เกษตรกรสตรีรุ่นใหม่ ห่างไกลหนี้สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496999

เกษตรกรสตรีรุ่นใหม่ ห่างไกลหนี้สิน

เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เนื่องเพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมีการส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเกษตรกรสตรีเหล่านี้ คือผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลครอบครัว ทว่าพวกเขายังมีปัญหาในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่

จากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งใน อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน และการแบกรับความเสียหาย จากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี

โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย โดยกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ประเทศไทย กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย นำร่องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบจากความต้องการของพวกเขาเอง

หลังเริ่มดำเนินโครงการนำร่องในเดือน ส.ค. 2559 ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 625 คน และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้น 3 เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่จาก อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ

จี๊ด-รจนา บุญเพชร เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ “หาทางเลือก เพื่อทางรอด” เล่าว่า จากเมื่อก่อนขายอ้อยได้เท่าไหร่ ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ขายอ้อยและใช้เงินที่ได้มาไปวันๆ”

นอกจากนี้ จี๊ดยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรมจากโครงการแบ่งปันเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ทำให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น

แหม่ม-ณัฐวรรณ ทองเกล็ด อดีตสาวแบงก์ที่ตัดสินใจกลับไปทำกิจการไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็น จากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการและเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น

เธอเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว นอกจากนั้น เธอยังเห็นว่าปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล

ด้าน เนะ-รจนา สอนชา เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า ต้องการพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่าสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ จึงเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืนที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ ทำให้เนะสามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ย บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น เนะ หรือฉายาที่เพื่อนๆ เรียกว่า หมอดิน เพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ยังถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิตอีกด้วย

 

ต้องมนต์สองนางฟ้า สวยแถมใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496973

ต้องมนต์สองนางฟ้า สวยแถมใจดี

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

คนเรามีเหตุผลร้อยแปด ที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่สำหรับเชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ เจ้าของฉายา นางฟ้าแห่งผืนป่า และ เก๋-ชลลดา เมฆราตรี เจ้าของฉายา นางฟ้าของเหล่าสี่ขา ทั้งคู่กลับมีเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ตัดสินใจลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ในการเปลี่ยนแปลงสังคม นั่นคือ “ทำดีกว่าไม่ทำ” ถึงจะเป็นแค่พลังเล็กๆ แต่อย่างน้อย ถึงวันนี้จะปลูกต้นไม้ให้ประเทศไทยได้แค่ต้นเดียว หรือได้ช่วยสุนัขจรจัดที่ถูกทำร้ายอยู่ข้างถนนแค่ตัวเดียว ก็ยังดีกว่าได้แต่เก็บเอาความตั้งใจที่มีไว้คนเดียว โดยไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย

เชอรี่…นางฟ้าแห่งผืนป่า

“ได้ยินมาบ้างเหมือนกันค่ะ สำหรับฉายานี้ ต้องขอบคุณมากจริงๆ แต่ถึงจะเป็นนางฟ้า แต่นางฟ้าคนนี้ไม่มีเวทมนตร์นะคะ เชอรี่ยังต้องการอีกหลายแรงสนับสนุนเพื่อสานต่อความตั้งใจของเชอรี่ที่อยากฟื้นฟูป่า สร้างระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งเป็นจริง” นี่คือเสียงสะท้อนจากใจของนักแสดงสาวชื่อดังที่ระยะหลังหายหน้าหายตาไปจากวงการ เพราะกำลังอินกับการสวมบทสาวนักอนุรักษ์ที่ตระเวนไปปลูกป่า สร้างฝายในพื้นที่ต่างๆ แบบไม่ใช้สแตนด์อิน

เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ

นักแสดงสาวจิตอาสา เล่าถึงเส้นทางการทำงานเพื่อสังคมว่า ที่ผ่านมามีโอกาสทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ได้ทำเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ คือ ตอนที่เนปาลเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เธอได้รวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเข้าไปช่วยเหลือ ซ่อมแซมบ้าน โรงเรียน สร้างโรงทาน พอทำไปสักพัก เธอเริ่มคิดว่าอยากจะกลับมาทำอะไรเพื่อช่วยคนไทยบ้าง เลยร่วมกับโรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง อิชชู่ (Issue) และ ผศ.ดร.อโนทัย ชลชาติภิญโญ รองหัวหน้าภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อตั้งโครงการ “ลิตเติล ฟอเรสต์ (Little Forest) ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ” เมื่อ 2 ปีก่อน

“เวลาเห็นข่าวเกี่ยวกับการทำลายผืนป่า เชอรี่มักจะบ่นกับคนใกล้ตัวเสมอว่า อยากมีส่วนช่วย แต่ที่ผ่านมา เราก็ไม่เคยได้ลุกขึ้นมาทำอะไรเสียที เพราะมองว่าป่าไม้เป็นปัญหาใหญ่ คนตัวเล็กๆ อย่างเราคงทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะพอได้ลงมือทำ ถึงได้รู้ว่า ความช่วยเหลือเล็กๆ ของเราก็เป็นพลังได้ อย่างโครงการที่เชอรี่ทำเราเริ่มจากศูนย์จริงๆ อาศัยศึกษาข้อมูล สอบถามผู้รู้ ไปขอลงพื้นที่กับกลุ่มแม่ฟ้าหลวง เพื่อศึกษาปัญหาในพื้นที่ต่างๆ และแนวทางการแก้ปัญหา”

ตลอดการทำงานที่ผ่านมา นางเอกคนสวยยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย มีอุปสรรคทุกขั้นตอน มีบางครั้งที่เหนื่อยและท้อเป็นธรรมดา แต่เธอไม่เคยคิดที่จะถอย บอกตัวเองเสมอว่า ทุกงานย่อมมีปัญหาให้แก้ไข บวกกับเมื่อได้ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยิ่งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ รู้ว่าพระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนที่ต้องแก้ปัญหาหลายๆ ด้านในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญหาของมดงานตัวเล็กๆ อย่างเธอจึงถือเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก

เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ

“เชอรี่ไม่เคยมองว่าการลงพื้นที่แต่ละครั้งต้องปลูกป่าได้กี่ต้น สร้างฝายได้กี่แห่ง แต่มองในแง่กระบวนการเรียนรู้ที่ได้ส่งต่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ขยายผลต่อไปมากกว่า แต่ก่อนความสุขของเชอรี่เวลาลงพื้นที่ คือ ภูมิใจที่ได้เห็นผลงานที่ทำสำเร็จ แต่ตอนนี้ความสุขของเชอรี่เปลี่ยนไป เราสุขใจที่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น และคนอื่นๆ เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ”

ทุกวันนี้ แม้ผลของงานที่ออกมาจะมาไกลเกินกว่าที่คาดหวัง แต่เป้าหมายที่เธอตั้งใจนั้นยังอีกยาวไกล

“เชอรี่ตั้งใจทำในทุกงาน แต่จะไม่กดดันตัวเองเกินไป เพราะเชอรี่อยากช่วยสังคมแบบมีความสุข บางครั้งถ้าทำแล้วไม่ถึงเป้าก็ไม่เป็นไร เพราะต้องยอมรับว่าเรายังมีข้อจำกัดหลายเรื่อง ทั้งกำลังทรัพย์และแรงงานคน ตอนที่เชอรี่มาลุยงานปลูกป่าใหม่ๆ เพื่อนๆ และคนรอบข้างมักจะแซวอยู่เสมอว่า อยู่สบายๆ ไม่ชอบ

ความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เราไม่ได้ตั้งใจมาลำบาก แต่เรากำลังทำบางอย่างให้คนที่ลำบากมากกว่าเรา บางครั้งจะให้อธิบายก็บอกไม่ถูก ทั้งภาพที่ได้เห็นและความสุขใจที่ได้รับ เป็นสิ่งที่ต้องลงมาทำงานในพื้นที่เองถึงจะเข้าใจ” นักแสดงสาวจิตอาสากล่าวทิ้งท้าย

เก๋-ชลลดา เมฆราตรี

เก๋…นางฟ้าของน้องหมา

6 ปีมาแล้วที่ เก๋-ชลลดา เมฆราตรี ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมพร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อนรักสี่ขา ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธาน “มูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา” จนเธอได้รับฉายาน่ารักๆ มากมาย ไม่ว่าเป็นนางฟ้าหมาจร นางฟ้าของสี่ขา นางฟ้าของน้องหมา เธอยอมรับว่า แรกๆ ก็เขินๆ แต่ 5-6 ปีที่ผ่านมา เธอเริ่มชินกับฉายาที่ได้รับ และรู้สึกอดดีใจไม่ได้ ที่หลายคนจดจำภาพการทำงานจิตอาสาของเธอ

“เก๋ทำงานจิตอาสามาตลอดอยู่แล้ว และบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้ามีโอกาสจะทำงานอาสาให้ได้มากกว่าที่ทำอยู่ แล้วก็เหมือนโชคชะตานำพา เก๋ได้มีโอกาสช่วยหมาจรจัดตัวหนึ่ง และได้ก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา หน้าที่หลักๆ ของมูลนิธิตอนนี้ คือ ให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม ช่วยเหลือเจ้าของที่รักสัตว์แต่ยากไร้ ขาดทุนทรัพย์ด้วยการช่วยหาบ้านหลังใหม่ให้สัตว์เลี้ยงแทนที่จะปล่อยให้เป็นสัตว์จรจัด เป็นกระบอกเสียงให้สัตว์สี่ขา ปลุกจิตสำนึกให้คนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน พ.ร.บ.และกฎหมายคุ้มครองสัตว์ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย

ถึงวันนี้กฎหมายจะยังไม่ 100% แต่อย่างน้อยก็ทำให้สังคมตื่นตัว และไม่ยอมรับกับพฤติกรรมทรมานสัตว์ในทุกรูปแบบ ถามว่า จากวันแรกที่เริ่มต้นทำมูลนิธิ เราคิดว่าจะมาไกลถึงวันนี้มั้ย ไม่เลยค่ะ เราต้องพิสูจน์ตัวเองหลายอย่าง กว่าจะมาถึงวันที่เริ่มมีคนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ที่ผ่านมามีทุกความรู้สึกทั้งท้อ เบื่อ เหนื่อย เคยคิดจะเลิกทำ และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมของสรรพสัตว์ อย่างน้อยถ้าเราทำใจไม่ได้ก็ไม่ต้องไปรับรู้ แต่มีหลวงพี่ท่านหนึงเตือนสติเก๋ว่าวันนี้โยมอาจจะช่วยหมาได้ 5 ตัว แต่ถ้าโยมไม่ช่วยก็เท่ากับว่าไม่มีสักชีวิตที่จะรอด”

