‘ดิจิทัล สกิล’ เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516410

'ดิจิทัล สกิล' เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์โฉมใหม่

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล ภาพ : อีพีเอ/เอเอฟพี/เอพี

 บุคลากรที่มีทักษะที่ผสมผสานทั้งด้านดิจิทัล (Digital Skill) และมีความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ การตลาด รวมทั้งมีความสามารถวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ได้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั่วโลกในยุคปัจจุบันนี้

การเตรียมบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกดิจิทัลมากขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นความจำเป็นอย่างเร่งเร็วและรอช้ามิได้ เพราะหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในการออกแบบและการใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลคือการมีผู้นำขององค์กรและพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ความหลากหลายของนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีใหม่เองก็มีส่วนเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลด้วยเช่นกัน

องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้กับพนักงานก่อนที่จะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยองค์กรต้องมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มของเทคโนโลยีบางอย่าง เช่น ระบบเซ็นเซอร์ หรือ IoT เพื่อใช้ในการสนับสนุนศักยภาพทางธุรกิจในองค์กร โดยจะเป็นการเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานให้เป็นอัตโนมัติ และเพิ่มกระแสรายได้ใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

 แต่กระนั้นทรัพยากรบุคคลที่สามารถพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าว มักจะมีจำกัดภายในองค์กร ถ้าในแง่นี้องค์กรก็ต้องรู้ว่าควรจะลงทุนเรื่องการพัฒนาทักษะให้กับพนักงานคนไหนและทักษะที่ขาดแคลนด้านอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้

คำจำกัดความของคำว่า ดิจิทัล สกิล (Digital Skill) หมายความรวมๆ ถึงการมีความรู้ความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลในการเชื่อมต่อสู่อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ และสามารถเข้าใจหรือเลือกทำในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลในเชิงลบต่อตนเองบนโลกออนไลน์ เช่น การไม่หลงกลเทคนิคฟิชชิ่ง การไม่โพสต์คอนเทนต์ที่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น ฯลฯ

ความสำคัญควบคู่ไปกับความรู้คือเรื่องของทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานในการปลูกฝังวิธีคิดและทัศนคติต่อไป ดิจิทัล สกิล เป็นหนึ่งในชุดทักษะขั้นพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างขีดความสามารถขององค์กรและของประเทศ

จากผลการวิจัยของ ICDL-International Computer Drivers Licence ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร ซึ่งทำหน้าที่ยกระดับมาตรฐานดิจิทัล สกิล ของกำลังคนในทวีปยุโรป ได้เปิดเผยผลการวิจัย พบว่าบุคลากรที่มีดิจิทัล สกิล อยู่ในระดับมาตรฐานนั้น จะมีประสิทธิภาพในการทำงาน สรุปได้ดังนี้ ลดเวลาการทำงาน 36 นาที/วัน/คน ลดเวลาในการเรียกเจ้าหน้าที่ทางด้านไอทีเหลือ 10% จากเดิม 40% เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานได้ด้วยตนเอง สุดท้ายเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรโดยรวมถึง 22%

พลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐ (Thailand Digital Government Academy) และเปิดการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (รอส.) รุ่นที่ 3

พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการเตรียมความพร้อมของบุคลากรภาครัฐเพื่อรองรับการก้าวไปสู่ Digital Thailand” และเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับศักยภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล

โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐจะเป็นแกนหลัก เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล ที่บุคลากรภาครัฐทุกระดับต้องผ่านการอบรมจากสถาบันนี้ด้วยหลักสูตรที่เหมาะสมกับความสามารถทางด้านดิจิทัลในแต่ละระดับ หรือ Digital Literacy ของแต่ละบุคคล

ย้อนกลับไปในการจัดงาน OSSC Forum ครั้งที่ 3 IT Update : Digital skill เพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 โดย ไชยเจริญ อติแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งดำรงตำแหน่งหลากหลายดังนี้ คณะกรรมการบริหาร สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) คณะกรรมการจัดหาคอมพิวเตอร์ของรัฐ องค์คณะ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาคุณภาพกำลังคนภาครัฐ ก.พ. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศ สมาคมสโมสรนักลงทุน (บีโอไอ) คณะกรรมการอำนวยการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้าน e-Science President ASEAN CIO ASSOCIATION, ACIOA

ไชยเจริญ ได้มาบรรยายถึงดิจิทัล สกิล ซึ่งได้ข้อสรุปคร่าวๆ กว้างๆ โดยประมาณ โดยเริ่มพูดถึงภาวะผู้นำในยุค Thailand 4.0 อาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรนั้น ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารองค์กร

ภาวะผู้นำถือเป็นทุนมนุษย์ของปัจเจกบุคคลที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยไม่ยากนัก อย่างไรก็ตาม ในยุคการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศสู่ยุค Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม รวมทั้งเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อการพัฒนาประเทศปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนเช่นนี้ องค์การที่ดำเนินงานในประเทศไทย ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนองคาพยพให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาหลักของประเทศ “ภาวะผู้นำ” ของผู้บริหารองค์กร จึงต้องได้รับการส่งเสริมให้สอดคล้องกับยุค Thailand 4.0 ด้วย

สิ่งแรกที่ทุกคนควรทำความเข้าใจคือ ภาวะผู้นำ (Leadership) คืออะไร ภาวะผู้นำ (Leadership) : ความสามารถของผู้นำในการทำให้บุคคลอื่นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร เมื่อผู้นำต้องสามารถทำให้บุคคลอื่นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดได้จึงนำเสนอทฤษฎีว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำ (Trait Theory) ในการนำไปสู่การพัฒนาตามโมเดล Thailand 4.0 ดังนี้

+ คุณลักษณะทางความคิดและสติปัญญา (Conceptual Characteristics) หมายความว่า ผู้นำต้องมีความฉลาด หลักแหลม คิดวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างเป็นระบบ เล็งเห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งกำหนดแนวทางตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในแบบโมเดลการพัฒนาประเทศแบบ Thailand 4.0

 + คุณลักษณะทางความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น (Interpersonal Characteristics) หมายถึง ผู้นำต้องมีทักษะในการสื่อสาร มีทัศนคติเชิงบวก เป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคม เนื่องจากในยุค Thailand 4.0 นั้น เป็นยุคแห่งการใช้ความคิดสร้างสรรค์สรรค์สร้างนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลและระหว่างองค์กรเป็นอย่างมาก

+ คุณลักษณะทางด้านการทำงาน (Technical Characteristics) หมายถึง ผู้นำต้องมีความรู้เข้าใจ ความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มีวิธีการถ่ายทอดและสอนงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

+ คุณลักษณะส่วนตัว (Personal Characteristics) ที่ส่งเสริมต่อการขับเคลื่อนในยุค Thailand 4.0 เช่น ความมั่นใจในตนเอง มีความรับผิดชอบสูง/มุ่งมั่นตั้งใจ มีความรอบคอบ/กระตือรือร้น เป็นต้น

+ คุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) หมายถึง อายุ ส่วนสูง พละกำลัง น้ำหนัก คุณลักษณะนี้อาจเป็นส่วนสนับสนุนในการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนในการใช้ภาวะผู้นำต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เสมือนคำกล่าวที่ว่า “บุคลิกภาพที่ดีส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ”

+ คุณลักษณะทางพื้นฐานสังคม (Social Background Characteristics) เช่น ประวัติการศึกษาของผู้นำที่มีส่วนในการสร้างเครือข่ายการพัฒนาองค์กรได้ ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยพลังประชารัฐ หมายถึง ผู้นำไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยลาพัง แต่ต้องมีเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนด้วย-ทักษะที่จำเป็นในการทำงานยุค Thailand 4.0

ไชยเจริญ ได้ย้ำถึงความเป็นดิจิทัล ลีดเดอร์ชิป หรือภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลที่ต้องมีคือ ยอมรับ

“ถ้าคุณไม่ยอมรับ ไม่ยอมเรียนรู้ และไม่นำมาใช้ในฐานะผู้นำเพื่อเป็นตัวอย่าง ไม่มีทางที่ประเทศนี้จะก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลได้ เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่เจเนอเรชั่นที่เป็นผู้ใหญ่เข้าสู่สูงวัยยังไม่เข้าใจว่ามีประโยชน์อย่างไร ทักษะในเรื่องดิจิทัล ลีดเดอร์ชิป ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเดิมที่เคยเป็นมา ต้องมีการครอส บอร์เดอร์”

สำหรับดิจิทัล สกิล หรือทักษะความชำนาญทางดิจิทัล ต้องประกอบด้วยทักษะการออกแบบและธุรกิจดิจิทัล (Digital Design & Business Skills) ทักษะคิดสร้างสรรค์หรือการคิดวิเคราะห์ (Creative & Critical Thinking Skills) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและข่าวสาร (Database & Information Analytical Skills) ทักษะความสามารถที่หลากหลาย (Multi-skills) ทักษะการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal & Communication Skills)-ความปลอดภัยในการทำงานยุค Thailand 4.0 ความปลอดภัย สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของ Thailand 4.0

ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้โมเดล “Thailand 4.0” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต กำลังการผลิต และประสิทธิภาพการทำงาน หัวใจสำคัญของการพัฒนาสู่ “Thailand 4.0” ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและการใช้ชีวิตประจำวันแบบดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันคนไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ต และการใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่าง มาก ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ๆ กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับดิจิทัลคอนเทนต์ ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ ไชยเจริญ จึงมองว่า “ระบบรักษาความปลอดภัย” จึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตของโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ และจะได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางก็ต่อเมื่อผู้บริโภคเชื่อมั่นในความสามารถขององค์กรนั้นๆ ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ดังนั้นปัจจัยสำคัญของการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 คือการวางรากฐานให้มั่นคงในอนาคต

“อยากกระตุ้นยังเจเนอเรชั่นว่าสิ่งที่สำคัญคือเรื่องวิชั่น แพลนนิ่ง แล้วก็ต้องทำถึงจะเผชิญอุปสรรคต้องแก้ไข ถ้าคุณไม่พร้อมก็อยู่ไม่ได้ คุณไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เลย ถ้าคุณไม่กล้า…”

กรณีศีกษา “Digital Skills Metro Map” ของไอร์แลนด์

บีบีซีรายงานว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีดิจิทัล สกิล (Digital Skill) กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก แม้แต่ประเทศอังกฤษที่พบว่าในแรงงานวัยผู้ใหญ่นั้นมีมากถึง 12.6 ล้านคนที่ขาดทักษะดังกล่าว ในขณะที่มี 5.8 ล้านคน ไม่เคยใช้งานอินเทอร์เน็ตมาก่อนเลย ซึ่งอังกฤษต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัล สกิล อีกราว 7.45 หมื่นตำแหน่ง ภายในปี 2017 การขาดแรงงานที่มีดิจิทัล สกิล ยังทำให้อังกฤษสูญเสียโอกาสในภาคธุรกิจคิดเป็นมูลค่าราว 63,000 พันล้านปอนด์/ปีด้วย

ในบทความ “Digital Skill ที่คนไทยควรมีถ้าจะต้องก้าวไปสู่ Thailand 4.0” โดย รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคนในอุตสาหกรรมไอซีที และกลุ่มนักวิชาการ โดยการสนับสนุนของสมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ที่ต้องการเห็นการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมไอซีทีไทยให้สามารถที่จะแข่งขันบนเวทีโลกได้ ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ

บทบาทและภารกิจของ IMC Institute คือการที่จะเป็นผู้นำในการทำวิจัย และสำรวจข้อมูล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งข้อมูลด้านบุคลากร การสำรวจการใช้งาน ตลอดจนสำรวจแนวโน้มการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศ นอกจากนี้ยังจะเน้นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรและสร้างความตระหนัก การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับผู้บริหารและองค์กรต่างๆ

