คำสารภาพของอดีตผู้ต้องขัง ผมไม่เห็นพระจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498229

คำสารภาพของอดีตผู้ต้องขัง ผมไม่เห็นพระจันทร์

โดย…มัลลิกา

“กำลังใจ คำนี้เป็นคำไม่หรูหรา ไม่ยุ่งยาก แต่ลึกซึ้ง เป็นคำพูดที่พูดกับใครก็เข้าใจและรู้สึกดี ทุกคนจะต้องผ่านวันเวลาที่ยากลำบาก รู้สึกท้อ ห่อเหี่ยว ทำอะไรก็ไม่มีใครรัก ทำอะไรก็ไม่มีใครเห็นว่าดี

คิดว่าผู้ต้องขังที่ก้าวพลาดไปก็อยู่ในภาวะนี้ คือถูกตราหน้าว่า เป็นคนผิด ต้องอยู่ในที่ซึ่งถูกกำจัดเสรีภาพ ดูอย่างไรก็ไม่ดี ยิ่งผู้ต้องขังรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง รู้สึกในทางลบกับตัวเอง ก็จะรู้สึกในทางลบต่อสังคมไปด้วย

การให้กำลังใจไม่ใช่การเข้าข้างตนเอง หรือลืมความผิดพลาดของตนเอง แต่ต้องนำความผิดพลาดนั้น กลับมาทบทวนเพื่อจะได้แก้ไข ไม่กลับไปทำผิดพลาดอีก ซึ่งต้องการกำลังใจที่เกิดขึ้นในตัวเองก่อน และถ้าสังคม ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ให้โอกาส ให้กำลังใจ ก็สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งที่ดีได้”

พระดำรัส พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

โครงการกำลังใจเป็นโครงการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ก่อตั้งเมื่อปี 2549 และเมื่อปี 2559 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน ที่โครงการกำลังใจ ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำผู้ต้องขังชายที่เข้ารับการอบรมเศรษฐกิจพอเพียงตามโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำของเรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย เข้าศึกษาดูงานโครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ 52 ไร่ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มชาวเขา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ตัวแทนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และผู้พ้นโทษที่ผ่านการพัฒนาทางเลือก

หนึ่งในผู้ต้องขัง มีนักโทษชาย ชื่อ “วีรภาพ กันแก้ว”

6 ปี 16 เดือน 15 วัน…

สิ้นคำตัดสิน น้ำตาท่วมในอกจนทะลักออกมาผ่านนัยน์ตา ความรู้สึกมึนชา เหมือนถูกจับโยนหมุนเคว้งกลางอากาศ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของยาบ้าที่ยังหลงเหลืออยู่ในประสาทหรือไม่ แต่เขาก็ไม่อยากได้คำตอบใดๆ อีกแล้ว เพราะทั้งหูทั้งตาอื้ออึงไปหมด

ทว่า เสียงเดียวที่ได้ยินชัดคนเดียว คือเสียงสะอื้น เพราะความรู้สึก “ไม่อยากเข้าคุก”

“กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น หน้าหนาวหนาวจัด หน้าร้อนร้อนมาก” วีรภาพเปิดใจถึงความทรงจำที่อยู่ในเรือนจำ

เรือนจำกลางเชียงราย คือทัณฑสถานที่ วีรภาพ กันแก้ว ต้องเข้าอยู่

ภาพวันแรกที่เดินเข้าไปในคุกยังฝังใจ “ที่นอนแออัด น้ำใช้ต้องแย่งกัน คนเยอะ มีอย่างเดียวที่เป็นของเรา คืออากาศหายใจ อย่างจะลุกเข้าห้องน้ำกลับมาไม่มีที่นอนแล้ว

ช่วงแรกผมนอนหลับเพราะมีฤทธิ์ยาบ้าอยู่ พอผ่านมาสักอาทิตย์เริ่มคิดว่า จะอยู่ได้ไหม เราต้องตายแน่ ถามคนอื่นในคุกคดีอย่างเรากี่ปี ความเครียดเกิดขึ้น คิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะกลัว ถ้าติดนานออกไปตอนอายุ 50 จะไปทำอะไร ความคิดตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการอภัยโทษเลย”

“ผมไม่เห็นพระจันทร์”

บทเรียนหลังกำแพงสูงตระหง่าน ทำให้วีรภาพตระหนักได้ว่า ความรักจากครอบครัวสำคัญยิ่งนัก “เพื่อนบางคนไม่มีใครมาเยี่ยมเลย บางคนไม่มีญาติ บางคนมีแต่ก็อายที่ลูกที่น้องติดคุกไม่มาหาตัดขาด ผมโชคดีที่มีแม่ ผมทำให้แม่อายคนในหมู่บ้าน ผมเสียใจมาก แต่แม่ก็มาเยี่ยมตลอด เอาเงินให้ผมใช้

กินไม่อิ่ม ถ้าไม่ญาติเอาของกินมาฝาก ไม่มีเงินซื้อจากร้านข้างในก็ลำบาก แต่ผมมีแม่กับพี่สาวให้เงิน 5,000 บาททุกเดือน ติดคุกแล้วยังลำบากเขาหาเงินให้ใช้อีก ตอนผมอยู่ข้างนอกยังไม่เคยให้เขาขนาดนี้เลย

ในคุกมันไม่ได้โหดร้ายมาก ในหนังที่เราเห็นๆ กันมันก็มีจริง แต่ไม่เว่อร์ขนาดนั้น แต่ชีวิตในคุกมันต่างจากข้างนอกสิ้นเชิง ไม่มีอิสระ เพราะมีนักโทษเป็นพันคนเจ้าหน้าที่มีไม่กี่สิบ เขาจึงต้องมีกฎเข้มงวด

ช่วงแรกๆ ผมนับวันตลอดว่า ผ่านมากี่วันแล้ว จนหลังๆ ไม่นับแล้ว ยิ่งนับยิ่งทุกข์ทรมาน ก็เล่นกีฬา หาช่วยงาน ให้ถึงเย็นแล้วสว่างไปวันๆ หาอะไรทำ ไม่อยู่คนเดียว

2 ปีแรกผมไม่เห็นพระจันทร์ เพราะก่อน 6 โมงเย็น ทุกคนต้องขึ้นตึกนอน แต่หลังจากนั้นมาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ผมจึงได้เห็นพระจันทร์บ้าง”

มุมมืดของชีวิต

“ผมโดนล่อซื้อยา ตอนนั้นที่ตัวมี 20 เม็ด ไปค้นที่บ้านเจออีก 30 เม็ด เจอข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองและจำหน่าย” วีรภาพค่อยๆ เล่าเรื่องราวในอดีต ที่เขาได้ก้าวผิดพลาด ทุกเหตุการณ์กลับมาแจ่มชัด ฉายซ้ำอีกครั้ง

“ตอนปี 2550 ผมขายเย็นตาโฟที่ตลาดโต้รุ่ง ได้ทุนจากพี่สาว ซื้อน้ำซอสมาจากกรุงเทพฯ อร่อยมาก แตกต่างจากที่มี ลูกค้าเยอะ แต่ภาระน้ำซอสแพงต้นทุนค่าขนส่งก็สูง ขายดีแต่ไม่คุ้ม

ตอนปี 2552 ก่อนนั้นเคยใช้ยามาบ้าง แต่เหตุการณ์ที่เข้าสู่วงจร มีเด็กเดินของติดเงินผมห้าร้อย เขาใช้มาเป็นยา 10 เม็ด ผมก็นำไปขายต่อ ได้กำไรก็เกิดความโลภ แล้วคนที่เราขายให้ก็มาขอซื้ออีก เราก็เลยไปเอามาขาย ก็ได้กำไรเท่าหนึ่ง ความเหนื่อยไม่มี ความกลัวตอนนั้นไม่คิด เพราะไม่เคยมีคดีอะไรติดตัว

ขายด้วย เสพด้วย สังคมเริ่มแคบลง เพื่อนน้อย เลิกกับแฟน เพราะยาบ้านี่แหละ แฟนรับไม่ได้ อารมณ์เราเปลี่ยน ชีวิตประจำวันเปลี่ยน ยาอยู่กับเราจาก 20 เม็ด เป็นร้อย เป็นสองร้อย ขายเยอะ หนักเข้าก็เสพเยอะ มีเงินเยอะก็ใช้เยอะ เราหลอน อารมณ์รุนแรง คิดอะไรทำเลย มีทะเลาะตบตีแฟนบ้าง ควบคุมตัวเองไม่ได้

ทิ้งร้านให้คนอื่นดู เราใช้ชีวิตไปวันๆ มีเงินก็ใช้หมดไป ไม่ได้มีบ้าน มีรถ ตอนขายเย็นตาโฟมีเงินให้แม่ ขายยาได้เยอะกว่าแต่ไม่มีเงินให้แม่ ตอนนั้นแม่รู้ร้องไห้ ขอให้เลิก แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรเลย แม่ พี่สาวเสียน้ำตาหมด ผมไม่สนใจ ออกไปเช่าโรงแรมอยู่ จนผมถูกล่อซื้อ”

3 ปี 11 เดือน 20 วัน อิสระที่หายไป

“ผมเรียกเรือนจำว่า บ้านใหญ่ ความทรงจำดีๆ ไม่ค่อยมี แต่โชคดีที่บ้านใหญ่มีหลายแดน แดน 5 คือแดนแรก เป็นแดนปรับตัว แดน 3 ระหว่างยังไม่ตัดสิน แดน 2 เป็นนักโทษเด็ดขาด ผมโชคดีได้ช่วยงานอยู่แดนแรกจนถึง 3 ปีนิดๆ

ตอนนั้นช่วยเป็นพวกจัดเลี้ยง กองงานโรงเลี้ยง ตักแกง ตักข้าว คอยบริการพวกนักโทษ อยู่กองงานเกือบ 2 ปี ได้เปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นผู้ช่วยงานของเจ้าหน้าที่ ช่วยดูแลนักโทษมาใหม่ ฝึกระเบียบแถว เป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เราทำเองแต่ต้องได้รับคำสั่ง

พออยู่ไปเรื่อยๆ เริ่มปรับตัว ในเรือนจำมีเรียนธรรมะ ผมก็เอาตรงนั้นมาช่วยปลง ผมเรียนจบนักธรรมตรีในเรือนจำ อยู่มาวันหนึ่งมีหนังสือเวียนสมัครโครงการกำลังใจ เกณฑ์คัดนักโทษชั้นเยี่ยม ผมเข้าข่ายเลยลองสมัครมา ตอนนั้นคิดแค่ว่า อยากพ้นกำแพงสูงๆ”

วีรภาพเข้ารวมโครงการกำลังใจ ในปี 2558 เป็นรุ่นที่ 6 ณ เรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาได้รับพระราชทานอภัยโทษ 2 ครั้ง เหลือจำนวนที่ต้องถูกจองจำเพียง 2 ปีกว่า

“กิจกรรมในดอยรางมีปลูกผัก เลี้ยงไก่ ปลูกข้าว ทำน้ำหมักอินทรีย์ ปั้นกระถาง มีหลายอย่างให้ทำ ความรู้สึกอิสระ ดีกว่าที่เก่า แม่มาเยี่ยมได้บ่อยขึ้น มันแตกต่างกันมาก อยู่บ้านใหญ่ เวลาญาติมาเยี่ยมมีกระจกกั้น แล้วยกหูโทรศัพท์คุยกัน เห็นแม่อยู่ข้างหน้าแต่สัมผัสไม่ได้ มันปวดร้าวนะครับ แล้วคุยได้ 15 นาที ต้องแยกกันแล้ว

แต่ที่ดอยรางนั่งกินข้าวด้วยกันได้ ผมได้กอดแม่ มันทำให้อบอุ่น ทำให้เรารู้สึกอยากมีชีวิตต่อไป เจ้าหน้าที่อนุญาตให้พาญาติไปดูแปลงผักที่เราปลูก สุขภาพจิตเราดีขึ้น แม่เราก็มีความสุขขึ้น หน้าตาไม่เครียด เหมือนตอนเราอยู่ข้างใน

ผมอยู่ดอยรางประมาณ 10 เดือน เพื่อนเหมือนกระจก แต่ละคนเล่าเรื่องราวให้กันฟัง มีคนที่แย่กว่าเรา บ้านไม่มี มีบ้านไม่มีไฟฟ้า บางคนไม่มีทางเลือก แต่เรามีทางเลือก มีโอกาส มีพี่สาวช่วยเหลือ แต่ยังเลือกทำผิด

