ธวัชชัย อินทศร ดอกไม้และขวากหนาม ในมหานครนิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511365

ธวัชชัย อินทศร ดอกไม้และขวากหนาม ในมหานครนิวยอร์ก

โดย…มัลลิกา นามสง่า

บางครั้งเรามักมองดินแดนอื่นที่เรายังไม่เคยไปสัมผัส ไปฝังรากใช้ชีวิตอย่างเป็นวิถีทุกตื่น ว่าช่างงดงาม มีอิสระ มีระเบียบวินัย อีกหลายเหตุผลที่จะยกมาสนับสนุนให้ดินแดนแห่งนั้นน่าไปยิ่งนัก

เป็นดินแดนที่อยากกางปีกบินร่อนด้วยหัวใจอันพองโต ตื่นตาตื่นใจกับประสบการณ์ใหม่ๆ “ธง-ธวัชชัย อินทศร” ก็เคยผ่านห้วงความรู้สึกเยี่ยงนี้

มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คือ ดินแดนที่ธวัชชัยเลือกไปอยู่หลังจากศึกษาจบระดับอุดมศึกษา จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ทางบ้านจะทัดทาน อยากให้อยู่สานต่อธุรกิจการค้าส่งรายใหญ่ใน จ.นครสวรรค์ แต่ก็ไม่อาจต้านพลังหนุ่ม

จากตั้งใจไปศึกษาไม่กี่ปี แต่จนแล้วจนรอดนับเวลาได้รวม 25 ปีเศษ ธวัชชัยกลายเป็น “นิวยอร์กเกอร์” ที่คนไทยพำนักในนิวยอร์กรู้จักมักจี่ เหล่าคนดังจากเมืองไทยไปเยือนก็ต้องแวะไปทักทายถามไถ่ ใครเดือดร้อนในต่างแดนก็มาขอความช่วยเหลือ

ทว่ากว่าจะมาถึงจุดอันเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อื่นได้ เขาก็ล้มลุกคลุกคลาน เกือบเอาตัวเองไม่รอดมาก็หลายหน ความสำเร็จที่เกิดผลในวันนี้ ระหว่างทางนั้นมีคราบน้ำตาเป็นรอยประทับให้จำมิมีวันลืมได้ลง

Help Me Please, ความซวยในดินแดนอื่น

ชีวิตในเมืองไทยธวัชชัยไม่เคยต้องตกระกำลำบาก พอเรียนจบอยากจะไปใช้ชีวิตอยู่อเมริกา ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง จะได้กลับมาเป็นสจ๊วด แต่หารู้ไม่ว่า การเดินทางไปในครั้งนั้น ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“มีเงินติดตัวไปเพียง 1 หมื่นบาท จุดหมายแรก คือ Portland Oregon เมืองมหาวิทยาลัย ที่สมัครเรียนไว้และผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ตัดสินใจสละสิทธิ เพราะทางครอบครัวไม่อยากให้ไป ตอนนั้นไฟในตัวแรงมาก เลยบอกที่บ้านว่าไม่ต้องส่ง เดี๋ยวจะหาเงินเรียนเอง”

วันแรก ในดินแดนอื่น ณ หอพักมหาวิทยาลัย กับน้ำตาแรก “ติดอยู่ในห้องน้ำ เปิดประตูไม่ได้ แล้วเราเป็นนักเรียนคนแรกที่เดินทางมาถึง พยายามส่งเสียงเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน คำแรกที่พูดในอเมริกาคือ Help Me Please ร้องเรียกคนให้มาช่วยอยู่นาน จนเหนื่อยก็ไม่มีใครได้ยิน จาก Help Me Please กลายเป็นร้องตะโกน Halo Help Halo ร้องจนแสบคอ

ตอนนั้นเริ่มขาดอากาศหายใจ เพราะห้องน้ำขนาดเล็กมาก และเราก็เริ่มตกใจกลัว ใจก็สั่น ทำอะไรไม่ถูก พยายามทุบประตู ทุบไปทุบมา ดันไปโดนหลอดไฟ ไฟดับมืดสนิทเลย ตอนนั้นเริ่มหมดแรง คิดในใจว่า แม่จ๋าลูกขอลาแล้ว ลูกหายใจไม่ออก คือยังไงก็ตายแน่ๆ น้ำตาเริ่มไหล เพราะคิดถึงบ้าน

สุดท้ายตัดสินใจสู้ ถ้าไม่มีใครช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเราเอง ลุกขึ้นมาใช้กำปั้นทุบประตู ทุบไปเรื่อยๆ ซ้ำอยู่ที่เดิม มือขวาเริ่มถลอก เลือดก็ออก เริ่มเจ็บแสบที่มือ”

ธวัชชัย ใช้ความพยายามอยู่ 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะทลายประตูได้สำเร็จ เขาเดินลงไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมกำมือที่มีเลือดอาบ

“I Broke Gate พอพูดจบ ฝรั่งมันไม่สนใจเราด้วยซ้ำว่าเราเจ็บแค่ไหน รีบวิ่งขึ้นไปดูประตูพร้อมพูดว่า Oh My God! How This You Do That? สรุปโดนค่าทำประตูพังไป 300 ดอลลาร์สหรัฐ”

หลังจากพักหอบจากเรื่องตื่นเต้นในวันแรก ธวัชชัยก็นั่งนับเงินวนไปวนมา ไม่ใช่ว่ามันมากมายจนนับไม่จบสิ้น แต่เขาแทบไม่อยากเชื่อว่า เงินที่พกติดตัวมาจากเมืองไทยนั้น มีจำนวนน้อยนิด เมื่อตัดสินใจจะมาตายเอาดาบหน้าแล้ว จะบากหน้าส่งเสียงโทรกลับไปขอเงินที่บ้านก็ไม่ได้

เขาจึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนักศึกษาต่างชาติที่รู้จักกันในเมืองไทย และเป็นคนรับเขาจากสนามบินมาส่งที่หอพัก แต่ก็ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัดและบ้านเรือนแต่ละหลังก็หน้าตาราวฝาแฝด

“ผมตัดสินใจเดินกลับไปที่หอพัก หยิบกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ เดินเชิดหน้าลงจากหอพัก อิเจ้าหน้าที่คนเดิมถามว่า จะไปไหน ตอบไปสั้นๆ ว่า Go Home แล้วเดินเชิดหน้าสะบัดบ๊อบใส่มันอย่างไม่แคร์ เดินไปที่เอเยนซี ซื้อตั๋วมุ่งสู่ New York City”

Halo New York, (ติด)คุกในแดนศิวิไลซ์

ยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว เพราะธวัชชัยยังมีคนรู้จักในมหานครนิวยอร์ก เมื่อถึงสนามบิน John F. Kennedy พี่ที่มารับได้พาเขานั่งรถชมเมือง

“ตอนนั้นตื่นเต้น รู้สึกตึกที่นี่สวยงามไปหมด เป็นแหล่งรวมความเจริญทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ละครบรอดเวย์ หรือแม้กระทั่งร้านอาหารดีๆ รู้สึกถึงคำที่หลายคนบอกว่า I Love New York ตอนนั้นเราก็อยากตะโกนดังๆ เหมือนกันนะว่า I Love New York”

ความศิวิไลซ์ของมหานครทำให้ธวัชชัยหลงเสน่ห์ได้ทันที ความสนุกสนานจะเกิดขึ้นที่นี้ ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอันจะเกิดขึ้นในดินแดนนี้ จะมีชีวิตที่เสรีมีความสุขในนิวยอร์ก เขามีความคิดนี้วาบขึ้นมา แต่ในความเป็นจริง เขาได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองมากกว่าได้ยินเสียงหัวเราะ และคาดไม่ถึงด้วยว่า ชีวิตจะลำบากขนาดนี้

“ผมได้ไปช่วยทำงานที่ร้านอาหารไทย ที่เมืองลองไอส์แลนด์ ออกจากเกาะแมนฮัตตัน ออกไปทางควีนส์ประมาณ 1 ชั่วโมง วันนั้นภรรยาพี่เจ้าของร้านอาหารไทยให้เราขับรถพาไปตลาด ในรถมีลูกสาวอายุ 3 ขวบด้วย”

ภาพรถยนต์พุ่งประสานงากันด้วยความเร็วสูง ผุดขึ้นชัดอีกครั้ง ธวัชชัยเล่าราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อตะกี๊ เสียงแตรรถยนต์ที่ดังค้างลั่นสนั่นยิ่งเพิ่มความชุลมุนให้กับสถานการณ์ตรงนั้น กลิ่นน้ำมันที่ไหลออกมาจากใต้ท้องรถ ในใจก็สะพรึงกลัวว่ามันจะติดไฟลุกโชนจนระเบิด

“แรงอัดของถุงลมนิรภัยแรงมาก กดมาที่หน้าอก หายใจแทบไม่ออก ตำรวจมาขอดูใบขับขี่ พระเจ้าใบขับขี่อินเตอร์หาย ไม่รู้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋าใบไหน แล้วเด็กที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ไม่ได้คาดเข็มขัดอีก สรุปงานนี้ต้องขึ้นศาล ต้องเข้าคุกอยู่ 1 อาทิตย์”

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ธวัชชัยไม่ขับรถอีกเลยจวบกระทั่งปัจจุบัน

จังหวะชีวิตไม่ได้เต้นรำงดงามกลางฟลอร์ หรือใส่สูทหรูไปดูละครบรอดเวย์ ทว่าธวัชชัยต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ต้องตื่นตี 5 เพื่อเตรียมตัวไปเซตอัพครัวไว้รอเชฟใหญ่ หั่นหมู หั่นผัก เตรียมต้มน้ำซุป ต้มยำ ต้มข่า ผสมเครื่องแกง แกงเขียว แกงแดง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ ทำได้หมด จนถึง 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัว วิ่งให้ทันขบวนรถไฟ เพื่อไปเรียนที่เมืองนิวยอร์ก

บางวันวิ่งทัน บางวันก็พลาด เพราะมัวหกคะเมนลื่นหิมะ เรียนเสร็จบ่าย 3 ต้องรีบวิ่งหัวซุกหัวซุนเพื่อให้ทันรถไฟ เพื่อไปทำงานให้ทัน เลิกงาน 5 ทุ่ม ใช้ชีวิตวนๆ ไปแบบนั้น จนเมื่อเหตุการณ์หนึ่งได้พลิกชีวิตเขา

“ทำงานเก็บเงินประมาณ 6 เดือน เริ่มมีเงินเยอะ แต่เอาเงินไว้ใต้ที่นอน โดยไม่รู้เลยว่าเด็กๆ ที่อยู่บ้านรู้แหล่งเก็บเงินของเรา แล้วโดนขโมย ไปบอกป้าของเด็กเขาก็เข้าข้างกัน ผมเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน มีเงินเหลือติดตัวไม่กี่ร้อยเหรียญ”

