จักรวาลจัดสรร เป็นแค่ปัญญาแบบดอกไม้ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/510042

จักรวาลจัดสรร เป็นแค่ปัญญาแบบดอกไม้ไฟ

โดย…ราช รามัญ

เรื่องของการอธิษฐานจิตนี่ คนไทยคุ้นเคยมาก ถ้าหากพูดกันแบบภาษาโลก การอธิษฐานจิตย่อมไม่ต่างไปจากการตั้งเป้าหมาย นี่คือความหมายที่ถูกต้อง แต่ในปัจจุบันการอธิษฐานจิตกลับตรงกันข้าม กลายเป็นเรื่องของการร้องขอ ขอให้ท่านช่วยดลบันดาล เป็นต้น

พระมหาโพธิสัตว์ตั้งจิตอธิษฐานแล้วลงมือปฏิบัติเพื่อให้สำเร็จมรรคผล ได้พบสัจธรรมอันยิ่ง ไม่ว่าเราจะอธิษฐานจิตอย่างไร สุดท้ายก็ต้องมีการลงมือทำ เพราะถ้าไม่ทำไม่มีทางที่จะสำเร็จลงได้แบบมีใครมาดลบันดาลให้

แต่วันนี้มีคนกลุ่มหนึ่งมาพูดเรื่องของพลังจักรวาล โดยสอนผู้คนให้คิดและพูดในสิ่งที่ดีที่ตนเองอยากได้ ตลอดทั้งพูดเน้นย้ำไปว่า เดี๋ยวจักรวาลจะจัดสรรให้ เดี๋ยวจักรวาลจะทำงานให้กับเราเอง

นี่เป็นการสอนที่แนะนำให้ผู้คนที่มีสัมมาทิฐิ กลายเป็นมิจฉาทิฐิโดยไม่รู้ตัว คนที่สอนนั้นก็ได้สร้างบาปสร้างกรรมให้กับผู้อื่นโดยเจตนาแบบขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโลก คนในสังคมเสี้ยวหนึ่งได้ไปหลงเชื่ออย่างน่าใจหาย เพราะทุกอย่างที่สอนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ตนเองมีความอยากได้ มีการอ้างกันว่าเป็นแนวคิดความเชื่อแบบทางตะวันตก

เมื่อผมได้มีโอกาสสนทนากับนักเขียน Best Seller ระดับแสนเล่มของเมืองไทยอย่าง จันท์ เสวิกุล ผู้ที่เคยอยู่ในอเมริกามายาวนานและคลุกคลีกับนักธุรกิจในอเมริกาที่เป็นเชื้อสายยิวและอื่นๆ มากมาย เขาได้เขียนหนังสือโลกเป็นของอเมริกาแต่การค้าเป็นของยิว ที่ขายดีระดับ Best Seller ในปัจจุบัน

เขาพูดถึงแนวคิดแบบนี้ว่า “มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่เราจะแค่พูดในสิ่งที่ดี คิดในสิ่งที่ดี ร้องขอในสิ่งที่ดี โดยที่เราลงมือทำเพียงเล็กน้อยแล้วจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อทั้งสิ้นในแนวคิดแบบนี้ เพราะชาวตะวันตกเองจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เชื่อเรื่องแบบนี้กันทุกคน เป็นเพียงแค่ความเชื่อ เหมือนบ้านเราที่บางคนเชื่อในเรื่องของทรงเจ้าเข้าผี นอกจากการที่มาสอนบอกว่าให้เชื่อเรื่องของพลังจักรวาลนี้ หาตรรกะอะไรมารองรับเกือบไม่ได้ เพราะพลังงานสนามแม่เหล็กทั้งที่ดึงดูดซึ่งกันและกันของจักรวาลนั้นเขาทำหน้าที่เพียงแค่ตรงจุดนั้นในการยึดเกี่ยวเกาะดาวนพเคราะห์ต่างๆ เอาไว้ จะส่งพลังงานอะไรมาถึงดาวโลกนี่น่าจะเป็นเพียงแค่ความเชื่อสำหรับกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่า ต้องเข้าใจว่าความเชื่อกับความจริงนั้นต่างกัน

แต่ในทางพุทธของเรานี่ชัดเจน อธิษฐานจิต (ตั้งเป้าหมาย) ลงมือทำปฏิบัติ แล้วผลจะออกมา”

เหตุผลของการนิยมพลังจักรวาล ก็เพราะว่าต้องการหาทางลัดเพื่อให้ทำอะไรสำเร็จง่าย โดยไม่พึงอาศัยความวิริยะอุตสาหะ แล้วก็มีการหลอกสมอง หรือหลอกความคิดตัวเองต่อไปอีกว่า ฉันคิดดี พูดดี แล้วเดี๋ยวจักรวาลก็จัดสรรให้ แนวคิดแบบนี้ถ้าเผยแผ่ไปกันมากๆ จะทำให้คนเข้าใจตรรกะของชีวิตผิดเพี้ยนไปหมด

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ จิตรกรชื่อดัง เคยมีคลิปออกมาเผยแผ่ทางโซเชียลมีเดีย มีใจความรวมว่า “อยากสำเร็จจะต้องทุ่มเท และทำให้มากกว่าคนอื่น โลกนี้ไม่มีใครมาประทานอะไรให้ใครได้ ทุกคนต้องทำ คนที่มันสำเร็จ มันมีใครคอยบันดาลช่วยหรือไง ไม่มี…เขาลงมือทำกันเองทั้งนั้น”

เพราะมนุษย์เราทุกวันนี้ไม่ค่อยสนใจในคำที่เรียกว่า คุณค่า ความมีคุณค่าในตัวเองไม่ค่อยสนใจ แต่ไปสนใจในเรื่องและคำว่า มูลค่า มากกว่า มันจึงอยากได้ อยากมี และอยากเป็น เพราะไปหลงคำว่า รวย ซึ่งเป็นเพียงเปลือกของคำว่า ความสำเร็จ

พลังจักรวาล จึงเป็นเป็นเพียงสสาร หรือมวลสาร อย่างหนึ่งที่ถูกแอบอ้างหยิบยกเอามาประโลมใจคนที่ต้องการทางลัด ต้องการสิ่งที่ตนเองปรารถนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ มันก็คือ ดอกไม้ไฟ ไม่ใช่เป็นปัญญาแท้ ที่มีหลักการและตรรกะอันถูกต้องตามความเป็นจริง

พระพุทธเจ้า ทรงชี้และสอนปัญญาแท้ให้เราเสมอ ในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเรื่องความสำเร็จในการใช้ชีวิต หรือแม้แต่เรื่องของการปฏิบัติธรรม เพียงแต่เราไปมองข้ามแล้วไปให้ค่านิยมกับใครบางคนมาก เพราะว่าเคยอยู่ต่างประเทศมา และเป็นการอยู่ในต่างประเทศที่อยู่ในระบอบสังคมเล็กๆ ที่มุมคิดและความเชื่อที่ไม่เป็นตรรกะตามความเป็นจริง

ดังนั้น เรื่องของพลังจักรวาล มันเป็นเรื่องที่หยิบยกอ้างมาเพื่อให้มีน้ำหนัก เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการปลอบประโลมใจ แต่ทว่าให้คุณให้โทษอะไรจริงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะไม่มีหลักวิชาการอะไรใดๆ ในโลกนี้ที่จะเข้ามารองรับได้ว่า ความเชื่อนี้ผ่านการวิจัยและมันมีอยู่จริง อีกทั้งเป็นเพียงแค่ทฤษฎีความเชื่อใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มาก่อน 2,000 ปี

ส่วนใครที่ไปเคลิ้มหรือศึกษาเรื่องของพลังจักรวาลแบบจัดสรรให้นั้น แค่ศึกษาไม่เป็นไร แต่ถ้าน้อมใจเชื่อไปเมื่อไหร่ ว่า สิ่งเหล่านั้นช่วยดลบันดาลและจัดสรรให้ได้ ถือได้ว่ากำลังตกไปอยู่ในกลุ่มของปัญญาดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการดำเนินชีวิตและการใช้ชีวิตตามความเป็นจริง…อาการเพ้อจะค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้นเป็นลำดับกระทั่งอาจจะคุยกับคนทั่วไปไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง

 

เข้าใจเสียใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508699

เข้าใจเสียใหม่

โดย…สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

เชื่อไหมทุกวันนี้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจเรื่องของสังฆทานอย่างถูกต้อง

บางคนแค่เห็นถังเหลือง ซึ่งข้างในบรรจุของกินของใช้ เช่น ข้าวสาร สบู่ ยาสีฟัน ปลากระป๋อง ไม้จิ้มฟัน ผงซักฟอก ทิชชู่ อะไรต่อมิอะไรก็เรียกว่า “ถังสังฆทาน” กันแล้ว เรียกกันจนติดปากทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะนำไปถวายใคร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “คนไทยเราเข้าใจเรื่องสังฆทานผิดเพี้ยนไปกันใหญ่”

ปัจจุบัน “ถังเหลือง” เป็นตัวอย่างของความเข้าใจในสังฆทานที่ผิดเพี้ยนของชาวพุทธหลายต่อหลายคน เช่น เข้าใจว่าการถวายสังฆทานต้องมีถังเหลือง ถ้าไม่มีถังเหลืองไม่เป็นสังฆทาน หรือเอาถังเหลืองไปถวายพระก็เป็นสังฆทานทันที หรือขนาดเจาะจงถวายรูปนั้นรูปนี้ก็บอกว่าเป็นสังฆทาน

ความเข้าใจอย่างนี้แหละ ที่อาจารย์ทองย้อยบอกว่าเป็นความเข้าใจสังฆทานที่ผิดเพี้ยน

ท่านยังบอกอีกว่า ที่หนักกว่านั้นวัดต่างๆ ได้จัดสถานที่สำหรับถวายสังฆทานเป็นกิจจะลักษณะ จัดชุดสังฆทานไว้บริการพร้อม แต่พระไม่ได้ช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ชาวพุทธเลย ว่าการถวายสังฆทานคืออะไร คงปล่อยให้คนที่ไม่เข้าใจยังคงเข้าใจผิดอยู่อย่างนั้น

“เวลานี้การถวายสังฆทานกำลังเพี้ยนไปอีกขั้น นั่นคือพระเป็นผู้กล่าวนำถวาย โดยอ้างว่าผู้ถวายกล่าวถวายเองไม่เป็น ผมว่าอีกไม่เกิน 50 ปี การถวายสังฆทานทุกแห่งในโลกพระจะเป็นผู้กล่าวนำถวาย ไม่เชื่อคอยดูละกัน” น.อ.ทองย้อย ชี้ให้เห็น

ยุคนี้ยุคดิจิทัลเทคโนโลยีอะไรๆ ก็ก้าวหน้าจนบางทีเราก็ตามไม่ทัน ฉะนั้นชาวพุทธก็ต้องก้าวหน้าด้วย ก้าวหน้าในปัญญา คือ ใช้ปัญญาให้มาก ไม่ใช่เห็นคนอื่นทำอะไรก็ทำตามหมด ถูกหรือไม่ถูกไม่รู้

