำงาน ที่เรามีทัศนคติ เราพูดผ่านงานของเรา เชื่อว่าถ้าคนทำงานมีทัศนคติอะไรจะออกมาในงานของเขา ละครสามารถทำให้คนดูได้เรียนรู้และเติบโตไปกับมันได้

ผมทำฮอร์โมนเราก็ทำจากเจตนาที่ดี อยากทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจวัยรุ่น ซึ่งตรงนี้เราก็ได้เรียนรู้ผิดถูกไปกับมัน คือในพาร์ตหนึ่งเราให้ไผ่ต่อยตี สไปรท์มีอะไรกับผู้ชายหลายคน เราได้เรียนรู้มันเป็นดาบสองคม ที่เด็กวัยรุ่นเอาไปเป็นตัวอย่างเลียนแบบพอทำฮอร์โมน ซีซั่น 2 เราระวังมากขึ้น อย่างการสูบบุหรี่ เราพูดถึงแค่ตอนพ่อหมอกเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ ทำให้หมอกเลิกสูบบุหรี่ พอมาถึงฮอร์โมน ซีซั่น 3 ไม่มีตัวละครสูบบุหรี่

ในฐานะคนทำสื่อเราก็เรียนรู้ไปด้วย ไม่ใช่การทำงานของเราจะไม่มีผิดพลาด แต่เมื่อพลาดเรายอมรับและแก้ไข”

เมื่อมีทัศนคติและแรงบันดาลใจในการทำงานแบบนี้ผลงานที่จะได้เห็นทางหน้าจอโทรทัศน์หรือผลงานภาพยนตร์จากฝีมือ ทรงยศ สุขมากอนันต์ จึงมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เราจะได้เห็นมิติใหม่ๆ ของคน โดยเฉพาะวัยรุ่น ที่ผู้กำกับคนนี้ให้ความสนใจ

เพราะวัยรุ่นเชื่อมโยงกับคนทุกวัย โยงใยถึงรากฐานครอบครัว และสังคมที่หล่อหลอม ผลักดันเข้าอย่างซึมลึกไปสู่จุดหนึ่ง และเราในบทบาทผู้ชมก็จะได้เรียนรู้เติบโตไปกับตัวละครที่เขานำมาสื่อสาร ตามแต่สิ่งที่เขาเลือกอยากจะบอก และคิดเห็นกับเรื่องเหล่านั้นเยี่ยงไร

 

ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ นางเอกสายบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516723

ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ นางเอกสายบุญ

เนย-ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ เจ้าของรางวัลไทยซูเปอร์โมเดล 2015 และนางเอกละครเรื่อง นักรบตาปิศาจ ทางช่อง 7 สี ที่เพิ่งออนแอร์จบไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา และอีกหนึ่งเรื่องรอออนแอร์ซึ่งจะเริ่มวันพุธและพฤหัสบดีที่ 27-28 ก.ย.นี้เป็นต้นไป แฟนละครช่อง 7 และเนย ปภาดา รอชมได้เลย

การก้าวขึ้นเป็นนางเอกคลื่นลูกใหม่ของช่อง 7 สีกับละคร นักรบตาปิศาจ เรื่องแรกของเนยนั้น ถือเป็นการก้าวเดินในเส้นทางที่เธอใฝ่ฝันไว้เร็วมาก เพราะเธอไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้ ถือว่าเซอร์ไพรส์และท้าทายความสามารถของเธออย่างยิ่ง ว่านับจากนี้ไปจะเข้าไปอยู่กลางใจแฟนละครได้เร็วแค่ไหน 

สำหรับเส้นทางของเนยก่อนมาเป็นนักแสดง และประเดิมด้วยบทนางเอกเรื่องนักรบตาปิศาจนั้น เริ่มต้นจากการเลือกศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการละคร เอกการแสดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะชื่นชอบด้านการแสดงและมีความใฝ่ฝันว่าอยากเข้าสู่วงการบันเทิง

จากนั้นเข้าสู่การประกวดไทยซูเปอร์โมเดล 2015 หวังกรุยทางสู่การเป็นนักแสดงของ 7 สี ปรากฏว่าสิ่งที่เธอฝันเริ่มเฉิดฉายชัด เมื่อสามารถคว้าตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2015 มาครอง และนั่นก็นำมาสู่การเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 7 สี และก็ได้งานละครให้ทันที ด้วยเรื่องละอองดาวเป็นเรื่องแรก (รอออนแอร์) ตามด้วย นักรบตาปิศาจ ที่เพิ่งออนแอร์จบไป

“ดีใจค่ะ ที่ได้ทำงานตามความฝันที่อยากทำ เนยรักในการแสดง แต่ไม่คิดว่าโอกาสแบบนี้จะมาถึงเนยเร็ว ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้เนยมาถึงจุดนี้ได้ และขอบคุณช่อง 7 สี ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสเนยได้แสดงความสามารถ ก็จะตั้งใจทำหน้าที่ให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุดค่ะ” นางเอกคลื่นรุ่นใหม่ กล่าว

หากย้อนดูชีวิตของไทยซูเปอร์โมเดล 2015 เจ้าของส่วนสูง 170 ซม. ตั้งแต่เด็กถึงปัจจุบัน กล้าพูดได้เลยว่าเธอเป็น “คนวัด” ชอบเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรม และรักการสวดมนต์ โดยทำเป็นนิจศีลกับครอบครัว ว่ากันว่าในการประกวดไทยซูเปอร์โมเดล 2015 ในวันตัดสินก่อนขึ้นเวทีประกวดเธอสวดมนต์ด้วย

“เนยสวดมนต์ก่อนขึ้นเวทีประกวด คือไม่ได้หวังอำนาจบันดาลให้ได้ตำแหน่งนะคะ แต่การสวดมนต์เป็นสิ่งที่เนยทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันจนเคยชิน ก็เห็นว่าก่อนขึ้นเวทีพอมีเวลาอยู่ ก็เลยสวดแต่ไม่ได้ออกเสียงดัง พอสวดจบรู้สึกว่าช่วยปรับอารมณ์ความตื่นเต้นและความประหม่าลง ใจกลับมานิ่งขึ้น” ปภาดา กล่าว