ในที่สุดก็ได้สัมผัสชีวิตโฮมเลส (Homeless) แล้วเดินหางานตามร้านรวงต่างๆ อย่างทุลักทุเล เจอคนเสนองานให้หลายรูปแบบ ทั้งหญิงและชาย ถึงขั้นเอาเงินมาล่อ เดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ตอนนั้น 1 ดอลลาร์ ประมาณ 25 บาท) แต่เขายอมกัดฟันทนความจนดีกว่าจะใช้ตัวเขาแลก

ตำรารวยอยู่ก้นครัว

หลังจากนั้นธวัชชัยตัดสินใจไปเมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต ไปสมัครเป็นผู้ช่วยพ่อครัว หาเงินจ่ายค่าเทอมที่เรียนภาษาที่นั่น

“วันแรกก็เจอทีเด็ด เจ้าของร้านให้เลาะปีกไก่เพื่อเอากระดูกออก ไก่มีประมาณ 1,000 ชิ้นได้ หนังไก่ลื่นมาก แค่จับก็หลุดมือ วันแรกทำได้ 50 กว่าชิ้น เจ้าของเดินมาบอกว่า ทำงานแบบนี้ไปหากระโปรงมาใส่เหอะ เราก็ยิ้มสู้เพราะไม่รู้จักใครเลยที่นี่ ฝึกทำไปเรื่อยๆ”

ชีวิตยังโซซัดโซเซไม่พอ ร้านปิดกิจการ ต้องหางานใหม่อีก ย้ายไปอยู่บอสตัน แต่ยังเลือกทำงานในร้านอาหารเช่นเคย “มีเรื่องตลกเกิดขึ้นมากมายที่ร้านนี้ ตอนนั้นเราเริ่มพูดภาษาอังกฤษพอได้ ฝรั่งมาสั่งอาหารกลับบ้าน เราถามว่า What I Can Do For You Sir? ฝรั่งตอบกลับมาว่า What You Can Do For Me?

เริ่มเก่งแล้วไง เลยรีบตอบฝรั่งกลับทันทีว่า I Can Give You Everything Beside The Star And Month คนอื่นงงกันหมดว่าไอ้นี่ตอบอะไร สุดท้ายนึกออกหัวเราะกันจนน้ำตาเล็ด ประโยคนั้นก็คือ ฉันหาให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้นดาวกับเดือน”

ธวัชชัยผ่านการทำงานในร้านอาหารมาทุกแผนก และทำได้ทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น ทำอาหารในครัว บาร์เทนเดอร์ ตำแหน่งผู้จัดการ เตรียมของ สั่งของ ซื้อของ หั่นของ ล้างห้องน้ำ ล้างครัว ซ่อมตู้เย็น ซ่อมแอร์ จับหนู รวมทั้งการควบคุมดูแลคนงานชาติต่างๆ ให้อยู่กันได้อย่างสันติสุข

I Love New York เป็นสิ่งที่ธวัชชัยรู้สึกจริงก่อนเปล่งเสียงออกมา “กลับมานิวยอร์กอีกครั้ง ได้รับความช่วยเหลือจากผู้หญิงใจดีท่านหนึ่งให้เรามาช่วยงาน จนกลายเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจ สร้างร้านอาหารใหม่ขึ้นมา ในย่านแหล่งเจริญที่สุดในเกาะแมนฮัตตัน จนร้านมีชื่อเสียงโด่งดัง มีบรรดาเซเลบ ดารา ผู้นำในแต่ละประเทศนักร้องทั้งไทยและต่างประเทศมาไม่เว้นในแต่ละวัน”

หลังจากทนใช้ชีวิตอดมื้อกินมื้อ ทำงานหนัก ไร้ที่หลับนอนเป็นหลักแหล่ง เป็นเวลา 4 ปี ที่ธวัชชัยสู้ขยันทำทุกอย่างเพื่อเก็บเงิน จนมีทุนที่สร้างอนาคตของตัวเอง จนสามารถเปิดร้านอาหารได้ 3 ร้าน ที่ซีแอตเติล วอชิงตัน และนิวยอร์ก ตอนนั้นเขาสามารถหาเงินได้เดือนละ 2 ล้านบาท

หวนคืนมาตุภูมิ เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวนิวยอร์ก

ฟันฝ่ามรสุมที่นิวยอร์กมาหลายครั้ง ใช้ชีวิตตกต่ำที่สุด จนถึงอู้ฟู่มีเงินทอง มีผู้คนห้อมล้อมมาขอพึ่งพิง ทั้งที่พักอาศัย หยิบยืมเงิน ให้ช่วยรับรองต่างๆ นานา โดนทั้งถูกหักหลัง เนรคุณ ใส่ร้ายป้ายสี จนในที่สุด เวลา 25 ปี ก็พอเหมาะพอดี ที่ธวัชชัยตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานบนแผ่นดินเกิด

ช่วงแรกที่กลับมา เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ที่บ้านเกิด หมู่บ้านศาลเจ้าไก่ต่อ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ระหว่างนั้นก็มีคนโทรตามให้ไปช่วยงานมากมาย เพราะเชื่อมือจากประสบการณ์ในต่างประเทศอันโชกโชน

อย่างไรเสีย เขาไม่เคยลืมสีสันชีวิตในก้นครัวได้เลย จึงตัดสินใจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ใช้ชื่อว่า New York Boat Noodle Gallery ตั้งใจทำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือให้อร่อยที่สุด และสวยมากที่สุดในประเทศไทยให้ได้ โดยนำของสะสมจากนิวยอร์กมาตกแต่งร้าน

ทั้งรูปเซเลบ ดารา และนักกีฬาชื่อดังจากทั่วโลก พร้อมลายเซ็นที่เจาะจงให้ธวัชชัยเพียงหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังมีของเก่าที่มีมูลค่าสูงและหายาก มีไม่กี่ชิ้นในโลก นำมาให้ลูกค้าได้ชื่นชมด้วย เรียกว่าเป็น อาร์ต แกลเลอรี่ย่อมๆ เลย

อีกหนึ่งความตั้งใจที่เปิดร้าน คือ ให้คนชรา คนพิการ และคนฐานะยากจนรับประทานฟรีตลอดชีพ

“ผมเคยได้ยินคนพูดว่า Nothing Free In This World ผมไม่เชื่อ ผมเลยตัดสินใจให้คนชรา คนพิการ หรือคนด้อยโอกาส และคนที่ทำดีเพื่อสังคม มารับประทานที่ร้านได้ฟรีตลอดชีพ

ตอนนี้ถ้าผมตายไป ผมไม่เสียดายแม้แต่นิดเดียว เพราะผมเกิดมาได้ทำทุกอย่างที่คนอื่นไม่มีโอกาสเหมือนเรา ได้ไปทุกที่ที่อยากไป ได้กินทุกอย่างตั้งแต่อาหารแบบชาวบ้าน จนถึงอาหารที่แพงหูฉี่ ได้นอนข้างถนน จนกระทั่งโรงแรมหรู ได้มีเพื่อนตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนา จนคนดังระดับประเทศมากมาย รู้จักทุกคนตั้งแต่คนตกทุกข์ได้ยาก จนกระทั่งคนรวยระดับโลก แต่ถ้ายังไม่ตายก็จะขอใช้ชีวิตที่เหลือ ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเราต่อไป เพราะสิ่งที่เราได้ทำนี้ มันจะเป็นความดีติดตัวเราไปตลอดชีวิต เป็นตัวอย่างและแนวทางที่ดี ถูกต้อง ที่คนรุ่นหลังสมควรทำและปฏิบัติต่อไป”

กรุงเทพมหานคร แม้จะไม่ศิวิไลซ์เท่ากับมหานครนิวยอร์ก แต่ชีวิตของธวัชชัยในวันนี้ ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ที่ผ่านมาเขาได้สัมผัสหลายสิ่งหลายอย่าง นับว่าคุ้มค่าต่อชีวิตหนึ่งที่ได้ออกไปเรียนรู้ และในที่สุดแม้โลกจะกว้างใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็เพียงพื้นที่เล็กๆ ที่เขาต้องการพำนักอย่างสงบสุข และเขาเลือก เมืองไทย

 

‘อิ่มจัง’ เพื่ออาหารกลางวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511160

‘อิ่มจัง’ เพื่ออาหารกลางวันเด็ก

โดน…ภาดนุ

การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมในด้านคุณภาพชีวิตและการศึกษา ตลอดจนปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อให้เกิดเป็นสังคมที่น่าอยู่ โดยมุ่งเน้นในการให้ความช่วยเหลือแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสเป็นหลัก คือสิ่งที่ตัวบุคคลหรือภาคธุรกิจในยุคนี้ที่มีศักยภาพมักทำกันอยู่เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

เหมือนอย่าง โออิชิ กรุ๊ป ที่ริเริ่มทำโครงการ “อิ่มจัง” ซึ่งมีรูปแบบคือ การเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษจากหลากหลายเมนูและเครื่องดื่มให้กับเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมุ่งปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในเรื่อง “ความซื่อสัตย์” เพราะเชื่อว่าความซื่อสัตย์เป็นจุดเริ่มต้นของความดีทุกอย่าง

ผ่านการจัดกิจกรรมสันทนาการ อาทิ การแสดงละครนิทานแฝงคติธรรม กิจกรรมสอนประดิษฐ์ดินสอ การประกวดเขียนเรียงความในหัวข้อ “เด็กดี…ต้องซื่อสัตย์” ชิงรางวัลทุนการศึกษา เป็นต้น โดยจัดนำร่องมาแล้วที่โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม จ.ปทุมธานี โรงเรียนบ้านคลองสมบูรณ์ จ.สมุทรสงคราม โรงเรียนวัดศิริจันทราราม จ.ปทุมธานี และโรงเรียนอนุบาลฤชากร กรุงเทพฯ

ล่าสุดผู้บริหารและพนักงานโออิชิได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “อิ่มจัง” ครั้งพิเศษ ที่ จ.เชียงราย ณ โรงเรียนธารทิพย์ ตั้งอยู่ในเขตวัดภูมิพาราราม ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลสงเคราะห์แบบกินนอน ภายใต้การอุปการะของพระครูพิพัฒน์ศีลาจาร หรือหลวงปู่ดิลก ประธานกรรมการมูลนิธิธารทิพย์-ธารธรรม เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กบนพื้นที่สูง เพื่อปลูกฝังจริยธรรมและบ่มเพาะให้เด็กๆ โตไปเป็นคนดีมีคุณธรรมในสังคม

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมที่เชียงราย เผยว่า

“โออิชิ กรุ๊ป เล็งเห็นพลังของเยาวชนในวันนี้ คืออนาคตของชาติในวันหน้า เราจึงสนับสนุนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานความดี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ต่อไป สำหรับกิจกรรม “อิ่มจัง” ครั้งนี้ นอกจากการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ แล้ว เรายังสนับสนุนการสร้างมูลค่า เพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยจัดโครงการ “สวนผัก อิ่มจัง” ซึ่งน้อมนำแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่

