หัวเว่ยลุยต่อแท็บเล็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/508358

หัวเว่ยลุยต่อแท็บเล็ต

หัวเว่ยส่งมีเดียแพด ที3 เสริมทัพตลาดแท็บเล็ตกวาดครบทุกระดับราคา คาดกวาดรายได้ดีไม่แพ้รุ่นอื่น

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดแท็บเล็ตทั่วโลกถือว่าอยู่ในช่วงขาลง รวมทั้งในไทยที่ลดลงทั้งในแง่จำนวนเครื่องและยอดขายประมาณ 2 หลัก

ขณะที่ผลสำรวจจากไอดีซี ระบุว่า หัวเว่ยเป็นเพียงแบรนด์เดียวที่โตสวนทิศทางตลาด ทำให้จำนวนเครื่องมีการเติบโตเป็นอันดับ 2 ต่อเนื่องทั้งไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ยอดขายของจำนวนเครื่องโตสูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยแท็บเล็ตสามารถทำรายได้ให้บริษัทในสัดส่วน 15% ที่เหลือเป็นกลุ่มมือถือ ทำให้ปัจจุบันรายได้ของบริษัทมีทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับสินค้าในกลุ่มคอนซูเมอร์

ทั้งนี้ การส่งรุ่นมีเดียแพด ที3 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 9.6 นิ้วลงตลาด จะเป็นการเติมเต็มไลน์สินค้ากลุ่มแท็บเล็ตเดิมที่มีอยู่ 3 รุ่น คือ เอ็ม3 พี2 และ พี1 ที่มีราคาอยู่ที่ 1.29 หมื่นบาท 4,590 และ 3,590 บาท ตามลำดับ ซึ่งรุ่นที่ 3 ราคาอยู่ที่ 8,900 บาท เพื่อเจาะตลาดกลุ่มใช้งานเครื่องเพื่อความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงและอ่านหนังสือ ถือว่าเป็นสินค้าตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแท็บเล็ตที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น โดยอัตราส่วนของหน้าจออยู่ที่ 16:9 ตามขนาดของหน้าจอทีวี

ด้านการทำตลาด หลังจากมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของแถมที่ลูกค้าต้องการสำหรับใช้งานร่วมกันแท็บเล็ตนั้น พบว่าหูฟังและลำโพงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องการเป็น อันดับต้นๆ จึงได้เพิ่มเติมชุด Entertainment Box Set มูลค่า 4,170 บาท ได้แก่ ลำโพง บลูทูธ หูฟัง AKG และแพ็กเกจดูหนังออนไลน์บนไอฟลิกซ์ ฟรี 3 เดือน โดยจะมีเครื่องสีเทาและสีทอง ตัวเครื่องขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมชุบผิว ซึ่งเปิดตัววางขายพร้อมกันวันที่ 11 ส.ค.นี้ ทั้งช่องทางออนไลน์และหน้าร้านโมเดิร์นเทรด รวมทั้งจะเร่งสื่อสารสินค้ากลุ่มนี้ให้ลูกค้าทราบผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

“หลังได้งบการตลาดจากสำนักงานใหญ่มาเพิ่ม หัวเว่ยจะเร่งเดินหน้าจัด โปรโมชั่นและแคมเปญเต็มที่ และยังอยู่ในช่วงพูดคุยกับโอเปอเรเตอร์ทุกรายที่สนใจ” นายทศพร กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่เพิ่มในปีนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงการตัดสินใจว่าจะเจาะกลุ่มใดเป็นพิเศษ เพราะสินค้าทั้ง 3 รุ่นเดิมที่มีอยู่ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งลูกค้าที่จะซื้อเครื่องใหม่จะเป็นการแทนที่เครื่องเดิม ซึ่งปกติแท็บเล็ตจะมีอายุการใช้งานนานกว่ามือถือที่มีการใช้งานเฉลี่ย 2 ปี

อย่างไรก็ตาม พบว่าการทำตลาดแท็บเล็ตของคู่แข่งในปัจจุบันเหลือแค่แบรนด์ใหญ่เท่านั้น จึงเชื่อว่าจุดเด่นด้านความคุ้มค่าและราคาจะเป็นโอกาสเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ

 

