ไข้เลือดออกอันตรายใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/476054

ไข้เลือดออกอันตรายใกล้ตัว

โดย…กันย์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ไข้เลือดออกมีสาเหตุมาจากไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคนี้จะคล้ายกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก แบ่งออกได้เป็น 4 สายพันธุ์ จะพบผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีฝนตกบ่อยทำให้เกิดน้ำขัง ซึ่งเอื้อต่อการขยายพันธุ์ของยุงลาย พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เนื่องจากยุงลายมักหลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืดและเด็กนักเรียนก็ชอบเล่นในบริเวณที่อับมืด

ยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน โดยเชื้อจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุง ซึ่งมีอายุอยู่ประมาณ 1-2 เดือน แล้วจึงไปกัดคนรอบข้าง หรือคนใกล้ตัวที่มีระยะทางไม่เกิน 400 เมตร ถือเป็นการแพร่เชื้อไปให้คนอื่นๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้เป็นยุงที่กัดคนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน มักพบได้ในบริเวณที่มีการเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน

อาการจะมีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียสอยู่ 2-7 วัน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ มีอาการเลือดออก เช่น จุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด ตับโต มักกดเจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา ปวดท้องรุนแรงจากการที่มีน้ำคั่งผิดปกติ ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ หรือมีภาวะช็อก ช่วงไข้ลดลง จะกระสับกระส่ายมือเท้าเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ความดันต่ำ

การป้องกัน ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของเครื่องใช้มีฝาปิดหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลาย ตัดต้นไม้ที่รก เพื่อให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเทดี อย่าให้ยุงลายกัดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน นอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่ติดมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด หากคนรอบข้างเป็นไข้เลือดออกควรมีการแจ้งสาธารณสุขให้มาฉีดยาหมอกควันเพื่อฆ่ายุง ผู้ปกครองควรสงสัยไว้ก่อนว่า บุตรหลานที่มีอาการไข้สูงในช่วงฤดูฝนอาจเกิดจากโรคไข้เลือดออก ควรรีบพาบุตรหลานไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจรักษา

แพทย์จากโรงพยาบาลพญาไท 2 แนะนำวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นวัคซีนเชื้อตายของเชื้อไวรัสทั้งหมด 4 สายพันธุ์ มีการศึกษาการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในเด็กอายุระหว่าง 9-16 ปี ใน 5 ประเทศของทวีปอเมริกาใต้ โดยแยกเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มได้รับวัคซีนมีจำนวน 13,920 คน และกลุ่มได้ยาหลอก 6,949 คน และมีการตรวจเช็กเลือดวัดภูมิคุ้มกัน และเฝ้าติดตามการเกิดโรคไข้เลือดออกจนกระทั่งครบเดือนที่ 25 หลังจากฉีดวัคซีนทั้งหมด 3 เข็ม คือ เข็มที่หนึ่ง และสองห่างกัน 6 เดือน และเข็มที่สามห่างจากเข็มแรก 12 เดือน เมื่อติดตามจนครบการศึกษาโดยสมบูรณ์แล้ว ประสิทธิภาพการป้องกันโรคอยู่ที่ร้อยละ 60.8 และระดับภูมิคุ้มกันสูงสุดต่อเชื้อไวรัสเดงกี สายพันธุ์ที่ 4 และต่ำสุดในสายพันธุ์ที่ 2 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันแล้วจะสูงกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอกทุกสายพันธุ์ ความปลอดภัยของวัคซีนในการศึกษาไม่แตกต่างจากกลุ่มได้ยาหลอก

 

สร้างความยืดหยุ่นร่างกายด้วยท่าไหว้พระอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475875

สร้างความยืดหยุ่นร่างกายด้วยท่าไหว้พระอาทิตย์

โดย…ภาดนุ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นที่ทราบกันดีว่าการฝึกโยคะมีประโยชน์มากมาย เพราะนอกจากสร้างความยืดหยุ่นให้ร่างกายแล้ว ยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อและสร้างสมดุลให้ร่างกายผู้ฝึกอีกด้วย ซึ่งครั้งนี้ ครูนว-นวรัตน์ ตีรประเสริฐ Ashtanga Authorized Level 2 คนที่สามของเมืองไทย ผู้ศึกษาโยคะจาก KPJAYI, Mysore ประเทศอินเดีย ปัจจุบันเป็นครูสอนโยคะที่สถาบัน “Ashtanga Samasthiti Managed by Lullaby” ตึกแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ ทองหล่อ จะมาสอนโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์ (Surya Namaskara) ให้คุณผู้อ่านได้ลองฝึกตาม รับรองว่าได้ผลดีแน่นอน