 “โดยให้เด็กๆ แบ่งกลุ่มกันปลูกพืชผักปลอดสารพิษเพื่อนำผลผลิตที่ได้ไปประกอบอาหารที่มีคุณค่า อีกทั้งยังเป็นการสอนให้รู้จักพึ่งพาตนเอง สร้างวินัย ความสามัคคี และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แล้วยังช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการสร้างชุมชน พึ่งพาตนเอง เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเราคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยจุดประกายให้น้องๆ เป็นเด็กดี มีคุณธรรม เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเป็นอนาคตสำคัญของสังคมและประเทศชาติต่อไป”

ด้าน บุญยิ่ง อินต๊ะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธารทิพย์ จ.เชียงราย กล่าวว่า เด็กที่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ หรือมีพ่อแม่ แต่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ หลวงปู่ดิลกจึงสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นในปี 2538 โดยแต่ละปีจะมีเด็กๆ เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนให้เด็กเรียนฟรี (อายุ 16-20 ปี) และแยกที่พักแบบชาย-หญิง ประมาณ 100-200 คน

“เมื่อก่อนเราเป็นโรงเรียนระดับมัธยมอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนี้เปิดสอนระดับประถมด้วย โดยเริ่มขึ้นในปี 2554 ที่นี่เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษา ตอนนี้มีเด็กเรียนทั้งหมด 140 กว่าคน โดยเป็นชนเผ่าม้งและเผ่าอาข่าหรือเด็กแถบตะเข็บชายแดนเป็นหลัก โดยเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย 100 กว่าคน และไม่มีสัญชาติอีก 30 คน ตอนนี้เราก็พยายามติดต่อดำเนินการไปยังหน่วยราชการต่างๆ อยู่ เพื่อยืนยันว่าเป็นสัญชาติไทย เพียงแต่พวกเขาไม่ได้แจ้งเกิด นอกนั้นก็เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ และส่วนใหญ่อยู่กับญาติๆ”

บุญยิ่ง ขยายภาพให้เห็นการสนับสนุนว่า โรงเรียนได้งบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากรัฐบาล แล้วก็มีเงินสนับสนุนบางส่วนจากภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยเหลือโดยทำโครงการต่างๆ

“เหมือนที่ครั้งนี้ โออิชิ กรุ๊ป ทำเช่นกัน ซึ่งถือว่าช่วยได้ดีพอสมควร สำหรับในช่วงที่โรงเรียนขาดแคลนเงินจริงๆ หลวงปู่ดิลกก็จะนำเงินส่วนที่ญาติโยมร่วมทำบุญมา ซึ่งท่านได้สำรองไว้ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของโรงเรียน เพราะเนื่องจากในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่ขาดแคลนการสนับสนุน

“เมื่อโออิชิได้มาส่งเสริมให้เด็กๆ ในโรงเรียนปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา และอื่นๆ เพื่อพึ่งพาตัวเองได้ จึงนับเป็นสิ่งที่ดีมาก แล้วตอนนี้เด็กๆ ก็เริ่มประดิษฐ์กระเป๋าและพวงกุญแจต่างๆ เพื่อเป็นของที่ระลึกไว้เพื่อแจกคณะบุคคลที่มาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือ ต่อไปก็อาจจะทำออกมาเพื่อจำหน่ายในอนาคตด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็มุ่งเน้นด้านวิชาการควบคู่กันไป เพื่อให้เด็กส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ไปใช้ต่อยอดการเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไปในอนาคตได้”

 

ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร ลูกสาวติดพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511149

ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร ลูกสาวติดพ่อ

โดย…ฤดูกาล ภาพ : ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร

 สาวสวยนักเดินทาง ธูป-ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร นักวางกลยุทธ์ด้านพันธกิจสังคมและพันธมิตร บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ เป็นคนเสพติดการเดินทางจึงเลือกอาชีพที่ต้องเดินทาง และมักควงแขน “คุณพ่อ” ออกเดินทางไปรอบโลก

ธูปเล่าว่า ตนเริ่มวางแผนเที่ยวเองและเดินทางคนเดียวตั้งแต่อายุ 17 ปี และหลังจากนั้นเมื่อจบปริญญาตรีเธอก็ได้ไปตะลุยแบ็กแพ็กกับคุณพ่อนาน 23 วัน

“ตอนเรียนจบคุณพ่อถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ธูปไม่อยากได้รถ ไม่อยากได้กระเป๋า แต่อยากให้คุณพ่อไปแบ็กแพ็กกับธูป 23 วัน 4 ประเทศในยุโรป” ปัจจุบันคุณพ่อของเธออายุ 54 ปี

“เป็นทริปที่เราไม่ขึ้นแท็กซี่เลย แต่เราใช้รถไฟในการเดินทางระหว่างอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ซึ่งหลังจากจบทริปนั้นเราพ่อลูกก็มีทริปต่อๆ มา อย่างทริปพาพ่อขึ้นภูเขาไฟโบรโม่”

 เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางทำให้เธอกับคุณพ่ออยู่ใกล้ชิดกัน ต้องดูแลกันตลอดเวลา และทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเวลาที่พ่อลูกใช้ร่วมกัน เธอจึงมีปณิธานที่จะพาคุณพ่อไปเที่ยวด้วยกันทุกปี อย่างเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอได้พาไปปีนภูเขาไฟคาวาอีเจียน โดยใช้เวลาเดินเท้าราว 5 ชม. เพื่อขึ้นไปชมลาวาสีฟ้าที่ต้องไปให้ถึงก่อนท้องฟ้าสว่าง รวมถึงการเดินขึ้นภูเขาไฟโบรโม่ อัญมณีแห่งชวาตะวันออกที่พ่อลูกได้ไปพิชิตมาแล้ว

“เส้นทางที่ลำบากแบบนี้อาจไม่เหมาะกับทุกครอบครัว ลูกๆ ต้องดูสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่าแข็งแรงหรือเปล่า หรือชอบท่องเที่ยวแนวผจญภัยหรือเปล่า ซึ่งโชคดีที่พ่อธูปออกกำลังกายทุกเช้า ชอบแอดเวนเจอร์ แต่เราก็ต้องให้เวลาท่านพักมากกว่าที่เราพัก ต้องเตรียมน้ำ อาหาร ยา และอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เผื่อไว้ให้ท่าน และต้องคอยสังเกตทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของท่านด้วย”

ทริปล่าสุดลูกสาวและคุณพ่อได้ควงแขนกันไปดำน้ำที่มัลดีฟส์ จุดหมายปลายทางของคู่รัก แต่เธอขอเลือกไปพักกับคุณพ่อ โดยเธอได้จัดทริปนี้ให้เป็นเซอร์ไพรส์ เพราะคุณพ่อชอบดำน้ำลึกและมีความฝันอยากไปมัลดีฟส์สักครั้ง เธอจึงจัดให้เป็นของขวัญตอบแทนคืน

“ตอนนี้ถือเป็นช่วงตักตวงเวลาที่ระหว่างธูปกับคุณพ่อ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งคุณพ่ออาจจะไม่เหมาะกับกิจกรรมลุยๆ แบบนี้ อย่างปลายปีนี้เราวางแผนไว้ว่าจะไปขับรถเที่ยวอเมริกากัน จะเป็นทริปพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่น้องชายและธูป ซึ่งการที่เรามีเป้าหมายว่าปีนี้จะไปเที่ยวที่ไหน มันทำให้เรามีความสุขในการเก็บเงินและเฝ้ารอวันนั้น เหมือนกับว่าทุกคนในครอบครัวมีเป้าหมายระยะสั้นภายในหนึ่งปีด้วยกัน และเมื่อเราทำมันสำเร็จ มันจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีมากและกลายเป็นความประทับใจตลอดไป”

ธูปจึงเลือกใช้เงินซื้อความสุขในการท่องเที่ยวกับครอบครัวมากกว่าสิ่งใด เหมือนกับที่พ่อของเธอชอบพาคุณแม่และลูกๆ ไปเที่ยวพร้อมหน้า จนปลูกฝังให้ลูกสาวกลายเป็นคนชอบเดินทาง เป็นลูกสาวติดพ่อ (มาก) และเป็นวัยรุ่นที่ติดครอบครัว

 

 

ลาออกจากการเป็นตัวเรา นิยามของ ‘ลาพักเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511148

ลาออกจากการเป็นตัวเรา นิยามของ ‘ลาพักเที่ยว’

โดย…รอนแรม ภาพ : ลาพักเที่ยว

 หนุ่มมหาสารคามตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก บอย-กล้ายุทธ ช่างยันต์ วัย 35 ปี จึงขอเลือกทำ 2 อย่าง คือ การเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ลาพักเที่ยว ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานออกเดินทาง และเป็นเจ้าของกิจการร้านสกรีนออนไลน์ทางเพจ Klayut

เพจลาพักเที่ยวจะครบรอบ 1 ปี ในเดือน ก.ย. ซึ่งพอๆ กับช่วงเวลาที่บอยลาออกจากงานประจำ ซึ่งเขาเล่าว่าสมัยที่ยังเป็นลูกจ้างมักใช้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกเดินทาง เพื่อออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้มีแรงกลับมาทำงาน จนถึงจุดหนึ่งที่คิดอยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นลูกจ้างมาเปิดร้านสกรีนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และถัดจากนั้นอีก 3 เดือน ก็ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊ก ลาพักเที่ยว เพื่อเติมเต็มความฝันที่อยากเป็นนักเดินทาง

“ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะมีคนชอบไหม คิดแต่เพียงว่าเราจะทำได้ไหม เพราะด้วยศักยภาพของเราที่เป็นคนเขียนไม่เก่งแต่อยากถ่ายทอดความรู้สึก เราไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่สนุกกับการถ่ายภาพ และเราอยากแบ่งปันความรู้สึก ข้อมูล รวมถึงมุมมองให้คนที่สนใจได้รับรู้ด้วย”

นิยามของลาพักเที่ยว เขาเลือกใช้คำว่า “ลาออกจากการเป็นตัวเรา” เพราะถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่สามารถลาออกจากการเป็นตัวเองได้ แต่การเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้ได้ค้นพบความเป็นตัวเองอีกด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

 “บางทีเราไม่รู้จักตัวเอง ถ้าไม่ลองออกไปทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ไปในที่ที่ไม่เคยไป” เขากล่าวต่อ

“สำหรับผมการเดินทางมันสำคัญต่อแรงบันดาลใจในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่ตอนทำงานประจำ ผมจะไม่ชอบเลยเวลามีงานพิเศษที่ต้องทำวันเสาร์อาทิตย์ เพราะมันเอาเวลาท่องเที่ยว เวลาที่เราจะออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไป และผมก็หวังว่าคนที่ติดตามเพจลาพักเที่ยวก็จะได้แรงบันดาลใจบางอย่างกลับไปด้วย”

นอกจากนี้ ในต้นปี 2561 บอยตั้งใจจะเปิดเว็บไซต์และช่องทางยูทูบ โดยเขาอยากให้เว็บไซต์เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลการเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนึกถึง และจะงัดวิชาตัดต่อวิดีโอมาสร้างสรรค์เรื่องราวให้เป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์กับคนติดตามมากที่สุด

