หลอดเลือดแดงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513973

หลอดเลือดแดงใหญ่

โดย นพ.ชนาพงษ์ กิตยารักษ์ สาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่” กันนะครับ บางคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง บางคนก็อาจจะรู้สึกคุ้นๆ จากสื่อต่างๆ

หลอดเลือดแดงใหญ่มีชื่อทางการแพทย์ว่า เอออร์ตา (Aorta) มีหน้าที่รับเลือดแรงดันสูงออกจากหัวใจไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย ตั้งแต่สมอง แขนขา ลำไส้ ตับ และไต ปกติแล้วจะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร

โรคที่เราพบได้บ่อยกับหลอดเลือดนี้ ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) คือการที่หลอดเลือดนี้มีขนาดโตกว่าปกติ เพราะฉะนั้นผนังของหลอดเลือดจึงบางลงเช่นเดียวกับลูกโป่งที่ยิ่งขยายตัวมากก็จะยิ่งบางลงและแตกง่าย หลอดเลือดที่ค่อยๆ โตจะค่อยๆ ก่อให้เกิดอาการปวดตามตำแหน่งของหลอดเลือด เช่น ในช่องอก หรือในช่องท้อง

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ที่เป็นโรคนี้บางส่วนไม่มีอาการใดๆ เลย แปลว่ามันก็คือมหันตภัยเงียบที่รอวันแตกนั่นเอง อีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกเซาะ (Aortic Dissection) เกิดจากความอ่อนแอของผนังหลอดเลือด ร่วมกับความดันโลหิตที่สูงผิดปกติฉีกเซาะผนังด้านในหลอดเลือด สร้างทางเดินใหม่ที่ผิดธรรมชาติ

ทั้งนี้ ทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอเฉียบพลันและยังฉีกเซาะแขนงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ผู้ป่วยจึงมีอาการปวดมากทันทีทันใด ปวดมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลักษณะฉีกขาดของอวัยวะในช่วงอก หรือแผ่นหลังและอาจจะมีอาการร่วม เช่น อัมพาตครึ่งซีกซ้ายขวา หรืออัมพาตท่อนล่างของร่างกาย ไตวาย ขาขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากการฉีกเซาะของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเหล่านั้น

โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกเซาะนี้ ถ้าเกิดใกล้ขั้วหัวใจอัตราการเสียชีวิตจะสูงมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างทันท่วงที และเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การปริแตก (Ruptured Aortic Aneurysm/ Dissection) อัตราการเสียชีวิตจะสูงมากขึ้นไปอีก

ลองนึกภาพท่อประปาขนาด 1 นิ้วแตก แล้วมีน้ำพุ่งออกมาตลอดเวลา กับปริมาณเลือดทั้งตัวที่มีประมาณ 5 ลิตร ผู้ป่วยสามารถ เสียชีวิตจากการเสียเลือดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ท่านผู้อ่านบทความนี้ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไปนัก ถึงแม้จะเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ก็เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก

แล้วใครบ้างที่จะเป็นผู้มีความเสี่ยงในการพบโรคนี้ เรามักพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ คนสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว

แต่ในบางครั้งก็สามารถพบได้ในผู้ป่วยอายุน้อยที่มีความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอผิดปกติ ที่เราพบบ่อยๆ เช่น Marfan’s Syndrome ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะสูงผิดปกติ แขนขาและนิ้วยาวเก้งก้าง มีความผิดปกติทางสายตา

ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สงสัย หรือมีความกังวลเกี่ยวกับโรค สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การทำเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตามความเหมาะสม

การรักษาโรคนี้ในปัจจุบันจะรักษาเมื่อมีอาการปวดที่ไม่ขึ้นหลังควบคุมความดัน หรืออาการที่เกิดจากการกดเบียดของเส้นเลือดที่โป่งพอง เช่น กดหลอดลมจนหายใจลำบาก กดหลอดอาหารจนกลืนลำบาก หรือกดกระเพาะลำไส้จนทานอาหารไม่ได้ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ ขนาดของเส้นเลือดโป่งพองที่เป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดในปัจจุบันคือ 5-6 เซนติเมตร

การรักษาแบ่งเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันคือ การผ่าตัดเปิดแบบมาตรฐาน และการใส่ขดลวดค้ำยันผ่านทางเส้นเลือดแดงบริเวณขาหนีบ (Aortic Endovascular Treatment)

การผ่าตัดแบบเปิดถึงแม้แผลผ่าตัดจะใหญ่กว่าและการพักฟื้นนานกว่า แต่ก็จะสามารถรักษาได้ในทุกพยาธิสภาพ และถือว่าหายขาดในช่วงของเส้นเลือดที่ได้รับการผ่าตัด จึงมักจะเลือกวิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่แข็งแรงและมีอายุน้อย

ส่วนการรักษาด้วยการใส่ขดลวดค้ำยันนั้นแผลผ่าตัดจะเล็กกว่ามาก การฟื้นตัวของผู้ป่วยก็รวดเร็ว สามารถกลับบ้านภายใน 2-3 วัน แต่ไม่สามารถให้การรักษาได้ในทุกพยาธิสภาพ และจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลติดตามอาการต่อเนื่องตลอดอายุขัย เนื่องจากขดลวดมีโอกาสเลื่อน รั่ว ตีบและตันได้

วิวัฒนาการของขดลวดในปัจจุบันดีขึ้น จึงทำให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวลดลงมาก จึงพิจารณาใช้วิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่อายุมาก มีโรคร่วมหลายโรค ร่างกายไม่แข็งแรง และต้องมีพยาธิสภาพของหลอดเลือดที่เหมาะสมกับการใส่ขดลวด

การรักษาทั้งสองแบบต่างก็มีความเสี่ยง ผู้ที่เป็นโรคนี้ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การปริแตก การรักษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในภาวะฉุกเฉินไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็มีอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนที่สูงมาก

นอกจากนี้โรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลภาวะนี้ในประทศไทยมีจำนวนจำกัด สำหรับผู้ที่คิดว่ามีความเสี่ยง มีความกังวลเกี่ยวกับโรคนี้ สิ่งที่สามารถทำได้เลย คือ เลิกสูบบุหรี่ และตั้งใจควบคุมความดันให้ดี และอย่าลืมไปพบแพทย์นะครับ

 

 

Ardha Baddha Padmottanasana (Half Bound Lotus Standing Forward Bend)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 12:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513830

Ardha Baddha Padmottanasana (Half Bound Lotus Standing Forward Bend)

ก่อนฝึกท่านี้ควรวอร์มอัพร่างกายก่อน เพราะอาสนะท่านี้เป็นส่วนผสมของหลายท่ารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นท่าครึ่งดอกบัว ท่าก้มพับตัวและท่ายืนทรงตัว

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ช่วยเปิดสะโพกและยืดต้นขาด้านหลัง การส่งมืออ้อมหลังไปจับเท้าช่วยยืดแขนและไหล่ ส่วนการพับตัวไปแนบขาช่วยนวดอวัยวะในช่องท้อง