รศ.ดร.ธนชาติ เขียนบอกว่า มีโอกาสเข้าร่วมทำงานเป็นคณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและพัฒนากําลังคนเพื่อรองรับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ของสำนักงานการอุดมศึกษา และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใหญ่ในวงการการศึกษาหลายท่านในเรื่องของกำลังคน และทักษะทางด้านดิจิทัลที่คนไทยควรจะมีเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพยายามที่จะเน้นเรื่องของ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมาก การเตรียมการบุคลากรในอนาคตคงต้องรองรับทั้งกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพด้านไอทีและคนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้ที่ต้องมีทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูง

รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ให้เห็นภาพกว้างและลึกของดิจิทัล สกิล ของคนไทยว่า โดยมากมักจะเข้าใจว่าคนไทยเก่งด้านการใช้ไอที เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้การใช้ไอทีเก่ง ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน การเล่นโซเชียลมีเดีย หรือโปรแกรมต่างๆ แต่ รศ.ดร.ธนชาติ บอกว่าเขามักจะบอกกับคนว่าเด็กไทยขาดทักษะทางด้านดิจิทัล เพราะทักษะทางด้านดิจิทัลไม่ใช่แค่การใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ และมันมีองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เคยบอกว่าเอสเอ็มอีไทยจำนวนมากใช้อีเมลไม่เป็น จริงๆ แล้วทักษะการใช้อีเมลมันมีความหมายมากกว่าการรับส่ง แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่ต้องเปลี่ยนไป เช่น การส่ง cc, bcc หรือการแนบไฟล์ต่างๆ รวมถึงวิธีการส่งที่เหมาะสม แต่คนเราก็ยังมักส่งอีเมลเสมือนว่าเป็นเครื่องมือธรรมดาแบบหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียนรู้ทักษะวิธีการเขียน ความสำคัญของการแนบเอกสารหรือการส่งข้อมูลต่างๆ

รศ.ดร.ธนชาติ ขยายภาพอีกว่า จริงๆ แล้วทักษะดิจิทัลมีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญมากกว่าการใช้เครื่องมืออีกมาก ทุกวันนี้นโยบาย Digital Economy ไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งก็ติดที่ทักษะของบุคลากรภาครัฐไม่เพียงแต่ใช้เครื่องมือไม่คล่องแล้ว ยังรวมถึงการขาด Digital Mindset และวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กร การศึกษาเราก็สอนแต่ให้นักเรียน นักศึกษาใช้เครื่องมือโดยไม่เข้าใจคำว่าทักษะดิจิทัลที่เด็กควรมี

“Digital Skills Metro Map” ของประเทศไอร์แลนด์ ที่ใช้ในการกำหนดองค์ความรู้และทักษะทางด้านดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขาทุกคน รศ.ดร.ธนชาติ นำมายกตัวอย่างและชี้ว่าแผนที่อันนี้น่าสนใจมากและเป็นแบบ Interactive ถ้าประเทศไทยจะก้าวไปเป็น Thailand 4.0 จะต้องทำให้คนไทยจำนวนมากมีทักษะแบบนี้ให้ได้

ภาคราชการและภาคเอกชนก็ต้องมีบุคลากรที่มีทักษะดังภาพ ซึ่งเห็นแล้วบุคลากรไทยเรายังห่างไกลกันอีกมาก เผลอๆ กลุ่มแรกที่ต้องจับ Re-skill ก็คือผู้บริหารภาครัฐทั้งหมด แล้วบังคับให้ทำงานแบบใช้ Digital Skill เหล่านี้ พร้อมทั้งต้องสร้าง Digital Mindset/Culture ในทุกองค์กร

สำหรับทักษะดิจิทัล 6 ด้านที่จำเป็นต้องมีคือ

1.Tools & Technologies คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะตามเทคโนโลยีได้ทันทั้งหมด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องให้มีทักษะความเข้าใจพื้นฐานว่าเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ทำงานได้อย่างไร อะไรคือความสามารถของเทคโนโลยีและมีข้อจำกัดอย่างไร จะเห็นได้ว่าต้องครอบคุลมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยอย่าง Internet of Things หรือ Collaboration Tools

2.Find & Use ซึ่งไม่ได้แค่ความสามารถในการค้นข้อมูลจากกูเกิล หรือเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ ได้ แต่รวมถึงความสามารถในการที่วิเคราะห์และตัดสินใจข้อมูลที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงทักษะในการอ้างอิงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ และเข้าใจถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูลและการนำไปใช้

3.Teach & Learn การเรียนการสอนแบบใหม่จะต้องให้ผู้มีเรียนและผู้สอนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกต้อง การใช้เครื่องมือบางอย่าง เช่น Presentation Tools เป็นเรื่องดี แต่ถ้าขาดทักษะและความเข้าใจที่ดีแล้ว ก็อาจทำให้การเรียนการสอนขาดคุณภาพได้ จึงจำเป็นต้องเข้ากระบวนการการเรียนการสอนแบบใหม่ การใช้เครื่องมือ การออกแบบหลักสูตร และเรื่อง Critical Thinking

 4.Communication & Collaborate โลกของดิจิทัลทำให้ทุกคนเชื่อมต่อกัน สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น รูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องให้มีทักษะในการทำงานแบบใหม่ การใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น อีเมล Video Conference Wiki Messaging Colloboration Tools การแชร์ข้อมูล เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในสถานที่ต่างๆ

5.Create & Innovate เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย ทั้งข้อความ รูปภาพ ซอฟต์แวร์ หรือบริการต่างๆ ผู้ทำงานต้องมีทักษะในการสร้างเนื้อหาดิจิทัลเหล่านี้ เช่น Digital Images และ Graphics Design รวมถึงการเขียนโปรแกรมที่คนทุกคนควรมีทักษะ เพื่อที่จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้