“ผมไม่ได้แข่งกับใคร เมื่อก่อนตอนทำเพจแรกๆ ค่อนข้างเครียดมาก เพราะเราฟังจากคนอื่น เห็นของคนอื่นมาเยอะ และบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวก็มีเยอะมาก แต่สุดท้ายเราอยู่ในจุดที่ทำแล้วมีความสุขดีกว่า ผมไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดตัวเองมากมาย ขอแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้มีเรื่องใหม่อย่างน้อยหนึ่งเรื่องให้คนติดตามเราได้มีข้อมูลออกไปเที่ยว”

อดีตกราฟฟิกดีไซเนอร์ยังกล่าวทิ้งท้าย จะมีสักกี่คนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งหมด อย่างเขาตอนนี้ที่มีโอกาสได้เดินทางและทำงานที่รัก เขาจึงรู้สึกสนุกและมีความสุขกับสิ่งที่เป็นและทำ รวมถึงคนอื่นๆ ก็สามารถร่วมเดินทางหรือพูดคุยกับเขาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/lapakteaw รับรองว่าจะได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาที่ดีกลับไป

 

 

ทีมเวิร์กต้องใจเดียวกัน ชานนท์ เอกรัตนากุล + วาทินี สายทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511145

ทีมเวิร์กต้องใจเดียวกัน ชานนท์ เอกรัตนากุล + วาทินี สายทอง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 “สิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกัน คือเราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

แนวคิดหลักในการทำงานนี้ ทำให้คู่หูประสบความสำเร็จในการจัดงานแสดงสินค้าเป็นอย่างดี

ทั้งคู่เริ่มงานด้วยกันเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยมี เอ-ชานนท์ เอกรัตนากุล เป็นพี่ใหญ่ช่วยดูแล โยเย-วาทินี สายทอง ช่วยวางแผนจัดงานเอ็กซิบิชั่น หรืองานแสดงสินค้าให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้งคู่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์

“ความสัมพันธ์ของเรา เริ่มจากการที่เราต้องเข้ามาเริ่มโปรเจกต์งานแสดงสินค้าโดยพี่เอเป็นคนดูแล งาน BMAM & GBR EXPO ASIA 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคาร ส่วนเราเป็นคนดูแลงาน คอนกรีตเอเชีย 2017 ทั้งสองงานนี้มีความสอดคล้องกันอยู่ จึงได้เข้ามาทำงานร่วมกันในที่สุด

“โชคดีอย่างหนึ่ง ก็คือเราเติบโตมากับการทำงานสไตล์อเมริกันที่ค่อนข้างเปิดกว้าง และการทำงานที่นี่ทำงานกันแบบครอบครัวมีลูกคนโต ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก อยู่กันแบบพี่น้อง แต่เวลาทำงาน เราจะร่วมแชร์ความคิด เปิดรับความคิดเห็นกันทุกคน เป็นสไตล์การทำงานที่ค่อนข้างจะเป็นสไตล์ที่เราชอบอยู่แล้ว ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่มีส่วนร่วมแนวคิดในการทำงาน ช่วยกันระดมความคิดหาไอเดีย แล้วช่วยกันเลือกเอาสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดจากความเห็นของคนส่วนมาก เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในงานที่เรากำลังทำด้วยกัน” โยเย กล่าวไว้เช่นกัน

ชานนท์

 ชานนท์ เสริมต่อจากคู่หูว่า

“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งทำให้เราทั้งคู่ทำงานแล้วงานเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเจอปัญหาในการทำงานระหว่างกันก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นสั่นคลอน นั่นเป็นเพราะว่าผมมีหลักในการทำงานของ 4 คำ คำแรกก็คือ อ่อนน้อมถ่อมตน เวลาทำงานเราจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต่อมาก็คือเรื่องของความขยัน เราต้องขยันให้เหมือนคนจีน อีกคำหนึ่งคือตรงเวลา เราควรตรงเวลาให้เหมือนกับฝรั่ง และสุดท้ายคือทีมเวิร์ก ทีมที่ดีจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันและทำทุกอย่างให้ทีมบรรลุไปถึงเป้าหมาย ถ้าคนในทีมมองไปที่เป้าหมายเดียวกันว่าคือความสำเร็จของทุกๆ คน นั่นคือทีมเวิร์กที่ดี เราไม่ได้ต้องการเป็นที่หนึ่งแต่เราต้องการให้งานประสบความสำเร็จมากที่สุด

“เพราะในงานของเรามีปัญหาที่เกินความคาดคิดมากมาย เรากำลังทำธุรกิจที่ขายภาพโครงการให้กับเอ็กซิบิเตอร์หรือลูกค้าที่จะมาออกบูธภายในงาน สร้างภาพในอากาศให้เขาได้เห็น โดยที่เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อถึงวันงานจริงสถานการณ์จริงจะเป็นเช่นไร ต้องเจอกับอะไรจะมีผู้คนเข้ามาเดินชมภายในงานมากน้อยแค่ไหน กำลังขายสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เป็นสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอีก 9 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า จึงเป็นการยากที่จะคาดว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง”

ชานนท์ ขยายภาพให้เห็นว่า อย่างในส่วนของงาน BMAM & GBR EXPO ASIA ที่เขาทำ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการอาคาร

“หน้าที่ของผมก็ต้องหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการอาคาร การทำอาคารเก่าให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานแล้ว และการออกแบบอาคารใหม่ให้เป็นอาคารกรีน ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปศึกษาหาสิ่งที่คิดว่าใหม่ที่สุดและเป็นเทรนด์ที่เพิ่งเริ่มเกิดมากที่สุดมาจัดแสดงในงาน ก็เป็นความท้าทายของทีมงานที่จะกำหนดธีมในแต่ละปี และต้องรู้ว่าคนที่จะมาร่วมงาน เขาต้องการชมต้องการเลือกซื้ออะไร

“สำหรับน้องโยเย ผมคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเก่งคนหนึ่ง เพราะผู้หญิงที่เข้ามาจับงานที่ต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมและสามารถตีโจทย์ได้แตก เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ซึ่งน้องเขาดูมีความพยายามและความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ พิสูจน์ได้ งานผลงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็มองเห็นว่าน้องคนนี้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน พอทำงานด้วยกันแล้วทำงานด้วยกันได้ดี มีแนวคิดในการทำงานคล้ายๆ กัน พูดง่าย แล้วก็ไอเดียความคิดค่อนข้างจะคิดเห็นไปในทางเดียวกัน”

วาทินี

 วาทินี ยกกรณีตัวอย่างของเธอคือ

“ปัญหาบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ที่คิดว่าเราควบคุมไว้ดีแล้ว จัดการอย่างดีแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น งานแสดงสินค้าต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ นำเข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย เราจัดการเตรียมเอกสารติดต่อประสานงานเอาไว้ทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว พอของมาถึงท่าเรือกลับติดด่าน ไม่สามารถนำเข้าประเทศได้เพราะว่าของแสดงสำแดงไม่ถูกต้อง เพราะทางนั้นก็ไม่ทราบว่าของบางอย่างเป็นของต้องห้ามในเมืองไทยแต่ต่างประเทศไม่มีข้อบังคับ

“ก็ต้องติดต่อประสานงานอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ของเข้ามาจัดแสดงภายในงานให้ทันเวลา และที่ตื่นเต้นกว่านั้นก็อาจจะเป็นช่วงเวลาประมาณ 1 ถึง 2 วันก่อนงานจัดแสดง ก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้สินค้านั้นเข้ามาจัดแสดงงานของเราให้ได้ ก็เป็นความท้าทายในการทำงานอย่างหนึ่ง ตรงนี้ก็รู้สึกว่าเราโชคดีที่ได้พี่เอกเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับเรา เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการจัดงานมาก่อน สามารถสอนน้องได้ว่าเวลาเจอปัญหาอะไรก็ตามเราจะต้องแก้ไขอะไรอย่างไร

อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าทำให้การทำงานของวาทินี เป็นไปอย่างราบรื่นก็คือ เวลามีปัญหาอะไรก็ตาม ทั้งคู่จะยกหูโทรศัพท์หากันในทันที หรือไม่ก็เดินไปหาที่โต๊ะ เพื่อปรึกษาปัญหาพูดคุยในรายละเอียดงานต่างๆ ไม่ได้เน้นไปที่การส่งข้อความหากันมากนัก

“จริงอยู่ว่าการส่งข้อความทางไลน์มีความสะดวก แต่บางทีคนรับสารอาจตีความไม่ชัดเจน ไม่เหมือนกับการยกหูโทรศัพท์พูดคุย ซึ่งจะได้ทั้งรายละเอียดของเรื่องราว น้ำเสียงให้รู้ถึงอารมณ์ในการสนทนาทำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า ปัญหานั้นมีความหนักเบามากน้อยแค่ไหน แล้วก็สามารถบอกลงลึกในรายละเอียดโต้ตอบสอบถามก็ได้ในทันที

“บางครั้งการบอกปัญหางานบางอย่างการส่งข้อความ คนรับอาจจะคิดว่าเราไปว่าเขาหรือเปล่า แต่การโทรหากันการเลือกใช้คำพูดและน้ำเสียงจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น ยิ่งพูดคุยกันบ่อยเท่าไรก็ยิ่งทำให้เรารู้ใจกันยิ่งขึ้น และยังทำให้การทำงานของเราทั้งคู่รู้สึกได้ว่าเป็นทีมเดียวกันมากขึ้นนั่นเอง”

 

‘กอล์ฟ’ กีฬาเปลี่ยนชีวิต แสนผิน สุขี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511144

‘กอล์ฟ’ กีฬาเปลี่ยนชีวิต แสนผิน สุขี

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

จากที่ต้องการสร้างความสดชื่นให้ร่างกายสดใสร่าเริงในยามเช้าก่อนออกไปทำงานจึงทำให้ แสนผิน สุขี หรือคุณปิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปลี่ยนชีวิตเพื่อให้เป็นผู้บริหาร ที่นอกจากจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงแล้ว สิ่งสำคัญต้องเป็นคนที่มีจิตใจร่าเริงแจ่มใสในการทำงาน

หากย้อนไปในอดีต คุณปิงใช้เวลาไปกับกิจกรรมว่ายน้ำก่อนออกมาทำงานเกือบทุกวัน เนื่องจากเป็นคนที่ตื่นนอนตั้งแต่เช้า ตี 4 ตั้งแต่มีครอบครัว มีลูก แล้วก็ต้องเริ่มปรับตัว เพราะรู้ว่ามีงานที่จะต้องรับผิดชอบ

