ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงวัย ด้วย “โปเกมอนโก” และวิดีโอเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/504321

ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงวัย ด้วย "โปเกมอนโก" และวิดีโอเกม

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เกมดูเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างคนรุ่นใหม่ในแต่ละยุคสมัยมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเกมไม่ใช่แค่สิ่งสร้างความบันเทิงให้คนกลุ่มดังกล่าวแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะบรรดาคนสูงอายุเองก็เริ่มใช้เกมมาช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูศักยภาพร่างกายด้วยเช่นกัน

“โปเกมอน โก” คือ หนึ่งในเกมที่มีส่วนกระตุ้นให้คนสูงอายุหันมาออกกำลังกายมากขึ้น โดยเกมนี้ได้รับการพัฒนาโดยค่ายเกมนินเทนโดในญี่ปุ่นร่วมกับบริษัท ไนแอนติก อิงค์ หลังเปิดตัวทั่วโลกเมื่อกลางปี 2016 โปเกมอน โก ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจนทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) หลังเปิดตัวได้ 7 เดือน

อย่างไรก็ดี หลังเวลาผ่านไป 12 เดือนกระแสของเกมค่อยๆ แผ่วลง โดย แวลูส์อิงค์ บริษัทวัจัยตลาดในญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จำนวนผู้เล่นเกมนี้ในญี่ปุ่นช่วงอายุ 20-30 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 52% จาก 62% แต่ที่น่าแปลกใจ คือ กลุ่มคนอายุมากกว่า 40 ปี กลับเล่นเกมโปเกมอน โก มากขึ้น อยู่ที่ 48% จาก 38%

ตัวเลขดังกล่าว หมายความว่า บรรดาคนสูงอายุยังสนุกสนานกับเกมโปเกมอน โก เมื่อความนิยมในเกมดังกล่าวจะลดลงอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็ตาม โดย ทซึโทมุ มิซาโงะ ชาวญี่ปุ่นวัย 48 ปี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกียวโด ว่า การเล่นเกมโปเกมอน โก นั้น ดีกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเกมช่วยกระตุ้นให้ออกมาเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะใกล้บ้าน

ขณะที่ชายวัย 56 ปีรายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยนามในจังหวัดโอซากา ให้สัมภาษณ์ว่า การเล่นโปเกมอน โก นอกจากจะช่วยในการออกกำลังกายแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ออกมาสำรวจสถานที่ใหม่ๆ หลังต้องอยู่ห่างจากครอบครัวเพราะต้องมาทำงานไกลบ้านที่จังหวัดโอซากา

เกียวโด เสริมว่า กระแสความนิยมเกมโปเกมอน โก ในกลุ่มคนสูงวัย ทำให้ชมรมผู้สูงอายุหลายแห่งในญี่ปุ่นหันมาส่งเสริมการเล่นโปเกมอน โก เพื่อกระตุ้นให้คนสูงอายุออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากยิ่งขึ้น

ด้าน อากิระ ฮาตะ อาจารย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันของมหาวิทยาลัยชิบะ แสดงความเห็นพ้องต่อการใช้โปเกมอน โก มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างสุขภาพ

“การเดินนับว่าเป็นประโยชน์มากในการช่วยป้องกันภาวะน้ำหนักมากเกินเกณฑ์และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเกมโปเกมอน โก ประสบความสำเร็จในการออกแบบมาเพื่อให้คนคุ้นชินกับกิจกรรมการเดินดังกล่าว” ฮาตะ กล่าว

แม้โปเกมอน โก อาจไม่ได้รับการสร้างขึ้นมาสำหรับผู้สูงอายุโดยตรง แต่ความนิยมของเกมอาจช่วยจุดกระแสการทำเกมเพื่อสุขภาพสำหรับคนกลุ่มดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อปี 2014 บรรดาสตาร์ทอัพเทคโนโลยีหลายแห่งเดินหน้าพัฒนาเกมเพื่อหวังนำมาใช้ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายคนสูงวัย

นอร์ทเทิร์น ไซแอนซ์ อินสติติว หรือ โนรุต บริษัทวิจัยจากนอร์เวย์ เป็นเอกชนอีกแห่งที่มุ่งทำเกมเพื่อคนสูงอายุโดยเฉพาะ โดยได้เริ่มต้นพัฒนาเกม Kinect ซึ่งมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบอินเตอร์แอ็กทีฟเมื่อปี 2014 เพื่อกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้หันมาออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกาย โดยล่าสุดนั้นบริษัทเปิดตัวโปรเจกต์เกม ฟาร์มอัพ (FarmUp) ซึ่งเป็นเกม Kinect เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ไปพร้อมกัน และสร้างสมดุลร่างกาย ผ่านโปรแกรมการออกกำลังกายที่ได้รับคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดหลายรายในนอร์เวย์

