เลือกกินให้ถูกเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 15:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/485114

เลือกกินให้ถูกเพื่อสุขภาพที่ดี

โดย…กันย์ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การเลือกกินอาหารให้ถูกวิธี ก็สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน แต่พอพูดถึงอาหารสุขภาพหลายคนจะรู้สึกว่าผักและธัญพืชต่างๆ ไม่อร่อย กินยาก จำกัดปริมาณอาหารให้น้อยลงก็หิว รู้สึกเครียด และเป็นภาระในการใช้ชีวิตยิ่งกว่าปกติ

ทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager ฟิตเนส เฟิรส์ท ให้คำแนะนำว่า แท้จริงแล้วการกินให้ดีต่อสุขภาพนั้นทำไม่ยาก ไม่ต้องถึงขนาดเปลี่ยนมากินมังสวิรัติหรือกินคลีนทุกมื้อ เพียงแค่รู้จักเลือกอาหาร ก็มีความสุขกับการกินอาหารอย่างอร่อยควบคู่กับสุขภาพดีได้ไม่ยาก

รู้เวลา มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและไม่ควรกินอาหารตอนดึกๆ แต่บางครั้งวิถีชีวิตในช่วงเวลาเร่งด่วนก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการกินอาหารเช้าเสียเลย แถมกว่าจะเลิกงานกลับบ้านก็หิวเกินกว่าจะข่มตานอนจึงต้องกินอะไรรองท้องสักหน่อย แต่พฤติกรรมการกินไม่ถูกเวลาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ คนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่อดมื้อเช้า ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และน้ำตาลในเลือดสูง

คนที่ใช้พลังงานในการทำงานหรือทำกิจกรรมมากมักจะกินอาหารวันละ 3 มื้อตามปกติ คือ เช้า กลางวัน เย็น แต่สำหรับบางคนที่ตลอดวันใช้พลังงานค่อนข้างน้อย ถ้ากิน 3 มื้อแล้ว รู้สึกแต่ละมื้อหนักไป รู้สึกอึดอัด จะแบ่งเป็นมื้อเล็ก 4-6 มื้อ/วัน หรือจะกินมื้อกลางวันในปริมาณน้อยกว่ามื้อเช้าหน่อย แล้วกินผลไม้และธัญพืชเป็นของว่างระหว่างวันก็ได้ มื้อเย็นควรกินก่อนเวลานอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และงดของว่างที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะของหวานจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องการนอน นอกจากการนอนไม่พอจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียในตอนเช้าเรื่อยไปตลอดทั้งวันแล้ว การพักผ่อนให้เพียงพอยังมีผลต่อสมองส่วนการเรียนรู้และความจำ จึงมีผลต่อร่างกายในระยะยาวได้อีกด้วย

รู้ปริมาณ หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนักหรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน ก่อนอื่นควรเข้าใจว่าควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันให้กลุ้มใจ ปริมาณอาหารต่อมื้อสำหรับผู้หญิง คาร์โบไฮเดรต 1 อุ้งมือ โปรตีน 1 ฝ่ามือ ผัก 1 กำมือ ไขมัน 1 นิ้วโป้ง ปริมาณอาหารต่อมื้อสำหรับผู้ชาย คาร์โบไฮเดรต 2 อุ้งมือ โปรตีน 2 ฝ่ามือ ผัก 2 กำมือ ไขมัน 2 นิ้วโป้ง หรือพูดง่ายๆ ว่า 2 เท่าของผู้หญิงนั้นเอง แล้วถ้าสงสัยว่าขนาดมือที่ว่าจะเป็นมือเล็กหรือมือใหญ่ล่ะ สามารถใช้ขนาดมือของตัวเองเป็นมาตรฐานได้เลย

รู้ส่วนประกอบ เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว คุณควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร การพิจารณาว่ากินอะไรแล้วจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายให้ดูว่า เมื่อเรามองอาหารชิ้นนั้นหรือจานนั้นแล้ว เรารู้หรือไม่ว่าอาหารประกอบมาจากอะไรบ้าง ควรเลือกกินอาหารที่ปรุงสดใหม่ หลีกเลี่ยงการกินอาหารแปรรูปต่างๆ ตั้งแต่อาหารว่างอย่างไส้กรอกไปจนถึงบะหมี่สำเร็จรูป อาหารแปรรูปส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมสูง และใช้สารเคมีและสารปรุงแต่งเป็นส่วนประกอบ

รู้กินหลากหลาย การกินอาหารหลายหมวดหมู่และกินอาหารหลายประเภทในหมวดหมู่เดียวกัน เช่น แต่ละมื้อกินอาหารครบทุกหมู่หรือไม่ แต่ละวันได้กินคาร์โบไฮเดรตจากแป้งประเภทใดบ้าง ข้าว พาสต้า ขนมปังโฮลวีต เผือก มันฝรั่ง โปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดใด เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อปลา หรือจากเต้าหู้ รับประทานผักและผลไม้สีเหลือง สีเขียว สีส้ม สีแดง  สีม่วง

รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว สุดท้ายไม่มีใครรู้จักร่างกายเท่ากับตัวคุณเอง ดังนั้นการคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันจึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย อายุ รูปร่าง ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิตการทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากน้อย สุขภาพโดยรวม

การกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่องกล้องตัดก้อนเนื้อ ผ่ามะเร็งลำไส้ไม่ต้องเปิดหน้าท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 12:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484708