ก็คิดได้ว่า ถ้าเราออกไปเรายังไม่เปลี่ยน ถ้าต้องกลับเข้ามาอีกต้องตายในคุกแน่ๆ คิดถึงคุก กำแพงสูงไม่อยากมาอีก ก็ตั้งใจเรียนรู้ต่างๆ รู้การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง มันน่าจะปรับใช้อะไรได้บ้างถ้าออกไป ไปขายก๋วยเตี๋ยวได้ไหม ก็บอกกับกับพี่สาวว่าออกมาจะขายอีกนะ

แล้วผมได้เข้าเฝ้าพระองค์ภา เมื่อเดือน ก.ค. 2559 ผมขนลุกเลย เรามีบุญได้เข้าเฝ้า ได้ฟังสิ่งที่พระองค์พูด ผมเจ็บคอ พระองค์ท่านประทานลูกอมให้ก็เริ่มมีความคิด เราอยู่ตรงนี้จะทำประโยชน์อะไรให้ใครได้ไหม”

ระหว่างที่อยู่เรือนจำชั่วคราวดอยราง วีรภาพได้รับพระราชทานอภัยโทษอีกครั้ง

15 ต.ค. 2559 เขาได้รับอิสรภาพ

อ้อมกอดแม่ คือสิ่งแรกที่เขาปรารถนาและเขาได้สวมกอดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้ว…

5 พ.ค. 2560

“กว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ

ร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจเกิดขึ้นมาได้เพราะพระเมตตาในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงรับฟังจากการที่ผมได้นำเสนอ ในการเข้าร่วมกิจกรรมของพระองค์ท่าน ณ โครงการพัฒนาดอยตุง เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2559 ผมกราบทูลพระองค์ท่านไปว่า เมื่อจบการอบรมในโครงการของพระองค์ท่านแล้ว ผมจะออกมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ

ในโครงการอบรมของพระองค์ท่าน ได้มีการนำเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชามาสอน ซึ่งทำให้ผมได้คิด ได้ไตร่ตรอง และวางแผนการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าเดิมมากๆ

เมื่อผมจบโครงการอบรมของพระองค์ท่าน ผมได้ออกมาทำตามที่กราบทูล ไว้ ซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งในพระองค์ท่านมาก ได้อ่านพระดำรัสท่าน ฟังสิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งให้กับผมและเพื่อนๆ ในวันดังกล่าวแล้ว ผมคิดว่าเป็นบุญของผม

ดังนั้น เมื่อผมอบรมเสร็จผมมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ใน อ.แม่จัน และต่อมาผมได้รับพระเมตตาจากพระองค์ท่านอีกครั้ง โดยพระองค์ท่านได้ให้พระสหายคือ คุณปาล์ม และคุณแทน (เจ้าของก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร กรุงเทพฯ) มาให้คำแนะนำผมและช่วยเหลือผมในหลายๆ อย่าง

รวมทั้งได้รับการช่วยเหลือจากพี่โครงการกำลังใจด้วย โดยผมปวารณาตัวว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม และรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดไป”

วีรภาพ กันแก้ว ได้กลั่นความคิดออกมาเป็นตัวอักษร แล้วได้ผนึกไว้ข้างผนังร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ ตามชื่อโครงการที่ได้ชุบชีวิต เปิดประตูให้เขาได้ค้นพบแสงสว่างที่จะนำพาชีวิตก้าวต่อไป นับจากหันหลังให้เรือนจำ ไปใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนทั่วไป คำตีตราว่าเป็นนักโทษได้สิ้นสุดลงแล้ว

เขาได้ทำตามที่ตั้งเจตนาไว้ เปิดร้านเย็นตาโฟครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ก่อนที่จะย้ายทำเล มาอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลแม่จัน จ.เชียงราย และได้ฤกษ์เปิดเมื่อวันที่ 5 พ.ค. โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาเป็นองค์ประธานเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ

“ผมรู้สึกปีติที่สุดในชีวิต จำได้ว่าชามที่สองพระองค์ทรงสั่งหมี่เหลืองเย็นตาโฟแห้ง ชามแรกผมจำไม่ได้ ผมตื่นเต้นมาก มือที่จับตะกร้อลวกเส้นสั่นไปหมด ผมยังคิดว่าผมฝันอยู่เลย แล้วพระองค์ยังประทานเงินให้ผมเป็นทุนอีก และยังให้พระสหายให้คำแนะนำผมเกี่ยวกับการจัดการร้าน เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตผม”

ร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจเปิดเวลา 07.00-15.00 น. หยุดวันอาทิตย์ วีรภาพเล่าว่า วันหนึ่งสามารถทำกำไรได้ประมาณ 1,000-2,000 บาท ลูกค้ามาพอเห็นป้ายที่ติดอยู่ในร้านว่ามี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาร้านนี้และทราบว่าเขาเคยติดคุกมาก่อน หลายคนก็ให้กำลังใจ และแสดงความยินดีที่เขาสามารถกลับตัวกลับใจได้

วีรภาพภูมิใจกับสูตรเย็นตาโฟที่สามารถมัดใจลูกค้าให้กลับมาเป็นขาประจำได้ “ผมแกะสูตรจากข้างขวด ลองผิดลองถูก ทำทิ้งหลายรอบ ชิมกันเองจนได้รสชาติที่ใกล้เคียงกับตอนซื้อน้ำซอส แล้วก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใส ผมก็ใช้มะนาวสด ต้องเป็นมะนาวแป้นเท่านั้น เพราะมีกลิ่นหอมเตะจมูก บีบสดๆ ชามต่อชาม ถั่วแม่ก็ตื่นมาคั่วเอง พริกป่นก็ซื้อจากเจ้าที่ทำใหม่ตลอด ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใสขายได้วันละประมาณ 100 ชาม”

นับจากวันที่พ้นคุก เขาถามแม่กับพี่สาวว่า “อายไหมที่เขาติดคุก” หากแต่อ้อมกอดที่ให้กลับมาแทนเสียงก็เป็นคำตอบที่ทำให้เขาแช่มชื่นหัวใจ ประจวบกับเพื่อนบ้าน หรือลูกค้า ไม่มีใครเคยทำท่าทางรังเกียจที่เขาเคยต้องโทษมาก่อน สิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นกำลังใจให้เขามีพลังในการใช้ชีวิตให้อยู่ในครรลองที่ถูกที่ควร

“ผมเคยคิดผิดทำผิดมาแล้ว ก็ได้บทเรียนกับตัวเอง คนเราต้องเริ่มจากความคิดก่อน อย่าคิดไม่ดี อย่าอยากรวยทางลัด คนเราเหงื่อไม่ไหลได้ตังค์ไม่มีหรอก เราได้เงินสุจริตเราจะสบายใจ ไม่ได้ร่ำรวยแต่มีความสุข เริ่มมีขันติ ความพอเพียง ไม่มีความโลภ ตอนนี้ผมกลัวไม่ได้อยู่กับแม่ ความอยากไม่มีแล้ว

กำลังใจเป็นอะไรที่สำคัญมาก คนไม่เคยขาดอิสระ อาจจะไม่เห็นค่าคำนี้ ผมเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมคนป่วยต้องการกำลังใจ ตอนอยู่ในคุกผมอยากเห็นแต่หน้าแม่ หน้าพี่สาว เพราะพวกเขาเป็นกำลังใจที่ช่วยให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อ”

ตัวเลขที่วีรภาพจดจำได้แม่นยำ ประหนึ่งเป็นการย้ำเตือนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หากสักวันหนึ่ง ตัวเลขพวกนั้นเขาจะค่อยๆ ลืมมันไป ทว่าสิ่งที่เขาจะตระหนักเสมอ คือ “ตัวเลขของเวลา” ที่จะทำให้ทุกนาที ทุกวันมีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

 

งานอดิเรกจากความสนุก แถมพกด้วยรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498085

งานอดิเรกจากความสนุก แถมพกด้วยรายได้เพิ่ม

โดย…บีเซลบับ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

คงมีบางอย่างที่ทำให้ ชญาน์ทัต วงศ์มณี หรือทอฟฟี่ ลาออกจากตำแหน่งคอมมูนิเคชั่นไดเรกเตอร์ บริษัท โอกิลวี่พับลิค รีเลชั่นส์ ที่ทำมาถึง 7 ปี เพื่อมาตั้งต้นใหม่กับธุรกิจที่ต้องเริ่มจากศูนย์ อะไรบางอย่างนั้นเป็นแรงบันดาลใจแก่เขาและอาจเป็นแรงบันดาลใจแก่เรา อะไรบางอย่างที่เขาบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “กราโนลา” มหาสนุก

“สิ่งหนึ่งที่เห็นคือคนทำงานอย่างพวกเรา งานยุ่งจนไม่ได้ดูแลสุขภาพ หลายคนได้เงินมาแต่สุดท้ายเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทน กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ผมคนหนึ่งล่ะที่รู้ซึ้งดี”

เดิมทอฟฟี่เป็นเด็กอ้วน น้ำหนักเกือบแตะ 100 กิโลกรัม วันหนึ่งเดินขึ้นบันไดบ้านแล้วเหนื่อยมาก รู้ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวเอง จากเดิมไม่ออกกำลังกายเลย ไม่กินอาหารสุขภาพ ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่หมด กลายเป็นคนรักสุขภาพที่มีวินัย ครั้งหนึ่งเคยต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจฉุกเฉิน หากฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยผลจากการเอาใจใส่เรื่องสุขภาพนั่นเอง

“ผมจึงตั้งใจว่าอยากจะใช้ชีวิตเพื่อทำให้คนอื่นมีสุขภาพดี อยากเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบตัวหันมาดูแลสุขภาพ”

การดูแลสุขภาพเหมือนการให้รางวัลตัวเองด้วยการเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย  เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ทอฟฟี่สนุกกับการดูแลสุขภาพจนอยากให้คนอื่นสนุกไปกับมันด้วย ทั้งหมดนำมาซึ่งแรงบันดาลใจ ต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจทำอาหารสุขภาพที่อร่อย ท้าทายคนกินให้ไม่เบื่อ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทอฟฟี่ก่อตั้งบริษัทชื่อ อีท แอนด์ อีโมชั่นส์ (Eat & Emotions) โรงงานตั้งอยู่ที่สวนหลวง ผลิตกราโนลาภายใต้แบรนด์  “โอเอ็มจี โอ๊ต มาย กอช!” (OMG Oat My Gosh!) เนรมิตธัญพืชที่ทุกคนเคยคิดว่าหน้าตาเหมือนอาหารนก ให้กลายเป็นงานป๊อปอาร์ต ชนิดว่าสาดไอเดียกันแบบไม่ยั้ง

ลบคำว่าน่าเบื่อออกไปจากอาหารสุขภาพ แล้วแทนที่ด้วยความคิดสร้างสรรค์บวกความอร่อย โอเอ็มจีให้ความสำคัญกับรสชาติ ผู้คิดค้นสูตรกราโนลาคือเชฟขนมหวานแถวหน้าของสหรัฐ ทอดด์-สรดิษ
มธุรตรัย ผู้ที่ครั้งหนึ่งทำงานอยู่ที่ Charlie Trotter’s 1 ใน 5 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในสหรัฐ และร้าน More Cupcakes ที่ชิคาโก ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ร้าน More Cupcakes เป็นผู้สร้างสรรค์สุดยอดเมนู BLT Cupcake (Bacon, Lettuce & Tomato) ที่มีชื่อเสียงมาก

“เมนูนี้ โอปราห์ วินฟรีย์ ได้มาชิมและกลับไปเขียนชื่นชมในนิตยสาร O Magazine ปี 2010 ว่า เป็น 1 ใน 10 สิ่งที่โอปราห์ชื่นชอบที่สุดในปี 2010 โดยเขียนบรรยายว่านี่คือคัพเค้กที่คุณต้องกินให้ได้ก่อนตาย”

เมนูของโอ๊ต มาย กอช! น่าอร่อยแค่ไหนไปดูกันเลย

Skinny Sumo – ได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นจากชาเขียว เพิ่มความหวานมันด้วยไวท์ช็อกโกแลต แครนเบอร์รี่ โกจิเบอร์รี่ ตัดกับความกรอบของอัลมอนด์

Bitchy Bunny – ได้แรงบันดาลใจมาจากอเมริกันแครอตคัพเค้ก คอมฟอร์ทฟู้ดของคนสหรัฐ แครอตเป็นอาหารสุดโปรดของกระต่าย แต่กระต่ายแบบ OMG Oat My Gosh! เป็น Bitchy Bunny บวกด้วยลูกเกด เมล็ดฟักทอง และหอมกลิ่นเครื่องเทศแบบแครอตคัพเค้กด้วย