สำหรับผู้ฝึกใหม่การส่งมือไปจับเท้าอาจจะยาก ครูแนะนำให้ฝึกจากท่านั่งให้ได้ก่อนแล้วค่อยลองฝึกแบบยืนขาเดียวโดยให้โฟกัสที่หัวไหล่ เพื่อที่จะส่งมือให้ถึงเท้า ให้ดึงปีกหรือกระดูกสะบักออกมาจากกระดูกสันหลัง ในขณะที่พับตัวลง ต้องคอนโทรลร่างกาย ครูแนะนำให้เซฟเข่าด้วยการงอเข่านิดๆ ก่อนค่อยๆ ลงมา

ระวังอาการมึนศีรษะเมื่อลงมาแล้วค่อยๆ ลองยืดขา ขณะคลายออกจากท่า ก็ให้ทำเช่นเดิม งอเข่านิดๆ ขึ้นยืนช้าๆ ระวังอาการมึน คุมลมหายใจให้ดี

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นให้ยืนในท่าต้นไม้แบบครึ่งดอกบัว โดยพับขาซ้ายเป็นครึ่งดอกบัว พนมมือที่อกหายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ จิตตั้งมั่นมีสมาธิ (รูป 1)

2.ให้ส่งมือซ้ายอ้อมจากด้านหลังไปจับฝ่าเท้าซ้าย ยืดหลังให้ตรง ทรงตัวให้นิ่ง หายใจเข้าออกประมาณ 3 รอบลมหายใจ หากจับฝ่าเท้าไม่ได้ให้ใช้ออปชั่น เช่น ใช้เชือกช่วย หรือกำขอบกางเกงหรือเสื้อไว้ หรือฝึกจับเท้าจากท่านั่งให้ชำนาญก่อนแต่หากอยากลองฝึกแบบยืนแม้จะจับเท้าไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวล ให้เลือกออปชั่นดู ค่อยๆ ฝึก (รูป 2)

3.หายใจเข้ายืดอกอยู่นิ่งๆ จากนั้นหายใจออกค่อยๆ พับตัวลงช้าๆ จากสะโพก โดยงอเข่าเล็กน้อยเพื่อเซฟข้อเข่าวางมือขวาลงข้างฝ่าเท้าที่พื้น หรือหากไม่ถึงใช้โยคะบล็อกช่วยต่อมือ (รูป 3)

4.ยืดขาขวาที่ยืนให้สุดโน้มตัวพับลงมาเท่าที่ทำได้ ค้างท่าสักครู่หายใจเข้าออกประมาณ 5 รอบลมหายใจ (รูป 4) จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง วิธีการคลาย หากไม่ฝึกท่าอื่นต่อ ให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ ระวังมึนศีรษะ หรืออาจต่อท่าด้วยการฝึกท่านั่ง ในสัปดาห์หน้า ครูจะเสนอการต่อท่าจากท่านี้ให้ลองติดตามกัน

 

โปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ‘ตักบาตร’… อย่าลืมถามพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513806

โปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ‘ตักบาตร’... อย่าลืมถามพระ

โดย พริบพันดาว

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มีความตื่นตัวในการจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ สามเณรฯ โดยมีการตรวจวัดความดัน ตรวจเลือด ตรวจฟัน ตรวจสายตาให้แก่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าโรคส่วนใหญ่ที่เกิดกับพระสงค์ได้แก่ โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน และโรคไตวาย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคอันสืบเนื่องมาจากอาหารที่ญาติโยมใส่บาตร

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2558 พบพระสงฆ์เข้ารักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ คือ 1.โรคเมตาโบลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายและไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าสาเหตุของอาการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 90 มาจากอาหาร โดยเฉพาะอาหารชุดยอดนิยม เช่น แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา ของทอด รสจัด รวมถึงน้ำปานะที่มีรสหวาน อย่างกาแฟกระป๋อง ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง เสี่ยงต่อการอาพาธโรคอ้วน โรคเบาหวาน ถึงร้อยละ 45 ซึ่งจะกลายเป็นโรคเรื้อรังที่จะทำเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในภายหลัง และยังพบภาวะเสี่ยงกระดูกพรุน เนื่องจากพระสงฆ์จำนวนมากมีแคลเซียมต่ำกว่าคนปกติ 8-10 เท่า

เหตุฉันอาหารโปรตีนต่ำ-ไขมันสูง ขยับร่างกายออกกำลังกายน้อยกว่าชายไทย จึงเป็นวิกฤตสุขภาพของพระสงฆ์ไทยยุคปัจจุบัน ที่เป็นเหตุให้เจ็บป่วยและต้องรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาสุขภาวะที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พบพระสงฆ์ กทม. และเขตเมืองกว่าครึ่งเสี่ยงโรคอ้วน

พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เนื่องจากพระภิกษุและสามเณรไม่สามารถเลือกฉันอาหารตามใจชอบได้ แต่จะขึ้นอยู่กับผู้มีจิตศรัทธาที่ไปทำบุญตักบาตร

การทำบุญตักบาตรของคนไทยโดยทั่วไปมาจากความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าเมื่อใดก็ตามจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ใหญ่ ที่ล่วงลับไปแล้ว อันดับแรกที่ทุกคนนึกถึง คือในขณะที่ญาติผู้ใหญ่มีชีวิตอยู่ชอบรับประทานอะไร ซึ่งหนีไม่พ้นอาหารคาวหวานทั้งหลาย โดยอาหารบางอย่างมีรสชาติหวานจัด มันจัด และเค็มจัด พระภิกษุและสามเณรก็ต้องฉันอาหารตามที่ได้รับมา ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

อาหารตามท้องตลาดส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้ามักปรุงรสชาติเข้มข้นจัดเป็นหลัก เมื่อพระภิกษุฉันไปเรื่อยๆ จากที่ไม่มีความเสี่ยงเจ็บป่วย พอผ่านไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย จากที่มีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ก็เริ่มป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพระภิกษุในไทยอายุเฉลี่ยเกิน 60 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพระภิกษุอายุมากและรับประทานอาหารหวานจัด มันจัด และเค็มจัด ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ประกอบกับออกกำลังกายน้อย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

ความเคลื่อนไหวของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สช. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรณีพระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับภาวะสุขภาพที่เสื่อมลงจากอหารการกิน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ

รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการพระสงฆ์ในระดับประเทศ (สสส.) กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพระสงฆ์ใน กทม. และในภาคอีสานพบว่า พระสงฆ์ใน กทม. และในเขตเมืองกว่าครึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน

โดยพระสงฆ์ใน กทม. 48% ของกลุ่มตัวอย่างมีภาวะอ้วนลงพุงมากกว่าชายใน กทม. 39% และชายทั่วประเทศ 28% ทั้งยังเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังที่สำคัญได้แก่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ส่วนจากการเก็บข้อมูลพระสงฆ์ในภาคอีสาน พบว่า พระสงฆ์ในเขตเมืองเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินสูงกว่าในเขตนอกเมือง