กสทช.ถอยเน็ตชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/508194

กสทช.ถอยเน็ตชายขอบ

กสทช.นัดถกบอร์ดนัดพิเศษหาทางออกพร้อมชี้แจง หลัง สตง.เบรกโครงการเน็ตชายขอบ

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ว่า ได้รับทราบกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตั้งข้อสังเกตการประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ (ยูโซ่) ไม่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับนโยบายแห่งรัฐที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของบริษัท ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งที่ กสทช.เอามาทำในส่วนของเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้านนั้นไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ จะนัดประชุมบอร์ด กสทช.นัดพิเศษ เพื่อเตรียมชี้แจงกับ สตง.ภายใน 1-2 วัน ซึ่งจะกำหนดทางออกไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ดำเนินการจัดทำโครงการต่อไป 2.โอนงบประมาณให้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ดำเนินการ และ 3.เริ่มประกวดราคาใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จะเร่งทำหนังสือชี้แจงกลับไปยัง สตง. เพราะ พ.ร.บ.กสทช.ฉบับเดิม งานที่อยู่ในกิจการยูโซ่ หรือกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น กสทช.จะต้องดำเนินการเองเท่านั้น แต่ใน พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ระบุให้งานที่เป็นโครงการยูโซ่ ถ้า กสทช.ดำเนินเองไม่ได้ จะต้องโอนเงินเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

“กสทช.น้อมรับข้อคิดเห็นของ สตง.และพร้อมยกเลิกการดำเนินการ หากข้อสังเกตมีน้ำหนักมากกว่า และถ้าชี้แจงไปแล้ว แต่ สตง.ยังยืนยันว่าเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายพร้อมที่จะยกเลิก  ที่ผ่านมามีการดำเนินงานที่ โปร่งใส อยากให้เน็ตประชารัฐขับเคลื่อนโครงการโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ บอร์ด กสทช.ยังมีมติพักใบอนุญาตพีซทีวี (PEACE TV) เนื่องจากรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” ออกอากาศวันที่ 4 ก.ค. 2560 และรายการ “ห้องข่าวเล่าเรื่องสุดสัปดาห์” ออกอากาศวันที่ 9 ก.ค. 2560 มีเนื้อหาสาระสำคัญที่มุ่งให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ 2551 จึงมีมติให้พักใบอนุญาต เป็นเวลา 30 วันนับจากได้รับหนังสือจาก กสทช.

สำหรับประเด็นความคืบหน้าการกำกับดูแลกิจการโอเวอร์เดอะท็อป (โอทีที) ที่ประชุมได้เสนอแนวทางดังนี้ 1.ปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการโอทีทีใหม่ 2.เพิ่มนิยามโอทีทีใหม่นอกเหนือจากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และ 3.เพิ่มอนุกรรมการกลั่นกรองด้านคมนาคม ในคณะอนุกรรมการโอทีที ทั้งนี้ในส่วนของอนุกรรมการกลั่นกรองทางด้านกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ให้เพิ่ม นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ด้านโทรคมนาคมเพิ่ม พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร เป็นรองเลขาธิการด้านคมนาคม เพื่อให้เห็นว่าการยกร่างหลักเกณฑ์ไม่ได้ควบคุมแค่กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เท่านั้น

นายฐากร  กล่าวว่า ที่ประชุมได้รายงานสภาพตลาดกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยในส่วนของสภาพตลาดกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ณ เดือน มิ.ย. 2560 พบว่าผู้ชม 86.8% รับชมโทรทัศน์ผ่านระบบภาคพื้นดิน 13.2% รับชมผ่านระบบเคเบิลและดาวเทียม

ด้านสัดส่วนผู้ชมช่องรายการดิจิทัลที่เป็นช่องรายการใหม่เมื่อเทียบกับช่องรายการเดิม พบสัดส่วนอยู่ที่ 57.1% และ 42.9% โดยช่องรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ช่อง 7 ช่อง 3 ช่อง เวิร์คพอยท์  ช่องโมโน 29 ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการโฆษณาในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน เดือน มิ.ย. 2560 มียอดรวมประมาณ 5,087 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 517 ล้านบาท และลดลงจากเดือนเดียวกันของปี 2559 ประมาณ 1,202 ล้านบาท

 

‘เลอโนโว’เดินหน้าลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 05:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/508091

'เลอโนโว'เดินหน้าลุย

เลอโนโวเปิดตัวแม่ทัพคนใหม่ “ธเนศ” สั่งบุกหนักครึ่งปีหลัง วาง 3 กลยุทธ์ส่ง 3 กลุ่มสินค้าลุย

นายธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้วางเป้าหมายกับ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ในไทย ได้แก่ โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป แท็บเล็ต ในการขึ้นเป็นผู้นำตลาดจากปัจจุบันตลาดรวมมีจำนวน 1.2 ล้านเครื่อง คาดว่าในเชิงมูลค่าเติบโตอยู่ประมาณ 5-10% โดยจะปรับเป้าหมายใหม่จากเดิมตั้งเป้าเป็นผู้นำปี 2561 ซึ่งจะมุ่งเน้นสร้างผลกำไรให้แก่บริษัท