Dude’s Daydream – หอมกลิ่นลาเวนเดอร์ชวนฝัน นำดอกไม้มาอยู่ในกราโนลาได้อย่างลงตัว ลาเวนเดอร์เป็นดอกไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย เจริญอาหาร ผ่อนคลาย ได้ความหวานกลมกล่อมจากน้ำผึ้งด้วย

Nutty Honeymoon – Salted Honey Almond เปลี่ยนกราโนลาที่เคยหวานด้วยคาราเมล ให้กลายเป็น Salted Caramel แทน และถมด้วยสารพัดถั่วเปลือกแข็งสำหรับคนชอบเคี้ยว

กลุ่มเป้าหมายคือทุกคนที่รักสุขภาพ ส่วนการจัดจำหน่ายจะขายทางออนไลน์และวางจำหน่ายที่ร้านอาหารสุขภาพ บูทีคฟิตเนส รวมทั้งอีเวนต์ด้านสุขภาพต่างๆ คนรักสุขภาพเตรียมพบกราโนลามหาสนุก โอ๊ต มาย กอช! ได้เดือน ส.ค.นี้

 

มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว ก้าวสำคัญของห้องสมุดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498091

มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว ก้าวสำคัญของห้องสมุดไทย

โดย…วรธาร

 

เมื่อพูดถึงห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library ต้องยอมรับว่ามีเสน่ห์ดึงดูดให้คนอยากเข้าไปใช้บริการ แต่ทุกวันนี้ยังมีจำนวนน้อยมาก หากเทียบกับจำนวนห้องสมุดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทว่า จากนี้ไปเชื่อว่าห้องสมุดสีเขียวน่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดทำมาตรฐานและเกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว รวมทั้งได้กำหนดแนวทางการตรวจประเมินห้องสมุดสีเขียว เพื่อให้เป็นแนวทางการพัฒนาและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว

การตรวจประเมินห้องสมุดสีเขียวครั้งแรก และได้ห้องสมุดสีเขียวต้นแบบ 1 แห่ง คือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) รวมทั้งห้องสมุดสีเขียวนำร่องอีก 10 แห่ง รวม 11 แห่ง ประกอบด้วย สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล หอสมุดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโรงเรียนสา จ.น่าน

8 มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว

มาตรฐานห้องสมุดสีเขียวฉบับแรกของประเทศไทยนี้ สำนักหอสมุด มก. ได้ร่วมกับเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว 39 แห่ง และหน่วยงานที่ปรึกษาเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นโดยมีสำนักหอสมุด มก. ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มก. เล่าถึงการจัดทำมาตรฐานขึ้นมาว่า เพื่อให้เป็นเครื่องชี้วัดว่าห้องแบบไหน ทำอย่างไร และมีอะไรบ้าง จึงจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดสีเขียว โดยได้ร่วมจัดทำขึ้นเมื่อปี 2558 เพื่อต้องการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ และทรงเป็นต้นแบบในเรื่องการอ่าน โดยมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2558 อันเป็นเดือนพระราชสมภพของพระองค์ (2 เม.ย.)

เกี่ยวกับมาตรฐานห้องสมุุดสีเขียว ดร.อารีย์ กล่าวว่า มีอยู่ 8 หมวด หมวดแรกคือ หมวดทั่วไป เป็นเรื่องนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนห้องสมุดอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม หมวดที่ 2 โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องอาคาร ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าประหยัดพลังงาน สภาพแวดล้อมและการนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ หมวดที่ 3 เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรและพลังงาน เช่น การประหยัดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

“หมวดที่ 4 การจัดการของเสียและมลพิษ เช่น การคัดแยกขยะ การจัดการน้ำเสีย มลพิษที่เกิดจากกลิ่น ฝุ่นเชื้อราที่เกิดจากหนังสือ มลพิษทางเสียง เช่น เสียงดังรบกวนคนอื่น หมวดที่ 5 การบริหารจัดการและการให้บริการห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ห้องสมุดต้องมีทรัพยากรสารสนเทศ เช่น หนังสือ วารสาร ข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมคิดเป็นปริมาณ 5% ของทรัพยากรสารสนเทศทั้งหมด ต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้บริการ”

ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มก. กล่าวต่อว่า หมวดที่ 6 เป็นบทบาทของบุคลากรห้องสมุดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคคลในหน่วยงานไล่มาตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ แม่บ้าน รปภ. ร้านค้าที่มาเปิดในและบริเวณห้องสมุด เช่น ร้านถ่ายเอกสาร ต้องไม่ปล่อยฝุ่นหมึกกระจายออกมา ร้านขายกาแฟต้องให้ความร่วมมืออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมไม่ทำให้เกิดน้ำเสีย ส่วนหมวดที่ 7 เป็นเรื่องของความร่วมมือเครือข่ายห้องสมุดที่สามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากร จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือเพื่อจะได้ขับเคลื่อนห้องสมุดอย่างมีพลัง

“หมวดสุดท้ายเป็นเรื่องการประเมินคุณภาพ ซึ่งการประเมินจะตรวจวัดใน 8 หมวดที่กล่าวมาทำอะไรบ้าง อย่างพลังงานก็ตรวจวัดค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือดูของเสีย เช่น ตรวจวัดการลดปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพน้ำเสีย มีการทำคาร์บอนฟุตพรินต์ในการตรวจวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกว่ามีการปล่อยไปจากการให้บริการ หรือการจัดกิจกรรมของห้องสมุดเท่าไหร่ เราจะมีตัวชี้วัดหลักๆ 4-5 ตัว ที่ต้องมีการตรวจวัดและมีการประเมินด้วยตามเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนดไว้ทั้งหมด” ดร.อารีย์ ให้ข้อมูลมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว

ต้นแบบห้องสมุดสีเขียว

สำนักหอสมุด มก. ถือเป็นห้องสมุดสีเขียวต้นแบบที่ได้รับการตรวจประเมินห้องสมุดสีเขียวเป็นที่แรก และผ่านการตรวจประเมินด้วย ดร.อารีย์ ในฐานะผู้อำนวยการ กล่าวว่า สำนักหอสมุด มก. ได้กำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจนในการเป็นคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย เป็นห้องสมุดดิจิทัลด้านการเกษตรของประเทศ และเป็นห้องสมุดสีเขียวที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2553 ตามนโยบาย Green University ของ มก.

“เราสามารถบริหารจัดการและให้บริการตามข้อกำหนดมาตรฐานทั้ง 8 หมวดได้อย่างสมบูรณ์ มีการจัดการโลจิสติกส์และพื้นที่จัดเก็บหนังสือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พัฒนาการให้บริการบนเส้นทางสีเขียวจนก้าวสู่การเป็น Eco-Library และเป็นห้องสมุดคาร์บอนนิวทรัลแห่งแรกของประเทศ เป็นต้นแบบห้องสมุดสีเขียวที่มุ่งเน้นการพัฒนา Green Service, Green Management, Green Environment และ Green Heart นอกจากนี้ยังเป็นผู้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดสีเขียวเครือข่ายแรกของประเทศ เพื่อร่วมกันจุดประกายความคิดและสร้างความตระหนักรู้เรื่องการให้บริการห้องสมุดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ห้องสมุดสีขียวนำร่อง

รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล ผู้อำนวยการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ หรืออีโคยูนิเวอร์ซิตี้อยู่แล้ว ในฐานะห้องสมุดมหาวิทยาลัยก็ต้องสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยด้วย ขณะเดียวกันในฐานะเป็นเครือข่ายสมาชิกห้องสมุดสีเขียว ก็ได้พยายามทำตามนโยบายของทั้งสองแห่ง ซึ่งลักษณะของเกณฑ์ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน

“หอสมุดให้บริการในรูปแบบหนังสือที่เป็นเล่มและอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ทั้งภาษาไทยและอังกฤษเพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการได้รับความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม นี่คือความโดดเด่นของเรา นอกจากห้องสมุดต้องประหยัดพลังงานในตัวแล้ว ต้องเป็นแหล่งให้ความรู้เรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมแก่ผู้ใช้บริการด้วย เราจึงต้องหาทรัพยากรสารสนเทศ และจัดกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจในเรื่องกรีน การอนุรักษ์พลังงาน และลดโลกร้อน

นี่คือแพตเทิร์นของห้องสมุดที่เราต้องช่วยสังคมในเรื่องนี้ ซึ่งสิ่งที่เราทำเยอะมาก แต่ที่เราภูมิใจคือการบริจาคครุภัณฑ์เก่า เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือเก่า ชั้นวาง รวมมูลค่า 2 ล้านบาท ให้กับชุมชนรอบมหาวิทยาลัย โดยมีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษกเป็นผู้รับมอบ และนำไปดำเนินการซ่อมแซมใหม่ก่อนมอบให้ห้องสมุดต่างๆ”

ขณะที่ สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนโยบายประหยัดพลังงานอยู่แล้ว และออกมาตรการประหยัดพลังงานต่างๆ ออกมามากมาย ดังนั้นห้องสมุดมหาวิทยาลัยจึงต้องทำให้โดดเด่นขึ้น โดยตึกศูนย์บรรณสารสนเทศเป็นอาคารประหยัดพลังงาน เปลี่ยนหลอดแอลอีดีหมด และทำโซลาร์เซลล์ไว้บนดาดฟ้า มีการทำกิจกรรมลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า น้ำ ทรัพยากรต่างๆ และการคัดแยกขยะ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบุคลากรภายใต้แนวทางร่วมมือ ร่วมใจ ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี

“ความโดดเด่นหนึ่งที่เราอยากบอกคือ เราใช้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราปรับเปลี่ยนห้องสัมมนากลุ่มที่มีการใช้งานเยอะมากทุกวันเดิมในห้องเราใช้ไวท์บอร์ดเขียนซึ่งไม่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม ก็เปลี่ยนมาใช้ผนังห้องทั้ง 4 ด้านแทนไวท์บอร์ด ด้วยการทาสีที่เป็นโน้ตแอนด์คลีน (Note & Clean) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสีที่ลบออกง่ายๆ ด้วยผ้าธรรมดา”

ด้าน ผศ.ดร.ศิวนาถ นันทพิชัย ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า เป้าหมายที่สำคัญของเราคือเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เอื้อต่อการศึกษาค้นคว้า การแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมของอาจารย์และนักศึกษา รวมทั้งเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชน

“ปัจจุบันเราเป็นห้องสมุดสีเขียวนำร่องที่กำลังขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆ 30 โรงเรียน ใน จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการเชิญโรงเรียนเหล่านั้น ให้ความรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง จึงจะเป็นห้องสมุดสีเขียว โดยเราจะคอยเป็นพี่เลี้ยง”

เพิ่มห้องสมุดสีเขียวทุกปี

ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ กล่าวว่า เครือข่ายห้องสมุดสีเขียวปัจจุบันมี 39 แห่ง ผ่านการตรวจประเมินแล้วเป็นห้องสมุดนำร่อง 10 แห่ง และต้นแบบ 1 แห่ง เหลืออีก 28 แห่งที่ยังไม่ผ่านการตรวจประเมิน แต่เชื่อว่าจะมีห้องสมุดเข้ามาอยู่ในเครือข่ายมากขึ้น เนื่องจากวันที่ 9 มิ.ย. จะมีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นห้องสมุดสีเขียว มีหลายห้องสมุดจะมาลงนามเพิ่มเติม

“การลงนามเพิ่มเติมนั้นมีทุกปี ส่วนการที่จะเข้ามาตรวจประเมินในการเป็นห้องสมุดสีเขียวนั้นไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในเครือข่ายความร่วมมือก็ได้ ถ้าอยากตรวจประเมินว่าห้องสมุดของตนเขียวหรือยัง ก็แจ้งความจำนงมาได้ สมาคมมีทีมกรรมการไปตรวจประเมินให้ แต่ถ้าใครอยากเข้ามาในเครือข่ายก็เป็นเรื่องดี ก็แบ่งปันความรู้ มีการจัดกิจกรรม สัมมนาประจำปี ร่วมกันและขับเคลื่อนห้องสมุดสีเขียวไปด้วยกัน”

 

เคล็ดไม่ลับ ผ่อนบ้านให้หมด(หนี้) ภายในสิบปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498092

เคล็ดไม่ลับ ผ่อนบ้านให้หมด(หนี้) ภายในสิบปี

โดย…ราตรีแต่ง

ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ก่อน ถึงจะลงทุนกับการมีสินทรัพย์ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมราคาพอสมฐานะได้ เพราะเพียงแค่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ มีอาชีพการงานที่มั่นคง หรือมีประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาดี ก็มีโอกาสได้รับพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ก็สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดได้แล้ว