“สาเหตุสำคัญมาจากอาหารใส่บาตรที่มีโปรตีนต่ำหรือได้รับเพียง 60% ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับ ปริมาณใยอาหารมีระดับต่ำ จึงชดเชยด้วยการดื่มน้ำปานะที่มีน้ำตาลสูงถึง 7 ช้อนชา/วัน”

รศ.ดร.ภญ.จงจิตร ให้ข้อมูลต่อว่า จากการเก็บข้อมูลฝั่งฆราวาสพบว่า อาหารส่วนใหญ่ในการถวายพระมาจากการซื้ออาหารชุดใส่บาตร โดยมีหลักการเลือกอาหาร คือ ความสะดวกและราคา เลือกเมนูที่ผู้ล่วงลับชอบบริโภค ซึ่งเมนูหลักที่แม่ค้านิยม เช่น ไข่พะโล้ แกงเขียวหวาน หมูทอด และขนมหวาน ทำให้พระสงฆ์จำเป็นต้องฉันเพื่อให้ญาติโยมได้บุญ ไม่เสียศรัทธา

นอกจากนี้ ยังพบว่าพระสงฆ์ออกกำลังกายน้อยเพราะกลัวผิดพระธรรมวินัย โดยพบว่า ใน 1 วัน พระสงฆ์เดินเบาประมาณ 30 นาที ซึ่งน้อยกว่าชายไทยที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 100 นาที

“พระสงฆ์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสในการส่งเสริมสุขภาพต่ำ ได้แก่ ขาดการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ขาดการตรวจสุขภาพประจำปี และมีข้อจำกัดในการออกกำลังกาย ที่ผ่านมาจึงได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อร่วมกันออกแบบชุดความรู้สงฆ์ไทยไกลโรคในการให้ความรู้ความเข้าใจถึงการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์”

พระธรรมวินัยเรื่อง “ฉันอาหาร”

ข้อมูลในพระไตรปิฎกฉบับประชาชน เกี่ยวกับ “โภชนวรรค” วรรคว่าด้วยการฉันอาหาร เป็นวรรคที่ 4 มี 10 สิกขาบท คือ สิกขาบทที่ 1 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 1 มื้อ)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ไปฉันอาหารในโรงพักเดินทาง ที่คณะเจ้าของเขาจัดอาหารให้เป็นทานแก่คนเดินทางที่มาพัก แล้วเลยถือโอกาสไปพักและฉันเป็นประจำ เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุพึงฉันอาหารในโรงพักเพียงมื้อเดียว ถ้าฉันเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุไข้ ซึ่งเดินทางต่อไปไม่ไหวฉันเกินมื้อเดียวได้

สิกขาบทที่ 2 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม)

พระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะ จึงต้องเที่ยวขออาหารเขาตามสกุล ฉันรวมกลุ่มกับบริษัทของตน มนุษย์ทั้งหลายพากันติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุฉันอาหารรวมกัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ภายหลังทรงผ่อนผันให้เมื่อเป็นไข้ เมื่อถึงหน้าถวายจีวร เมื่อถึงคราวทำจีวร เมื่อเดินทางไกล เมื่อไปทางเรือ เมื่อประชุมกันอยู่มากๆ เมื่อนักบวชเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร

สิกขาบทที่ 3 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น)

กรรมกรผู้ยากจนคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปฉันที่บ้าน ภิกษุทั้งหลายไปเที่ยวบิณฑบาตฉันเสียก่อน (อาจจะเกรงว่าอาหารเลวหรือไม่พอฉัน) เมื่อไปฉันที่บ้านกรรมกรคนนั้นจึงฉันได้เพียงเล็กน้อย (เพราะอิ่มมาก่อนแล้ว) ความจริงอาหารเหลือเฟือ เพราะชาวบ้านรู้ข่าวเอาของไปช่วยมาก พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารรายอื่นก่อน ภายหลังทรงผ่อนผันให้ในยามเจ็บไข้ ในหน้าถวายจีวร ในคราวทำจีวร มอบให้ภิกษุอื่นฉันในที่นิมนต์แทน

สิกขาบทที่ 4 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 3 บาตร)

มารดานางกาณาทำขนมไว้จะให้บุตรีนำไปสู่สกุลแห่งสามี ภิกษุเข้าไปรับบิณฑบาตแล้วกลับบอกกันต่อไปให้ไปรับ นางจึงถวายจนหมด แม้ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ที่ทำขนมก็เกิดเรื่องทำนองนี้ จนบุตรีของนางกาณาไม่ได้ไปสู่สกุลสามีสักที ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุตรีของนาง พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ถ้าเขาปรารถนาด้วยขนมหรือด้วยข้าวสัตตุผง เพื่อนำไปได้ตามปรารถนา พึงรับเพียงเต็ม 2-3 บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ทางที่ชอบ ภิกษุรับ 2-3 บาตรแล้ว พึงนำไปแบ่งกับภิกษุทั้งหลาย

สิกขาบทที่ 5 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว)

ภิกษุรับนิมนต์ไปฉันบ้านพราหมณ์คนหนึ่ง แล้วบางรูปไปฉันที่อื่นหรือไปรับบิณฑบาตอีก พราหมณ์ติเตียน แสดงความน้อยใจ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุฉันเสร็จแล้วบอกไม่รับอาหารที่เขาเพิ่มให้แล้ว เคี้ยวหรือฉันของเคี้ยวของฉัน ต้องปาจิตตีย์ ภายหลังทรงอนุญาตให้ฉันอาหารที่เป็นเดนได้

สิกขาบทที่ 6 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด)

ภิกษุรูปหนึ่งรู้ว่า ภิกษุอีกรูปหนึ่งฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว แกล้งแค่นไค้ให้ฉันอาหารอีก เพื่อจับผิดเธอ (ตามสิกขาบที่ 5) พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น

สิกขาบทที่ 7 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล)

ภิกษุพวก 17 ฉันอาหารในเวลาวิกาล พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารในเวลาวิกาล (ตั้งแต่เที่ยงไปจนรุ่งอรุณ)

สิกขาบทที่ 8 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน)

พระเวลัฏฐสีสะเก็บข้าวตากไว้ฉันในวันอื่น พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน

สิกขาบทที่ 9 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง)

ภิกษุฉัพพัคคีย์ขออาหารประณีต คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม มาเพื่อฉันเอง เป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ทำเช่นนั้น เว้นไว้แต่อาพาธ

สิกขาบทที่ 10 โภชนวรรค ในปาจิตติยกัณฑ์ (ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน)

ภิกษุรูปหนึ่งไม่ชอบรับอาหารที่มนุษย์ถวาย จึงไปถือเอาเครื่องเซ่น ที่เขาทิ้งไว้ตามสุสานบ้าง ตามต้นไม้บ้าง ตามหัวบันไดบ้าง มาฉัน เป็นที่ติเตียนของคนทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ฉันอาหารที่เขามิได้ให้ (ประเคน) เว้นไว้แต่น้ำและไม้สีฟัน

