ศุภิกา กมลนาวิน ทำไอศกรีมรสชาติใหม่ด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498808

ศุภิกา กมลนาวิน ทำไอศกรีมรสชาติใหม่ด้วยใจรัก

การที่เราตั้งใจทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นกิน แนตเรียกมันว่าเป็นความรัก คือเรายอมลำบากที่จะทำออกมาอย่างไอศกรีมนี้ก็ไม่ง่าย เพราะทุกอย่างแนตทำเองหมด ไอศกรีมจึงเป็นสิ่งที่แนตถ่ายทอดออกมาเพื่อเป็นตัวแทนความรักที่เรามีให้กับคนที่มาชิม ซึ่งเบื้องต้นเลยเป็นความรักที่เรามอบให้กับคุณพ่อมันจึงพัฒนามาจากตรงนั้น พอเราทำให้พ่อกิน แล้วพ่อมีความสุข เราก็อยากลองทำให้คนอื่นกินบ้าง เมื่อได้เห็นคนกินมีความสุข เราก็มีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แนตตี้-ศุภิกา กมลนาวิน สาวเก่งมากความสามารถ เจ้าของร้านมูลา (Moola) ที่เอกมัย มอลล์ ซึ่งเปิดขายทั้งเมนูอาหารเช้าต่างๆ รวมทั้งไอศกรีมโฮมเมดรสชาติแปลกใหม่หลากหลายรสที่เธอเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเอง

“เดิมทีแนตเรียนจบปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเรียนจบก็ทำงานเป็นพีอาร์ในบริษัทเอเยนซีแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เจ้านายดีและเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก แต่โดยเนื้องานแล้วตัวเราเองกลับไม่มีความสุขกับมันสักเท่าไร พอทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ต่อให้เราพยายามแค่ไหนก็ทำได้ไม่ดีเท่าคนที่เกิดมาเพื่องานพีอาร์จริงๆ พอแนตทำงานได้เกือบ 1 ปี จึงเริ่มคิดที่จะลาออก

ก่อนออกก็มานั่งคิดว่าในเมื่อไม่แฮปปี้กับงานประจำแล้ว เราจะทำอะไรดี ด้วยความที่แนตเติบโตมากับครอบครัวใหญ่ ที่มักจะทำอาหารแบ่งปันกันรับประทานในหมู่ญาติๆ เป็นประจำ ตอนนั้นในวัย 22 ปี แนตเลยคิดว่าตัวเองควรจะไปเรียนทำขนมน่าจะดี เพราะโดยส่วนตัวก็ชอบทำขนมอยู่แล้ว แนตเลยขอคุณพ่อไปเรียนทำขนมที่สถาบันเลอกอร์ดอง เบลอ ที่เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ใช้เวลาเรียน 1 ปี จนได้ประกาศนียบัตร พร้อมกับลงเรียนคอร์สทำอาหารเพิ่มอีก 1 คอร์ส จากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านฟู้ดแมเนจเมนต์ ที่อังกฤษอีก 1 ปี”

แนตตี้ บอกว่า เมื่อเรียนจบปริญญาโท เธอก็มาไตร่ตรองดูอีกครั้งว่าตัวเองยังจะเหมาะกับการทำงานประจำอีกหรือไม่ เมื่อคำตอบที่ได้คือ “ไม่” เธอจึงตัดสินใจหุ้นกับเพื่อนสนิท เปิดแคทเทอริ่งหรือธุรกิจจัดเลี้ยงขึ้นในปี 2007 ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้

“หลังจากทำได้ 1-2 ปี เพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนของแนตก็เกิดตั้งท้องขึ้นมา คือตอนนั้นแนตรับหน้าที่ทำอาหารและขนม ส่วนเพื่อนคนนี้ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานลูกค้า ในเมื่อเพื่อนไม่สามารถทำงานได้ เราจึงต้องหยุดทำธุรกิจนี้ไป จากนั้นแนตก็ไปเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย พร้อมกับเรียนปริญญาโทสาขาวรรณคดีอังกฤษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ควบคู่ไปด้วยจนจบ ต่อด้วยการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Touch อีก 3 ปี

เมื่อเลิกทำนิตยสารไป แนตจึงเริ่มโฟกัสไปที่การทำขนมที่ตัวเองเรียนมาอีกครั้ง แต่จะไม่ค่อยชอบทำขนมประเภทที่ต้องใช้เตาอบสักเท่าไร ประกอบกับช่วงนั้นคุณพ่อชอบกินไอศกรีมมาก แนตก็เลยนึกถึงไอศกรีมรสคาราเมล บัตเตอร์ สกอตช์ ที่เคยกินตอนอยู่อังกฤษขึ้นมา เลยคิดอยากทำไอศกรีมรสนี้ให้คุณพ่อกิน แนตจึงเริ่มคิดค้นสูตรเอง โดยคิดอยู่ถึง 3 ปี (หัวเราะ) ศึกษาจากหนังสือบ้าง อินเทอร์เน็ตบ้าง ลองผิดลองถูกเป็นร้อยครั้ง ในที่สุดก็คิดสูตรไอศกรีมคาราเมล บัตเตอร์ สกอตช์ ของตัวเองได้สำเร็จ”

แนตตี้ บอกว่า เมื่อนำไปให้เพื่อนๆ และญาติๆ ชิม ทุกคนลงความเห็นว่าอร่อย เธอจึงเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดที่ชื่อ “บัตเตอร์ สกอตช์” ขึ้นที่เอกมัย มอลล์ (ปากซอยเอกมัย 10) โดยร้านนี้เน้นขายไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่และวาฟเฟิลเป็นหลัก

“หลังจากเปิดร้านไอศกรีมได้ 1 ปีก็ปิดไป เพราะแนตตั้งใจจะเปิดร้านใหม่ที่ขายทั้งอาหารเช้าเมนูต่างๆ และไอศกรีมไปพร้อมกัน ล่าสุดจึงมาลงเอยด้วยร้านมูลา ที่เปิดมาได้ 2-3 เดือนแล้ว ก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดี ซึ่งแนตขอยกเครดิตทั้งหมดให้หุ้นส่วนและพนักงานในร้านทุกคนเลยค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นชาวต่างชาติ ทั้งชาวญี่ปุ่นและฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย

นอกจากเมนูอาหารเช้าต่างๆ ที่มีขนมปังโฮมเมดที่เราทำเองแล้ว ยังมีแยมผลไม้หลายรสชาติ เช่น มะม่วง-สตรอเบอร์รี่-แบล็กเบอร์รี่, พีช-แมงโก้, ลิ้นจี่-ราสพ์เบอร์รี่ และอื่นๆ ขายเป็นกระปุกอีกด้วย

กลับมาที่การทำไอศกรีมโฮมเมดบ้าง ล่าสุดไอศกรีมที่แนตคิดค้นสูตรขึ้นเองมีหลายรสชาติมาก อาทิ รสเบคอนชีส รสวานิลลา-ราสพ์เบอร์รี่-เมอแรง รสตรอเบอร์รี่-บัลซามิก-วิเนก้า รสโยเกิร์ต วิธ เจลลี่ รสลำไย-ข้าวเหนียว ฯลฯ ซึ่งไอศกรีมแต่ละรสชาติจะใช้นมวัวสดใหม่จากฟาร์มที่ จ.ลพบุรี และเลือกครีมอย่างดีที่มีคุณภาพสูง และน้ำตาล นำมาเป็นส่วนผสมหลัก รวมกับผลไม้สดชนิดอื่นๆ แล้วจึงนำไปปั่น ก็จะทำให้เนื้อไอศกรีมเนียน ไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง”

แนตตี้เสริมว่า ตอนนี้ที่ร้านมีไอศกรีมทั้งหมด 11 รสชาติด้วยกัน แต่ในอนาคตเธออาจจะคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ออกมาอีกเรื่อยๆ อย่างที่เพิ่งทำออกขายในสัปดาห์ไอศกรีมไทยของร้าน ก็มีทั้ง รสนมเย็น-แมงลัก รสข้าวเหนียวดำ และรสข้าวเม่า ซึ่งผลตอบรับของลูกค้าค่อนข้างดี เพราะลูกค้าไม่เคยเจอไอศกรีมรสชาติแบบนี้มาก่อน

“แนตว่าถ้าเราทำไอศกรีมรสนมได้อร่อยแล้ว ต่อไปเราก็จะสามารถปรับหรือสร้างสรรค์ไอศกรีมสูตรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้อีกหลายรสชาติ ในอนาคตแนตคิดไว้ว่าอาจจะเพิ่มไอศกรีมซอร์เบตขึ้นมาหลายๆ รส เพราะทุกวันนี้ก็มีลูกค้ามาถามหากันเยอะ ไอศกรีมร้านเราขายไม่แพงมาก เริ่มต้นที่สกู๊ปละ 65-70 บาท ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ได้กำไรหรอกค่ะ (ยิ้ม) เพราะเราใช้ของดีๆ มาเป็นส่วนผสมทุกชนิดเลย เรียกว่าแค่ได้ต้นทุนกลับคืนมาก็ดีแล้ว จุดประสงค์สำคัญคือแนตอยากให้ลูกค้าได้กินไอศกรีมอร่อยๆ รสชาติแปลกใหม่ซะมากกว่า

The Giraffe

ส่วนผสม

– แป้งโคนวาฟเฟิลชนิดแผ่น 2 แผ่น
– ไอศกรีมวานิลลา ช็อกโกแลต และสตรอเบอร์รี่-บัลซามิก
– บราวนี่โฮมเมดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 4-5 ชิ้น
– ซอสราสพ์เบอร์รี่โฮมเมด
– ซอสวานิลลามาดากัสการ์โฮมเมด
– วิปครีมและอัลมอนด์