นอกจากนี้ โนรุต ยังมีโปรเจกต์เกมชื่อ เกมอัพ (GameUp) ที่มีจุดมุ่งหมายกระตุ้นให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคล่องแคล่วในบ้านพักโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้คอยดูแลใกล้ชิด โดยเกมอัพเป็นเกมรูปแบบที่ผสมผสานกันระหว่างเกมโซเชียล การกำหนดเป้าหมายเกมแบบจริงจัง และการใช้เทคโนโลยีหลายๆ แบบ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเคลื่อนไหว เช่น การใช้ระบบกล้อง ตัวนับก้าวเดิน และเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว เพื่อให้คนสูงอายุพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนที่ได้มากยิ่งขึ้น

เกมอาจเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ แต่ก็ถือว่าช่วยผลักดันคนสูงอายุจำนวนไม่น้อยหันมาออกกำลังกายและทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น

ภาพ…เอเอฟพี

 

กสทช.อนุมัติคลื่นความถี่เพื่อใช้งาน “IoT”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/504173

กสทช.อนุมัติคลื่นความถี่เพื่อใช้งาน "IoT"

กสทช. อนุมัติคลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz เพื่อใช้งาน Internet of Things พร้อมอนุมัติความถี่ย่าน 800/900 MHz และ 400 MHz ใช้งานระบบคมนาคมขนส่งทางราง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (5 ก.ค. 2560) ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และเห็นชอบให้นำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ 920-925 MHz จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

1. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz

2. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมประเภท Radio Frequency Identification: RFID

3. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ใช่ประเภท Radio Frequency Identification: RFID ซึ่งใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz  และแนวทางการพิจารณาอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อรองรับการใช้งานในลักษณะ Internet of Things (IoT) ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

จากนั้น ที่ประชุม กสทช. ได้อนุมัติให้ใช้งานคลื่นความถี่ 800/900 MHz และ 400 MHz สำหรับระบบคมนาคมขนส่งทางราง โดยมีเงื่อนไขจะต้องมีการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าวภายในไม่เกินปี พ.ศ. 2563 ซึ่งหากไม่มีการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าว เงื่อนไขการอนุญาตก็ให้สิ้นผลไป อนึ่งคลื่นความถี่ 800/900 MHz เป็นคลื่นความถี่ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานระหว่างบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานลงในวันที่ 15 ก.ย. 2561 ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 400 MHz เป็นคลื่นความถี่ที่ปัจจุบันใช้งานทางด้านวิทยุสื่อสาร

 

บริการคอนเทนต์ ดันตลาดสื่อสารพุ่ง6แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/504098

บริการคอนเทนต์ ดันตลาดสื่อสารพุ่ง6แสนล้าน

ผลการสำรวจตลาดสื่อสารของไทย ปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 6.32 แสนล้านบาท ขยายตัว 9.5% จากปี 2559 ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดรอบ 5 ปี

ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ที่ปรึกษาโครงการสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารของประเทศไทย ประจำปี 2559 และประมาณการปี 2560 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจตลาดสื่อสารของประเทศไทย ในปี 2560 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 6.32 แสนล้านบาท ขยายตัว 9.5% จากปี 2559 ที่มีมูลค่ารวม 5.77 แสนล้านบาท ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดรอบ 5 ปี

ทั้งนี้ ตลาดที่เติบโตสูงมาจากการใช้บริการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะตลาดการให้บริการสื่อสารที่ขยายตัวสูง ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้บริการด้านอินเทอร์เน็ตในด้านต่างๆ รวมถึงการมีบริการ 4จี โดยคาดว่าตลาดรวมสื่อสารของประเทศไทยจะขยายตัวถึงระดับ 1 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 6 ปีข้างหน้า และจะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องไปอีกกว่าศตวรรษ