สังฆทาน หมายถึง การถวายแก่สงฆ์ หรือพระทั้งคณะโดยต้องไม่เจาะจงที่พระรูปใดรูปหนึ่งด้วย (สงฆ์ในที่นี้แปลว่าหมู่ คือ พระหมู่มาก มิได้แปลว่าพระภิกษุอย่างที่มักเข้าใจกัน) ยกตัวอย่าง นางวิสาขาถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์ (หมู่พระ) จำนวน 500 รูป มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นี้เรียกว่า “สังฆทาน” แต่ถ้าถวายเจาะจงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวไม่เรียกสังฆทาน แต่เรียก “ปาฏิบุคลิกทาน” (ถวายเป็นส่วนบุคคล)

สังฆทานเป็นทานที่มีอานิสงส์มาก แล้วพระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมสังฆทานมากกว่าปาฏิบุคลิกทาน โดยครั้งหนึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมีนำผ้าไตรที่ทรงตัดเย็บเองมาถวายแต่พระองค์ ทรงแนะนำให้ไปถวายแก่สงฆ์ พร้อมตรัสว่า เมื่อถวายแก่สงฆ์แล้วทั้งพระองค์และสงฆ์จักเป็นอันได้รับการบูชานั้น

หลักการของสังฆทาน ก็คือ ถวายแก่สงฆ์หรือส่วนรวมเท่านั้น ไม่ถวายเป็นส่วนตัวหรือเจาะจงให้รูปใดรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าของถวายนั้นจะเป็นถังเหลืองหรืออะไรก็ตาม หากถวายแก่สงฆ์หรือมีพระรูปใดรูปหนึ่งรับในนามของสงฆ์ก็ถือว่าเป็นสังฆทาน

แต่ถ้าไม่ถวายแก่สงฆ์หรือส่วนรวม ก็อย่าได้เรียก “สังฆทาน” เลย เพราะมันไม่ใช่สังฆทานนั่นเอง

 

พัดยศคือสิ่งที่เชิดชูธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508698

พัดยศคือสิ่งที่เชิดชูธรรม

โดย…สมาน สุดโต

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2560 ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักพระราชวัง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อัญสุพรรณบัฏและเครื่องประกอบสมณศักดิ์ไปถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่อุโบสถวัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม ในการนี้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา แต่มีความยาวพอสมควร คอลัมน์นี้จึงแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกตีพิมพ์วันที่ 6 ส.ค.และตอนที่ 2 ตีพิมพ์วันที่ 13 ส.ค. คือวันนี้

พัดยศสื่อความถึงธรรม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวสัมโมทนียกถา ตอนที่แล้วจบลงที่ข้อความว่า…ประเพณีเมืองไทยระวังกันมาก ระหว่างความสัมพันธ์พระสงฆ์กับญาติโยม พระสงฆ์กับบ้านเมือง จะไม่ไปยุ่งกัน อาจมีกรณีแปลกปลอมบ้างในประวัติศาสตร์ไทย 2-3 ราย แต่ก็ถูกซัดออกไป ธรรมวินัยเหมือนน้ำทะเล จะซัดศพออกไปไว้ชายฝั่ง นี่คือประเพณีพระพุทธศาสนาของเรา ซึ่งเราควรศึกษาไว้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะบ้านเมือง (ขอแก้เป็นไม่เฉพาะบ้านเมือง-ผู้เขียน)

ในตอนที่ 2 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เล่าถึงการที่บ้านเมืองเข้ามาสนับสนุนส่งเสริมพระสงฆ์ เนื่องด้วยบทบาทของพระสงฆ์สอดคล้องกับหลักการและความประสงค์ของฝ่ายปกครอง กล่าวคือเมื่อพระสงฆ์สอนธรรมให้ประชาชน ประพฤติดี มีศีลธรรม ประกอบอาชีพสุจริต ขยันหมั่นเพียร ตั้งใจดูแลครอบครัวให้เจริญงอกงาม ซึ่งเป็นการช่วยให้บ้านเมืองให้อยู่ดี มีความร่มเย็นเป็นสุข ตรงกับหลักการและความประสงค์ของการปกครองดังปฐมบรมราชโองการในสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่าจะทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม อันนี้ทางราชการต้องการให้ประชาชนเป็นคนดี ตั้งใจประกอบอาชีพการงาน เป็นต้น ส่วนพระสงฆ์ก็ทำหน้าที่ของท่าน สอนคนให้เป็นคนดี การกระทำของพระสงฆ์ตรงกับวัตถุประสงค์ของบ้านเมือง

พระมหากษัตริย์ทรงยกย่อง

พระสงฆ์ที่สอนคนดี เป็นที่เคารพนับถือ เป็นหลักใจ ช่วยให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข พระมหากษัตริย์ก็ทรงนับถือยกย่องเป็นครูอาจารย์ ต่อมาอยากเรียกชื่อเพื่อแสดงว่าเคารพ จึงถวายนามพระมหาเถระ ที่เคารพนับถือ นามนั้นก็เลยเป็นตำแหน่งไป โดยไม่ตั้งใจว่าจะเป็นสมณศักดิ์ ต่อมาก็ตั้งองค์นั้นองค์นี้ ค่อยๆ ขยายไปจากอยุธยา 400 กว่าปี รัตนโกสินทร์ 200 กว่าปี กลายเป็นระบบสมณศักดิ์

พระเจ้าปเสนทิโกศล

การที่บ้านเมืองเห็นคุณค่าพระสงฆ์ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ที่มาสั่งสอนประชาชนพลเมืองนั้นมีมาแต่พุทธกาล สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรื่องครั้งพุทธกาล ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันมหาวิหารซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเสมอ ไม่ว่าจะเสด็จไปที่ไหนก็ขอแวะเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อน เพื่อให้สบายพระทัย มีปีติปราโมทย์ เสร็จแล้วจึงเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ กลับจากพระราชกรณียกิจจะเข้าเมืองก็มาแวะเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันให้สบายพระทัยก่อน

คราวหนึ่งมีมหาโจรองคุลิมาลที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนมาก ใครก็ปราบไม่ลง ร้อนถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องทรงจัดทัพไปปราบเอง ก็ลองคิดดูว่าโจรองคุลิมาลนั้นเก่งแค่ไหนขนาดพระเจ้าแผ่นดินต้องยกทัพไปปราบ เมื่อยกทัพออกมา ก็ขอแวบเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันก่อน แต่ครั้งนี้พบเหตุการณ์ระทึกใจ เมื่อเห็นมหาโจรองคุลิมาลอยู่ที่นั่น ต่อหน้าพระพักตร์ แต่ไม่เป็นไร พระพุทธเจ้าตรัสว่ามหาบพิตร เย็นพระทัยเถิด (อะไรทำนองนี้จำคำไม่ได้) ตอนนี้องคุลิมาลเกิดใหม่โดยอริยชาติแล้ว ก็หมายความว่าเขาเลิกเป็นโจรแล้ว ไม่ต้องกลัว ต่อไปนี้มีแต่ความร่มเย็น องคุลิมาลจะแผ่ความร่มเย็นไปให้ คือให้ธรรม ทั้งนี้พระพุทธเจ้าเสด็จไปปราบองคุลิมาลโดยเสด็จพระองค์เดียวมาก่อนแล้วองคุลิมาลเลยตามเสด็จมาบวช แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทราบ ยกทัพจะไปปราบก็เลยมาเจอกันที่เชตวัน องคุลิมาลบวชเสียแล้ว จบกัน พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็เลยเป็นโยมอุปถัมภ์องคุลิมาลไป

พระเจ้าปเสนทิโกศลกตัญญูพระพุทธเจ้า

มีพระสูตรที่เกี่ยวกับพระเจ้าปเสนทิโกศลหลายพระสูตร ซึ่งพระสูตรหนึ่งว่า คราวหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน เมื่อเข้าไปก็ทรงกอดพระบาทและทรงจุมพิต (การแสดงความเคารพสูงสุดตามวัฒนธรรมชาวอินเดีย ปัจจุบันก็ยังปฏิบัติอยู่) พระพุทธเจ้าจึงทรงถามว่า ทำไมแสดงความรัก ความเคารพถึงเพียงนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศล กราบทูลว่า หลายอย่างที่เป็นเหตุให้เคารพเลื่อมใสมาก มีข้อหนึ่งบอกว่าตัวพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงซาบซึ้ง ทรงกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรม ทำให้ประชาชนจำนวนมากมาตั้งอยู่ในกัลยาณธรรม กุศลธรรม

นี่คือพระพุทธเจ้าทำพุทธกิจของพระองค์เอง แต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผู้ปกครองที่ต้องการให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขก็เลยเห็นพระคุณ พระพุทธเจ้าทรงทำไว้ให้เป็นตัวอย่างพุทธกิจของพระองค์ เช่น โปรดสัตว์ทำให้ประชาชนเลื่อมใสประพฤติดี ปฏิบัติชอบ อยู่ในศีลในธรรม พระเจ้าแผ่นดินก็พลอยสบายพระทัย เพราะประชาชนมีศีล มีธรรม ใช้คำว่ามีกัลยาณธรรม กุศลธรรมซึ่งเป็นตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ในสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลฉันใด สมัยนี้ก็ฉันนั้น ก็หมายความเมื่อพระสงฆ์ทำหน้าที่ของท่านถูกต้อง ประกาศธรรม สั่งสอนประชาชน ให้ประชาชนอยู่ดี ประพฤติดี ช่วยเหลือกัน ทำให้สังคมมีความสงบร่มเย็นปลอดภัย ช่วยพัฒนาสังคม อะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ทางบ้านเมืองก็เห็นคุณค่า ก็เลยมีการแสดงออกว่ามีความเคารพนับถือ มีการยอมรับคุณค่าต่างๆ เหล่านี้ ก็แสดงออกมา

อันนี้พูดให้เห็นความเป็นมาในอดีต ซึ่งเอามาเทียบเคียงกับสมัยปัจจุบันนี้ได้ ใครที่ต้องการศึกษาน่าจะไปค้นคว้าให้ชัดออกมาเลยว่า ระบบสมณศักดิ์พระสงฆ์มีวิวัฒนาการมาอย่างไร สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวว่า ทราบพอเป็นเค้าอย่างนี้ พร้อมกับบอกว่า มิใช่อยู่ๆ ก็มีสมณศักดิ์ขึ้นมา คือ มิได้ตั้งใจให้เป็นยศพระ (แต่) เป็นเรื่องอย่างที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงซาบซึ้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ต้องการที่จะแสดงออก

พัด (ยศ) คือสมเด็จ

ดังนั้นวันนี้ ก็จะเห็นว่า โยมมีความปรารถนาดีนำเอาเครื่องประกอบสมณศักดิ์มาตั้งไว้ อันนี้มองให้ถูกก็จะเข้าใจ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรื่องที่ใกล้ความจริงว่า (แต่จำเรื่องไม่ชัดแล้ว) ว่า ที่วัดหนึ่งมีสมเด็จองค์หนึ่ง หรือมหาเถระองค์หนึ่ง ท่านก็อยู่ของท่าน อยู่มาวันหนึ่งก็มีโยมคนหนึ่งจะมาหาสมเด็จองค์นี้ แต่ไม่รู้จัก ก็เข้าไปวัด ก็เจอสมเด็จองค์นี้พอดี ก็ถามว่าสมเด็จอยู่ไหมครับ อยู่ไหนครับ สมเด็จก็ชี้มือไปที่พัด (ยศ) ว่าสมเด็จอยู่ที่นั่น คนนั้นจึงถามว่า องค์ที่พูดอยู่นี้เป็นใคร สมเด็จตอบว่าหลวงตา นี่คือความจริงที่เกือบจะแท้ ความจริงที่ใกล้แท้ คือจะตั้งให้เป็นอะไร มีพัดยศ สมณศักดิ์เป็นอะไร นั่น (พระ) ก็เป็นหลวงตา หลวงปู่อยู่นั่นแหละ เป็นไปตามเรื่อง เราต้องทำความเข้าใจให้ถูก ที่พูดกันในวันนี้ อาจถามว่าที่ตั้งพัด ตั้งเครื่องยศอะไรนั่นนะหมายความว่าอย่างไง