ส่องกล้องตัดก้อนเนื้อ ผ่ามะเร็งลำไส้ไม่ต้องเปิดหน้าท้อง

โดย…กองบรรณาธิการ

อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศไทยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่ราว 1.1 หมื่นคน/ปี ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 50-70% ซึ่งสูงเป็นลำดับที่ 3 ของมะเร็งทั้งหมดของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของแพทย์ระบบทางเดินอาหารของโรงพยาบาลในการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาด้วยการส่องกล้องขั้นสูง  โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จึงมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับโรงพยาบาลซาโน โรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและการแปลผลลักษณะผิวเยื่อบุ โดยเฉพาะลักษณะผิวของติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ เพื่อให้ให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคระบบทางเดินอาหารที่ครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มุ่งเน้นที่การตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร ซึ่งพบได้บ่อยและมีความสำคัญ

ทั้งนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลสมิติเวชได้ส่งทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ไปอบรมที่ญี่ปุ่น 4 รุ่นแล้ว และทางโรงพยาบาลซาโนก็ได้ส่งแพทย์มาอบรมที่ไทย 3 ครั้ง โดยในปีนี้สมิติเวชได้นำเทคนิคใหม่ที่ใช้ในการตัดติ่งเนื้อจากลำไส้ใหญ่ หรือกระเพาะอาหารโดยการตัดออกทั้งชิ้น ผ่านทางกล้องที่เรียกว่า ESD จากโรงพยาบาลซาโนมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและการรักษาให้แก่คนไข้อีกด้วย ซึ่งโดยปกติเมื่อแพทย์ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจส่องกล้อง หากเป็นติ่งเนื้อทั่วไปแพทย์ก็สามารถตัดติ่งเนื้อผ่านการส่องกล้องได้ทันทีแต่ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้กรณีที่ติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม สำหรับเทคนิค ESD นี้ แพทย์สามารถตัดก้อนชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ออกจากลำไส้ใหญ่ และกระเพาะอาหารได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด ไม่มีแผลที่ผนังหน้าท้อง ลดระยะเวลาการอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาล และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า ทำให้คนไข้สามารถกับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อน และปลอดภัย

ขณะที่ Narrow Band Image-NBI คือการส่องกล้องเพื่อการวินิจฉัยเซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้แพทย์สามารถพบก้อนเนื้อได้ในระยะเริ่มแรกแม้ก้อนเนื้อยังไม่นูนขึ้นมา โดยสามารถตรวจก้อนเนื้อแบบแบนราบได้มากกว่าการตรวจปกติ 3 เท่า

ศาสตราจารย์ นพ.ยาซูชิ ซาโน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลซาโนและผู้อำนวยการสถาบันการผ่าตัดส่องกล้องจากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้เป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งทั้งหมด จึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้รับการตรวจอย่างน้อยคนละ 1 ครั้ง ถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติ 10 ปีครั้งค่อยตรวจซ้ำก็ได้ แต่ถ้าตรวจพบติ่งเนื้อให้ตรวจซ้ำ 3 ปีครั้งหรือถี่กว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนติ่งเนื้อที่พบ มะเร็งทุกชนิดหากตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรก การรักษาย่อมได้ผลดีกว่าการตรวจพบเมื่อระยะลุกลามแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดตรงที่สามารถทำได้เฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะแรกเริ่มเท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่  คือ กลุ่มที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมีประวัติการขับถ่ายผิดปกติ อย่างอาการท้องผูกหรือถ่ายเป็นเลือด

โรงพยาบาลซาโนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2431 ในเขตคันไซ ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นโรงพยาบาลขนาด 160 เตียง และมีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องเพื่อตรวจและรักษา และได้ก่อตั้งศูนย์ระบบทางเดินอาหารในปี 2550 มีความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคกระเพาะอาหาร เนื้องอกในมดลูก โดยใช้การผ่าตัดส่องกล้องซึ่งได้รับการยอมรับทั่วประเทศญี่ปุ่น ในปี 2556 ที่ผ่านมาโรงพยาบาลซาโนได้ผ่าตัดรักษาด้วยการส่องกล้องให้แก่ผู้ป่วยมากกว่า 5,000 ราย

 

Dance of Garuda 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484707

Dance of Garuda 2

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตราสตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การทำ Dance of Garuda ต้องใช้พลังจากภายในเพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวให้พลิ้วไหวเหมือนสายลมและนุ่มนวลเหมือนขนนก ครูได้ออกแบบให้ใช้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนเอวที่มีการบิด ส่วนลำตัว ช่องท้อง รวมทั้งการแอ่นหลัง และการพับตัวมาด้านหน้า การใช้ข้อต่อในแต่ละท่าจะช่วยกระตุ้นน้ำในข้อต่อให้มาหล่อเลี้ยงโดยตรง เพราะเน้นข้อต่อมากกว่ากล้ามเนื้อ เน้นการปรับสมดุลข้อต่อ เพียงใช้เวลาไม่กี่นาที ก็สามารถปรับสมดุลให้ร่างกายได้แทบจะครบทุกส่วน ซึ่งถ้าผู้ฝึกสามารถหายใจได้ประสานสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวจะได้รับประโยชน์สูงสุด