“ผมรู้สึกตลอดว่า ถ้าไม่ออกกำลังกาย นอนตื่นสายก็จะรู้สึกสบายเพราะง่วงนอนน้อยลง แต่ด้านจิตใจกลับไม่ค่อยสดชื่น สู้นอนไม่พอแล้วมาชดเชยกับการออกกำลังกายแล้วให้ร่างกายของเราสดชื่นดีกว่า เช่น ปกติผมจะเป็นคนที่นอน 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 4 แต่หากนอนตื่นสายอย่างตื่น 6 โมงเช้า แต่กลับทำอะไรต่อไม่ค่อยทัน ผมจึงยอมอาจจะตื่นให้เช้า ตี 5 ก็ได้ว่า สักชั่วโมงนึง นอนน้อยลงเหลืออาจจะสัก 5 ชั่วโมง แต่ทำให้จิตใจดีขึ้นซึ่งทำรูปแบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว”

แสนผิน ย้ำว่า การออกกำลังกายนั้นเมื่อทำบ่อยๆ แล้วเหมือนเสพติด ช่วงสมัยช่วงวัยรุ่นผมเป็นคนเที่ยวดึก เวลาตอนเช้าไม่อยากตื่นไปทำงาน ในช่วงเวลา 10-11 โมงเช้าของการทำงานนั้นจึงจะรู้สึกดีขึ้น แต่ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น 8-10 โมงเช้า จะรู้สึกหงุดหงิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย โดยมีจุดพลิกอยู่ที่ใจของตัวเราเอง สู้เราเปลี่ยนตัวเราเองจะดีกว่า เมื่อตัวเราเองมีความสุขจะทำให้คนรอบข้างที่ทำงานด้วยนั้นมีความสุขตามไปด้วย

หลังจากมีการเริ่มออกกำลังกายก็ได้มีการปรึกษากับทางแพทย์ ได้แนะนำว่า การว่ายน้ำเป็นแอโรบิกจะต้องมีแอนแอโรบิกบ้าง พวกใช้กล้ามเนื้อ อย่างการวิ่งก็เป็นประเภทแอโรบิกใช้ออกซิเจนให้หัวใจทำงาน ตับปอดทำงาน แต่กล้ามเนื้อทำงานน้อย จะสังเกตได้ว่าคนวิ่งอย่างมาราธอนนั้นร่างกายจะเล็กลง หรือแม้กระทั่งว่ายน้ำก็ตัวเล็กลงเพราะว่าเสียเหงื่อ

แต่การออกกำลังประเภทแอนแอโรบิกนั้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จึงต้องเริ่มออกไปฝึกหัดไดรฟ์กอล์ฟ เนื่องจากเป็นกีฬาที่เล่นได้ยันสูงอายุ ประกอบกับเป็นจังหวะที่เปลี่ยนมาทำงานอยู่ที่โกลเด้นแลนด์ ซึ่งทำงานที่นี่มานานกว่า 3 ปี

เริ่มจากช่วงแรกที่ชวนภรรยาและลูกมาเรียนด้วย มีโปรมาสอนอาทิตย์ละ 2-3 วัน แต่ปัจจุบันลูกกับภรรยาไม่เรียนแล้ว เหลือตนเองเรียนอยู่คนเดียว พร้อมกับเริ่มไปฝึกที่สนามไดรฟ์กอล์ฟแถวศรีสมาน เรียนตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่มในรูปแบบแฟมิลี่กรุ๊ป

“ช่วงแรกตีไม่เป็นก็อยากตีเป็น เจ็บไปหมด มือและเอวเคล็ดเพราะต้องบิดตัว เล่นไปร่างกายก็ปรับ แล้วออกรอบเยอะ ก็ต้องเลือกกับคนที่ออกรอบกับเราแล้วก็ไม่บ่น เมื่อฝึกตีไปสัก 2 เดือนก็เริ่มออกรอบแล้ว ส่วนใหญ่ตีกับคู่ค้าทางธุรกิจ”

หลังจากนั้นได้เป็นสมาชิกกับสนามกอล์ฟราชพฤกษ์ ก็ตีตั้งแต่เช้าเลย ตี 5 ครึ่ง ถึง 7 โมงเช้า ว่ายน้ำเหลือแค่เสาร์-อาทิตย์ ส่วนตีกอล์ฟจะเป็นวันอังคาร-ศุกร์ เพราะวันจันทร์สนามปิด เช้าวันจันทร์อาศัยวิ่งที่บ้าน ในช่วงเช้าก่อนที่จะมาทำงาน

ต้องมีวิธีคิดอย่างเดียวว่า ก่อนมาทำงานอย่างไรให้มีจิตใจที่สดชื่น นั่งสมาธิก็เคยแต่ไม่ค่อยชอบ เหมือนอยู่กับที่ ผมรู้สึกว่าการออกกำลังเป็นการใช้สมาธิ โดยผมวางเป้ากับการออกกำลังกายเพื่อให้สนุกและสดชื่นในการทำงาน

“กอล์ฟเป็นกีฬาที่ฝึกซ้อมบ่อยก็จะตามกันทัน ไปต่างประเทศก็ออกไปตี แต่เมื่อไปเที่ยวกับครอบครัวนั้นจะไม่ โดยจะไปกับคู่ค้าอย่างเช่นไป จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย หรืออเมริกาที่เตรียมจะไปเดือน ต.ค.นี้ กีฬากอล์ฟนี้ไปตีแต่ละที่ แต่ละสนามไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะสนามนั้นจะช่วยสร้างแนวคิดใหม่ๆ ได้เปลี่ยนมุมมองและสถานที่ ไม่ซ้ำซากจำเจ”

ตั้งใจไว้แล้วว่าทุกเช้าก่อนจะไปไหนจะต้องมีจิตใจที่สดชื่น มีอารมณ์ที่ดีจะไปพูดคุยภารกิจในแต่ละวัน ทำให้การคิดงาน หรือการออกไปเจอผู้คน เหมือนกับการที่เราเป็นผู้นำ ถ้าหากอารมณ์เสียทั้งวันลูกน้องที่ทำงานร่วมกันก็จะไม่มีความสุข ส่งผลให้บรรยากาศการทำงาน ฝึกให้คิดแบบนอกกรอบ

“การตีกอล์ฟหากเราตีวงสวิงเดิม สกอร์ที่ได้ก็จะเดิมๆ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวงสวิงจะทำให้สกอร์นั้นดีขึ้น แต่ที่สำคัญต้องมีทักษะการทำงาน และที่สำคัญจะต้องมีความสม่ำเสมอ การเล่นกีฬาก็มีอุปสรรคทำอย่างไรจะหาวิธีที่จะทำให้เราชนะได้สะท้อนมาที่งาน ผมบอกได้เลยว่า คนตีกอล์ฟได้นั้นฉลาด เพราะคนจะตีกอล์ฟได้นั้นต้องอดทนและพัฒนา คิดหาวิธีที่ทำอย่างไรจะดีขึ้น”

แสนผิน เล่าว่า แม้ไปต่างประเทศจะต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ก็ต้องตื่นมาทำโยคะ หรือเข้าฟิตเนสในโรงแรม ทำอย่างไรก็ได้เพื่อขอให้มีการออกกำลังกายสัก 1 ชั่วโมง จริงๆ แล้วทำได้ตลอด แต่ที่มาชอบกีฬาตีกอล์ฟจะเจอกับแสงแดด สนามกว้าง อากาศปลอดโปร่ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เป็นคนที่ทนทาน ตีกอล์ฟต้องเจอกับแดดฝน อากาศเย็น ร้อนหนาว ทำให้สมบุกสมบัน ผิวดำด้วย ทำให้เป็นคนที่ไม่ค่อยป่วย ส่วนว่ายน้ำบางทีก็อาจจะทำให้เป็นไข้ตัวร้อนได้บ้าง

ปัจจุบันได้มีการวางแผนแล้วว่า ต้องการไปตีกอล์ฟในต่างประเทศที่มีการแข่งรูปแบบ LPGA อย่างในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ก็มีการวางแผน ปกติหากตีกอล์ฟคนเดียว 9 หลุม จะใช้เวลาตีประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าไปตีเป็นก๊วนต้องใช้เวลาอย่างต่ำราว 4-5 ชั่วโมง

การตีกอล์ฟมีสกอร์นั้นทำให้เห็นพัฒนาการในการออกรอบว่าเราเป็นอย่างไร จากแรกๆ อาจจะอยู่ที่ 150 คะแนน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 90-95 คะแนน ต่ำร้อยนั้นยังสามารถแข่งขันได้ ถ้าตีได้ระดับคะแนน 80 นี่ถือว่าเก่งมากแล้ว พวกโปรดังๆ เขาจะตีต่ำกว่า 72 อีก ระดับ 60 กว่า แข่งระดับแชมป์โลก แต่การไปออกรอบก็ไม่ได้หวังเหรียญ ถ้วยรางวัล สิ่งสำคัญคือจะต้องเกิดความสนุก

สำหรับนิสัยส่วนตัวชอบลอง ลองผิดลองถูก พยายามหาข้อดีข้อเสียว่าสิ่งที่ทำนั้นเหมาะกับเรา กีฬาที่ดีนั้นจะต้องเหมาะกับนิสัยที่เราจะไม่เลิกไปง่ายๆ

การตีกอล์ฟขาสำคัญเพราะต้องยืนนานเหมือนหลัก กิจกรรมที่ทำให้ขาแข็งแรง คือการเดินกับวิ่ง ว่ายน้ำช่วยทำให้ตัวอ่อน มีการเคลื่อนไหวที่ดี เหมือนกับการทำโยคะและว่ายน้ำนั้นจะทำให้ไม่เมื่อยเป็นกีฬาที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวตลอด จะสังเกตว่านักฟุตบอลเวลาพักผ่อน โค้ชจะกำหนดให้ลงสระว่ายน้ำเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

แม้ว่าจะอยู่ในวงการอสังหาฯ มาเกือบ 30 ปีแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะรู้ทุกอย่างในวงการอสังหาริมทรัพย์ดีแล้ว แต่สิ่งที่เตือนตนเองอยู่ตลอดคือ ต้องไม่หยุดพัฒนา อย่างโครงการของโกลเด้นแลนด์ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างของโครงการ ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว จะถูกพัฒนาในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการใช้งานภายใน วัสดุก่อสร้าง ที่สำคัญต้องสร้างคุณค่ามากขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยในอนาคต

นั่นคือชีวิตทั้งในและนอกสนาม (กอล์ฟ) ของ แสนผิน สุขี

 

แผนอนาคตคืองานส่วนรวม ชายวัย 62 ที่ชื่อ ‘พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511142

แผนอนาคตคืองานส่วนรวม ชายวัย 62 ที่ชื่อ 'พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ'

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

กว่า 1 ปีครึ่งแล้ว ที่สังคมไทยไม่เคยเห็น “ผู้การหูดำ” หรือบิ๊กแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในหลากหลายบริบททางสังคม

ทุกวันนี้อดีตนายตำรวจที่โชกโชนงานปราบปราม เปลี่ยนแปลงบทบาทำหน้าที่ช่วยบริหารงานกรุงเทพมหานคร และห่างหายออกไปหลังเจ้าตัวยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2559