เก๋-ชลลดา เมฆราตรี

สาวสวยใจบุญยังบอกด้วยว่า ตัวเธอเองและอีกหลายๆ คนบนโลกใบนี้ล้วนโชคดีที่ได้รับความรักจนอิ่ม ผิดกับสัตว์ที่เกิดมาก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลก

“เก๋ไม่ได้โลกสวย ไม่ได้หวังว่าจะต้องได้รางวัลสันติภาพ แต่แค่คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเราโชคดีได้รับคนรักจนอิ่ม สัตว์อื่นๆ ก็ควรมีโอกาสนั้น เก๋อยากให้คนไทยมีจิตสำนึกในการเลี้ยงสัตว์ ถ้าคิดจะเลี้ยงต้องมีความพร้อม

หมาจรจัดที่คนบางกลุ่มมองว่าเป็นปัญหา ความจริงก่อนที่เขาจะเป็นหมาจรจัด ก็เคยเป็นหมามีเจ้าของมาก่อน หรือถ้าไม่งั้นก็อาจจะเป็นลูกของหมาที่เคยมีเจ้าของมาก่อน เก๋เชื่อว่า ถ้าทุกคนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเมื่อพร้อม ปัญหาสัตว์จรจัดจะลดลง

เก๋คิดว่าในขณะที่บ้านเราพยายามปลูกฝังค่านิยมเรื่องคอร์รัปชั่น ต้องไม่ลืมปลูกฝังเรื่องความเมตตา ไม่รักไม่ว่า แต่อย่ารังแกสัตว์เลี้ยงเลยค่ะ” เก๋ทิ้งท้ายฝากไว้ให้คิดกัน

 

ทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้น ใช้คนให้ตรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496862

ทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้น ใช้คนให้ตรงงาน

โดย…วรธาร

กิตติพงษ์ สุขเคหา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสปี้คอร์น สตอรี่ ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมคริสปี้ คอร์น คนรุ่นใหม่ที่ได้รับการจับตาว่าจะก้าวมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วยอายุยังน้อย โดยก่อนหน้าที่จะตั้งบริษัท คริสปี้ คอร์นฯ เป็นเจ้าของโรงงานผลิตและจำหน่ายขนมคริสปี้ คอร์น เคยทำธุรกิจกล้องวงจรปิดขณะอายุ 23 ปี และรับจ้างเขียนเว็บไซต์มาก่อน

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ชีวิตเขาหลังจากเรียนจบวิศวะ มหาวิทยาลัยนเรศวร ไม่เคยเดินหางานทำทั้งที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไร เกรดในปีสุดท้ายก็อยู่แค่ 2.20 แต่หลังเรียนจบเจ้านายเก่าที่บริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) (สมัยที่เขาเป็นนักศึกษาฝึกงาน) โทรมาให้ไปร่วมงานด้วยกัน พร้อมให้เงินเดือนค่อนข้างสูงสำหรับคนที่จบใหม่

กิตติพงษ์ กล่าวว่า สมัยฝึกงานที่ MRT นั้นเขาทุ่มเททุกอย่างให้กับงาน เพราะเขาถือว่างานพิสูจน์คนและเขาต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเกรดไม่ใช่เครื่องตัดสินคุณค่าคน เงินเดือนก็ไม่ใช่จุดที่จะมาวัดกันว่าใครเจ๋งกว่ากัน ผลงานที่ปรากฏต่างหากจะพูดแทนเราเอง

“ตอนฝึกงานวันหนึ่งผมได้คุยกับเจ้านายว่าคนบนโลกนี้ไม่ใช่ซูเปอร์แมนทุกคน ถ้าเราสั่งให้ทุกคนทำได้เหมือนกันหมด เช่น ให้นาย A เขียนแบบได้แบบนาย B แล้วให้นาย B ไปทำงานช่างให้เก่งแบบนาย A ผมว่ามันเป็นไปได้ยาก มันมีน้อยคนที่จะเป็นไปได้ ผมจึงเสนอทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้นให้กับเจ้านาย

ต้นที่ 1 เนื้อดี น้ำดี เปลือกดี ต้นที่ 2 เนื้อดี น้ำดี เปลือกไม่ดี ต้นที่ 3 เนื้อดี น้ำไม่ดี เปลือกดี ต้นที่ 4 เนื้อไม่ดี น้ำดี เปลือกไม่ดี ต้นที่ 5 เนื้อไม่ดี น้ำไม่ดี เปลือกไม่ดี ผมบอกกับเจ้านายว่า ถ้าเราจะทำน้ำผลไม้ขายผมจะทำอย่างไรได้บ้าง หลายคนตอบว่า เอาต้นที่ 1 ต้นที่ 2 และต้นที่ 4 มาทำ ผมก็ตอบว่าใช่

ถ้าต้องการทำขนมหวานต้องใช้เนื้อที่ดีกับน้ำที่ดี หลายคนตอบว่า ใช้ต้นที่ 1 และต้นที่ 2 นอกนั้นใช้ไม่ได้เลย แล้วผมก็ถามต่อว่า แล้วถ้าผมต้องการเถ้าถ่านไปใช้หุงเพื่อทำขนมล่ะ หลายคนตอบว่า ใช้ได้ทุกต้น ผมก็ตอบพี่ๆ เขาไปว่า เห็นไหมครับพี่ ขนาดต้นที่ 5 ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยเขายังสามารถให้ประโยชน์กับเราได้”

กิตติพงษ์ กล่าวว่า การใช้คนทำงานควรเลือกคนให้ตรงกับงาน เลือกใช้ตามความสามารถของเขา เพราะใครก็ไม่สามารถทำให้คนคนนั้นเก่งทุกเรื่องได้ ทฤษฎีมะพร้าว 5 ต้นจึงเหมาะสมที่สุดในการเลือกใช้คนทำงาน ถ้าเอาต้นที่ 1 ผลิตผลดีที่สุดมาเผาถ่านก็ต้องเสียเนื้อที่ดี น้ำที่ดี ที่สามารถเอามาทำประโยชน์ได้อีก

“ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่เจ้านายเก่าตอนที่ผมเป็นนักศึกษาฝึกงานโทรมาหาแล้วบอกให้ไปทำงานด้วยกัน ตอนนั้นผมยังไม่ได้สมัครงานที่ไหน เจ้านายถามว่าอยากได้เงินเดือนเท่าไร ผมบอก 2.5 หมื่นบาท เจ้านายโอเคตามนั้น ผมมองว่า ที่เจ้านายโทรเรียกให้มาทำงาน ด้วยเพราะคงเห็นคุณสมบัติบางอย่างหรือหลายอย่างในตัวผม และหลังจากที่ผมทำงานกับเจ้านายได้ 8 เดือน ก็มีผู้ใหญ่ของ MRT ท่านหนึ่งออกปากชมว่าเด็กคนนี้เป็นใคร เก่งแบบนี้อนาคตเป็นเจ้าของบริษัทแน่เลย และคำชมนี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ผมลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง”

กรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสปี้คอร์น สตอรี่ กล่าวว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในการทำงานต้องเลือกใช้คนให้ตรงกับงานที่เราควรจะให้เขาทำงานถึงจะออกมาดีที่สุด ที่สำคัญควรทำงานเป็นทีมเวิร์กด้วย

“ต้นมะพร้าวทั้ง 5 ต้นของผม พอมารวมกันผมทำได้ทั้งน้ำมะพร้าว ขนมหวาน แม้กระทั่งฟืนที่ใช้ในการทำขนม ผมว่าทุกคนย่อมมีประโยชน์ในตัวของตัวเอง ขนาดคนไม่เอาไหนที่สุดผมก็เชื่อว่าเขามีประโยชน์กับเรา เพราะเขาคือคนที่เราสามารถใช้ได้ง่ายที่สุด เนื่องจากเขาต้องการทำประโยชน์อะไรก็ได้เพื่อให้เขามีประโยชน์”

 

เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรก้าวหน้าด้วยแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496858

เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรก้าวหน้าด้วยแอพพลิเคชั่น

โดย…พริบพันดาว

“เกษตรกร 4.0” คือ เกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเกษตรอย่างแท้จริงและมีความรู้ความสนใจทางด้านเทคโนโลยีในการนำมาต่อยอดเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และที่สำคัญ สะดวกสบายกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันหลายคนเรียกตัวเองว่า “เกษตรกรสายอินดี้”

ล่าสุดมีการนำเสนอเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คือ “สมาร์ท ฟาร์ม คิท” ชุดอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำเสริมแกร่งเกษตรกรไทยยุค 4.0 ชุดอุปกรณ์ควบคุมรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

การเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับความไม่แน่นอนของลมฟ้าฝนและอากาศ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีทิศทางที่ดี เป็นจุดอ่อนและข้อด้อยของเกษตรกรไทย เพราะฉะนั้นในยุคออนไลน์ เกษตรกรจึงใช้สมาร์ทโฟนที่บรรจุแอพพลิเคชั่นที่ทำงานเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการเกษตรจึงเกิดขึ้น

เรียกว่าทำเกษตรบนหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ไม่ใช่การเล่นเกมฟาร์มวิลล์ในโลกเสมือน เป็นการทำเกษตรในโลกจริง

ทำความรู้จัก “เกษตรกร 4.0”

ในการบรรยาย เอสเอ็มอี คลินิก โดยธนาคารกรุงเทพ กับหัวข้อ “เกษตรกรไทยยุค THAILAND 4.0” โดย ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการคนกล้าคืนถิ่น ได้พูดถึงประเด็นเกษตรกรไทยในยุค 4.0 ดร.สุมิท โดยอธิบายว่า

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี หรือจะเป็นยุค 4.0 หรืออนาคตที่ไกลกว่านั้น ภาคการเกษตรจะเป็นภาคส่วนที่ก้าวได้ช้าที่สุด เพราะ 4.0 ที่ทุกคนพูดถึงจะเป็นในเรื่องของนวัตกรรม และการเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้ในวิถีเดิมๆ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การหาข้อมูล หรือในส่วนอื่นที่จะเป็นประโยชน์ มองว่าหากจะไปถึง 4.0 ยังต้องปูพื้นอีกเยอะ ในเชิงความหมายหลายคนอาจพูดถึง 4.0 แต่ในทางปฏิบัตินั้นอะไรคือ 4.0 ภาคเกษตรต้องเห็นชัดเจนในเชิงปฏิบัติ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรเขาถึงจะเป็น 4.0 ได้”

การที่จะให้ภาคเกษตรไปถึง 4.0 ได้นั้น ดร.สุมิท ให้เหตุผลว่า อย่างแรกต้องเตรียมพร้อมให้เกษตรกรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ ต่อมาคือต้องเชื่อมโลกได้ คือ อยู่กับสังคมโลกในยุคต่อไปได้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก

“ต้องเน้นว่าจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเองต้องรู้อะไร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องเข้าใจธรรมชาติ มีความรอบรู้ ศึกษางานวิจัย หรือรู้จักทดลองและค้นคว้า หากมีคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ สรุปก็คือ การจะเข้าถึง 4.0 ต้องเข้าใจแม้กระทั่งขั้นตอนการวิจัย มีองค์ความรู้มากพอที่จะทดลองจนเข้าใจ คือ การเป็นเกษตรกรต้องเข้าใจป่า ดิน น้ำ พันธุกรรม จุลินทรีย์ เทคโนโลยี หากมีองค์ความรู้พวกนี้ครบก็สามารถอยู่ในยุค 4.0 ได้”

แอพพลิเคชั่น “สมาร์ท 100 ฟาร์ม”

 

การทำการเกษตรในรูปแบบ “สมาร์ทฟาร์ม” ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตถึงร้อยละ 50 โดยได้รับการสนับสนุนจากคณาอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่ จ.เชียงใหม่ พัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับช่วยทำการเกษตรได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และยังสามารถใช้หาช่องทางการตลาดจำหน่ายผลผลิตได้ด้วย

โครงการสมาร์ท 100 ฟาร์ม ซึ่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร รวมทั้งการใช้แอพพลิเคชั่นสมาร์ท 100 ฟาร์มในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถที่จะควบคุมระบบต่างๆ ในฟาร์มผ่านโทรศัพท์มือถือ

เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สวนลุงจง ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่มีผลผลิตพริกออร่าพันธุ์ฮอลแลนด์เก็บขาย หลังจากลุงจงเจ้าของสวนเอาใจใส่ดูแลพริกมาตลอด 2 เดือน โดยเฉพาะการให้น้ำ ซึ่งได้รับการส่งเสริมให้ใช้ระบบตั้งเวลาปิดเปิดน้ำอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดทั้งแรงงาน เวลา และควบคุมปริมาณน้ำได้ง่ายและลุงจงก็สบายขึ้น เป็น 1 ในฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการ

ระบิน ปาลี หนึ่งในอาจารย์ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสมาร์ท 100 ฟาร์ม ขึ้นมา บอกว่า แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีการจัดการที่ดีขึ้น ประหยัดเวลาและแรงงาน ดูแลฟาร์มผ่านมือถือได้ นอกจากนี้ยังสามารถดูย้อนหลังปริมาณน้ำและปุ๋ยที่ให้ในแต่ละวัน เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ทำให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น และในอนาคตยังสามารถเชื่อมต่อกับการขายผลผลิตออนไลน์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ระบิน บอกว่า การทำการเกษตรจำเป็นต้องลงมือทำ รู้และเข้าใจพื้นฐานในการผลิตพืชแต่ละชนิด ตั้งแต่คุณภาพดิน พันธุ์ที่ปลูก การดูแลด้วยความเอาใจใส่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด จึงจะมีความเข้าใจในการผลิต ก่อนจะพึ่งพาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้การดูแลการผลิตง่ายขึ้นและหาตลาดเพิ่มขึ้นเท่านั้น

โดยมีเกษตรกรหลายรายในเขต ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมโครงการสมาร์ทฟาร์ม ติดตั้งระบบควบคุมการให้น้ำ กล้องวงจรปิด อินเทอร์เน็ต และถังเก็บน้ำขนาด 1,000 ลิตร ช่วยลดภาระการดูแลและให้น้ำ ล่าสุดมีเกษตรกรทั่วภาคเหนือเข้าร่วมโครงการนี้ 20 ราย และวางเป้าหมายจะขยายฐานสมาชิกให้ครบ 100 ราย ในอนาคต

แอพพลิเคชั่น “สมาร์ท ฟาร์ม คิท”

อีกนวัตกรรมทางการเกษตรรูปแบบใหม่ สำหรับเกษตรกรในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่จะมาช่วยลดเวลาในการดูแลพืชผักได้มากยิ่งขึ้น หลังทีมอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้คิดค้นระบบควบคุมการรดน้ำขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เกษตรกรก็จะดูแลสวนได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญสามารถติดตั้งได้ง่ายๆ ด้วยต้นทุนเพียงหลักพันบาทเท่านั้น

“สมาร์ท ฟาร์ม คิท” (Smart Farm Kit) ชุดอุปกรณ์ควบคุมระบบรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมแกร่งเกษตรกรไทยผ่านการกระจายองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงนวัตกรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการเกษตร อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. บอกว่า เกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ที่จะต้องสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการจัดการต่างๆ เพื่อบำรุงดินและผลผลิตทางการเกษตร คณาจารย์ในทีมวิจัยฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ “สมาร์ท ฟาร์ม  คิท” ระบบควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ที่เกษตรกรไทยยุค 4.0 สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนได้ เพื่อเป็นการลดความสูญเสียดังกล่าว ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยใน 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน และเทคโนโลยีการเกษตร เข้าด้วยกัน โดยระบบสมาร์ท ฟาร์ม คิท ทำให้ระบบมีการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

“เป็นการทำงานของคณะวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรได้เพิ่มผลผลิต แล้วลดต้นทุนการผลิตจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่จะทำให้ระบบสมาร์ทฟาร์มเป็นเกษตร 4.0 ให้เกิดขึ้น เราก็พยายามช่วยผลักดันเป็นอีกแรงหนึ่งของภาครัฐ ซึ่งสมาร์ท ฟาร์ม คิท ตัวนี้จะช่วยลดต้นทุนในแปลงเกษตร คือ การประหยัดน้ำและไฟฟ้า เมื่อเกิดภัยแล้งก็จะใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตและมูลค่าทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดด้วย”

รศ.ดร.สุเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับชุดอุปกรณ์ สมาร์ท ฟาร์ม คิท เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 อุปกรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ 1) ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ การสั่งเปิด-ปิดระบบรดน้ำพืชผลในแปลงเกษตร พร้อมตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้ตามต้องการ 2) ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และ 3) ระบบสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน การติดตามผล พร้อมสั่งรดน้ำและให้ปุ๋ยแก่พืชตามต้องการ ทั้งนี้ สมาร์ท ฟาร์ม คิท ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำตามเวลาที่กำหนดทำให้ช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า และยังถือเป็นการกระจายองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อประยุกต์ใช้จริงในการเกษตรด้วยต้นทุนที่ต่ำที่เกษตรกรเข้าถึงได้ โดยเกษตรกรสามารถหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเองได้ในงบประมาณเริ่มต้น 1,000 บาท สามารถใช้กับพื้นที่แปลงเกษตรขนาด 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร

“การประกอบชุดไมโครคอนโทรเลอร์ทำสมาร์ท ฟาร์ม คิท ตอนประกอบอุปกรณ์จะไม่ยาก แต่ตอนจะโค้ดดิ้ง ต้องมาขอคำปรึกษาทางเรา ซึ่งจะนำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับการปลูกพืชของเกษตรกรเองได้ สิ่งที่จำเป็นของอุปกรณ์ชุดนี้ ก็คือ ตัวไมโครคอนโทรเลอร์ คล้ายกับตัวสมองกล ตัวเซ็นเซอร์ที่จะช่วยวัดอุณหภูมิและความชื้นในอากาศและดิน แล้วก็มีตัวควบคุมปั๊มที่เรียกว่า รีเลย์ ที่จะให้น้ำและปุ๋ยในแปลงเกษตร และตัวปล่อยสัญญาณ ไว-ไฟ ที่จะให้เกษตรกรควบคุมทุกอย่างผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟนในตามที่ต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงว่าพืชชนิดใดที่จะเหมาะสมและเอาตัวสมาร์ท ฟาร์ม คิท ไปควบคุมอุปกรณ์จ่ายไฟในแปลงหรือในโรงเรือนของเกษตรกรเอง ซึ่งจะถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ”

ประสบการณ์จากเกษตรกร กันตพงษ์ แก้วกมล ประธานเครือข่าย “‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ไทยแลนด์” ที่เคยลองใช้สมาร์ท ฟาร์ม คิท บอกว่า

“ฟาร์มของเราสามารถดูแลได้โดยที่เราไม่ต้องอยู่ที่ฟาร์ม อย่างน้อยผมก็มีเวลาเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนได้ ไปดูฟาร์มตัวอย่าง ไปแนะนำเกษตรที่เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ ได้ โดยที่เรามั่นใจว่าพืชผักและต้นไม้ในฟาร์มของเรายังได้น้ำอยู่ หรือว่าฝนตกเราก็ไม่ต้องรดน้ำ ถ้าเกิดอุณหภูมิสูง เราต้องการฉีดมินิฝอยน้ำออกมาเพื่อลดอุณหภูมิในโรงเรือน เราก็สามารถสั่งการผ่านมือถือได้เลย มั่นใจได้เลย โดยไม่ต้องจ้างคนมาดูแลสวนหรือแปลงพืช เพราะเราไม่รู้ว่าเขาทำให้เราจริงไม่ และป้องกันความเสียหายได้”

ดังนั้น การที่เกษตรกรไทยจะก้าวสู่เกษตรกรยุค 4.0 จึงไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยมีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เป็นอย่างมาก หากเกษตรกรมีความกระตือรือร้นเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เกษตรของตนได้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรยุค 4.0 ผ่านการใช้เทคโนโลยียืดอายุ พร้อมคงความสดให้กับอาหาร จากแปลงเกษตรไปสู่ตลาดรับซื้อ ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากการแปรรูปอาหารหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดใหม่หรือตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

‘ขุนดง’ ราษฎรนักปลูกป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496775

‘ขุนดง’ ราษฎรนักปลูกป่า

โดย…นพพร นนทภา

“เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง”

ถ้อยคำส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการป่าไม้ ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ ในปี 2519 คงทำให้หลายคนคงสงสัยว่า พระองค์ทรงหมายถึงอะไรกันแน่ การปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นมันทำได้ด้วยหรือ แล้วควรใช้วิธีการ อุปกรณ์ เครื่องไม้ เครื่องมืออะไร สำหรับคำถามนี้ “กลุ่มขุนดง” มีคำตอบ

ย้อนกลับไปในปี 2544 บุคคลบางกลุ่มใช้ต้นไม้ซึ่งก็คือต้นกฤษณาเป็นตัวชูโรงในการหลอกลวง มาเล่นกับความโลภของประชาชน โดยประกาศขายกล้าไม้และปลูกป่าแบบแชร์ลูกโซ่ กลโกงนี้แพร่ระบาดอย่างหนักทั้งในตลาดต้นไม้และโลกโซเชียล ทำให้ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ โดยกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนกับสิ่งที่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรมายืนยันได้เลยว่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงดังคำโฆษณา

 

ที่พูดอย่างนี้ เป็นเพราะว่าวัตถุประสงค์หลักของการปลูกไม้กฤษณาคือ ต้องการน้ำมันหอมระเหย แต่ไม้กฤษณาที่ให้น้ำมันได้นั้นต้องใช้เวลาปลูกนานหลายปี แล้วไม่ใช่ว่าไม้กฤษณาจะตกน้ำมันได้มากและดีทุกต้น ดังนั้นนอกจากจะต้องอดใจรอแล้ว ยังต้องลุ้นอีกด้วยว่าไม้กฤษณาที่ปลูกนั้นจะตกน้ำมันหรือไม่ การเข้าไปตามเว็บไซต์ที่มีกลุ่มแชร์ลูกโซ่นี้อยู่ แล้วพยายามสอดแทรกการให้ความรู้ข้อมูลทางด้านชีววิทยาของต้นกฤษณา คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เกิดความเข้าใจ ฉุกคิด สามารถวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการปลูกไม้กฤษณาของแต่ละพื้นที่ได้ สุดท้ายก็จะนำไปตัดสินใจได้ว่าคุ้มไหมกับการลงทุน

การให้ความรู้ด้านชีววิทยาของไม้กฤษณา รวมทั้งต้นไม้อื่นๆ ในโลกโซเชียลนั้น นอกจากที่จะช่วยให้หลายคนตาสว่างและรอดพ้นจากแชร์ลูกโซ่ไม้กฤษณาได้แล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่รับรู้ได้ คือ ยังมีคนมากมายที่ต้องการปลูกป่า ปลูกต้นไม้อื่นๆ แต่ยังขาดความรู้และแหล่งพันธุ์ไม้ป่าที่หลากหลาย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำพาคนที่มีต้นไม้อยู่ในหัวใจไปปลูกป่า ในนามกลุ่ม “ขุนดง”

ขุนดง เริ่มต้นจากเว็บบอร์ด ที่เรียกได้ว่า เป็นศูนย์กลางของกลุ่มคนที่มีต้นไม้ในหัวใจมาพูดคุยปรึกษา ให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และยังมีการแจกเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าตามฤดูกาลให้กับสมาชิกเว็บบอร์ด พร้อมสอนวิธีเพาะ ปลูก ดูแล รวมถึงให้ความรู้ทางวิชาการ ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนั้นๆ เรียกได้ว่า สอนทุกอย่างที่เกี่ยวกับต้นไม้ ส่วนสมาชิกที่รับเมล็ดไม้ไปก็จะนำไปเพาะและปลูกในที่ดินของตนเองเป็นหลัก หากเหลือก็จะแจกจ่ายไปทั้งในและนอกกลุ่ม หรือนำไปปลูกตามพื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน ป่าช้า

 

ต่อมาเมื่อกลุ่มขุนดงเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น กิจกรรมด้านการปลูกป่าก็มากขึ้นตามไปด้วย ไล่ไปตั้งแต่การแจก แลก และปลูกป่า รวมไปถึงการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมากมายของสมาชิกกลุ่ม โดยเน้นด้านการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าไม้เป็นหลัก เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการอนุรักษ์ผืนป่า โครงการมอบขวัญและให้กำลังใจแก่คนปลูกป่า โครงการสนับสนุนกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาด้านการปลูกป่า กิจกรรมที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ คือ โครงการมอบขวัญและกำลังใจให้แก่ดาบวิชัย ผีป่าปลูกป่าแห่งปรางค์กู่ ที่กำลังป่วยด้วยโรคหัวใจและไตวาย

กิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่มขุนดงทำนั้นช่วยตอบคำถามทั้งหมดเกี่ยวกับการปลูกป่าในใจคน เพราะแท้จริงแล้ว เครื่องมือ อุปกรณ์ และวิธีการที่พระองค์ไม่ได้ทรงบอกไว้นั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือแสวงหามาจากที่อื่นใดเลย แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเราอยู่แล้ว นั่นก็คือ ความรู้ ความจริงใจ ความใส่ใจ และความมุ่งมั่นในการทำให้เกิดผล เมื่อเราพาคนที่มีต้นไม้ในใจไปปลูกป่า แล้วพวกเขาทำได้สำเร็จ พวกเขาก็จะขยายผล ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยปลูกป่าในใจคนอื่นๆ ต่อไป

ปัจจุบัน กลุ่มขุนดง มีสมาชิกเป็นเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีหลายสวนที่เพิ่งเริ่มปลูกต้นไม้ ขณะที่สวนซึ่งสร้างขึ้นในช่วงก่อตั้งกลุ่ม เริ่มกลายเป็นป่าให้ผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานได้แล้ว สำหรับทุกท่านที่สนใจการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และกิจกรรมช่วยเหลือสังคมด้านการปลูกป่า สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กกลุ่ม ขุนดง พันธุ์ไม้ฟรี 24 ชั่วโมง

 

 

 

รู้ผิดจึงรู้แก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496773

รู้ผิดจึงรู้แก้ไข

โดย…นาม ไร้นาม เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org

ไม่ว่าที่ทางหรือแห่งหนใด คล้ายได้ยินเสียงผู้คนบ่นพร่ำถึงอุปสรรคมากมายในชีวิต จะมีบ้างก็แต่บางส่วน ที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม ที่เอาแต่ละเมอเพ้อเจ้อถึงความสุข แต่นั่นก็ยังเห็นขอบของความทุกข์ที่พวกเขาซุกซ่อนไว้เบื้องหลัง ว่าก็คือ ในชีวิตของปุถุชนนั้น เต็มไปด้วยปัญหา อุปสรรค นั่นจึงทำให้โลกมีวิธีแก้ปัญหามากมายที่ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง นั่นก็ว่ากันไป ความจริงก็คือ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความทุกข์ มากน้อยคงแล้วแต่การวางใจของคนผู้นั้น หากไล่เรียงกันออกมาแล้ว ปัญหามันมีอยู่ทุกระดับ ตั้งแต่เล็กน้อยจนใหญ่โต นั่นก็คงเป็นธรรมดาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ปัญหาทางกาย ไล่มาตั้งแต่ความเจ็บป่วย เล็กน้อย ถึงหนักหนา ปัญหาความเป็นอยู่ อันนี้คนจนจะประสบมากหน่อย นั่นก็ทำให้ต้องขวนขวาย จนในที่สุดก็เข้าสู่ปัญหาสุขภาพ ไล่เรียงกันไปเป็นวัฏจักร ไม่จบไม่สิ้น แม้ในหมู่คนร่ำรวยก็ยังมีปัญหาเดียวกันในหลายครั้งที่พบเห็น ถ้าคนจนประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลน คนรวยก็ประสบภาวะล้นเกิน

ปัญหาทางใจเรื่องนี้ ออกจะเป็นสิ่งที่เสมอภาพกันถ้วนหน้า ไม่เลือกว่าจะเป็นคนสถานะเช่นไร มันยึดโยงอยู่กับความปรารถนา ความรัก ความเกลียดชัง มีความปรารถนาน้อย มีความเกลียดชังน้อย ก็เป็นปัญหาน้อย มีความปรารถนามาก มีความเกลียดชังมาก ก็เป็นปัญหามาก มีความรักผิดก็ก่อปัญหามาก มีความรักที่ดีงาม ปัญหาก็ลดลงไป ทั้งนี้ การวางใจเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นก็ว่ากันไป

ปัญหาทางความคิด นี่ออกจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่พบเจอกันอยู่เสมอ มันเชื่อมโยงมาจากความรู้ สิ่งที่รับรู้ ก่อให้เกิดความเชื่อ ความเชื่อก่อให้เกิดความยึดถือ นั่นก่อให้เกิดความกร่าง จากนั้นก็ส่งผลถึงพฤติกรรม ฟังคนอื่นน้อยลง เราล้วนเป็นฝ่ายถูก คนอื่นทั้งนั้นที่ผิดพลาด และความจริงก็คือ คนทุกคนในโลก ต่างก็มั่นใจว่า ตนถูกต้องที่สุด สิ่งที่เราคิดและทำล้วนถูกและดี โดยไม่ได้หันกลับมามองเลยว่า ถ้าถูกและดีแล้ว ทำไมชีวิต สังคม โลก ยังไม่ดีตามที่เราคิด และแน่นอนว่าเมื่อเราเห็นเช่นนั้น ก็มักจะเกิดความคิดขึ้นมาว่า ก็เพราะคนอื่นๆ ไงที่ไม่ได้ถูกต้องดีงามอย่างที่เราเป็น

ในนิยายกำลังภายในของกิมย้ง เมื่อตอน ก๊วยเจ๋งตั้งชื่อให้บุตรชายของเอี้ยคัง ได้รำพึงถึงความผิดพลาดของเอี้ยคัง จึงได้ตั้งชื่อให้เด็กว่า เอี้ยก้วย ก้วยมีความหมายว่าผิดพลาด จากนั้นก็ตั้งชื่อรองว่า เก้ยจือ อันมีความหมายว่าแก้ไข โดยจะให้ความหมายในชื่อนั้นว่า เมื่อผิดพลาดจึงรู้จักแก้ไข นี่เป็นความนัยที่มีความหมาย หรืออาจจะตีความไปได้แตกต่างกัน นั่นก็สุดแท้ แต่ความหมายหนึ่งก็คือ คนเราต้องรู้ความผิดพลาดของตนก่อน จึงจะนำไปสู่การแก้ไขได้ หากไม่รู้ข้อผิดพลาด ยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้องอยู่ร่ำไป การแก้ไขย่อมไม่เกิดขึ้น คนผู้นั้นคงต้องแบกความผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว และก่นด่าโลก และชีวิตว่าช่างสร้างอุปสรรค ปัญหา ความทุกข์ให้ตนเสียเหลือเกิน