“เพราะหัวใจของการฝึกโยคะ ไม่ใช่แค่เรื่องของอาสนะหรือท่าโยคะที่ฝึกเท่านั้น แต่คือเรื่องของการเรียนรู้จากประสบการณ์ในการฝึกด้วย ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การฝึกโยคะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างร่างกายและจิตใจของผู้ฝึกผสมผสานกัน ซึ่ง Ashtanga Yoga หรือ Yoga of Eight Limbs นี่คือศาสตร์การฝึกโยคะที่ไม่เน้นแค่สร้างความแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

ด้วยวิธีการฝึกแบบ Vinyasa ที่ประกอบด้วย หนึ่งการเคลื่อนไหว ต่อหนึ่งลมหายใจ ควบคู่ไปกับหัวใจสามประการของแนวทาง Ashtanga Yoga นั่นคือ อาสนะ (ท่าโยคะ) ลมหายใจ (หายใจให้เกิดความร้อนภายในช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย) และ Drishthi (จุดโฟกัสเพื่อดึงสมาธิกลับสู่ลมหายใจ) ซึ่งช่วยให้ผู้ฝึกสามารถเข้าถึงแนวทางการฝึกสมาธิได้ โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการฝึกโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์ดังต่อไปนี้”

– วิธีทำ

1.ตั้งสมาธิ ยืนตรง ปลายเท้าชิด กระจายน้ำหนักทั่วฝ่าเท้า หายใจเข้า วาดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ตามองไปที่ปลายนิ้ว

1.ตั้งสมาธิ ยืนตรง ปลายเท้าชิด กระจายน้ำหนักทั่วฝ่าเท้า หายใจเข้า วาดแขนขึ้นเหนือศีรษะ ตามองไปที่ปลายนิ้ว

 

2.หายใจออก พับตัวลงจากสะโพก ยืดหลัง และยืดกล้ามเนื้อด้านหลังขา

2.หายใจออก พับตัวลงจากสะโพก ยืดหลัง และยืดกล้ามเนื้อด้านหลังขา

 

3.หายใจเข้า เดินหรือจัมพ์ไปที่ท่า Chaturanga หรือท่าที่ต้นแขนขนานกับพื้น ศอกตั้งฉาก

3.หายใจเข้า เดินหรือจัมพ์ไปที่ท่า Chaturanga หรือท่าที่ต้นแขนขนานกับพื้น ศอกตั้งฉาก

 

4.หายใจเข้า ทำท่าอัพวาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก ผลักสะโพก ยืดแนวกระดูกสันหลัง ส่งปลายเท้าไปด้านหลัง หย่อนสะบักเพื่อเปิดอกบน

4.หายใจเข้า ทำท่าอัพวาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก ผลักสะโพก ยืดแนวกระดูกสันหลัง ส่งปลายเท้าไปด้านหลัง หย่อนสะบักเพื่อเปิดอกบน

 

5.หายใจออก ทำท่าดาวน์วาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก แขนเหยียดตรง ผลักสะโพกสู่เพดาน ฝ่าเท้ากว้างประมาณสะโพก ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อหลังขา กดส้นเท้า

5.หายใจออก ทำท่าดาวน์วาร์ด เฟซซิ่ง ด็อก แขนเหยียดตรง ผลักสะโพกสู่เพดาน ฝ่าเท้ากว้างประมาณสะโพก ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อหลังขา กดส้นเท้า

 

6.หายใจเข้า เดินหรือกระโดดกลับมา ยืดหลัง เก็บหน้าท้อง

6.หายใจเข้า เดินหรือกระโดดกลับมา ยืดหลัง เก็บหน้าท้อง

 

7.หายใจออก พับตัวใกล้ชิดต้นขา ยืดหลังขา

7.หายใจออก พับตัวใกล้ชิดต้นขา ยืดหลังขา

 

8.หายใจเข้า ยืดตัวกลับมาในท่ายืน ตามองปลายนิ้ว แล้วหายใจออก กลับมาในท่ายืน มือวางข้างลำตัว

8.หายใจเข้า ยืดตัวกลับมาในท่ายืน ตามองปลายนิ้ว แล้วหายใจออก กลับมาในท่ายืน มือวางข้างลำตัว

 

– ประโยชน์ที่ได้

การฝึกโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์นี้ ประโยชน์ที่ผู้ฝึกจะได้รับก็คือ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้หน้าท้อง เสริมสร้างกำลังแขน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อบริเวณหลังขาและแผ่นหลัง