แต่ชีวิตทุกวันนี้ของ พล.ต.ต.วิชัย กลับเรียบง่ายอยู่ที่บ้านพักสองแห่ง ทั้งที่กรุงเทพมหานคร และที่บ้านเกิดคือ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ด้วย “การงาน” ที่ทำเพื่อส่วนรวมและเพื่อประชาชนมาทั้งชีวิต ทำให้อดีตนายตำรวจผู้นี้ไม่อาจเลือกทางสบายที่จะอยู่บ้านเฉยๆ ตามวัยเกษียณได้

พล.ต.ต.วิชัย บอกเล่าผ่านวัย 62 ปี ว่า หลังจากลาออกจากราชการตำรวจและไปเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อผ่านพ้นไป 3 ปี จึงได้ขอลาออก แต่หลังจากนั้นในปัจจุบันนี้ก็ยังคงทำงานอยู่ โดยเป็นคณะที่ปรึกษา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งช่วยดูแลปรับปรุงเรื่องของแฟลตดินแดง รวมถึงเป็นคณะกรรมการบริษัทจัดการน้ำภาคตะวันออก หรือ East Water รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชนอีก 3 แห่งด้วยกัน

“และทุกวันนี้ก็ยังทำงาน ประชุมตลอด ยังใช้สมองใช้ความคิดอยู่ทุกวัน” พล.ต.ต.วิชัย นิยามชีวิตตอนเองในชั่วยามนี้

จากพื้นเพที่เป็นเด็กต่างจังหวัดในครอบครัวเกษตรกรรม และเติบโตในอาชีพราชการจนโด่งดังจากผลงานทั้งด้านตำรวจและด้านชุมชน ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 40 ปีเพื่อส่วนรวมจึงต้องสานต่องานมวลชน โดยเฉพาะการดูแลในชุมชนต่างๆ ผ่านชมรมเพื่อนแต้ม ที่มีสมาชิกกว่าหลายร้อยคน ซึ่งแต่ละปีจะทำการกุศลช่วยเหลือโรงพยาบาลรัฐที่ขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ โดยพล.ต.ต.วิชัย เป็นโต้โผหลักที่พาสมาชิกชมรมเพื่อนแต้มของเจ้าตัวมีกิจกรรมการกุศลร่วมกัน

นอกเหนือจากงานที่ปรึกษาและงานเพื่อสังคมแล้ว อีกสิ่งที่ พล.ต.ต.วิชัย ชอบคือการทำกับข้าว และล่าสุดเตรียมเปิดร้านอาหารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา บนที่ดินของบรรพบุรุษที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นร้านอาหารไทยสไตล์พื้นบ้านที่มาพร้อมกับบรรยากาศธรรมชาติ

เพราะด้วยเป็นคนที่ชอบทำกับข้าว ทำอาหาร และถูกปลูกฝังแต่วัยเด็กว่าต้องทำอาหารได้จะได้มีกิน และใช้ฝีมือในการทำอาหารเลี้ยงดูและตอบแทนผู้มีพระคุณมาโดยตลอด กระทั่งความชื่นชอบนำไปสู่ร้านอาหารที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใน 1 เดือนข้างหน้า แต่รายละเอียดของชื่อร้านต่างๆ พล.ต.ต.วิชัย ยังขออุบไว้ก่อน

กระนั้นแล้ว ในวัย 62 ปีของผู้การหูดำ ที่ยืนยันว่าร่างกายยังคงแข็งแรง เพราะออกกำลังกายด้วยการเดิน-วิ่งทุกวัน เพื่อรักษาสมรรถภาพให้พร้อมสำหรับการทำงาน

“โครงสร้างผมแข็งแรงอยู่นะ เพราะเราออกกำลังกายทุกวัน สมัยก่อนเป็นตำรวจก็ฝึกซ้อมมาโดยตลอด มันก็รักษาสภาพไว้ดีอยู่” พล.ต.ต.วิชัย เล่าถึงสภาพร่างกายตัวเองด้วยเสียงหัวเราะ พร้อมสำทับทิ้งท้ายไว้ว่า ผมคงหยุดทำงานไม่ได้ โดยเฉพาะงานส่วนรวม เพราะผมเป็นคนทำงานมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นตำรวจยศเล็ก ต่อสู้ชีวิตมา ไม่ได้โตมากับเส้นสาย เราโตมากับผลงาน เรามีผลงานเลยได้ดิบได้ดี ดังนั้นมันหยุดไม่ได้ ต้องทำงาน อีกอย่างยังถือว่าร่างกายแข็งแรง ช่วยสังคมได้เยอะ และมีคนมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษา ทั้งเรื่องกฎหมาย หรือในแนวทางตำรวจเราก็ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ถ่ายทอดออกไปบ้าง

“และผมคงจะลงเล่นการเมืองในเร็วๆ นี้ เพราะมีคนทาบทามมาบ้างเหมือนกัน และผมก็สนใจเพราะเป็นงานเพื่อประชาชนด้วย อย่างที่ผมทำมาตลอดชีวิต และคงต้องทำต่อไป” พล.ต.ต.วิชัย ได้เตรียมพร้อมกับบทบาทใหม่ของตัวเองแล้ว

 

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511141

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

 แทบทุกเวทีเกี่ยวกับงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ มักจะมีชื่อ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นวิทยากรมาแลกเปลี่ยนความรู้มุมมองเศรษฐกิจมหภาค

ดร.ลักษมณ เป็นนักเรียนทุนของกระทรวงการคลัง หลังจากเรียนจบก็กลับเข้ามารับข้าราชการที่กระทรวงการคลัง ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ครั้งใหญ่ (ต้มยำกุ้ง)

นับว่าเป็นงานท้าทายมากสำหรับเด็กจบใหม่ในสมัยนั้น ที่จะต้องมาประชุมหารือกับองค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยต่างๆ ที่จะระดมสมองแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ในช่วงแรกที่ทำงานที่กระทรวงการคลังนั้น ดร.ลัษมณ รับผิดชอบทำงานด้านภาษีตลาดเงินตลาดทุน ต่อมาก็ได้รับผิดชอบดูแลเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศ

นอกจากนี้ เธอยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อเป็นองค์กรหลักในการเข้ามาสะสางปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินที่กำลังท่วมท้นรุมเร้าด้วยปัญหาหนี้ และภาคธุรกิจล้มละลาย คนตกงานเป็นแพ หลังจากที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ดร.ลัษมณ ยังได้รับโอกาสเข้าร่วมทีมงานวิชาการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น โดยมีหน้าที่วิเคราะห์นโยบายการคลัง การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนโยบายพลังงาน

 นับย้อนกลับไปเมื่อ 20 ที่แล้ว เธอก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกประวัติศาสตร์วิกฤตไทยต้มยำกุ้ง 20 ปีผ่านพ้นไปนั้น

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้เวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว ประเทศไทยได้รับบทเรียนอะไรบ้าง จากในมุมมองจากเด็กจบใหม่ที่ชั่วโมงยังน้อย จนปัจจุบันเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวหน้าของประเทศ

ดร.ลัษมณ บอกว่า 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยนั้นได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและผ่านมาทำได้ดีมาก เฉพาะภาคการเงิน ไทยเรียนรู้จากความเจ็บปวดจากตรงนี้ ทำให้ปัจจุบันสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น จะเห็นจากการเกิดปัญหาวิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ไทยไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะสถาบันการเงินไทยมีเงินทุนที่แข็งแรง และมีความระมัดระวังความเสี่ยงการปล่อยเงินกู้

“นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินไทยมีการเรียนรู้จากบทเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ในส่วนนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีการเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว (Managed Float) ฐานะการเงินของประเทศ และดุลบัญชีก็มั่นคงมาก หนี้ต่างประเทศก็ลดลง

“อีกด้านหนึ่งคือที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านตลาดทุน ที่ผ่านมาไทยมีการพึ่งพิงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากเกินไป ซึ่งระบบการเงินจะต้องมี 3 สาขา คือ ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดพันธบัตร ปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาโครงการสร้างตลาด (สตรักเจอร์) เยอะขึ้นมาก”

ดร.ลัษมณ เล่าต่อว่า หลังจากที่เธอย้ายงานจากกระทรวงการคลัง และย้ายมาทำงานที่ “เอดีบี” นั้น เพราะชอบการทำงานด้านการพัฒนา งานวิจัย

“ในช่วงที่ทำงานกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับเอดีบีมาตลอด ก็ได้เห็นลักษณะการทำงานว่าเอดีบีได้เข้ามามีส่วนช่วยการพัฒนาประเทศไทย พอเอดีบีเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยก็ ก็ตัดสินใจมาร่วมกับเอดีบี เท่ากับเราก็ช่วยประเทศได้ด้วยอีกมุมหนึ่ง”

บทบาทหน้าที่ของ ดร.ลัษมณ จะรับผิดชอบติดตามรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหภาค การเงินภาคประชาชนดูแลโครงการความช่วยเหลือด้านวิชาการจากเอดีบีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินการคลัง การพัฒนาตลาดทุน ด้านธรรมาภิบาล รวมถึงเรื่องของสังคม เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญ เรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำ

“เอดีบีกับประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ซึ่งไทยไม่ได้ต้องการพึ่งพาเงินกู้จากเอดีบีมากนัก แต่เราต้องการความรู้ที่บุคลากรเอดีบีที่มีการสะสมการทำงานความรู้ด้านการพัฒนามากว่า 30-40 ประเทศ

“สิ่งที่เราต้องการจาก ‘เอดีบี’ คือด้านวิชาการความรู้ มุมมองจากต่างประเทศ ตรงนี้มีความสำคัญมาก แต่เอดีบีก็มีการให้เงินสนับสนุนในงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในประเทศไทยปีๆ หนึ่งก็ประมาณ 1-2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็จะนำมาเป็นเงินทุนเพื่อวิจัยด้านต่างๆ ร่วมกับองค์กรของไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง เป็นต้น”

ดร.ลัษมณ ยกตัวอย่างโครงการเอดีบีให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงานวิจัยกับไทย เช่น เอดีบีได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาเรื่องระบบบำเหน็จบำนาญ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องระบบบำนาญของประกันสังคม ซึ่งเอดีบี และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

 “ก็เตือนมา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2550 ว่า หากกองทุนประกันสังคมไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีก 30 ปี กองทุนประกันสังคมจะต้องเจ๊ง เพราะมีเงินที่จะจ่ายบำนาญให้กับผู้สูงอายุ และเห็นด้วยที่ประกันสังคมจะขยายอายุการรับเงินบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ในส่วนภาครัฐเองก็พยายามที่จะออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนรับผู้สูงวัยทำงาน รวมถึงต้องมีมาตรการมารองรับปัญหาสูงวัยในอนาคต

“ทิศทางของโลกจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น และมีการปรับวัยเกษียณอายุมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้อายุ 60 ปี ก็ไม่ใช่ว่าจะแก่ทำงานไม่ได้ บางอาชีพก็ต้องอาศัยประสบการณ์ทำงาน ซึ่งประเทศสแกนดิเนเวียเกษียณอายุ 67 ปี ญี่ปุ่นก็เริ่มจะเกษียณ 63-65 ปี”