วิธีทำ

– นำแป้งโคนวาฟเฟิลวางบนถ้วยไอศกรีมเป็นชั้นแรก จากนั้นตักไอศกรีมวานิลลาและช็อกโกแลตอย่างละ 1 สกู๊ปวางลงบนแป้งโคนวาฟเฟิล
– ราดซอสราสพ์เบอร์รี่รอบๆ แผ่นแป้งวาฟเฟิล วางก้อนบราวนี่ 4 ก้อน 4 มุมบนแผ่นแป้ง
– จากนั้นนำแผ่นแป้งอีก 1 แผ่นวางซ้อนบนไอศกรีมทั้งสองสกู๊ป แล้วตักไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่-บัลซามิก วางบนแผ่นแป้งอีกที ราดด้วยซอสราสพ์เบอร์รี่และซอสวานิลลามาดากัสการ์รอบแผ่นแป้ง วางบราวนี่อีก 1 ก้อนข้างๆ ไอศกรีม
– ตกแต่งด้านบนไอศกรีมด้วยวิปครีมและท็อปปิ้งด้วยอัลมอนด์อีกที พร้อมเสิร์ฟได้เลย

 

ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ สนุกกับทุกสเต็ปของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2560 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498715

ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ สนุกกับทุกสเต็ปของชีวิต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เห็นลีลาการโพสอย่างเป็นธรรมชาติ จนฮิปสเตอร์ยังต้องหยุดมองแบบนี้ ไม่ใช่ใครก็ทำได้ แต่ทุกอย่างต้องมาจากอินเนอร์ที่มีความสุขกับการใช้ชีวิตในเส้นทางที่ตัวเองเลือก

ถึงจะเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นหมอ คุณแม่เป็นเจ้าของโรงเรียนที่ จ.ราชบุรี แต่ชีวิตของไข่ตุ๋น-ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ ไม่เคยติดอยู่ในกรอบใดๆ เธอไม่มีอาชีพในฝันที่บังคับให้ตัวเองต้องเดินไปให้ถึง เพราะเธอเลือกทำทุกอย่างตามเสียงของหัวใจ และวันนี้หัวใจของเธอก็พาเธอเดินทางมาถึงจุดที่ทำให้เธอยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ กับบทบาทผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไฮเนเก้น บริษัท ที เอ พี เทรดดิ้ง ซึ่งนับเป็นตำแหน่งสำคัญที่ช่วยให้เธอได้เปิดมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งในส่วนของการวางแผนกลยุทธ์และดำเนินกิจกรรมการตลาด เพื่อสร้างมิติใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ไฮเนเก้นในประเทศไทย

ย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของเด็กสาว ที่ยอมรับว่าเป็นสายกิจกรรมแต่ไม่ทิ้งการเรียน เธอเริ่มต้นชีวิตนักเรียนประจำในรั้วโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก่อนจะเลือกเรียนต่อสาขาบริหารธุรกิจ (BBA) ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไข่ตุ๋นบอกว่า ตอนนั้นแม้จะรู้ตัวว่ามีความสนใจด้านการตลาด แต่เธอก็เก็บไว้เป็นเพียงวิชารอง และเลือกวิชาเอกเป็น Industrial Management ด้วยนิสัยชอบลองอะไรแปลกใหม่ เห็นว่าสาขานี้เปิดใหม่ เลยตัดสินใจลองเรียนดู หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอไม่รีรอตัดสินใจลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัย Loyola ที่เมืองชิคาโก สหรัฐ ก่อนจะกลับมาผจญภัยในโลกการทำงาน

“ช่วงที่เราเรียนจบกลับมาสั กประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นยุคที่หลายแบรนด์เริ่มหันมาโปรโมทผ่านการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างจริงจัง จากแต่ก่อนเน้นแต่การทำโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ อย่างเดียว ตอนนั้นเราเลือกไปสมัครงานที่ Index Creative Village ในตำแหน่ง Strategic Event Planner ซึ่งเป็นงานที่สนุกและท้าทายมาก เพราะเราต้องคิดแผนงานตั้งแต่อยู่ในกระดาษ จนกระทั่งออกมาเป็นผลงานจริงๆ ที่จับต้องได้ แถมยังได้เข้าไปอยู่ในงานนั้น ไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจริงๆ หลังจากทำงานนี้อยู่ 4-5 ปีก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญที่ต้องเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้”

ความบังเอิญที่สาวเก่งพูดถึงคือ จู่ๆ วันหนึ่งเธอก็ได้รับสายจากเอเยนซีชื่อดัง ทาบทามให้เธอไปทำงานด้วย แต่ในช่วงที่ยังลังเล เพราะยังไม่ได้สนใจกับตำแหน่งงานที่ได้รับกาารเสนอมา เธอก็ได้รับอีกสายปริศนานั่นคือ สายจากบริษัท ที เอ พี เทรดดิ้ง ซึ่งมีพอร์ตเครื่องดื่มมากมาย อาทิ ไฮเนเก้น ไทเกอร์ เบียร์ เป็นต้น

“ตอนนั้นก็งงนะว่า เรซูเมเราถูกส่งผ่านไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร แต่ด้วยตำแหน่งที่เขาเสนอให้เราทำ คือ Brand Activation Manager ให้กับไทเกอร์ เบียร์ เรามองว่าน่าสนใจ บวกกับอยากลองมาหาประสบการณ่ใหม่ๆ พอดี เลยตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ช่วงแรกที่มาต้องปรับตัวพอสมควร เพราะเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากเอเยนซีมาเป็นลูกค้า

ความยากคือ เราต้องทำความรู้จักกับสินค้าของเราในเชิงลึกยิ่งขึ้น ต้องลงไปเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าของเราให้มากขึ้น จากเดิมเราเป็นเอเยนซี อาจจะได้ฟังบรีฟจากลูกค้าอีกที แต่ตอนนี้เราต้องตั้งต้นเอง”

หลังจากเรียนรู้กับตำแหน่งนี้อยู่ 6 เดือนก็ได้เลื่อนเป็น Brand Manager และเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไทเกอร์ เบียร์ “คราวนี้ความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะเราเหมือนเป็นเจ้าของแบรนด์เอง ต้องรู้จักแบรนด์เราให้เยอะที่สุด ต้องดูเรื่องการตลาด การสื่อสารของแบรนด์ และยอดขายด้วย”

หนึ่งในความท้าทาย แต่มาพร้อมภูมิใจที่ไข่ตุ๋นสัมผัสได้จากการดูแลไทเกอร์ เบียร์ ด้วยความที่ไทเกอร์ เบียร์ เป็นแบรนด์ในระดับภูมิภาค ทำให้ต้องประสานงานกับสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ต้องเรียนรู้ในการทำงานในกรอบที่กว้างขึ้น ได้ใช้ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก 4 ปี ในการทำงานกับไทเกอร์ เบียร์ เธอเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการครีเอทกลยุทธ์และกิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์ ผ่านแคมเปญสุดฮิปอย่าง Tiger Translate ซึ่งสร้างความเชื่อมโยงของแบรนด์เข้ากับศิลปะและดนตรี ทำให้แบรนด์ไทเกอร์เบียร์เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น

“จะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการเบียร์หรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่แคมเปญนี้น่าจะเป็นแคมเปญแรกๆ ของเมืองไทย ที่มีการริเริ่มเชื่อมโยงศิลปะและดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน โดยมี ไทเกอร์ เบียร์ เป็นส่วนหนึ่ง”

หลังจากพิสูจน์ผลงานในไทเกอร์ เบียร์ ควบกับอีกหนึ่งความรับผิดชอบที่เสริมเข้ามาภายหลังอย่างการดูแลเบียร์ไทยภายใต้แบรนด์เชียร์ (Cheer) ไข่ตุ๋นก็ได้รับความไว้วางใจจากทางบริษัทให้ดูแลแบรนด์เครื่องดื่มพรีเมียมอย่าง ไฮเนเก้น โกลบอลแบรนด์ที่มีความเก่าแก่กว่า 100 ปี

“ไฮเนเก้นถือว่าเป็นพี่ใหญ่ของบริษัท การเข้ามาดูแลแบรนด์ที่ค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว ก็ท้าทายไม่น้อย เพราะเราจะทำอย่างไร เพื่อให้แบรนด์ที่เอ่ยชื่อมาใครๆ ก็รู้จักนี้ถูกส่งต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งจะทำให้แบรนด์เก่าแก่นี้เข้าไปอยู่ในใจนักดื่มรุ่นใหม่ได้อย่างไร โดยที่ยังอยู่ในกรอบกฎหมาย และเป็นไปตามรูปแบบของบริษัทแม่ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ความท้าทายเหล่านี้คือ ความสนุกในการทำงานทุกวัน”

ตลอดระยะเวลาในการบริหารงานจนถึงปัจจุบัน ไข่ตุ๋นได้สร้างสรรค์แคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากมาย เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สู่ผู้บริโภคของไฮเนเก้นได้เป็นอย่างดี อาทิ Heineken Presents Sensation : Wicked Wonderland ปรากฏการณ์ดนตรีระดับโลกของปาร์ตี้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผู้ร่วมงานกว่า 2 หมื่นคน และ Heineken Pop-Up City Lounge ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 2557 โดยนำเสนอซิตี้เลานจ์สุดล้ำจากแคมเปญระดับโลกของไฮเนเก้น ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเหนือใคร ทั้งในด้านดีไซน์ อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งดนตรีระดับพรีเมียมตามแบบฉบับของไฮเนเก้น

“ถามว่าการเป็นผู้หญิงหรือการทำงานในวงการแอลกอฮอล์ เป็นข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ มั้ย ไม่นะคะ เพราะไม่ว่าสินค้าประเภทไหนก็มีกรอบที่จำกัดเหมือนกัน เพียงแต่สำหรับสินค้าแอลกอฮอล์ในบ้านเรา อาจมีกฎระเบียบ รายละเอียดบางอย่างที่เราต้องศึกษาให้ดี โชคดีที่ไฮเนเก้นเป็นแบรนด์ที่มีหลักจริยธรรม (Code Of Conduct) ในการทำธุรกิจชัดเจน ทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างไม่กดดัน ที่สำคัญการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การบรรยายถึงสรรพคุณของสินค้าเท่านั้น แต่เราพาแบรนด์ไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้