ทั้งนี้ บริษัทจะมุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การตอกย้ำผู้นำในตลาดพีซีระดับโลก 2.การสร้างตลาดกลุ่มอุปกรณ์พกพาและดาต้าเซ็นเตอร์ให้เติบโต หลังจากเข้าไปซื้อกิจการโมโตโรล่าและธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ของไอบีเอ็ม และ 3.การลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งผสาน ระบบคลาวด์ลงบนอุปกรณ์พกพา

ขณะที่แผนครึ่งปีหลังจะเปิดตัวสินค้า 3 กลุ่ม จำนวน 9 รายการ ได้แก่ 1.กลุ่มโน้ตบุ๊กอัลตร้าสลิม ได้เปิดตัวโน้ตบุ๊กพกพาแบบ 2 in 1 คาดว่าใน ปีหน้าเซ็กเมนต์ดังกล่าวจะขยายตัวเพิ่มจากไม่ถึง 10% เป็น 30% ของตลาดแท็บแล็ต จึงเปิดตัวสินค้ารุ่น Yoga 720 และ Yoga 520 และโน้ตบุ๊ก 720S ด้วยน้ำหนัก 1.09 กิโลกรัม การใช้งานนานกว่า 14 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายตลาดอี-สปอร์ตในเชิงรุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ 2.โดยเดินหน้าเปิดตัวโน้ตบุ๊ก ลีเจียน Y720 และ Y520T เพื่อเจาะกลุ่มผู้เล่นเกม ซึ่งตลาดกำลังขยายตัวสูง พร้อมกับเปิดตัวเดสก์ท็อป ระดับพรีเมียม รุ่น AIO 520 ซึ่งมีฟังก์ชั่นการใช้งานด้านกราฟฟิก และแท็บเล็ต 4 ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับกลุ่มลูกค้าพาณิชย์

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ 3 ปลายปีนี้บริษัทเปิดตัวแอพพลิเคชั่นและดีไวซ์ต่างๆ ในเวอร์ชั่นเทคโนโลยีการจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Virtual Reality : VR) เพื่อบุกตลาดวีอาร์ ซึ่งคาดว่าอีก 4 ปีมูลค่าตลาดจะเพิ่มจาก 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัท มีรายได้ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ กลุ่มเดกส์ท็อปมีสัดส่วนรายได้ 30% ยังเป็นธุรกิจหลักของบริษัท

 

กูเกิลประณามบันทึกเหยียดอีเมลหลุดว่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 07:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507805

กูเกิลประณามบันทึกเหยียดอีเมลหลุดว่อน

ผู้บริหารกูเกิลประณามข้อความเหยียดเพศ หลังวิศวกรโวยสร้างวิศวกรหญิงขวางทางก้าวหน้า

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงของกูเกิลประณามบันทึกข้อความยาว 10 หน้าที่มีเนื้อหาต่อต้านวัฒนธรรมความหลากหลายในองค์กร ซึ่งมาจากวิศวกรชายรายหนึ่งของบริษัทและส่งต่อผ่านอีเมลในองค์กร

ทั้งนี้ ในบันทึกระบุว่า กูเกิลไม่มีวิศวกรผู้หญิงมากนัก เพราะผู้ชายมีความทะเยอทะยานมากกว่า และการให้สัญญาจะสร้างความหลากหลายในองค์กร เช่น การจัดตั้งโครงการสัมมนาเพื่อสร้างวิศวกรหญิงรุ่นเยาว์ เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้สร้างความก้าวหน้า และทำให้ศักยภาพการแข่งขันต่ำลง รวมถึงความแตกต่างทางด้านสรีระ เช่น  ผู้หญิงที่มีความเครียดมากกว่าผู้ชาย ทำให้ยากต่อการทำงานในบริษัทเทคโนโลยี

แดเนียล บราวน์ รองประธานฝ่ายความหลากหลาย ศีลธรรม และการจัดการของกูเกิล กล่าวว่า ข้อความดังกล่าวคือความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับเพศภาวะ โดยการแสดงความเห็นของพนักงานสามารถทำได้ แต่จะต้องสอดคล้องไปกับแนวทางปฏิบัติ นโยบาย และกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ

บันทึกดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับวัฒนธรรมของซิลิคอนวัลเลย์ โดยก่อนหน้านี้ พนักงาน อูเบอร์ เทคโนโลยี ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่งชื่อดัง ร้องเรียนถูกคุกคามทางเพศและเลือกปฏิบัติ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ขณะที่กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างสอบสวนกูเกิลกรณีเลือกให้เงินเดือนตามเพศ

 

เผยปิดเว็บผิดกม.ล่าช้าเพราะกระทรวงดีอีส่งหมายศาลให้เฟซบุ๊ก-ยูทูปผิดพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2560 เวลา 18:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507700