6.Identity & Wellbeing โลกดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการใช้งานจากภัยคุกคามต่างๆ เราจำเป็นต้องสอนให้คนมีทักษะที่เข้าใจในเรื่องปกป้องข้อมูลตัวเอง การเก็บรหัสตัวตนต่างๆ รวมถึงความรับผิดชอบในการดูแลและป้องกันข้อมูลของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา รวมถึงการมีจรรยาบรรณในการใช้งาน

ปิดท้ายบทความ รศ.ดร.ธนชาติ เขียนสรุปว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นและพอสรุปได้ว่า คนไทยมีทักษะด้านดิจิทัลที่แท้จริงแค่ไหน ถึงเวลาหรือที่ต้องพัฒนาหลักสูตรอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไม่ใช่ให้แต่เรียนรู้การใช้เครื่องมือแต่มันต้องมีทักษะอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Find & Use, Communication & Collorate ทำอย่างไรให้คนจบอุดมศึกษาทั้งประเทศ Coding เพราะต่อไปการใช้เครื่องมือต่างๆ แม้แต่รถยนต์ก็อาจต้องการทักษะแบบนี้ ถึงเวลาที่ต้องมาพัฒนาครูอาจารย์กันใหม่ ข้าราชการก็เป็นกลุ่มที่สำคัญที่ต้องมีทักษะเหล่านี้  ถ้าข้าราชการใหญ่ยังไม่มีทักษะแบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกกี่คน Digital Economy ก็คงไปไม่ถึงไหน และนโยบาย Thailand 4.0 ก็คงเป็นแค่ Hit and Run Campaign อีกรายการหนึ่งของภาครัฐ

………..ล้อมกรอบ…………

8 ทักษะความเชี่ยวชาญทางดิจิทัล

สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) ได้เผยแพร่ “8 ทักษะดิจิทัล (Digital Skills Set)” หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ โดยการยกระดับคุณภาพบุคลากรภาครัฐให้มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้มข้น (Digital Perform) ด้วยทักษะระดับมาตรฐานสากล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ พร้อมร่วมผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ในปี 2017

1.Digital skill Leadership ทักษะความเป็นผู้นำภายใต้การบริหารงานในยุคดิจิทัล

2.Digital skill Transformation ทักษะการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

3.Digital skill Governance ทักษะด้านการบริหารงานภายใต้ธรรมาภิบาลที่สอดคล้องกับนโยบายดิจิทัล

4.Digital skill Project Management  ทักษะการบริหารโครงการในยุคดิจิทัล

5.Digital skill Technology ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับศักยภาพองค์กร

6.Digital Services Design & Assurance ทักษะการออกแบบการให้บริการด้านดิจิทัลเพื่อการพัฒนาคุณภาพ

7.Digital skill Compliance ทักษะในการประยุกต์ใช้กฎระเบียบ แผนดำเนินงาน นโยบาย และกฎหมายด้านดิจิทัล

8.Digital skill Literacy ทักษะความรู้เท่าทันในการนำประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการพัฒนาองค์กร

 

สัปเหร่อก็ต้องมีทักษะดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516407

สัปเหร่อก็ต้องมีทักษะดิจิทัล

 โดย พรเทพ เฮง          phorntheps@posttoday.com ภาพ : อีพีเอ

 ภาพจากสำนักข่าวอีพีเอ ที่นำเสนอภาพแผ่นหินจารึกแบบดิจิทัลหน้าหลุมฝังศพในประเทศสโลวีเนีย

ทำให้เปิดมุมมองกับโลกยุคใหม่เลยว่า ดิจิทัลได้แทรกซึมไปทุกที่ตั้งแต่เกิดเจ็บตาย มิวายตรงหน้าหลุมฝังศพ

หลุมฝังศพที่มีแผ่นหินจารึกเป็นระบบดิจิทัลอยู่ในเมืองมาริบอร์ ทางตอนเหนือของสโลวีเนีย บนฝั่งแม่น้ำดราว่า ซึ่งสุสานที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลก่อนที่อื่นๆ มีชื่อว่า โพเบรียซจ์ นับได้ว่าเป็นศิลาหน้าหลุมฝังศพที่เป็นระบบดิจิทัลที่แรกของโลก ซึ่งสามารถให้ข้อมูลต่างๆ กับผู้มาเคารพหลุมฝังศพหรือผู้มาเยี่ยมเยือน

ทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้ตายหรือเจ้าของหลุมฝังศพ รวมถึงดิจิทัล คอนเทนต์ หรือเนื้อหาในรูปแบบดิจิทัลทั้งประวัติ บทความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว คลิปวิดีโอ อินโฟกราฟฟิก ที่เกี่ยวกับครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้ตาย

สำหรับเมืองมาริบอร์ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศสโลวีเนีย เพราะฉะนั้นจึงมีประชากรค่อนข้างเยอะ การนำเสนอป้ายหินหน้าหลุมฝังศพในสุสานประจำเมืองให้ทันสมัย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยหน้าจอหลักบนป้ายหินก็ยังยึดข้อความแบบดั้งเดิมแสดงถึงชื่อของผู้ตาย วันเกิดและวันตาย เหมือนกับป้ายอื่นๆ ในสุสาน

แต่เมื่อมีผู้มาเยี่ยมเยือนเคารพหลุมฝังศพ ตัวตรวจเช็กหรือเซ็นเซอร์จะทำงานเปลี่ยนหน้าจอพร้อมภาพและเสียงเพื่อให้เลือกว่าจะชมหรือฝังอะไรในอดีตของเจ้าของหลุมฝังศพที่วางวาย

ไอเดียหรือความคิดอันเจิดจรัสนี้ ที่เรียกว่า “เทอร์แนล” มาจากคณะอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และข้อมูลแห่งมหาวิทยาลัยมาริบอร์ พร้อมมีแผนที่จะตั้งบริษัทเพื่อบริการทำศิลาหน้าหลุมฝังศพดิจิทัลให้แพร่หลายในสโลวีเนีย