กับการได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานกับแบรนด์ระดับโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจ ส่วนในอนาคตจะมองหาแบรนด์ที่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมอีกหรือไม่ เราไม่ปิดกั้น มาถึงวันนี้ ถ้ามองย้อนกลับไป เซอร์ไพรส์ตัวเองเหมือนกันนะ ที่เรามาไกลจากจุดเริ่มต้น เราอาศัยความรู้และประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิตมาใช้กับงาน อย่างที่บอกเราเป็นเด็กกิจกรรมมาตลอด คือ เราไม่ได้มองว่าเรียนไม่สำคัญ การเรียนในห้องเรียนก็สำคัญ เพราะเป็นการปูพื้นฐานสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเปิดโลกเปิดประสบการณ์ให้ตัวเอง จะทำให้เราได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน”

ทุกวันนี้ ไข่ตุ๋นในฐานะคุณแม่ลูกหนึ่ง บอกว่า เธอยังมีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิต ถ้ามีเวลาว่างจากการทำงาน เธอชอบไปกิน เที่ยว ดื่ม เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ เวลาว่างที่เหลือยังชอบออกกำลังกาย พาตัวเองไปลองสิ่งใหม่ๆ

“วิธีใช้ชีวิตและทำงานให้มีความสุขของเรานั้นไม่ยากเลย แค่ทำช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น” ผู้บริหารสาวกล่าวทิ้งท้าย

 

ลาร์ส ชมิดท์ ส่งเสริมแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498605

ลาร์ส ชมิดท์ ส่งเสริมแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

โดย…ภาดนุ

 

หนุ่มมาดเท่วัย 30 ต้นๆ ลาร์ส ชมิดท์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย โทมัส ซาโบ (Thomas Sabo) ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เครื่องประดับชื่อดังสัญชาติเยอรมัน นอกจากหน้าตาจะหล่อแล้ว เขายังมีแนวคิดที่น่าสนใจและมีจุดมุ่งหมายการบริหารแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

“แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดย โทมัส ซาโบ ซึ่งเมื่อตอนที่เขายังหนุ่มๆ เขาชอบออกเดินทางไปทั่วโลกและชอบเสาะหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ จากทั่วโลก ก่อนนำแรงบันดาลใจมาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเครื่องประดับ

แบรนด์นี้มีความหลากหลายและไม่เหมือนใคร เพราะเป็นเครื่องประดับที่สวมใส่ได้ทั้งหญิงและชาย รวมทั้งนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ในหลายๆ โอกาส แม้ชิ้นงานจะไม่มีโลโก้ของแบรนด์อยู่บนตัวเครื่องประดับ หากสื่อความเป็นโทมัส ซาโบ ได้เป็นอย่างดีในตัวชิ้นงาน

โทมัส ซาโบ มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากตัวแบรนด์มีรากฐานมาจากตัวเจ้าของแบรนด์ซึ่งมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน ทุ่มเทในสิ่งที่เขาหลงใหล สนุกสนาน ทั้งยังมีความกบฏอยู่ในตัวเองอีกด้วย ดังนั้นนิสัยและมุมมองทั้งหมดของเขาจึงสื่อไปถึงตัวแบรนด์ซึ่งมีดีเอ็นเอของเขาอยู่เต็มเปี่ยม”

ลาร์สเสริมว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ โทมัส ซาโบ แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ก็คือ การใส่ใจในรายละเอียด “เครื่องประดับทุกชิ้นที่เราผลิตนั้นล้วนทำด้วยมือทั้งหมด นั่นเป็นสิ่งที่เราภูมิใจเป็นพิเศษ นอกจากเรื่องคุณภาพที่รับประกันได้แล้ว เครื่องประดับทุกชิ้นยังมีสัญลักษณ์และความหมายพิเศษต่างกันออกไปในแต่ละชิ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น สัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อแบรนด์เป็นพิเศษ รวมไปถึงชิ้นงานอย่างแหวนรุ่น Falcon ซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่ง เป็นต้น

เหตุผลที่แบรนด์โทมัส ซาโบ เลือกมาเปิดแฟล็กชิปสโตร์ขึ้นที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอนอย่างเป็นทางการในเมืองไทย นั่นก็เพราะประเทศไทยมีความหมายต่อแบรนด์ของเราเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อตอนที่คุณซาโบยังหนุ่มนั้นเขาได้เดินทางบ่อยมากๆ และเมืองไทยก็เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของเขาเลยก็ว่าได้ เขาชอบในเรื่องของวัฒนธรรมความเป็นไทย ทำให้ยังคงเดินทางมาที่นี่บ่อยๆ อย่างน้อยปีละครั้ง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเปิดแฟล็กชิปสโตร์ขึ้นที่นี่

ถึงแม้ว่าแบรนด์จะมีจุดเริ่มต้นในแถบยุโรปก็ตาม แต่เราก็คิดว่าพร้อมแล้วที่จะเปิดตลาดและขยายแบรนด์ไปยังทวีปอื่นๆ ดูบ้าง ดังนั้นในเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา เราจึงพยายามมุ่งเน้นในการขยายตลาดและการเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกของเราในการรุกตลาดเอเชีย เราจึงรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาเปิดร้านอย่างเป็นทางการที่เมืองไทย”

ในฐานะเซลส์ไดเรกเตอร์ในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก เขาคิดว่าความท้าทายสำหรับตัวเขาเองก็คือ การยกระดับแบรนด์โทมัส ซาโบ ให้ก้าวไปอีกขั้น และทำทุกวิถีทางเพื่อให้แบรนด์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จักของลูกค้าในแถบเอเชียภายใน 3-5 ปีข้างหน้าอีกด้วย ซึ่งเขาหวังว่าโทมัส ซาโบ จะสามารถเป็นผู้นำตลาดทางด้านสินค้าเครื่องประดับดีไซน์ใหม่ได้ในเร็ววัน

“อย่างสินค้าในคอลเลกชั่นล่าสุดของ โทมัส ซาโบ เราต้องการที่จะสื่อถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมผ่านการใช้ลวดลายต่างๆ ฉะนั้นในคอลเลกชั่นนี้จะเห็นถึงการรวมกันของไอเท็มในโทนสีทั้งอุ่นและเย็น รวมไปถึงเส้นสายเชิงกราฟฟิกที่ตัดกันอย่างลงตัวกับลวดลายโค้งเว้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของดอกไม้ ซึ่งคอลเลกชั่นล่าสุดนี้จะสื่อให้เห็นถึงความหลากหลายในตัวแบรนด์และการดึงแรงบันดาลใจต่างๆ มาใช้อย่างเต็มที่

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า โทมัส ซาโบ เหมาะสำหรับแฟชั่นนิสต้าเมืองไทยมากทีเดียว เพราะด้วยสภาพอากาศที่อบอ้าวและร้อนซะเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนจึงไม่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชิ้นเพื่อสื่อถึงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้ คงไม่มีใครใส่เสื้อแจ็กเกตหนังมาเดินบนท้องถนนในกรุงเทพฯ หรอกใช่มั้ย (หัวเราะ) คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาว ก็แต่งตัวสบายๆ ด้วยกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดทั่วไป แต่หากคุณเพิ่มเครื่องประดับเข้าไปในลุคเรียบๆ นั้นสักหน่อย คุณก็สามารถที่จะยกระดับสไตล์ของตัวเองให้เก๋ไก๋ขึ้นมาได้”

ลาร์ส บอกว่า สำหรับในประเทศไทยแล้วเขาหวังว่าแบรนด์โทมัส ซาโบ น่าจะเติบโตและไปได้ดี เพราะจากผลสำรวจที่ผ่านมา ก็ถือว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีในระดับหนึ่งจากบรรดาแฟนคลับของโทมัส ซาโบในเมืองไทย ที่ชื่นชอบสินค้าของแบรนด์อยู่แล้ว จึงทำให้ผู้บริหารมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ๆ ที่เรานำมาเสนอในแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกนี้ จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถเปิดร้านในทำเลใหม่ๆ ในเมืองไทยเพิ่มขึ้นได้อีกแน่นอน

ก่อนจากกันผู้บริหารหนุ่มหล่อทิ้งท้ายว่า นอกจากทำงานแล้ว ในช่วงเวลาว่างสิ่งที่เขาชอบมากๆ เลยก็คือการเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เพราะนอกจากจะได้ไปพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังให้กับตัวเองแล้ว ยังได้ไปพบเห็นและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ อีกด้วย การเดินทางจึงถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างไอเดียและแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวันและการทำงานให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

 

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ เปลี่ยน…ให้ชีวิตดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 16:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498491

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ เปลี่ยน...ให้ชีวิตดีขึ้น

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เป็นเรื่องน่าภูมิใจที่ผู้หญิงไทยเรามีโอกาสเจริญเติบโตทางหน้าที่การงานได้ไม่แพ้ผู้ชายในองค์กรขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะในแวดวงการเงินก็มีให้เห็นหนาตาขึ้นทุกวัน วันนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้บริหารหญิงคนเก่งของธนาคารทหารไทย หรือ TMB มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ดูแลทางด้านบัตรเครดิตและเดบิตของธนาคาร ที่เข้ามาร่วมงานกับธนาคารทหารไทยมานานเกือบ 4 ปี

เธอมีประสบการณ์และผลงานในสายงานการสร้างแบรนด์ การตลาด และการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร  เธอทำงานด้านการตลาดมานานกว่า 20 ปี เริ่มต้นการทำงานด้านการตลาดกับบริษัท พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล (Procter & Gamble) โดยประจำสำนักงานที่ประเทศไทยและสำนักงานส่วนภูมิภาคที่สิงคโปร์ ตำแหน่งสุดท้ายคือ Country Marketing Manager ดูแลรับผิดชอบการตลาดผลิตภัณฑ์ P&G ในประเทศไทย