ถามถึงสิ่งที่เอดีบีให้ความสำคัญนั้น ดร.ลัษมณ บอกว่า เอดีบีจะให้ความสำคัญเรื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นที่กับประเทศเพื่อนบ้าน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

“ไม่ใช่เน้นการศึกษาเฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น จะต้องวางแผนแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมการไปสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องธรรมชาติสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ”

ดร.ลัษมณ แสดงมุมมองที่น่าสนใจว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นหว่งคือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ หรือเรื่องคน ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตก

“เป็นปัญหามานานแล้ว และพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่สามารถพึ่งพาแรงงานที่ราคาถูกมาได้ตั้งนาน และมีการนำเครื่องจักรกลมาทำงานแทนคนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ สเต็ปต่อไปคือจะต้องนำเทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรม (อินโนเวชั่น) มาใช้ ต้องมีนักวิจัยพัฒนามาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งระบบบการศึกษาและคนของเรายังไม่รองรับตรงนี้อย่างเพียงพอ

“เอดีบีพูดอยู่เสมอว่าเราต้องมีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว รัฐบาลก็ทราบถึงปัญหานี้ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่านิยมของสังคมซึ่งเรื่องนี้แก้ยากมาก เป็นค่านิยมของสังคม เพราะพ่อแม่ก็อยากจะให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี ใครที่เรียนอาชีวะดูว่าด้อย

“ในตลาดแรงงานต้องการทักษะการทำงาน (สกิล) มากกว่าใบปริญญาหรือวุฒิบัตร สกิลแบบนายช่างมันหายาก ไม่ค่อยมีใครเรียน ไม่มีใครผลิตแรงงานที่มีทักษะ มีแต่แรงงานที่มีใบปริญญาออกมาเต็ม เพราะค่านิยมคนไทยเห็นปริญญามีค่ามากกว่าอาชีวะ วิชาชีพ  มันก็กลายเป็นปัญหาโลกแตก ลำพังรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันอย่างน้อยก็เปลี่ยนทัศนคติค่านิยม”

ดร.ลัษมณ เล่าว่า ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.คลัง และ รมว.ต่างประเทศ เคยพูดไว้ ถึงปัญหาระดับเงินเดือนระหว่างอาชีวะกับปริญญาตรีแตกต่างกัน โดยภาครัฐกำหนดระดับเงินเดือนแตกต่างกันมาก

“คนที่จบอาชีวะได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ภาคเอกชนก็ไปลอกอัตราเงินเดือนมาจากภาครัฐ พ่อแม่ยิ่งเห็นว่าเงินเดือน ปวช. ปวส. ได้เงินเดือนน้อย ก็ยิ่งไม่อยากให้ลูกเรียนอาชีวะ เพราะลูกจบไปแล้วจะเงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้”

ท้ายสุด ดร.ลัษมณ มีมุมมองว่าการปฏิรูปทั้งในด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพแรงงาน อันนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั้น เป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว แต่การจะก้าวไปสู่จุดเป้าหมายดังกล่าว สิ่งสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวประเทศไทยยังต้องบริหารจัดการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระยะอันใกล้นี้

และยังมีงานอีกมากมายที่ท้าทาย ดร.ลัษมณ ซึ่งขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

 

ค้นหายีนกลายพันธุ์ โลกใหม่แห่งการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510388

ค้นหายีนกลายพันธุ์ โลกใหม่แห่งการรักษา

เรื่อง:โยธิน อยู่จงดี

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ถูกกำหนดด้วยยีน ว่าจะให้มีสีผิว รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง ลักษณะเส้นผม เป็นเช่นไร และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ค้นพบว่าไม่เพียงแต่ยีนจะกำหนดลักษณะของเรา แต่ยังกำหนดโรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะการค้นหายีนกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการผิดปกติในร่างกายและโรคหายากที่ยังรอวิธีรักษา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหายากราว 5 ล้านคน การเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน

ยีนกับการรักษาโรคหายาก

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีมศึกษาโรคที่หายากแต่พบได้ในประชากรไทย กลุ่มโรคหายากส่วนใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม ซึ่งอาจถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ หรืออาจเกิดได้จากสิ่งแวดล้อมก็ได้ บางครั้งยีนแฝงก็แสดงอาการของโรคตั้งแต่เด็ก แต่ก็มียีนแฝงอีกหลายโรคที่แสดงอาการตอนอายุมากขึ้น

“ยีนที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนไม่เพียงแต่กำหนดลักษณะที่เราเห็นทางภายนอกเท่านั้น ที่จริงแล้วยีนยังเป็นตัวกำหนดความเสี่ยง ต่อการเป็นหรือไม่เป็นโรคต่างๆ ของคนเราอีกด้วย เพราะคนเรามีลักษณะทางกายภาพและความสามารถทางด้านร่างกายที่แตกต่างกันออกไป ในการรักษาเราจะตอบสนองต่อการรักษาแบบไหน ก็กำหนดโดยปัจจัยภายในของเราโดยยีนด้วยเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงในวงการแพทย์โดยทั่วไปมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นหมอเด็ก ผมจะให้ยาตัวหนึ่งกับเด็ก ผมก็สนใจแต่ปัจจัยทางอื่นที่ไม่ใช่ตัวเด็ก เช่น เชื้อโรค เชื้อไวรัส ที่มีผลต่อเด็ก ดูว่าเป็นเชื้ออะไรและต้องใช้ยาตัวไหนในการรักษา เมื่อทราบแล้วก็ดูที่น้ำหนักของเด็ก น้ำหนักมากให้ยามาก น้ำหนักน้อยให้ยาน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วในทางการแพทย์อย่างที่รู้กันดีเด็ก 2 คนน้ำหนักเท่ากัน อายุเท่ากัน ได้รับยาตัวเดียวกันจะตอบสนองยาไม่เท่ากัน คนนึงอาจดูดซึมได้น้อยกว่าอีกคน หรือมีการตอบสนองต่อการรักษาไม่เท่ากัน นั่นก็เป็นเพราะว่ายีนของเด็กทั้งสองคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ถ้าเรารู้ลักษณะของยีนในเด็กเราก็จะสามารถแยกได้ว่าเด็กคนไหนแพ้ยาอะไร ต้องใช้ยาตัวไหนในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหร่ กับโรคหายากก็เช่นกันถ้าเราตรวจเลือดหายีนของคนไข้ เราก็จะพบสาเหตุของโรคที่แท้จริงว่าเกิดจากความผิดปกติหรือยีนกลายพันธุ์ที่ยีนตัวไหน ก็จะช่วยหาหนทางรักษาได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเอง”

ยีนกลายพันธุ์เพราะอะไร

“โดยปกติแล้วยีนในร่างกายของคนเรามีทั้งหมด 22,000 ยีน เทคโนโลยีตอนนี้เราสามารถจำแนกออกมาได้หมดแล้ว ทุกยีนล้วนมีชื่อเฉพาะทั้งหมด รู้หน้าที่ของยีนแต่ละตัวว่าทำหน้าที่อะไรอยู่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเรายังไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไรแต่ในอนาคตเราจะรู้แน่นอนว่ายีนแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรบ้าง

แต่คราวนี้ยีนกลายพันธุ์เกิดจากอะไร เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยีนและการกลายพันธุ์ก่อน โดยปกติแล้วเซลล์ของคนเราจะมีการตายและสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา ร่างกายเราจะสร้างเซลล์ที่มียีนและหน้าตาเหมือนเดิมเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมชาติก็ถือว่าเก่งมากในการก๊อบปี้เซลล์ให้มีหน้าตาเหมือนกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เซลล์ลูกที่สร้างใหม่จะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว

อาจจะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ราวๆ 1-3 จุด เป็นเรื่องปกติที่จะมีความแตกต่างกันบ้างและไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่ทำให้ระบบการทำงานผิดเพี้ยนไป เราจะเรียกตรงนี้ว่าเซลล์ที่มีความแตกต่างกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ความแตกต่างนั้นมีจำนวนมากเกินค่าทางสถิติที่จะยอมรับได้เราจะเรียกว่าเป็นการกลายพันธุ์ เป็นตัวการทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเซลล์ที่เกิดการกลายพันธุ์แล้วไม่ยอมตายมีการขยายตัวสร้างเซลล์ใหม่อยู่ตลอดเวลาก็คือเซลล์มะเร็งนั่นเอง แนวทางในการรักษาเดิมคือการใช้เคมีบำบัด เป็นเหมือนเอาระเบิดไปลงทำลายเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ดีในร่างกายโดยตั้งความหวังว่า เซลล์มะเร็งจะตายหมดก่อน

แต่การรักษาด้วยการหายีนในเซลล์ที่กลายพันธุ์ จะช่วยให้แพทย์สามารถระบุความแตกต่างระหว่างเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติในร่างกายเราได้อย่างชัดเจนและหายาเข้ามาจัดการกับเซลล์ที่มียีนกลายพันธุ์ได้โดยไม่ทำลายเซลล์ที่ดีตัวอื่นๆ เพราะความแตกต่างของเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติ แยกได้ยากมาก มีจุดแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเพราะพื้นฐานเซลล์มะเร็งก็คือเซลล์ในร่างกายของเราที่กลายพันธุ์ออกไปนั่นเอง

อีกสาเหตุหนึ่งของการกลายพันธุ์ของเซลล์อาจเกิดได้จากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ยาและสารเคมี เช่น คุณแม่ที่กินยาทำแท้ง ทำให้เด็กที่ออกมามีอาการหรือลักษณะที่ผิดปกติไป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการรักษามีการจับคู่ยีนและยาได้อยู่เพียง 100 กว่าคู่เท่านั้น ที่เหลือเป็นการค้นพบยีนที่มีการกลายพันธุ์ แต่ยังหาคู่ยาที่ไปจัดการรักษาไม่ได้ แต่ในอนาคตเชื่อว่าการจับคู่ยาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” ศ.นพ.วรศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติม

พัฒนาฐานข้อมูลยีนในโรคหายาก

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว. เสริมว่า องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเรื่องยีนในโรคหายากนี้ ในการศึกษาเริ่มต้นที่การสืบเสาะ ผู้ป่วยด้วยโรคหายากจากทั่วประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยในโรงพยาบาล 33 แห่งทั่วทุกภูมิภาค หลังจากผู้ป่วยเซ็นยินยอมอนุญาตให้นำผลการรักษาไปใช้ทางการแพทย์ได้

ผู้วิจัยก็จะเก็บประวัติการตรวจร่างกาย ลักษณะทางรังสีวิทยา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป และลักษณะทางคลินิกอื่นๆ โดยละเอียด จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างเลือด น้ำลาย ส่วนของผิวหนัง หรือชิ้นกระดูก เพื่อนำมาสกัดสารพันธุกรรมหรือนำมาเพาะเลี้ยงเป็นเซลล์ แล้วจึงนำสารพันธุกรรมที่ได้ไปวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์