พัดยศคือสิ่งที่เชิดชูธรรม

ตามที่พูดมานี้ มาทำความเข้าใจกัน ถ้าพูดตามที่อาตมาได้กล่าวมานั้น ก็พอจะบอกได้ว่าพัด (ยศ) ที่ตั้งอยู่นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายว่า ทางการบ้านเมืองมองเห็นคุณค่าของธรรม ไม่ใช่คุณค่าของพระองค์นี้นะ พระองค์ไหนก็ได้ไปแสดงธรรม สั่งสอนให้ประชาชนอยู่ในธรรม พระเจ้าแผ่นดินองค์พระประมุขทรงเห็นความสำคัญของธรรมว่า ธรรมนี้จะต้องมีอยู่ แล้วท่านก็เห็นความสำคัญแล้วเชิดชูยกย่องธรรม เมื่อแสดงความเชิดชูยกย่องธรรม จึงได้มีการแสดงออกอย่างนี้ ถ้าหากว่าการปฏิบัติในเรื่องอย่างนี้ เป็นไปด้วยความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะทำให้เรามีความสบายใจ

ความไพบูลย์ 2 อย่าง

ประชาชนเมื่อมองเห็นว่า ทางการบ้านเมือง องค์พระประมุขของชาติ ทรงเห็นความสำคัญของธรรม ยกย่องเชิดชูธรรม ก็อุ่นใจได้ มีกำลังใจ มั่นใจว่า บ้านเมืองนี้จะเจริญงอกงามไพบูลย์ ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข เพราะบ้านเมืองเห็นความสำคัญของธรรม และช่วยกันเชิดชูธรรม แน่นอนว่าเมื่อธรรมรุ่งเรืองขึ้น กิจการบ้านเมือง ความเป็นอยู่ของประชาชน ชีวิตสังคมจะต้องรุ่งเรืองดีงามไปด้วย จะเกิดภาวะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นคู่กัน พระองค์ตรัสให้พระสงฆ์ไปแสดงธรรมให้เกิดธรรมไพบูลย์ และพระพุทธเจ้าตรัสว่า ไพบูลย์มี 2 อย่าง คือ อามิสไพบูลย์ และธรรมไพบูลย์ ให้มีเป็นคู่กัน

เมื่อบ้านเมือง ประชาชนทำมาหากิน ร่มเย็นเป็นสุข มีกิจเจริญงอกงาม การปกครองก็ดี การสังคมก็ดี พัฒนากันดีก็เกิดภาวะที่เรียกว่า เจริญทางวัตถุ ภาษาพระเรียกว่า อามิส ซึ่งไม่จำเป็นจะเป็นเรื่องเสียหาย อามิสคือวัตถุ อามิสไพบูลย์คือความเจริญงอกงาม รุ่งเรืองทางวัตถุ คู่กับธรรมไพบูลย์ บ้านเมืองที่ดีต้องมีพร้อมทั้งสองอย่าง ธรรมไพบูลย์จะเป็นหลักประกันให้อามิสไพบูลย์เจริญรุ่งเรือง มั่นคงต่อไป เราจะต้องให้มีทั้งสองอย่าง อามิสไพบูลย์ และธรรมไพบูลย์การที่ญาติโยมถวายแก่พระ พระก็ต้องตอบแทนด้วยการให้ธรรมทาน ต่อมาผลจุดหมายที่เราต้องการ คือ ให้มีอามิสไพบูลย์และธรรมไพบูลย์ เป็นอันว่าทางบ้านเมืองนำเครื่องประกอบสมณศักดิ์มาถวาย เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายตามที่กล่าวมาแล้ว

ตราบใดที่ทางบ้านเมือง ทางผู้ปกครองประเทศชาติ เชิดชู ยกย่อง เห็นความสำคัญของธรรมอยู่ ประชาชนก็มีความมั่นใจในการที่จะอยู่ในบ้านเมืองนี้ได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข ช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง ญาติโยมรู้ความประสงค์ของบ้านเมืองเห็นความสำคัญของธรรม ท่านต้องการให้ธรรมเป็นหลักของสังคมประเทศชาติแล้ว ประชาชนก็ควรมีกำลังใจ พร้อมใจกันประพฤติ ปฏิบัติธรรมช่วยกันส่งเสริมความดี ช่วยกันแพร่ขยายธรรม ความดีงามให้กว้างขวางไพบูลย์ ให้ไพบูลย์ของธรรม ที่ตามด้วยอามิสคู่กันไป ได้แผ่ขยายทั่วบ้าน ทั่วเมือง ทั่วแผ่นดิน และในที่สุดก็ทั่วโลก

ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็เป็นไปตามพุทธประสงค์ ที่ประกาศพระศาสนาไว้ก็เพื่ออันนี้ ในที่สุดก็เพื่อพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ บอกพระภิกษุทุกรูปว่า เธอทั้งหลายจงจาริกไป หรือไม่จาริกไป จงปฏิบัติ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พหูชน ชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณแก่ชาวโลก นี้คือวัตถุประสงค์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งมาจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว

สุดท้าย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อนุโมทนาผู้ที่มีน้ำใจนำเครื่องประกอบสมณศักดิ์มาถวายและอำนวยพรให้ทุกท่านเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ ความดีงาม เจริญธรรม เจริญปัญญา อย่างยั่งยืนมั่นคง ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ

 

ทุกข์ของชาวบ้าน คือทุกข์ของพระศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508697

ทุกข์ของชาวบ้าน คือทุกข์ของพระศาสนา

โดย…สมาน สุดโต

พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์) เจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กล่าวว่า ทันทีที่คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เช่น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานอำนวยการโครงการศีล 5 เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทราบเรื่องน้ำท่วมอีสาน ไม่ได้นิ่งนอนใจยื่นมือช่วยชาวบ้านทันลูกทันคน เพราะทุกข์ของชาวบ้านคือทุกข์ของพระศาสนา โดยสั่งการให้คณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง โอนเงินผ่านออนไลน์ไปให้เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร เพื่อจัดซื้ออาหารไปช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม โดยสมเด็จวัดปากน้ำ บริจาค 1 ล้านบาท เป็นทุนประเดิม

ตามด้วยทุนจากโครงการศีล 5 ซับน้ำตาพี่น้องชาวสกลนคร ชาวเสลภูมิ ร้อยเอ็ด และนครพนม ซึ่งส่งเงินไปช่วยจังหวัดละ 4 แสนบาท และ 5 แสนบาท

วันที่ 31 ก.ค. 2560 “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงขอให้ พศจ.เร่งสำรวจช่วยวัดในพื้นที่น้ำท่วมเข้าพิจารณาอนุมัติงบช่วยเหลือ ด้านมหาเถรสมาคม (มส.) เห็นชอบนำเงินกองทุนวินาศภัยของคณะสงฆ์ร่วมช่วยด้วย ในระหว่างการประชุม มส. พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการ มส. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ด้านสาธารณสงเคราะห์ ได้รายงานการให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์และประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมตามที่ มส.ได้มอบหมาย

พระวิสุทธิวงศาจารย์ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ในฐานะประธานกองทุนวัดช่วยวัด ขอข้อมูลจากสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อเตรียมงบประมาณจากกองทุนวัดช่วยวัดไปช่วยผู้ปประสบภัยต่อไปเช่นกัน

พระพรหมสิทธิ ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ศูนย์ผู้ประสบอุทกภัยของคณะสงฆ์ภาค 10 ประกอบด้วย ศูนย์ จ.อุบลราชธานี 1 แสนบาท ศูนย์ จ.นครพนม 1 แสนบาท ศูนย์ จ.นครพนม 1 แสนบาท ศูนย์ จ.ศรีสะเกษ 1 แสนบาท ศูนย์ จ.ยโสธร 5 หมื่นบาท ศูนย์ จ.มุกดาหาร 5 หมื่นบาท และศูนย์ จ.อำนาจเจริญ 5 หมื่นบาท

พระพรหมบัณฑิต ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า ได้มีคำสั่งให้ มจร ทุกวิทยาเขต ดำเนินการให้ความช่วยเหลือวัดและประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคอีสานอย่างทันท่วงที

วันที่ 29 ก.ค. 2560 พระเทพพุทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ออกหนังสือขอรับบริจาคจากวัดที่อยู่ในเครือข่ายและญาติโยมพุทธบริษัทในสหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.สกลนคร และนครพนม ให้นำส่งในเดือน ส.ค. 2560 เพื่อจะได้จัดส่งให้ผู้ประสบภัยต่อไป

งานบวชที่วัดเขาพระ สระบุรี

เจ้าอาวาสวัดเขาพระ เชิญผู้สร้างศรัทธาบวชสร้างบุญและละบาป วันที่ 19-26 ส.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันทำบุญให้อดีตเจ้าอาวาสที่มรณภาพ (หลวงพ่อใหญ่) โดยวันที่ 26 ส.ค.เป็นวันทำบุญเลี้ยงพระ ชีพราหมณ์ และญาติโยม จำนวนมาก จึงเชิญผู้สนใจร่วมทำบุญ หรือสมัครบวชได้ที่หมายเลข 06-3404-2421 หรือ 08-8541-6227

 

 

‘พระพุทธเจ้ากำพร้าแม่ ก็รักแม่ยิ่งสิ่งใด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508695

‘พระพุทธเจ้ากำพร้าแม่ ก็รักแม่ยิ่งสิ่งใด’

โดย…ราช รามัญ

ตอนเรียนเรื่องดวงดาว ในคัมภีร์บันทึกว่า ผู้ที่มีดาวราหูเป็นเกณฑ์ มักจะเกิดมาแล้วพ่อหรือแม่นั้นต้องจากเราไป ไม่จากเป็นก็จากตาย

ตอนเกิดนั้นบางคนลำบากบางคนสบาย แต่ตอนปลายจะไม่เหมือนเก่า เป็นคนที่มีแนวคิดไม่เหมือนคนอื่นๆ แต่งกายก็ไม่เหมือนคนอื่น เกิดที่หนึ่งไปได้ดีมีชื่อเสียงอีกที่หนึ่ง ผู้คนจะยกย่องนับถือ แอบคิดในใจ…ทำไมละม้ายคล้ายชีวิตเจ้าชายสิทธัตถะนัก ที่เกิดมาได้เพียง 7 วัน มารดาก็สิ้นสวรรคต

พระนางสุชาปดี ผู้มีศักดิ์เป็นน้าน้องของแม่แท้ๆ ได้ดูแลเจ้าชายสิทธัตถะอย่างดี นอกจากให้น้ำนมของพระนางเองแล้ว แม้แต่ข้าวจะกล้ำน้ำจะกลืน จะหัดยืนหรือเดิน ก็ดูแลอย่างใกล้ชิด แม่แท้ๆ ให้ร่างกายจิตวิญญาณ แต่พระนางสุชาปดีได้ให้การเลี้ยงดู