ก่อนจะผันตัวเองเข้าทำงานกับบริษัทประกันชีวิต อลิอันซ์ อยุธยา (Allianz Ayudhya) ที่มีหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักเป็นบริษัทชั้นนำทางการเงินของโลกอย่างอลิอันซ์ โดยรับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ดูแลรับผิดชอบการสร้างแบรนด์ การประชาสัมพันธ์ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม การตลาดผลิตภัณฑ์ การตลาดเพื่อสนับสนุนช่องทางการขาย และการสื่อสารการตลาดผ่านดิจิทัล

เธอบอกว่า ในยุคนับจากนี้ต่อไปเทคโนโลยีด้านการเงินจะมีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นทุกที ทุกคนต้องอยู่ในโลกดิจิทัล รวมทั้งรัฐบาลเองก็ประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 ทางธนาคารเองก็เตรียมแผนรองรับนโยบายนี้อย่างเต็มรูปแบบ

เนื่องจากรัฐบาลเองก็มีการกระตุ้นไม่ให้คนไทยใช้เงินสด เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในการผลิตธนบัตรและเหรียญ โดยจะให้ลดการถือเงินสดลงไปเรื่อยๆ การทำธุรกรรมทางการเงินจะใช้ในรูปแบบของการโอนต่างๆ หรือบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่งต่างประเทศในแถบยุโรปและอเมริกานั้นเขาทำกันมานานแล้ว คือต่อไปนี้มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวคนเราก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือนมีธนาคารส่วนตัว และใช้เทคโนโลยีในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด ทุกคนจึงต้องเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น

ตัวเธอเองทำงานด้านการตลาดมาตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคมาตลอดเวลา เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมาตลอด ตั้งแต่ยุคฟรีทีวีที่มีอิทธิพลมากที่สุด จนขณะนี้ที่มาเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่แทบจะไม่ดูทีวีกันแล้ว เขาเสพและสื่อสารทุกอย่างผ่านโลกดิจิทัล การรับสื่อเปลี่ยนแปลงออกไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม หัวใจของการตลาดก็ยังคงเหมือนเดิม ก็คือต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ และต้องแบ่งแยกย่อยกลุ่มลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น มองในมุมของลูกค้าให้มากขึ้น หลักการก็คือยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหนก็ตาม ถ้าเข้าใจ เข้าถึง ก็จะเจอว่าลูกค้าคือใคร อยู่ที่ไหน แล้วจึงออกผลิตภัณฑ์มาให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ลูกค้าไม่ชอบวุ่นวายนั่งเขียนใบฝากใบถอน เบื่อหน่ายในการเสียค่าธรรมเนียมยุบยิบ ลูกค้าไม่เข้าใจว่าทำไมโอนข้ามเขตต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม

“เราจึงเป็นธนาคารแรกที่ไม่ต้องเขียนใบฝากถอนหน้าเคาน์เตอร์ ไม่เสียค่าธรรมเนียมข้ามเขต หรือโอนต่างธนาคาร การรับเงินคืนเมื่อใช้บัตรกดเงินสดไม่เสียค่าธรรมเนียม หรือการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ก็ฟรีค่าธรรมเนียม ซึ่งยอดการใช้จ่ายพวกนี้รวมๆ กันแล้วเดือนหนึ่งก็ร่วมพันบาท  เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ เพิ่มความสะดวก และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากที่สุด ยิ่งธุรกิจบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูงมากๆ ผู้บริโภคคนหนึ่งๆ มักจะถือบัตรเครดิตกันคนละ 2-4 ใบ ดังนั้นทุกธนาคารจึงต้องหากลยุทธ์ว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าหยิบบัตรเครดิตของธนาคารเราเป็นใบแรก เป็นบัตรที่อยู่ในใจลูกค้าเสมอ ซึ่งการแข่งขันนั้นดุเดือดขึ้นทุกวัน” เธอกล่าวอย่างจริงจัง

ในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่ได้ถึง 27% และตั้งเป้าการเติบโตปีนี้ที่ 40% แม้ธุรกิจบัตรเครดิตจะมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แต่ประโยชน์จะตกเป็นของผู้บริโภคมากที่สุด เพราะจะมีโปรโมชั่นใหม่ๆ มาให้เลือกเสมอ โดยล่าสุดบัตรทีเอ็มบีก็ออกโปรโมชั่น ผ่อน 0% นาน 3 เดือน ทุกรายการทุกวงเงินที่ใช้ทันที รวมทั้งแต้มสะสม 1 แต้ม ทุก 10 บาท ขณะที่บัตรอื่นต้อง 25 บาท 1 แต้ม เรียกว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์มากที่สุดทั้งบัญชีเพื่อใช้และเพื่อการออม  รวมทั้งส่งเสริมเรื่องการออมด้วยการให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงแบบไม่มีขั้นต่ำและไม่กำหนดเวลา

“ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุดก็คือ บัตรเครดิตทีเอ็มบีสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียม ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่มักไม่มีโปรโมชั่นผ่อนชำระ 0% เหมือนกับร้านค้าออฟไลน์ ดังนั้น บัตรเครดิตทีเอ็มบีและบริการทีเอ็มบี โซกู๊ด จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างลงตัว เพราะทุกการใช้จ่ายออนไลน์ ลูกค้าสามารถเลือกรายการที่ต้องการผ่อนชำระโดยไร้ดอกเบี้ยได้ด้วยตนเอง”

นี่เป็นสิ่งที่เธอต้องคิดเพื่อลูกค้า การตลาดเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าโลกหรือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้บริโภคต้องมาเป็นที่หนึ่งเสมอ ถือเป็นเรื่องสนุกที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ไม่หยุดนิ่ง ต้องแยกแยะบัตรให้มีความหลากหลาย ให้สิทธิประโยชน์ที่ตรงใจผู้บริโภคครบทุกกลุ่มเป้าหมาย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน

ทางด้านหลักการทำงาน เธอบอกว่า “ต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะทำตลาดสินค้าอะไรก็ตาม รวมทั้งผู้บริหารที่ดีควรทำให้เป็นแบบอย่างที่ดีของลูกน้อง รับฟังข้อมูลทุกด้าน ให้ความสำคัญกับทีมงาน และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ส่งเสริมลูกน้องให้พัฒนายิ่งขึ้นไป”

เธอมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้ ก็ยังคงทำงานทางด้านการตลาดต่อไป เพราะเป็นสายงานที่รักและมีความถนัด หากได้ทำงานที่รักที่ชอบก็จะมีความสุขกับการทำงานและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าไปทำงานที่ไม่ถูกใจ

สำหรับแม่แบบในการทำงานของเธอก็คือเจ้านายเก่าที่ P&G คุณอรพิม มิลินทสูต ที่เป็นนักการตลาดที่เก่งและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารที่ดูแลภูมิภาคของ P&G แม้จะเป็นเจ้านายที่ดุ ทำงานด้วยยาก แต่ก็สอนและให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกน้องเสมอ

เธอเป็นแบบฉบับของผู้หญิงยุคนี้ ที่ Work Hard and Play Hard เวลางานคือทุ่มเทเต็มที่ แต่เมื่อพักเธอจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวในที่แปลกใหม่ที่ไปยากๆ และลุย อย่างทริปล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเธอไปดูแสงเหนือที่ประเทศรัสเซีย ในขณะที่อุณหภูมิติดลบถึง 30 องศา ซึ่งเธอจะเดินทางไปกับเพื่อนขาลุยกันเอง หรือการเดินทางไปทิเบต ผ่านเมืองลาซา ไปเบสแคมป์ที่เอเวอเรสต์ ที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเลถึง 5,800 ฟุต

โดยเธอจะเดินทางปีละ 2 ครั้ง ปลายปีนี้เธอตั้งใจจะเดินทางกลับไปดูแสงเหนืออีกครั้ง เพราะถือว่าเป็นการชาร์จแบตและให้รางวัลตัวเอง  เนื่องจากการเดินทางสำหรับเธอคือการสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เธอคิดว่าคนเราควรใช้ชีวิตให้มีความหลากหลายแง่มุม เพราะโลกคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

ก่อนหน้านี้เธอมักจะเขียนเรื่องท่องเที่ยวไปลงตามนิตยสารต่างๆ บ้าง เพราะชอบเขียนและมีงานอดิเรกคือการถ่ายรูป แต่ช่วงหลังการเขียนเรื่องท่องเที่ยวลดน้อยลงไปมาก เหลือเพียงการถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว ถือได้ว่าการถ่ายรูปคืองานอดิเรกของเธอ

นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ สอนวิชา Advance Marketing Communications (Marketing PR) ให้แก่นิสิตชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท มาตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปัจจุบัน

ทางด้านการศึกษานั้น เธอจบการศึกษา ปริญญาโทด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ประกาศนียบัตรวิชาชีพการตลาดขั้นสูงจาก The Chartered Institute of Marketing ประเทศอังกฤษ ปริญญาตรีเกียรตินิยม จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

 

พระเมรุมาศ จากคติความเชื่อสู่ศูนย์รวมงานช่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501552

พระเมรุมาศ จากคติความเชื่อสู่ศูนย์รวมงานช่าง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คติการสร้างพระเมรุมาศ พระเมรุ ตามโบราณราชประเพณีของไทย ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดการปกครองแบบเทวนิยม เพื่อใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง การสร้างพระเมรุมาศเป็นงานใหญ่ ซึ่งจากหลักฐานพงศาวดารสมัยอยุธยา มีการกล่าวถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพและการสร้างพระเมรุเรื่อยมาตามลำดับ แสดงถึงอำนาจและความเจริญถึงขีดสุดของราชอาณาจักรอยุธยาตอนปลายได้สืบทอดต่อเป็นแบบแผนให้กับพระราชพิธีในสมัยรัตนโกสินทร์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ แต่เริ่มเปลี่ยนแปลงตัดทอนในรัชกาลที่ 5 ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการกำหนดจัดการพระบรมศพของพระองค์ไว้ก่อนเสด็จสวรรคตหลายประการเป็นต้นว่า ให้สร้างพระเมรุมาศมีขนาดเล็กเพียงพอแก่ถวายพระเพลิงได้ มิให้สูงถึง 2 เส้นดังแต่กาลก่อน ครั้นรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบันทึกตัดทอนการปลูกสร้างพระเมรุมาศและการบำเพ็ญพระราชกุศลของพระองค์ลงอีกหลายประการ งานพระเมรุจึงลดขนาดลงนับตั้งแต่นั้นมา