พระราชวรมุนี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า แม้อาหารบิณฑบาตจะเลือกไม่ได้ แต่สามารถพิจารณาฉันอาหารที่ดีต่อร่างกายตนได้ โดยพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ฉันอาหารพอสมควร และพระสงฆ์ไม่สามารถออกกำลังกายเหมือนฆราวาส เพราะพระภิกษุต้องประพฤติตนสำรวม โดยเฉพาะในละแวกบ้านหรือเขตชุมชนตามหลักเสขิยวัตร

“แต่มีหลักกิจวัตร 10 ประการที่พระพุทธเจ้าอนุญาต ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกาย เช่น การเดินบิณฑบาต กวาดลานวัด ทำความสะอาดวัด เดินจงกลม ตัดต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ เพื่อขยับร่างกาย รวมถึงแกว่งแขนลดพุงลดโรค ซึ่งทำได้ในพื้นที่วัด ในช่วงจำพรรษาจึงอยากให้พระสงฆ์หันมาดูแลสิ่งของภายในวัด ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายในลักษณะการทำความสะอาด ดูแลงานสาธารณูปการในวัด และฉันอย่างพิจารณา”

พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดมติมหาเถรสมาคม เรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” โดยจะมีการขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป คือ ความร่วมมือในการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์ ฆราวาส และหน่วยบริการสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพที่นำเอาหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวนำ และใช้ความรู้ทางสุขภาพเป็นตัวเสริม

ซึ่งในธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์จะมี 3 มิติที่เกี่ยวข้องโดย สช. จะร่วมสนับสนุนการจัดทำและขับเคลื่อนธรรมนูญฯ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม และแผนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อเห็นชอบ และประกาศให้ภาคีเครือข่ายรับทราบในสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 10 ในเดือน ธ.ค. นี้

บุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกและเป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรม

“หลังจากธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติประกาศใช้แล้วจะมีการเสนอไปยังที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในพระสงฆ์ร่วมกันทั่วประเทศเพื่อให้พระสงฆ์ตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเอง หลักปฏิบัติที่ถูกต้องของฆราวาส รวมถึงการส่งเสริมให้พระสงฆ์เป็นผู้นำทางสุขภาพ ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกของสงฆ์และหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์อย่างเป็นระบบ”

นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร สสส. กล่าวว่า สสส. มีตัวอย่างการทำงานที่เป็นรูปธรรมเชิงพื้นที่ และทำงานเชิงรุกในมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้พระนิสิตมีความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพระในฐานะนักสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promoter) ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของคณะสงฆ์เพื่อเป็นแกนนำเสริมสร้างสุขภาวะตามแนวพระพุทธศาสนา

“ปัจจุบันมีพื้นที่เรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะสงฆ์ทั้งสิ้น 20 จังหวัด ทำให้เกิดชุดความรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย รวมถึงร่วมกับกลุ่มพระสังฆะในการจัดการความรู้ให้ฆราวาสเรื่องสุขภาวะพระสงฆ์ ผ่านโครงการสร้างพระธรรมทายาทนักพัฒนาสร้างเสริมสังคมสุขภาวะ เป็นต้น”

“ปิ่นโตสุขภาพ” ทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร

นวัตกรรมออกแบบสุขภาพความสุข อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร มีการบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการจัดการบริการสุขภาพที่มีความเข้มแข็งของเครือข่าย เชื่อมระบบตั้งแต่ระดับอำเภอไปสู่ชุมชน ด้วยนวัตกรรมการบริหารที่เรียกว่า “ทุ่งตะโกโมเดล”

นวัตกรรมความร่วมมือที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพให้รุดหน้า รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยหัวใจหลักของระบบการทำงานนั้น ประกอบด้วย คนทั้ง 5 ช. คือ คนชง เป็นคนที่พบเจอปัญหา คนชู คือผู้เป็นประธานการทำงานนั้น คนช่วย คือผู้ที่สามารถให้ความร่วมมือช่วยเหลือ คนเชียร์ คือคนที่เป็นแรงสนับสนุนให้กำลังใจ ส่วนสุดท้าย คนชิม คือประชาชนที่ได้รับผลแห่งความสุขนั้นทุ่งตะโกโมเดล

โดยได้ริเริ่มมาเป็นเวลา 9 ปี ทำให้เห็นการทำงานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น ผ่านงานด้านเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนของโรงพยาบาลทุ่งตะโก การสนับสนุนจากเทศบาลทุ่งตะโก สาธารณสุข และความร่วมมือจากภาคประชาชน ที่ในอดีตต่างฝ่ายต่างทำงานแค่ในส่วนของตน แต่วันนี้การทำงานร่วมกันภายใต้ทุ่งตะโกโมเดลนั้น ทำให้เกิดผลสำเร็จ

ประชาชนในพื้นที่มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับความช่วยเหลือที่อย่างทั่วถึง การส่งเสริมเรื่องสุขภาพและอาหารปลอดภัยที่เข็มแข็ง ตลอดจนกระทั่งการบูรณาการความรู้ไปสู่โรงเรียน เพื่อต่อยอดความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขอนามัยโดยเริ่มต้นจากเยาวชน รากแก้วที่พร้อมจะเติบโตเป็นต้นไม้แห่งความหวังของชุมชนต่อไป

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทุ่งตะโกโมเดล จ.ชุมพร ถือเป็นตัวอย่างธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ในพื้นที่ จากปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ทำให้ชาวบ้านมาพูดคุยกันและเกิดกติกา “ปิ่นโตสุขภาพ” เวลาใส่บาตรจะต้องเอาเมนูสุขภาพใส่ในปิ่นโตถวายพระ และพระในชุมชนก็เป็นนักส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจะมีการจัดการความรู้ที่ถูกต้อง รวมทั้งการออกกำลังกายของพระสงฆ์เพื่อให้เกิดความรู้ร่วมกัน

พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ

ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามมติสมัชชาแห่งชาติเรื่อง “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” โดยมอบหมายให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานหลักไปปรับแผนยุทธศาสตร์ชาติพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ ให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน และนำเสนอต่อที่ประชุม คมส. โดยให้ยึดหลักการสำคัญ 3 เรื่อง คือ

1.พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักพระธรรมวินัย

2.ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย

3.บทบาทพระสงฆ์กับการเป็นแกนนำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม

ทั้ง 3 เรื่อง เป็นแนวทางที่คณะทำงานขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ร่วมกันวางไว้

“ต้องการเร่งรัดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปีรองรับยุทธศาสตร์ฯ  เพราะการเดินหน้าเรื่องนี้ ต้องเร็ว ต้องทำแผนให้ชัดว่าใน 1 ปีจะทำอะไร จะเกิดผลอะไรได้บ้าง และต้องให้สะเทือนทั้งสังคม” นพ.ปิยะสกล กล่าว

ประธาน คมส. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก

“สมเด็จพระสังฆราช ท่านยังเป็นตัวอย่างได้อย่างดีในการดูแลสุขภาพ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะพระสงฆ์ โดยที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมได้บรรจุเรื่องวัดส่งเสริมสุขภาพและธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติเข้าสู่แผนงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์”