วิธีปฏิบัติ

1.จากสัปดาห์ที่แล้ว เราทำขาซ้าย เสร็จก็มาทำขาขวา ครั้งนี้เราจะต่อท่าโดยเริ่มจากขาขวา ด้วยการยกขาขวา วาดไปด้านหลังตะแคงฝ่าเท้า ให้เท้ายกสูงและอยู่ใกล้ก้นที่สุด

2.หายใจเข้า ส่งขาขวามาด้านหน้างอเข่า ติดต่อหน้าท้อง ขาซ้ายที่ยืนให้หย่อนเข่าเล็กน้อย

3.หายใจออก วาดขาขวาไปด้านหลัง ยืดขาตรง

4.หายใจเข้า งอขาขวาพร้อมแอ่นหลัง ยืดแขนทั้ง 2 ข้างสู่เบื้องบน

และหายใจออก ส่งขายืดกลับไปด้านหลัง

5.หายใจเข้า ส่งขากลับมาด้านหน้างอเข่าติดหน้าท้อง

6.หายใจออก วางเท้าลง ลองฝึกแบบสลับข้าง

***ข่าวดี  ****ครูปอนด์ และครูเจี๊ยบ จะนำคลาสนี้มาสอนเป็นคลาสพิเศษ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค. เวลา 14.00-16.00 น. ที่โยคะสุตราสตูดิโอ โดยสอนเป็นขั้นตอน เข้าใจง่าย ทุกท่านสามารถฝึกได้ เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย สำหรับผู้สูงอายุที่ขาไม่แข็งแรง สามารถใช้เก้าอี้ หรือกำแพงช่วยพยุงตัวได้

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลดโยคะคลาสพิเศษ

Dance of Garuda 100 บาท

ในวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค. 2560 เวลา 14.00-16.00 น.

โทร. 02-636-6758-9

 

นวัตกรรมส่องกล้อง ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484704

นวัตกรรมส่องกล้อง ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง

โดย…พุสดี

 เป็นที่น่ายินดียิ่งนัก เมื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประกาศข่าวดีว่า ในเวลานี้นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยได้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

เมื่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประสบผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดเรื้อรังขั้นรุนแรงเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยลดปริมาณการกินยาและฉีดยาได้เป็นเวลานานถึง 5 ปี นับเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยปีละประมาณหลายแสนบาทต่อคน

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับนวัตกรรม ศ.นพ.สมเกียรติ วงษ์ทิม นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย พาไปแนะนำถึงโรคหืดก่อนว่า เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ซึ่งเป็นผลจากพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น สารก่อภูมิแพ้ ทำให้มีการอักเสบเกิดขึ้นตลอดเวลา การกระตุ้นของสารเคมี ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอและหายใจไม่สะดวกจากหลอดลมตีบจากการอักเสบ

หลังจากผู้ป่วยสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบหืดมากขึ้น ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง การอักเสบเรื้อรังของหลอดลมนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืด และการหนาตัวอย่างมากของผนังหลอดลมที่เรียกว่ามีภาวะ Airway Remodeling เกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มีการอุดกั้นของหลอดลมอย่างถาวร

ปัจจุบันโรคหืดถือเป็นปัญหาสาธารณสุขอย่างหนึ่งของประเทศไทย

 ในปี 2545 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหอบรุนแรงมากถึง 102,245 ราย และมีจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 1 แสนราย ต้องเข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินด้วยอาการหอบเฉียบพลัน

ที่ผ่านมาวิธีการที่จะควบคุมอาการของโรคในผู้ป่วยให้ได้ดีที่สุด คือการใช้ยาในกลุ่มควบคุมอาการ เพื่อลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลมร่วมกับการใช้ยาขยายหลอดลมเพื่อบรรเทาอาการ แต่ในวันนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้นำนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยรักษาโรคหืดขั้นรุนแรง นับเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อสาธารณสุขของประเทศไทย

นพ.ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ แห่งหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ทางเลือกใหม่ในการรักษานี้จะใช้วิธีจี้หลอดลมด้วยความร้อน (Bronchial Thermoplasty) ข้อดีคือคนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ ไม่เหนื่อยหอบ และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย

ที่สำคัญ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารักษาตัวของคนไข้เอง และประหยัดงบประมาณของประเทศ

สำหรับกลไกการรักษา เริ่มต้นด้วยการใส่สายแคสเตเตอร์หย่อนลงไปผ่านหลอดลมเข้าไปในปอด ที่มีขนาดความกว้าง 2-3 มิลลิเมตร เซ็นเซอร์จะเปลี่ยนจากคลื่นวิทยุเป็นความร้อนที่ 65 องศา และจี้เข้าไปที่หลอดลมส่วนปลายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อเรียบให้บางลงไม่ให้หลอดลมตีบ

การจี้แต่ละจุดใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในการทำ 1 ครั้ง จะต้องจี้ให้ได้ 100 จุด จุดละ 10 วินาที หรือมากที่สุดในบริเวณปอดล่างขวา ปอดล่างซ้าย และปอดด้านบนสองข้าง ทำทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 สัปดาห์

ทั้งนี้ จากงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้ว การจี้กล้ามเนื้อเรียบทำให้โรคหืดสามารถควบคุมได้ ลดอาการกำเริบได้นานถึง 5 ปี ไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยและปอดไม่ถูกทำลาย ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นแห่งที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองมาจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดด้วยวิธีการนี้