 

ภาวะสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475687

ภาวะสมองเสื่อม

โดย…แผนกฝังเข็ม คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว Facebook Fanpage : huachiew tcm

ภาวะสมองเสื่อม หมายถึง ภาวะที่สมองทำงานลดลงกว่าเดิม ทำให้ความรอบรู้ ความจำ ความคิด การตัดสินใจเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของนิสัย พฤติกรรมและบุคลิกภาพ สาเหตุในศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาจากความแก่ชรา ร่างกายอ่อนแอ สาระสำคัญของไตบกพร่อง เลือดเหือดแห้ง หรือหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองแล้วมีชี่ติดขัดร่วมกับมีเลือดคั่ง สมองขาดการบำรุงเลี้ยง สมองทำงานช้า ประมวลผลช้า อุบัติการณ์การเกิดภาวะสมองเสื่อม พบว่า ประชากรอายุ 80-84 ปี มีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อม 16%

โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ (Alzemer’s Disease) เป็นภาวะสมองเสื่อมชนิดหนึ่ง เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองอย่างช้าๆ ทำให้ความคิดอ่าน ความทรงจำ การรู้คิด การใช้ภาษา พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง และมีความรุนแรงขึ้น จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นๆ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ผู้ป่วยมักมีประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ โรคอัลไซเมอร์มีทั้งหมด 3 ระยะ คือ ระยะต้น ระยะกลาง ระยะท้าย ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ 2-20 ปี หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 10 ปี

หลักการวินิจฉัย

1.ความทรงจำที่ลดลงอย่างเงียบเชียบ ในระยะแรกความทรงจำระยะสั้นลดลงส่วนในระยะกลางและระยะท้ายจะลดลงทั้งความทรงจำระยะสั้นและความทรงจำระยะยาว

2.การรู้คิด มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การเข้าสังคม ความผิดปกติในการสื่อภาษา การฝังเข็มรักษา ระยะแรกของอาการสามารถทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นอย่างเห็นผล ระยะกลางของโรค สามารถชะลอการดำเนินของโรคได้

ภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุสมองขาดเลือด (Vascular Dementia) คือ อาการสมองเสื่อมที่มีสาเหตุมาจากการที่สมองถูกทำลายจากการขาดเลือด โดยมีผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีความสามารถการรู้คิดลดลงอย่างชัดเจน หรือลดลงอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆ มีอาการเป็นๆ หายๆ พูดลำบาก หรือคิดคำพูดลำบาก อาจมีความผิดปกติของระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามอุบัติการณ์การพบ CVA ในคนไข้ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยอาจพบเฉพาะภาวะสมองเสื่อมเหตุสมองขาดเลือดอย่างเดียว

หลักการักษา

1.ผู้ป่วยมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อนหน้า

2.มีอาการสมองเสื่อมหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองภายใน 3 เดือน และมีอาการต่อเนื่อง 6 เดือน เป็นอย่างต่ำ

3.ความสามารถด้านสมองลดลงอย่างชัดเจน

4.การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

การฝังเข็มรักษา จะช่วยบำรุงสมองเปิดทวาร เพิ่มการไหลเวียนของเลือดทะลวงลมปราณ บำรุงตับและไต ขจัดเสมหะที่ขึ้นไปรบกวนสมองทำให้ทวารโล่งและได้ผลดีกว่าอัลไซเมอร์

 

Modified Side Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475686

Modified Side Reclining Leg Lift version B (Anatanasana B)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Anatanasana สำหรับเวอร์ชั่น B จะเป็นการต่อท่าจากเวอร์ชั่น A โดยเป็นการผสมกับท่านางเงือก (Marmaid Pose) และต้องใช้การทรงตัวจากลำตัวด้านข้างมากกว่าเวอร์ชั่น A ท่านี้ช่วยยืดเอว ยืดไหล่ ยืดหน้าขา ช่วยบรรเทาอาการปวดเอว ปวดไหล่ได้ และเนื่องจากเป็นท่าอาสนะในตระกูลนอน เราจึงรู้สึกสบายไปด้วยในขณะค้างท่า หากใครรู้สึกตึงมากเกินไปให้ฝึกแบบออปชั่น ยังไม่ต้องรีบทำให้สุด ลองสังเกตร่างกายเมื่อพร้อมแล้วค่อยลองทำให้มากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1.ต่อจากท่าเวอร์ชั่น A ให้เริ่มเป็นท่าเตรียม

 