แต่ผลที่ตามมาจากการขอสินเชื่อก็คือ กู้บ้านการจ่ายดอกเบี้ยนั้นมากกว่าราคาบ้าน หรือห้องชุดที่ซื้อมาด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท กู้เงินธนาคารระยะเวลา 30 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.50% ต่อปี ผ่อนเดือนละ 1.4 หมื่นบาท ถ้าผ่อนแบบนี้ไปตลอดจนครบ 30 ปี ด้วยราคาดอกเบี้ยรวมเงินที่ผ่อนไปทั้งหมดจะกลายเป็น 5 ล้านบาทโดยฉับพลันทันที แต่ถ้าเพิ่มเงินงวดไปอีกเดือนละแค่ 2,000 บาท จะผ่อนหมดเร็วขึ้นถึง 10 ปี และจะทำให้เงินค่างวดลดลงกว่า 1 ล้านบาท เห็นได้ชัดๆ ว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในการกู้ซื้อบ้าน 1 หลัง เทียบได้กับราคารถยนต์ 1 คัน หรือสามารถซื้อบ้านหลังที่สองได้อีกหลังหนึ่งเลยทีเดียว

คนทั่วไปจึงต้องใช้เวลา 25-30 ปี ในการสร้างสินทรัพย์เพียงแค่บ้านหลังเดียว ซึ่งจะดีกว่าไหมถ้าเราใช้ความมีวินัยทางการเงิน และเคล็ดลับ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินความอดทนในการผ่อน เพื่อบ้านหลังที่เรารักหมดหนี้หมดสินได้ในเร็ววัน เริ่มกันเลยข้อแรก

ชำระเกินทุกงวด โปะเพิ่มปีละครั้ง

การโปะหนี้บ้านนั้นช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น และเสียดอกเบี้ยทั้งหมดลดลงได้จริง โดยวิธีเพิ่มเงินงวดหรือข่ายผ่อนต่อเดือนให้มากขึ้น เพียงแค่เพิ่มอีก 10% จากที่จ่ายเงินงวดเดิม ก็ช่วยให้ผ่อนคอนโดได้เร็วขึ้นแล้ว เช่น ปกติจ่ายเงินงวดเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เพิ่มอีกเดือนละ 1,000 บาท เป็นการเพิ่มด้วยจำนวนเงินน้อยๆ อาจจะเป็นการชำระเกินทุกงวด

ข้อแรกก็หมูๆ แล้วนะ ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถกันเลย การชำระเกินทุกงวดนั้นเหมาะสมกับคนที่มีรายได้และรายจ่ายค่อนข้างคงที่ ทำให้สามารถวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำ

หรืออีกวิธีจะเป็นการชำระเกินด้วยจำนวนเงินมากๆ เพียงก้อนเดียว ด้วยการโปะเพิ่มปีละครั้ง ก็สามารถทำได้เช่นกันผ่อนค่างวดเพิ่มอีก 1 เดือน ปกติเราจ่ายค่างวด 10 เดือน ให้เพิ่มอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือน โดยอีก 1 เดือนที่จ่ายเพิ่มนั้น เราจะไปทบในเดือนไหนก็ได้ เมื่อโอกาสรับเงินก้อนใหญ่ประจำปีมาถึง เช่น เงินโบนัส ได้รับค่าจ้างพิเศษหรือค่าคอมมิชชั่น ถ้ารีบนำมาโปะยอดหนี้ก็จะก้าวไปสู่ความมีอิสรภาพการเป็นลูกหนี้ธนาคารได้ในเร็ววัน

ขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้

ก่อนกู้เงินซื้อบ้านควรศึกษาให้เข้าใจว่า หลังจากหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยราคาถูกในปีแรกๆ แล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้จะถูกปรับเพิ่มขึ้น ลูกหนี้ส่วนใหญ่จะเลือกรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น ที่ให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกกว่า แต่ต้องรอให้ครบ 3 ปี ถึงจะรีไฟแนนซ์ได้ แต่การรีไฟแนนซ์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่ลดลงไป ดังนั้นผู้กู้สามารถติดต่อขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารด้วย เพราะบางธนาคารไม่ให้ลูกค้าจากธนาคารเดิมมาขอลดดอกเบี้ยเงินกู้

การรีไฟแนนซ์วิธีนี้จะช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น แต่จะรีไฟแนนซ์ได้ก็ต่อเมื่อครบ 3 หรือ 5 ปี แล้วแต่เงื่อนไข แต่สิ่งที่จะตามมาจากการรีไฟแนนซ์ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมต่างๆ ศึกษากันไว้ก่อนตัดสินใจ เช่น 1.ค่าธรรมเนียมในการจำนอง (จ่ายกรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ใหม่ 2.ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ 3.ค่าประเมินหลักประกัน 2,700 บาท (ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร)

โปะเงินก้อนใหญ่ไปเลย

เมื่อได้โบนัส เงินพิเศษ หรือเบี้ยขยัน ให้รีบนำมาโปะเพิ่มจากเงินค่างวด ทั้งนี้การจะเพิ่มเงินในการผ่อนค่างวด หรือจะทำด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องมีการวางแผนที่ดี และไม่ทำให้แผนการเงินในชีวิตประจำวันเราเสียหายด้วย สำหรับเรื่องนี้ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ยกตัวอย่างไว้น่าสนใจทีเดียว คือกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท ถ้าผ่อน 20 ปี จะจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท สมมติเงินเดือนของเราอยู่ที่ 5 หมื่นบาท ได้รับโบนัส 3 เดือน เท่ากับ 1.5 แสนบาท ถ้าแบ่งมาโปะบ้าน 1 แสนบาท โดยโปะเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 1 ปี และโปะเพียงครั้งเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดระยะเวลาที่เหลือเกือบ 3 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลงเกือบ 1.5 ปี จะเห็นได้ว่า โปะบ้านเพียงครั้งเดียวด้วยเงิน 1 แสนบาท ยังประหยัดดอกเบี้ยได้หลายแสน แล้วถ้าโปะบ้านทุกครั้งที่มีเงินก้อนหรือได้เงินโบนัส จะประหยัดดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน

เมื่อพูดถึงการโปะบ้าน หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้ามีเงินก้อนควรเอาไปโปะบ้านหรือเอาไปลงทุนดีกว่ากัน K-Expert ขอแนะนำอีกด้วยว่า ถ้าสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยบ้านที่จ่ายอยู่ ก็คุ้มที่จะนำเงินก้อนไปลงทุน แต่โดยทั่วไปดอกเบี้ยบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% ต่อปี ซึ่งการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่านี้ มักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น โดยมีโอกาสขาดทุนที่สูงได้ ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจเรื่องผลตอบแทนที่จะได้รับ การนำเงินก้อนไปโปะบ้านก็จะคุ้มค่ากว่า

ความสุขอย่างหนึ่งของคนที่เป็นหนี้จากการซื้อบ้าน ก็คือการได้เห็นยอดหนี้คงเหลือลดลง ความสามารถปลดหนี้ได้ก่อนกำหนดก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจในชีวิต เพราะแสดงถึงความอดทนและความมีวินัยในตัวเองอย่างสูงเลยทีเดียว

 

ส่องหนุ่มแวดวงเครื่องดื่ม แค่เก่งยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2560 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497924

ส่องหนุ่มแวดวงเครื่องดื่ม แค่เก่งยังไม่พอ

 

 

โดย…ภาดนุ

“หน้าตาดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” คำพูดนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ ยิ่งเมื่อนำไปบวกกับความสามารถที่คนคนนั้นมีด้วยนะ ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้อาชีพการงานของเขาไปได้สวยเชียวละ เหมือนอย่าง 3 หนุ่มหน้าตาดีในแวดวงเครื่องดื่มที่เราภูมิใจนำเสนอนี้ไง

เบส-อคพจน์ ธีรพงษกร วัย 28 ปี เจ้าของร้านบลูเวล มหาราช (Blue Whale Maharaj) ซอยเพ็ญพัฒน์ 1 (หลังวัดโพธิ์) นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านและเชฟแล้ว เขายังรับหน้าที่เป็นบาริสต้าอีกด้วย

“ก่อนที่จะเปิดร้านร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ ผมเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้ามาบ้าง และติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอ ปี 2016 นอกนั้นก็มีไปออกรายการทีวีบ้าง เร็วๆ นี้ก็อาจจะมีผลงานซีรี่ส์ให้ได้ชมกันด้วย ผมเปิดร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น พร้อมทั้งขายเบเกอรี่และเครื่องดื่มมาได้ 8 เดือนแล้ว

ตอนอยู่ที่ร้านนอกจากเป็นเชฟคิดเมนูและทำอาหารแล้ว ผมยังเป็นบาริสต้าไปด้วย โดยเริ่มสนใจในเรื่องกาแฟมาได้ 5 ปีแล้วตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งในช่วงนั้นการทำลาเต้อาร์ตกำลังเป็นที่นิยมมากๆ ผมจึงลงเรียนคอร์สพื้นฐานในการเป็นบาริสต้า ซึ่งจะสอนเรื่องการชงกาแฟชนิดต่างๆ การเลือกเมล็ดกาแฟให้เหมาะกับแต่ละเมนู และอื่นๆ”

เบสบอกว่า วันหนึ่งเมื่อเขามีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย เขาก็ได้ไปสมัครเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟที่เจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งที่ร้านก็จะเทรนพร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องกาแฟไปด้วย เขาจึงฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอัพเดทความนิยมของบาริสต้าในระดับสากล เพื่อนำมาปรับใช้กับที่ร้านตัวเอง

“อย่างเมื่อก่อนคนอาจจะนิยมทำลาเต้อาร์ต แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะหันมานิยมการทำกาแฟเอสเปรสโซ่ยังไงให้ดี เป็นต้น ซึ่งความชอบของคนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปตามการนำเสนอของบาริสต้าดังๆ ระดับโลก แต่ผมจะหยิบสิ่งดีๆ มาปรับใช้กับที่ร้านตัวเองซะมากกว่า

การที่บาริสต้าหน้าตาดี บุคลิกดี ก็มีผลต่อกลุ่มลูกค้ามากเหมือนกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมจะเป็นคนวัยทำงานซึ่งชอบหาร้านอาหารหรือร้านกาแฟเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ พนักงานหน้าตาดี ยิ้มแย้มแจ่มใส บริการดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการอยู่แล้ว ถ้าร้านไหนมีครบทุกอย่าง ผมว่าก็เป็นผลดีอย่างมาก”

เบสเสริมว่า โดยส่วนตัวเขาเองก็มีลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวสาวๆ ชาวเอเชียที่จะมีสมาชิกในกลุ่มตามมาชิมกาแฟจากบาริสต้าหน้าตาดีในเมืองไทย ถือเป็นกิจกรรมน่ารักๆ ของลูกค้า ซึ่งเขาคิดว่าเขาโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นหนึ่งหนุ่มบาริสต้าที่แฟนคลับกลุ่มนี้คอยติดตาม ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจของเขาเป็นอย่างมาก…ติดตามได้ที่ IG : bluewhalebkk และ IG : best_teera

มาที่หนุ่มวัย 27 ปี อัพ-พุทธภูมิ สหายสุข นักรินเบียร์ บาร์เทนเดอร์ และซูเปอร์ไวเซอร์ของร้านฮ็อบส์ (Hobs) สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ 11 บ้าง

“ผมเริ่มทำงานเป็นนักรินเบียร์และบาร์เทนเดอร์ เพราะสนใจในเรื่องเครื่องดื่มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมีรุ่นพี่ชวนมาทำงานผมจึงตอบตกลงทันที เมื่อเข้ามาทำงานที่นี่ก็จะมีบาร์เทนเดอร์รุ่นพี่ที่ร้านมาสอนชงค็อกเทลชนิดต่างๆ ให้ แต่ที่ร้านจะเน้นเรื่องเบียร์เป็นหลัก เพราะมีทั้งเบียร์สดและเบียร์คราฟท์หลากหลายแบรนด์ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม ฉะนั้นผมจึงต้องคอยอัพเดทตัวเองให้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเบียร์อยู่ตลอดเวลา ว่าเบียร์ชนิดนี้ทำจากอะไร ผ่านกระบวนการผลิตแบบไหน หรือหมักบ่มอย่างไร เป็นต้น

สิ่งที่ท้าทายสำหรับอาชีพผมก็คือ การให้บริการลูกค้า เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านจะเป็นผู้หญิง ในความคิดผมแล้ว การที่นักรินเบียร์หรือบาร์เทนเดอร์หน้าตาดีก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยดึงดูดลูกค้า เพราะส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะดูทั้งบุคลิก หน้าตา และการให้บริการก่อนเลย โดยส่วนตัวผมแล้วจะเน้นไปที่การบริการลูกค้ามากกว่า ซึ่งผมก็จะแนะนำเครื่องดื่มใหม่ๆ ให้ลูกค้าอยู่เสมอ โดยดูว่าชนิดไหนเหมาะกับใคร สิ่งสำคัญคือต้องถามความต้องการ รวมทั้งสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าเป็นหลัก”