สำหรับในปี 2559 ตลาดรวมมูลค่าสื่อสารของประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 5.77 แสนล้านบาท ขยายตัว 7.7% แบ่งเป็น ตลาดรวมอุปกรณ์สื่อสารสัดส่วน 42.7% มูลค่า 246,513 ล้านบาท และตลาดบริการสื่อสาร สัดส่วน 57.3% มูลค่า 330,815 ล้านบาท โดยตลาดรวมบริการสื่อสารในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 12.2% หรือมีมูลค่า 371,011 ล้านบาท ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะมีผู้ให้บริการทางสื่อสารใหม่ และผู้ใช้บริการมากขึ้น คาดว่าตลาดรวมบริการสื่อสารจะขยายตัวสองหลัก ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี หรือมีมูลค่ารวมถึงระดับ 4 แสนบาท อีกทั้งทิศทางดังกล่าวจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังมุ่งผลักดันประเทศไทย 4.0

ทั้งนี้ แรงหนุนสำคัญของตลาดบริการสื่อสาร มาจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่ใช่เสียง ในปี 2559 มีมูลค่า 145,667 ล้านบาท เติบโต 35.5% และคาดว่าจะเติบโตอีก 35.2% ในปี 2560 หรือมีมูลค่า 196,942 ล้านบาท จากพฤติกรรมผู้ใช้งานที่นิยมการสื่อสารผ่านบริการโอทีที และโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงพฤติกรรมรับชมคอนเทนต์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงขึ้น กระตุ้นการใช้งานที่ไม่ใช่เสียงให้เติบโต ขณะที่บริการอินเทอร์เน็ตและบริการสื่อสารข้อมูล แม้จะมีการเติบโต แต่อยู่ในระดับต่ำกว่าบริการผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่

ขณะเดียวกัน การแข่งขันของตลาดสื่อสารในประเทศ จากผู้ให้บริการรายใหญ่ที่เน้นแข่งขันด้านราคาจำนวนมาก แต่คาดว่านับจากนี้ไปผู้ให้บริการจะเน้นการแข่งขันการให้บริการเสริมใหม่มากขึ้น เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ แก่ลูกค้า เนื่องจากที่ผ่านมาได้แข่งขันด้านราคาไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถจะแข่งลดราคาได้อีกแล้ว

ศุภชัย กล่าวว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยที่มีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมกว่า 100 ล้านเลขหมาย โดยการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะใช้บริการด้านเสียงลดลง และใช้บริการที่ไม่ใช่เสียง (นันวอยซ์) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเติบโตตามการใช้งานสื่อสารข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย และการบริโภค สตรีมมิ่ง คอนเทนต์ (Streaming Content) รวมถึงการทำธุรกรรมทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ให้บริการต้องแข่งขันด้วยคอนเทนต์ และมีความหลากหลายของบริการดิจิทัลมากขึ้น

ขณะที่ความต้องการใช้งานทางเสียงผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ใช้สายมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่วนตลาดรวมเครื่องโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง มาจากกลุ่มลูกค้าตลาดบน ที่มีรอบการเปลี่ยนเครื่องของผู้ใช้ในระดับถี่ หรือน้อยกว่า 18 เดือน และคงราคาสูงไว้ได้ รวมถึงกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่เปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนในราคาระดับบนมากขึ้น ส่วนตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางและล่าง มีการเปลี่ยนเครื่องที่ช้ากว่า และมีระดับราคาเฉลี่ยลดลง

ขณะที่ตลาดอุปกรณ์สื่อสารในปี 2559 มีมูลค่า 246,513 ล้านบาท เติบโต 8.8% คาดว่าปีนี้จะเติบโต 5.9% หรือมีมูลค่า 261,109 ล้านบาท เนื่องจากเม็ดเงินในการลงทุนขยายโครงข่าย 4จี คลายตัวลง ทำให้ตลาดเติบโตชะลอตัว

 

เอฟบีไอเตือน “สมาร์ททอยส์” อาจถูกแฮกจนสร้างอันตรายแก่เด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 22:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503998

เอฟบีไอเตือน "สมาร์ททอยส์" อาจถูกแฮกจนสร้างอันตรายแก่เด็ก

เอฟบีไอเตือนผู้ปกครองที่ซื้อของเล่นที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้เด็ก ควรพิจารณาเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เพราะของเล่นอาจถูกแฮกได้

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) รายงานว่า หน่วยงานเอฟบีไอของสหรัฐได้เผยแพร่บทความข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคเรื่องของเล่นเด็กที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ หรือ ที่เรียกว่า สมาร์ททอยส์ และประเด็นที่ควรพิจารณาเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย โดยระบุว่า ปัจจุบันของเล่นสมาร์ททอยส์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีไมโครโฟน กล้องถ่ายภาพ หน่วยความจำ รวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์คำพูด การติดตามตำแหน่งผ่านจีพีเอสก็ทำให้อาจส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยของเด็กได้