การตอบแทนพระคุณของเจ้าชายสิทธัตถะในวันที่พระองค์สำเร็จแล้ว ในพรรษาที่ 7 ตามบาลีคัมภีร์ว่า เสด็จไปโปรดพระมารดาที่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่มาที่ไปในเรื่องนี้มีความตามบาลีว่าดังนี้…ในครั้งนั้นเหล่ามหาชนต่างพากันโศกเศร้าคร่ำครวญปรึกษากันว่า เมื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วพระบรมศาสดาได้เสด็จหายไปฉะนี้ เปรียบเสมือนดวงเดือนหรือดวงตะวันตกหายไปจากโลก ต่างประสงค์จะทราบว่า เวลานี้พระบรมศาสดาเสด็จไปประทับ ณ ที่แห่งใด จึงพร้อมใจกันเข้าไปถามพระโมคคัลลานะเถระ พระอัครเสนาบดี แม้จะทราบดีแต่เพื่อถวายความเคารพแก่พระอนุรุทธเถระ จึงบอกให้มหาชนไปสอบถามพระเถระ พระอนุรุทธได้บอกแก่มหาชนว่า บัดนี้พระบรมศาสดาได้เสด็จขึ้นไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาและจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพเป็นเวลา 3 เดือน แล้วจะเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่โลกในวันมหาปวารณาออกพรรษา

เหล่ามหาชนเมื่อทราบดังนั้นต่างบังเกิดศรัทธาอยู่เฝ้ารอรับเสด็จพระบรมศาสดา ณ ที่แห่งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้สละกำลังทรัพย์สร้างที่พักและอาหารอนุเคราะห์แก่มหาชนทั้งหลาย แม้พระโมคคัลลานะเถระก็ได้แสดงธรรมโปรด

ฝ่ายท้าวสักกเทวราช เมื่อทราบว่า พระบรมศาสดาเสด็จขึ้นมาประทับ ณ พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีความรู้สึกปีติยินดี รีบป่าวประกาศแก่เหล่าเทพยดาทั้งหลายให้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อฟังธรรม

ครั้นพระพุทธองค์มิได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธมารดาจึงตรัสถามถึง ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อทูลเชิญเทพธิดาเจ้าสิริมหามายาพระพุทธมารดาเพื่อให้มาฟังธรรม พระบรมศาสดาได้ยกพระหัตถ์เบื้องขวาออกจากจีวรกวัก เรียกว่า “เอหิ อมฺม” ขอพระพุทธมารดาเสด็จเข้ามาประทับใกล้ๆ เถิด ตถาคตผู้เป็นปิโยรส ซึ่งพระแม่ได้อุ้มท้องประคับประคองเลี้ยงดูด้วยน้ำนม และป้อนข้าวแต่อเนกชาติ ตถาคตขอโอกาสโปรดสนองพระคุณสูงค่าอันหาประมาณมิได้ ด้วยพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เสด็จขึ้นมาจำพรรษา ณ ดาวดึงส์พิภพ เพื่อให้พระพุทธมารดาได้บรรลุอริยมรรคอริยผลสมดังที่ทรงพระอุตสาหะเสด็จมา

พระพุทธองค์ได้ทรงโปรดแสดงพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สนองคุณมารดา ทำให้พระพุทธมารดาได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นอนาคามี และจะได้เลื่อนระดับชั้นไปสู่พระนิพพานในที่สุด

นี่เป็นการตอบแทนพระคุณของแม่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพึงปฏิบัติ ส่วนพระนางสุชาปดีพระน้านางพระองค์ก็ทรงอนุญาตให้ออกบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุณี จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทรงตอบแทนพระคุณด้วยธรรมเหมือนกัน

นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว พระอัครสาวกผู้มีปัญญามากอย่างพระสารีบุตร ทั้งที่ท่านเองก็อาพาธ ก็ยังเจริญรอยตามพระพุทธเจ้า ด้วยการไปโปรดมารดาของท่านที่นับถือศาสนาอื่น ด้วยการเดินทางไปที่นาลันทาบ้านเกิดของท่าน แล้วเข้าไปนอนพักในห้องที่ท่านถือกำเนิด เหล่าเทวดาระดับมเหสักข์ สักกเทวราช ก็มาด้วย แม่เห็นแสงสีทองวูบหายเข้ามาในห้องแล้วก็วูบหายออกจากห้อง หลายครั้งจึงได้ย่องมาแอบดู เห็นเทวดามานั่งพนมมือสักการะพระลูกชายก็ตกใจปนตื่นเต้น คิดในใจลูกเราสำคัญอย่างไรหนอ จึงได้มีเทวดาลงมาสักการะ

ครั้นเมื่อได้โอกาสจึงได้เข้าไปแล้วถาม ได้ความตามกระบวนจบ จึงตกลงปลงใจฟังธรรมจากพระลูกชาย แล้วในที่สุดก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นลำดับ ภารกิจในการโปรดแม่ให้ถึงธรรมก็เป็นอันเสร็จสิ้น ท่านก็ละสังขารขันธ์ดับสนิทนิพพานไป

ดังนั้น การตอบแทนพระคุณแม่ หาใช่เพียงแค่ซื้อของพาไปเที่ยวหรือซื้อเสื้อผ้าให้เท่านั้น การทำให้พ่อแม่เข้าถึงพระพุทธศาสนาก็เป็นการตอบแทนคุณอันยิ่งเช่นกัน

วันแม่ปีนี้นอกจากพาแม่ไปกินไปเที่ยวแล้วพาแม่เข้าวัดสวดมนต์ฟังธรรมด้วย ก็จะถือได้ว่าเจริญรอยตามพระพุทธองค์ในการตอบแทนพระคุณของแม่ที่ประเสริฐที่สุด

(ฝากข่าวอบรมเรื่อง โค้ชตัวเองด้วยดวงดาว ในวันอาทิตย์ 27 ส.ค.นี้ ท่านสนใจเข้าร่วมอบรมติดต่อได้ที่ 08-1445-9642 หรือ id line : Nop12111 (มีค่าลงทะเบียน) ราช รามัญ เป็นวิทยากร)

 

อมตะพระเครื่อง ประจำวันที่ 13 สิงหา 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/508694

อมตะพระเครื่อง ประจำวันที่ 13 สิงหา 60

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับองค์แรก พระปิดตายันต์ยุ่ง เนื้อสำริด หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง การสร้างพระปิดตาของท่านเป็นการสร้างองค์ต่อองค์ จากเส้นสายอันอวบอิ่ม ประกอบกับคราบไคลเก่าและขี้เบ้าที่ติดอยู่เป็นจุดพิจารณาที่สำคัญของพระปิดตายันต์ยุ่งองค์นี้ สวยดูง่ายแบบนี้มีหลักล้านต้น

องค์ที่สอง ราหูแกะแบบคู่ สุริยประภา-จันทรประภา ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ ลำปาง สุดยอดเครื่องรางล้ำค่าแห่งแดนล้านนา ท่านแกะจากกะลาตาเดียวตามที่หาได้ มีทั้งแบบคู่และเดี่ยว มีทั้งลงรัก ชาดและปิดทอง กับแบบที่ไม่ลงอะไรเลย เล่ากันว่าท่านได้แกะกะลาให้ครูบาศรีวิชัยในคราวที่เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อสอบอธิกรณ์ในสมัยนั้นด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีใครได้พบเห็นกะลาคู่นั้นแล้ว สวยดูง่ายแบบนี้หลักแสนครับ

องค์ที่สาม พระปิดตาพิมพ์แขนชิด หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จัดสร้างโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดสิงห์สถิต และนำมาให้หลวงปู่ศุขปลุกเสกเพื่อแจกให้กับผู้มาช่วยในการขุดสระน้ำที่วัด พิมพ์ที่มีขนาดเล็กน่ารัก ปัจจุบันหายาก ทำให้เป็นที่นิยม ค่านิยมอยู่หลักหมื่นปลาย

องค์ที่สี่ เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ พ.ศ. 2473 เป็นเหรียญปั๊มแบบหูเชื่อม มีเนื้อเงินและเนื้อทองแดง สร้างแจกให้กับผู้บริจาคทรัพย์หล่อพระพุทธรูปในปีนั้น หลวงพ่ออี๋ ท่านเป็นพระที่มีวิชา เมื่อธุดงค์ผ่านมาแถวนั้น ชาวบ้านเลยพร้อมใจกันนิมนต์ให้ท่านอยู่ พร้อมกับสร้างวัดสัตหีบขึ้นมา ท่านเป็นพระ 1 ใน 4 เกจิอาจารย์ยุคแรกที่โด่งดัง จาด-จง-คง-อี๋ เหรียญสภาพใช้ดูง่ายแบบนี้ยังมีหลักแสนต้น

องค์ที่ห้า พระร่วงสนิมแดง กรุวัดปู่บัว แตกกรุในปี 2476 เป็นพระเนื้อตะกั่วสีแดงเข้ม ศิลปะสมัยอู่ทอง มีทั้งพิมพ์เศียรโต พิมพ์รัศมี พิมพ์ตาโปน ด้วยรูปทรงที่สวยงาม เนื้อสนิมแดงที่จัด และมีไขขาวแตกเป็นลายคล้ายใยแมงมุมคลุมอยู่ทำให้เป็นจุดพิจารณา เป็นที่นิยม แถมหายาก ค่านิยมอยู่ที่แสนต้น

องค์สุดท้าย พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศ สร้างในปี 2496 โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) วรรณะออกเหลืองปนขาว องค์ที่มีกริ่งจะมีค่านิยมสูงกว่าองค์ที่ไม่มีเม็ดกริ่ง สภาพสวยดูง่ายเป็นแนวทางสะสม องค์นี้เป็นของคุณไชยเสริฐ ชนาเทพาพร

จากกันด้วยข้อคิด “อย่าหลงใหลในหัวโขนที่สวมใส่ จนลืมคนใกล้ตัว”

เจตริน วรรธนะสิน ความสำเร็จถูกวางแบบไว้แต่แรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/518567

เจตริน วรรธนะสิน ความสำเร็จถูกวางแบบไว้แต่แรก

แฟนคลับ แบตเตอรี่ ที่ผลักดันถึงวันนี้

ถ้าให้นึกถึงศิลปินไทยที่เป็นตัวพ่อเพลงแดนซ์ คะแนนเสียงคงเทไปที่ชื่อ เจ-เจตริน วรรธนะสินเกือบ 30 ปี เขายังสามารถครองใจแฟนเพลงในทุกยุคสมัย ปีหนึ่งทัวร์คอนเสิร์ตไม่ต่ำกว่า 200 ครั้ง ทั้งในและต่างประเทศ 

บทเพลงของเขา ฝากเลี้ยง คาใจ แววตา เจ็บไปเจ็บมา ประมาณนี้หรือเปล่า ยุ่งน่า ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ All I Wanna Do ค้นใจ เก็บมันเอาไว้ ฯลฯ ยังฮิตติดหู ถูกนำมาร้องมาเปิดให้ได้ฟังกันอยู่เสมอ