มาคิดเล่นๆ จากภาพข่าวนี้ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของอาชีพสัปเหร่อหรือคนจัดการเกี่ยวกับศพ งานศพ และสุสานว่าต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างแน่นอนในยุคดิจิทัลนี้ ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลทำให้เกิดธรรมเนียมแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หากเปลี่ยนจากหลุมฝังศพมาเป็นช่องใส่โกศหรือกระดูกตามวัดต่างๆ ของเมืองไทย ถ้ามีป้ายบอกและสัมผัสเหมือนหน้าจอมือถือสามารถเห็นประวัติเรื่องราวผ่านภาพและเสียง รวมถึงคลิปวิดีโอของผู้ตาย คนดูแลเรื่องพวกนี้อย่างสัปเหร่อหรือมัคนายกก็คงต้องมีทักษะทางด้านดิจิทัลไม่มากก็น้อย เพื่อบริหารจัดการและบริการให้กับญาติพี่น้องผู้ตายได้อย่างไม่ติดขัด

คิดไปแล้วโลกใบนี้และสังคมปัจจุบัน ทักษะดิจิทัลจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเดินไปสู่อนาคตอย่างเท่าทันจริงๆ ไม่ว่าอาชีพไหนๆ

 

4 โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิสที่ควรระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516288

4 โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิสที่ควรระวัง

การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย

หลายคนที่เป็นพนักงานออฟฟิส มักจะต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายหรือลุกออกไปที่ไหน ดังนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาอีกเพียบ ลองเช็คตัวเองดูหน่อยสิว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

1. อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

การนั่งหน้าโต๊ะทำงานนานๆ อาจทำให้ปวดเมื่อยที่หลัง คอ บ่า และก้นกบ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อเวลานั่งทำงาน และท่านั่งของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้นาน หากเกิดอาการเหล่านี้บ่อยๆ ให้ลองปรับท่านั่งให้สบายขึ้น ปรับความสูงต่ำของเก้าอี้ ให้ตัวเรานั่งพอดีกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับสายตา ไม่ต้องก้มหรือเกร็งไหล่เวลาพิมพ์งาน และอาจหาหมอนหรือเบาะรองนั่งมารองบริเวณหลังและก้นกบด้วยก็ได้

2. โรคที่เกี่ยวกับสายตา

เนื่องจากพนักงานออฟฟิสต้องใช้สายตาในการจ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับสายตาตามมา ไม่ว่าจะเป็นตาล้า ตาแห้ง สายตาสั้น หรืออาจะร้ายแรงไปถึงขั้นจอประสาทตาเสื่อมเลยก็ได้ ดังนั้นควรพักสายตาบ่อยๆ มองออกไปยังที่ไกล โดยเฉพาะที่ที่มีสีเขียวเยอะๆ หรือใช้น้ำตาเทียมสำหรับหยอดตาด้วย เพื่อให้ดวงตาผ่อนคลายและชุ่มชื้นขึ้น

3. โรคอ้วน

หลายคนมักจะติดการทำงานไป ทานขนมของจุกจิกไป ทานเพลินไปเรื่อยๆ แถมยังนั่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับร่างกายไปไหน รู้ตัวอีกทีก็อ้วนเสียแล้ว ดังนั้นควรเลิกพฤติกรรมการทานอาหารหน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ทานของจุกจิก และหาเวลาออกกำลังกายบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

4. โรคไมเกรน

ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเครียดจากเรื่องงาน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ และนั่งอยู่กับที่นานๆ ก็อาจทำให้เกิดความเครียด หรืออาการปวดหัวได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่โรคไมเกรนได้ วิธีที่ทำได้คือพักและทานแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่หากเป็นหนักมากเข้าก็ควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

 

เรื่องแปลกๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516280

เรื่องแปลกๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต”

วิษุวัต คือปรากฏการณ์ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งจะเกิดขึ้นไปละสองครั้ง

วิษุวัต (Equinox) หรือ จุดราตรีเสมอภาค เป็นศัพท์ดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี จะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง หรือในหนึ่งรอบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในวันนั้นกลางวันและกลางคืนจะเท่ากัน โดยวันที่ 23 กันยายนนี้ ก็จะเป็น “วันศารทวิษุวัต” อันเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงในเขตซีกโลกเหนือ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ก็มักจะเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณยังไม่เคยรู้มาก่อน

1. วันศารทวิษุวัตถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมีเจ้าตัวน้อย

ฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูการเก็บเกี่ยว ทำให้วันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงเป็นวันที่เหมาะจะชวนคนรักของคุณมากุ๊กกิ๊กกัน นอกจากนั้นยังเป็นที่เชื่อกันว่า ระดับฮอร์โมนเพศชายในผู้ชายและฮอร์โมนเพศหญิงในผู้หญิง จะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง

2. เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม็กซิโก

เนื่องจากวันศารทวิษุวัตเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงกับเส้นศูนย์สูตรพอดี ทำให้เกิดแสงแดดทอดยาวไปตามพิรามิดมายัน ที่ Chichen Itza ในประเทศแม็กซิโก ส่งผลให้เห็นเป็นเงารูปงูทอดยาวลงมาจากสุดยอดพิรามิดจนถึงพื้นดิน

3. เป็นเวลาที่ดีสำหรับการทำความสะอาดหลุมฝังศพและระลึกถึงผู้ล่วงลับ

ในวันวิษุวัต ทั้งในเดือนมีนาคมและกันยายน เมื่อปี ค.ศ. 1868 – 1912 ถือเป็นวันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่น ที่ให้ทุกคนร่วมระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เยี่ยมชม และทำความสะอาดหลุมฝังศพของพวกเขาเหล่านั้น