วิธีการจี้กล้ามเนื้อเรียบจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดที่มีภาวะรุนแรงที่มีความจำเป็นในการพ่นยา กินยา และฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่มากและต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตัวผู้ป่วยแม้แต่น้อย

 

เคล็ดลับ ปรับสุขภาพกาย-ใจให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2560 เวลา 21:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/484409

เคล็ดลับ ปรับสุขภาพกาย-ใจให้แข็งแรง

โดย…ภาดนุ ภาพ รอยเตอร์ส

เทรนด์การดูแลสุขภาพยังคงมาแรง จะเห็นได้จากการที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งหลักการพื้นฐานโดยทั่วไปก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ และดูแลจิตใจให้แจ่มใส แต่การจะมีสุขภาพที่ดีได้ก็ต้องเริ่มจากการจัดระเบียบชีวิตอย่างมีระบบด้วยเช่นกัน เราจึงนำเคล็ดลับที่ช่วยปรับสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงมาฝากคุณผู้อ่าน

ดื่มน้ำหลังตื่นนอนตอนเช้า

ก่อนเข้านอนให้วางขวดน้ำดื่มสะอาดไว้ใกล้ๆ เตียง เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะได้พร้อมดื่มทันที ซึ่งการดื่มน้ำตอนเช้านี้จะช่วยเติมของเหลวให้กับร่างกาย ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยสร้างความสดชื่นแจ่มใส แถมยังกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้ดีอีกด้วย

จิบน้ำแร่ธรรมชาติระหว่างออกกำลังกาย

สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการออกกำลังกายก็คือน้ำ เพราะระหว่างออกกำลังอยู่นั้นอุณหภูมิร่างกายเราจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าร่างกายระบายน้ำได้ไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำได้ แต่น้ำแร่จะช่วยลดปัญหานี้และเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้

ตั้งเวลาเตือนให้ดื่มน้ำบ่อยๆ

ในระหว่างวันควรดื่มน้ำทุกครึ่งหรือ 1 ชั่วโมง โดยดื่มน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และควรกระจายมื้ออาหารในแต่ละวันให้ได้ประมาณ 5-6 มื้อ อาจแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2-3 มื้อ เว้นช่วงเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกายระหว่างวัน หรือจะลองใส่ผลไม้ที่คุณชอบลงไปในน้ำเย็นๆ แล้วแช่ทิ้งไว้ กลิ่นหอมๆ ของผลไม้จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น

211 รหัสลับประจำมื้อ

211 หมายถึง “ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง” ซึ่งเป็นรหัส (ไม่) ลับที่กรมอนามัยได้กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นสูตรให้คนไทยกินผักมากขึ้น นั่นคือ ใน 1 มื้อ ควรมีผักหลากสี 50% (2 ส่วน) เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 25%
(1 ส่วน) และข้าวหรือแป้ง 25% (1 ส่วน) ตามด้วยการดื่มน้ำสะอาดหลังอาหารจานหลักพอประมาณ ก็จะช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารได้ดี

ปรับอารมณ์ให้มีความสุข

ยิ่งอารมณ์บูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เรากินมากและกินไวกว่าปกติ และมักจะเลือกอาหารที่มีรสชาติหวานหรือมัน เพื่อทดแทนความผิดหวังที่เกิดขึ้น ดังนั้นควรดูแลอารมณ์ของตัวเองให้ดีและมีความสุขอยู่เสมอจะดีที่สุด

เพิ่มความกระฉับกระเฉงตลอดวัน

การทำตัวให้แอ็กทีฟอยู่เสมอจะช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากออกกำลังกายมากขึ้น อย่างเวลาทำงานก็อย่านั่งติดโต๊ะนานเกินไป ขยับเดินไปที่ไหนเสียบ้าง ลองสร้างนิสัยเดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศ ลองเปลี่ยนจากเติมน้ำใส่ขวดบนโต๊ะทำงานเป็นเติมน้ำในแก้วแทน เพื่อที่เวลาน้ำหมดก็จะเป็นการบังคับกลายๆ ให้เราลุกขึ้นจากโต๊ะไปเติมน้ำทุก 30 นาที หรือระหว่างนั่งดูทีวีก็อาจจะเพิ่มกิจกรรมกวาดบ้าน จัดเก็บบ้าน รีดผ้า ก็จะช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงสู่ร่างกายได้อย่างง่ายๆ

ฟิตร่างกายได้ทุกวัน

เพียงตื่นเร็วขึ้น 15 นาที เพื่อออกกำลังกายในห้องนอนง่ายๆ ด้วยการยืด เหยียด หรือเต้นแอโรบิกตามจังหวะเสียงเพลงมันๆ แค่นี้ก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระฉับกระเฉง พร้อมรับวันใหม่ได้อย่างเต็มที่

คิดบวกเพิ่มพลัง

มาเติมพลังความคิดบวกกันเถอะ เพราะคนที่คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี ย่อมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเสมอ โดยคิดว่าการเปลี่ยนตัวเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ และอาจได้ค้นพบสิ่งที่ดีกว่าซึ่งรอคุณอยู่ข้างหน้าก็ได้