“ผู้พัฒนาของเล่นในลักษณะนี้มักมีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเพื่อนำไปวิเคราะห์ ตัวอย่างข้อมูลที่ถูกเก็บไป เช่น ชื่อของเด็ก เพศ อายุ วันเกิด โรงเรียน ของที่ชอบและไม่ชอบ รูปถ่าย ที่อยู่ เป็นต้น โดยบางส่วนเป็นข้อมูลที่ต้องกรอกตอนสมัครบัญชีหรือเริ่มใช้งานของเล่น นอกจากนี้บางบริษัทยังมีการเก็บข้อมูลตัวอย่างเสียงพูด ประวัติการสนทนา พิกัดตำแหน่งที่เคยเดินทางไป ประวัติการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในการปลอมแปลงหรือแอบอ้างสวมรอยได้ ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็ก”รายงานข่าวระบุ

แม้ข้อมูลบางส่วนถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของผู้ผลิตของเล่น แต่บางส่วนอาจมีการส่งต่อให้กับบริษัทภายนอกเพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ (เช่น เสียงพูด) การเก็บรักษาหรือส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ถ้าไม่ได้มีกระบวนการป้องกันที่ดีพอก็อาจมีปัญหาข้อมูลรั่วไหลได้

นอกจากนี้ ของเล่นบางอย่างสามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ ถ้าไม่มีกระบวนการตรวจสอบยืนยันที่ดีพอ ก็อาจมีบุคคลอื่นสวมรอยเข้ามาควบคุมเพื่อขโมยข้อมูลหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขการทำงานของตัวอุปกรณ์ได้

หน่วยงานเอฟบีไอได้แนะนำให้ผู้ปกครองพิจารณาข้อตกลงการใช้งานของตัวของเล่นที่จะซื้อ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดเก็บและปกป้องข้อมูลที่เป็นส่วนตัว หากเป็นไปได้ควรค้นหาข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์นั้นๆ พิจารณาก่อนนำของเล่นเหล่านี้ไปเชื่อมต่อกับ ไว-ไฟสาธารณะ และปิดการทำงานของระบบที่อาจส่งผลต่อความเป็นส่วนตัว เช่น กล้องหรือไมโครโฟนหากไม่จำเป็น

ก่อนหน้านี้ไทยเซิร์ตรายงานว่า บริษัท CloudPets ผู้ผลิตตุ๊กตาพูดได้ ซึ่งเป็นของเล่นที่ผู้ปกครองและเด็กสามารถส่งข้อความเสียงหากันได้โดยใช้แอพพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ โดยเสียงพูดจะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์แล้วดาวน์โหลดกลับมาเล่นบนตุ๊กตาในลักษณะเหมือนเป็นการพูดโต้ตอบกันนั้น ได้มีรายงานว่าบริษัทดังกล่าวถูกแฮกฐานข้อมูล ส่งผลให้เสียงที่ถูกบันทึกไว้ บัญชีอีเมลและรหัสผ่านที่ลงทะเบียน รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิตกว่า 800,000 รายการถูกเผยแพร่

ที่มา https://www.thaicert.or.th/newsbite/2017-07-18-01.html#2017-07-18-01

ภาพ…เอเอฟพี

 

กสทช.เผย2เดือนกว่าปิดเว็บผิดกฎหมายเพิ่มกว่าพันยูอาร์แอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503991

กสทช.เผย2เดือนกว่าปิดเว็บผิดกฎหมายเพิ่มกว่าพันยูอาร์แอล

กสทช. เผย ปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายเพิ่ม1,115 ยูอาร์แอลในช่วง 1พ.ค.-16ก.ค. เร่งประสานงานไอเอสพีปิดที่เหลืออีก 1,792 ยูอาร์แอลให้แล้วเสร็จใน 7 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60 กสทช. ร่วมกับ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) และอินเตอร์เนชั่นเนล อินเตอร์เน็ต เกตเวย์ หรือไอไอจี(International Internet Gateway (IIG)) ประชุมติดตามผลการดำเนินการเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ โดยจากรายงานเว็บไซต์กระทำความผิดในช่วงล่าสุด(1พ.ค.-16ก.ค.) มีการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายแล้วทั้งสิ้น 1,115 URL จากทั้งหมด 2,907 URL ซึ่งแบ่งเป็น เฟซบุคปิดกั้นแล้ว 899 URL จากที่มีคำสั่งศาล 2,082 URL ,ยูทูป ปิดกั้น 180 URL จาก 672 URL และอื่นๆ ปิดกั้นแล้ว 36 URL จาก 153 URL ทำให้ตอนนี้เว็บไซต์ผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลที่ยังไม่ถูกปิดกั้นในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีอยู่จำนวน 1,792 URL