ราคาบัตรคอนเสิร์ตใหญ่ของเจสูงสุดอยู่ที่ 4,000 บาท ซึ่งแฟนคลับเต็มใจ (แย่ง) ซื้อ สิ่งนี้ไม่ได้แทนค่าความรักที่เขาได้รับจากแฟนเพลง หากเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า สิ่งที่เจทำมาตั้งแต่เข้าวงการบันเทิง มันมีคุณค่า สมควรแก่มูลค่าที่แฟนเพลงยินดีจ่าย

“ผมยึดหลัก รักคนที่เขารักเราดีกว่า ผมไม่ใช่คนดีอะไร ผมเป็นตัวของตัวเอง พูดตรง บางคนบอกปากหมา แต่ผมก็เป็นแบบนี้แฟนคลับรักเราก็ดูแลอย่างดี ใครไม่รักไม่ชอบเราก็ไม่เป็นไร เขาไม่ชอบเราทำยังไงเขาก็ไม่ชอบ คนที่รักเขาก็รักเราไปจนวันตาย เราก็รักเขาไปจนวันตายเหมือนกัน

แฟนเพลงผมไม่ได้เพิ่งมี แต่มีตั้งแต่เป็นพิธีกรคอนเสิร์ตลืมโลก รายการแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ออกอัลบั้มแรกตอนอายุ 20

สิ่งที่เราลงทุนมา คือ ผมเล่นคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเวทีใหญ่เล็ก คนดู 50, 30 คน จำได้งานหนึ่งพายุเข้ามีคนดู 10 คน ผมเรียกมาดูติดเวทีเลย

นั่นคือสิ่งที่เราทุ่มเท จะบัตรราคาเท่าไร จะร้านอาหารหรือ อิมแพ็ค อารีน่า ผมเล่นเต็มที่ ผมใส่จนเสียงแหบ ไม่สนุกคืนเงินทันที ซึ่งสิ่งนี้มันส่งผลมา ผมให้ใจจริง ให้เกินร้อย อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ กว่าจะออกมาลงตัว เถียงกันแทบจะฆ่ากัน ผมซีเรียสเวลาทำงาน มันถึงให้สิ่งที่ดีที่สุด

ส่วนประกอบที่สำคัญคือ แฟนคลับ ทุกคนโตมากับผม ผมบอกเขาตลอดว่า เขาคือแบตเตอรี่ของผม ผมแคร์เขามาก เราดูแลกันมา ผมมีแฟนคลับที่สนิทกันหลายคน

แฟนคลับผมเรนจ์อายุกว้างมาก บางทีเด็กๆ ชอบลูกชายก็มาชอบพ่อก็มี แต่ส่วนมากช่วงอายุคือวัยทำงาน ไม่ใช่เฟิสต์จ๊อบเปอร์ด้วย แต่บางคนเป็นผู้บริหารแล้ว ซึ่งพร้อมมาเต้นเสาร์อาทิตย์ บัตรราคา 4,000 ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา

เวลาจัดที่อิมแพ็คเราจะกังวล บัตรราคา 1,500 จะไม่หมด เพราะบัตร 4,000 จะหมดก่อน เพราะทาร์เก็ตเรากำลังซื้ออยู่ชั้นล่าง แต่ผมก็สัญญาว่าไม่ว่าชั้นไหน บัตรราคาเท่าไร เราจะไปใกล้ชิดทุกชั้น”

 

 

การเกิดขึ้นอีกครั้งของ เจ-ดีเอ็นเอ

เมื่อเดือน ก.ค.ปีนี้ เจมีคอนเสิร์ตใหญ่ ที่อิมแพ็ค อารีน่า “เจ-ดีเอ็นเอ คอนเสิร์ต” 2 รอบการแสดง สร้างปรากฏการณ์บัตรหลายหมื่นที่นั่งขายหมดในเวลาเพียงไม่นาน

เกิดเสียงเรียกร้องระคนร่ำไห้จากแฟนเพลงที่ซื้อบัตรไม่ทัน มิหนำซ้ำกระแสหลังจบคอนเสิร์ตยังดีมาก หลายคนเรียกร้องผ่านทุกช่องทางโซเชียลอยากสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นอีก 

เอ-ไทม์ โชว์บิส จึงประกาศจัด “เจ-ดีเอ็นเอ เอ็กซ์-ตรีม คอนเสิร์ต” ตอกย้ำความแรงของ คิงส์ ออฟ แดนซ์

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรีสเตจ แต่เป็นการอัพเกรดทุกอย่าง ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 16 และ 17 ธ.ค. 2560

“ผมยังจำประโยคสุดท้ายที่พูดบนเวที แล้วเจอกันใหม่ครับ กลับบ้านดีๆ นะ ตอนนั้นผมเองยังรู้สึก ไม่รู้อีกเมื่อไรเราจะได้เจอกัน คิดว่าจบแล้วเราคงกลับมาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนเดิม 

พอเสร็จคืนนั้นพักเหนื่อยไปทริปแอฟริกาใต้กับครอบครัว กลับมาถึงไทยเปิดดูฟีดแบ็กที่ได้รับ 99% แฮปปี้หมด 

เราเก็บข้อมูลตรงนั้นไว้ ฟีดแบ็กมันดีมากทั้งจากคนที่ได้ไปดูและไม่ได้ไปดู ก็มานั่งคิด ทำการบ้านในใจ แอบคิดอยากมีอีกสักเซตจัง ก็ได้คุยกับพี่ฉอดแบบส่วนตัว (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ทางพี่ฉอดอยู่กับมีเดียใหญ่ก็มีข้อมูลตรงนี้ ก็เลยส่งเรื่องไปยังทุกฝ่าย เตรียมแผนเรื่องของสปอนเซอร์ เราเช็กคิวว่าช่วงไหนว่าง ต้องดูลูกชายว่ามาได้ไหม

1 เดือนจากนั้นเราตัดสินใจทำ เป็นเรื่องของไทม์มิ่ง เรื่องกระแส เหมือนเราทำอาหารคนมากินแล้วติดใจยังอยากกินอยู่เราต้องเสิร์ฟเลย”

การเตรียมงานทุกอย่างรุดหน้าไวมาก เจให้คำนิยามคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า เหมือนการอัพเกรดโทรศัพท์มือถือ

“มีออปชั่นเพิ่มเข้าไปอีก เชื่อเถอะยังมีอะไรเหลืออีกเยอะให้เราใส่เข้าไป เซอร์ไพรส์ใหม่หมด เพลงช่วงที่จะให้คนแดนซ์มาราธอนก็เปลี่ยนใหม่ แขกรับเชิญก็มีทั้งใหม่และเก่า แสงก็เปลี่ยนเวทีบางอย่างที่คนยังชื่นชอบ อย่างแอร์สเตจ คนยังอยากเห็นภาพนี้ ที่เราลอยไปใกล้ชิดแฟนเพลง ผมคุยกับฝ่ายเวทีเลยว่าอันนี้ดีเก็บไว้เถอะ แต่เพิ่มเข้าไปใกล้คนดูให้ได้มากกว่าเดิมอีก”

ส่วนดีเอ็นเอสายตรงของเจ ลูกชายทั้ง 3 เจ้านาย เจ้าสมุทร และเจ้าขุน ยังขึ้นเวที “มีคนถามมาเยอะว่าจะได้เห็นเจ้านายร้องเพลงเยอะขึ้นไหม ต้องไปดูกันเอง เพราะตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแค่ลูกพ่อ เป็นดีเอ็นเอของเรา แต่เจ้านายเป็นศิลปินแล้ว มีเพลงคนละชั้น เป็นของตัวเอง ก็ต้องรอดูว่าเขาจะมายังไง”

 

 

ต้นแบบ วางแบบ ให้เจ้านาย

เรียกว่าครอบครัวเจมีสายเลือดศิลปินทั้งบ้าน “ปิ่น เก็จมณี” ก็เป็นนักแสดงและอดีตศิลปินอินดี้ แต่ตอนนี้มติที่บ้านส่งลูกชายคนโต “เจ้านาย จินเจษฎ์” มาเป็นศิลปินเดี่ยว เบอร์แรกของค่าย “เจมีดี” ซึ่งเป็นค่ายเพลงของครอบครัว

“เราอยู่ในวงการมานาน รู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมด ลูกอยากออกซิงเกิ้ล เราก็รู้ว่าลูกมีแฟนคลับ มีคนรอเขา ก็คุยกับเจ้านาย ใช้เวลาเป็นปีที่จะดูว่าเขาชอบเพลงแบบไหน คือเขาฟังเพลงแนวผิวสีอยู่แล้ว เราก็หากันไปจนเจอว่า ณ วันนี้ เขาอินกับอาร์แอนด์บี

ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำค่าย เราคิดแค่ว่าจะทำเพลงกัน เริ่มจากความสนุก เพราะมันเป็นความสุขที่ได้ทำ เพลงเป็นลิขสิทธิ์ของครอบครัวเรา เพลงพ่อเป็นลิขสิทธิ์ของแกรมมี่ เราภูมิใจตรงนี้

ผมว่าผมโตพอที่จะอยู่ในจุดการทำงานหลายอย่าง สมมติถ้าเจ้านายอยากเล่นละคร ผมก็จะจ้างผู้กำกับมา แล้วเราสร้างละครเอง ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ค่ายไหน”

เพลงคนละชั้น ของเจ้านาย มียอดวิวในยูทูบ 60 กว่าล้านวิว ซึ่งเจให้คำนิยามผลงานนี้ว่า เป็นออร์แกนิก “ปัจจุบันกล้าทำเจมีดี เพราะมีมีเดียฟรี สมัยก่อนถ้าทำคงไม่ได้ ต้องอาศัยนั่นนี่ ตอนนี้เรามีช่องทางของตัวเอง ถ้าบอกเป็นภาษาของเรา เจมีดี เพลงคนละชั้น ผมเรียกว่า ออร์แกนิก ไม่มีการเสริม ไม่มีการซื้อบูทยูทูบ ไม่ซื้อยอดวิว

พูดในการวางแผนการตลาดเพลงของเจ้านาย ผมเดินแค่เกียร์เดียว ผลตอบรับขนาดนี้เรามีความสุขแล้ว ถ้าจะใส่เกียร์สองเกียร์สามต้องรอให้เขาโตกว่านี้ ตอนนี้เจ้านายยังอยู่กึ่งๆ ความเป็นเด็กกับเด็กหนุ่ม ยังไม่เป็นหนุ่มใหญ่

ค่ายเราเริ่มจากศูนย์ เมื่อเดือน ส.ค. ถึงตอนนี้เราประสบความสำเร็จ ผมภูมิใจในลูกผม วันนี้เขา 16 วันหนึ่งเขา 17 19 เรามาดูใหม่

ผมดีใจกับตัวเองด้วยว่า เราทำได้ถ้าเราจะทำ ก่อนหน้านี้มีคนไม่เชื่อมือผมเยอะ วันหนึ่งผมทำให้เพลงคนละชั้นทุบชาร์ตหลายชาร์ตได้

ยุคผมศิลปินแข่งกันเอง แต่ตอนนี้เราโดนต่างชาติตีหมด เราไม่ได้มาเป็นคู่แข่งใคร เราเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ให้เด็กรุ่นใหม่ได้เจอไอดอล

ผมไม่ได้สร้างเจ้านายเป็นนักร้องดังแล้วหายไป ผมสร้างเจ้านายฟอร์แมตเดียวกันกับที่ทำผมมา คือ เป็นสตาร์ 