บริหารเวลาอย่างฉลาด

การรู้จักจัดสรรเวลาเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองเริ่มแบ่งเวลาตามกฎ 80 : 20 โดยแบ่งเวลาให้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต 20% และอีก 80% ให้เวลากับสิ่งสำคัญที่รองๆ ลงไป แล้วจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการบริหารเวลาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ฝึกหายใจล้างพิษ

คนที่มีความเครียดสูงมักหายใจเร็วและสั้น คือมีการขยับของทรวงอกมากกว่าช่องท้อง วิธีฝึกหายใจแบบล้างพิษจะช่วยขับไล่ของเสียในเลือด ช่วยขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้มาก และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ วิธีการฝึกทำได้ทั้งในท่านั่งหรือท่ายืน และควรทำในที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี เริ่มจากหายใจเข้าให้ท้องพอง ทรวงอกยกขึ้นจนเต็มที่ กลั้นลมหายใจไว้ 2-3 วินาที ต่อด้วยค่อยๆ ระบายลมหายใจออกมาผ่านไรฟันและริมฝีปากให้เกิดเสียง “ซี” จนรู้สึกว่าปอดและท้องแฟบ ให้ปฏิบัติเช่นนี้วันละ 5 นาที ความเครียดก็จะลดลง

 

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/483785

โรคหืด โรคใกล้ตัวที่ควรรู้จัก

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้มีผู้ที่รู้จักหลายท่านได้สอบถามผมเรื่องโรคหืด (ในฐานะที่ผมเป็นอายุรแพทย์โรคปอด) ว่าโรคหืดรักษาได้มั้ย รุนแรงขนาดถึงขั้นเสียชีวิตเลยหรือไม่ จริงๆ แล้วโรคหืดเป็นโรคทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเราเท่าไรนัก เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อย ในประเทศไทยพบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคหืดในประชากรไทยประมาณ 10% โรคหืดเป็นโรคที่พบได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยแต่ส่วนมากมักมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ป่วยอาจมีอาการแตกต่างกันมากตั้งแต่แค่มีอาการไอเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงจนไม่สามารถหายใจได้เองและเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การเข้าใจโรคและแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสมจะจึงมีความสำคัญมาก

โรคหืดเกิดจากอะไร

โรคหืดเป็นโรคที่เกิดมีการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ในทางเดินหายใจส่วนล่างหรือหลอดลม การอักเสบที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรคนะครับ แต่เป็นการที่มีเซลล์อักเสบเข้ามาอยู่ในเยื่อบุหลอดลมเนื่องจากได้รับการกระตุ้นบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิแพ้การอักเสบเรื้อรังดังกล่าวจะทำให้เกิดการตีบของทางเดินหายใจและอากาศจะผ่านเข้าออกจากปอดได้น้อยลง อาการผู้ป่วยโรคหืดจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีการตีบของทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้มีอาการไอ หอบเหนื่อยมีเสมหะมาก ได้ยินเสียงวี้ดในปอด โดยอาการจะเป็นช่วงๆ และในช่วงที่ไม่มีอาการก็จะเหมือนคนปกติ อาการของผู้ป่วยมักเกิดขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น สัตว์เลี้ยง หรือในภาวะบางภาวะ เช่น การติดเชื้อหวัด อุณหภูมิหรือความชื้นของอากาศเปลี่ยน ภายหลังการออกกำลังกาย ภาวะเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้หลอดลมตีบได้

โรคหืดรักษาอย่างไร

การรักษาโรคหืดจะมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ

1.ให้ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ไอหรือหอบเหนื่อย

2.ให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

3.ไม่มีภาวะหลอดลมตีบเฉียบพลัน

4.มีสมรรถภาพของปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เราพบว่าผู้ป่วยหืดส่วนใหญ่ที่ได้รับยาอย่างเหมาะสมจะสามารถควบคุมอาการจนเป็นเหมือนคนปกติได้ แต่ต้องขอเน้นนะครับว่าการรักษาโรคหืดจะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาไม่ทำให้ผู้ป่วยหายขาดนะครับ แต่ควบคุมอาการของโรคได้ (คล้ายๆ กับการทานยาควบคุมความดันโลหิตครับ)

แนวทางในการรักษาโรคหืดที่สำคัญจะประกอบด้วย

1.ยืนยันการวินิจฉัย เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องภายหลังการวินิจฉัยและอาการของโรคหืด เช่น หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง ก็เป็นอาการที่ไม่จำเพาะสำหรับโรคหืด แต่สามารถพบได้ในโรคอื่นๆ หลายๆ โรค ดังนั้น การวินิจฉัยโรคหืดจึงมีความสำคัญมากว่าได้รับการวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแน่นอนตั้งแต่แรก

2.การประเมินความรุนแรงของโรค โดยดูจากอาการของผู้ป่วยว่ามีอาการหอบบ่อยแต่ไหน ต้องใช้ยามากแค่ไหนในการควบคุมอาการ และตรวจสมรรถภาพปอดเพื่อประเมินระดับความสามารถของปอด

3.การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก สารที่กระตุ้นให้มีอาการมากขึ้น ได้แก่ ควันบุหรี่ มลภาวะ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ สารก่อภูมิแพ้ที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น แมว สุนัข แมลงสาบ

4.การใช้ยา เมื่อผู้ป่วยมีอาการระดับหนึ่ง แพทย์จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการโรคหืด หลักการใช้ยาที่สำคัญในการรักษาโรคหืด คือ