หันมาบทสวดมนต์ที่เนยสวดประจำ คือ บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย มีด้วยกัน 3 บท คือบทพุทธคุณ (ขึ้นต้น อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต ฯลฯ) บทธัมมคุณ (ขึ้นต้น สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ฯลฯ) และบทสังฆคุณ (ขึ้นต้น สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ฯลฯ) รวมถึงบทถวายพระ (พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ฯลฯ) ซึ่งต่อเนื่องจากบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย  

 

 

 

“บทสวดเหล่านี้เนยสวดได้ค่ะ และวันที่ขึ้นเวทีในวันตัดสินก็สวดบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ไม่ยาวมาก 3 นาทีเศษๆ ก็จบ เป็นบทสวดประจำก่อนออกจากบ้านไปทำงาน บางทีก็สวดก่อนเข้านอน ขึ้นกับเวลา แต่วันหนึ่งต้องได้สวดมนต์ ถ้าวันไหนมีเวลามากไม่ได้ไปทำงานอยู่บ้านวันนั้นจะสวดยาว ใช้บทสวดทำวัตรเย็นเลย ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วนั่งสมาธิจบด้วยการแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ เจ้ากรรมนายเวร”      

เนย เล่าว่า ชอบปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ เพราะพ่อกับแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ด้วยการพาเข้าวัดทำบุญในวันสำคัญไม่เคยขาด และเวลาที่วัดจัดงานบุญต่างๆ เช่น งานปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาว งานบวชสามเณรภาคฤดูร้อน งานบวชถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสต่างๆ ถ้าเป็นงานปฏิบัติธรรมก็เข้าร่วมปฏิบัติพร้อมกับคุณแม่ทุกครั้ง ถ้าเป็นงานบวชก็ช่วยขวนขวาย เช่น ต้อนรับแขกที่มาวัด เป็นต้น

“ไปวัดแล้วมีความสุข ชอบ สนุกดีค่ะ บางงานไปเป็นจิตอาสา บางครั้งก็เข้าร่วมปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ฟังเทศน์ ส่วนตัวชอบฟังเทศน์เพลินดี ฟังแล้วนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ทุกครั้งที่ฟังนำกลับมาทบทวนและเตือนสติตัวเองตลอด อยากบอกว่าวิธีฟังธรรมไม่ให้เบื่อ คือ คิดตามในสิ่งที่พระเทศน์ค่ะ เรียกว่าเป็นการประมวลผลตลอดค่ะ อย่างนี้ไม่เบื่อแน่นอน” เนย เล่าถึงการเข้าวัดของเธอ

ปัจจุบันเนยชอบไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถานของแม่ชีศันสนีย์ ล่าสุดไปปฏิบัติ 2 คืน 3 วัน เธอบอกว่า เป็นสถานที่สะดวกและสัปปายะ ไม่ต้องเดินทางไกล ไปมาสะดวก อีกอย่างที่อยู่ไม่ไกลจากเสถียรธรรมสถาน แต่ถ้าสมัยที่ยังไม่เข้ากรุงเทพฯ ก็จะไปปฏิบัติที่วัดป่าบ้านคอกหมูที่บ้านเกิด (จ.นครราชสีมา) ถ้าทำบุญส่วนตัวไปวัดสัมพันธวงศ์เพราะเป็นลูกศิษย์ของพระพรหมเมธี

“เดือนหนึ่งเนยจะหาโอกาสไปทำบุญถวายสังฆทานปล่อยปลาประมาณ 3 ครั้ง บางทีก็เลือกไปธรรมสถานต่างๆ เช่น หอจดหมายเหตุพุทธทาส ไปอ่านหนังสือ นั่งฟังบรรยายธรรม พูดคุยแลกเปลี่ยนธรรมะกับคนอื่นที่มาในสถานที่ เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยมิตรไมตรีธรรม”

เนย ยอมรับว่า ชีวิตที่อยู่คลุกคลีกับธรรมมาตลอด ได้เปลี่ยนตัวเธอเยอะมาก จากคนที่ค่อนข้างใจร้อน พูดไว ปากไว ไม่พอใจก็พูด แต่พอมาปฏิบัติ ฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิบ่อยๆ ทำให้มีสติมากขึ้น และก่อนทำก่อนพูดก็จะคิดให้ดีก่อนเสมอ เรียกว่าละเอียดอ่อนขึ้น

 

‘เอาเด็กปกติมาแลกก็ไม่ยอม’ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล สายชิล ปั้นลูกออทิสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516552

‘เอาเด็กปกติมาแลกก็ไม่ยอม’ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล สายชิล ปั้นลูกออทิสติก

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความแข็งแกร่งของ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล วัย 42 ปี เปล่งประกายออกมาจากแววตาและน้ำเสียง ระหว่างบทสนทนาเนื้อหาชีวิตตลอด 17 ปี ที่มีลูกชายเป็นออทิสติก น้องเทย์เลอร์-ณัฐธัญ ธรรมกิจ หนุ่มอารมณ์ดีผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขผ่านเสียงเปียโน

แม่ต่ายหรือที่หลายคนรู้จักในนามเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “แม่ต่ายสายชิล ปั้นลูกออทิสติก” เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีลูกเป็นเด็กออทิสติก พร้อมบอกเล่าแง่คิดของการเลี้ยงเด็กพิเศษ และแบ่งปันมุมมองที่สวยงามในชีวิตให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย

ทว่าก่อนถึงวันนี้ ก่อนเธอจะกลายเป็นแม่ต่ายสายชิลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหตุการณ์มากมายและสภาพจิตใจที่ท้าทายทำให้เธอเคยสะบักสะบอมจนไม่อาจยอมรับความจริง