เผยปิดเว็บผิดกม.ล่าช้าเพราะกระทรวงดีอีส่งหมายศาลให้เฟซบุ๊ก-ยูทูปผิดพลาด

กสทช.เผยเหตุปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายล่าช้า เพราะกระทรวงดีอีส่งหมายศาลให้เฟซบุ๊ก-ยูทูปผิดพลาด จนเกิดความคลาดเคลื่อนในการดำเนินการ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามผลการดำเนินการเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ร่วมกับ สมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทย(ISP) และอินเตอร์เนชั่นเนล อินเตอร์เน็ต เกตเวย์(IIG) เมื่อวันที่7ส.ค.ว่า การปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-16 ก.ค. 2560 ที่กสทช. ได้รับหมายศาลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีจำนวนทั้งสิ้น 3,726 URL ซึ่งเป็นเฟซบุ๊ก 2,556 URL เป็นยูทูป 980 URL เป็น http:// 106URL และอื่นๆ84URL โดยมีการปิดกั้นแล้วจากเฟซบุ๊ก1,039 URL ยูทูปปิดกั้นแล้ว779URL http:// ปิดกั้นทั้งหมดแล้ว106URL และอื่นๆ ปิดกั้นได้แล้ว16URL

ทั้งนี้วันที่7 ส.ค.นี้ ครบกำหนดการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายที่เหลือ ซึ่งไอเอสพี และไอไอจี ได้ประสานงานกับผู้ให้บริการต่างประเทศทั้งหมดแล้ว โดยได้รับข้อมูลว่า เฟซบุ๊ก และยูทูป ได้รับหมายศาลจาก ดีอี เพียง1838 URL ซึ่งได้มีการปิดกั้นลงทั้งหมดแล้ว ขณะที่ กสทช. ได้รับหมายศาลจำนวนแตกต่างกัน ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการติดตามผล โดยหลังจากนี้จะประสานงานกับดีอี ถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น อีกทั้งจะทำบันทึกประจำวันส่งถึงพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานระหว่าง กสทช. และดีอี ที่ต้องทำความเข้าใจใหม่

“ข้อมูลหมายศาลใดที่ดีอี ส่งถึงผู้ให้บริการในต่างประเทศ ต้องสำเนาถึง กสทช.แบบเดียวกัน โดยปัจจุบันเมื่อดีอีได้รับหมายศาลได้ส่งให้ กสทช.ทันที ขณะที่การส่งถึงผู้ให้บริการต่างประเทศ ต้องผ่านกระบวนการแปลเอกสารก่อน ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของจำนวน”นายฐากร เผย

นายฐากร กล่าวว่า กสทช. ดีอี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ปอท.) ต้องมีการทบทวนสร้างฐานข้อมูลเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อผู้ให้บริการต่างประเทศได้รับหมายศาลครบถ้วนตามที่ กสทช.ได้รับ คาดผู้ให้บริการย่อมให้ความร่วมมือ

 

เตรียมตัวให้พร้อม! “ออฟฟิศโฮโลแกรม” มาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507547

เตรียมตัวให้พร้อม! "ออฟฟิศโฮโลแกรม" มาแล้ว

ห้องทำงานโล่งๆ ของบริษัทสตาร์ทอัพอเมริกันแห่งหนึ่งนาม Meta ไม่มีอะไรเลยนอกจากโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์ชุดหูฟังพร้อมหน้าจอ หรือ Headset บนแผ่นกระดานที่วางอยู่บนโต๊ะตัวนั้นอีกที

บริษัทสตาร์ทอัพในสหรัฐลุยพัฒนาชุดอุปกรณ์เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในการทำงานแบบโฮโลแกรมให้กับมนุษย์ออฟฟิศ

หากเพียงแต่เมื่อพนักงานสวมเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว พวกเขาจะสามารถทำงานได้ทุกอย่างตามมอบหมาย ตั้งแต่ออกแบบกราฟฟิก ใช้โปแกรมโฟโตช็อปแต่งภาพ กรอกข้อมูลในตารางไมโครซอฟท์เอ็กเซล และในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียของตัวเอง ฟังเพลง รวมถึงวางรูปภาพที่อยากจะเห็นในโลกภายใต้เครื่องดังกล่าวนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

เมอรอน กริเบ็ตซ์ เฉลยผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงข้างต้นนี้ว่า บริษัท Meta กำลังพัฒนาชุดอุปกรณ์ที่จะสร้างออฟฟิศให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์แม้แต่ตัวเดียว ซึ่งเฉพาะเมื่อปีที่แล้ว สตาร์ทอัพแห่งนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนแล้วมากกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ จากบริษัทไอทีระดับแนวหน้าอย่าง Lenevo และ Tencent Holdings ที่หวังได้จับนวัตกรรมตัวนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