-การใช้ยาแบบพ่นหรือสูดจะดีกว่าการรับประทานยา

-การใช้ยาจะต้องใช้อย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

-มีการปรับลดและเพิ่มยาตามอาการของผู้ป่วย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดจะประกอบด้วยยา 2 กลุ่มคือ

1.ยาที่ใช้ป้องกันหืด เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดลม ยาหลักที่ใช้กันมาก ได้แก่ ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น ยากลุ่มนี้คือต้องใช้ต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมและป้องกันการเกิดอาการ ห้ามหยุดยาเอง ต้องให้แพทย์นำว่าควรจะหยุดยาเมื่อไร

2.ยาที่ใช้รักษาหลอดลมตีบ ได้แก่ ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้จะใช้เป็นครั้งคราวในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยหรือมีอาการกำเริบเท่านั้น

จะเห็นว่าโรคหืดเป็นโรคทางระบบหายใจโรคหนึ่งที่การรักษาที่เหมาะสมจะสามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างมาก เรียกว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยครับ ดังนั้น ถ้าท่านมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหืดควรปรึกษาแพทย์ครับ ส่วนท่านที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วต้องพยายามใช้ยาให้ถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำครับ

 

ผลวิจัยชี้กินผักผลไม้10ส่วนต่อวันอายุยืนห่างไกลโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482835

ผลวิจัยชี้กินผักผลไม้10ส่วนต่อวันอายุยืนห่างไกลโรค

โดย…www.m2fnews.com

เป็นที่ทราบกันดีว่า การบริโภคผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ แต่ผลการศึกษาล่าสุดโดยราชวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษยังพบข้อมูลด้วยว่า การรับประทานอาหารกลุ่มพืช 10 ส่วนต่อวัน ยังช่วยให้ผู้คนอายุยืนขึ้นด้วย

ผลการค้นคว้าซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านระบาดวิทยานานาชาติ มาจากการศึกษาพฤติกรรมการกินของผู้คนกว่า 2 ล้านคน จากผลการศึกษา 95 ฉบับ ซึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวัน เสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็งและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้ที่ไม่แตะต้องผักและผลไม้เลย

นอกจากนี้ ปริมาณการรับประทานยังมีผลต่อระดับความเสี่ยงด้วย เมื่อเทียบกับคนที่ไม่รับประทานผักหรือผลไม้ คนที่รับประทานอาหารกลุ่มผักและผลไม้ 200 ก. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ 13% ส่วนคนที่ทานมากถึง 800 ก. หรือคิดเป็น 10 ส่วนต่อวัน ความเสี่ยงลดลงสูงถึง 28%

ด้านความเสี่ยงโรคมะเร็ง คนที่รับประทานอาหารกากใยลดความเสี่ยงให้ตัวเอง 4% และมากถึง 13% เมื่อทาน 800 ก.ต่อวัน ขณะที่ภาวะการเสียชีวิตก่อนวัย ผู้ที่ทานผักและผลไม้ 200 ก. จะเสี่ยงน้อยกว่า 15% ขณะที่ 800 ก. จะห่างไกลไปอีก 31%

ประเภทของผักยังมีส่วนในการลดความเสี่ยงของโรคร้ายด้วย เช่น ผักใบเขียวอย่างผักโขม ผักสีเหลืองอย่างพริกหยวก หรือผักตระกูลกะหล่ำ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ถ้าต้องการป้องกันโรคหัวใจ ควรทานแอปเปิล แพร์ ผลไม้รสเปรี้ยว สลัดผัก ผักใบเขียว หรือผักกะหล่ำเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ปริมาณ 10 ส่วน หรือ 800 ก.ต่อวัน เทียบเท่ากล้วยใบเล็ก 10 ลูก หรือผักชามโตชามหนึ่ง ซึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับมุมมองหรือลักษณะการกินของผู้บริโภคเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนหรือ 400 ก.ต่อวันอยู่แล้ว แต่ผลการศึกษาเรื่องนี้ต้องการบ่งชี้เพิ่มเติมว่า ผู้คนจะยิ่งมีสุขภาพดี ห่างไกลจากความเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากขึ้น หากปรับเพิ่มปริมาณรับประทาน

 

โรครองช้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482675

โรครองช้ำ

โดย…แพทย์จีน สมชาย จิรพินิจวงศ์ แผนกฝังเข็ม คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน Facebook Fanpage : huachiew tcm

โรครองช้ำ เป็นชื่อที่ประชาชนทั่วไปรู้จักว่าจะมีอาการเจ็บบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะเวลาที่ตื่นนอนลงจากเตียงตอนเช้า หรือนั่ง หรือยืนนานๆ เดินนานๆ จะเจ็บจนต้องพัก ชื่อเป็นทางการ โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) สาเหตุส่วนมากเกิดจาก

1.น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อต้องยืน เดิน มากๆ จึงอักเสบ

2.อิริยาบถที่ยืน เดินนานๆ เช่น คนที่เป็นยาม หรือคนขายของตามหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า

3.เลือกใส่รองเท้าไม่เหมาะสม แข็งเกินไป บีบรัดเกินไปไม่พอดีเท้า

4.โครงสร้างร่างกายตั้งแต่ช่วงหลังเอวลงไป หรือเฉพาะที่ใต้เท้า เช่น เป็นเท้าแบน อุ้งเท้าโก่งมากเกินไป เป็นต้น