ความจริง

 

แม่ต่าย เล่าว่า คลอดน้องเทย์เลอร์ตอนอายุ 26 ปี กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในราว 7 ปีต่อมา แต่เริ่มสงสัยว่าลูกชายมีพฤติกรรมไม่เหมือนเด็กทั่วไปตอนน้องอายุ 3 ขวบ ด้วยความซุกซนที่มากเหลือเกิน แต่ก็ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าลูกผิดปกติ เพราะน้องมีภาษาพูดที่ดี คือ สามารถพูดเป็นคำได้ตั้งแต่อายุ 10 เดือนครึ่ง และสามารถท่องพยัญชนะไทยครบ 44 ตัวอักษรได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ จนย่างสู่ปีที่ 7 หรือช่วงประถมฯ 1 ที่เด็กควรอยู่ในระเบียบวินัย แต่น้องมักวิ่งออกนอกห้อง ไม่ยอมอยู่ในห้องเรียน ประกอบกับคำพูดที่มักพูดเป็นคำๆ เป็นวลี และไม่สามารถเรียงประโยคให้สมบูรณ์และถูกต้องได้ ด้วยพฤติกรรมและคำพูดจึงทำให้แม่ต่ายตัดสินใจพาลูกชายไปหาหมอ

“ตกใจและช็อกมาก เพราะสมัยก่อนคำว่า ออทิสติก เป็นอะไรที่ใหม่ เคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร” แม่ต่ายเล่าถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินจากคุณหมอครั้งแรก “แม่เลยตั้งรับไม่ทัน กึ่งๆ ปฏิเสธ ไม่อยากเชื่อหมอว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับลูกของเรา เพราะลูกเราพูดได้ ก็แค่เป็นเด็กที่ซนไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่พอนานวันเข้ามันเริ่มไม่ใช่แล้ว เพราะถ้าไม่แก้ไขและยอมรับมันสักที ลูกเราคงไม่ดีขึ้น แม่เลยเริ่มศึกษา เริ่มเรียนรู้ จากที่เรารู้สึกว่าลูกของเราก็น่ารักดีนะ กลายเป็นว่าถ้าเราไม่พัฒนา ไม่แก้ไขอะไร วันหนึ่งที่ลูกเราโตไปเขาจะไม่ใช่เด็กที่
น่ารัก แต่จะกลายเป็นภาพที่ไม่น่าดูแล้ว”

ความรู้สึกของการยอมรับนั้นย่อมต้องใช้เวลา โดยเธอต้องค่อยๆ ก้าวผ่านแต่ละขั้นแต่ละตอนของชีวิตมากว่าจะถึงวันนี้ แม่ต่ายกล่าวต่อว่า กว่าจะพบความรู้สึกที่ยอมรับได้หมดหัวใจ มันใช้เวลายาวนานมาก สำหรับเธอแล้ว เธอไม่ได้โทษใคร และไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจ แต่เธอรู้สึกว่านี่เป็นภาระที่หนักอึ้ง

“คนเราทุกคนเกิดมาแล้วมีลูก จุดมุ่งหมายของชีวิตคนนั้นจะอยู่ที่ลูก แต่สำหรับลูกเรา เราต้องเลี้ยงลูกยังไง ต่อไปจะเป็นยังไง อนาคตลูกเราจะอยู่ได้ไหม ทั้งหมดมันเลยกลายเป็นความกังวล ซึ่งเราแบกไว้ทั้งหมด รับอยู่คนเดียว”

อย่างไรก็ตาม การก้าวผ่านความรู้สึกและจิตใจไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้นอกจากตัวเอง ซึ่งกว่าจะมาถึงวันที่เธอพูดได้เต็มปากว่า “ยอมรับน้องเทย์เลอร์ ยอมรับคำว่าออทิสติก และยอมรับความเป็นลูกของแม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” จิตใจและความรู้สึกของแม่ต่ายก็ถูกทำให้สะบักสะบอมมาแล้ว

ก้าวผ่าน

 

ความเครียดและความกังวลเป็นศัตรูตัวร้ายที่บั่นทอนจิตใจแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งสิ่งที่ทำให้เธอตั้งหลักรับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา ไม่ได้มีเพียงจิตแพทย์ ยาคลายเครียด หรือการบอกเล่าให้คนรอบตัวฟัง แต่คือการหันไปมองลูกชาย ผู้เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ทำให้เธอมีกำลังกายและกำลังใจสู้ต่อไปเพื่อลูก

ข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ออทิสติก คือ ความผิดปกติที่พบได้ในเด็กตั้งแต่ในช่วงก่อนวัยเรียน (3 ขวบ) เกิดจากการทำงานผิดปกติของหลายๆ ระบบในร่างกายที่เกิดร่วมกัน ส่งผลให้การรับรู้ การแสดงออกทางอารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กผิดปกติไปจากเด็กอื่นทั่วไป โดยภาพรวมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเด็กออทิสติกในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปอย่างชัดเจนได้ว่าความผิดปกติที่พบในแต่ละระบบนั้นมีความเชื่อมโยงกันในระดับใด แต่จากการศึกษาของหลายสถาบันมีความเห็นใกล้เคียงกันว่า กลไกของการเกิดโรคที่สำคัญนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองบางส่วนทำงานน้อยหรือไม่ทำงาน

ปัจจุบันน้องเทย์เลอร์พบจิตแพทย์เป็นประจำ และรับประทานยาเพื่อปรับอารมณ์ควบคู่กันไปตามอายุและน้ำหนัก ส่วนในเรื่องพัฒนาการจะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองเป็นหลักที่ต้องฝึกพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ แต่บางอย่างที่ผู้ปกครองไม่สามารถฝึกเองได้ก็ต้องพึ่งพานักกิจกรรมบำบัดเข้ามาช่วย