ดูเหมือนในกระบวนการแก้ปัญหาของชีวิตคนนั้น ยากที่สุดคงอยู่ที่ขั้นตอนแรก คือการมองเห็นความผิด ดั่งที่มีคนบอกว่า หมอนั้นรักษาคนไข้ไม่ยาก แต่มันยากตรงที่จะรู้โรค รู้ที่มานั่นต่างหาก การจะวินิจฉัยโรคจึงยากกว่าการรักษาโรค อันนี้เขาว่ากันมาอย่างนั้น เช่นเดียวกัน การจะมองให้ลึกลงถึงความชัดเจนของเรื่องราวที่เป็นอุปสรรคนั้น เป็นเรื่องยากกว่าการแก้ไข และโลกมีปัญหามากมายที่แก้ไขไม่ได้ เพราะผู้ก่อเรื่องนั้นมองไม่เห็นว่า แท้จริงแล้ว เรานั่นเองที่เป็นต้นตอของเรื่อง การกระทำของเรานั่นเองที่กลายเป็นอุปสรรค นั่นทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้นเรื่อยๆ และก็คงมีบ้างกระมังที่บางปัญหาไม่สามารถแก้ไข และนั่นถ้ามันเป็นเรื่องร้ายแรง ก็อาจกลายเป็นหายนะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ความจริงหนึ่งก็คือ ตลอดช่วงชีวิตของคน ไม่มีคราใดเลยที่เราจะไม่มีปัญหา หากเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็ย่อมอยู่กับปัญหาได้ไม่ยาก เมื่อมีปัญหา เราก็เพียงแต่เรียนรู้ ทำความเข้าใจถึงสาเหตุ และแก้ไขมันอย่างเท่าทัน ต่อเมื่อปัญหานั้นเบาบางลงไป มันก็จะมีปัญหาใหม่เข้ามาในชีวิตให้เราแก้ไขต่อไป เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ก็ว่ากันไปตามปัจจัยเงื่อนไข บางเรื่องง่าย บางเรื่องยาก

องค์ประกอบของการแก้ไขปัญหานั่นเองที่คนเรามักมีไม่เหมือนกัน หากเราวางได้ยาก ความยึดมั่นในตัวตนสูง ก็ยากที่จะแก้ไขได้ บางคราวแม้เราจะรู้ว่า เรานั่นเองที่ผิดพลาด แต่เราก็พยายามหาแพะรับบาป คืออย่างไรเสีย ก็จะไม่ให้ตนเป็นคนผิด ยังไงก็ต้องหาคนรับผิดชอบ ภาวะนี้เองที่ทำให้เรารู้ว่ากิเลสของคนนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด

ไม่ง่ายเลยกับการอยู่กับปัญหา และการแก้ไข อย่างไม่ทุกข์ แต่นั่นจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เชียวหรือ หากเราฝึกฝนตนเองมากพอที่จะมองให้เห็นว่า ปัญหาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น เราก็เพียงเรียนรู้และแก้ไขมัน ความทุกข์ก็เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้น เราก็เพียงเรียนรู้ที่จะเข้าใจ และวางมัน ไม่มีอะไรง่ายกับการทำงานภายใน แต่นั่นก็ย่อมมีความหมายด้วยว่า มันมีความเป็นไปได้

 

อรุณวตรี รัตนธารี หญิงสาวผู้สร้างจักรวาลควันโขมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496724

อรุณวตรี รัตนธารี หญิงสาวผู้สร้างจักรวาลควันโขมง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ปกหลังของหนังสือเรื่อง จักรวาลควันโขมง (The Dining Universe) เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า นี่คือเรื่องราวของเด็กสาวผู้เติบโตข้างห้องครัวและหลงใหลการสร้างสรรค์รสชาติ กับความทรงจำต่อความสัมพันธ์ครั้งต่างๆ ที่มีอาหารเป็นตัวกลางระหว่างกัน…

เธอคือ ม็อบ-อรุณวตรี รัตนธารี ผู้คลุกคลีในวงการงานเขียน แต่เพิ่งเปิดตัวหนังสือเล่มเป็นครั้งแรก โดยได้รวบรวมความเรียงกึ่งวรรณกรรมจำนวน 12 เรื่องไว้ในจักรวาลควันโขมงจำนวนร้อยกว่าหน้าของเธอ

…ทั้งพะแนงจากรสมือของคุณครูในวัยประถม มิตรภาพกรุ่นกลิ่นเศร้ากับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูตรพิเศษ  หรืออาหารท่ามกลางธรรมชาติที่หาคำจำกัดความให้ไม่ได้

เพียงแค่หนึ่งย่อหน้าบนปกหลังก็ทำให้สัมผัสและได้กลิ่นชีวิตข้างครัว โดยเธอกล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้หยิบยกห้องครัวมาเป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคุณย่า และอุ่นกลิ่นไปด้วยความรักและควันอาหาร ที่เธอสามารถเขียนให้บรรยากาศเหล่านั้นลอยออกมาปะทะหน้าผู้อ่านอย่างนุ่มนวล

“เราเคยเขียนบทความเรื่องจักรวาลควันโขมงเก็บไว้นานมาก แต่ไม่ได้รวมเป็นหนังสือเล่มเพราะความที่ไม่มีเวลา จนกระทั่งมีโอกาสเข้ามา เราเลยกลับมาคิดว่าจะทำมันยังไง ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะเป็นคนชอบทำอาหารตั้งแต่เด็กๆ แต่ยังหาวิธีเล่าไม่ได้ เลยลองเขียนเพิ่มอีก 2 ตอนแล้วส่งให้พี่ บก. ดู (กาย-บรรณาธิการแซลมอน) ปรากฏว่ามันเวิร์ก เราเลยกลับมาคิดคอนเซ็ปต์ว่า เราจะสามารถเล่าอะไรได้บ้างใน 12 ตอนนี้ ร้อยเรียงกันให้เป็นหนังสือหนึ่งเล่ม จนคิดได้ว่า เราจะเล่าเรื่องใครได้ลึกเท่ากับเรื่องของตัวเอง เพราะเราไม่สามารถรู้เรื่องคนอื่นได้มากเท่ากับเรื่องตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นเลยหยิบเรื่องราวบางส่วนในชีวิตตัวเองมาเล่าและกลายเป็นคอนเซ็ปต์ของหนังสือเล่มนี้” ม็อบ กล่าว

มีคนเคยบอกเธอว่า จักรวาลควันโขมงคล้ายหนังสืออัตชีวประวัติ แต่มีรสชาติอื่นเพิ่มเติมทั้งเรื่องความสัมพันธ์ อาหาร และบทสนทนา ที่เธอเชื่อว่า ทั้งผู้เขียนและผู้อ่านต้องเคยมีประสบการณ์ร่วมกัน

โจทย์ต่อมาคือ เธอต้องหาภาษาการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งแต่เดิมเธอเคยเป็นนักเขียนแนวเรื่องสั้นมาก่อน ทำให้มีเซตภาษาประเภทหนึ่งที่เรียกว่าเป็นภาษาวรรณกรรม และมุมมองเชิงวรรณกรรมที่สามารถบรรยาย สร้างบทสนทนาที่ค่อนข้างเซอร์เรียล และการบรรยายฉากเบื้องหลังที่เน้นความรู้สึกมากกว่าความเป็นจริง เธอจึงตัดสินใจใช้เซตภาษานี้เขียนเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิต

“ทำให้กลายเป็นหนังสือกึ่งความเรียงกึ่งวรรณกรรม โดยการเล่าเรื่องเป็นแบบเข้าใจง่าย ใช้ภาษาสวยงาม ซึ่งเราออกแบบทั้ง 12 บท โดยได้เลือกสถานการณ์ที่จะทัชความรู้สึกคน ดังนั้นต้องมีสักบทที่สามารถเข้าถึงคนอ่านได้ เช่น ความสัมพันธ์กับญาติผู้ใหญ่ กับเพื่อนสมัยวัยรุ่น กับธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งอาหารกับเราก็เป็นความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง”

จักรวาลของเธอจึงเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องราว คือ อาหาร พื้นที่ห้องครัว และความสัมพันธ์ โดยคำว่า “ครัว” ม็อบนิยามมันมากกว่าห้องที่มีเครื่องครัว แต่อาจจะเป็นป่าหรือพื้นที่ใดๆ ที่สามารถผลิตรสชาติบางอย่างออกมาให้ตัวเองหรือผู้อื่นได้กิน

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคุณย่าคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยในเล่มไม่ได้เรียงเรื่องราวตามปีและเวลา ทว่าจะเรียงตามอารมณ์ของบทต่อบท เหมือนผู้อ่านกำลังชมภาพยนตร์ดีๆ หนึ่งเรื่อง

“หนังสือเล่มนี้อุทิศให้คุณย่า เพราะคุณย่าเป็นคนแรกที่สอนเราทำอาหาร และทำให้รู้สึกว่าการทำกับข้าวมันน่าสนใจ ซึ่งแม้ว่าท่านจะจากไป 13 ปี แต่เรายังจำเหตุการณ์และบทสนทนาของท่านได้ ตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เราได้กลับไปหาอารมณ์เดิมในอดีต และไปพบอารมณ์ใหม่จากความทรงจำเดิม ซึ่งเป็นหนทางที่เราจะเรียนรู้มุมมองและอารมณ์ของตัวเอง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

เหมือนที่ได้เขียนไว้ในบรรทัดสุดท้ายของหน้าแรกว่า ในฐานะผู้เขียนและผู้ปรุง เราไม่อาจคาดหวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นจานอร่อยที่ทุกคนยอมยกนิ้วให้ ทว่าหวังเพียงหนังสือเล่มนี้จะสร้างรสชาติใหม่ให้กับใจของผู้อ่านสักนิดเท่านั้นก็ยินดี ซึ่งตอนนี้เธอสามารถทำให้ใครบางคนอิ่มและอร่อยได้ไปหลายวัน

 

‘นางฟ้าเรซซิ่ง’ กับฝันการลงสนามสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496719

‘นางฟ้าเรซซิ่ง’ กับฝันการลงสนามสากล

โดย…ปอย

ทันทีที่จบรายการ Thailand Super Series 2017 การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสิ้นสุดลงในสนามแรก จ.บุรีรัมย์ ที่ผ่านมา นักแข่งสองสาวดาวรุ่งก็ฉายแสงทันใด กับการทำผลงานท้าฝ่าความแรงกับนักแข่งชายร่วมรุ่น สามารถขึ้นโพเดียมได้สง่างาม นักกีฬาคนแรก “หมอกิ๊ฟ” ณัฐญกานต์ รุ่งเพ็ชรารัตน์ คุณหมอคนสวยจากทีม Alti-brake & HYB Team แข่งขันรุ่น Thailand Super Eco เป็นปีแรก ขึ้นโพเดียมอันดับ 4

คนที่สอง “แคทลี” ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล จากทีม Morin Racing Team ผู้เข้าแข่งขันหญิงอายุน้อยที่สุดในรายการนี้

แคทลี ลงแข่งในประเภท TCR Thailand รุ่น Amateur กับรถ SEAT Leon ขึ้นโพเดียมอันดับ 3 ความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย

เริ่มทำความรู้จักคุณหมอคนสวยกันก่อน “หมอกิ๊ฟ” ณัฐญกานต์ วัย 27 ปี ชื่นชอบกีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นชีวิตจิตใจ ปัจจุบันเป็นแพทย์หญิงรักษาโรคทั่วไป มีผลงานคว้าแชมป์ Drag (BMW) Lady มาแล้ว แรงบันดาลใจในการแข่งรถเริ่มมาจากคุณหมอชอบดูการแข่งรถดริฟต์ จึงเริ่มเข้าวงการนักแข่งจากการแข่ง Drag ด้วยรถ BMW โดยมีกลุ่มเพื่อนคอยสอนและสนับสนุน พัฒนาฝีมือพร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนเป็นนักแข่งรถในปัจจุบัน

รายการ Thailand Super Series 2017 หมอกิ๊ฟ ลงแข่งประเภท Super Eco เข้ามาร่วมแข่งขันเป็นปีแรก รายการนี้มีรถกว่า 20 คัน หมอคว้าโพเดียมอันดับ 4 มาครอบครองได้ หมอต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะขับจากเครื่อง 2,500 เทอร์โบ ลดลงมาเหลือ 1,200 MA เป็นรถอีโคความไม่คุ้นเคยจึงเป็นอุปสรรค

“เตรียมตัวก่อนแข่งทั้งเตรียมรถ ต้องทำการบ้านดูคลิปเยอะๆ แต่พอมาเจอของจริง เจอแรงกดดัน เจอสภาพอากาศที่ขับ 3 รอบไม่เหมือนกันเลย ยิ่งต้องควบคุมสมาธิมากขึ้นค่ะ เป็นกีฬาที่ทำให้มีสติมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้นค่ะ”

นักกีฬาสาวสวยหน้าหวาน “แคทลี” ณัฐนิช วัย 24 ปี ร่ำเรียนจบปริญญาสาขาการตลาด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หน้าที่การงานจึงช่วยกิจการเกี่ยวกับอะไหล่มอเตอร์ไซค์ของคุณพ่อ-ฉกาจ ลีวัฒนาวรากุล นักกีฬาคนสวยแข่งรถ 4 ปีแล้ว คว้าแชมป์รายการ Toyota Vios Lady และแชมป์ RC Super Production รายการ Thailand Super Series แรงบันดาลใจจับพวงมาลัยแข่งรถเริ่มจากที่คุณพ่อแน่นอน

แคทลี เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ก็เหมือนผู้หญิงทั่วไป เดินห้าง ช็อปปิ้ง ทำผม ทำเล็บ แต่เติบโตมากับคุณพ่อที่ชอบพาไปเล่นกีฬา เช่น โยคะ เวคบอร์ด สโนว์บอร์ด เจ็ตสกี จึงชอบเล่นกีฬาท้าทายแบบผู้ชาย

อีกคนสำคัญคือน้องชาย-ฉัตรชัย ลีวัฒนาวรากุล นักกีฬาโกคาร์ต ทำให้อยากแข่งบ้าง การสนับสนุนจากคุณพ่อให้มาแข่งรถใหญ่ โดยมีเทรนด์แข่งรถ คือ RMI Racing Team ให้คำแนะนำ มีผลงานและสปอนเซอร์มากขึ้น

“สนามบุรีรัมย์เป็นสนามใหญ่ การเก็บรายละเอียดแต่ละโค้งได้มากก็จะทำเวลาได้ดี สนามบางแสนเป็นสตรีทเซอร์กิต ต้องมีสติ ต้องซ้อมตามตารางก่อนการแข่งอย่างเดียว ประสบการณ์ไฮไลต์คือ แข่งพัทยารายการ True Vision ปี 2015 เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ 2 ตลบ มีรถคันข้างหน้าเขาเสียหลัก จังหวะตัดสินใจของแคทอยู่ข้างหลังเขาคือจะหลบขวาหรือหลบซ้ายดี รถเขายังหมุนอยู่ แคทจึงตัดสินใจหลบซ้าย รถแคทเลยลงหญ้า แล้วหญ้ามันชื้น รถเลยไหลไปชนกองยางโดนมุมพอดี รถเลยพลิก

คือเสี้ยววินาทีที่เราต้องตัดสินใจ แคทหลบไม่ถูก จะต้องหลบขวาเพราะเป็นเนินลงมา ถ้ารถของเขาหยุดก็ต้องไหลลงมา แต่เราไปอยู่ท้ายเขา ประสบการณ์สอนต่อไปเคสแบบนี้ควรอยู่ข้างหน้าให้ได้”

ฟังแล้วผู้หญิงอยากเท่เป็นนักกีฬาแข่งรถแบบนี้บ้าง อาจถอดใจไปก่อน แคทลีบอกลงสนามมาแข่งกันเถอะค่ะ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนว่าน่ากลัว จะทำได้หรือเปล่า เพราะเมื่อลงแข่งก็มีรุ่นพี่คอยแนะนำอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะขับไม่ได้

“ถ้ามีโอกาสต้องลองมาแข่งเลยค่ะ ในสนามแข่งขันปลอดภัย สนุกแน่นอน” ส่วนเป้าหมายต่อไปของแคทลี คือ สนามแข่ง TCR ซึ่งจะได้ประสบการณ์และพัฒนาต่อไปในระดับสากล

 

เก่ง สถิตศรีสกุล ช่างภาพผู้หลงรักชีวิตสโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496717

เก่ง สถิตศรีสกุล ช่างภาพผู้หลงรักชีวิตสโลว์ไลฟ์

โดย…ภาดนุ

หนุ่มบุคลิกดีวัย 33 ปี เก่ง สถิตศรีสกุล คือช่างภาพพรีเวดดิ้งสุดแนวที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานและการใช้ชีวิตในแบบเท่ๆ ไม่เหมือนใคร ทั้งยังมีความชอบส่วนตัวในเรื่องการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ซึ่งนับวันจะหาได้ยากในชีวิตคนรุ่นใหม่วัยทำงานอย่างในปัจจุบันนี้

ช่างภาพพรีเวดดิ้งคือสิ่งที่ใช่

“งานหลักของผมจริงๆ แล้ว ก็คือ การดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับการแบ่งที่ดินให้เช่า ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผมดูแลให้กับครอบครัว โดยใช้เวลาเก็บค่าเช่าแค่เดือนละ 5 วันเท่านั้น แต่อีก 20 กว่าวันที่เหลือจะว่าง ดังนั้นผมจึงเอาเวลาที่เหลือนี้ไปทำงานที่ผมชอบ นั่นก็คือ การถ่ายภาพนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า เดิมทีผมเรียนจบปริญญาตรี สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เมื่อเรียนจบผมก็มาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจเลยล่ะ ทำมา 8-9 ปีแล้ว โดยไม่ได้เป็นพนักงานที่บริษัทไหนมาก่อน แม้ผมจะเรียนนิเทศศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อนเลยเช่นกัน การถ่ายรูปของผมมาจากความชอบส่วนตัวซะมากกว่า ผมจึงเริ่มฝึกฝนและเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพด้วยตัวเองโดยเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ”

เก่งบอกว่า เมื่อฝึกฝีมือถ่ายภาพจนเข้าที่แล้ว เขาก็เริ่มผันตัวเองมาเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งและงานแต่งงาน หลักๆ แล้วเขาจะชอบถ่ายงานพรีเวดดิ้งมากกว่า เพราะลูกค้าจะมีการรีเควสต์สถานที่ที่อยากจะไปถ่ายภาพ ซึ่งเขาจะชอบมาก เพราะทำให้เขาได้ท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

“ก่อนรับถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผมจะมีแพ็กเกจราคาในการถ่าย มีสถานที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก ทั้งโลเกชั่นที่เป็นแม่น้ำ ทะเล หรือภูเขา ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้าเป็นหลัก สมมติว่าช่วงนี้ที่ จ.เชียงใหม่ สวย ผมก็จะพาลูกค้าไปถ่ายภาพที่ จ.เชียงใหม่ หรือฤดูนี้ที่เขาค้อสวย ผมก็จะมาแนะนำลูกค้าด้วยเช่นกัน

พูดง่ายๆ คือ นอกจากธุรกิจครอบครัวแล้ว ผมยังมีอาชีพเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งด้วยครับ อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้เรียนถ่ายภาพมาโดยตรง ดังนั้นก่อนที่จะมาเป็นช่างภาพได้ ผมต้องพาตัวเองไปคลุกคลีอยู่กับการทำงานในสตูดิโอถ่ายภาพพรีเวดดิ้งย่านทองหล่อ ในยุคที่ธุรกิจนี้ยังเฟื่องฟูอยู่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้และซึมซับกับประสบการณ์การถ่ายภาพให้ได้มากที่สุด โดยเรียนรู้และช่วยทำงานในสตูดิโอจนได้เป็นช่างภาพเต็มตัวอยู่ถึง 3 ปีเต็ม”

หลังจากนั้นเขาก็ลาออกมาเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งแบบฟรีแลนซ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยยังมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกช่วงก็มักจะมีคู่รักหนุ่มสาวจัดงานแต่งงานกันตลอดทั้งปี ทำให้ช่างภาพสายนี้มีงานเข้ามามิได้ขาด

“การเป็นช่างภาพนอกจากจะได้ทำงานที่ตัวเรารักแล้ว เรายังได้มีโอกาสไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ โดยเปลี่ยนโลเกชั่นไปเรื่อยๆจึงถือเป็นงานที่สนุก ท้าทาย และไม่น่าเบื่อเลย ปัจจุบันนี้ผมได้เปิดเพจ FB : Shoot ideas wedding house ซึ่งจะลงรูปเกี่ยวกับงานเวดดิ้งทั้งหมด และยังมีเฟซบุ๊กกรุ๊ป : Pre wedding shoot ideas ซึ่งเป็นกรุ๊ปพรีเวดดิ้งอันดับ 1 ของไทย ที่แสดงผลงานของคนที่เคยร่วมเวิร์กช็อปและช่างภาพที่อยากแสดงผลงาน โดยตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 4.5 หมื่นคนแล้ว นอกจากรับงานของตัวเองแล้ว ผมยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเพจที่จะรับงานมา แล้วกระจายงานไปให้สมาชิกในทีมหรือลูกน้องอีกด้วย

เท่าที่ผ่านมาการเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งก็ทำรายได้ให้ดีมากๆ เพราะจะรับงานเป็นแพ็กเกจ แพ็กเกจละ 3-5 หมื่นบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังเหลือเงินหลายหมื่นบาท ที่สำคัญมันเป็นงานที่ผมรักด้วย ความสุขจึงอยู่ตรงนี้มากกว่า โดยผมอาจจะไปสำรวจโลเกชั่นที่ลูกค้าเลือก ก่อนจะไปถ่ายภาพกันจริงๆ ซึ่งโลเกชั่นเหล่านี้ก็มีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในโซนเอเชียเลยละครับ”

เก่งบอกว่า นอกจากนี้เขายังรับหน้าที่เป็นวิทยากรสอนเวิร์กช็อปถ่ายภาพอีกด้วย เมื่อสมาชิกที่ต้องการจะเวิร์กช็อปรวมตัวกันครบตามจำนวนเมื่อไหร่ ก็สามารถเชิญเขาไปเป็นวิทยากรได้เลย ซึ่งเขาจะรับงานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

หลงรักวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์

“ด้วยความที่ผมเกิดและโตที่ต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่เป็นชาว อ.แม่สวย จ.เชียงราย ผมจึงเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านไปนากันทุกวัน ผมเองก็เติบโตและวิ่งเล่นตามท้องทุ่ง กินนอนแบบติดดินอยู่กับพี่ป้าน้าอานั่นแหละ

แต่พอโตขึ้นก็ต้องเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบก็ต้องทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง แต่ในใจส่วนลึกๆ ของผมแล้วก็ยังคงนึกถึงการละเล่นและวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่บ้านนอกอยู่เหมือนกัน ดังนั้นพอมีช่วงเวลาว่างผมก็จะกลับไปที่ จ.เชียงราย ไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดเป็นระยะๆ อย่างล่าสุดผมได้กลับไปบ้านที่ จ.เชียงราย ซึ่งครอบครัวผมก็ให้ญาติๆ ใช้ที่ดินทำนาอยู่

เมื่อกลับไปเห็น ผมจึงนึกสนุกกับการทำนา ผมก็เลยไปช่วยญาติๆ ทำนาในระยะสั้นๆ โดยใช้รถไถนาแบบเดินตามไถนาเพื่อให้ดินร่วน จะได้หว่านข้าวได้ง่ายบ้าง ไปดำนาปลูกข้าวบ้าง ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่มักจะหว่านข้าวกันในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. เพื่อให้ข้าวออกรวงได้น้ำในหน้าฝนอย่างเต็มที่ แล้วถึงจะไปเก็บเกี่ยวอีกทีในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ซึ่งตอนเด็กๆ ผมเองก็เคยเกี่ยวข้าวกับเขาด้วยเช่นกัน”

เก่งบอกว่า ด้วยความที่ อ.แม่สวย เป็นสถานที่ที่อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.เชียงราย และอยู่ใกล้กับดอยอ่างขางที่อากาศดีมากๆ ซึ่งจะมีโครงการต่างๆ ของหลวงตั้งอยู่บนนั้น จึงทำให้สภาพอากาศที่ อ.แม่สวย และบริเวณใกล้เคียงดีไปด้วย

“ตอนกลางคืนอากาศจะสบายๆ แม้จะเป็นหน้าร้อน อุณหภูมิอยู่ที่ 20-23 องศาเท่านั้น ไม่ได้ร้อนเหมือนจังหวัดอื่น พอมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมญาติๆ หรือกลับไปหาเพื่อนๆ เมื่อใด ผมจะใช้เวลากับชีวิตที่ต่างจังหวัดอย่างเต็มที่เลยล่ะ

ทุกวันนี้ผมยังมีความคิดเลยว่า สักวันหนึ่งคงต้องกลับไปใช้ชีวิตที่ อ.แม่สวย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผมแน่นอน แต่ตอนนี้ยังจำเป็นต้องทำงานและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อน ช่วงอายุที่ผมอยากจะเกษียณตัวเองก็น่าจะราวๆ 50 ปีไปแล้ว เพราะตอนนั้นผมก็คงเริ่มแก่แล้ว ซึ่งการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท แวดล้อมไปด้วยญาติๆ น่าจะเป็นจุดหมายที่ผมตั้งไว้เลยล่ะ เพราะตอนนี้ครอบครัวผมก็ยังมีที่ดินอยู่ที่นั่นหลายไร่

ทุกวันนี้แม้คุณแม่ผมจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผมก็ยังมีคุณพ่อที่ต้องดูแล และมีหน้าที่การงานอยู่ในเมืองกรุง แต่อย่างที่บอกว่าเป้าหมายของผม ก็คือ การมีครอบครัว เมื่อลูกๆ โตดูแลตัวเองได้แล้ว ผมก็จะไปอยู่ด้วยกันกับภรรยาสองคนตอนเกษียณ ส่วนลูกๆ ใครจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็แล้วแต่การตัดสินใจของเขาเลยครับ”

เก่งทิ้งท้ายว่า ถ้าให้เปรียบเทียบชีวิตคนเมืองกับชีวิตคนต่างจังหวัด สำหรับเขาแล้วคิดว่าล้วนมีข้อดีแตกต่างกันไป ข้อดีของการอยู่ในเมือง ก็คือ มีอาชีพที่หลากหลาย ซึ่งผู้คนสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ หลายคนจึงยังจำเป็นต้องอยู่ในเมืองไปอีกสักพักใหญ่ๆ

“ส่วนข้อดีของชีวิตที่ต่างจังหวัด ก็คือ มีชีวิตที่เรียบง่าย อากาศดี ไม่ค่อยมีมลพิษ มีป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร ให้ได้ชื่นชม ซึ่งใจจริงของผมแล้วจะชื่นชอบวิถีชีวิตที่ต่างจังหวัดมากกว่า แต่ถึงแม้จะยังไม่ได้ไปอยู่จริง ทุกวันนี้การทำงานของผมคือการถ่ายภาพ ก็ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสธรรมชาติอยู่บ่อยๆ ซึ่งผมจะชอบบรรยากาศยามเย็นของชนบทมากๆ เพราะการได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน ผมว่ามันเป็นความสุขตามธรรมชาติที่หาได้ยาก ยังไงซะวันหนึ่งผมก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่ผมรักที่ต่างจังหวัดแน่นอนครับ”

 

จักรวาล เสาธงยุติธรรม ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเสียงด่าและคำดูถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496715

จักรวาล เสาธงยุติธรรม ชีวิตนี้ได้ดีเพราะเสียงด่าและคำดูถูก

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

โบราณว่าไว้คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ เหล็กจะแกร่งและดีต้องผ่านการตีการเผามาอย่างหนักหน่วง เช่นเดียวกับเขาคนนี้ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม นักดนตรีฝีมือฉกาจเป็นที่ยอมรับอยู่ในแวดวงดนตรีแบ็กอัพมานานเกือบ 30 ปี แต่กว่าจะถึงวันนี้เขาก็ผ่านประสบการณ์อันยากลำบากมามากมาย ไม่มีพรสวรรค์มีแต่พรแสวงล้วนๆ และได้ดีมีฝีมือมาได้ก็เพราะเสียงด่าและคำดูถูกอย่างแท้จริง

เขาเล่าย้อนถึงวัยเด็กว่าเกิดและเติบโตที่สลัมคลองเตย เพราะคุณพ่อของเขาเป็นพนักงานขับรถให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย แม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูกสองคนอย่างเข้มงวด เพราะพ่อเคยมีประสบการณ์ที่ลูกชายคนหนึ่ง (จากภรรยาคนแรก) ติดยาเสพติดและเสียชีวิตในที่สุด พ่อจึงไม่อยากให้ลูกคนอื่นต้องเจอชะตากรรมแบบนั้น พ่อจึงให้แม่เลี้ยงดูเขาและน้องสาวอย่างใกล้ชิด เพราะสังคมแถวบ้านจะมีแต่ข่าววัยรุ่นตายคาเข็ม ยิงกัน ตำรวจไล่จับกันกลางวันแสกๆ กลางคืนก็มีการเผาไล่ที่จนเป็นเรื่องปกติ แต่เด็กๆ เขาก็จะกลัวเรื่องพวกนี้มาก

“แม่ดุมากๆ เลยไม่ให้ผมออกจากบ้านไปเล่นกับเพื่อนๆ ข้างบ้านเลย ให้เล่นกับน้องสองคนอยู่แต่ในบ้าน แม่เขาจะระวังลูกๆ ไม่ให้คลาดสายตาเลย ของเล่นก็ไม่เคยมีใหม่ๆ ที่มีเล่นนี่คือได้จากของที่ลอยน้ำมาจากในคลองน้ำเน่าที่เขาทิ้งแล้ว เอามาล้างขัดถูให้สะอาดแล้วเอามาเล่นต่อ แต่โชคดีที่พ่อชอบร้องเพลง แล้วพ่อก็มีเพื่อนเป็นนักร้องลูกทุ่งเยอะ อย่างลุงไวพจน์ เพชรสุพรรณ ลุงชัยชนะ บุญนะโชติ เขาก็มากินข้าวตั้งวงร้องเพลงกันบ่อยๆ แล้วพ่อก็มีตำราร้องเพลงโบราณ เราก็นั่งล้อมวงดูพ่อกับเพื่อนๆ เขาร้องเพลงต่อเพลงกัน และเราก็ชอบดนตรี เติบโตมากับเพลงลูกทุ่งอย่างแท้จริง” เขาเล่าถึงวัยเด็กให้ฟัง

วัยเด็กเขาไม่เคยมีเครื่องดนตรี ไม่เคยได้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขารู้จัก ก็คือ ลุงข้างบ้านที่เป็นเพื่อนกับคุณพ่อมีเครื่องแอกคอร์เดียน ท่านจะเล่นเครื่องนี้เป็นประจำ เขาก็ไปนั่งฟังอยู่บ่อยๆ ลุงก็สอนให้เขาตีกลองเวลาที่ลุงเล่นแอกคอร์เดียน ให้กลายเป็นวงดนตรีย่อยๆ ขึ้นมา ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 5 ขวบ

หลังจากนั้นก็ฝึกตีกลองเล่นดนตรีอยู่แต่ในบ้าน น้องสาวก็เป็นนักร้องนำ เล่นกันไปสองคนพี่น้องเอาจานเอาชามมาหัดตีจนชามแตกไปหลายใบ บางทีลุงไปเล่นดนตรีตามงานวัด งานบวช งานโกนจุก งานครบรอบ งานเล็กงานน้อย ได้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ไปเล่นกับลุงบ่อยๆ จนเริ่มจับทางดนตรีได้

ในที่สุดวันหนึ่ง ลุงไวพจน์ เพชรสุพรรณ ก็ให้คีย์บอร์ดเก่ามาเครื่องหนึ่ง นั่นก็คือเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขาได้เป็นเจ้าของจริงจัง โดยมีพ่อสอนให้เล่น กดคอร์ดจับทางดนตรีไปเรื่อย จนได้ทางเพลงมาบ้าง ก็ฝึกฝนด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ และไม่เคยไปเรียนดนตรีที่ไหนเพราะไม่มีเงิน