ในทางแพทย์จีน กล่าวไว้น่าสนใจว่า เมื่อคนอายุย่างสู่ 40 พลังอินในร่างกายจะลดทอนครึ่งหนึ่ง อินในที่นี้เป็นสารที่จะหล่อเลี้ยงเอ็น กระดูก ทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะตับไต เป็นสองอวัยวะที่จะเกี่ยวข้องมากที่สุด เพราะไตจะกำกับเกี่ยวข้องกับกระดูก ตับจะกำกับเกี่ยวข้องกับเอ็น ดังนั้นอาการปวดรองช้ำจึงมักจะเกิดจากอินของตับและไตไปหล่อเลี้ยงเอ็นกระดูกไม่เพียงพอ เอ็นจึงขาดความยืดหยุ่น กระดูกจึงเปราะบางและความแข็งแรงลดลง

อาการจะเจ็บเหมือนมีอะไรทิ่มตำบริเวณส้นเท้า หรืออาจจะปวดรวมๆ ทั้งฝ่าเท้า อาการปวดจะหนักเบาเป็นระยะขึ้นกับการพักผ่อน หรืออิริยาบถท่านั้นนานๆ เช่น ยืน เดิน ในการแพทย์จีนอธิบายว่าอาการเจ็บมากในช่วงตื่น หรือจากการนั่งพักนานๆ พอลงน้ำหนักจะเจ็บปวด ในขณะที่คนนอนพัก นั่งนาน การไหลเวียนจะเชื่องช้าลง ชี่และเลือด (อิน) จะไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ลดลง เมื่อการหล่อเลี้ยงไม่พอ ก็จะปวด หรือในคนที่สุขภาพอ่อนแอ (พลังไตอ่อนแอ) การไหลเวียนของชี่ลดลง เลือดจะคั่ง จึงทำให้ปวด

การรักษา : 1.ฝังเข็ม 2.แช่เท้าด้วยยา 3.รับประทานยา

การฝังเข็ม

จะฝังบริเวณจุดใกล้ๆ กับส้นเท้า หรือใต้ตาตุ่ม เพื่อเพิ่มการไหลเวียนควบคู่กับใช้จุดบำรุงเอ็น กระดูก

การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพรจีน

ตัวยาที่ใช้มักจะมีสรรพคุณเพิ่มการไหลเวียนและบำรุงเอ็น กระดูก เช่นเดียวกัน กับยาที่แช่จะอุ่นๆ จึงทำให้การไหลเวียนดีมากขึ้น

รับประทานยา

กรณีนี้มักจะเหมาะกับคนที่สุขภาพอ่อนแอ สูงอายุ หรือเป็นมานานเรื้อรัง ยาที่จะใช้มีสรรพคุณบำรุงเอ็น กระดูก แล้วจะมียาสลายเลือดคั่งด้วย

การดูแลและป้องกัน

1.ควบคุมน้ำหนัก

2.เปลี่ยนอิริยาบถและพักเป็นเวลา

3.เลือกรองเท้าให้เหมาะสม

4.กรณีที่โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เช่น เท้าแบนก็ต้องใส่ Support หนุนอุ้งเท้า ซึ่งต้องพบแพทย์กระดูกเฉพาะทาง ควบคู่กับการรักษาแบบแผนจีน ซึ่งจะเน้นรักษาสร้างเสริมให้ร่างกายสมดุล คือ ให้เอ็นและกระดูกแข็งแรง ด้วยการบำรุงตับและไต

 

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/482674

Utthan Pristhasana Variation (The Lizard Pose Variation)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าสัตว์เลื้อยคลาน ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ขาหนีบและเอ็นร้อยหวาย ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และช่วยเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสำหรับการฝึกอาสนะที่เน้นการเปิดสะโพกที่ลึกขึ้น

ในเวอร์ชั่นนี้ครูได้มีการออกแบบให้ตะแคงเท้า เพื่อเปิดองศาหัวเข่ามากขึ้น จะส่งผลโดยตรงไปที่ข้อเท้าและข้อสะโพกมากกว่าเดิม จึงช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ข้อเท้าได้อย่างดี

ในขณะฝึกต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องผลักดันตัวเองมาก กระจายน้ำหนักให้ถูกต้องไม่โถมตัวลงลึกมากเกินไป โดยรักษาความตื่นตัวขณะค้างท่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่าหรือสะโพก ควรงดการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นจากท่า The Lunge Pose โดยขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง เพื่อเตรียม

 

2.ส่งมือขวามาอยู่ด้านในขา ยกข้อมือขึ้นกดโคนนิ้วมือและปลายนิ้วมือลง เพื่อที่น้ำหนักจะได้ไม่โถมลงข้อมือ ยืดแขนและไหล่ให้สบายก่อน ขยับฝ่าเท้าขวาออกไปด้านข้างเล็กน้อย วางเข่าซ้ายลงด้านหลังเบาๆ หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.ตะแคงฝ่าเท้าขวา โดยกระจายน้ำหนัก เปิดหัวเข่าและสะโพกออกตามกำลัง ค้างท่าประมาณ 10 วินาที หายใจตามธรรมชาติ

 

4.หายใจออกวางท่อนแขนทั้งสองข้างลงที่พื้น หงายฝ่ามือ ค้างท่าประมาณ 20 วินาที หายใจเข้าออก

 