นอกจากนี้ แม่ต่ายได้เห็นแววความสามารถด้านดนตรีของลูกมาตั้งแต่ 8 ขวบ เธอจึงส่งเสริมให้ลูกเรียนเปียโน เปลี่ยนครูมาก็หลายคน จนเจอ “ครูตั้ม” ครูที่สอนให้น้องเทย์เลอร์เล่นเปียโนเป็นเพลงได้จริงๆ

“ครอบครัวที่มีลูกเป็นออทิสติกจะเป็นแบบนี้ คือ ต้องหาโรงเรียน หาคุณครูที่ใช่สำหรับลูกเราให้เจอ เพราะเด็กออทิสติกจะไม่เหมือนกันเลยสักคนเดียว ซึ่งสำหรับเทย์เลอร์ก็คิดว่าดนตรีเป็นทางที่ลูกชอบ เขาชอบเล่นเปียโน ชอบร้องเพลง เล่นกีตาร์ และเขาสามารถอยู่กับอะไรที่เป็นเสียงดนตรีได้นาน เพราะเป็นสิ่งที่เขาอยากทำ”

ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ เวลา 10.30-12.00 น. และ 13.00-14.30 น. น้องเทย์เลอร์จะไปบรรเลงเปียโนให้ทุกคนฟังที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นเวทีให้ลูกชายได้แสดงความสามารถ รวมถึงเมื่อไม่นานมานี้ แม่ต่ายเพิ่งได้รับข่าวดีจากกองประกวด ออทิสติก ทาเลนต์ กาล่า 2560 (Autistic Talent Gala 2017) คัดเลือกให้น้องเทย์เลอร์เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงคนเดียวเข้าประกวดในโครงการระดับนานาชาติของปีนี้

เช่นเดียวกับโรงเรียนที่แม่ลูกคู่นี้ต่างลองแล้วลองเล่าเพื่อหาโรงเรียนที่เหมาะสมและเข้าใจลูกชายจริงๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงชั้นมัธยมปลาย ในตอนนี้แม่ต่ายเจอโรงเรียนที่ไว้วางใจที่สุดแล้ว ณ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ที่มีการเรียนการสอนเพื่อเน้นเสริมสร้างทักษะชีวิต ฝึกอาชีพ ควบคู่ไปกับวิชาการสำหรับเด็กออทิสติก โดยคุณครูที่มีประสบการณ์สอนและดูแลเด็กพิเศษโดยเฉพาะอย่างไรก็ตาม โรงเรียนอีกเช่นเดียวกันที่ทำให้หัวใจของแม่เกือบแตกสลาย เพราะเหตุการณ์ที่ลูกหายตัวไปนานกว่า 5 ชม.

ความเจ็บปวด

 

แม่ต่ายเล่าเหตุการณ์วันนั้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า เธอได้พาลูกชายไปปรับพฤติกรรมที่สถาบันแห่งหนึ่ง โดยวันแรกที่เปิดเรียนก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันเพราะลูกชายหายตัวออกไปจากโรงเรียนโดยไม่มีใครเห็น

ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้รู้สาเหตุอย่างเดียวว่า น้องเทย์เลอร์ได้ขึ้นแท็กซี่ที่มาจอดส่งผู้ปกครองไปคนเดียว โดยในเวลา 10 โมงเช้าที่แม่ต่ายรับสายจากคุณครูที่โรงเรียน ความรู้สึกเศร้าทั้งหมดก็ถาโถมเข้าทำร้ายเธอ

“เป็นวันที่แม่ช็อกที่สุดแล้วตั้งแต่เลี้ยงเทย์เลอร์มา จนถึงวันนี้เหตุการณ์นั้นก็เป็นเรื่องที่ช็อกที่สุด” เธอสารภาพ และเล่าต่อว่า หนทางตามหาน้องในวันนั้นได้แกะรอยเส้นทางจากโรงเรียนกลับบ้าน เพราะแม่มั่นใจว่าลูกชายบอกทางกลับบ้านถูก คุณครูผู้ชายจึงขี่มอเตอร์ไซค์แบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง ตระเวนหารถแท็กซี่สีชมพูเหมือนที่เห็นในกล้องวงจรปิด (แต่ไม่ทราบเลขทะเบียนรถ) จนกระทั่งท้ายสุดคุณครูก็หาน้องเทย์เลอร์พบในแท็กซี่สีชมพู แต่เป็นคนละคัน!

“หลังจากวันนั้น เราแม่ลูกมาคุยกันทีหลังว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์วันนั้นเทย์เลอร์กลับบ้านยังไง เขาบอกว่าตอนนั่งแท็กซี่ออกมาจากโรงเรียน ถูกคนขับให้ลงตรงจุดที่ 1 จากนั้นไม่มีแท็กซี่คันไหนว่างเลย เลยเดินจากจุดที่ 1 ไปไกลพอสมควรและข้ามถนนไปจุดที่ 2 ขึ้นแท็กซี่สีฟ้า หลังจากวิ่งไปได้สักพัก คนขับให้ลงอีก เทย์เลอร์เลยเดินจากจุดที่ 3 ไปเรียกแท็กซี่คันที่ 3 ซึ่งโชคดีมากที่เป็นแท็กซี่สีชมพู เพราะครูที่ตามหาจะมองแต่แท็กซี่สีชมพู และสรุปว่าเส้นทางของแท็กซี่ทั้ง 3 คัน ก็เป็นเส้นทางกลับบ้านจริงๆ แต่ยังไม่ถึงบ้านเพราะแท็กซี่ไม่ยอมไป บวกกับรถติด จนกระทั่งคุณครูไปเจอบนรถ กลายเป็นว่าวันนั้นทั้งวัน 4-5 ชั่วโมงที่เทย์เลอร์หายไป มือไม้แม่สั่นไปหมด ทำอะไรไม่ถูก และช็อกที่สุดในชีวิตแล้ว”