ดังนั้น คนไทยในรัชกาลที่ 9 ได้เห็นการสร้างพระเมรุมาศ พระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง ครั้งแล้วครั้งเล่าในยุคสมัยเรา งานถวายพระเพลิงจะมี “ขนาดและรูปแบบ” งดงามวิจิตรก็จะแตกต่างกันตามยุคสมัย เป็นงานสร้างสรรค์ตามแรงบันดาลใจของช่าง โดยยึดคติโบราณที่สืบทอดกันมาเป็นแบบแผน

 

คติหลักของการสร้างพระเมรุคือเป็นการจำลองภาพเขาพระสุเมรุ ทั้งในด้านความสูงและองค์ประกอบรายรอบ ทิวเขาสัตบริภัณฑ์ ดินแดนของท้าวเทพ อสูร ครุฑ นาค และป่าหิมพานต์อันเป็นที่อยู่ของวิทยาธรและคนธรรพ์ กินนร และสัตว์หิมพานต์ต่างๆ ส่วนทิศทั้ง 4 ของพระเมรุเปรียบเสมือนทวีปทั้ง 4 ที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ อันได้แก่ บุพพวิเทหทวีป อุดรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป

คติจักรวาล มาสู่การออกแบบงานสถาปัตยกรรม ตามความเชื่อของพุทธและพราหมณ์ ที่ว่าเขาพระสุเมรุคือศูนย์กลางของจักรวาล เขาไกรลาสที่ประทับของพระอิศวรเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในนั้น โดยการจัดสร้างพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้รวมวิชาช่างสรรพศิลป์ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรม ไว้ในพระเมรุฯ

อารักษ์ สังหิตกุล อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ให้ข้อมูลไว้ในเอกสารประกอบในกิจกรรมพิพิธเสวนา ครั้งที่ 4 เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” โดยสังเขปว่า พระเมรุมาศเป็นสิ่งก่อสร้างชั่วคราวที่ใช้งานเฉพาะเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง มีความมั่นคงแข็งแรง สามารถรื้อถอนออกได้ง่ายเมื่อเสร็จพระราชพิธี ดังนั้นแนวคิดเรื่องของโครงสร้างอาคารและส่วนตกแต่งสถาปัตยกรรมย่อมเป็นไปตามลักษณะงานเฉพาะสำหรับงานก่อสร้างพระเมรุมาศที่สามารถรื้อถอนออกได้ง่ายเช่นกัน

 

สำหรับโครงสร้างพระเมรุมาศ มีวิวัฒนาการปรับปรุงตามสภาพและชนิดของวัสดุ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ และขณะเดียวกันทรัพยากรป่าไม้ลดลงจึงมีการปรับลดการใช้ไม้ ซึ่งแต่เดิมเป็นวัสดุการก่อสร้างหลักของการก่อสร้างพระเมรุมาศเป็นวัสดุอื่นแทน เช่น เหล็ก เหล็กรูปพรรณ ไม้อัด วัสดุซีเมนต์ ซีเมนต์บอร์ด กระเบื้องหลังคาโลหะ การหล่อลวดลายประดับต่างๆ ด้วยเรซิน (Rasin) แทนการใช้ไม้ฉลุ เป็นต้น

โครงสร้างพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีการปรับเปลี่ยนเป็นโครงสร้างเหล็กรูปพรรณทั้งหมด ซึ่งการประกอบเหล็กรูปพรรณเป็นโครงสร้างใช้วิธียึดติดกันด้วยสลักเกลียวและแป้นเกลียว (Bolt & Nut) ส่วนโครงสร้างพระที่นั่งทรงธรรมใช้วิธีการต่อเชื่อมด้วยไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงสร้างพระเมรุมาศย่อมขึ้นอยู่กับรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นหลัก นอกจากนี้โครงสร้างพระเมรุมาศจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ยังขึ้นอยู่กับการกำหนดน้ำหนักเพื่อการใช้สอยอีกด้วย

ก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน ให้ข้อมูลพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ว่า เป็นพระเมรุทรงบุษบก 9 ยอดบนชั้นฐานชาลาย่อมุมไม้สิบสอง วางผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 60 เมตร สูง 50.49 เมตร

 

โครงสร้างเป็นเหล็กแบบยึดนอตด้วยฐานราก องค์พระเมรุมาศปิดผิวประดับด้วยไม้อัด กรุกระดาษทองย่นตกแต่งลวดลายและเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีเทวดาเชิญฉัตรและบังแทรก มีองค์มหาเทพ 5 พระองค์ คือ พระพิฆเนศวร พระอินทร์ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ รายรอบพระเมรุมาศชั้นลาน อุตราวรรตมีสระอโนดาตทั้งสี่ทิศ มีน้ำไหลจากสัตว์มงคลประจำทิศ สู่สระอโนดาต ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์

บุษบกประธานผังพื้นอาคารเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ชั้นฐานเป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เชิงบาตร ชั้นที่หนึ่งเป็นชั้นครุฑยุดนาค เชิงบาตรชั้นที่สองเป็นชั้นเทพพนม เครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนเจ็ดชั้น บนยอดสุดปักนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)

โถงกลางภายในเป็นที่ประดิษฐานพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศ ติดตั้งฉากบังเพลิงทั้งสี่ทิศ เขียนรูปพระนารายณ์อวตารในปางต่างๆ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดตั้งลิฟต์ที่ชั้นฐานชาลาแต่ละชั้น ทางด้านทิศเหนือของพระเมรุมาศ มีสะพานเกรินสำหรับใช้เป็นที่เคลื่อนพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ

 

ภูมิทัศน์บริเวณด้านหน้าทางเข้ามณฑลพิธีด้านทิศเหนือและทิศใต้ แนวคิดในการจัดสะท้อนให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยนำพืชพรรณและเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เนื่องมาจากพระราชดำริ พรรณไม้ภายนอกรั้วราชวัตรนำมาจากพรรณไม้ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริต่างๆ เช่น พันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก ภายในรั้วราชวัตรวางแนวคิดในการเลือกพรรณไม้ที่สะท้อนถึงสรวงสวรรค์ตามคติโบราณและพรรณไม้สีเหลือง ขาว เพื่อสื่อถึงวันพระราชสมภพ

ลักษณะพระเมรุมาศพิเศษสุดนี้ แสดงศิลปกรรมล้ำเลิศเฉลิมพระบารมียิ่งใหญ่ไพศาล พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ดำริรงสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดถึง 70 ปี และยังสถิตอยู่ในหัวใจของชาวไทยนิจนิรันดร

 

ภาวะเครียดในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501357

ภาวะเครียดในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องรู้

โดย…วรธาร ภาพ อีพีเอ

อย่าคิดว่าผู้ใหญ่เท่านั้นที่เครียดเป็น เด็กก็เครียดได้เช่นกัน แต่บริบทความเครียดของผู้ใหญ่กับเด็กอาจต่างกัน ผู้ใหญ่สามารถบรรยายความรู้สึกความคิดตัวเองได้ เนื่องจากมีความเข้าใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ แต่ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีพัฒนาการทางภาษาไม่ดีพอ ยังไม่มีความเข้าใจ และไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้

พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจากศูนย์การแพทย์สตรีและเด็กนวบุตร ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) กล่าวว่า เวลาที่เด็กเครียดเด็กอาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมต่างๆ เช่น ดื้อ ต่อต้าน ก้าวร้าวมากขึ้น ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ ฝันร้าย มีปัญหาการกิน พัฒนาการถดถอย อะไรที่เคยทำได้ก็กลับทำไม่ได้ ติดแม่มากขึ้น บางคนมีกัดเล็บ ดึงผมตัวเอง ไม่ยอมไปโรงเรียน เด็กที่โตขึ้นมาหน่อย อาจมีทั้งอาการทางกายที่กล่าวมา หรือการเรียนตกลง มีปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อน บางคนอาจติดเพื่อนมากขึ้น มีปัญหากับพ่อแม่ทะเลาะกันมากขึ้น

“เด็กบางคนติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต เนื่องจากต้องการหลีกหนีจากความเครียดในใจ เรียกได้ว่าความเครียดในใจทำให้เกิดการแสดงออกได้หลากหลาย เด็กที่เครียดอาจแสดงออกด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ไปตรวจมาทุกที่หมอก็บอกว่าไม่พบสาเหตุชัดเจน” พญ.เบญจพร กล่าว

พญ.เบญจพร กล่าวต่อว่า อีกอย่างที่อาจต่างจากผู้ใหญ่คือสาเหตุของความเครียด ในเด็กส่วนใหญ่มักเกี่ยวเนื่องกับการเรียน หรือการพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ต้องปรับตัว เช่น เข้าโรงเรียน ย้ายบ้าน พ่อแม่เลิกรากัน การสูญเสียคนหรือสัตว์เลี้ยงที่รัก ภัยอันตรายที่มาคุกคาม หรืออาจเกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดคนรอบข้าง ที่บ้าน ที่โรงเรียน เด็กบางคนที่มีพื้นอารมณ์แบบที่มีความวิตกกังวลได้ง่าย ไวต่อการกระตุ้น มีความอ่อนไหว ก็อาจมีความเครียดได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่นที่ไม่คิดอะไรมาก

“การเลี้ยงของพ่อแม่ที่ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น เช่น ความคาดหวังที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงจนกลายเป็นกดดันลูก พ่อแม่ที่มีความเครียดก็จะส่งผลให้เด็กเครียดด้วย นอกจากนั้นความเครียดที่เกิดจากโรงเรียน เช่น ครูไม่เข้าใจเด็ก เพื่อนแกล้ง เด็กไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน และที่พบบ่อยในปัจจุบันคือความเครียดจากการเรียน เช่น การบ้านที่มากเกินไป การแข่งขันในเรื่องเรียน การสอบต่างๆ ยิ่งบวกกับเด็กบางคนที่พ่อแม่จริงจังเรื่องเรียนมาก ต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ทั้งของครูไม่ใช่เรื่องง่าย”