2.พับฝ่าเท้าขวาเข้ามาที่บริเวณข้อพับศอก แขนขวา (ออปชั่น) หายใจเข้าออกประมาณ 30 วินาที ค้างท่าสักครู่

 

3.ส่งแขนซ้ายมาคล้องกะแขนขวาเหมือนท่านางเงือก ศีรษะอยู่บนท่อนแขน

 

4.หายใจออก กดท่อนแขนลงไปแนบกับพื้น ก้มหน้าเพื่อผ่อนคลายต้นคอ ศีรษะทับท่อนแขนเอาไว้ ค้างท่าสักครู่ใหญ่ หายใจเข้าออก อาจค้างท่าประมาณ 1 นาที แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า จากนั้นลองฝึกสลับข้าง

 

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

 

S’wet Society คลับสุดชิกติดบีทีเอสชิดลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/475681

S’wet Society คลับสุดชิกติดบีทีเอสชิดลม

โดย…พุสดี ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปีใหม่ทั้งที ใครที่หุ่นพังเพราะปาร์ตี้หนัก หรือตั้งเป้า New Year Resolution ว่าจะเนรมิตหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นของขวัญให้ตัวเอง อย่ามัวรอช้า เพราะแค่เริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง

สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเสียเหงื่อ สลัดไขมันที่ไหน แนะนำ S’wet Society คลับเพื่อคนรักสุขภาพใหม่แกะกล่อง ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงไม่กี่เดือน ด้วยคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ ฉีกกรอบสตูดิโอฟิตเนสแบบเก่าๆ

 

เพียงก้าวแรกที่เข้ามา S’wet Society จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรีแลกซ์อย่างบอกไม่ถูก เพราะบรรยากาศของคลับถูกออกแบบให้มีสไตล์แบบบีช เฮาส์ ได้กลิ่นอายของสายลม แสงแดด และชายหาดสุดชิล เข้ากับธีมของฟิตเนสสตูดิโอที่หุ้นส่วนทั้งสี่มีแรงบันดาลใจในการสร้างมาจากความรักในกีฬาทางน้ำเป็นทุนเดิม เลยหยิบเอาความสนุกของกีฬาเอาต์ดอร์มานำเสนอในรูปแบบอินดอร์อย่างน่าสนใจ

นอกจากคอนเซ็ปต์จะเก๋แล้ว คลาสออกกำลังของที่นี่ยังออกแบบอย่างน่าสนใจ ตอบโจทย์คนที่อยากฟิตแอนด์เฟิร์ม โดยแบ่งออกเป็น 4 คลาสใหญ่ๆ ได้แก่

 

1.Introducing Foundation Training เป็นการออกกำลังกายผสมผสานการหายใจอย่างถูกต้อง ที่นอกจากช่วยแก้ไขอาการปวดหลัง และออฟฟิศซินโดรมแล้ว ยังช่วยให้มีโพสเจอร์ที่สวยสง่างาม ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กล้ามเนื้อและการออกกำลังกายให้ดียิ่งขึ้น

2.คลาส Introducing Surffit คลาสออกกำลังกายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการโต้คลื่นผสมผสานการอุปกรณ์และท่าทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อรูปร่างลีนและแข็งแรงในทุกส่วน

 

3.คลาส Introducing YOB (Yoga on Board) โยคะบนบอร์ดที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก SUP Yoga ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscles) ควบคู่การยืดเหยียดแบบโยคะ ข้อดีของการเปลี่ยนจากการเล่นโยคะบนเสื่อมาเป็นบนบอร์ดคือ ช่วยให้ผู้ฝึกได้โฟกัสมากขึ้น เน้นความต่อเนื่องในการเล่น

สุดท้ายคือ 4.คลาส Introducing Tone & Row คลาสกรรเชียงบกแห่งแรกในเมืองไทยที่กำลังเป็นที่นิยมในหลายเมืองทั่วโลก สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ดีไม่แพ้การวิ่ง แต่ดีต่อเข่าและข้อเท้า เพราะเป็นการออกกำลังแบบ Low Impact ที่ช่วยบริหารทุกส่วนในร่างกายในเวลาเดียวกัน

 

สำหรับการเดินทางมา S’wet Society ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อกนั้น ค่อนข้างง่ายและสะดวกสบายสำหรับคนเมือง สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าลงสถานี BTS ชิดลม ทางออกที่ 2 จากนั้นเดินเชื่อมมาทางสกายวอล์กไม่ไกล จะพบทางแยกให้เข้าศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก ให้เดินเชื่อมเข้ามาในตัวศูนย์ จากนั้นขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้น 4 ก็เจอเลย