บุคลิกอย่างหนึ่งที่แม่ต่ายเป็นห่วง คือ ความไม่นิ่งของลูกชาย ดังนั้นแม้ว่าเธอจะพาลูกออกไปข้างนอกบ่อย แต่เธอไม่เคยปล่อยให้คลาดสายตา

อนาคต

 

ปัจจุบันคนไทยรู้จักคำว่า ออทิสติก มากขึ้นและยอมรับมากขึ้น ทั้งจากสื่อ ซีรี่ส์ ภาพยนตร์ ที่พยายามสร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ รวมถึงครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกในบ้านที่จำเป็นต้องยอมรับและฝึกพัฒนาการให้เด็กออทิสติกสามารถช่วยเหลือตัวเอง และเป็นภาระผู้อื่นให้น้อยที่สุด หากเกิดความเข้าใจเหล่านี้ได้ สังคมและโลกจะน่าอยู่ขึ้นอีกมาก

“ครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกต้องยอมรับ อย่าอายสังคม เพราะยิ่งปกปิดเด็กไว้ในบ้าน คนที่ทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือเด็กและคนในครอบครัว รวมถึงการฝึกเด็กออทิสติกตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้เขามีพัฒนาการเร็ว ซึ่งจะทำให้เขาไม่เป็นโรคซึมเศร้า เข้าสังคมได้ดี และสามารถเอาตัวรอดได้” แม่ต่าย กล่าวเพิ่มเติม

คำถามที่แม่ต่ายได้ยินบ่อย อย่างการวางแผนอนาคตของลูกชายจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเธอจะตอบเช่นเดิมว่า เธอหวังให้ลูกชายอยู่ได้โดยเป็นภาระกับผู้อื่นให้น้อยที่สุด และดูแลตัวเองได้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้น้องเทย์เลอร์สามารถทำได้แล้ว เพียงแต่การควบคุมตัวเองที่ยังน้อย เนื่องจากมีภาวะความเป็นเด็กอยู่มาก

“แม่ให้วัคซีนเขาไว้เยอะแล้ว ถ้าลูกอยู่ในสภาวการณ์ที่ลำบาก แม่คิดว่าลูกจะเอาตัวรอดได้ แต่จุดที่ยังเป็นห่วงอยู่ คือ เขาไม่ทันคน ไม่ทันเล่ย์เหลี่ยมของคนในสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลที่แม่ยังปล่อยเขาไม่ได้” ทั้งนี้ การเลี้ยงเด็กออทิสติกคนหนึ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะเด็กต้องพบแพทย์ กินยา เข้ารับการฝึกต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวต้องสนับสนุน

“ถามว่าครอบครัวเราน่าสงสารไหม ก็น่าสงสารนะ แต่เราจะมองให้เป็นทุกข์ทำไม” แม่ต่ายกล่าวต่อ “อย่างเนื้อหาในเพจ แม่จะไม่เขียนเรื่องดราม่าเลย เพราะอยากนำเสนอแต่มุมบวก แต่กว่าจะมาเป็นแม่ต่ายสายชิลอย่างวันนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ถ้าให้เล่าเหตุการณ์หรือเขียนเพจแบบนี้ในอดีต แม่ก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนั้นแม่ยังสับสน ยังกังวล เหนื่อยกับชีวิต เหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อยกาย แต่แม่ก็ไม่เคยคิดที่จะจากไปไหน ด้วยความเป็นแม่เราจะทิ้งลูกไปไหนไม่ได้ เขาเหลือเราคนเดียว ทำให้เราต้องสู้ไปด้วยกัน”

ขณะเดียวกัน น้องเทย์เลอร์ยังทำให้ผู้ใหญ่อย่างเธอเห็นว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและหาได้ง่ายมาก “แม่เรียนรู้จากการเลี้ยงเทย์เลอร์มาเยอะ เขาค่อยๆ ให้บทเรียนชีวิตกับเรา ให้เราได้ปลดล็อกไปทีละอย่างๆ จนตอนนี้แม่กลายเป็นคนมีความสุขง่ายขึ้นและสุขแบบเรียบง่าย ปล่อยวางง่ายขึ้น คาดหวังน้อยลง ต่อจากนี้แม้ว่าชีวิตยังต้องเจอกับเหตุการณ์อีกมากมาย เราก็จะผ่านไปได้ด้วยดี”

เพจเฟซบุ๊ก “แม่ต่ายสายชิล ปั้นลูกออทิสติก” ต้องการสื่อให้คนทั่วไปได้เห็นว่า เด็กออทิสติกไม่น่ารังเกียจ ไม่น่ากลัว และมีความสามารถหากได้รับการฝึกฝนและพัฒนาให้ถูกทาง ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการกำลังใจหรือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เรื่องราวของแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติกอาจเป็นคำตอบให้คนธรรมดา

 

นันทวัลย์ ศกุนตนาค ภารกิจส่งเสริมข้าวหอมมะลิในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516393

นันทวัลย์ ศกุนตนาค ภารกิจส่งเสริมข้าวหอมมะลิในไทย

 โดย โยธิน อยู่จงดี ภาพ : วีระวงศ์ วงศ์ปรีดี

 หลายสิบปีมาแล้วที่คนไทยได้แต่พูดกันว่า “เมืองไทยเราเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดในโลก” แต่ไฉนเราจึงไม่มีโอกาสบริโภคข้าวที่มีคุณภาพเหมือนข้าวที่ขายส่งออกบ้าง

วันนี้คำตัดพ้อจากความรู้สึกน้อยใจเล็กๆ จะเริ่มลดน้อยลง เพราะกรมการค้าภายในภายใต้การนำของ นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ริเริ่มปรับคุณภาพการค้าข้าวหอมมะลิภายในประเทศ ให้มีคุณภาพเทียบเท่าเกรดส่งออก ด้วยการออกสัญลักษณ์ตรารับรอง “รูปพนมมือ” การันตีคุณภาพโดยกระทรวงพาณิชย์