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวว่า เด็กเครียดได้ตั้งแต่ยังเล็กหากมีสิ่งมากระตุ้นให้เกิดความเครียด อย่างเด็กทารกที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนใกล้ชิด เช่น เวลาหิวหรือขับถ่าย ร้องไห้งอแงก็ไม่มีคนสนใจ หรือเด็กเล็กที่อาจยังไม่รู้ความแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง เสียงที่ดัง ทีท่าที่น่ากลัว ก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกเด็กได้ถึงแม้เขายังไม่รู้เรื่องก็ตาม

“ความเครียดของเด็กจะส่งผลกระทบถึงร่างกายและจิตใจ รวมถึงพัฒนาการการเรียนรู้ต่างๆ อาจทำให้เกิดอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดอาการทางจิตใจ เช่น นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ รับประทานได้น้อยลง ความเครียดเรื้อรังอาจส่งผลกระทบถึงการเจริญพัฒนาของเซลล์ประสาทในสมอง หรือทำให้เกิดการเจ็บป่วย อาจส่งผลถึงการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน และสัมพันธภาพกับคนรอบข้างเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้”

คนเราทุกคนมีความเครียดได้เป็นปกติ เด็กก็เหมือนกัน ความเครียดที่เหมาะสมเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกระทำให้ได้ผลอย่างที่ตั้งใจ แต่ถ้าความเครียดเรื้อรังยาวนานจะมีผลกระทบต่อตัวเด็กและคนรอบข้าง เช่น การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน คงต้องมีแนวทางในการจัดการ

“วิธีลดความเครียดในเด็กทำได้ค่ะ ก่อนอื่นต้องหาสาเหตุที่ทำให้เด็กเครียดและแก้ที่สาเหตุนั้น ที่สำคัญพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความเข้าใจ ยอมรับเด็กในตัวตนของเด็กโดยไม่สร้างความคาดหวังที่กลายเป็นความกดดันจนเกินไป เด็กควรมีวิธีการจัดการกับความเครียดได้อย่างสร้างสรรค์ เช่น ได้เล่นกีฬาที่ชอบ อ่านหนังสือ เล่นสนุกกับเพื่อนตามความเหมาะสม ฯลฯ แต่ถ้าจัดการความเครียดไม่ได้ พ่อแม่สามารถพาไปพบกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อรับการประเมินหาแนวทางดูแลช่วยเหลือได้ค่ะ” พญ.เบญจพร ทิ้งท้าย

 

ลด ละ เลิก พฤติกรรมละลายเงินชีวิตคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501356

ลด ละ เลิก พฤติกรรมละลายเงินชีวิตคู่

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ เอพี

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเก็บเงินอยู่ก็คือพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เอื้อต่อการบริหารเงิน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตคู่จะพบว่าพฤติกรรมการใช้เงินของคุณและคู่ครองอาจจะเป็นปัญหาของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

เช่น ฝ่ายชายนิยมซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เข้าบ้าน ส่วนผู้หญิงก็นิยมซื้อเครื่องสำอาง กระเป๋ารองเท้า ดูแล้วก็เป็นเรื่องปกติ แต่จะไม่ปกติก็คือมีการซื้อบ่อยครั้งและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาความสั่นคลอนในชีวิตคู่ของครอบครัว

เพราะเรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตแต่งงานที่มีความสุข หลายท่านอาจจะบอกว่าการมีความรักและความเข้าใจต่อกันสำคัญกว่าเรื่องเงิน แต่ลองนึกภาพชีวิตคู่ในยามที่คนหนึ่งตกงานเงินใช้ต่อเดือนหายไปเกินครึ่ง แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังใช้เงินราวกับมีเงินเหลือใช้มากมาย จนไม่เหลือใช้ถึงปลายเดือน ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น

ดังนั้น เงินจึงเป็นได้ทั้งสิ่งเติมเต็มและสิ่งทำลายชีวิตคู่ได้หากบริหารจัดการไม่เป็น หากต้องการใช้ชีวิตคู่ที่ยืนยาว นอกจากความรักเป็นสิ่งพื้นฐานแล้ว ยังต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการเงินทั้งคู่อีกด้วย ลองสำรวจดูสิว่าชีวิตคู่ของคุณมีพฤติกรรมการใช้เงินแบบนี้หรือไม่

1.ซื้อของแบรนด์เนม

สำรวจดูว่าทั้งคุณและคู่ครองซื้อสินค้าเหล่านี้บ่อยแค่ไหน โดยปกติแล้วของใช้ เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า จะเปลี่ยนตามความสึกหรอในการใช้งาน แต่หากคุณซื้อเปลี่ยนใหม่ทั้งที่ของเดิมยังมีสภาพที่ดี และซื้อสินค้าไปตามเทรนด์ แสดงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่อาจจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ทางสังคมมากเกินไป ใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ากับตัวเองอย่างแท้จริง

2.ใช้เงินบำบัดอารมณ์

มีบางพฤติกรรมที่เราใช้เงินเพื่อควบคุมคนอื่น และบรรเทาอาการเสพติดของตัวเอง ลองสำรวจดูว่าเวลาที่คุณเครียด คุณชอบที่จะเดินซื้อสินค้าราคาแพงแล้วบอกกับตัวเองว่าให้เป็นรางวัลชีวิตบ่อยแค่ไหน ถ้าช่วงเวลาอยู่ราวๆ 2 ครั้ง/ปี ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีของให้ตัวเองทุกเดือน คุณอาจจะเสพติดวัตถุนิยมมากเกินไป

อีกอาการหนึ่งคือใช้เงินเพื่อควบคุมคนอื่นๆ เช่น อาการซื้อของแบรนด์เนมราคาแพงเพื่อข่มคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มเล่นกล้องมือใหม่มักจะซื้อกล้องราคาแพง เลนส์เกรดมือโปร เพื่อให้รู้ว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น หรือผู้หญิงบางคนอาจจะชอบอวดกระเป๋าใหม่กดดันให้เพื่อนๆ ในกลุ่มต้องถอยกระเป๋าใหม่ตามเพื่อไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากัน อาการเหล่านี้คือการเสพติดทางวัตถุ ใช้เงินเพื่อบำบัดอารมณ์ส่วนตัว มากกว่าให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงๆ

3.คนหนึ่งเก็บ คนหนึ่งจ่าย

เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตคู่ หากจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีนิสัยชอบเก็บเงิน แต่อีกฝ่ายชอบใช้เงิน คู่ครองที่มีนิสัยช่างวิตกกังวล มักจะประหยัดอดออมเพื่ออนาคต แต่อีกฝ่ายที่ชอบใช้เงินมักจะใช้เหตุผลว่าเป็นสิ่งของจำเป็นต้องใช้ และยกความดีของสิ่งนั้นๆ ขึ้นมาจูงใจ แต่เมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายเก็บเงินต้องการใช้เงินซื้อของที่จำเป็นต้องใช้บ้าง ก็มักจะถูกอีกฝ่ายขัดคอว่าใช้เงินไปซื้ออย่างอื่นดีกว่าไหม

ปัญหาในกรณีนี้อาจเกิดจากการที่เราไม่พูดคุยเรื่องเงินกับคู่ครอง และอาจเป็นไปได้ว่าคู่ครองอาจจะเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีการเรียนรู้เรื่องการหางานเสริม และการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทำให้ความมั่นคงเดียวที่เขาหรือเธอคิดว่าดีคือการมีบ้านและรถบ่งบอกฐานะที่มั่นคง ทั้งที่จริงแล้วสถานะทางการเงินออมและสภาพคล่องรายเดือนต่างหากคือสิ่งสำคัญกว่าเรื่องวัตถุ

หากคิดว่าคุณหรือคู่ครองเข้าข่ายใดข่ายหนึ่งใน 3 ข้อนี้ ขั้นแรกต้องรู้จักการสื่อสารปรับความเข้าใจในสถานะทางการเงินที่แท้จริงของครอบครัว ปรับแนวทางในการใช้เงินให้ตระหนักว่าเงินที่หามาได้ทั้งคู่คือสิ่งที่สามารถสร้างครอบครัว สร้างความสุขร่วมกันในอนาคต ดังนั้นการจะใช้เงินเพื่อสิ่งใดก็แล้วแต่ให้คำนึงถึงความจำเป็นให้มาก และควรให้เกียรติในการตัดสินใจของอีกฝ่าย หากการซื้อสินค้าคือสิ่งจำเป็นสำหรับเขาหรือเธอจริงๆ

 

พินัยกรรม ทำเลย! ไม่ต้องรอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501355

พินัยกรรม ทำเลย! ไม่ต้องรอ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพจากภาพยนตร์ แรงปรารถนาวาระสุดท้าย A Year without Love (Un Ano sin amor), สมาคมบ้านปันรัก

ใกล้ความตายหรือคือพินัยกรรม จ่อกันเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก หากใกล้กันเพียงนี้ก็หลายคนที่ “คว้า” ไว้ไม่ทัน ความปรารถนาสุดท้ายของผู้ตายอย่าให้มลายไปพร้อมกับปรลัย เสียชีวิตเสียก่อนทำพินัยกรรมคือเสียทีที่คิด เสียทีที่หวัง อีกสร้างความวุ่นวายหลังตายชนิดว่าคิดไม่หวาดคาดไม่ไหว โธ่! รู้งี้ทำเสียดีกว่า… พินัยกรรม

ในมุมของนักกฎหมายและนักวิชาการ พูดตรงกันว่าทำเลย ไม่ต้องรอ และไม่ต้องพะวง หรือกลัวจนเกินเหตุ ไม่ใช่ว่า ทำพินัยกรรมแล้วจะไม่ตาย แต่เป็นหลักประกันว่า ความปรารถนาของผู้ตายจะเป็นจริง ตรงกันข้าม หากเพียงคิดการสิ่งใดเก็บไว้แต่ในอก ไม่ถ่ายทอดเจตจำนงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ที่เรียกว่า พินัยกรรม อาจจะกลายเป็นความต้องการที่ต้องคำสาป เพราะมิอาจเป็นจริง