ด้วยความใฝ่รู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เขาติด 1 ใน 3 คนสุดท้ายของนักรินเบียร์ผู้เข้าร่วมแข่งขันจากเวที “สเตลล่า อาร์ทัวส์ ไทยแลนด์ ดราฟท์ มาสเตอร์ส 2016” และได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปแข่งขันระดับเอเชียในเวที “สเตลล่า อาร์ทัวร์ รีเจียนนอล ดราฟท์ มาสเตอร์ส 2016” ที่ประเทศมาเลเซีย จนสามารถคว้ารางวัลยอดเยี่ยมประเภททีมมาครองได้…เอ้า! สาวๆ ตามไปให้กำลังใจกันได้ที่ร้านฮ็อบส์เลยจ้ะ

ปิดท้ายด้วยมิกโซโลจิสต์หนุ่มชาวญี่ปุ่นวัย 29 ปี ฮิเดยูกิ ไซโต เจ้าของร้านบรอนซ์ ลิควิด พาร์เลอร์ (Bronx Liquid Parlour) ซอยทองหล่อ 25

เจ้าตัวเล่าว่า เริ่มต้นอาชีพจากการทำงานในร้าน “โซโห เฮาส์” ซึ่งเป็นร้านชื่อดังในกรุงลอนดอน จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การเป็นมิกโซโลจิสต์ (ผู้คิดค้นสูตรค็อกเทล) จนสามารถเปิดร้านเหล้าของตัวเองที่เมืองไทยตามที่ได้ตั้งใจไว้

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมก้าวมาเป็นมิกโซโลจิสต์ เกิดจากการที่ผมชอบดื่ม ทำให้ผมสนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องค็อกเทลมาโดยตลอด เพราะทำแล้วมีความสุข ผมจึงค่อยๆ พัฒนาฝีมือของตัวเองมาเรื่อยๆ และเคยเข้าแข่งขันคิดค้นสูตรค็อกเทลมาแล้ว 2-3 ครั้งตอนอยู่ลอนดอน กระทั่งมีโอกาสได้ลงแข่งขันคิดค้นสูตรค็อกเทลอีกครั้งในงาน ‘บาคาร์ดี เลกาซี่ ค็อกเทล คอมเพททิชั่น 2015’ ที่กรุงเทพฯ จนติด 1 ใน 4 มิกโซโลจิสต์หน้าใหม่ของงานนี้ ต่อมาผมได้ลงแข่งขันในงาน ‘บาคาร์ดี เลกาซี่ ค็อกเทล คอมเพททิชั่น 2017 ไทยแลนด์ แกรนด์ ไฟนอล’ จนสามารถคว้ารางวัลที่ 1 มาได้สำเร็จ เลยทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น

หลังจากนั้นผมได้สานต่อความฝันของตัวเอง ด้วยการเปิดร้านเหล้าขึ้นที่ย่านทองหล่อ ปัจจุบันก็เปิดมาได้ 8 เดือนแล้ว ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากๆ ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายชาวไทยวัยทำงาน ชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยว ผมว่านอกจากหัวใจของการบริการ ความใส่ใจ ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ในการทำค็อกเทลที่แปลกใหม่แล้ว บุคลิกภาพและหน้าตาของตัวมิกโซโลจิสต์เอง ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า”

ล่าสุด ฮิเดยูกิ ติด 1 ใน 8 มิกโซโลจิสต์ จากจำนวนผู้เข้าแข่งขัน 38 คนทั่วโลก ในงาน “บาคาร์ดี เลกาซี่ โกลบอล ค็อกเทล คอมเพททิชั่น 2017” ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี จึงทำให้ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นไปอีก

“หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการแข่งขันที่ผ่านมา นอกจากการเตรียมความพร้อมในเรื่องส่วน ผสมของค็อกเทลและเรื่องราวที่ต้องพรีเซนต์แล้ว ยังต้องเตรียมตัวในเรื่องของบุคลิกภาพและความมั่นใจในการลงแข่งขันด้วย ผมคิดว่าไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ถ้าคุณมีบุคลิกที่ดี มีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ก็ถือว่าเป็นผลดีกับอาชีพของคุณทั้งนั้น

สำหรับผมนอกจากบุคลิกที่ดีแล้ว สไตล์การตกแต่งร้าน รสชาติและความคิดสร้างสรรค์ของค็อกเทล รวมไปถึงบรรยากาศและเสียงเพลงที่เปิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีส่วนช่วยดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านทั้งนั้น เพราะหากลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่และรู้สึกประทับใจ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะต้องกลับมาที่ร้านอีกแน่นอน”…ติดตามได้ที่ FB : Bronx Liquid Parlour

 

เทคนิคบริหารความจำ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497713

เทคนิคบริหารความจำ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ รอยเตอร์ส

เราจำชื่อสถานที่เที่ยวล่าสุดที่เราเพิ่งไปเที่ยวกับครอบครัวได้ไหม เรานึกไม่ออกใช่ไหมว่าเราวางโทรศัพท์มือถือ หรือบัตรพนักงานไว้ที่ไหนก่อนออกจากบ้านทุกเช้า หากเรากำลังประสบปัญหาเหล่านี้ลองนำวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ไปใช้ดู

1.แบ่งกลุ่มข้อมูลให้สมอง

การจัดกลุ่มเป็นวิธีจัดลำดับข้อมูลให้เราจดจำได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การจดจำหมายเลขโทรศัพท์ 10 หลัก เราอาจจับกลุ่มเป็นตัวเลขเป็นครูผู้ช่วยให้จำง่ายขึ้นนั่นคือ 08-9922-7859 หรือหากเป็นข้อมูลอื่น เช่น จังหวัดในประเทศไทย เราอาจจะเริ่มแบ่งเป็นภูมิภาคแล้วจำว่าแต่ละภาคมีจังหวัดอะไรบ้าง วิธีนี้นอกจากจะช่วยทำให้จำจังหวัดได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สามารถแยกแยะภูมิภาคได้อีกด้วย

หากเราต้องการจำรายการจ่ายตลาด ก็เพียงแค่จัดกลุ่มแยกง่ายๆ เช่น หมวดผัก หมวดผลไม้ หมวดเครื่องปรุง เป็นต้น อย่างไรก็ดีการจัดกลุ่มในแต่ละเรื่องนั้น โดยมากจะไม่เกิน 7 หมวด ยิ่งในกรณีที่เป็นข้อมูลใหม่เรื่องราวใหม่ ความรู้ใหม่ๆ ที่สมองเราไม่เคยรับรู้มาก่อน สมองจะพยายามเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้รับกับสิ่งที่คิดว่าใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อเกิดการเปรียบและวิเคราะห์ความรู้ใหม่ เพื่อการจัดกลุ่มที่คิดว่าน่าจะใช่มากที่สุด

เป็นการหาจุดร่วมเพื่อให้เกิดกระบวนการจดจำ เช่น การจดจำวันเกิดเพื่อนๆ สมองจะไม่ได้แบ่งว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัย แต่จะแบ่งกลุ่มเป็นเดือนต่างๆ ทำให้เราจำได้ว่ามีใครเกิดในเดือนนี้บ้าง จากนั้นจึงใช้วิธีไล่ลำดับตัวเลขวันที่ว่าใครเกิดวันไหนบ้าง วิธีนี้จะช่วยทำให้เราจำวันเกิดเพื่อนๆ ได้ง่ายขึ้น

2.ท่องจำพร้อมทำความเข้าใจ

การท่องจำเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะเป็นวิธีที่ช่วยจดจำข้อมูลได้รวดเร็วที่สุดสำหรับการใช้ในระยะสั้นๆ เช่น การอ่านหนังสือสอบปลายภาค แต่เชื่อไหมว่าการท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 วันเราก็ลืมข้อมูลที่เคยท่องได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่เรียนโดยพยายามทำความเข้าใจในบทเรียนแล้ว จะจำได้ในระยะยาวมากกว่า ดังนั้นการท่องจำที่ดีที่สุดคือพยายามทำความเข้าใจในเนื้อหาเหล่านั้นไปในตัว ซึ่งจะได้ผลดีทั้งในระยะสั้นและยาวโดยไม่สิ้นเปลืองเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

เคล็ดลับในการท่องจำอย่างหนึ่งคือการแบ่งเนื้อหาในการท่องเป็นบทๆ ซึ่งเวลาที่ท่องจำแล้วสมองจดจำได้ดีที่สุด คือช่วงเวลาเช้าและช่วงสั้นๆ ราว 1 ชม.ก่อนเข้านอน

3.สร้างจุดจดจำในสมอง

ทุกครั้งที่คนเราต้องการจดจำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสมองจะสร้างรูปแบบการจดจำที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งก็อยู่ในรูปแบบคำพูด บางครั้งก็ใช้ภาพจำ หรือบางครั้งสมองใช้กลิ่นเป็นตัวช่วยในการจดจำ นั่นคือระบบการสร้างจุดจดจำ และทุกครั้งที่ประสาทสัมผัสของเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับจุดจดจำในสมอง เรื่องราวต่างๆ ก็จะผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ซึ่งหลายครั้งก็จะมีเรื่องความรู้สึกเข้ามาร่วมด้วย

เช่นทุกครั้งที่คุณกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า คุณจะนึกถึงเพื่อนเก่าวันเก่าๆ เรื่องราวสมัยเรียน เวลาที่คุณเดินผ่านคนที่ฉีดน้ำหอมกลิ่นเดียวกับคนที่คุณรู้จัก คุณก็จะนึกถึงเขาหรือเธอคนนั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ หรือเวลาที่มีใครสักคนพูดคำพูดหนึ่งที่เคยมีคนบอกกับเรามาก่อน เราก็จะนึกถึงคนที่เคยพูดคำๆ นั้นออกมา ใช่แล้วครับนั่นคือการกระตุ้นด้วยจุดจดจำ

ดังนั้น หากคุณต้องการจดจำใครสักคนหรือเนื้อหาบางอย่างได้อย่างฝังลึก วิธีการสร้างจุดจดจำก็น่าสนใจไม่น้อย เช่น ต้องการจดจำเนื้อหาประวัติศาสตร์ชาติไทย แทนที่เราจะท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองไปเรื่อย เราอาจจะเริ่มจดจำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์ ซึ่งจะช่วยให้คุณลำดับเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้น

การสร้างจุดจดจำนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยตอบเราได้ว่าทำไมเราถึงไม่เคยลืมใครคนนั้นได้ หากยังอยู่ในห้องเดิมที่เคยอยู่ มีกลิ่นน้ำหอมที่เขาหรือเธอเคยใช้

4.มิติสัมพันธ์สร้างความจดจำ

สิ่งหนึ่งที่เราสามารถจดจำได้ดีตั้งแต่แรกเห็นคือการรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์ เช่น สูง-ต่ำ ใหญ่-เล็ก ใกล้-ไกล ซึ่งช่วยให้สมองแยกแยะได้อย่างชัดเจนและมีความสัมพันธ์กับไอคิวของคนเราอย่างชัดเจน เพราะคนเราจะมีความจำดีและเป็นระบบเพราะสมองมีลำดับการแยกข้อมูลและคิดอย่างมีเหตุผล

มิติสัมพันธ์ช่วยให้สมองสามารถแยกแยะองค์ประกอบของข้อมูล และนำมาเรียงลำดับและความหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการจดจำและเมื่อความสามารถในการสร้างมิติสัมพันธ์ถูกพัฒนาให้สูงขึ้น จะช่วยให้เราเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องราวต่างๆ จากมากไปน้อย และสร้างผังความจำของสิ่งที่กำลังเรียนรู้ได้ในหัวสมอง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีของผู้ที่มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ สามารถคำนวณสมการที่มีความซับซ้อนสูงออกมาเป็นคำตอบได้ และยังช่วยให้นักคณิตศาสตร์เป็นคนที่มีความจำที่ดีเลิศอีกด้วย

 

‘ดอกไม้จันทน์’ จากใจเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497712

‘ดอกไม้จันทน์’ จากใจเพื่อพ่อ

โดย…กองบรรณาธิการ

 

ด้วยพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และทรงเข้าพระทัยถึงความรู้สึกของประชาชนชาวไทยว่ายังคงรำลึกถึงพระองค์มิเสื่อมคลาย  และมีความประสงค์จะทำสิ่งที่แสดงถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกิจกรรมจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์  เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขึ้นที่อาคารรับรองพระราชวังดุสิต อาคาร 606 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า และบริเวณลานพระราชวังดุสิต

นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แสดงถึงความรู้รักสามัคคีของคนในชาติแล้วกิจกรรมจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์นี้ยังเป็นการให้ความรู้และฝึกทักษะในการทำดอกไม้จันทน์ ที่ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ โดยอาจารย์วิทยาลัยในวังหญิงวิทยาลัยในวังชาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายพระราชฐานชั้นในมาเป็นคณะผู้ฝึกสอน มีบุคลากรจากสำนักพระราชวัง พลอาสาสมัครหญิงทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ หน่วยงานอื่น รวมทั้งประชาชนทั่วไปมาทำหน้าที่คุณครูจิตอาสา ร่วมเรียนรู้และช่วยถ่ายทอดแก่ประชาชนผู้มีจิตอาสาในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ซึ่งมีจิตอาสาได้หลั่งไหลมารังสรรค์ดอกไม้จันทน์จากใจเพื่อพ่อเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน กลายเป็นภาพที่น่าประทับใจไม่ลืม

‘สอนด้วยใจ’ คุณครูจิตอาสา

คณะผู้ฝึกสอนประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ 7 แบบ ได้แก่ ดอกดารารัตน์ (ดอกแดฟโฟดิล) ดอกกุหลาบ ดอกพุดตาน ดอกลิลลี่ ดอกกล้วยไม้ ดอกชบาทิพย์ และดอกชบาหนู

ความในใจของจิตอาสาที่มาร้อยดวงใจเป็นหนึ่งเดียวนี้ สะท้อนผ่านคุณครูจิตอาสา ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่ขออาสามาเป็นคุณครูถ่ายทอดองค์ความรู้การทำดอกไม้จันทน์ เริ่มที่ แต๋ม-อุทัยวรรณ ศักดิ์แสง สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก กรมสรรพาวุธทหารบก ถ่ายทอดความรู้สึกว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยทำหน้าที่จิตอาสาของ กอ.รมน.กทม.ในโครงการทำดีเพื่อพ่อ แจกเครื่องดื่มชากาแฟและเบเกอรี่แก่บุคคลที่มาร่วมกราบพระบรมศพ ณ พระบรมมหาราชวัง โดยเต็นท์ตั้งอยู่ ณ ท้องสนามหลวงเป็นประจำอยู่แล้ว

พอรู้ข่าวว่าที่สนามเสือป่ามีการทำดอกไม้จันทน์พระราชทาน ก็เลยชวนเพื่อนมาร่วมทำดอกไม้จันทน์ ณ สนามเสือป่าด้วย ซึ่งในวันแรกที่เปิดโครงการเธอมาร่วมตั้งแต่ช่วงเช้า แล้วพบว่ามีประชาชนมาร่วมทำเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่เธอคิดว่า จะมาเป็นเพียงประชาชนมาร่วมทำ ก็ขันอาสาเป็นคุณครูสอนประชาชนประดิษฐ์อีกต่อหนึ่ง โดยนำฝีมือการทำดอกไม้จันทน์ดอกดารารัตน์ที่ทำจากเปลือกข้าวโพดให้คุณครูจากวิทยาลัยในวังหญิงได้ชม พอคุณครูเห็นฝีมือก็อนุญาตให้มาร่วมเป็นคุณครูด้วยเลย

“การเป็นครูจิตอาสา ถือเป็นการได้แบ่งความรู้ให้ประชาชน จากเดิมทำได้ประมาณ 1 แบบก็เรียนรู้เพิ่ม ปัจจุบันดิฉันทำดอกไม้จันทน์ได้ 6 แบบ ยกเว้นดอกลิลลี่ที่ทำยากนิดหนึ่ง ด้วยกลีบดอกลิลลี่ที่ใช้กระดาษค่อนข้างบางกว่าดอกไม้ชนิดอื่นๆ” อุทัยวรรณ กล่าว

ในฐานะเป็นคุณครู แนะว่าการทำดอกไม้จันทน์ไม่ยาก หากพวกเราจะทำกันด้วยใจ

“ทุกคนมาทำได้นะคะ ติดขัดตรงไหนเรามีครูสอนทำทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น มีพักเบรกบ้าง แต่หลังจาก 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม เราจะย้ายไปทำกันตรงบริเวณด้านหน้า อย่างตัวดิฉันเองหากไม่ติดภาระอะไรจะมาช่วยสอนทุกวัน เพราะดิฉันก็ฝึกความชำนาญเพิ่มแม้อยู่บ้าน ดิฉันก็ฝึกมือโดยนำกระดาษมานั่งตัดทำเป็นดอกจันทน์ขนาดจิ๋วเพราะทำยากกว่า เพื่อฝึกความชำนาญของตนเอง

ดิฉันไม่มีอะไรตอบแทนพระองค์ได้ ก็มาทำดอกไม้ตรงจุดนี้เพราะเป็นสิ่งที่ตนเองทำได้ พอได้มาเป็นอาจารย์ก็ยิ่งรู้สึกปลื้มใจ ถือเป็นการทำถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ความตั้งใจของดิฉันจะมาทำหน้าที่ครูอาสาจนกว่าที่นี่จะปิดโครงการ ตั้งใจจะทำไปเรื่อยๆ หากมีโครงการจิตอาสาอื่นๆ ที่ทำถวายพระองค์ ดิฉันก็จะไปทำเพราะรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นรองข้าพระบาทของพระองค์ค่ะ”

อีกหนึ่งครูจิตอาสา กุ้ง-ชื่นกมล ช้างเผือก เป็นหนึ่งในสมาชิก กอ.รมน.กทม. โครงการทำดีเพื่อพ่อ มาเป็นจิตอาสาด้วยสาเหตุเดียวกับอุทัยวรรณ คือวันแรกๆ เห็นประชาชนราว 1,400 คนมาช่วยกันทำ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เยอะมาก เธอจึงขออาสามาช่วยสอน และหาความรู้เพิ่มเติม โดยเรียนรู้การทำเพิ่มจากคุณครูจากวิทยาลัยในวังหญิงช่วยสอนเพิ่มเติม

“ตอนนี้ดิฉันชำนาญทำดอกไม้ได้ 3 แบบ ก็เลยอาสามาเป็นครูอาสาสอนทำดอกไม้จันทน์ ตั้งใจจะทำงานจิตอาสาดอกไม้จันทน์ ณ สนามเสือป่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะปิดโครงการค่ะ” ชื่นกมล เล่า

จิตอาสา ร้อยดวงใจให้เป็นหนึ่ง

ทิวา ชาติวรเดช ที่เกษียณแล้ว ในวัย 62 ปี เป็นคนกรุงเทพมหานคร มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่มาร่วมแรงร่วมใจทำดอกไม้จันทน์ถวายรัชกาลที่ 9 ทิวาบอกว่าเธอรู้สึกโชคดีที่เกษียณอายุจากการทำงานพอดี จึงอยากจะทำโอกาสนี้ให้ดีที่สุด ประกอบกับตนเองชอบงานฝีมืออยู่แล้ว และคิดว่าสักครั้งที่เธอจะได้ทำประโยชน์อย่างจริงจัง ทำอย่างเต็มที่เท่าที่เธอจะทำได้เพื่อถวายความจงรักภักดีแด่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์

“แม้หลายแห่งจะสอนทำดอกไม้จันทน์ แต่ที่นี่สอนเต็มรูปแบบคือ มีถึง 7 แบบ ซึ่งดิฉันรู้สึกว่าน่าจะได้ลงมือทำอย่างเต็มที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งดิฉันได้มาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ที่สนามเสือป่าเป็นแห่งแรก ความรู้สึกและความตั้งใจมานั่งประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์คือ ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ครั้งหนึ่งเราได้ใช้ความสามารถด้านประดิษฐ์ของตนเองได้เต็มที่ เป็นเหมือนครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราได้ตอบแทนที่พระองค์ทำเพื่อเราตั้งมากมาย แต่เราทำนิดเดียวเอง ถือว่าเล็กน้อยมากๆ อีกทั้งเป็นกิจกรรมที่ดิฉันได้เรียนรู้เพิ่มเติม เพราะเราไม่เคยได้ทำในดอกบางดอกบางชนิด และมันก็เป็นประโยชน์ที่ติดตัวเราไปด้วย”

ทิวาเปิดเผยความรู้สึกอีกว่า ทุกคนที่มาเป็นจิตอาสามาทำด้วยใจ ทุกดอกบรรจงทำด้วยความตั้งใจ ดอกไม้จะออกมาอย่างไรคือ งดงามหมดเพราะทุกคนตั้งใจ การมัดด้ายทุกเส้น พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งจะเป็นใครก็สามารถทำได้

“มานั่งทำจะมีคุณครูช่วยแนะนำ ติดขัดตรงไหนสอบถามได้หมด มีการแสดงน้ำใจแนะนำพร้อมที่จะช่วยเหลือกัน ดังนั้นไม่ต้องเตรียมตัวอะไรพิเศษ ซึ่งความถี่ของการมาของดิฉัน คือมาตั้งแต่เปิดมาหลายรอบแล้ว มาหลายสัปดาห์มากกว่า 10 ครั้ง เรียกว่าถ้าว่างจะมาตลอด

ดิฉันออกจากบ้านแต่เช้าแวะไปทำธุระ ที่นี่เปิด 10.00 น. ดิฉันก็มาเริ่มทำ ทำถึงเที่ยง แต่ถ้าวันไหนว่างถึงเย็นก็อยู่โยงไปเลยถึงเย็นค่ำ เรียกว่าเราทำกันด้วยความสุขใจ อยากมาทำให้บ่อยที่สุด แต่ 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ก็มาทำได้แต่อยู่ทางด้านนอกได้ แม้ด้านนอกจะสอนไม่ครบ 7 แบบ แต่ถือว่าทุกคนได้ทำถวายพระองค์” ทิวา บอก

ด้าน บอย-ธีรธัช สืบวงศ์นิรัตน์ พนักงานบริษัท ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่สนามเสือป่ามีจิตอาสาทำดอกไม้จันทน์ เขาและเพื่อนๆ ใช้เวลาพักเดินทางมาเรียนรู้งานวิธีการทำดอกไม้จันทน์ เพื่อนำความรู้และคำแนะนำที่ได้รับจากคุณครูและเจ้าหน้าที่ไปบอกเล่าและสอนเพื่อนร่วมงานต่อไป

“ได้ลองทำดอกไม้จันทน์ครั้งแรก ใช้เวลาเรียนไม่นานก็ทำเป็นแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มาทำงานประดิษฐ์ซึ่งต้องประณีตและใช้สมาธิ อีกทั้งยังเป็นงานที่ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวง รัชกาลที่9 ด้วย เราไม่ใช่จิตอาสาที่มาเป็นประจำ ได้มาสัมผัสบรรยากาศเห็นพี่ป้าน้าอามาเยอะ ผมเห็นบรรยากาศตรงนี้แล้วเกิดความซาบซึ้ง คนที่มีงาน หรือทำเองที่บ้าน ทุกคนล้วนมีใจที่จะทำเพื่อพระองค์ท่าน อยากให้คนอื่นๆ ได้รู้เยอะๆ และช่วยกันทำตามความถนัด เราเลือกเรียนทำดอกดารารัตน์”

ดอกดารารัตน์ เป็นชื่อที่มีความหมายลึกซึ้ง คำว่า ดารา หมายถึง ดวงดาว คือสิ่งที่อยู่สูงสุด คำว่า รัตน์ หมายถึง แก้ว คือสิ่งมีค่าดารารัตน์ เป็นดอกไม้ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชทานให้กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่เสมอ เมื่อครั้งยังทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดอกดารารัตน์จึงนิยมมอบให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก เพื่อบอกว่าไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน และยังหมายถึงเกียรติยศ ความกล้าหาญ สัญลักษณ์ของความหวัง

หลังจากได้มาเรียนรู้แล้ว บอยและเพื่อนร่วมงานที่มาเรียนด้วยกันบอกว่า จะมีกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เพื่อนำไปถวายที่วัดใกล้เคียงสถานที่ทำงาน การมาเรียนจากผู้รู้ทำให้ได้องค์ความรู้และบรรยากาศของคนที่มาทำด้วยหัวใจดวงเดียวกัน

“ถึงเรามีโครงการจะทำดอกไม้จันทน์ที่บริษัท แต่ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาอีก และจะพาเพื่อนๆ ในบริษัทมาเรียนและเห็นบรรยากาศแบบที่เราได้เห็น ส่วนจำนวนดอกไม้จันทน์ที่คิดว่าจะนำไปถวายวัดเบื้องต้นคิดว่าประมาณ 5,000 ดอก คิดว่าน่าจะทำได้” ธีรธัช กล่าว