ทั้งนี้หลังจากกสทช.หารือกับพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับประเด็นการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายแล้วนั้นพบว่า การปิดกั้นยังคงมีความคลาดเคลื่อนในการประสานงาน จึงได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ซึ่งเป็นผู้ประสานงานนำส่งอีเมล์ที่เป็นคำสั่งศาลไปยังยูทูปและเฟซบุ๊ก ส่งสำเนาอีเมล์ (CC : ) คำสั่งศาลทุกครั้งที่ดำเนินการมาที่สำนักงาน กสทช.ด้วย โดยจะเร่งปิดกั้นเว็ปไซต์ที่เหลือภายในวันที่ 7 ส.ค. 60 เพื่อสำนักงานจะได้นำผลการติดตามนำส่งเป็นรายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 ส.ค.ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้ปิดกั้นURL รวมแล้วกว่า6,900URL

ขณะที่ความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. มีมติให้ยกเลิก มติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการโอทีที เนื่องจากพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ได้ถูกประกาศให้ใช้อย่างเป็นทางการแล้ว มีผลให้คณะกรรมการเดิมทั้ง 2 ชุดต้องยุติลง จึงเห็นควรให้มีการจัดทำร่างประกาศดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน และมีมติให้คณะอนุกรรมการโอทีที เร่งดำเนินการรวบรวมรายละเอียดเพื่อจัดทำร่างประกาศ ของกสทช. ภายใน30 วัน มีระยะเวลาถึง 5ส.ค.นี้

 

จีนเผยครึ่งปีปิดแพลทฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งผิดกฎหมายแล้ว73แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503949

จีนเผยครึ่งปีปิดแพลทฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งผิดกฎหมายแล้ว73แห่ง

ทางการจีนสั่งปิดแพลทฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่ง73 แห่ง พร้อทสั่งแบนคนไลฟ์ 1,879ราย หลังพบกระทำผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการจีนได้สั่งปิดแพลทฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งออนไลน์ที่กระทำผิดกฎหมายไปแล้ว 73 แห่ง และสั่งแบนผู้โพสต์ไลฟ์สตรีมมิ่งที่ละเมิดกฎหมายทั้งสิ้น 1,879 ราย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี2560

สำนักงานต่อต้านสื่อลามกและการตีพิมพ์สื่อผิดกฎหมายแห่งชาติของจีนระบุว่า ตั้งแต่เดือนม.ค.จนถึงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทางสำนักงานได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนนคดีเกี่ยวกับแพลทฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งที่มีการเผยแพร่ภาพลามกในพื้นที่ทางตะวันออกของมณฑลเจ้อเจียง มากกว่า 10 คดี ซึ่งรวมถึงแพลทฟอร์มที่ใช้ชื่อว่า “เหลาหู่จือโป”

แพลทฟอร์มเหลาหู่จือโป ได้ดำเนินการในต่างประเทศตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีนี้ และได้จ้างนักแสดงไลฟ์สตรีมมิ่งหญิง 10 รายในการเผยแพร่ภาพอนาจาร โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 พ.ค. ระบุว่า แพลทฟอร์มแห่งนี้ทำรายได้กว่า 7.28 ล้านหยวน (1.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากสมาชิก และมีนักแสดงหญิงกว่า 1,000 แสดงภาพลามกผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง

ภาพ…เอเอฟพี

 

แห่ยื่นซองเสนอตัวชิงทำเน็ตชายขอบ3,920หมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503907