สถานการณ์ความคืบหน้าล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ เพื่อให้การขับเคลื่อนสุขภาวะพระสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการต่อไป

“การขับเคลื่อนเรื่องนี้จะสำเร็จได้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะเป็นเรื่องความเชื่อและพฤติกรรมด้วยในการตักบาตร หรือใส่บาตรอาหาร รวมถึงถวายภัตตาหารให้กับพระสงฆ์ ที่มุ่งอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้รับ เป็นต้น และเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องปรึกษากับมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ด้วย ให้ปรับระเบียบกองทุนให้ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ได้ เพราะจะช่วยลดพระสงฆ์อาพาธ ลดภาระของการรักษาพยาบาลได้อย่างดี”

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย กล่าวว่า 2 แนวทางหลักที่กรมอนามัยขับเคลื่อน ประกอบด้วย

1.โครงการพัฒนาวัดส่งเสริมสุขภาพ ที่ทำอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี กลไกหลักเป็นการอบรมพระอาสาสมัครสุขภาพประจำวัด (พระ อสว.) แต่พบว่าทำไปได้เพียง 3,000 วัด จาก 30,000 วัด ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของเจ้าอาวาสของแต่ละวัดเป็นหลัก

และ 2.ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ที่อยู่ระหว่างการยกร่าง เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

 

ภิกษุสงฆ์อาพาธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 09:30…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513804

ภิกษุสงฆ์อาพาธ

โดย พรเทพ เฮง

พระสงฆ์ที่บวชเข้ามาพระธรรมวินัย แม้บางรูปจะได้บรรลุธรรมชั้นสูง แต่ก็หาหลีกเลี่ยงความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตไปได้ไม่ ในบาลีพระไตรปิฎก จึงพบเหตุการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดวิธีการเยียวยารักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยเหล่านั้น

พระไตรปิฎก เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2 เรื่องพระอาพาธโรคท้องร่วงได้กล่าวถึง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ยาก5 อย่าง องค์ของภิกษุอาพาธที่พยาบาลได้ง่าย 5 อย่าง องค์ของภิกษุผู้ไม่เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง องค์ของภิกษุผู้เข้าใจพยาบาล 5 อย่าง ซึ่งเป็นพระธรรมวินัยในหมู่ภิกษุสงฆ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อพิจารณาหลักฐานโดยภาพรวมเท่าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า การแพทย์สมัยพุทธกาลนับว่ามีความเจริญก้าวหน้าพอสมควร การแพทย์สมัยพุทธกาล มีวิธีการรักษาตามความหลากหลายของโรค

ทั้งการดูแลป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บเบื้องต้น ตามหลักการที่สำคัญของพระพุทธศาสนาที่สอนว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และสมณธรรมจะเป็นไปได้ด้วยดี ก็ด้วยมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน

วิธีการรักษา หมายถึง การลงมือบำบัด ขจัด ปัดเป่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ คือรักษาโดยการวิธีการทางการแพทย์ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของพระภิกษุที่มีหลักฐานจารึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีทั้งระดับธรรมดาระดับปานกลาง กระทั่งระดับรุนแรง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เวลานั้น การรักษาส่วนใหญ่ก็ใช้ยา

อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาความเจ็บไข้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในกรณีที่อาการหนักก็ได้แต่ดูแลกันตามมีตามเกิดช่วยได้ก็มี ช่วยไม่ได้ต้องปล่อยให้ตายไป

การรักษาโดยการสวดพระปริตรให้ฟัง การสวดพระปริตร หมายถึงการใช้บทสวดต่างๆ สาธยายให้คนป่วยฟัง กรณีดังกล่าวนี้ พบทั้งกรณีการสวดให้ฆราวาสญาติโยมฟัง การสวดให้พระภิกษุด้วยกันฟัง รวมกระทั่งการสวดให้พระพุทธเจ้าฟัง

การสวดในลักษณะดังกล่าว ส่งผลหลายลักษณะ เช่น ในรายที่อาการหนักไม่ไหว ไม่รอดแล้ว ก็ถือเป็นการช่วยประคองจิตให้อยู่ในฐานะที่ควร ที่เหมาะสมอย่างน้อยก็พอจะประกันได้ว่า หากตายไปในสภาพจิตแบบนี้ ไม่ไปสู่ทุคติแน่นอนข้อนี้ได้กลายมาเป็นแบบแผนสำหรับการปฏิบัติของชาวพุทธในปัจจุบัน

ในรายที่เป็นพระสงฆ์สาวก ท่านได้รับการฝึกจิตมาดีแล้ว ท่านมีพลังจิตสูงการสวดพระปริตร จะส่งผลให้ท่านหายจากอาการป่วยไข้ได้ การรักษาโรคด้วยการสวดพระปริตรให้ฟังจึงพบเห็นได้บ่อยทั้งในคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์อรรถกถา เรียกพระสูตรนี้ว่า มหากัสสปะโพชฌงคะสูตร มหาโมคคัลลานะโพชฌงคะสูตร และมหาจุนทะโพชฌงคะสูตร

นอกจากพระสูตรดังกล่าวแล้ว ยังมีพระสูตรอื่นๆ ที่บันทึกหลักฐานการใช้พระปริตรสวดเพื่อบรรเทาอาการอาพาธ เช่น ในคิริมานนทะสูตร ซึ่งในพระสูตรนี้ใช้บทสวดที่เกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยคลายความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ปัจจุบันภิกษุสงฆ์อาพาธมาจากโรคเรื้อรังที่กินอาหารล้นโภชนาการและกำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพอยู่ในทุกวันนี้

 

ก้าวตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517089

ก้าวตามรอยพ่อ

3 หนุ่ม 3 มุมคนรุ่นใหม่ กุ้ง-เบิ้ล-เปอร์ จะมาเล่าให้ฟังว่า “ก้าวตามรอยพ่อ” ก่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่าต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของเมืองไทย แต่ละโครงการไม่เพียงทำให้เราระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยเท่านั้น หากยังมีบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้เพื่อนำมาดำเนินชีวิตตามแนวทางของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) ได้จัดทำโครงการ “ก้าวตามรอยพ่อ ประชุมเมืองไทย อิ่มใจตามรอยพระราชดำริ” กระตุ้นการพัฒนาศักยภาพองค์กรผ่านหลัก 3 พอ คือ พอเพียง เพิ่มพูน พัฒนา ซึ่งเป็นหลักการทำงานตามโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ไม่เพียงองค์กรภาครัฐและเอกชน โครงการยังมุ่งขยายผลสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมี 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ศิลปินอาร์สยาม กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ เบิ้ล ปทุมราช (อาทิตย์ สมน้อย) และเปอร์ สุวิกรม อัมระนันทน์ แห่งเปอร์สเปคทีฟ (Perspective) มาเล่าให้ฟังว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ พวกเขาได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้พัฒนาตัวเองอย่างไร รวมทั้งไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ที่พวกเขาน้อมนำหลักคิดของพ่อหลวง เพื่อใช้เป็นต้นแบบการเรียนรู้