นันทวัลย์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า

“มีที่มาจากเสียงของประชาชนที่บอกว่าทำไมของดีเราถึงไปส่งออกหมด แล้วข้าวในประเทศไม่เห็นจะมีคนดูแลเลย ก็เลยเกิดขึ้นความคิดที่ใช้เครื่องหมายนี้ เป็นตัวรับรองคุณภาพให้ผู้บริโภคในประเทศ ถ้ามองหาเครื่องหมายนี้ข้าวถุงทั้งหมดจะเป็นคุณภาพเดียวกับข้าวที่ส่งออก ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับเครื่องหมายนี้จะเป็นตัวรับประกันได้ว่าข้าวถุงหอมมะลินั้น เป็นข้าวถุงที่มีคุณภาพเกรดเดียวกับที่ใช้ส่งออก

 “ข้าวหอมของโครงการนั้น เป็นข้าวหอมที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการสุ่มตรวจของกรมการค้าภายใน สีข้าวมาอย่างมีคุณภาพ ไม่มีสิ่งเจือปน แล้วก็ได้เปอร์เซ็นต์ของการเป็นข้าวหอมมะลิที่ต้องได้มาตรฐาน ทั้งสายพันธุ์ ขนาดเมล็ด ต้องเต็ม ไม่มีแตกหักเกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่มีระบบมาตรฐานสุขอนามัย ได้แก่ GMP หรือ HACCP หรือ ISO มีการข้าวหอมมะลิที่ได้มาตรฐานทั้งกายภาพและทางเคมีอย่างถูกต้อง ในสัดส่วนที่มีมากกว่าร้อยละ 92 เปอร์เซ็นต์ต่อถุง

“มีการกำกับดูแลคุณภาพข้าวหอมมะลิบรรจุถุงรูปพนมมืออย่างเข้มงวด โดยสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาตรวจสอบคุณภาพเป็นประจำทุกเดือน หากตรวจสอบพบว่าคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน จะมีบทลงโทษตั้งแต่ตัก

ตือน พักใช้หนังสืออนุญาต จนไปถึงเพิกถอนใบอนุญาต ถ้าเกิดมาที่กรมการค้าภายในวันที่คณะกรรมการตรวจข้าวก็จะได้กลิ่นข้าวหอมมะลิหอมฟุ้งไปทั่วแถวๆ นั้น เวลามาทำงานถ้าได้กลิ่นหอมข้าวลอยขึ้นมา ก็รู้ได้เลยว่าวันนั้นจะต้องมีการตรวจข้าวกันแน่ๆ เพราะว่าเป็นหน้าที่ของกรมการค้าภายในคือ ต้องตรวจสอบคุณภาพของสินค้าให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อให้เป็นธรรมแก่ผู้บริโภคให้มากที่สุด”

สำหรับเครื่องหมาย รูปพนมมือ นั้นมีการใช้ตั้งแต่ประมาณปี 2516 เป็นมาตรฐานรับรองคุณภาพของกระทรวงพาณิชย์จนถึงปัจจุบัน มาถึงการรับรองคุณภาพของข้าวหอมมะลิจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นสีทอง ถ้ามีรูปบวกด้วยก็แสดงว่าเป็นข้าวหอมมะลิเกรดคัดพิเศษชั้นดีเยี่ยม ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิที่ใช้ส่งออกอย่างแน่นอน

 อย่างไรก็ดี การกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ รูปพนมมือ นั้นไม่ได้เพียงแค่เป็นการรับรองข้าวหอมมะลิถุงที่มีคุณภาพ แต่ยังมีการกำหนดมาตรฐานโรงสีข้าวของไทยควบคู่ไปด้วย ทำให้โรงสีที่ต้องการรับใบรับรองต้องพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการผลิต เพื่อให้แข่งขันกับผู้ผลิตอื่นๆ ในตลาดได้

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานรูปพนมมือแล้วในทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 142 ราย ภายใต้เครื่องหมายการค้าจำนวน 216 เครื่องหมายการค้า โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับอนุญาตประเภทมาตรฐานดีพิเศษ แล้วจำนวน 2 ราย จำนวน 6 เครื่องหมายการค้า

อธิบดีกรมการค้าภายในขยายความต่อว่า ต้องกำหนดมาตรฐานของโรงสี เพราะว่าโรงสีเป็นตัวสำคัญในการที่จะสีข้าวออกมาได้มีคุณภาพ จึงทำโครงการโรงสีติดดาว โดมมีระดับเป็นโรงสีดาวทอง และโรงสีดาวเงิน ซึ่งช่วยยกระดับโรงสีข้าวทั้งในแง่การทำข้าวคุณภาพ และเป็นแหล่งรับซื้อข้าวที่ชาวนาจะเข้ามาขายด้วยขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม

โดยต้องมีเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้นข้าว ที่มีมาตรฐาน มีเครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าว เครื่องกะเทาะเปลือก เครื่องสีวัดกรัมข้าว/เปอร์เซ็นต์ข้าว เครื่องวัดสิ่งเจือปน และไม่เอาเปรียบเกษตรกร และให้ความเป็นธรรมในการซื้อขาย อย่างเป็นธรรมให้กับชาวนา ให้พวกเขาขายข้าวได้ราคาตามคุณภาพไม่มีการกดราคาข้าว เป็นการยกระดับคุณภาพของโรงสีข้าวและสร้างมาตรฐานการขายข้าวให้กับชาวนาไปในตัว

 “พูดถึงราคาขายข้าวในท้องตลาด บางช่วงราคาข้าวสูง บางช่วงราคาข้าวตกต่ำ การช่วยเหลือเกษตรกรในมุมมองของกรมการค้าภายในนั้น ต้องอธิบายว่าในมุมมองของผู้บริโภคหรือคนไทยเอง ก็ไม่อยากจะซื้อข้าวในราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็ต้องการขายข้าวให้ได้ในราคาสูง