แห่ยื่นซองเสนอตัวชิงทำเน็ตชายขอบ3,920หมู่บ้าน

เอกชนยื่นซองประมูลเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้านคึกคัก กสทช.เตรียมประกาศรายชื่อก่อนเสนอซองราคาต้น ส.ค.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้ายื่นซองข้อเสนอทางเทคนิคประมูลเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน โดยมีเอกชนสนใจยื่น ซองประมูล แบ่งเป็นสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) สัญญาที่ 1 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1) จำนวน 3 ราย สัญญาที่ 2 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 2) จำนวน 2 ราย สัญญาที่ 3 (พื้นที่โครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จำนวน 3 ราย สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 5 (พื้นที่โครงการภาคกลางและภาคใต้) จำนวน 3 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ยื่นซองประมูลสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) แบ่งเป็น สัญญาที่ 1 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1) จำนวน 3 ราย สัญญาที่ 2 (พื้นที่โครงการภาคเหนือ 2) จำนวน 4 ราย สัญญาที่ 3 (พื้นที่โครงการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จำนวน 3 ราย สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 5 (พื้นที่โครงการภาคกลางและภาคใต้) จำนวน 4 ราย โดยจะมีการเปิดประมูลราคาประมาณวันที่ 1 ส.ค. หรือวันที่ 2 ส.ค.นี้ โดยต้องรอสำนักงาน กสทช.พิจารณาอีกครั้ง

“จะมีการประกาศรายชื่อเอกชน ที่ได้ยื่นซองประมูลเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน อย่างเป็นทางการในวันที่ 24-25 ก.ค. ก่อนการเปิดประมูลราคา ซึ่งอยากให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้โครงการต้องชะลอออกไปอีก โดย คาดว่าในเดือน ธ.ค. 2560 จะสามารถ เปิดให้บริการได้สัดส่วน 15% หรือประมาณ 400 หมู่บ้านนำร่องในระยะแรก และจะเปิดให้บริการครบสัดส่วน 100% ในเดือน ก.ค. 2561 นี้” นายฐากร กล่าว

 

ภัยไซเบอร์เจ๊งยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503905

ภัยไซเบอร์เจ๊งยับ

ยักษ์ประกันอังกฤษเตือนภัยโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่อาจทำโลกเสียหาย 1.78 ล้านล้าน

บริษัท ลอยด์ส ออฟ ลอนดอน เปิดเผยว่า โลกอาจเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.78 ล้านล้านบาท) หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่พร้อมกันทั่วโลกขึ้นมา ซึ่งจะเทียบเท่ากับความสูญเสียเมื่อครั้งเกิดพายุแซนดีเข้าถล่มสหรัฐในปี 2012

รายงานร่วมดังกล่าวระหว่าง ลอยด์สกับบริษัทประเมินความเสี่ยง ซียองส์ ได้วิเคราะห์แนวโน้มความ สูญเสียบนสมมติฐานของการแฮ็ก บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ และการโจมตีระบบปฏิบัติการที่ใช้กันแพร่หลาย ทั่วโลกในแวดวงธุรกิจ โดยซียองส์ประเมินว่า การโจมตีระบบคลาวด์นั้นจะสร้างความเสียหายยิ่งกว่ากรณีของแรนซัมแวร์ วอนนาคราย เมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งความเสียหายราว 8,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 2.7 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ ธุรกิจประกันกำลังเร่งประเมินแนวโน้มความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่ ภายหลังเกิดเหตุบ่อยขึ้นในช่วงหลัง ขณะที่ก่อนหน้านี้สหรัฐเปิดเผยว่าพบความพยายามเจาะระบบโจมตีบริษัทไฟฟ้าซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง

 

กสทช.คาดเริ่มเรียกคืนคลื่นความถี่ก.ย.-ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503657

กสทช.คาดเริ่มเรียกคืนคลื่นความถี่ก.ย.-ต.ค.นี้

เลขาฯกสทช.คาดประกาศใช้หลักเกณฑ์เรียกคืนคลื่นความถี่เดือนก.ย.-ต.ค.นี้ เน้นคลื่นที่ไม่ได้ใช้งานหรือนำมาใช้แต่ไม่คุ้มค่า

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงการตั้งคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเรียกคืนคลื่นความถี่ ว่า กสทช.คาดว่าร่างประกาศหลักเกณฑ์จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียกคืนคลื่นเริ่มต้นขึ้น โดยการเรียกคืนจะดำเนินการตามลำดับความเหมาะสม สำหรับคลื่นความถี่ที่อยู่ในความสนใจ คือ คลื่น 2600 เมกกะเฮิร์ตช (บมจ.อสมท. (MCOT) , คลื่น 2300 เมกกะเฮิร์ตช (บมจ.ทีโอที (TOT)), คลื่น 700 เมกกะเฮิร์ตช  (ปัจจุบันใช้บริการกระจายเสียและแพร่ภาพทีวีดิจิตอล ) และคลื่น 1500 เมกกะเฮิร์ตช (บมจ.ทีโอที (TOT))