 

 

สำรวจทรรศนะหนุ่มหล่อคนแรก เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท แบล็คดอท และเป็นเจ้าของรายการสุดแนวอย่าง Perspective เล่าว่า พระปณิธานที่ทรงตั้งไว้แต่ต้นรัชกาล เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม จากวันนั้นถึงวันนี้ 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ไม่เคยละทิ้ง ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกษัตริย์กับทรงใช้ระยะอันยาวนานในการพิสูจน์พระองค์เอง นั่นหมายถึงความฝันและความมุ่งมั่น…สิ่งที่เราควรมี สิ่งที่เราควรน้อมนำมาปฏิบัติ

“ชีวิตของเรา ความฝันของเรา เราทำให้ดีที่สุด ถ้ายังมีชีวิต เราจะไม่หยุด เหมือนการทำตามปณิธานที่พระองค์ทรงยึดมั่นอย่างมาก นี่คือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่สำหรับผม นั่นหมายถึง ผมเองก็มีระยะเวลาทั้งชีวิต ที่จะพิสูจน์ความมุ่งมั่น ที่จะทำความดีตามรอยพระองค์ท่าน”

ในฐานะเป็นนักสื่อสารมวลชน พิธีกร และนักแสดงคนหนึ่ง ชายหนุ่มถือเป็นหน้าที่ที่จะถ่ายทอดและสื่อสารเรื่องราวของพระองค์ เพื่อสะท้อนความเป็นบุคคลต้นแบบทั้งในมิติของนักคิดและนักวิชาการ อีกทั้งในมิติของมนุษย์คนหนึ่ง ที่พึงเป็นแบบอย่าง เช่น ทรงเป็นลูกที่ทำหน้าที่ลูกอย่างสมบูรณ์ ทรงเป็นต้นแบบของความกตัญญู ต้นแบบความเสียสละ ความเพียร ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ที่สำคัญคือการเป็นต้นแบบของการทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อประชาชนของพระองค์

เปอร์ เล่าว่า หลังจากได้มีโอกาสร่วมโครงการ “เดิน ทาง พ่อ” เพื่อร่วมฉลองในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ออกเดินทางไปเรียนรู้ประสบการณ์ตรงตามรอยพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่ 9 จากประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาได้สัมผัสถึงพระอัจฉริยภาพ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า

“เป็นแรงบันดาลใจในการมุ่งมั่นพัฒนาทำความดีตามคำสอนของพ่อหลวงต่อไป” เปอร์เล่า

 

 

อาทิตย์ สมน้อย หรือ เบิ้ล ปทุมราช ศิลปินลูกทุ่ง 100 ล้านวิว เล่าว่า ภูมิใจที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ร่วมโครงการก้าวตามรอยพ่อฯ ในฐานะชาวลูกทุ่งคนหนึ่ง ได้นำแรงบันดาลใจจากแนวคิดความพอเพียงมาใช้เป็นต้นแบบในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาความเข้มแข็ง หยัดยืนเพื่อตนเอง เพื่อชุมชนและเพื่อประเทศชาติ

“วันนี้ผมยืนอยู่ตรงจุดที่เรียกว่าศิลปิน แต่ผมก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง การใช้ชีวิตผมก็ยังคงเป็นเบิ้ลคนเดิม ที่ยึดหลักความพอเพียงของพระองค์ท่านอยู่ในใจตลอดเวลา ทั้งหมดที่เราทำคือสิ่งที่เราเลือก ผมเลือกที่จะกินข้าวจานละ 30 บาท มันก็อิ่มเหมือนกินจานละร้อยจานละพัน ภาพที่ผมจำได้คือภาพหลอดยาสีฟันที่ใช้ดินสอเค้นจนหมดหลอด ก็ทำไมเราจะทำตามอย่างท่านไม่ได้”

นอกจากนี้ คือหลักเรื่องความมีสติ เบิ้ลกล่าวว่า เราเป็นศิลปินอยู่ในวงการบันเทิง สิ่งที่ต้องมีสติ เมื่อก่อนเป็นคนใจร้อน ถือเป็นข้อเสียที่เอาตัวเองไม่ค่อยอยู่ แต่เมื่อได้ตั้งปณิธานว่า จะเป็นคนดีเพื่อพ่อ เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นแบบอย่างแก่แฟนเพลง ก็พยายามมากขึ้น ได้น้อมนำหลักการใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ภาพพระองค์ท่านที่ทรงงานจนพระเสโทหลั่งไหล ภาพนี้ให้คำอธิบายถึงความสุขความรักความอดทนและความเพียรในชีวิตของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง

“เป็นภาพที่ทำให้ผมอยากทำความดี เป็นภาพที่ทรงพลังที่สุดสำหรับผม เป็นภาพที่ทำให้ผมลุกขึ้นได้แม้ในวันที่ผมต้องหัวทิ่ม ในวันที่ผมอาจจะล้มลุกคลุกคลานแค่ไหน ก็กลับมาได้เพราะพลังจากพระองค์” เบิ้ล เล่า

 

 

กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ นักร้องเพลงลูกทุ่งสังกัดอาร์สยาม และลิเกคนดัง เล่าว่า ได้น้อมนำแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจความพอเพียงและต่อยอดเป็นความเพิ่มพูน ในฐานะศิลปินลูกทุ่งและลิเก ได้พยายามใช้ความรู้ความสามารถต่อยอดศิลปะพื้นบ้าน ดำรงรักษาไม่ให้สูญหาย ทรงมีพระประสงค์ให้ศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่คู่คนไทย สิ่งที่ทำจึงคือความพยายามเพื่อพระองค์ท่าน

“เวลาศิลปินลิเกได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์จะมีพระเมตตาครอบเศียรให้ทุกคน เห็นแล้วตื้นตัน เห็นแล้วเรายิ่งต้องภูมิใจ สืบสานศิลปะของชาติ เหมือนได้ตอบแทนแผ่นดิน”

กุ้งเล่าว่า ในฐานะศิลปินพื้นบ้านคนหนึ่ง จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนต่อไป โดยทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ เจตนารมณ์ที่เขาตั้งใจจะสืบสานลิเก ก็ด้วยถือว่าความเป็นลิเกที่เป็นรากเหง้า แต่ด้วยรูปแบบอาจปรับให้เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ โดยจะมีวงดนตรีลูกทุ่งผสมผสาน ความเป็นลูกทุ่งและความเป็นไทยที่ไปด้วยกันอย่างลงตัว ที่สำคัญคือมีความร่วมสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้ซึมซับศิลปะไทยแท้และความละเมียดละไม ได้รู้ว่าลิเกไม่ได้โบราณ วัยรุ่นดูได้ เด็กๆ ก็ดูได้

“ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ตั้งใจทำให้ดีที่สุด สืบทอดให้นานที่สุด”