หลังจากจบการศึกษาด้านประสาทวิทยาควบวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก ม.โคลอมเบีย กริเบ็ตซ์ ก็ก่อตั้ง Meta ขึ้นในปี 2012 เพื่อพัฒนาชุดอุปกรณ์ให้ผู้สวมใส่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับภาพโฮโลแกรมได้ เสมือนกับที่กระทำกับวัตถุจริงๆ โดยทดลองกับพนักงานในบริษัทของเขาเองทุกตำแหน่ง ตั้งแต่แผนกออกแบบไปจนถึงฝ่ายจัดการเอกสาร เพื่อเรียนรู้ผลลัพธ์การใช้งานอุปกรณ์กับภารกิจที่แตกต่างกัน

 

ช่วงแรกของการทดลอง ผลตอบรับออกมาค่อนข้างวุ่นวายมาก เนื่องจากทุกคนมีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบ แล้วยังต้องปรับการทำงานให้เข้ากับอุปกรณ์ใหม่อีก ซีอีโอจึงได้บทเรียนว่า ควรจะแบ่งคนมาเป็นกลุ่มทดลองแค่บางส่วนฟีดแบ็กจึงค่อยๆ ดีขึ้น เช่น การนำเสนองานของฝ่ายออกแบบชุดอุปกรณ์ทำงานได้ง่ายขึ้นอย่างมาก เมื่อพนักงานทั้งหมดสามารถเข้าใจภาพได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จากภาพนำเสนอแบบโฮโลแกรม หมุนได้ทุกมุม เห็นทุกซอกหลืบของแบบร่างจากชุดอุปกรณ์ของตัวเอง

หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อนำเสนอ ก็ชอบในหน้าจอที่ปรากฏในชุด Headset ที่สวม ซึ่งผุดขึ้นในสายตาของเขาได้มากเท่าที่ต้องการ เมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ที่มีแค่จอเดียวตรงหน้า

ผลการทดลองเหล่านี้ดูเกินจริง แต่ Meta ไม่ใช่บริษัทเดียวที่มีความฝันสุดจินตนาการกว้างไกล ไมโครซอฟท์และแอปเปิลในเวลานี้ก็กำลังทุ่มเททรัพยากรของตัวเอง เพื่อพัฒนานวัตกรรมสร้างภาพเสมือนจริงนี้เช่นกัน เพียงแต่ว่า Meta นั้นโฟกัสอยู่ที่นวัตกรรมนี้เพียงตัวเดียว ตั้งแต่ปี 2012 และใช้พนักงานตัวเองซึ่งโฟกัสแค่การพัฒนาสิ่งนี้มาทดลอง ขณะที่บริษัทไอทีแห่งอื่นต้องจัดการกับโปรเจกต์หลายอย่าง

หากการพัฒนาอุปกรณ์ การทดลอง และผลลัพธ์ของโปรเจกต์นี้เป็นไปตามแผนที่กำหนด ผู้ที่สั่งจองมากกว่า 10,000 คนทั่วโลก ก็จะได้ครอบครองอุปกรณ์ชิ้นนี้ภายในสิ้นปีนี้แน่นอน ซึ่งตัวอุปกรณ์นี้มีราคาถึง 949 เหรียญสหรัฐ แม้จะเป็นมูลค่าที่สูงมาก แต่ตัวผู้ริเริ่มโครงการมั่นใจว่า มันจะเปลี่ยนโลกการดำเนินชีวิตของผู้ใช้งาน

ขณะเดียวกัน ก็เชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า ในอนาคตบริษัทใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมา ก็จะนำเอาอุปกรณ์ชิ้นนี้ไปใช้แทนอุปกรณ์สำนักงานทุกอย่างที่ออฟฟิศใน พ.ศ.นี้ด้วย

ที่มา www.m2fnews.com

 

ตั้งกก.คุมไซเบอร์ส.ค. นายกฯนั่งประธาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 08:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507244

ตั้งกก.คุมไซเบอร์ส.ค. นายกฯนั่งประธาน

เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ส.ค.นี้ นายกฯ เป็นประธาน ผลักดันยุทธศาสตร์ความปลอดภัยออนไลน์ ชี้ไทยเสี่ยงสูง

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2560 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ภาครัฐบาลมีแผนจะจัดตั้งคณะกรรมการ เนชั่นแนล ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรีจำนวน 2 คนร่วมอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ พร้อมมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยจะจัดตั้งขึ้นในเดือน ส.ค. 2560

สำหรับคณะกรรมการ เนชั่นแนล ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ถือเป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และกำหนดแผนที่จะผลักดัน รวมถึงจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อย หรือจัดตั้งองค์กรขึ้นมากำกับดูแล รวมถึงการผลักดันกฎหมายในด้านต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีในการสร้างความเชื่อมั่นทั้งด้านภาคเศรษฐกิจ การลงทุนในประเทศ และเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. … ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันในกฎหมายของประเทศไทยที่มีอยู่ ก็ต้องมีการพิจารณาและปรับแก้ให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ถือว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกละเมิด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการความเสี่ยงและการเตรียมแผนรองรับไว้ในทุกด้านให้ครอบคลุม ทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมกับการร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ของภูมิภาคนี้ คาดว่าชัดเจนในปี 2560 เช่นกัน