ประโยชน์คนตายและคนเป็น

“สมาคมบ้านปันรัก” จัดเสวนาขึ้นเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา “สูงวัยจากไป มรดกตกที่ใคร” ขอมองในมุมพินัยกรรมทำแล้วไม่มีเหตุให้เสียใจ ยกมาจากเวทีเป็นย่อส่วน ประโยชน์เห็นเป็นไปทั้งสองโลก คือโลกคนตายและโลกคนเป็น

เจษฎา อนุจารี ทนายความ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิชาการบัญชี และกรรมการบริหารองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะประเทศไทย เล่าว่า มรดกมองในมุมของกฎหมาย คือภาระหน้าที่ที่คนทุกคนต้องบริหารจัดการ จัดการเร็วดีกว่าจัดการช้า จัดการช้าดีกว่าไม่จัดการเลย ทำไมถึงต้องจัดการ ก็เพราะถ้าไม่ ความยุ่งขิงจะกระโดดเข้ามา ผลลัพธ์คือศึกสายเลือด และความเป็นไปประการต่างๆ ที่ผู้ตายไม่ประสงค์

“พินัยกรรมไม่จำเป็นต้องรอให้สูงวัย บริหารจัดการแต่เนิ่นๆ ถือว่าดีที่สุด” เจษฎากล่าว

ตามกฎหมายแล้ว การทำพินัยกรรมมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 เรื่องพินัยกรรม ระบุว่า กรณีเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกจะตกไปยังทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ได้แก่ผู้สืบสันดาน 6 ลำดับ คือ

1.ลูก หลาน เหลน โหลน ลื้อ

2.บิดามารดา

3.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

4.พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน

5.ปู่ย่าตายาย

6.ลุงป้าน้าอา

กรณีไม่มีผู้สืบสันดานและไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดิน

นั่นหมายความว่า พินัยกรรมถือหลักเจตนารมณ์ผู้วายชนม์ กรณีไม่ได้ทำ จึงตกแก่ทายาทโดยธรรมทั้งหก ข้อควรคิดก็คือ เจตนาของเจ้าทรัพย์ประสงค์จะให้ทรัพย์ตกแก่ทายาทตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องรีบทำพินัยกรรมเสียก่อนตาย

“จะให้ใครเท่าไรอย่างไรเป็นสิทธิขาดของเจ้ามรดกเพียงผู้เดียว ให้มากให้น้อยหรือไม่ให้เลยก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญต้องทำขณะที่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าทำขณะเจ็บป่วย อาจถูกตีความว่านิติกรรมไม่สมบูรณ์ ถูกแย้งหรือเสียไปได้” เจษฎากล่าว

ชนิดของพินัยกรรม

เจษฎากล่าวว่า พินัยกรรมมีทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ

1.พินัยกรรมแบบธรรมดา

ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยาน 2 คนพร้อมกัน พยานนั้นต้องลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือด้วย ขูดลบต่อเติมเปลี่ยนแปลงไม่ได้เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำขึ้น

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

ต้องทำเป็นเอกสาร เขียนด้วยลายมือตัวเองทั้งฉบับ จะพิมพ์ไม่ได้ ต้องลงวันเดือนปีขณะที่ทำขึ้น ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือเครื่องหมายอื่นมิได้ ไม่จำเป็นต้องมีพยาน

3.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารเมือง

เป็นการทำโดยให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเป็นผู้ดำเนินการ ผู้ทำพินัยกรรมและพยาน 2 คนลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน เก็บไว้ที่เจ้ามรดก 1 ฉบับ เก็บไว้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอนั้นๆ 1 ฉบับ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต ลูกหลานจึงนำใบรับมาขอเปิดพินัยกรรม

4.พินัยกรรมทำแบบเอกสารลับ

ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม และลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น จากนั้นนำไปแสดงต่อนายอำเภอและพยาน 2 คน นายอำเภอประทับตราประจำตำแหน่งแล้วผู้ทำพินัยกรรม พยานและนายอำเภอลงลายมือชื่อพร้อมกันบนซองนั้น

5.พินัยกรรมทำด้วยวาจา

ต้องมีพฤติการณ์พิเศษเป็นเหตุให้ไม่สามารถทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ ถือเป็นพินัยกรรมฉุกเฉินที่ทำในภาวะสงคราม หรือมีอาการเจ็บป่วยใกล้ตายเท่านั้น ผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาต่อพยาน 2 คน ซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น

พยานทั้งสองโดยไม่ชักช้า ต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอในพื้นที่ ผู้บัญชาการทหารหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลนั้นๆ ให้นายอำเภอ ผู้บัญชาการทหารหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลจดข้อความที่พยานแจ้ง และให้ลงลายมือชื่อไว้

สมเจตนาผู้วายชนม์

เจษฎาเล่าว่า พินัยกรรมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ถ้ายังไม่ตายและหากต้องการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมก็ทำได้ ทรัพย์สมบัติเป็นของใคร ก็ผู้นั้นย่อมถือเป็นสิทธิที่จะให้หรือมอบแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ส่วนที่ว่าทำแล้วควรบอกทายาทผู้รับไว้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคนแต่ละครอบครัว บางคนได้มากบางคนได้น้อยหรือบางคนไม่ได้เลย ไม่รู้เลยอาจดีกว่าหรือไม่ก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญคือต้องมีคนรู้ว่าพินัยกรรมทำขึ้นและเก็บไว้ที่ใด

“พินัยกรรมทำแล้วต้องมีคนรู้ ต้องมีพยานรู้เห็น โดยอาจจะรู้หรือไม่รู้ข้อความในพินัยกรรมหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าเก็บที่ไหน เช่น บอกลูกหลานไว้ว่าถ้าเราตายลงก็ให้ไปรับเอกสารพินัยกรรมที่อำเภอ หรือให้ไปรับกับใคร เช่น ผู้ใหญ่ที่นับถือ ญาติ ทนายความ”

ส่วนใหญ่กลัวทำพินัยกรรมแล้วจะมีเรื่อง เจษฎากล่าวว่า ทำพินัยกรรมแล้วมีเรื่องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับลูกหลานของเราเอง ไม่ได้อยู่ที่พินัยกรรม การทำพินัยกรรมไม่ต้องรอว่าสูงอายุ ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท ทำเลยขณะมีสติสัมปชัญญะ เพื่อป้องกันปัญหาความวุ่นวายเมื่อเสียชีวิต ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งของทายาท ขณะเดียวกันก็ป้องกันการปลอมแปลงเอกสารของบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมผู้สูงวัย และนายกสมาคมบ้านปันรัก มองในมุมนักวิชาการว่า การประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยภาษีมรดก ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ก.พ. 2559) นั้น อาจส่งผลให้เกิดการมอบทรัพย์มรดกแก่ทายาทในเวลาที่ไม่ควร

“หลายคนอยากประหยัดค่าภาษี ไม่อยากจ่ายภาษี จึงเลี่ยงด้วยการมอบทรัพย์ให้แก่ทายาท ใช้วิธีเฉลี่ยทรัพย์เป็นรายปี เพื่อไม่ให้ถึงเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีในแต่ละปี วิธีนี้แม้จะประหยัดค่าภาษีได้ แต่คิดหรือไม่ว่า จะเป็นโทษต่อลูกหลานที่รับมอบทรัพย์ไปก่อนวัยอันควร”

ทั้งที่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ แต่ต้องรับทรัพย์ไปปีละ 20 ล้านอันเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะไม่ต้องเสียภาษีรับให้ ดร.วีรณัฐให้ความเห็นว่า น่ากังวลว่าทรัพย์นั้น จะกลายเป็นพิษภัยที่ย้อนกลับมาสู่ตัวบุตรหลาน หรือตัวพ่อแม่เอง เพราะทรัพย์คืออำนาจ มีผลต่อพฤติกรรม ความคิดความสำนึก อีกยังขัดต่อหลักพุทธธรรมที่ระบุไว้ถึงทิศ 6 ที่ว่า พ่อแม่มีหน้าที่ในการแบ่งทรัพย์ในเวลาอันควร

“คำว่าควรหรือไม่ควร พึงใคร่ครวญให้รอบคอบ ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ และผู้ทำพินัยกรรมทุกคน”

The Last Will ความปรารถนาสุดท้ายก่อนความตายจะมาพราก ทำเสียก่อนความตายจะมาพรากไปจริงๆ คนเราข้ามฝั่งไปแล้วไปเลย ไม่อาจหวนคืนกลับ ข้ามแล้วข้ามเลย ตายแล้วตายเลยแบบนั้นเอง ทำแล้วไม่เสียใจ จะเสียใจก็เพราะไม่ทำ

อ่านบทความนี้จบลง จงทำเลยนะ…พินัยกรรม

พินัยกรรมทำเองแบบง่ายๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำพินัยกรรมระบุว่า การเขียนพินัยกรรมไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีคุณสมบัติ 2 ข้อ คือ 1.มีอายุครบ 15 ปีขึ้นไป 2.ศาลไม่ได้มีคำสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ พินัยกรรมมีหลายชนิดอย่างที่กล่าว เลือกทำแบบใดก็ได้ แต่สะดวกที่สุดและง่ายที่สุด รวมทั้งปลอมแปลงยากที่สุดคือ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

เหมาะสำหรับการสั่งเสียที่ไม่สลับซับซ้อน ตรองแล้วว่าทายาทหรือผู้รับมรดกมีจำนวนไม่มาก ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีทรัพย์สินมากมายอะไรนัก ข้อดีคือ สามารถเขียนที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้แล้วแต่ความพอใจ ไม่จำเป็นต้องมีพยานร่วมรับรู้ คนจะปลอมก็ปลอมยากเพราะต้องปลอมลายมือทั้งฉบับ ไม่ใช่ปลอมแค่ลายเซ็น