5.ยืดหลังส่วนบนและยืดแขนทั้งสองข้าง ทแยงมุมออกไปที่มุมเสื่อฝั่งซ้าย วางหน้าผากลงพื้น หายใจเข้าออก ค้างท่าประมาณ 10 วินาที ตามกำลัง

 

6.คลายขาหน้าด้วยการทำท่าครึ่งลิง แล้วทำสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481675

Hyperbaric Oxygen Therapy คืออะไร

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในช่วงอาทิตย์นี้ สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น คงไม่พลาดข่าวที่ได้รับความสนใจในระดับต้นๆ คือปฏิบัติการที่ในบริเวณวัดพระธรรมกาย และคงมีผู้ที่สังเกตเห็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่พบอยู่ในบริเวณวัด มีลักษณะคล้าย Capsule ที่คนสามารถเข้าไปนอนได้ และมีการสอบถามมาจากสื่อต่างๆ มากมายว่าอุปกรณ์ดังกล่าวคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งอุปกรณ์ที่เห็นนี้ คือ Hyperbaric Oxygen Chamber หรืออุปกรณ์สำหรับรักษาผู้ป่วยด้วยออกซิเจนที่มีความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy, HBOT)

HBOT คืออะไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยปกติในความดันบรรยากาศปกติจะมีออกซิเจนอยู่ในอากาศประมาณ 21% และมีความดันของก๊าซออกซิเจนประมาณ 150 mmHg ในบรรยากาศปกติและเมื่อเราหายใจออกซิเจนเหล่านี้ก็จะมีการดูดซึมที่บริเวณเส้นเลือดในปอดและถูกนำไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย การให้การรักษาด้วยออกซิเจนความดันบรรยากาศสูงคือการปรับแรงดันบรรยากาศในห้อง (Chamber) ที่มีการสร้างแบบจำเพาะ เพื่อให้มีแรงดันบรรยากาศที่สูงกว่าแรงดันบรรยากาศปกติในระดับน้ำทะเลได้หลายเท่า (โดยปกติ 2-3 เท่า) เมื่อผู้ป่วยเข้าไปอยู่ในห้องปรับความดันที่มีออกซิเจนบริสุทธิ์ ก็จะทำให้ผู้ป่วยสามารถได้รับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายในระดับที่สูงมากกว่าปกติได้

ผลของการใช้ HBOT

การให้ผู้ป่วยได้รับ HBOT อย่างเหมาะสม พบว่าจะสามารถช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในร่างกายผู้ป่วยได้  ในผู้ป่วยที่มีฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด HBOT จะช่วยลดขนาดของก๊าซที่อุดตันเส้นเลือด มีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อและอาจช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ได้ ปัจจุบันพบว่าสามารถประยุกต์ใช้ HBOT เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ภาวะที่ผู้ป่วยเกิด Decompression Sickness จากการดำน้ำ (โรคน้ำหนีบ) โดยพบในผู้ป่วยที่ไปดำน้ำแล้วขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการภายหลังขึ้นจากน้ำ โดยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว หรือรุนแรงขนาดหมดสติ อ่อนแรง ตามร่างกายได้ ภาวะที่มีก๊าซอุดตันในกระแสเลือด ภาวะที่มีแผลเรื้อรังที่บริเวณแขน ขา จากการที่ขาดเลือดไปเลี้ยง หรือในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเรื้อรัง โดยการใช้ HBOT อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงบริเวณเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดได้ นอกจากนี้ ยังมีการพยายามใช้ HBOT ในการรักษาเพื่อหวังผลด้านการชะลอวัย (Anti Aging) หรือเสริมความงาม เช่น ลดรอยย่นของผิวหนัง ต้านฤทธิ์ของรังสี UV และมีการนำมาใช้ในข้อบ่งชี้อื่นๆ อีกมากมาย แม้ว่าโดยทางทฤษฎีอาจดูน่าสนใจ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า HBOT สามารถทำให้เกิดผลดีในภาวะอื่นๆ ดังกล่าวได้ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานได้

แนวทางการรักษาด้วย HBOT

การรักษาด้วย HBOT จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรผู้มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ในสถานพยาบาลที่มีความชำนาญเฉพาะ ปกติ Chamber ที่ใช้จะมีทั้งขนาดที่สามารถเข้าไปใช้ได้ทีละคน หรือแบบห้องใหญ่ที่สามารถเข้าไปได้พร้อมกันหลายคน หรือให้รถเข็นเข้าไปได้ การรักษาด้วย HBOT ผู้ป่วยมักเข้าไปรับการรักษาเป็นเวลาสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง ภายใต้แรงดัน 2-3 เท่าบรรยากาศ ภายใต้การเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ผลข้างเคียงที่เกิดจาก HBOT สามารถพบได้ เช่น ความดันบรรยากาศที่สูง อาจทำให้เกิดอาการหูอื้อหรือลมรั่วในปอดได้ การได้รับออกซิเจนในระดับสูงอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแน่นหน้าอก แสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือในผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักได้ แต่พบได้น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การรักษาด้วย HBOT สามารถทำให้ผลการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในบางภาวะดีขึ้น และจัดเป็นการรักษามาตรฐานที่ต้องได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังมีการพยายามนำ HBOT มาใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ อีกมากมาย แต่ยังคงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมว่าจะมีประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในวงการเสริมความงามหรือเวชศาสตร์ชะลอวัย