กิจกรรมจิตอาสาร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดทำทุกวัน โดยในทุกวันเสาร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการแสดงดนตรี ณ บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต เพื่อพระราชทานความสุขแก่พสกนิกรอีกด้วย

 

ชาญ ธนประกอบ ย้อนอดีตราชวงศ์หมิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497586

ชาญ ธนประกอบ ย้อนอดีตราชวงศ์หมิง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ถ้าคุณชอบประวัติศาสตร์จีน คุณต้องชอบ “ย้อนอดีตราชวงศ์หมิง” สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ ที่ย้อนรอยเล่าปมประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงได้อย่างลึกซึ้ง และถ้าคุณชอบสำนวนแปลที่ดี ถอดเนื้อหาได้ถึงแก่น เก็บถ้อยกระทงความครบถ้วน อีกลีลาอรรถรสลื่นไหล คุณต้องชอบ “ชาญ ธนประกอบ”

ชาญ ธนประกอบ ผู้แปล เล่าให้ฟังว่า ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีน ราชวงศ์หมิงถือเป็นยุครุ่งเรืองยุคหนึ่ง แสนยานุภาพของต้าหมิงระบือไกล โค่นล้มราชวงศ์หยวนและขับไล่ลูกหลานของเจงกิสข่านให้กลับไปเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าอย่างเก่า แถมยังไล่ตีไปจนถึงทะลทรายในมองโกเลีย นับเป็นครั้งแรกที่เอาชนะมองโกลได้อย่างราบคาบ

“คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ยืนยาวถึง 276 ปีของราชวงศ์หมิง มีผลกระทบต่อชนชาวจีนจนกระทั่งปัจจุบัน”

ชาญกล่าวว่า หนังสือบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงของจักรพรรดิแต่ละพระองค์ ผู้เขียนคือตังเหนียนหมิงเย่ว์ เดิมได้บันทึกการอ่านและเผยแพร่ทางเว็บไซต์ก่อน ต่อมาได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือชุดที่ขายดีระดับห้าดาว เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดนับแต่จีนเปิดประเทศ ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นและถูกบรรจุให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในจีนอีกต่างหาก

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผู้เขียนมิได้บอกเล่าแบบ “ทื่อๆ” หากใช้ความรอบรู้และลีลาเฉพาะตัว ที่ต้องยกย่องคือความกล้าในการใช้ภาษาสมัยใหม่ ถอดรหัสจากภาษาจีนโบราณที่ห้วนสั้นตีความยาก กลายเป็นภาษาง่ายๆ ที่สื่อความเข้าใจแบบทะลุทะลวง ยิ่งกว่านั้นคือความกล้าตีความ วิเคราะห์เจาะลึกถึงจิตใจของบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์

การตีความใหม่ของตังเหนียนหมิงเย่ว์นี้ เป็นไปภายใต้บรรทัดฐานการอ้างอิงจากหลักฐานพงศาวดารมากมาย ได้แก่ มหาสารานุกรมหย่งเล่อ หมิงสือลู่ (บันทึกเรื่องจริงราชวงศ์หมิง) หมิงทงเจี้ยน (พงศาวดารราชวงศ์หมิงแบบบันทึกตามลำดับเวลา) หมิงสื่อ (พงศาวดารราชวงศ์หมิง) และหมิงสื่อจี้สื้อเปิ่นเม่อ (ต้นสายปลายเหตุประวัติศาสตร์สำคัญสมัยราชวงศ์หมิง ไม่นับแหล่งข้อมูลและเกร็ดพงศาวดารอีกกว่า 20 เล่ม

“ย้อนอดีตราชวงศ์หมิงขายดีมากในจีนแผ่นดินใหญ่ จากที่เริ่มเขียนในปี 2006 ทยอยขายทางออนไลน์จนเขียนจบในปี 2011 ต่อมาจัดพิมพ์เป็นเล่มก็ทุบยอดขายถล่มทลายอีกกว่า 10 ล้านเล่ม ทำรายได้มหาศาลแก่ผู้เขียนซึ่งเป็นข้าราชการกรมศุลกากรธรรมดาๆ คนหนึ่ง จนถึงตอนนี้กลายเป็นเศรษฐีไปแล้วก็เพราะหนังสือเล่มนี้”

ชาญกล่าวว่า สาเหตุที่อยากแปลหนังสือเล่มนี้เนื่องจากความทึ่ง สนุกชนิด “วางไม่ลง” ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อได้อ่าน “เรื่องเล่าประวัติศาสตร์” อันมีมิติซับซ้อนลุ่มลึก โดยผู้เขียนนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงประวัติศาสตร์จีนถึงความสามารถในการนำแก่นแท้ของคนและเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาตีแผ่ วิเคราะห์เชิงจิตวิทยาตัวละคร โดยปล่อยให้ตัวละครในประวัติศาสตร์ดำเนินเรื่องราวแห่งปมปริศนาอย่างสนุกมีสีสัน การแปลใช้หลักการถอดความ ให้ได้ครบทั้งอารมณ์ ลีลา เนื้อหา ความถูกต้อง

ชาญในวัย 66 ปี เขาเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งเลขานุการทูต สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน ปัจจุบันเป็นนักเขียนนักแปลอิสระ ย้อนอดีตฯ ใช้เวลาในการแปล 1 เดือนครึ่ง ถือเป็น 1 เดือนครึ่งแห่งความหฤหรรษ์ ได้พลอยตื่นตาตื่นใจไปกับฉากรบและกลเกมอำนาจ ขณะเดียวกันก็สะท้อนใจ ทุกความสำเร็จคือเลือดเนื้อน้ำตา

“ดูให้ดีและอ่านให้ดี ย้อนรอยอดีตราชวงศ์หมิงคือบทเรียนที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า รุ่งเรืองแล้วเสื่อมโทรม ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากการอ่าน อบรมตัวเองได้ว่า ไทยก็เหมือนจีนถ้าเราไม่ปกปักรักษาสิ่งที่ดี ปล่อยให้เสื่อมสูญ จากรุ่งเรืองสู่พลิกต่ำ เรื่องนี้ยืนยันได้จากประวัติศาสตร์” ชาญกล่าว

ย้อนรอยอดีตราชวงศ์หมิง ย้อนรอยกษัตริย์ทั้ง 12 พระองค์แห่งต้าหมิง หนังสือมีทั้งหมด 7 เล่ม เล่มแรกเป็นเรื่องราวของปฐมกษัตริย์จูหยวนจาง หรือจูฉงปา เรื่องราวความรัก ความทรยศ และความสูญเสียกระหน่ำหนักหน่วง เส้นทางการต่อสู้อันยาวนาน ที่ถอดบทเรียนแห่งชัยชนะและความปราชัยนับไม่ถ้วน

“ย้อนอดีตราชวงศ์หมิง” จากจุดจบสู่จุดเริ่มต้นแห่งมหาอาณาจักร และเตรียมพบกับเล่ม 2 เดือน ต.ค.นี้ จากโพสต์บุ๊กส์

 

สองขาปั่น… สองล้อหมุน… บนเขาสูงชันที่ห่าซาง…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497577

สองขาปั่น... สองล้อหมุน... บนเขาสูงชันที่ห่าซาง...

โดย…Withaya Heng ภาพ : วลัย เชียงเจริญ

ภายใต้เขาสูงชันอันสลับซับซ้อน สุดเขตแดนรอยต่อระหว่างประเทศเวียดนามและจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วงระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ถ้าดาวเทียม Google Earth จับภาพลงมาบนทางคดเคี้ยวที่ไต่ไปตามไหล่เขาในช่วงเวลานั้น เราจะพบขบวนจักรยานเล็กๆ ที่คนปั่นเป็นหญิงแกร่งล้วนๆ 4 คนกำลังปั่นจักรยานทัวริ่งพร้อมสัมภาระเต็มอัตราต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก

จุดเริ่มต้นของพวกเธอคือเมืองห่าซาง (Ha Giang) จังหวัดเหนือสุดของเวียดนาม ที่นี่ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาสูงชัน จึงมีพื้นที่เกษตรกรรมน้อยมาก และจัดว่าเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศ แต่เขาสูงชันเหล่านี้แหละคือทรัพย์สมบัติของท้องถิ่นที่จะนำพานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและสร้างรายได้ชดเชยความสามารถทางการเกษตร

ปัจจุบันการเดินทางมายังเมืองห่าซางมีรถบัสที่ทำเป็นที่นอนสองชั้นให้บริการ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เรียกว่านอนยาวกันมาเลย แผนการเดินทางต่อจากนี้จะใช้เวลา 4 วันในการปั่นจากเมืองห่าซางผ่านไปเมืองตำสง (Tamson-50 กม.) ต่อไปยังเมืองเยนมินห์ (Yen Minh-50 กม.) ข้ามเขาอีกสี่ลูกมายังเมืองด่งวัน (Dong Van-50 กม.) และวันสุดท้ายปั่นชิลๆ มายังเมืองเมียงวัค (Meo Vac-25 กม.)

ดูจากตัวเลขระยะทางของแต่ละวันอาจจะรู้สึกว่าทำไมน้อยจัง แต่จากจุดเริ่มต้นที่เมืองห่าซางความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ตั้งแต่เมืองด่งวันขึ้นไปจะอยู่ที่ความสูง 1,000-1,600 เมตรตลอดทาง เท่ากับเราต้องไต่ความสูงร่วม 1,000 เมตร และจากข้อมูลที่เราหาได้แม้แต่การเดินทางด้วยจักรยานยนต์ก็ขี่ได้วันละประมาณ 100 กม.เท่านั้น

ออกเดินทาง

เส้นทางจากห่าซางไปยังตำสงเป็นเสมือนการอุ่นเครื่อง ทางราบสลับเนินขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เราได้ตระหนักถึงน้ำหนักของสัมภาระทั้งหมดอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ความสมดุลซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ตอนซ้อมกับตอนปั่นจริงอาจจะหนังคนละม้วนก็เป็นได้ ถ้ายังมีอะไรไม่เข้าที่ก็ต้องจัดระเบียบกันใหม่

จักรยานที่ใช้ปั่นในทริปนี้มีตั้งแต่ทัวริ่งขนานแท้ล้อ 26 นิ้ว ไปจนถึงรถพับ Bike Friday คันเก่งล้อ 20 นิ้วที่มาพร้อมจานหน้าแบบสามใบ 50-39-30 จับคู่กับเฟือง 11-28 คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปมากว่าจักรยานล้อเล็กขึ้นเขาไม่ไหวหรือเสียเปรียบล้อที่ใหญ่กว่า อันที่จริงขึ้นไหวหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่ขนาดล้อ แต่อยู่ที่อัตราทดเกียร์เพียงพอหรือไม่

จุดที่จะเสียเปรียบจริงๆ คือในความเร็วปลายที่ทำได้เต็มที่ประมาณ 35 กม./ชม.เท่านั้น แต่ทางขึ้นเขาแบบนี้ใครจะสนเรื่องความเร็วปลายล่ะ เมื่อเราปั่นมาจนถึงจุดชมวิวที่จะมองเห็นตัวเมืองและเขานมสาวอยู่ข้างๆ นั่นก็หมายความว่าเรามาถึงจุดสูงสุดของวันนี้แล้ว

จากนั้นก็ไหลลงเข้าเมืองไปหาที่พัก วันที่สองจุดหมายปลางทางคือเมืองเยนมินห์ซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 กม. เส้นทางอันสวยงามที่ขนาบข้างไปด้วยลำน้ำและทิวเขาสองข้างทางจนมีเสียงพึมพำเบาๆ ว่า “ยุโรปชัดๆ” แต่ความสวยงามก็แฝงไว้ด้วยเนินชันที่คอยบั่นทอนกำลังอย่างไม่รู้ตัว

ช่วงพีก

นั่นยังไม่ใช่ที่สุด เพราะวันที่สามเส้นทางไปด่งวันนี่แหละของจริง 50 กม. ที่เรียกว่าพีกตลอดเวลาทั้งทางพับผ้าแบบปั่นไปร่วมชั่วโมงแต่วิวไม่เปลี่ยนเลย …คือเรายังอยู่ที่เดิม! หรือจะเป็นทางขึ้นแบบซึมยาวไม่รู้จบ แต่สิ่งที่เป็นน้ำเลี้ยงให้เรามีแรงสู้ต่อไป คือทิวทัศน์สองข้างทาง ภูผาสูงชันที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันใหญ่และใกล้กับเราจนเรารับรู้และสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และความอุตสาหะของมนุษย์