ผมทำกับเจ้านายแบบในรายการ ทรูแมน โชว์ เขาต้องมีที่มา มีเรื่องเล่า ผมทำตั้งแต่เจ้านายหัดขี่จักรยาน 4 ล้อ เข้าโรงเรียนวันแรกร้องไห้ คือทุกคนได้ติดตาม เห็นเจ้านายมา

แม้กระทั่งตัวผม เราก็ทำมา กว่าจะเริ่มแข่งเจ็ตสกีก็ฝึกซ้อมให้เห็นจนได้แชมป์โลก ทุกอย่างไม่ได้สร้างวันเดียว

ผมบอกเจ้านายว่า ในโซเชียลลูกอาจจะดังกว่าพ่อ แต่ถ้าลูกอยากจะดังให้นานเหมือนพ่อต้องทำยังไง ก็มีทั้งบอกและทำให้เห็น

เจ้านายเขารู้ว่า มีคนรักเขาเพิ่มขึ้น แต่ยังอายๆ อยู่ เวลาแฟนคลับมาทัก เราก็บอกโบกมือไปเลย เราเป็นคนสาธารณะ

สอนเขาตลอด แฟนคลับคือแบตเตอรี่ของเรา แฟนคลับคือผู้มีพระคุณของเรา ผมร้องเพลงปีหนึ่ง 200 เวที เจ้านายเขาเห็นว่าผมไม่เคยรังเกียจแฟนคลับเลย ไม่ได้ทำเพื่อเสแสร้ง แต่เราเป็นแบบนั้น ซึ่งส่งผลให้เรามาถึงวันนี้ เจ้านายเขาก็ได้เห็นแล้วเขาก็จะเรียนรู้เอง”

 

ยูตะ ซาโตะ ‘ครอบครัวของผมเป็นจิตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/518354

ยูตะ ซาโตะ ‘ครอบครัวของผมเป็นจิตรกร’

การแต่งหน้าไม่ต่างจากการวาดภาพ ยูตะ ซาโตะ อินเตอร์เนชั่นแนล เมกอัพ อาร์ติสต์เครื่องสำอางแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น ทรี (Three) เล่าพื้นฐานครอบครัวของเขาเป็นศิลปินทั้งครอบครัวก็ว่าได้ ตั้งแต่คุณตามีอาชีพเป็นจิตรกร คุณแม่ก็ได้รับการผ่องถ่ายฝีมือมาเต็มร้อย ส่งต่อมายังพี่ชาย และตัวเขาเองที่ใฝ่ฝันเป็นศิลปินกันทั้งบ้าน

ความเป็นศิลปินจึงอยู่ในสายเลือด ยูตะ ช่างแต่งหน้าจากแดนอาทิตย์อุทัย เริ่มต้นสนทนาด้วยบุคลิกนิ่งๆ เท่ๆ ซึ่งหลายคนก็ถามเขาว่า แล้วทำไมจึงเลือกอาชีพในวงการเครื่องสำอาง คำตอบก็คือสำหรับเขาการแต่งแต้มบนใบหน้าสตรี ก็คือ งานศิลปะอย่างหนึ่ง ดีกว่านั้นอีก คือ ถ้าเป็นจิตรกรก็ไม่ได้พูดคุยกับใคร สมาธิจ้องจดจ่ออยู่แต่แผ่นเฟรมว่างเปล่า แต่อาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ได้พูดคุย ได้พบปะสังสรรค์กับผู้คนหลากหลายวงการ โดยมีความภาคภูมิใจในงานกับการสร้างสรรค์ความงามให้ผู้คนทั่วโลก

เส้นตรงคือกุญแจความงาม   

 

 

 

 

“ผมเดินทางมาเมืองไทยมากกว่า 30 ครั้งแล้วนะครับ” ยูตะ บอกพลางหัวเราะกับจำนวนครั้ง ที่เชื่อมั่นว่าคนฟังต้องพากันแปลกใจแน่ๆ การมาเยือนเมืองที่สวยงามน่าท่องเที่ยวที่สุด แต่ช่างแต่งหน้าหนุ่ม บอกว่า ไม่ได้ไปไหนมาไหนเลย มาถึงก็ทำงานแต่งหน้านางแบบ และเนรมิตความงามให้สาวๆ ที่เคาน์เตอร์ทรี อยู่แต่ในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นอีกออฟฟิศหนึ่งไปแล้ว

“ผู้หญิงไทยมีเอกลักษณ์ชัดเจนครับ ในความเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พวกเธอก็แฝงความขี้อายอยู่ในรอยยิ้มด้วย ซึ่งผมว่านี่คือความสวยจากภายในแท้จริง แล้วทำให้ดูงามไม่ซ้ำแบบผู้หญิงชาติใดอีกด้วยครับ”

ยูตะ โปรยยาหอมเริ่มต้นสนทนา จากการสะสมประสบการณ์ในด้านเมกอัพเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยทำงานร่วมกับนิตยสารหลายฉบับในญี่ปุ่น และยังทำงานแฟชั่นโชว์ และงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์มากมาย

“พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผม บุกเบิกอาชีพเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ มาก่อนครับ ซึ่งในตอนเด็กๆ ผมก็มีความสนใจในด้านการวาดภาพ จนกระทั่งเมื่อเติบโตขึ้นก็รู้ว่าอาชีพจิตรกรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พอพี่ชายลองทำงานช่างแต่งหน้า มีคำแนะนำดีๆ ให้ผมสนใจ พอได้ทำก็รู้สึกถึงความหลงใหลมากๆ ผมจึงหันเหไปในด้านการเมกอัพ และลองสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นของตัวเองขึ้นมา ซึ่งมันก็ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าคนอื่นๆ

คนแรกที่ชมผม คือ คุณแม่ ผมก็รู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว แบบฉบับของช่างแต่งหน้าชาวญี่ปุ่น ไม่เหมือนชาติใดนะครับ คือ เราจะแต่งหน้าให้น้อยที่สุด ให้ดูธรรมชาติมากที่สุด

สำหรับสไตล์ของผม ใช้เส้นตรงเข้ามาใช้ในการแต่งหน้า ซึ่งก็เป็นพื้นฐานจากการวาดภาพนั่นเองครับ ผมใช้เส้นตรง ตั้งแต่คิ้ว อายไลเนอร์ แทนที่จะเขียนโค้งไปตามขอบตา ผมกรีดด้วยเส้นที่ตรงขึ้น หรือเฉดดิ้งโหนกแก้มเชื่อมหลังใบหู ไปจนถึงขอบริมฝีปาก เมื่อลงสีสันเมกอัพไปตรงบริเวณเหล่านี้ ก็จะทำให้ผู้หญิงเปลี่ยนไปได้ชัดเจน เพราะใบหน้าคนเราจะไม่ค่อยมีเส้นที่ตรงแบบนี้ การแต่งเติมเส้นตรงลงไปก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน ผลลัพธ์ก็คือพวกเธอสวยขึ้นเลยครับ”  

ยูตะ เข้ามาร่วมงานกับแบรนด์ ทรี ในปี 2010 ซึ่งการได้ทำงานใกล้ชิดร่วมกับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ริเอะ โอโมโตะ คือ ก้าวสำคัญในการสั่งสมประสบการณ์

“แบรนด์ชื่อสั้นและเรียบง่าย แต่ให้ความหมายที่ลึกซึ้ง ผมเริ่มงานด้วยแนวคิดหลัก 3 แนวคิด คือ Natural เน้นส่วนผสมจากพืชธรรมชาติ Honest การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ตรงไปตรงมาของแบรนด์ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อผู้ใช้ และ Creative การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อผู้หญิงยุคใหม่ เพื่อให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องง่าย และให้ผลลัพธ์อย่างมืออาชีพ

3 ข้อนี้ คือ ปรัชญาและแนวคิดของแบรนด์ และผมทำงานด้วยความเชื่อมั่นว่าความงามสำหรับผู้หญิงในมุมมองใหม่ในปัจจุบัน ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน และไม่สามารถให้คำจำกัดความตายตัวได้    

ไม่ว่าอย่างไร ความงดงามต้องซ่อนอยู่ภายในจิตใจด้วย ประโยคนี้ไม่ได้พูดลอยๆ สวยๆ (บอกพลางยิ้ม) เพราะความงามมาจากตัวตน จะเผยให้เห็นถึงความงามเสริมด้วยพลังของเมกอัพ ที่สามารถทำให้ทุกๆ คนรู้สึกมั่นใจและรู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าในผู้หญิงแต่ละคนล้วนมีความงามอันเป็นเอกลักษณ์ ในฐานะของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ ผมต้องการค้นหาสีสันที่เข้ากันได้ดีกับแต่ละคน เพื่อสร้างสรรค์ความงามได้อย่างลงตัว ซึ่งช่วยเผยให้เห็นถึงความงามที่ซ่อนอยู่ในตัว และทำให้พวกเธอรู้สึกสนุกสนานกับการแต่งหน้า”

 

ผู้ชายก็แต่งตัว-แต่งหน้าได้ (นะ!)

 

 

 

เส้นทางอาชีพเมกอัพ อาร์ติสต์ เริ่มชัดเจนเพียงอายุ 17 ปีเท่านั้น ความใฝ่ฝันคือได้ก้าวไปสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก โดยมีแบรนด์โปรด คือ มาร์แตง มาร์เจลล่า ดีไซเนอร์ผู้บุกเบิกแฟชั่นแนวอาวองต์การ์ด เสื้อผ้าที่เขาใส่ประจำ ก็คือ แบรนด์นี้

“ก็ยังเป็นความใฝ่ฝันอยู่ครับ (ยิ้ม) ผมได้ไปแต่งเวทีปารีสแฟชั่นวีก แต่ก็ยังไม่ได้แต่งให้แบรนด์ในฝัน ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ซื้อเสื้อผ้า มาร์แตง มาร์เจลล่า และไม่ใช่แบรนด์ในฝันไปแล้วละครับ เพราะเขาเปลี่ยนดีไซเนอร์เป็น จอห์น กัลลิอาโน แฟชั่นกูตูร์ไปสำหรับการทำงานนะครับ เสื้อผ้ารวมทั้งรองเท้าที่ผมใส่ตอนนี้เป็นโลคัลแบรนด์ของญี่ปุ่น แบรนด์ Devoa นอกจากความสนุกสนานของการดีไซน์แล้ว อย่างเช่น รองเท้า ก็มีจินตนาการใส่รอยเท้าคนเข้าไปให้เหมือนรอยเท้าสุนัข หรือแมว ที่ชอบเหยียบไปบนพื้นปูนที่ยังไม่แห้ง หรือส่วนเสื้อผ้าการคำนวณทุกๆ จุดของร่างกายคนเราเพื่อรองรับทุกๆ การเคลื่อนไหว ผมว่านี่คือหลักการออกแบบที่ดี  

เครื่องประดับผมใส่แบรนด์ของนิวยอร์ก Jew Platina ผมต้องไปทำงานแต่งหน้าปีละ 2 ครั้ง แบรนด์นี้ใช้ตัวเลขเข้ามาในการออกแบบเพื่อความโชคดีด้วย สำหรับผม เลขนำโชค ก็ต้องเป็นเลข 3 สิครับ”  