กุ้งบอกอีกว่า ในปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ก็เป็นปีเดียวกับที่บิดา ชัยณรงค์ อุสุภะ เสียชีวิต สำหรับเขาแล้วจึงเป็นปีแห่งการสูญเสีย ไม่เคยคิดว่าจะเสียใจอะไรได้มากเท่านี้อีกในชีวิต หากได้แปรความเศร้าให้เป็นพลัง ตั้งปณิธานว่าจะสร้างความดีตามรอยพระบาทจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แนวทางพระราชดำริและพระจริยวัตรของพระองค์ท่านที่ยึดเป็นแบบอย่าง คือหลักเมตตาบารมีและความเสียสละ ได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องทำความดีเพื่อตัวเราเองเสมอไป

“ในปีที่ผ่านมา ชาวไทยข้ามผ่านความเศร้าอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อว่า ในที่สุดพวกเราจะแปรความเศร้าเป็นพลัง และมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนปัญหา เปลี่ยนความขัดแย้ง เปลี่ยนความทุกข์ยาก ให้กลายเป็นความสุขความพัฒนา ถ้าเราก้าวตามรอยพ่อ”

 

5 ประโยชน์ของเบคกิ้งโซดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517105

5 ประโยชน์ของเบคกิ้งโซดา

นอกจากใช้ทำขนมแล้ว เบคกิ้งโซดายังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง

เบคกิ้งโซดา เป็นส่วนผสมที่เราคุ้นเคยกันในการใช้ทำขนม แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเบคกิ้งโซดามีประโยชน์มากกว่านั้น สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย จึงนับว่าเป็นอีกสิ่งที่ควรมีติดบ้านเลยทีเดียว

1. ใช้แทนยาสีฟัน – เบคกิ้งโซดา และสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% สามารถใช้แทนยาสีฟันที่ไม่ผสมฟลูออไรด์ได้ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่จุ่มแปรงสีฟันลงในเบคกิ้งโซดาแล้วใช้แปรงได้เลย นอกจากจะทำให้ฟันสะอาดแล้ว ยังช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นด้วย แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้สารเคลือบฟันสึกได้

2. ใช้เป็นสครับขัดผิว – การผสมเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน สามารถใช้เป็นสครับขัดผิวหน้าและผิวกายได้ โดยให้นำมาวนที่ผิวเบาๆ เป็นรูปวงกลม และล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่ไม่ควรใช้กับผิวหน้าในช่วงที่เป็นสิว

3. ระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ใต้วงแขน – เพียงแค่นำเบคกิ้งโซดามาทาใต้วงแขน ก็จะสามารถช่วยระงับกลิ่นและลดกลิ่นอับใต้วงแขนได้ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกเยอะ

4. ล้างสารเคมีตกค้างบนเส้นผม – โรยเบคกิ้งโซดาลงบนฝ่ามือพร้อมกับแชมพูสระผม ใช้ควบคู่กันแล้วสระผมตามปกติ จากนั้นล้างออกให้สะอาด เบคกิ้งโซดาจะช่วยขจัดสารตกค้างที่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทิ้งไว้ เพื่อให้เส้นผมสะอาดขึ้น

5. ดับกลิ่นรองเท้าผ้าใบ – หากมีรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้ใช้นานๆ จะวางทิ้งไว้ปล่อยให้กลิ่นโชยก็ดูจะไม่เหมาะ ให้โรยเบคกิ้งโซดาใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วค่อยเคาะออกก่อนนำมาสวมใส่ จะช่วยลดกลิ่นอับและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้

 

5 วิธีบรรเทาอาการท้องเสียด้วยตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516963

5 วิธีบรรเทาอาการท้องเสียด้วยตนเอง

ความรู้เบื้องต้นในการรักษาอาการท้องเสียง่ายๆ ด้วยตัวเอง

อาการท้องเสียมักมีสาเหตุมาจากการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด หรือมีเชื้อโรคเจือปน ทำเกิดการติดเชื้อ นอกจากยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทานเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

1. ดื่มน้ำให้มากๆ

เวลาที่ท้องเสีย ร่างกายจะเสียน้ำเยอะ ควรดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายเสียไป อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อน ปากแห้ง ตาแห้ง อ่อนเพลีย และวิงเวียน จนอาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้

2. ทานอาหารเหลวทีละน้อยๆ

เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักจนเกินไป ให้ทานอาหารเหลว หลีกเลี่ยงของหนักๆ และทานในปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยออกเป็นหลายมื้อแทนการทานมื้อใหญ่มื้อเดียว รวมไปถึงค่อยๆ จิบน้ำทีละน้อยอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

3. ทานโยเกิร์ต

การทานโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติก ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เป็นแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย กระตุ้นให้ลำไส้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติเหมือนเดิม

4. ลดการระคายเคืองในกระเพาะด้วยขิง

ขิงมีคุณสมบัติที่ช่วยแก้อักเสบ ลดอาการแปรปรวนของลำไส้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ดังนั้นการดื่มน้ำขิงสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไฟเบอร์

ผักและผลไม้สดเป็นอาหารที่ไม่ควรทานอย่างยิ่งในเวลาท้องเสีย เพราะจะไปเพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกายถ่ายหนักกว่าเก่า รวมไปถึงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารอย่างพวกถั่ว ก็ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนเช่นกัน

 

คนขี้ลืมมีเฮ เพราะตอนนี้เขามีหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำแล้ว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 16:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516956

คนขี้ลืมมีเฮ เพราะตอนนี้เขามีหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำแล้ว!

ลอตเต้ออกหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของแปะก๊วย ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ

หนึ่งในบริษัทผลิตหมากฝรั่งตัวท็อปของประเทศญี่ปุ่นอย่าง Lotte เอาใจมนุษย์ขี้ลืม ออกหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำ ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากแปะก๊วย ที่มีสรรพคุณในการบำรุงสมอง

โดยได้ออกหมากฝรั่งมาทั้งหมดสองแบบ แบบแรกเป็นแบบแท่งเคี้ยวหนึบ มีทั้งหมด 9 ชิ้นต่อแพ็ค และแบบที่สองเป็นแบบเม็ด มีทั้งหมด 12 ชิ้นต่อแพ็ค ซึ่งแบบเม็ดนี้จะมีรสขมกว่าเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม หมากฝรั่งชนิดนี้ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นเพียงอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชมในการทานหมากฝรั่งอยู่แล้ว ให้หันมาทานหมากฝรั่งที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยหมากฝรั่งชนิดนี้มีวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ราคา 140 เยน หรือประมาณ 40 บาท

ที่มา: rocketnews24

 

4 ของใช้ที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 15:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516943

4 ของใช้ที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว

ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอาจทำให้เกิดสิวได้โดยที่เราคาดไม่ถึง

ทั้งเรื่องฮอร์โมน และการอุตตันของสิ่งสกปรก ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว การล้างหน้าให้สะอาด ใช้ครีมบำรุงสำหรับผิวเป็นสิวก็เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันการเกิดสิว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่หลายคนมองข้าม อย่างการรักษาความสะอาดของข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเรา ที่สามารถเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และอาจก่อให้เกิดสิวได้เช่นเดียวกัน

1. โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเนี่ยแหละคือแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่เจอฝุ่นละออง มลภาวะ และสิ่งสกปรกอยู่ตลอดเวลา แทบเราก็เอาแนบหน้าอยู่ทุกวัน จึงอาจทำให้เกิดสิวได้ หากไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี ใครที่เป็นสิวง่ายๆ ก็ควรหมั่นเช็ดทำความสะอาดสักหน่อย น่าจะลดความเสี่ยงในการเกิดสิวไปได้เยอะ

2. หูฟัง

นอกจากโทรศัพท์แล้ว หูฟังก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สัมผัสกับผิวเราโดยตรง การที่สายหูฟังโดนแก้มเราบ่อยๆ โดยที่ไม่ได้ทำความสะอาดเลย อาจทำให้เกิดการระคายเคือง และเกิดสิวได้

3. พัดลมและเครื่องปรับอากาศ

พัดลมและเครื่องปรับอากาศเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะเป็นต้นเหตุของโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังเป็นต้นเหตุของสิวด้วย เพราะอาจจะพัดสิ่งสกปรกเข้ามาสัมผัสใบหน้าเราได้ ใครที่เป็นสิวแล้วยังหาสาเหตุไม่เจอ ลองล้างเครื่องปรับอากาศและหน้ากากพัดลมดู

4. ตุ๊กตา

ผู้หญิงบางคนที่ชอบวางตุ๊กตาไว้บนเตียง อาจจะมองข้ามสิ่งนี้ไป หลายคนมักจะไปสนใจแต่การซักปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอน จนลืมไปว่าตุ๊กตาที่หลายคนนอนกอดก็สัมผัสผิวเราโดยตรงเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรหมั่นซักตุ๊กตาบ่อยๆ ด้วย โดยเฉพาะตุ๊กตาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ควรซักก่อนนำมาใช้งาน

 

9 ประโยชน์ของการเป็นคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516933

9 ประโยชน์ของการเป็นคนโสด

รวมเหตุผลที่ชี้ว่าการเป็นโสดอาจดีต่อชีวิตของทุกคนอย่างไม่น่าเชื่อ

แม้ว่าหลายการศึกษาจะพูดถึงประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตของการมีคู่ครอง การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการเป็นโสด ที่แท้จริงแล้วก็ส่งผลดีต่อชีวิตของเราเช่นเดียวกัน

1. มีคอนเนคชั่นเยอะ

ผลการศึกษาในปี พ.ศ. 2558 พบว่า คนโสดไม่เพียงแต่จะใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนสนิทและครอบครัวเท่านั้น แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากเครือข่ายเหล่านี้มากกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากคนโสดจะใกล้ชิดและใส่ใจเพื่อนฝูงและครอบครัวมากกว่าคนมีคู่

2. มีปัญหาด้านการเงินน้อยลง

การเป็นโสดทำให้คุณมีอิสระทางการเงินมากขึ้น จากการศึกษาของ Debt.com พบว่า คนโสดมีโอกาสที่จะติดหนี้บัตรเครดิตอยู่แค่ 21% ในทางตรงกันข้ามคนมีคู่ที่มีบุตรจะมีโอกาสมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ที่ 27% และคนมีคู่ที่มีบุตรจะมีโอกาสสูงถึง 36%

3. นอนหลับง่ายขึ้น

การนอนคนเดียวทำให้คุณไม่ต้องแชร์เตียงกับใคร รวมไปถึงไม่ต้องคอยฟังเสียงกรนอีกต่างหาก ผลสำรวจจาก Amerisleep พบว่า คนโสดนอนหลับได้ง่ายและมีคุณภาพกว่าคนที่นอนกับสามีหรือภรรยา ซึ่งการนอนหลับอย่างเพียงพอนั้นส่งผลให้ระดับอารมณ์ดีขึ้น และสุขภาพดีด้วย

4. มีแนวโน้มที่จะออกกำลังกายมากขึ้น

จากการศึกษาพบว่า คนโสดเข้าฟิตเนสในอัตราที่สูงกว่าคนที่แต่งงานแล้ว และในการศึกษานั้นยังพบข้อมูลอีกด้วยว่า คนโสดที่เป็นเพศชายออกกำลังกายบ่อยเกือบสองเท่าของที่ผู้ชายที่แต่งงานแล้วทำ

5. มีตารางเวลาเป็นของตัวเอง

หากคุณมีแฟนหรือแต่งงานแล้ว คุณอาจจะต้องรอรับประทานอาหารเย็นกับพวกเขา หรืออาจจะต้องออกไปงานสังคม งานวันเกิดกับพวกเขาด้วย ทำให้งานเหล่านี้มากินเวลาชีวิต แต่คนโสดส่วนใหญ่จะสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องของคนอื่น ซึ่งการวางแพลนชีวิตที่ดีก็จะส่งผลให้สามารถแบ่งเวลาพักผ่อนกับเวลาทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย

6. สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง

คนโสดมักจะมีสกิลในการจัดการกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิต เนื่องจากพวกเขาอยู่คนเดียวมานาน ทำให้ต้องพบเจอปัญหา และแก้ไขมันด้วยตัวเองอยู่บ่อยๆ ดังนั้นหากเจอปัญหาที่เกิดขึ้นอีก กลุ่มคนเหล่านี้ก็พร้อมรับมือทันที เพราะล้วนมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มาแล้ว

7. ใช้เวลากับงานบ้านน้อยลง

จากการศึกษาพบว่า คนโสดทำงานบ้านน้อยกว่าผู้ที่แต่งงานแล้ว โดยผู้ที่แต่งงานแล้วมีสถิติการทำงานบ้านกว่าเจ็ดชั่วโมงต่อวัน ถ้าพวกเขาต้องอยู่บ้านคนเดียว ในขณะที่กลุ่มคนโสดจะใช้เวลาพวกนี้ไปกับการออกกำลังกาย ทานอาหารกับเพื่อนๆ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยคลายความเครียดจากงาน ส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

8. น่าจะมีความสุขกว่า

มีงานวิจัยที่ระบุว่า ผู้หญิงไม่ได้มีความสุขขึ้นหลังจากแต่งงาน และดูเหมือนว่าพวกเธอจะมีความสุขมากกว่าเมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ในขณะที่ผู้ชายจะมีความสุขขึ้นหลังจากที่แต่งงานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีความสุขเท่าตอนที่พวกเขาโสด

9. มีความสุขกับเพศสัมพันธ์ที่ดีกว่า

จริงอยู่ที่ว่าผู้ที่แต่งงานแล้วมักมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น แต่ในที่นี้จะพูดถึงคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ จากผลสำรวจพบว่า ผู้หญิงที่เป็นโสดพึงพอใจในเพศสัมพันธ์ของพวกเธอ มากกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ในขณะที่ผู้ชายยังคงมีความสุขกับการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขาอยู่แม้ว่าจะแต่งงานหรือยังไม่แต่งก็ตาม อย่างไรก็ดี เรื่องเพศสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ และความพึงพอใจส่วนตัวของแต่ละคู่ด้วย

ที่มา: insider