“ดังนั้นก็ต้องถั่วเฉลี่ยกันว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร แล้วก็สำหรับผู้บริโภคนั้นอยู่ตรงจุดไหน แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องมองในภาพรวมของการขายข้าวในประเทศก่อนว่าประเทศไทยเรานั้นมีกำลังการผลิตข้าวที่ค่อนข้างสูงส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งผลผลิตที่ผลิตได้ในประเทศราวครึ่งหนึ่งจะต้องถูกนำไปส่งออกเพื่อขายให้ได้ในราคาที่สูงกว่าในประเทศ และก็แข่งขันกับผู้ผลิตข้าวในตลาดโลก อีกครึ่งหนึ่งเป็นการซื้อขายข้าวบริโภคกันภายในประเทศ ซึ่งการที่แบ่งข้าวในเกรดของการส่งออกกับเกรดของการบริโภคภายในประเทศ จึงเกิดปัญหาในเรื่องของการเหลื่อมล้ำทางด้านคุณภาพของข้าวและราคาข้าวขึ้นมา

“เราต้องตระหนักว่าราคาข้าวทั้งหมดมีราคาตลาดโลกอยู่ และเราไม่ใช่ผู้ขายคนเดียวในโลกนี้ที่จะกำหนดราคาข้าวได้เอง ประเทศเพื่อนบ้านก็สามารถปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้ใกล้เคียงกับเรา ที่นี่การจะบอกว่าต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรที่จะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การที่เราจะลุกขึ้นมาบอกว่ากำหนดราคาข้าว ด้วยการเอาต้นทุนของเกษตรกรบวกกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่ามีราคาในตลาดโลกแข่งขันกันอยู่ ต้องดูราคาแข่งขันในตลาดโลกเป็นที่ตั้งด้วยไม่ใช่ว่าใครจะมากำหนดราคาเป็นเท่าไรก็ได้

“บางคนสมัยก่อนบอกว่าก็ทำไมผู้ผลิตไม่เก็บเป็นไซโลหรือทำเหมือนกับน้ำมัน อยากจะบอกว่าข้าวเก็บนานมากไม่ได้เหมือนน้ำมัน ยิ่งเก็บก็ยิ่งเสื่อมราคาก็ยิ่งตกแล้วทุก 3 เดือน ก็จะมีข้าวชุดใหม่ออกมาอีก เพราะว่าเราปลูกได้มากในระยะเวลาสั้น ดังนั้น ข้าวที่เก็บก็จะมีราคาตกลงไปเรื่อยๆ ตามอายุขัยของการเก็บ การเก็บข้าวในสต๊อกเพื่อพยุงราคาจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องสำหรับการช่วยเหลือในด้านราคาของเกษตรกรอย่างแน่นอน”

แต่อย่างไรก็ดี นันทวัลย์ อธิบายต่อว่าทางรัฐบาลก็มีความห่วงใยในเรื่องของปัญหาเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลออกข้าวหอมมะลินั้นรัฐบาลจะจับตาดูมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ผลักดันให้ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม แล้วก็เป็นธรรมทั้งเกษตรกรแล้วก็ผู้บริโภค

 อย่างแรกก็คือเรื่องของการให้เงินกู้ แล้วก็ให้ความรู้ในด้านการเก็บสต๊อกข้าวหอมมะลิอย่าให้ปล่อยข้าวสู่ตลาดมากเกินไป จนเกิดราคาปัญหาราคาข้าวตกต่ำ มีการให้เงินกู้ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ของราคาข้าวในตลาดโดยใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาดีตามการคาดการณ์มีชาวนาสามารถไถ่ถอนได้เกือบหมด

“ตอนนี้ข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพนั้นจัดว่าอยู่ในขั้นดีมาก อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเราควรรับประทานข้าวไทย มีความเชื่อเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่งว่าถ้าไม่อยากอ้วนก็ให้ลดแป้ง เน้นรับประทานกับข้าว แต่อันที่จริงแล้วเมื่อเราดูปริมาณแคลอรีที่ได้จากข้าวถ้วยละ 80 แคลอรี เทียบกับกับข้าวที่ให้พลังงานหลายร้อยแคลอรีนั้นดูแล้วน่าจะอ้วนจากกับข้าวที่เรารับประทานมากกว่า

“ก็อยากจะเน้นให้ทุกคนมาบริโภคข้าวไทยกันให้มากขึ้น แล้วก็มองในแง่ของความเป็นจริงในหลายๆ ด้านว่าการบริโภคอย่างข้าวอย่างเหมาะสมนั้นจะต้องทำเช่นไร เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคข้าวกันให้มากขึ้น เพื่อเศรษฐกิจภายในประเทศของเราก็จะได้ดีขึ้น โดยเครื่องหมายรูปพนมมือเอง ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการรับรองว่าผู้บริโภคจะได้ข้างหอมมะลิที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศอย่างแน่นอน

“หลังจากนี้ในขั้นต่อไปของข้าวหอมมะลิ เพียงแค่สอดส่องดูแลให้มีการให้มีการรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อให้ข้าวมีกลิ่นที่หอมมากขึ้น เพราะว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการค้นคว้าวิจัยออกมาว่าข้าวหอมมะลิ หากมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะให้ข้าวหอมมะลิที่มีกลิ่นหอมมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องคำนึงถึงปริมาณข้าวที่ออกมาในแต่ละปีด้วยว่า มีปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาดมีปริมาณที่เพียงพอด้วยหรือไม่”

นันทวัลย์ ฝากทิ้งท้ายต่อว่า นอกจากข้าวหอมมะลิแล้วในตลาดการค้าข้าว ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการในตลาดก็คือข้าวจีไอ หรือข้าวที่ปลูกได้ในเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งต้องปลูกเฉพาะพื้นที่นี้เท่านั้น ถึงจะมีคุณภาพเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นโดยตรง

“เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ข้าวที่ไปจดทะเบียนกับอียู เป็นข้าวที่คุณภาพนั้นผูกติดอยู่กับพื้นที่ในการผลิต หากต้องการรับประทานข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาต้องผลิตจากถ้องถิ่นนี้เท่านั้นถึงจะมีคุณภาพ สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่นนั้นโดยตรง เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชท้องถิ่นที่มีการเจริญเติบโตมีลักษณะที่เหมาะสมต่อภูมิประเทศของเขาแล้ว ก็ทำให้ได้สินค้าเข้าออกมามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นแล้วก็ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรก็จะดีขึ้น ผู้บริโภคก็จะได้รับประทานข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

 

สาวิตรี ถาวรสุข อาชีพเชฟสร้างความมั่นคงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 14:00 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516225

สาวิตรี ถาวรสุข อาชีพเชฟสร้างความมั่นคงได้

เธอมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับสุดยอดเชฟหญิงที่ประวัติไม่ธรรมดา ทั้งเคยคว้ารางวัล Asia’s Youth Hope Cooking Competition 2011 และรองชนะเลิศการแข่งขันระดับเวิลด์คัพ ชิงถ้วย The Young Talent Trophy ที่จัดขึ้นในงาน The Great Escoffier International Competition 2012 ที่ประเทศฝรั่งเศส

เพิ่งเรียนจบและรอรับปริญญาในปีหน้า กิฟ-สาวิตรี ถาวรสุข ว่าที่บัณทิตใหม่จากวิทยาลัยดุสิตธานี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการครัว และศิลปะการประกอบอาหาร ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเชฟของทีม เชฟแพม-พิชยา อุทารธรรม (หนึ่งในคณะกรรมการรายการท็อปเชฟไทยแลนด์) ในการทำ The Table by Chef Pam

กิฟ บอกว่า พี่สาวเธอเรียนนิติศาสตร์ พี่ชายเรียนเศรษฐศาสตร์ ส่วนคุณพ่ออยากให้เธอเรียนบัญชี แต่เลือกเรียนด้านการทำอาหาร ทั้งที่ในการตัดสินใจเรียนนั้นก็ยังไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ ว่าการทำอาหารคือสิ่งที่ชอบจริงหรือเปล่า หรือจะอยู่กับอาหารไปได้ตลอดหรือไม่

“กิฟว่าคนที่มาเรียนทางด้านนี้ ส่วนใหญ่เขาสนใจด้านอาหารอยู่แล้ว แต่กิฟตอนนั้นยังไม่มั่นใจ ค่อนข้างกังวลอยู่ แต่ตัดสินใจเรียนเพราะเป็นคณะบริหารธุรกิจ ก็มองเป็นแผนสำรองไว้ ถ้าการทำอาหารไม่ใช่แนวทางของเราก็สามารถไปสายอื่นที่เป็นบริหารได้ แต่พอเรียนไปสักพัก ก็รู้สึกว่าชอบและอยู่กับมันได้ ทั้งมั่นใจว่าอาชีพนี้แหละสามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิต”

กับโอกาสที่ได้มาร่วมงานกับเชฟแพม เธอเล่าว่า รู้จักเชฟแพมจากการแนะนำของเชฟคนหนึ่ง ในงานการกุศล ที่เธอได้ไปเป็นเชฟอาสาช่วยงาน ต่อมาจึงรู้ว่าเชฟแพมทำ Chef’s Table และเป็นความโชคดีที่เชฟแพมกำลังหาผู้ช่วยเชฟอยู่พอดี

“กิฟทำงานกับพี่แพมตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยดุสิตธานี ทำมาปีกว่าแล้วค่ะ แต่มาทำเต็มตัวได้ประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพราะเพิ่งเรียนจบ ในช่วงแรกๆ พี่แพมจะรับงานน้อย สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง กิฟกับเพื่อนก็จะมาช่วยตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงสามสี่ทุ่ม แต่หลังๆ มานี้พี่แพมงานชุกลูกค้าจองเข้ามาเยอะ สัปดาห์ละ 4-5 วัน”

กิฟ บอกว่า เธอโชคดีมากที่ได้มาทำงานกับเชฟแพม เพราะได้เรียนรู้การทำงาน เรียนรู้เทคนิค ตลอดจนวัตถุดิบใหม่ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วย

“พี่แพมใจดีมาก ไม่เคยว่าเลย เวลาทำผิดพี่แพมจะใช้คำว่า โอเคไม่เป็นไร ทำไหม่ เริ่มใหม่ ช่วงที่มาช่วยแรกๆ กิฟผิดพลาดบ่อย แต่พี่แพมไม่เคยว่า ไม่เคยโมโห ก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร พี่แพมเก่งในเรื่องการวางแผนมาก เป็นระบบขั้นตอนเสมอ ทำให้การทำงานง่ายและสำเร็จด้วยดี ถ้าเกิดปัญหาพี่เขาจะเข้ามาช่วยแก้ ไม่มีการตำหนิ ทำให้รู้สึกว่าการได้ทำงานกับพี่แพมเป็นความโชคดีของกิฟมากๆ”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต กิฟมองถึงการเปิดร้านอาหารที่ไม่ใหญ่มาก ในสไตล์ของเธอเอง ซึ่งก็คือร้านอาหารเล็กๆ อารมณ์แบบเดอะเทเบิ้ล ซึ่งคุณพ่อของเธอก็อยากให้เปิดด้วย

“การเปิดร้านอาหารเป็นเรื่องอนาคตคงอีกนานอยู่ แต่ตอนนี้มีความสุขกับการทำงาน อยากอยู่กับพี่แพมไปก่อน พี่แพมสอนให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน แต่ถ้าวันหนึ่งถึงจุดอิ่มตัว หรือต้องการไปหาประสบการณ์ใหม่ก็อยากไปอเมริกา เพราะเมื่อก่อนเคยแพลนว่าจะไปอเมริกาสักปีสองปี” ผู้ช่วยเชฟแพมกล่าว &O5532;