ยูตะ บอกพลางหัวเราะ การแต่งตัวแนวอินดี้ เท่ และมีความละเอียดไปทุกอณู ในสไตล์ผู้ชายทำงานคลุกคลีกับแฟชั่น และชื่นชอบการออกแบบแท้จริง และสำหรับคอลเลกชั่น ล่าสุด Three Thailand Limited  2017 ยูตะ ก็ได้ร่วมใส่รายละเอียดนี้ในการรังสรรค์ความงามเพื่อผู้หญิงไทยโดยเฉพาะ

“แต่ละซีซั่น ผมจะคิดร่วมกับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ คือ ริเอะ โอโมโตะ สีสันคือสิ่งที่เราใส่ใจที่สุด สีอายแชโดว์กว่าจะได้ผ่านการทดลองหลายร้อยครั้ง กว่าจะได้สีเฉดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้ายามเย็นของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สีนี้ผลิตขึ้นในแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น สำหรับผู้หญิงไทย มีขายเฉพาะในเมืองไทยเพียงที่เดียวเลยครับ

กุญแจความสำเร็จของเครื่องสำอางจากญี่ปุ่น คือ ความพิเศษที่เราคิดค้นอย่างละเอียดอ่อน สิ่งที่ผสมอยู่ในเมกอัพ คือ ออยล์เจล ทำให้ลิปสติกเกลี่ยทาที่พวงแก้มได้ด้วยครับ นอกจากความสวยแล้ว คือ การแต่งหน้าได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น ด้วยนวัตกรรมที่เราคิดค้นขึ้นมาใหม่ๆ อยู่เสมอเลยครับ และทำให้เครื่องสำอางชิ้นนั้นเป็นมัสต์เฮฟที่ผู้หญิงทุกคนต้องมี”

แต่งหน้าเนรมิตความงามผู้หญิงมาทั่วโลกแล้ว เมื่อถามว่าแล้วตัวเมกอัพ อาร์ติสต์เอง แต่งหน้าหรือไม่? ยูตะ ตอบคำถามนี้พร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่งสิครับ การแต่งหน้าผู้ชาย ก็ต้องแตกต่างจากผู้หญิงแน่นอน คือ ต้องแต่งให้เหมือนเราไม่ได้แต่งอะไรเลย ผมแต่งให้ผู้หญิงโดยเน้นความเป็นธรรมชาติแล้ว แต่งหน้าตัวเองก็ต้องธรรมชาติยิ่งกว่าอีก การแต่งหน้าคือการมองรวมๆ บนใบหน้า ไม่ต้องพยายามแต่งส่วนใดส่วนหนึ่งมากจนเกินไป

ผู้ชายยุคนี้แต่งหน้าไม่แปลกหรอกนะครับ (ยิ้ม) เพราะทุกคนต้องดูดีเมื่อออกนอกบ้านเช่นเดียวกับผู้หญิง และหลักการแต่งหน้าก็ไม่ต่างกัน คือ ดึงส่วนที่ดีที่สุด ให้ออกมาดูเด่นที่สุด การแต่งหน้าคือมารยาทด้วยซ้ำ ผู้ชายแต่งหน้าต้องให้เหมาะสมกับการทำงาน หรือการเข้าสังคม แต่งแล้วคุณต้องรอดนะ (หัวเราะ) ใบหน้าคุณต้องดูสะอาด ไม่ต้องคิดมากไปกว่านั้นเลยครับ” ยูตะ ช่างแต่งหน้ามือโปรจากญี่ปุ่นบอกทิ้งท้ายด้วยมาดสุดเท่

 

ณัฐนัย อนันตรัมพร จังหวะดีที่มาถูกเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/518135

ณัฐนัย อนันตรัมพร จังหวะดีที่มาถูกเวลา

ชายหนุ่มร่างสันทัด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสท่าทางใจดี มีบุคลิกที่เรียกว่าเล็กพริกขี้หนู เพราะสามารถปลุกปั้นบริษัทด้านสื่อสารให้มีรายได้ทะลุหลายพันล้านบาท ณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม บริษัทให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ตชายขอบกว่า 30 จังหวัด ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์มาเพียง 1 ปี ถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอายุเพียง 30 ปี งานของบริษัทเขานั้นเพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลยุคปัจจุบัน ให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้นแม้ในพื้นที่ห่างไกลที่รัฐบาลเองเข้าไปไม่ถึง

เขาบอกว่า การทำธุรกิจที่ดีควรต้องให้โอกาสคนอื่นด้วย แม้จะได้กำไรน้อยแต่หากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาประเทศก็ควรจะทำ เพราะปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญและจำเป็นในชีวิตของทุกคน ถือเป็นปัจจัยที่ 5 ก็ว่าได้ และจะเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของคนมากขึ้นทุกวัน การจะทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐอนาคตก็จะผ่านออนไลน์กันหมดแล้ว แต่แค่เรื่องพื้นๆ อย่างโทรศัพท์พื้นฐานบางหมู่บ้านยังไม่มีโทรศัพท์บ้านใช้เลย นั่นแสดงถึงความแตกต่างไม่เท่าเทียมที่รัฐพยายามที่จะปิดช่องว่างตรงนี้ให้มีความเสมอกันในทุกที่ของประเทศไทย แม้ในถิ่นห่างไกลยังชายขอบของประเทศ

 

 

 

 

จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเรียนจบใหม่ๆ เขาเคยทำงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งอยู่เกือบปี ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ตอนเรียนที่อเมริกาเคยทำงานที่อเมริกา แต่เป็นหน่วยงานทางด้านงานวิจัยและจับคู่ธุรกิจให้กับนักธุรกิจของแคนาดามาจับคู่กับของอเมริกาอยู่ 9 เดือน เป็นงานที่สนุก รายได้ดี และได้เปิดโลกเปิดมุมมองทางธุรกิจให้เขาอย่างมาก

“เวลาที่เราสามารถช่วยให้เขาจับคู่ธุรกิจกันได้ระหว่างชาวแคนาดากับอเมริกา เราจะได้เปอร์เซ็นต์ตามสัดส่วนของธุรกิจอีกด้วย เช่น 2 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งมูลค่าธุรกิจเยอะเราก็จะได้มาก เพียง 9 เดือนกว่าที่ทำงานที่นี่ผมสามารถได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการจับคู่ค้าให้เกิดขึ้นได้ คิดเป็นเงินเกือบ 30 ล้านบาท เป็นเงินติดกระเป๋ากลับมาประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นผมอยากทำงานที่นั่นต่อ ไม่อยากกลับประเทศไทยเลย อยากจะทำงานที่นั่นหาประสบการณ์และเก็บเงินสัก 2-3 ปีก่อน แต่ทำได้แค่ 10 เดือน คุณพ่อไม่ยอม ท่านเรียกตัวกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวทันที”

เขากลับประเทศไทยตอนปี 2554 ตอนที่ประเทศไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ คุณพ่อบอกให้มาช่วยทำธุรกิจ ก็มาทำงานเป็นผู้จัดการในแผนกทั่วไปเรียนรู้งานไปก่อน ตรงไหนคนขาดก็ส่งไปทำ โจทย์การทำงานของคุณพ่อกว้างมาก ทำให้เกิดแรงกดดันให้กับเขาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนเก่ง เวลาไปดีลงานกับใครก็จะถูกคาดหวังว่าเขาจะต้องเก่งเหมือนคุณพ่อ แล้วคุณพ่อของเขาเคยไปออกรายการโทรทัศน์ช่องธุรกิจหนึ่งและให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการให้บริษัทเติบโตมียอดขายภายใน 10 ปี ให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งตอนที่ท่านให้สัมภาษณ์บริษัทมีรายได้เพียง 1,200 ล้านบาท เขาฟังแล้วเครียดมาก เพราะคุณพ่อคาดหวังให้เขามาช่วยงาน 

หลังจากวันนั้นเขาก็ตั้งทีมงานทำงานทันที มีพนักงานเริ่มต้นเพียง 5 คน เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีพนักงาน 600 คน และเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เพียง 1 ปี โดยแยกแผนกของเขาออกมาเป็นบริษัท ไอเทล

“กดดันมากครับ คุณพ่อมองว่าท่านเริ่มธุรกิจเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยเงินลงทุนเพียง 2 แสนบาท ท่านไม่มีความพร้อมใดๆ มากนัก ยังสร้างตัวมาได้ถึงตรงนี้ ขณะที่ผมเริ่มต้นมีหลายอย่างรองรับ มีความพร้อมกว่ามากก็ควรจะทำให้ได้ ผมจึงต้องพยายามทำงานให้เต็มที่ คิด ลงมือทำ ลุยเองทุกอย่าง ขยายงาน ต่อยอดจากสิ่งที่คุณพ่อสร้างก็เหนื่อยมากๆ ครับ และก็ผ่านมาได้ในที่สุด แต่ก็ถือว่ายังไม่สวยงามเป็นที่พอใจแบบที่เราอยากได้จริงๆ ก็ต้องผลักดันอีกหลายอย่างให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะยอดขายที่เราตั้งเป้าเอาไว้เยอะอยู่

การทำธุรกิจของผมเริ่มจากยากๆ แล้วค่อยไปง่าย เพื่อจะได้สบายตอนหลัง คนอื่นอาจจะเริ่มง่ายๆ ก่อนแล้วค่อยไปยากขึ้น แต่ผมสวนทาง ถ้าผ่านเรื่องยากๆ ได้แล้ว เรื่องที่เหลือก็ง่ายหมดล่ะ ผมมองอย่างนั้นนะ คุณพ่อก็พยายามสอนว่าให้ทำเรื่องยากๆ ก่อน ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องง่ายไปเอง”

 

 

 

 

ณัฐนัย กล่าวต่อไปว่า ตลอดการทำงานเกือบ 7 ปีที่ผ่านมาของเขานั้น ถือว่าไม่ง่ายและไม่มีคำว่าฟลุก ต้องทุ่มเทจริงจังมาก หลายอย่างมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากมาย คนคือตัวแปรที่สำคัญที่สุดและบริหารจัดการยากที่สุดในการทำงาน ส่วนหนึ่งตอนเขามาทำงานนั้นอายุไม่ถึง 24 ปี ประสบการณ์และการยอมรับอาจจะไม่มากนัก ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากว่าเขาตั้งใจจริง แต่โชคดีก็คือเขามาถูกที่ ถูกจังหวะเวลา

ทุกวันนี้อายุเข้า 30 ปี ถือว่ามีประสบการณ์ มีชั่วโมงบินมากขึ้น แต่ก็ยังต้องทุ่มเทในการทำงานต่อไป เพื่อให้บริษัทมีเงินปันผลเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ถือหุ้น ในเรื่องความเครียดหรือเมื่อเจออุปสรรคปัญหา เขาพยายามใช้ธรรมะ ใช้สติเข้ามาช่วยแก้ไขให้ใจเย็นลง ทบทวนตัวเองมากขึ้น พยายามใจเย็น มองโลกในแง่บวก

หลักการทำงานก็คือพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดูแลกันเหมือนคนในครอบครัวที่เขาต้องเติบโตไปพร้อมกัน เปิดใจรับฟังให้มากขึ้น มีความเด็ดขาดในการทำงาน กล้าตัดสินใจ ตั้งเป้าในอนาคตอันใกล้นี้ว่าพยายามสร้างมืออาชีพเข้ามาทำงานด้วยกันมากขึ้น ให้โอกาสทีมงานมากขึ้น ตอนที่เขาเริ่มต้นธุรกิจตอนนั้นพลาดไม่ได้จึงไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นร่วมตัดสินใจมากนัก แต่ตอนนี้บริษัทเข้าที่เข้าทางมีระบบมากขึ้น สามารถเปิดโอกาสให้ทีมงานช่วยในการตัดสินใจมากขึ้น