4. เป็นช่วงเวลาในการเล่นเสี่ยงทายด้วยแอปเปิ้ล

ชาวคริสต์เชื่อว่าแอปเปิ้ลเกี่ยวข้องกับความเป็นอมตะและความตาย ซึ่งสำหรับในวันศารทวิษุวัตแล้ว ก็มีการเล่นเสี่ยงทายด้วยแอปเปิ้ลอย่างหนึ่ง นั่นคือให้ค่อยๆ ปอกเปลือกแอปเปิ้ลโดยให้ยาวต่อกันเป็นเส้นเดียว ไม่ให้เปลือกขาด ปอกให้หมดแล้วปล่อยให้เปลือกหล่นลงพื้น ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นจากเปลือกนั้น จะเป็นตัวอักษรตัวแรกของชื่อรักแท้ของคุณ

5. พืชเริ่มตาย

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง พืชก็จะเริ่มร่วงหล่นไปตามชื่อฤดู และนำไปสู่ความแห้งเหี่ยวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

6. ชีวิตอยู่ในช่วงที่สมดุลที่สุด

ตามหลักโหราศาสตร์ ฤดูใบไม้ร่วงเท่ากับช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่กลุ่มดาวตราชั่ง ซึ่งนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเท่ากัน ความสมดุล ดังนั้นอาจบอกได้ว่า แท้จริงแล้วฤดูใบไม้ร่วงก็หมายถึงสัญลักษณ์แห่งชีวิตที่ตั้งอยู่ในความสมดุล

ที่มา: bustle

 

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516273

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

งานวิจัยเผยไขมันจะออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การเผาผลาญไขมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอย่างสูง ทั้งต้องออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร แต่ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่าไขมันที่หายไปทุกครั้งที่เราลดน้ำหนักนั้น มันหายไปไหน ละลายหายไปเหรอ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหรอ หรือมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้วไขมันออกจากในร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์!

จากการศึกษาของ UNSW Australia พบว่า มวลไขมันส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษยังเผยอีกว่า ไขมัน 10 กิโลกรัม จะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.4 กิโลกรัม และน้ำอีก 1.6 กิโลกรัม โดยที่ร่างกายของเราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นออกตอนที่เราหายใจออก และขับน้ำออกผ่านทางปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การหายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจะทำให้เราผอมได้ง่ายๆ เพราะร่างกายก็ยังต้องอาศัยขั้นตอนการเผาผลาญ เพื่อแปลงไขมันให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียก่อนที่จะกำจัดมันออกไปจากร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดกระบวนการนั้นขึ้น ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำ และการวางแผนโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ที่มา: metro

 

ปั่นอย่างไรให้เป็นโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513645

ปั่นอย่างไรให้เป็นโปร

เตรียมพร้อมก่อนปั่น

ไม่ใช่แค่เบื่อรถติดที่ทำให้หลายๆ คนหันมาปั่นจักรยาน แต่เป็นอีกเทรนด์การออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ ธ.กรุงเทพและไอเอ็มจีเซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จึงรวมพลังกันแต่งแต้มสีสันให้กับวงการนักปั่นเมืองไทย เตรียมจัดงาน Bangkok Bank CycleFest 2017 ณ สยามคันทรีคลับพัทยา มหกรรมปั่นจักรยานแนวไลฟ์สไตล์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Ride for All” ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ มือใหม่ หรือมือโปร ก็ปั่นร่วมกันได้ ซึ่งงานนี้นักปั่นระดับโลก เยนส์ วอยท์ (Jens Voigt) ผู้คว้าตำแหน่งแชมป์สเตจจากรายการระดับโลกอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ จะมาร่วมปั่นไปด้วยกัน พร้อมทั้งยังได้แนะนำเหล่านักปั่นถึงการเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงวันจริง ในวันที่ 11-12 พ.ย.นี้

สิ่งแรกต้องมั่นใจก่อนว่าเลือกจักรยานมาถูกคัน ซึ่งหมายความว่าจักรยานคันนั้นต้องรับกับสรีระและท่าขี่จักรยานของเรา สำหรับการปั่นที่กินระยะทางไกลขึ้น ต้องเลือกแต่งกายที่เหมาะสม เช่น รองเท้าสำหรับการปั่นจักรยานโดยเฉพาะ หรือกางเกงปั่นจักรยานที่พร้อมรองรับแรงกดจากอานรถ แว่นกันลม เพื่อกันลม แมลงและฝุ่นผงต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตา รวมถึงหมวกกันน็อก คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้ อย่าลืมเช็กความแน่นของนอตและสกรูต่างๆ เช็กลมยาง ทางที่ดีควรพกยางอะไหล่และที่สูบลมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน อย่าลืมพกขวดน้ำและอาหารจุบจิบเผื่อไว้กันหิวด้วย

ซ้อมให้ถูกหลัก

ไม่ว่าจักรยานจะเทพขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้ถ้าร่างกายไม่พร้อม สำหรับมือใหม่การซ้อมปั่นทางไกลแนะนำให้ลองเริ่มปั่น 1 ชม.ก่อน เพื่อดูว่าร่างกายรับมือกับการออกแรงแบบนี้ได้ดีหรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้แบบสบายๆ ให้ลองเพิ่มระยะทางเป็นสองเท่าในวันถัดมา แต่ถ้ารู้สึกไม่ไหว ให้ลองกลับไปฝึกด้วยระยะทางเดิมจนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ ที่สำคัญจำไว้เสมอว่าฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไป และหมั่นสังเกตร่างกายของตัวเองอยู่เสมอ สำหรับนักปั่นมือใหม่ที่ต้องการลองลงปั่นในระยะทาง 45-65 กม. แนะนำให้ใช้เวลาฟิตซ้อมร่างกายก่อนสัก 1-2 เดือน

จะเก่งได้ใจต้องแกร่ง

ประสบการณ์การปั่นทุกครั้ง แน่นอนว่าต้องมีทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งในเรื่องของกำลังใจ กำลังกาย หรือแม้แต่สภาพเส้นทาง ซึ่งหลังจากปั่นไปได้สัก 2-3 ชม. อาการเหนื่อยล้าจะเริ่มเข้ามาทักทายจนอาจคิดยอมแพ้ ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ เยนส์ วอยท์แนะนำว่า “บางครั้งผมจะหันไปมองนักปั่นคนอื่นๆ รอบตัวผม และบอกตัวเองว่า พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กันและคงไม่ได้ปั่นได้เร็วกว่า หรืออดทนได้นานกว่าผมนักหรอก ดังนั้น ผมจึงสามารถผ่อนแรงลงได้สักนาทีหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องหยุดพักบ้างเหมือนกัน”