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. กล่าวว่า จากการประเมินของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศไทย (ไอทียู) พบว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับมาผลักดัน ขณะเดียวกัน การโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในโลก จะเกี่ยวข้องกับด้านการเงิน ระบบไฟฟ้า ขนส่งมวลชน เป็นหลัก

นายริชาร์ด เอ.คลาร์ค อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐ และผู้พัฒนายุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวว่า จากผลการสำรวจพบว่า บริษัทที่ถูกโจมตีด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ในสัดส่วน 70% จะไม่ทราบว่าถูกเจาะข้อมูลจนกว่าภาครัฐจะให้ข้อมูลในด้านนี้ และบริษัทส่วนใหญ่จะทราบว่าถูกเจาะข้อมูลในระยะเวลาเกิน 205 วัน ดังนั้น การดำเนินงานป้องกันของภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีความสำคัญมาก รวมถึงต้องผลักดันให้เกิดความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน

 

‘ทีโอที’รับช่วงคุมเบอร์บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 07:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507238

'ทีโอที'รับช่วงคุมเบอร์บ้าน

ทีโอทีเตรียมพร้อมบริหารโทรศัพท์บ้าน หลังทรูหมดสัมปทาน 25 ปี  วางเป้าเปลี่ยนชุมสายโครงข่ายสู่ไอพีโฟนปี 2568

นายอนุรุต  อุทัยรัตน์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์  บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า ทีโอทีเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการลูกค้าหลังสิ้นสุดสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตนครหลวง ร่วมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำนวน 25 ปี โดยจะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ต.ค. 2560

ทั้งนี้ มีเลขหมายรองรับการให้บริการภายใต้สัมปทาน 2.6 ล้านเลขหมาย แต่มีผู้ใช้งานจริง 9 แสนเลขหมาย โดยเป็นกลุ่มลูกค้าองค์กร 20% และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป 80% มีรายได้รวมภายใต้สัมปทานดังกล่าวมีมูลค่า 2.39 แสนล้านบาท แบ่งเป็น รายได้ของส่วนทีโอที 4.1 หมื่นล้านบาท และรายได้ส่วนของ ทรู คอร์ปอเรชั่น 1.98 แสนล้านบาท ซึ่งสัมปทานดังกล่าวเป็นสัญญาร่วมในรูปแบบบีโอที (BOT) โดยทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ลงทุนด้านอุปกรณ์ ระบบ ที่ดิน และอาคาร และจะโอนถ่ายทรัพย์สินนั้นให้กับทีโอทีเมื่อสิ้นสุดสัญญา ดังนั้นการให้บริการจะดำเนินต่อไปไม่กระทบต่อผู้ใช้งานอย่างแน่นอน

สำหรับทีโอทีจะเริ่มให้บริการต่อตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2560 โดยปัจจุบันทีโอทีได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าทั้งระบบชุมสาย ระบบการกำลัง ระบบบริหารจัดการ และการประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้า และเจ้าของที่ตั้งชุมชนเพื่อการดำเนินการต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังเตรียมข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้บริการของลูกค้า เช่น เงื่อนไขการใช้บริการ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการแต่ละด้าน รวมไปถึงการทดสอบระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการของลูกค้า หรือจัดทำข้อมูลเข้าระบบทุกระบบและทดสอบการใช้งานเสมือนจริง

“ช่วงเปลี่ยนผ่านการให้บริการ มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบเนื่องจากโครงข่ายบริการของทรูและทีโอทีซ้ำซ้อนกันกว่า 80% ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนทยอยส่งมอบทรัพย์สิน โดยทีโอทีต้องมีการตรวจนับจำนวน ตรวจคุณภาพ และสภาพความพร้อมในการใช้งานของอุปกรณ์อย่างรอบคอบ  ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาหลังจากนี้ไม่เกิน 6 เดือน” นายอนุรุต กล่าว

ปัจจุบันทีโอทีมีผู้ใช้บริการรวม 3.55 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น กลุ่มลูกค้าจากทรู คอร์ปอเรชั่น 9 แสนราย กลุ่มลูกค้าจากบริษัท ทีทีแอนด์ที จำนวน 3.5 แสนราย และจากกลุ่มลูกค้าอื่นๆ ของทีโอทีอีก 2.3 ล้านราย