แม้งานหลักจะหนักหนาเพียงใด แต่เขาก็พยายามหางานอดิเรกที่ชอบทำเป็นงานอดิเรก สืบเนื่องจากเขาชอบรับประทานของหวาน ตอนอยู่ที่อเมริกามีร้านโยเกิร์ตร้านหนึ่งอร่อยมาก จนเขาซื้อแทบทุกวัน พอกลับมาประเทศไทยก็ยังนึกถึงเสมอ อยากขอแฟรนไชส์มาเปิดที่ประเทศไทยแต่ราคาแพงมากสู้ไม่ไหว จนไปเจอรุ่นพี่นักธุรกิจท่านหนึ่งอยากเปิดร้านโยเกิร์ตเช่นกัน เลยหุ้นกันเปิด คิดสูตรกันเองชิมจนเป็นที่พอใจ

เขาเลยเปิดร้านโยเกิร์ตของตัวเองชื่อ เฮลโหล โยเกิร์ต เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นแนวสุขภาพ ตอนนี้มี 8 สาขาในห้างรอบนอก เช่น แฟชั่นไอส์แลนด์ บิ๊กซีรัชดา เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เทสโก้ โลตัส กำลังจะหาสาขาในเมืองอย่างพารากอนสักปลายปีนี้ ตั้งเป้าจะเปิดให้ได้ 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้ เป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้พอประมาณสำหรับเขา “คืองานหลักมันเครียด เลยอยากทำร้านของหวานเพราะเราชอบกิน (หัวเราะ) ไม่ได้ซีเรียสมากนัก พอเลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจแล้ว”

นอกจากนั้น เขาอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้ากีฬา เนื่องจากชอบออกกำลังกาย จึงเลือกทำธุรกิจเสริมในสิ่งที่เราชอบจริงๆ ชอบอะไรกินใช้อะไร ก็ทำในสิ่งที่คุ้นเคยและชอบจะได้มีความสุข ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป เพราะงานประจำก็เครียดมากพอแล้ว เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความสุข

 

นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี เรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517982

นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี เรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด

มีคนทำงานไม่กี่คนที่เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับองค์กรที่เห็นคุณค่าของพนักงาน ซึ่งหนึ่งในคนที่สามารถก้าวจากตำแหน่งพนักงานเล็กๆ ขององค์กรเมื่อ 16 ปีที่แล้วจนได้มายืนอยู่แถวหน้าที่ดูแลทิศทางความเป็นไปในบริษัทระดับโลกอย่าง นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย)

นิพนธ์ เล่าเส้นทางชีวิตของเขาว่า หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท แอลจีฯ เป็นบริษัทแรก (และเป็นบริษัทเดียวจนถึงปัจจุบัน) เขาให้เหตุผลที่เริ่มสนใจทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าว่า ย้อนกลับไปในปี 2540 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดในเวลานั้นคือโทรศัพท์มือถือที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในการติดต่อสื่อสารในสังคมไทย

ประกอบกับเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น ซึ่งเขามองว่าอนาคตข้างหน้าแรงงานด้านวิศวกรไฟฟ้าน่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด ประกอบกับตัวของเขาเองก็สนใจที่จะศึกษาทางด้านไฟฟ้าอยู่แล้วจึงไม่ยากที่เข้ามาเรียนและเริ่มทำงานในสายนี้

“หลังจากผมเรียนจบก็มีรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัท แอลจีฯ อยู่ก่อนหน้านี้แล้วชักชวนเข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะมีตำแหน่งงานว่างอยู่ก็ได้เริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งวิศวกรเครื่องซักผ้า ดูระบบไฟฟ้าของเครื่องซักผ้าจากนั้นย้ายมาอยู่ที่แผนกวิจัยและพัฒนาอีก 8 ปี แล้วก็ย้ายมาดูฝ่ายขายและการตลาดในปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เป็นหนึ่งในพนักงานเก่าแก่ของแอลจีก็ว่าได้ครับ (หัวเราะ)

 

 

โชคดีของผมอย่างหนึ่งก็คือ บริษัท แอลจีฯ เป็นบริษัทเกาหลีที่มีวัฒนธรรมการทำงานอย่างหนึ่งก็คือ เริ่มทำงานที่ไหนแล้วก็จะทำงานอยู่ที่นั่นยาวไม่ค่อยมีการลาออกไปทำงานที่อื่น อีกทั้งระบบการพัฒนาบุคลากรขององค์กรมีการเทรนนิ่งพนักงาน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทำงานภายในองค์กรของแต่ละแผนก เพื่อให้พนักงานมีทักษะความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงาน ความก้าวหน้าและความสามารถที่ดีขึ้น และทุกครั้งที่มีการอบรมพัฒนาพนักงานก็ต้องมีการมอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อในการอบรมนั้นให้กับพนักงานนั้นได้ดูแลรับผิดชอบด้วย

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมอยู่แผนกวิจัยและพัฒนา ก็ได้รับมอบหมายให้ผมเข้าไปดูแลในส่วนของการพัฒนาสินค้าเครื่องซักผ้าในต่างประเทศ ซึ่งช่วงนั้นผมก็จะทำงานกับแผนกวิจัยและพัฒนาในแต่ละประเทศ ไปศึกษาว่าตลาดเครื่องซักผ้าต่างประเทศนั้นมีความต้องการที่แตกต่างจากเราตรงไหนบ้าง ทำให้เราพบว่าการใช้งานในแต่ละประเทศมีฟังก์ชั่นในการทำงานไม่เหมือนกันเลย

บางประเทศอาจจะต้องการฟังก์ชั่นแช่ผ้า แต่ในบางประเทศก็ไม่ต้องการฟังก์ชั่นนี้เราก็ต้องปรับเปลี่ยนรู้แบบการทำงานให้เหมาะสมกับการทำงานในแต่ละประเทศเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดตรงนั้น ทำให้เรารู้สึกสนุกที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการทำการตลาด” นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นิพนธ์ก้าวเข้าสู่เส้นทางบริหารการตลาดอย่างเต็มตัว

ผมจำได้ว่าในช่วงแรกที่ย้ายจากการทำงานในฝั่งของโรงงาน มาทำงานอยู่ในส่วนของการตลาดรูปแบบการทำงานค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตอนที่ทำงานโรงงานทุกอย่างจะต้องทำไปตามระบบตามขั้นตอนที่วางให้สำเร็จ แต่พอผมมาทำงานในส่วนของฝ่ายการตลาดก็ปรากฏว่า ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต้องใช้ทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มีขั้นตอนการทำงานที่ถูกกำหนดมา มีแต่เรื่องเวลาที่กำหนดให้งานต้องเสร็จเหมือนกัน ก็เป็นความท้าทายที่ทำให้เราต้องเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

ผมมีหลักในการทำงานของผมอย่างแรกก็คือ เรื่องของการวางกลยุทธ์ แอลจีเป็นบริษัทระดับโลก การวางกลยุทธ์ทุกส่วนในองค์กรหรือว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องเดินหน้าพร้อมกันและสอดคล้องกัน หากนโยบายใหญ่ชี้ว่าจะต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน เราก็ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมกันก็จะช่วยทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

ต่อมาก็คือเรื่องของเป้าหมาย เราต้องมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนมีความท้าทาย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเป้าหมายนั้นก็ต้องตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าเราจะเพิ่มความพยายาม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในจุดไหน ถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายที่พูดออกไปแล้วทุกคนมองหน้ากันแล้วก็เกิดความสงสัยว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า แต่เป้าหมายนั้นจะต้องเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายใหม่ และมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จด้วย นั่นเรียกว่าเป็นการตั้งเป้าหมาย แบบสมาร์ททาร์เก็ต

 

 

ต่อมาคือเรื่อง เน็ตเวิร์กกิ้ง เราอยู่ในยุคของเทคโนโลยี ข้อมูลของทางด้านการตลาด มีการเปลี่ยนแปลงที่จะค่อนข้างเร็วต้องมีการสื่อสารตั้งแต่หน้างานขายจนถึงภายในบริษัทว่าในช่วงเวลานั้น มีประเด็นอะไรสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบถึงยอดขายของเราบ้าง ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลานั้นทิศทางกำลังเข้าสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีสมาร์ททีวีที่เชื่อมต่อการชมคลิปวิดีโอออนไลน์ รูปแบบการชมรายการโทรทัศน์ของคนไทยเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้คนเริ่มดูเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) มากขึ้นเราก็ต้องทำปุ่มสำหรับการเข้าชมเน็ตฟลิกซ์ ที่รีโมททีวีให้โดยเฉพาะ

เครื่องซักผ้าก็เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้สามารถตั้งโปรแกรมการซักผ้าและแจ้งเตือนเราได้ว่าซักผ้าเสร็จแล้วบางคนตั้งซักทิ้งไว้แล้วลืมพอเปิดมาก็มีกลิ่นเหม็นอับเทคโนโลยีตรงนี้ก็ต้องพัฒนาตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้า หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะจากที่เคยดูดฝุ่นตามพื้นในบ้าน เราก็ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านเข้าไป ติดกล้องเข้าไปที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นให้เจ้าของบ้านได้เปิดดูผ่านอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้เราต้องพัฒนาอยู่ตลอด

ต่อมาก็คือเรื่องของการการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ดูว่าบุคลากรของเราแต่ละคนนั้นมีศักยภาพในการพัฒนาสามารถทางด้านไหนบ้าง มีการอบรมพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆ ที่มีความจำเป็นในสายงานของตัวเอง ส่วนตัวผมเองก็ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ในแต่ละปีผมจะตั้งเป้าว่าในแต่ละปีเราควรจะเรียนรู้อะไรบ้าง ตั้งเป็นหัวข้อในสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ แนวทางในการพัฒนาตัวเองของผมนั้นจะดูว่าปีนี้บริษัทกำลังจะไปในทิศทางไหน ก็จะต้องเรียนรู้ในสิ่งนั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของบริษัท

สุดท้ายแนวทางในการทำงานของผมก็คือ พยายามคิดบวกให้ได้อยู่ตลอด ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม ผมจะพยายามมองโลกในแง่ดีว่าทุกปัญหามีทางออก เพียงแค่เราต้องนำข้อมูลของของปัญหานั้นมาตีแผ่ข้อมูลปัญหาให้ชัดเจนว่าปัญหาเกิดจากอะไร แล้วเราจะมีแนวทางในการเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนั้น เพื่อให้การเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร”

แต่ว่าเราจะทำงานหนักแค่ไหนก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญก็คือเรื่องใช้ชีวิตอย่างสมดุล เวลางานก็ทุ่มเทให้กับงานเต็มที่ แต่ก็ต้องไม่ลืมแบ่งเวลาให้ตัวเองสำหรับการออกกำลังกายดูแลสุขภาพ และเวลาอีกส่วนหนึ่งใช้ชีวิตพักผ่อนกับครอบครัวชีวิตถึงจะมีความสุขทั้งหน้าที่การงานและครอบครัวไปพร้อมๆ กัน”