เมื่อเตรียมกายเตรียมใจกันพร้อมแล้วก็เข้าไปสมัครร่วมปั่นพร้อมกันได้ที่ https://bangkok bankcyclefest.com/

 

สวยสตรองแบบ Unlike Any

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513419

สวยสตรองแบบ Unlike Any

คมเปญสุดเก๋ “Unlike Any” ให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะฉีกกรอบและดึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน เพื่อสร้างความสำเร็จของตัวเองและไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความเข้มแข็งของนักกีฬาหญิงในโอลิมปิก 2016 เปิดตัวคอลเลคชั่น Fall/Winter 2017 ที่เพิ่มดีเทลให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น กางเกงเนื้อผ้าเทคโนโลยีพิเศษที่ให้ความยืดหยุ่น รวมไปถึงรองเท้ารุ่นใหม่ที่สวมใส่ได้ทุกวัน

เป็นผู้หญิงยุคนี้ต้องสตรองแค่ไหน ด้วยหลากหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน เป็นคุณแม่ เป็นแม่บ้านคนเก่งที่ต้องดูแลทุกคนในครอบครัว และทำทุกหน้าที่ให้ดีไปพร้อมๆ กัน Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาเพอร์ฟอมานซ์ สปอร์ตแวร์ จึงปลุกพลังหญิงสาวด้วย

จากแคมเปญ Unlike Any อยากให้ผู้หญิงทุกคนเชื่อว่าตัวเองมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เพียงแต่ต้องมุ่งมั่นและค้นหาจุดที่ซ่อนอยู่นั้นให้เจอ ซึ่งหญิงเก่ง แหม่ม-ปริศนา ศิริสมถะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยู เอ สปอร์ต (ประเทศไทย) ได้แนะนำการปรับ Mindset เบื้องต้นให้กับผู้หญิงทุกคนว่า ให้เริ่มต้นจากการรักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเองก่อน เช่น หลายๆ คนเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่ยาก สิ่งแรกที่มักจะคิดก่อนเลยคือ คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ซึ่งอยากให้เปลี่ยนความคิดในจุดนั้น ลองเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถทำได้ ก้าวผ่านทุกอุปสรรคได้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นจึงมองหาเทคนิคในการทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น การดูแลรูปร่าง ลองเชื่อมั่นว่าตัวเองก็สามารถมีรูปร่างที่ดีได้ แล้วลองหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะ เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นก็จะยิ่งรู้สึกมั่นใจและรักตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญคืออย่าผัดวันประกันพรุ่ง

ผู้จัดการทั่วไป ยังได้แนะนำวิธีการเลือกเสื้อชั้นในสำหรับออกกำลังกายว่า ไม่ใช่แค่รองเท้าที่ต้องเลือกให้เข้ากับประเภทของกีฬา แต่สปอร์ตบราก็เช่นกัน โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบออกกำลังกายแบบหนังหน่วง วิ่งมาราธอน ยกน้ำหนัก หรือไตรกีฬา ควรเลือกสปอร์ตบราแบบ Deep impact เพื่อเพิ่มความกระชับ รองรับกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ หรือ Mid Impact ที่เหมาะกับการออกำลังกายที่ใช้แรงในระดับกลางๆ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ และแบบ Low Impact ที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายแบบเบา เช่น โยคะ หรือพิลาทีส เป็นต้น

 

กินดีวันละนิด ชีวิตแจ่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513447

กินดีวันละนิด ชีวิตแจ่ม!

ใครๆ ก็ทราบว่า คนที่กินอาหารเพื่อสุขภาพจะมีอายุยืนยาวกว่า และมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์แห่งนิวอิงแลนด์ เผยว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์สามารถยืดอายุขัยได้มากกว่าร้อยละ 10

ผู้วิจัยได้ติดตามกลุ่มคนจำนวน 73,700 คน เป็นเวลากว่า 12 ปี โดยมุ่งศึกษาพฤติกรรมการกินว่าส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร คนจำนวนนี้ประกอบด้วยคนที่กินอาหารมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ พวกเขาจะถูกบันทึกพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมการวิจัย จากนั้นจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารที่บริโภคไปทุกๆ 4 ปี เป็นเวลาทั้งหมด 12 ปี เพื่อศึกษาว่าตลอดระยะเวลาวิจัยพฤติกรรมการบริโภคอาหารได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และสุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

บุคคลที่ตอบคำถามว่า กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ปลา เป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตต่ำคนที่กินอาหารไม่มีประโยชน์ ทว่าคนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์มากขึ้นก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนกำหนดได้ โดยการควบคุมอาหารมากขึ้นร้อยละ 20 สามารถลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนกำหนดได้ร้อยละ 8-17 และในทางตรงกันข้าม หากคุณกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้นร้อยละ 20 จะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากขึ้นร้อยละ 6-12

ดังนั้น การเปลี่ยนอาหารเพียง 1 มื้อ ให้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ก็สามารถช่วยให้สุขภาพและยืดอายุขัยของคุณได้ ยกตัวอย่าง เปลี่ยนจากสเต๊กเนื้อแดงเป็นสเต๊กปลา หรือเปลี่ยนไส้กรอกให้เป็นถั่วต่างๆ ก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะตายลงได้มากถึงร้อยละ 17 แล้วลองคิดว่า ถ้าคุณเปลี่ยนทุกมื้อให้เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ ชีวิตคุณจะดีขึ้นขนาดไหน 

 

ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย 3 ท่าในเวลานิดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 13:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/513219

ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย 3 ท่าในเวลานิดเดียว

RSM Academy ไฟต์คลับสอนมวยไทยและสตูดิโอออกกำลังกายแนวใหม่ เอาใจหนุ่มสาวออฟฟิศที่รักสุขภาพแต่ไม่ค่อยมีเวลา แนะนำ 3 ท่าออกกำลังกายอย่างง่าย ที่ใช้เวลาสั้นๆ ก็ช่วยเร่งการเผาผลาญได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์

1. Split Jump เริ่มต้นจากท่ายืน ให้แขนทั้งสองยกขึ้นอยู่ระดับอก พร้อมกับกำฝ่ามือทั้งสองข้างแบบหลวมๆ ให้เหมือนกับอยู่ในท่าเตรียมวิ่ง หลังจากนั้นค่อยดึงขาขวาไปด้านหลัง พร้อมกับดึงขาซ้ายไปด้านหน้า โดยย่อลงให้หัวเข่าตั้งฉากทำมุม 90 องศา หลังจากนั้นทำสลับข้างกัน โดยระหว่างสลับอาจจะกระโดดเบาๆ เพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว แนะนำให้ทำประมาณ 22 วินาที แล้วพัก 10 วินาที หลังจากนั้นจึงเริ่มเซต 2 โดยทำประมาณ 5-6 เซต

 

 

2. Man maker เริ่มจากอยู่ในท่าเตรียม ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างวางบนพื้น ลำตัวเหยียดตรงขนานกับพื้น พร้อมกับให้ปลายเท้ากดลงบนพื้น ซึ่งเป็นลักษณะของท่าเตรียมวิดพื้นนั่นเอง หลังจากนั้นค่อยๆ ดันตัวลงให้สุดในท่าวิดพื้น พร้อมกับดันตัวขึ้น แล้วยกฝ่ามือด้านขวาขึ้นให้ฝ่ามืออยู่ประมาณหัวไหล่แล้ววางลง ก่อนจะยกฝ่ามือด้านซ้าย นับเป็น 1 ครั้ง หลังจากนั้นวางฝ่ามือทั้งสองข้างกลับสู่ท่าเตรียม ก่อนจะทำซ้ำ พยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือจะนับเป็นเซต 15 ครั้ง ต่อ 1 เซต

 

3. Climber เริ่มต้นจากท่าเตรียมวิดพื้นตามเดิม แต่เปลี่ยนจากท่าที่ใช้พลังแขน มาเพิ่มพลังการเผาผลาญด้วยการยกขาขวาและซ้ายสลับกันแบบเร็วๆ ในท่าวิ่ง โดยพยายามดึงเข่าให้เข้าใกล้แขน พร้อมกับเร่งความเร็วให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนับว่าเป็นท่าเด็ดที่ช่วยเร่งระบบเผาผลาญได้ดี โดยจะทำท่าเดียวติดต่อกันหลายๆ เซต หรือทำแต่ละท่าให้ครบทั้ง 3 ท่า แล้วนับเป็น 1 เซตก็ยังได้

 

นอกจากนั้น RSM Academy ยังตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ด้วย 2 เทรนด์การออกกำลังกาย ในคอนเซ็ปต์ Beauty & The Beast อย่าง RSM Academy ไฟต์คลับสอนมวยไทย และ BOX HiiT BY ASE WANG ที่รวมความบู๊ สายโหด และคาร์ดิโอ สายเบิร์น เพื่อสุขภาพและหุ่นสวย ที่เน้นการออกกำลังกายแบบหนักหน่วงสลับเบา หรือที่เรียกว่า High HIIT (High-Intensity Interval Training) ไว้ให้ได้ลอง สายสตรองคนไหนสนใจก็แวะไปลองกันได้ที่ RSM Academy โครงการฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ สุขุมวิท 77

 

เดินเพื่อสุขภาพกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/health/512853

เดินเพื่อสุขภาพกระดูก

 โดย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Logo

การเดินเป็นการลงทุนต่ำแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ดังนั้นการเดินบนพื้นราบอย่างน้อยวันละ 30-40 นาที เป็นเวลา 4-5 วัน/สัปดาห์ จึงดีต่อผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและไม่มีข้อห้ามเรื่องการเดิน

ทั้งนี้ ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องการเดินเพื่อสุขภาพกระดูก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้หรือไม่ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาผลดีของการเดินต่อความแข็งแรงของกระดูกอย่างละเอียดรอบด้าน แต่ในต่างประเทศมีงานวิจัยหลายเรื่องที่ยืนยันว่า ผู้สูงอายุที่เดินเป็นประจำจะมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าผู้ที่เดินน้อย

“เดินอย่างไรให้สุขภาพกระดูกดี”

การเดินก็เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย นั่นคือ ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุจึงควรเดินเป็นประจำจนติดนิสัยชอบเดิน มีงานวิจัยยืนยันว่าการเดินที่จะส่งผลดีต่อความหนาแน่นของกระดูก ต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยเดินประมาณ 40 นาที/วัน 4 วัน/สัปดาห์ การเดินควรอยู่บนพื้นราบ ส่วนการเดินขึ้นลงบันไดนั้นร่างกายต้องมีความพร้อม เช่น ไม่มีโรคข้อเข่าเสื่อม หรือโรคหัวใจ

“ทำไมการเดินจึงดีต่อกระดูก”

ที่จริงไม่แต่เฉพาะการเดินเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในขณะออกกำลังกาย เช่น การปั่นจักรยาน การวิ่ง หรือว่ายน้ำ จะสร้างแรงกระทำต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ของกระดูก โดยเฉพาะเซลล์กระดูกชนิดออสติโอไซต์ ซึ่งเป็นตัวตรวจรับแรงที่มากระทำต่อกระดูก และส่งสัญญาณให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อกล้ามเนื้อมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เซลล์ของกล้ามเนื้อจากสร้างสารเคมีที่เรียกว่า ไมโอไคน์ เข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งทำให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ในอนาคตจึงอาจมีการใช้การเดินและการออกกำลังกายที่มีความแรงเหมาะสมมาช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อีกด้วย