การลงทุนในอนาคตจะเปลี่ยนชุมสายโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน (PSTN) เดิมของเลขหมายเหล่านี้สู่บริการไอพีโฟน (Internet Protocal Phone) ซึ่งบริษัทจะทยอยเปลี่ยนสายทองแดง หรือ เอดีเอสแอล (ADSL) ของบรอดแบนด์มาเป็นสายสายใยแก้วนำแสง หรือ ไฟเบอร์ออปติกทั้งหมด

ทั้งนี้ จะเร่งดำเนินการตั้งแต่ปี 2561-2564 ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่สายทองแดงจะเสื่อมสภาพในปี 2568 อีกทั้ง มองว่าธุรกิจบรอดแบนด์และฟิกซ์ไลน์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ค่อนข้างดีอยู่ที่ 60% ของรายได้รวม จึงยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจในอนาคต

ด้าน นางณัฏฐ์ณัชชา ไชยประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกฎหมาย บริษัท ทีโอที  กล่าวว่า ทีโอทีได้จัดทำแผนการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เสนอแก่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว โดยผู้ใช้บริการไม่ต้องเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ หรือทำสัญญาทางกฎหมายใหม่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภายใต้สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตนครหลวง ร่วมกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีการฟ้องร้องคดีเกิดขึ้นจำนวน 14  คดี โดยเป็นการฟ้องร้องจากฝั่งทีโอที จำนวน 10 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.3 หมื่นล้านบาท และเป็นการฟ้องจากฝั่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น 4 คดี มูลค่าความเสียหาย 1 หมื่นล้านบาทเศษ โดยคดีทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ

 

เคาะประมูลเน็ตชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/507063

เคาะประมูลเน็ตชายขอบ

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงผลการประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน (ยูโซ่) หรือเน็ตชายขอบ  ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 8 สัญญา โดยราคาชนะการประมูลรวม 12,989.683 ล้านบาท จากราคากลาง 13,614.618 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณเพิ่มขึ้น 624.935 ล้านบาท

กสทช.แจงผลประมูลสัญญาณอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3,000 หมู่บ้าน 1.29 หมื่นล้าน ต่ำกว่าราคากลางประหยัด624ล้านบาท

ทั้งนี้ 8 สัญญา แบ่งเป็นสัญญา 1 การจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คือ สัญญาที่ 1 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1) ราคาชนะการประมูล 2,812.014 ล้านบาท จากราคากลาง 2,857.014 ล้านบาท  สัญญาที่ 2 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 2) ราคาชนะการประมูล 2,103.8 ล้านบาท จากราคากลาง 2,123.937 ล้านบาท สัญญาที่ 3 (พื้นที่โครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ราคาชนะการประมูล 2,492.599 ล้านบาท จากราคากลาง 2,542.753 ล้านบาท และสัญญาที่ 4 (พื้นที่โครงการภาคกลางและภาคใต้) ราคาชนะการประมูล 1,868.235 ล้านบาท จากราคากลาง 1,888.238 ล้านบาท

สำหรับสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) อีก 4 สัญญา โดยสัญญาที่ 1 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1) ราคาชนะการประมูล 1,889.999 ล้านบาท จากราคากลาง 2,120.933  ล้านบาท สัญญาที่ 2 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 2) ราคาชนะการประมูล 786.549 ล้านบาท จากราคากลาง 904.080 ล้านบาท สัญญาที่ 3 (พื้นที่โครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ราคาชนะการประมูล 532.064 ล้านบาท จากราคากลาง 641.042 ล้านบาท สัญญาที่ 4 (พื้นที่โครงการภาคกลางและภาคใต้) ราคาชนะการประมูล 504.423 ล้านบาท จากราคากลาง 536.621 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวถึง การร่วมประชุมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยและอินเตอร์เนชั่นเนล อินเทอร์เน็ต เกตเวย์ (International Internet Gateway (IIG) หรือ ไอไอจี  ว่าความคืบหน้าการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-16 ก.ค. 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,726 URL  มาจากเฟซบุ๊ก 2,556  URL  ปิดกั้นแล้ว  1,039 URL  คิดเป็น 40.6%  ส่วนจากยูทูบ 980 URL  ปิดกั้นแล้ว 779URL คิดเป็น 79% มาจาก http://106URL ปิดกั้นได้ทั้งหมดแล้ว และอื่นๆ 84 URL ปิดกั้นได้แล้ว 16 URL คิดเป็น 19%

“การปิดกั้น URL ผิดกฎหมายของเฟซบุ๊กคิดเป็น 40.6% ถือว่าเป็นจำนวนน้อย ซึ่งยังมีเวลาถึงวันที่ 7 ส.ค.นี้ ต้องการให้เฟซบุ๊กให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายไทย” นายฐากร กล่าว

 

ไทยยังรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ต่ำกว่ามาตรฐาน เผยเหล่าทัพเร่งสร้างนักรบออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/506916

ไทยยังรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ต่ำกว่ามาตรฐาน เผยเหล่าทัพเร่งสร้างนักรบออนไลน์

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศชี้ไทยยังมีมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่ำกว่ามาตรฐาน ประธานกสทช.เผยเหล่าทัพเริ่มสร้างนักรบไซเบอร์แล้ว

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เปิดการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสวันสื่อสารแห่งชาติ ประจำปี 2560 หัวข้อ “สงครามไซเบอร์ในยุคเศรษฐกิจดิจิตอล การพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย จัดขึ้นโดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)จัดขึ้น โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และ หน่วยงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้าร่วม

ในการสัมมนาครั้งนี้ได้มีการเชิญ นายริชาร์ด เอ. คลาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐ มาร่วมบรรยายพิเศษด้วย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าในทางเทคโนโลยี สารสนเทศและการเสื่อสารทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของภัยคุกคามที่เรียกว่า สงครามไซเบอร์ ที่นับเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ให้ความสำคัญและตระหนักถึงภัยคุกคามต่างๆ เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และความมั่นคง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และ ของโลก เชื่อว่าข้อมูลจากวิทยากรที่มาให้ความรู้ระหว่างการสัมมนา ไปใช้ประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ สงครามไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาโลกให้ความสนใจเกี่ยวกับการระบาดของ มัลแวร์ Petyaที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศยูเครน ในขณะที่ ประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ ก็ใช้มัลแวร์ในการโจมตีโครงสร้างประเทศฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน

“การดำเนินการในลักษณะนี้นับวันจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในรูปแบบสงครามที่ไม่มีการประกาศ ดังนั้นหลายประเทศจึงได้เตรียมหน่วยงานเตรียมรับมือภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นนี้ด้วยโดยเฉพาะด้านความมั่นคง เช่นสหรัฐฯ ได้มอบหมายให้ national security agency กระทรวงกลาโหม กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ ร่วมกันรับผิดชอบ”พล.อ.อ.ธเรศกล่าว

พล.อ.อ.ธเรศกล่าวอีกว่า ในเกาหลีใต้  สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็มีหน่วยงานระดับชาติที่ตั้งขึ้นมา ทำหน้าที่บริหารและจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ โดยมีผู้นำสูงสุดของประเทศเป็นผู้บังคับบัญชา

ขณะที่ในประเทศไทยแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตของภาคประชาชนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยจากสถิติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจโทรคมนาคมของ กสทช. ในปีที่แล้วพบว่ามีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือกว่า 113 ล้านหมายเลข การเติบโตที่รวดเร็วขนาดนี้ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยคุกคามด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว

“จากการที่เราดูจากการประเมินความเสี่ยงจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้ประเมินความพร้อมในการรับมือกับไซเบอร์ จะเห็นว่า มาเลเซีย มีความพร้อมในการรับมือที่สูงมาก นอกจากนี้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) พบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ค่อนข้างสูง คืออยู่ในลำดับที่ 15 ของโลกจาก 165 ประเทศ ตามหลัง อินโดนีเซีย สิงคโปร์และมาเลเซีย”พล.อ.อ.ธเรศกล่าว

ประธาน กสทช. กล่าวว่า การจัดลำดับความเสี่ยง จะดูที่มาตรการใน 5 ด้าน เช่น ในด้านกฎหมาย คณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ได้เสนอ พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ พ.ศ. อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ใน พ.ร.บ.ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กภช.)  เสนอให้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย ถ้ากฎหมายนี้ออกมา จะมีหน่วยงานที่สั่งการหน่วยงานราชการ และเอกชนให้กระทำ หรือ ยุติการกระทำต่างๆ เมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามด้านไซเบอร์

ส่วนการจัดโครงสร้างองค์กรก็ต้องรอดูกฎหมายที่จะออกมาก่อน ตนคิดว่าระดับปฏิบัติเราเองอาจจะต้องมีเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ในลักษณะของ Cyber command ในแง่ความมั่นคงอาจรวมกันระหว่าง 3 เหล่าทัพ

สำหรับด้านเทคนิคกับการพัฒนาบุคคลากรนั้น เหล่าทัพก็เริ่มมีการสร้างนักรบไซเบอร์ กันบ้างแล้ว แต่หลักการแล้วการปฏิบัติการเชิงรุกง่ายมาก แต่ที่สำคัญคือด้านการป้องกัน  ส่วนความร่วมมือก็ได้ดำเนินการมากับหลายประเทศ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ รัสเซีย อย่างไรก็ตาม จากการประเมินทั้ง5 ด้าน ITU ประเมินว่าเรายังอยู่ในประเทศที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้องปรับปรุง