จนกระทั่ง 10 ขวบ พ่อชวนตั้งวงเล่นๆ ชื่อวง จิ๊บจ้อย เล่นงานแถวบ้านได้ค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ ครั้งละไม่เกิน 100 บาท เขาเล่นคีย์บอร์ด น้องสาวเป็นนักร้องนำ บางทีเล่นๆ ไปก็มีคนขอขึ้นมาร้องเพลงสลับกับน้องสาว ซึ่งเขาต้องคอยเดาทางเพลงว่าลุงคนนี้จะร้องเพลงอะไร ป้าคนนั้นจะร้องแบบไหน เพราะไม่เคยซ้อมด้วยกันมาก่อน เดาใจกันไปว่าเสียงแกจะมาคีย์ไหน บ่อยครั้งที่เขาก็อึดอัด เพราะแกะเพลงได้ไม่หลากหลาย อยากจะไปเรียนแต่ก็ไม่มีเงิน ได้แต่ฝึกไปเองงูๆ ปลาๆ งานประจำของวงนี้คืองานวัด คุณพ่อสอนเขาว่า ฟังที่เสียงนักร้อง แล้วใช้ความรู้สึกว่าเราควรจะเล่นอย่างไรให้เข้ากับเสียงร้องอ่านโน้ตไม่ออก แต่จำเอา ฟังเอา เล่นตามที่ผู้ใหญ่เล่น

จนกระทั่งขึ้น ม.1 เขาไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ อยากจะเรียนเปียโน แต่คนอยากเรียนเยอะ คุณครูก็เลยถามว่ามีใครเคยเรียนมาก่อนหรือเปล่า เราไม่ยกมือเพราะไม่เคยเรียนมาก่อนไม่กล้าโกหกครู แต่เพื่อนๆ ยกกันหลายคน มารู้ตอนหลังว่าไอ้คนที่ยกๆ นั้นหลายคนไม่เคยเรียนมาก่อนด้วยซ้ำ

“นามสกุลเรา เสาธงยุติธรรม เราต้องซื่อสัตย์ไม่หลอกลวง เราต้องพูดความจริง แต่คนอื่นไม่ได้พูดความจริงเขาก็ได้เรียนไป เราพูดความจริงเลยไม่ได้เรียน ทั้งๆ ที่เราเล่นคีย์บอร์ดมาเกือบ 5 ปี ถือว่ามีพื้นฐานแล้วด้วย คนอื่นคีย์บอร์ดก็ยังเล่นไม่เป็น ก็เลยต้องไปเรียนไวโอลินแทน” เขาเล่าอย่างเสียดาย

ตอนนั้นเขาบอกว่าเสียใจมากๆ รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา แต่ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมแพ้ และจะไม่ยอมไปเสียเงินเรียนเองเด็ดขาด เพราะยังไงก็ไม่มีเงินไปเรียนเองอยู่แล้ว แล้วที่สำคัญกฎของโรงเรียนนาฏศิลป์ ก็คือ ห้ามนักเรียนไปใช้เครื่องดนตรีที่ตัวเองไม่ได้เรียน (เพราะกลัวจะพัง) ต้องเล่นในสิ่งที่เลือกเรียนเท่านั้น

ดังนั้น ในภาวะเวลาปกติเขาไม่มีสิทธิจะได้หยิบจับเปียโนเลย สิ่งแรกที่ทำได้ ก็คือ ไปแอบฟังครูซ้อมแล้วจดโน้ต แล้วก็ไปซื้อหนังสือดนตรีมาดูตาม ไปแอบดูครูซ้อมทุกวันจากหลังห้อง วันละ 1-2 ชั่วโมง ก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน พอวันเสาร์-อาทิตย์มีเพื่อนที่มาซ้อมเปียโนก็แอบไปเรียนไปซ้อมกับเขาบ้าง พอคุณครูรู้ถึงความตั้งใจจริงจังของเขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ซ้อมเล่นบ้าง

แล้วก็มีเพื่อนรุ่นพี่เขาเล่นที่คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็ไปเล่นดนตรีกับเขา ก็ยังเล่นไม่ค่อยดี ถูกนักร้องด่าทุกวัน ไม่มีสักวันที่นักร้องจะไม่ด่าเขา และได้ค่าแรงเป็นข้าวผัด 1 จาน ยิ่งถูกด่าเขาก็ยิ่งจำแม่นเพื่อจะไม่ให้ถูกด่าซ้ำ พอขึ้น ม.2 เขาก็เริ่มเล่นดนตรีที่คาเฟ่แบบเป็นอาชีพ เล่นตั้งแต่ 2 ทุ่ม จนถึงตี 3 ได้นอน 2-3 ชั่วโมง ตีห้าก็ตื่นไปโรงเรียน ไปแอบหลับที่โรงเรียนบ่อย จนครูเรียกผู้ปกครองไปพบเพราะคิดว่าเขาติดยา เพราะตัวดำๆ ผอมๆ ง่วงหงาวหาวนอนตลอดเวลา แม่ก็ไปยืนยันกับครูว่า ลูกชายไปเล่นดนตรีหาค่าเล่าเรียน ครูถึงเข้าใจ

วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปซ้อมดนตรีที่โรงเรียน ครูเห็นพอมีแววแล้วตั้งใจจริง ก็เลยยอมให้มาซ้อมเปียโนวันเสาร์-อาทิตย์ ซ้อมตั้งแต่เช้ายันเย็น ห่อข้าวไปกินด้วย มีแค่นม 2 กล่อง ขนมปัง 2 ชิ้น เพราะไม่มีเงินไปซื้อข้างนอกกิน มีแต่ค่ารถเมล์ไปเท่านั้น เพื่อนๆ เขาซ้อมเสร็จก็ไปวิ่งเล่นกัน ส่วนเขานั้นไม่เคยได้มีวันหยุดหรือได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ เลย ชีวิตนี่ 7  วันเต็ม ทำงานกับเรียนเท่านั้น

“ผมต้องซ้อมให้หนัก ถ้าไม่ซ้อมผมจะโดนด่าและเวลาไปเล่นที่คาเฟ่ ผมไม่อยากถูกด่าอีกแล้ว ถ้าคนนี้เคยด่าแล้วผมจะพยายามไม่ให้คนเดิมด่าซ้ำ แล้วถ้าเล่นที่ไหนดีพอจนไม่มีคนด่าแล้ว ผมจะย้ายคาเฟ่ทันที (หัวเราะ) ผมจะใช้การด่าการดูถูกเป็นแรงขับ โดยผมจะย้ายไปเล่นในคาเฟ่ที่ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น แล้วก็มีคนเก่งคนใหม่ด่าผมอีก ผมก็จะมุมานะซ้อม เพลงไหนเคยถูกด่าเพราะเล่นไม่ดี ก็จะซ้อมจนดีขึ้น ยิ่งถูกด่ามากก็จะเก่งขึ้นมาก ผมนี่โตมากับเสียงด่าเลยนะ 10 ปีแรกของการเล่นที่คาเฟ่” เขาเล่าอย่างจริงจัง

ช่วงเวลาที่แย่และสร้างความจดจำให้กับเขามากที่สุด ก็คือ เขาถูกไล่ลงจากเวที เพราะทำให้นักร้องไม่พอใจ เขาเล่นพลาดเพราะยังแกะเพลงไม่คล่อง นักร้องคนนั้นไปบอกผู้จัดการให้ไล่เขาออกเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งเป็นการไปเล่นที่คาเฟ่ดัง เพราะเป็นคาเฟ่ที่มีนักร้องมือรางวัลจากเวทีต่างๆมาร้องกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาไปเล่นได้ 15 วัน ยังไม่ได้เงินเดือนเลยด้วยซ้ำ

“ผมเดินออกมาเจอ พี่เจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า ก็ลาแก บอกพี่ผมถูกไล่ออกแล้วนะครับ ขอถ่ายรูปกับพี่เป็นที่ระลึกหน่อย เราคงไม่ได้เจอกันแล้ว พี่เขาก็ให้กำลังใจบอก ดำ (ชื่อที่คนเรียกเขาตอนนั้น) อย่าท้อนะ ตั้งใจฝึกซ้อมให้ดีขึ้นไปอีก สักวันเธอจะดังแล้วมาเล่นให้พี่นะ พี่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ มานะแล้วแกก็กอดผม” เขาเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ

หลังจากนั้นผ่านไปหลายปี เขามีฝีมือดีขึ้น ก็กลับไปขอเล่นให้กับคอนเสิร์ตของ นนทิยา จิวบางป่า ปรากฏว่าเธอจำเขาไม่ได้ เพราะเขาอ้วนดูดีขึ้น แล้วคนเรียก หนึ่ง จักรวาล ไม่ใช่ไอ้ดำคนเดิม พอเล่นจบเขาก็ถามว่า

“พี่จำผมไม่ได้หรือ ดำไงล่ะ แกถึงจำได้แล้วร้องไห้เลย ดีใจที่ผมมีชื่อเสียงขึ้น แล้วยังนึกถึง มาเล่นให้พี่เขาตามสัญญา เราก็กอดคอกันร้องไห้”

เขาเล่าว่า 20 ปีแรกในชีวิตการเล่นดนตรีของเขานั้น ยากลำบากและต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมาก ไม่เคยมีค่ามีราคาในสายตาใครเลย เติบโตมากับเสียงด่าโดยแท้จริง ค่าตัวก็หลักร้อยมาโดยตลอด หลักพันนั้นนานๆ จะได้เจอ เพิ่งมา 10 ปีหลังนี้ ชีวิตถึงเริ่มดีขึ้น เข้าที่เข้าทางขึ้น เป็นที่ยอมรับขึ้น

ในวันที่เขาสบายขึ้นคุณพ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว ตอนนี้ยังเหลือคุณแม่ และเขาก็พาคุณแม่ย้ายออกจากสลัมคลองเตยมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งใจจะเลี้ยงท่านให้สุขสบายเพราะท่านเขาจึงรอดเข็ม รอดคุก มาได้ดีจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนี้พอมีเงิน จะไปเรียนดนตรีเพิ่ม ก็ไม่มีใครยอมสอน เพราะเขาอ้างว่าผมเก่งแล้วไม่ต้องมาเรียน ถ้ามีโอกาสเขาก็จะสอนคนอื่นบ้างและเป็นการสอนฟรี แต่เขาก็จะสอนแบบโหดๆ หน่อย เพราะเขาเองก็ไม่ได้เรียนมาแบบสุขสบาย ถ้าไม่มีความตั้งใจจริงเขาก็ไม่สอนให้ จะสอนเด็กที่ยากลำบากและตั้งใจจริง” เขากล่าวทิ้งท้าย