สำหรับเกณฑ์ในการเรียกคืนคลื่นความถี่จะพิจารณาตามความเหมาะสม โดยดูจากคลื่นที่ไม่ได้ใช้งานหรือนำมาใช้แต่ไม่คุ้มค่าหลังจากประกาศหลักเกณฑ์ฯ แล้ว โดยร่างหลักเกณฑ์จะมีการประกาศตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดค่าเยียวยา ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ ประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) , ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานอัยการสูงสุด , สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม สำหรับการกำหนดมูลค่าคลื่นความถี่ กสทช.จะให้บริษัทที่ปรึกษา 3 บริษัทมาทำการประเมินมูลค่าคลื่นโดยเอาราคาประเมินของทั้ง 3 บริษัทมาเฉลี่ยหามูลค่าคลื่นที่เหมาะสม

การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมาตรา 27 (12/1) พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่เรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า จากผู้ได้รับใบอนุญาตเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ได้ โดย กสทช. ต้องทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายตอบแทนให้กับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ในแต่ละกรณีด้วย ทั้งนี้คณะทำงานต้องดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากนั้น กสทช.จะนำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม กสทช. เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

 

“แสนรู้” (Zanroo) บุกตลาดโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/503257

"แสนรู้" (Zanroo) บุกตลาดโซเชียล

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การสอดส่องข่าวลือ ข่าวร้าย กระแสกระหน่ำไลค์แอนด์แชร์บนโลกโซเชียลหากทำผ่านพนักงานองค์กรเพียงอย่างเดียวคงไม่พออีกแล้ว เพราะโลกออนไลน์เดินหน้าไปรวดเร็วขึ้นมากดังนั้น การหาเครื่องมือเข้ามาช่วยสอดส่องปัญหาในแง่ลบบนโลกออนไลน์ของแบรนด์ จำเป็นต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานมากขึ้น

ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจนี้ว่า หลังสำเร็จการศึกษาจากวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้ประกอบธุรกิจมาหลายประเภททั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย บริการอาหารและเครื่องดื่ม จนเห็นจุดเปลี่ยนและได้ชักชวนเพื่อน อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร เข้ามาช่วยทำธุรกิจ แสนรู้ เพราะมั่นใจว่าจะช่วยคิดค้นวิธีแก้ปัญหาให้กับองค์กรทางธุรกิจและสร้างความเข้าใจในข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เพื่อให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้งานได้

“ขณะนั้น ผมได้ชวนอ๋อม ซึ่งกำลังมีอาชีพการงานที่มั่นคง เพราะเขามีความสามารถด้านซอฟต์แวร์และเป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับเนคเทค มาทำแสนรู้ด้วยกัน ซึ่งอ๋อมยินดีลาออกจากงานมาทำด้านนี้เต็มตัว ก่อนที่ผมจะตัดสินใจลาออกจากงานเสียอีก”

แสนรู้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2556 โดยร่วมกันเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ทำสาขาแรกที่มาเลเซียซึ่งเป็นห้องแถวเก่าๆ แต่ก็ขยายออฟฟิศไปในหลายประเทศได้ เพียงเปิดให้บริการ 1 เดือนแรก บริษัทก็สามารถมีรายได้แตะหลักล้านบาทแรกผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มแก๊ส กระจกรถยนต์ติดฟิล์มและคอมพิวเตอร์ได้แล้ว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะบอกว่าตัวเองเป็นสตาร์ทอัพ แต่หลังเดินทางธุรกิจและมีรายได้ที่มั่นคงมาสักระยะหนึ่งแล้ว กลับเพิ่งเริ่มคิดที่จะระดมทุนในครั้งแรก