ข้อเสียคือ ทำแล้วเก็บไว้กับตัว ลืมแจ้งไว้กับใคร หากผู้ทำพินัยกรรมเกิดเสียชีวิตลงกะทันหัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าจบแค่นั้น เพราะไม่มีใครล่วงรู้ พินัยกรรมสูญค่าไปเปล่าๆ สรุปว่า ทำแล้วบอกใครไว้สักคนหรือหลายคน

พินัยกรรมแบบเขียนเอง เขียนตามสะดวกและตามสบาย เพียงขอให้มีข้อความระบุเกี่ยวกับสถานที่ที่ทำ วันเดือนปีที่ทำ ข้าพเจ้า(ชื่อ) ขอทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตาย หากข้าพเจ้าสิ้นชีวิตลง ขอให้มรดกตกแก่บุคคลดังต่อไปนี้ จะให้ใครอย่างไรก็ว่าไป ก่อนลงลายมือชื่อ ระบุท้ายความว่า ขณะทำนิติกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน ขอกำหนดไว้เพื่อมีผลเมื่อสิ้นชีวิต แล้วลงลายมือชื่อ

 

ซักผ้าวันฝนตกอย่างไรให้ไร้กลิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501179

ซักผ้าวันฝนตกอย่างไรให้ไร้กลิ่น

ในช่วงที่สายฝนโปรยปรายแบบนี้ นอกจากปัญหารถติดที่ทำให้หลายคนปวดหัวแล้ว ปัญหากวนใจที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอ คือเรื่องของเสื้อผ้าที่ตากแล้วชื้น มีกลิ่นอับ ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปด้วยคำแนะนำดีๆ จากน่ารู้คู่บ้าน โดยเทสโก้ โลตัส

1.ทำความสะอาดผ้าในส่วนที่เปื้อนก่อนซักจริง การซักผ้าในเครื่องซักผ้าไม่ได้หมายความว่าเสื้อผ้าจะสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุม เราจึงควรตรวจดูคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าแต่ละชิ้นเพื่อทำความสะอาดคราบเปื้อนนั้นๆ ก่อนนำเข้าเครื่องซักผ้า เช่น ส่วนใต้วงแขน ปกเสื้อ หรือจุดที่เปื้อนคราบสกปรก

2.ห้ามนำผ้าเปียกชื้นใส่ถุงซักผ้า หากผ้าตัวนั้นเปียกชื้น แม้ว่าจะเป็นผ้าที่ต้องใส่ถุงซักผ้าก็ตาม ห้ามนำใส่ถุงแล้วเอาไปซักรวมเลยทันที เพราะจะทำให้ผ้าตัวอื่นๆ เหม็นอับตามไปด้วย ทางที่ดีควรตากให้แห้งก่อนใส่ถุงซักผ้าและจึงนำไปซักรวมกับผ้าชิ้นอื่นๆ

3.อย่าซักผ้าจำนวนมากในเครื่องซักผ้า ไม่ว่าเวลาในแต่ละวันจะมีน้อยหรือเร่งรีบแค่ไหน ก็ไม่ควรนำผ้าจำนวนมากใส่ในเครื่องซักผ้าทีเดียว นอกจากเครื่องจะรับไม่ไหวแล้วผ้ายังสะอาดไม่ทั่วถึง แถมสิ่งที่ได้ตามมาคือกลิ่นอับที่ยากจะแก้ไข แนะนำว่าควรจะแยกผ้าและแบ่งปริมาณให้พอเหมาะกับขนาดของเครื่อง

4.ตากผ้าเลยทันทีเมื่อซักเสร็จ เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนว่าซักเสร็จแล้ว อย่ามัวแต่ชะล่าใจ เพราะหากปล่อยไว้นานๆ ผ้าก็จะเริ่มเหม็นอับจนถึงขั้นต้องซักใหม่อีกรอบ ฉะนั้นเมื่อเสร็จรีบนำมาแขวนตากทันที ผ้าที่เปียกจะได้แห้งไวๆ

5.ทำราวตากในบ้าน หลายคนคงแทบอยากร้องไห้เพราะการไม่มีที่ตากผ้า ยิ่งหากผ้ายังไม่แห้งแล้วเอามากองๆ รวมกันยิ่งทำให้กลิ่นอับตามมาติดๆ แนะนำว่าให้ทำราวตากผ้าในบ้าน เอาแบบที่เคลื่อนที่ได้ก็จะยิ่งดีมาก พอฝนหยุดจะได้รีบเคลื่อนออกไปตากด้านนอก

6.เครื่องอบผ้าช่วยลดกลิ่นอับและทำให้ผ้าแห้ง หากใครมีเวลาไม่มาก ในการแก้ไขปัญหาเรื่องของเสื้อผ้าที่เหม็นอับ แนะนำให้หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงบนเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จ จากนั้นก็นำเข้าไปอบในเครื่องอบผ้า ต่อให้ฝนจะตกติดต่อกันยาวนานแค่ไหน แต่ผ้าของเราก็ยังจะสะอาดหอมไร้กลิ่นอับ ไม่ต่างจากการตากให้โดนแดดเลย

 

7 คำถามถามใจ พร้อมเป็นเจ้านายตัวเองไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/501178

7 คำถามถามใจ พร้อมเป็นเจ้านายตัวเองไหม

จริงหรือไม่ที่การเป็นเจ้าของธุรกิจน่ะพูดง่ายกว่าลงมือทำ ความเข้าใจว่าเราจะได้เป็นเจ้านายตัวเอง มีอิสระ สามารถจัดการเวลาชีวิตแบบที่ต้องการได้ และที่สำคัญคือได้เงินเยอะ ดึงดูดคนมากมายให้หันมาทำกิจการของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่างต้องผ่านอุปสรรคมากมายกว่าที่เราคิดไว้ ข้อเท็จจริงที่ว่า 8 ใน 10 ของธุรกิจมักจะล้มเหลวในช่วงปีแรกชี้ให้เห็นความจริง 2 อย่าง นั่นคือการก่อตั้งบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักธุรกิจ ดังนั้น ก่อนจะเบนเข็มเข้ามาในวงการนี้ ลองตั้งคำถามจากเว็บไซต์ Inc.com เหล่านี้กับตัวเอง แล้วตรึกตรองดูว่าเราเหมาะกับการเป็นเจ้านายตัวเองแล้วจริงๆ

พร้อมทำงานแบบไม่มีเงินเดือนหรือยัง สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดคือ การทำธุรกิจของตัวเองทำให้เราได้ค่าเหนื่อยมากกว่าเป็นพนักงานประจำ แม้ว่าความเข้าใจผิดนี้อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ในช่วงเริ่มต้นกิจการของคุณจะยังไม่สร้างรายได้ และเมื่อมีรายรับเข้ามาแล้ว คุณจะต้องนำกำไรที่ได้มาไปลงทุนต่อยอดอีกทอดหนึ่งเพื่อขยับขยายขนาดธุรกิจ ทีมงานนิตยสาร Inc แนะนำว่า การเป็นเจ้านายตัวเองต้องโฟกัสที่การเติบโตและการลงทุนต่อยอด

พร้อมนำเงินตัวเองมาลงทุนหรือยัง การทำธุรกิจมีค่าใช้จ่ายมากมาย อาทิ ค่าอาคารสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเว็บโฮสติ้ง เป็นต้น ก่อนเริ่มลงมือเปิดกิจการ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าพร้อมจะนำเงินเก็บส่วนตัวมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ หากมีการระดมทุนจากบุคคลภายนอก นักลงทุนเหล่านี้มักจะดูข้อมูลการลงทุนของเจ้าของกิจการประกอบการตัดสินใจด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าเจ้าของเองยังไม่ลงทุนในธุรกิจของตัวเอง แล้วทำไมนักลงทุนจะต้องร่วมลงทุนด้วย

พร้อมทำงานทุกหน้าที่แล้วหรือยัง ความชอบคือตัวจุดชนวนการทำธุรกิจ ความพร้อมในการปรับตัวและรับหน้าที่ใหม่ๆ คือตัวขับเคลื่อน เจ้าของธุรกิจจะต้องสวมหมวกหลายใบไปพร้อมๆ กัน เช่น เจ้าหน้าที่บัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบริการลูกค้า ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้า

กล้าไล่พนักงานออกไหม แน่นอนว่าการไล่พนักงานออกเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและลำบากใจ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าของกิจการจะต้องเตรียมใจให้พร้อมในกรณีที่ต้องพูดคุยเรื่องเคร่งเครียดนี้กับพนักงาน รวมถึงการต่อรองเงินเดือน ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ

มีความอดทนเพียงพอไหม การทำธุรกิจถือเป็นการทดสอบความอดทนอย่างหนึ่ง บางคนต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปีกว่าจะได้รับงานจากลูกค้ารายแรก การทำธุรกิจไม่มีสูตรลับรวยเร็ว แต่จะต้องใช้ทั้งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าและความมุ่งมั่นทุ่มเทในระยะยาว โดย คริสโตเฟอร์ ไอแซค สโตน หรือ บิซ สโตน นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ เคยกล่าวไว้ว่า “กาลเวลา ความมานะอุตสาหะ และการลองผิดลองถูกนับสิบปี สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณดูเหมือนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน”

มีความมุ่งมั่นมากพอไหม การเป็นเจ้าของกิจการต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอ กิจการประเภทนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณจะต้องใช้พลังในตัวคุณขับเคลื่อนธุรกิจ

ทนแรงกดดันจากคนรอบข้างได้ไหม การทำธุรกิจของตัวเองจะต้องเอาจริงเอาจังและอาจเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับคนรอบข้าง อาทิ ฉันจะออกไปพบปะเพื่อนฝูงที่ร้านอาหารหรือทำงานต่ออีก 2-3 ชม.ดีนะ เพื่อนๆ อาจจะไม่เข้าใจและพยายามกดดันให้คุณออกมาพบ ในที่สุดคุณจะได้เรียนรู้ศิลปะการปฏิเสธไปโดยปริยาย

ภาพ : www.publishyouraricles.net