เมื่อไปได้ถึงครึ่งทางถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ และมีการซ่อมผิวทางอยู่หลายช่วง เราจึงตัดสินใจโบกรถประจำทางเข้าเมือง ที่ต้องรีบตัดสินใจเพราะรถจะวิ่งถึงบ่ายสามโมงเท่านั้น แต่การขึ้นรถก็ทำให้เราพลาดไฮไลต์วิวทุ่งภูเขา Dong Van Karst Plateau Geopark ไปอย่างน่าเสียดาย ได้แต่มองตาปริบๆ อยู่บนรถ

วันสุดท้ายของการปั่นคือการปั่นไปเมืองเมียงวัค ระยะทางเพียง 24 กม. จุดหมายจริงๆ ของวันนี้คือ Ma Pi Leng Pass ช่องเขาที่มีลำธารใหญ่ไหลผ่ากลางทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม ซึ่งก็สมคำร่ำลือจริงๆ

ทุกๆ เมืองในจังหวัดห่าซางที่เราไปถึง ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชาวไต ม้ง เย้า สำหรับชาวไตเราสามารถพูดภาษาอีสานกันพอรู้เรื่องเพราะภาษาคล้ายกันมาก ที่พักดีราคาถูกมาก แต่เรื่องอาหารการกินจะไม่โดดเด่นเป็นของพื้นบ้านทำง่ายๆ ออกแนวอาหารจีน ผู้คนเป็นมิตรและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ยังคงบริสุทธิ์ เป็นเหมือนเครื่องเร่งเร้าให้เราต้องกลับมาที่นี่ให้ได้อีกสักครั้ง…

ก่อนที่ความเจริญจะมาเยือน…

 

 

พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ใช้ชีวิตช้าๆ เพื่อรักษาสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497576

พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ใช้ชีวิตช้าๆ เพื่อรักษาสมดุล

โดย…อณุสรา ทองอุไร

ชายหนุ่มยิ้มง่ายหน้าตาใจดี ด้วยวัยไม่เต็ม 30 ดี แต่เขาสามารถต่อยอดธุรกิจของครอบครัวแตกสายงานออกมาให้มียอดขายหลายสิบล้านบาทภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาอันรวดเร็ว ทำงานอย่างมุ่งมั่นจริงจังรีบเร่งตามประสาหนุ่มไฟแรงที่ทุ่มเวลาให้กับงานเกินร้อย พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ผู้อำนวยฝ่ายการตลาด และผู้ก่อตั้งอัลเน็กซ์ บริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม

เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ด้านศิลปอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วทำงานเป็นดีไซเนอร์และผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์สปาชื่อดังระดับประเทศเกือบ 3 ปี จึงลาออกเพราะตั้งใจจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ หากบังเอิญธุรกิจที่บ้านกำลังขยายตัว คุณพ่อจึงต้องการให้มาช่วยงานที่บ้านดีกว่า เขาช่วยงานอยู่ประมาณ 2 ปี ก็ขอคุณพ่อต่อยอดงานออกมาทำอะลูมิเนียมปลอดสนิม ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีสีให้เลือกหลากหลาย ใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายนอกอาคาร ติดตั้งได้ง่าย นอกจากขายในประเทศแล้วยังส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วยภายใต้ชื่ออัลเน็กซ์ และประสบความสำเร็จในเวลาเพียง 3 ปี

แม้งานหลักจะไปได้ดีและยุ่งเพียงใด แต่เขาก็มีอีกมุมของชีวิตที่อยากหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะมองเห็นความสำคัญ เรื่องการดูแลตัวเอง การมีสุขภาพที่ดี เพราะเห็นแต่ข่าวหรือคนรู้จักที่มีปัญหาสุขภาพ เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กันมากมาย โดยเฉพาะสาเหตุจากการกินอาหารปนเปื้อน อาหารที่ไม่ถูกลักษณะ สารพิษสารเคมีทั้งหลายจากพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ต่างๆ

เขาจึงเริ่มหันมาสนใจแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ โดยเริ่มจากการเลือกซื้อพืชผักผลไม้เนื้อสัตว์ปลอดสารเคมี มาสักพักใหญ่และพบว่าผักแบบนี้จะมีราคาแพง หาซื้อยาก ที่สำคัญก็คือไม่แน่ใจว่าปลอดสารจริงหรือไม่

ประกอบกับที่พี่เขยของเขาก็เริ่มสนใจแนวทางนี้เช่นกัน เพราะพี่เคยทำงานเกี่ยวกับโครงการเกษตรพอเพียง ก็เลยชวนกันว่าเราควรจะปลูกผักเลี้ยงไข่กินเองดีไหม ครอบครัวของพวกเราจะได้มีสุขภาพที่ดีกันทั้งบ้าน เพราะบ้านเรามีผู้สูงวัย มีเด็กๆ หลานๆ ก็หลายคน ก็คิดกันว่าน่าจะลงมือทำได้แล้ว

ในที่สุดก็ได้ทำฝันให้เป็นจริง เมื่อมีคนรู้จักที่อยู่ห่างบ้านของเขาแถวพระราม 3 ประกาศขายที่ 3 ไร่ ก็ปรึกษากับคุณพ่อว่าเราซื้อที่ตรงนี้ดีไหมเขาอยากทำแบบนี้ ใกล้บ้านที่ไม่ไกลจากถนนและเป็นที่ที่เขาเคยทำสวนมาก่อนด้วย คุณพ่อเห็นด้วยก็เลยตัดสินใจซื้อที่แปลงดังกล่าว

“ทั้งผมและพี่เขยเป็นเด็กเมืองแท้ๆ ไม่เคยทำสวน แทบจะไม่เคยปลูกต้นไม้กันเลย แต่เรามีใจรักที่อยากจะปลูกผักกินเอง แต่พี่เขยเขามีองค์ความรู้ ก็เริ่มลุยกันเลย โดยจ้างคนสวนแถวนั้นมาช่วยดูแลอีกคน พี่เขยเป็นคนวางระบบเราก็ช่วยกัน มีคนสวนเป็นลูกมือ จากที่ไม่ค่อยเป็นอะไรเลย ก็เริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ วันหยุดก็ไปทำสวนกันบ้างสนุกดี (หัวเราะ)” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

แรกเริ่มเขาใช้พื้นที่แบ่งเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อปลูกผักออร์แกนิกก่อนเป็นอย่างแรก พอผักโตพอเก็บกินได้ครั้งแรกทั้งบ้านตื่นเต้นกันมาก ที่เขาสามารถปลูกผักรอดที่มีผักสลัดกินเอง ทั้งครอบครัวมีโอกาสได้มีผักกินบ่อยขึ้น เขาไปหาซื้อน้ำสลัดมาหลายๆ แบบ ทุกคนในครอบครัวเพลิดเพลินกับการกินผักแม้กระทั่งหลานๆ ก็สนุกกับการกินผักกันมากขึ้น ความรู้สึกของทั้งบ้านคือตื่นเต้นและมีความสุขมากที่ได้ปลูกผักกินเอง

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มปลูกผักสวนครัวต่างๆ ทั้งพริก มะนาว ใบมะกรูด ตะไคร้ วัตถุดิบของการทำเครื่องแกงต่างๆ เขาก็ปลูกจนครบ รวมทั้งผักต่างๆ อีกหลายชนิด เวลาแม่บ้านจะทำกับข้าวก็ข้ามถนนไปเด็ดผักที่ต้องใช้ เหมือนกับว่าเรามีซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัวเลยทีเดียว

หลังจากเริ่มปลูกผักสลัดกินเองได้ ปลูกผักสวนครัวกินเองได้ กำลังใจเริ่มมาว่าพวกเขามือเย็นสามารถปลูกต้นไม้ขึ้น (ยิ้มดีใจ) เขาก็เริ่มขยายพื้นที่ไปปลูกไม้ผลขนาดใหญ่ เช่น ขนุน มะม่วง กล้วย เน้นไม้กินผลเป็นหลัก โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย ผักไม่สวย ใบเล็กหน่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะมันสะอาดปลอดภัย

เขาเริ่มทำสวนปลูกผักมาได้ 6 เดือน เขาก็คิดถึงโปรตีนว่าควรจะมีโปรตีนกินเอง เขาก็เริ่มขุดบ่อ เลี้ยงปลานิล ปลาดุก โดยรับคนสวนเพิ่มอีก 1 คน เพื่อมาดูแลตรงนี้ พร้อมกับเลี้ยงไก่เพื่อเอาไข่ไว้กิน และสุดท้ายก็เลี้ยงหมูด้วย รวมทั้งทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆ ขึ้นอีก 1 โรง

“เราค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ โดยเอาความต้องการพื้นฐานเป็นที่ตั้งว่าเราอยากกินอะไร เราควรกินปลาก็เลี้ยงปลา เราควรมีไข่กินเองก็เลี้ยงไข่ เราชอบกินเห็ดก็ทำฟาร์มเห็ดเล็กๆ ไว้กิน ซึ่งก็ออกมาเยอะจนกินไม่ทัน จนเหลือเอาไปแจกญาติๆ เพื่อนๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำขาย ทำสวนเพื่อหวังให้คนในครอบครัวกิน คนที่เรารักได้กิน ปรากฏแจกแล้วก็ยังเหลือ คนแถวๆ นั้นพอเขารู้ว่าเรามีเห็ด มีไข่เขาก็มาขอซื้อ ถ้าเรามีเยอะเราก็แบ่งขายไปบ้างพอได้ค่าปุ๋ยบ้างไรบ้าง ตอนนี้มีคนรอคิวซื้อเห็ดกับไข่ไก่เราตลอดเลย” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

เขาเล่าต่อไปว่าดีใจที่ได้ร่วมแบ่งปันอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดสารเคมีให้กับคนอื่นได้กินด้วย เพราะจะกินได้อย่างสบายใจไร้กังวล ส่วนเรื่องเลี้ยงหมูนั้นเพราะเราต้องการมูลของเขามาทำปุ๋ย ก็ลองเลี้ยงหมูดู 4-5 ตัว นอกจากได้มั่นใจว่าเรามีอาหารที่ดีปลอดสารพิษกินเองแล้ว เวลาวันหยุดเราก็ไปดูสวนกันหลานๆ ตามคุณตา คุณน้าไปก็สนุกสนาน เหมือนเป็นกิจกรรมอีกแบบของครอบครัว วันไหนกลับบ้านเร็วก็แวะไปดูสวน กลับจากทำงานเหนื่อยๆ มาเดินเล่นในสวนก็หายเครียด เพราะงานประจำมีเรื่องต้องทำมีแต่เรื่องด่วนๆ การได้มาทำสวนมันทำให้ชีวิตสมดุล ทำให้ชีวิตช้าๆ ลงบ้าง ตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว

หลังจากที่เขาเริ่มทำสวนปลูกผัก เลี้ยงปลากินเอง มาได้ปีกว่า ใช้พื้นที่ไปยังไม่ถึงครึ่งเลย เขามานั่งคิดเล่นๆ ว่า

“เอ๊ะ!! ที่ก็ยังเหลืออีกกว่า 1 ไร่ ลองปลูกข้าวกินเองด้วยมั้ยจะได้ครบวงจร (หัวเราะ) แต่เกรงว่าจะยุ่งยาก คนสวนจะไหวไหม เลยยังรีรอๆ กันอยู่ แต่ถ้ามีโอกาสคงอยากลองดูอยากจะปลูกข้าวกล้องข้าวไรซ์เบอร์รี่ดูบ้าง”

พลกฤษณ์ เล่าถึงความรู้สึกในการมาปลูกผักทำสวนกินเองว่า นอกจากความสบายใจความมั่นใจว่าครอบครัวของเขาได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังรู้สึกมีความสุขเวลาที่ได้กินผักที่ปลูกเองกับมือ ได้กินไข่ที่เลี้ยงเอง ได้กินปลาที่เราเลี้ยงเอง

“จะรู้สึกเลยว่าไข่ไก่เราอร่อยกว่าปกติ ผักก็หวานกว่าซื้อมาจากตลาด มันสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลย มันอิ่มเอมใจเป็นที่สุด อยากเชิญชวนให้ทุกคนลองมาปลูกผักกินเอง เริ่มจากปลูกง่ายพวกผักโตเร็วทั้งหลาย พริก โหระพา มันจะทำให้คุณมีกำลังใจ อาจจะปลูกลงกระถางหลังบ้าน ริมรั้ว ถ้าพอมีที่เยอะหน่อย ก็ค่อยปลูกมะนาว  ถั่วฝักยาว กล้วย มะละกอ ซึ่งใช้ที่หลังบ้านไม่มาก บางทีก็มีคนขอเข้ามาดูที่สวนเราก็ยินดีนะส่งต่อความรู้แบ่งปันกันไป”