เราต้องการที่จะบุกตลาดจีนให้ได้ หลังศึกษาข้อมูลมาประมาณ 2 ปี แต่การเริ่มต้นอาจต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งการได้เงิน 7.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยให้เราเดินหน้าแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรม Martech & AdTech ระดับโลก ที่มีมูลค่าตลาดกว่า 24.18 ล้านดอลลาร์ ได้ดีขึ้น แต่เพียงครึ่งปีแรก กวาดรายได้ไปแล้ว 77 ล้านบาท ถือว่าโตขึ้น 2 เท่า จึงคาดว่าสิ้นปีนี้จะทำรายได้ทั่วโลก 260 ล้านบาทได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ ชิตพล ตั้งเป้าว่าในปี 2562 บริษัทจะก้าวขึ้นเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นได้ โดยยังถือหุ้นหลักอยู่มากกว่า 50% เพราะมีความพร้อมทั้งด้านทีมงาน พาร์ตเนอร์ กลยุทธ์และโปรดักต์กำลังเป็นที่ต้องการระดับโลก แม้ว่าจะมีคู่แข่งระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กว่า 300 ราย แต่ในไทยยังมีน้อย รวมทั้งการมีพาร์ตเนอร์ที่ดียิ่งส่งเสริมให้บริษัทเป็นที่จับตามอง

ก้าวสำคัญของแสนรู้ที่ต้องการเดินหน้า คือการเปิดให้บริการใน 40 ประเทศทั่วโลก หลังเปิดให้บริการไปแล้วกว่า15 ประเทศ อย่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถานและอังกฤษ มีทีมงานทั่วโลกกว่า 150 คน และเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกกว่า 400%

ด้วยจุดเด่นของบริการด้านซอฟต์แวร์ ได้แก่ Social Listening และ Social Engagement ที่เข้าถึงข้อมูลบนโซเชียลมีเดียได้แบบเจาะลึก และเข้าถึงภาษาท้องถิ่นทุกภาษาทั่วโลก ทำให้แบรนด์ที่มีสาขาในต่างประเทศรับทราบว่ามีคนกล่าวถึงแบรนด์อย่างไร แม้ภาษาจะแตกต่างกัน ทั้งยังมีการให้คำปรึกษา เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้ไปต่อยอดเพื่อตอบสนองผลกระทบและวางกลยุทธ์ด้านการตลาดให้เกิดประโยชน์ที่ดีต่อแบรนด์

“สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องการจากเรา คือการตอบสนองอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งซอฟต์แวร์จะตรวจพบได้แบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบโดยเร็วเพื่อพร้อมรับมือกับกระแสต่างๆ” ชิตพล กล่าว

ด้านลูกค้าของแสนรู้ ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ชั้นนำในทุกธุรกิจทั้งธนาคาร ยานยนต์ โทรคมนาคม อี-คอมเมิร์ซ การบินและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมแล้วกว่า 300 ราย ต่างก็เป็นลูกค้าของแสนรู้ทั้งสิ้น ซึ่งบริษัทมีแผนจะเจาะกลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มเติมหลังบริการใหม่ ที่ชื่อว่า อรุณ (Arun) เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้ง Zanroo กล่าวเสริมว่า อรุณ ถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลข้อมูลมหาศาล หรือบิ๊กดาต้า เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก

จุดแข็ง 6 ด้านของอรุณ คือ Targeted Listening, Multi-Language, Real-Time Insight, Intuitive user Control, Data Security, All in One Product จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงโลกโซเชียลสำหรับทุกธุรกิจได้มากขึ้น

ด้านราคาสำหรับการให้บริการเริ่มต้นที่ 7 หมื่น หรือ 2 แสน หรือ 3.5 แสนบาท หรือถ้าเป็นแบบกำหนดใช้งานเองขั้นสูงจะแตะ 3 แสนบาท ซึ่งลูกค้าอย่าง ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย เอสซีจี ซีพี เนสท์เล่ เรดบูล ต่างก็เป็นกลุ่มท็อปสเปนเดอร์ เพื่อใช้บริการแบบครบวงจรอย่างการกรองข้อมูล สรุปประเด็นต่างๆ บนโลกออนไลน์และเป็นคอลเซ็นเตอร์ด้วย

ทั้งนี้ การเจาะกลุ่มเอสเอ็มอี คาดว่าจะมีแพ็กเกจพิเศษออกมาช่วงปลายปี ด้วยราคาหลักหมื่นต้นๆ เพื่อช่วยให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถใช้งานเครื่องมือของแสนรู้ได้สะดวกขึ้น

ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจในปัจจุบัน เรื่องของชื่อเสียงบนโลกออนไลน์มีความสำคัญมากขึ้น ทำให้แบรนด์ชั้นนำต่างให้ความสนใจกับการเตรียมกลยุทธ์ออนไลน์และรับมือกับกระแสต่างๆ มากขึ้น เพราะกระแสของธุรกิจไม่ว่าจะแง่ดีหรือร้าย ล้วนเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งแบรนด์ที่ตอบสนองบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วนั้น จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย และสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น