เมื่อได้ผลการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมที่อาจเป็นสาเหตุของโรคแล้ว จึงนำมาศึกษาต่อ เพื่อหาการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของโปรตีนที่ทำให้เกิดเชื้อที่ก่อโรค แล้วนำไปเปรียบเทียบกับคนปกติ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพื่อยืนยันต้นทางของโรคอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วยทำให้การตรวจรักษาคนไข้ ได้รับคำตอบที่ชัดเจนถูกต้องเหมาะสมและเป็นประโยชน์ ต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัว ว่ายีนที่อาจก่อให้เกิดโรคหายากนี้มาจากไหนและมีใครในครอบครัวที่อาจจะได้รับยีนนี้ผ่านทางพันธุกรรมบ้าง

ตอนนี้นักวิจัยไทยได้ค้นพบโรคกระดูกเปราะจากยีนที่ก่อโรค และพบพยาธิกลไกของโรค ทำให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ เข้าใจกระบวนการในการสร้างกระดูกของคนปกติได้ชัดเจนขึ้นด้วย ค้นพบยีนก่อโรค เช่น โรคที่เกิดจากยีน และยีนที่เสี่ยง ต่อการเกิดผลข้างเคียงของยาหลายชนิด เช่น ยา 6MP ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น และปัจจุบันทางกลุ่มวิจัยโครงการยีนก่อโรคในมนุษย์ เปิดให้บริการทางห้องปฏิบัติการขึ้น โดยตั้งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชพันธุศาสตร์ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ขึ้นมา

การตรวจยีน การรักษาในอนาคต


ศ.นพ.วรศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า การรักษาด้วยการตรวจหายีน ไม่ได้ช่วยเฉพาะการวินิจฉัยโรคหายาก แต่ยังช่วย ให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยทำให้ตัวเรารู้จักตัวเองมากขึ้น ตรวจครั้งเดียวรู้จักตัวเองทั้งหมดว่า จะต้องใช้ชีวิตดูแลตัวเองอย่างไร มีโอกาสเสี่ยงต่อ การเป็นโรคอะไร เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมามีความเสี่ยงจะแพ้ยาตัวไหน ต้องให้ยาอะไรในปริมาณเท่าไร สามารถอ่านข้อมูลที่ได้จากการตรวจยีน ซึ่งเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้ได้ตลอด

อย่างไรก็ดี การรักษาด้วยการตรวจยีนยังไม่ได้ผลกับคนทุกคนและโรคทุกโรค แม้จะมีตัวอย่างการรักษาได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่อาจจะมีเฉพาะบางคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถรักษาได้ เพราะว่ายีนแต่ละคนมีความแตกต่างทางด้านโครงสร้างทางพันธุกรรม ทำให้แนวทางการรักษาอาจจะได้ผลดีกับคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ ผลดีอีกคน แต่เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปมีการศึกษาค้นคว้ามากขึ้น แพทย์สามารถพัฒนายาที่ตรงกับความต้องการของยีนในแต่ละแบบ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่านักวิจัยในแต่ละโรคนั้นจะสามารถพัฒนาตัวยาที่เหมาะสมกับยีนแต่ละแบบมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง n

 

แผนการทำให้เงินงอกเงย ง่ายๆด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510403

แผนการทำให้เงินงอกเงย ง่ายๆด้วยตัวเอง

เรื่อง กันย์ภาพ เอเอฟพี

แผนการลงทุน เป็นเรื่องที่คนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว ดูจากการขยับขยายช่องทางของสื่อต่างๆ และธุรกิจสถาบันการเงินก็เน้นออกสินค้าการลงทุนมาเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลายของคนไทย

แต่จะเลือกลงทุนสินค้าตัวไหนดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนกันแล้วแหละ ไม่ใช่ว่าซื้อตามๆ กันเพราะฟังเขาบอกว่าดี การวางแผนลงทุน อย่างแรกเลยคือต้องตอบโจทย์เป้าหมายที่ต้องการเป็นหลัก จะได้รู้ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร อย่างเช่น อยากมีเงิน 10 ล้าน ภายใน 10 ปีข้างหน้า อยากเกษียณแล้วใช้เงินปีละ 1 ล้าน ตอนอายุ 50 ปีอะไรประมาณนี้

เมื่อกำหนดโจทย์หลักได้แล้ว ก็ค่อยมองไปที่เรื่องต่อมาคือ สถานะที่เป็นอยู่และความเสี่ยงที่เรารับได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องรู้ว่าจุดที่ยืนอยู่กับเป้าหมายมันห่างกันแค่ไหน มีข้อจำกัดในการลงทุนอะไรบ้างและรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ถ้าไม่รู้ก็จะสร้างแผนการลงทุนให้ตัวเองได้ยากนะ

เมื่อรู้ทุกอย่างข้างต้นแล้วก็เดินหน้าจัดพอร์ตการลงทุนได้เลย ซึ่งวิธีการหลักคือการเฟ้นหาสินค้าการลงทุนและจัดพอร์ตให้มีความเสี่ยงที่ตัวเราเองรับได้อย่างสบายใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด

แต่ในการเลือกสินค้าการลงทุนมาทำให้พอร์ตสมบูรณ์แบบมากขึ้น ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไหนเป็นหลัก งั้นเรามาดูกันว่า การติดสปีดให้พอร์ตการลงทุนนั้นต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

1.ผลตอบแทนดีๆ เหนือเงินเฟ้อ

นี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนคาดหวังจากมันมากที่สุด เคยมีคำกล่าวว่าออมก่อนรวยกว่า แต่ว่าถ้าออมก่อนแต่วางเงินไว้ผิดที่ ก็สู้ออมทีหลังแต่ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ได้อยู่ดี

มีกฎของเลข 72 มายกตัวอย่างให้ดู กฎนี้มันบอกไว้ว่า ถ้าเอาเลข 72 ตั้ง แล้วเอาผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังต่อปีมาหาร ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นจำนวนปีที่เงินลงทุนเริ่มต้นจะเติบโตเป็น 2 เท่าด้วยดอกเบี้ยทบต้น โดยไม่มีการออมเงินเพิ่มในระหว่างทาง

ถ้าเราฝากประจำกับธนาคาร 1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยทุกปี ปีละ 2% ใช้กฎ 72/2 = 36 ปี แต่ถ้าเรานำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8% ใช้กฎ 72/8 = 9 ปี เท่านั้น

เงิน 1 ล้านจะเพิ่มเป็น 2 ล้าน ถ้าเป็นระยะเวลาเท่ากัน เงิน 1 ล้าน ผ่านไป 36 ปี ลงทุนแบบลืมๆ ไว้ จะกลายเป็นเงิน 16 ล้านแบบงงๆ เห็นได้ชัดเลยว่าผลตอบแทนมีผลกระทบต่อเงินลงทุนอย่างมาก

2.ลงทุนก่อนได้เปรียบยิ่งเร็วยิ่งดี

ระยะเวลา เรื่องนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึง เพราะแผนการลงทุนจะถูกกำหนดขึ้นมาตามเป้าหมาย ถ้า เป้าหมายที่วางไว้เป็นแบบระยะยาว เงินลงทุนก็ยิ่งเติบโตเยอะขึ้นจากระยะเวลาที่มีมากขึ้น มันเลยเป็นที่มาของคำว่าออมก่อนรวยเร็วกว่า เป็นเรื่องของการใช้เวลาในการออมและลงทุน

สมมติกรณีศึกษาเป็น นาย ก. และ ข. ถ้านาย ก. เริ่มลงทุนก่อนตั้งแต่อายุ 25 ปี ต้องการเกษียณอายุตอน 60 ปี ด้วยจำนวนเงิน 20 ล้านบาท และลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยออมเงินเดือนละ 1 หมื่นบาทแบบชิลๆ ไปเรื่อยๆ นาย ก. จะมีเงิน 20 ล้านได้ตามเป้าหมายทันที

ขณะที่ นาย ข. เริ่มต้นออมเงินตอนอายุ 35 ปี เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่จับจ่ายใช้สอย จ่ายแล้วจ่ายอีก นาย ข. เพิ่งรู้ตัวตอนอายุ 35 ปี จึงเริ่มออมเงิน หากมีเป้าหมายที่ 20 ล้านบาทเท่ากันและหาผลตอบแทนได้เท่ากับ ก. ชัดเจนเลยว่า ข. เริ่มช้ากว่าจึงต้องออมเงินเดือนละ 2 หมื่นบาท จึงจะเกษียณอายุได้ตามเป้าหมาย

เห็นไหมว่า ถ้าวางเงินถูกที่แล้ว แต่ออมทีหลัง ก็เหนื่อยกว่ากันถึงสองเท่า ดังนั้นลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดี ตามที่เราสบายใจ และเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด นั่นแหละคือ คำตอบสู่ความมั่งคั่ง ลองมาดูการใช้เงินประกอบอื่นๆ เป็นเช่นไร

– ออมได้ตามเป้าหรือไม่ ถามตัวเองว่าออมเงินได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าเคยบอกว่าจะออมเงินให้ได้เดือนละ 10% ถ้าทำได้ ก็ถือว่าข้อแรกผ่านฉลุยค่ะ

– ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าไร ลองมานั่งไล่เรียงเงินที่ตัวเองลงทุนไปตามช่องทางต่างๆ ทั้งหมดว่า ให้ผลตอบแทนเท่าไร ถ้าบวกลบคูณหารออกมาแล้วติดลบ แปลว่าปีนี้ล้มเหลวแล้วนะ

– ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินงบได้ดีแค่ไหน ถ้าแต่ละเดือนตัวเลขรายจ่ายแซงหน้ารายได้ หรือทะลุงบประมาณที่ตั้งไว้ทุกเดือนละก็ แบบนี้ถือว่าสอบไม่ผ่าน

– ทั้งปีคุณลดหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ลองคำนวณดูว่า ตลอดทั้งปีหนี้หดไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ แต่ถ้ามีหนี้จากสินเชื่อบุคคลเพิ่มเข้ามาสมทบ อันนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสุขภาพการเงินของคุณทรุดลงค่ะ

แต่ถ้าตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำซัก 3 ข้อว่า ฉันทำได้ตามเป้าแล้วละก็ จัดว่าสุขภาพการเงินของคุณ ทรงตัวค่อนไปในทางที่ดี ส่วนคนที่ไม่เข้าเป้าเลยสักข้อไม่ต้องบอกก็รู้ว่า สุขภาพการเงินทรุดโทรมเอาการเลย แต่ไม่เป็นไร มาตั้งหลักกันใหม่ตั้งแต่วันนี้ก็ยังทัน

เรื่องเกษียณอายุอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และอย่านิ่งนอนใจ มาเตรียมตัววางแผนเพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ เราอาจจะลืมเป้าหมายในการออมของเราไปบ้าง ก็ให้คอยย้ำเตือนตัวเองว่า เหนื่อยวันนี้ เพื่อสบายในวันข้างหน้าค่ะ n