ถ้าพร้อมแล้ว ไปเสียเหงื่อ เรียกความเฟิร์มกันเถอะ…

 

สาวออฟฟิศนักไตรกีฬา กับการแบ่งเวลาเพื่อกีฬาที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 17:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/women/478001

สาวออฟฟิศนักไตรกีฬา กับการแบ่งเวลาเพื่อกีฬาที่รัก

สาวๆ สมัยนี้ นอกจากจะทำงานเก่งแล้ว ใครจะรู้ว่า สาวออฟฟิศธรรมดาๆ ที่เดินสวนกันในที่ทำงานทุกวัน อาจเป็นนักไตรกีฬาชั้นนำในสนามแข่งก็ได้

อย่างเลขานุการสาวลุคใสๆ คนนี้ ลีลาพรรณ ลีลาภัทร์ หรือ คุณบี ที่หากมองเผินๆ ในช่วงวันทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวัน คงไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นนักไตรกีฬา ที่เคยคว้าถ้วยรางวัลในสนามไตรกีฬาทั่วประเทศมาแล้วมากมาย เธอแบ่งเวลาในการซ้อม และการทำงานอย่างไร กว่าจะแข็งแกร่งแบบทุกวันนี้ได้มาติดตามกัน

“ก่อนที่จะเล่นไตรกีฬาคือวิ่งมาระยะหนึ่งจนรู้สึกว่าหมดความท้าทายแล้ว เพราะได้ลองหลายระยะ วิ่งทั้งมินิมาราธอน (10.5กม.) วิ่งฮาล์ฟมาราธอน (21กม.) วิ่งฟูลมาราธอน (42กม.) รู้สึกว่าอิ่มตัวกับงานวิ่ง จนมีเพื่อนงชวนไปลงแข่งงานไตรกีฬาที่บางแสนปี 2015 ครั้งแรกที่ได้เข้าไปสัมผัสงานไตรกีฬา รู้สึกตื่นเต้นมาก บรรยากาศคึกคัก และทุกคนดูมุ่งมั่นกับการแข่งขันมากๆ ทำให้ความท้าทายของเรากลับมาอีกครั้ง แม้จะลงเป็นประเภททีมในผลัดวิ่งก็ยังรู้สึกแปลกใหม่ กลับจากการแข่งขันครั้งนี้เลยตัดสินใจไปซื้อจักรยาน ตั้งเป้าจะลงไตรกีฬาเดี่ยวสักครั้ง”คุณบี เล่าถึงจุดเริ่มต้นสู่การเป็นนักไตร

ถามถึงเรื่องการแบ่งเวลาซ้อมกับการทำงานให้ลงตัว นักไตรกีฬาสาว เล่าให้ฟังว่า ตอนเริ่มเล่นไตรกีฬาแรก ใช้วิธีตื่นเช้าไปสวนเบญจกิติเพื่อซ้อมปั่นจักรยาน เพราะตอนนั้นยังไม่มีอุปกรณ์เทรนเนอร์ไว้ซ้อมปั่นที่ห้อง ซ้อมปั่นครั้งละประมาณ1-2ชั่วโมง แล้วค่อยกลับมาอาบน้ำ แต่งตัว เพื่อไปทำงาน พอตอนเย็นเลิกงานค่อยมาซ้อมวิ่งต่อที่สวนลุมพินี ส่วนการว่ายน้ำยอมรับว่าช่วงแรกๆ ซ้อมน้อยมาก เพราะคิดว่าตัวเองว่ายได้อยู่แล้ว เนื่องจากเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเมื่อสมัยเรียนมัธยม แม้จะนานมากแล้วแต่ก็ยังมีพื้นฐาน ซึ่งพอเอาเข้าจริงเรื่องนี้ถือเป็นความคิดที่ผิด ทำให้การว่ายน้ำที่คิดว่าน่าจะเป็นจุดแข็งยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรในสนามแรก

“หลังจบงานไตรกีฬาเดี่ยวครั้งแรก รู้สึกสนุกมากและอยากพัฒนาศักยภาพตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อสนามต่อไป เลยตัดสินใจหาโค้ชเพื่อเข้าตารางซ้อมจริงจัง ช่วงที่มีโค้ชถือเป็นการซ้อมที่หนักมาก ชีวิตเราแทบจะอยู่แค่ออฟฟิศกับสนามซ้อม เพราะในหนึ่งสัปดาห์จะซ้อม 6 วันและพัก 1 วัน โดยช่วงแรกจะซ้อมแค่ 1 ช่วงเวลาต่อวัน สลับกันไปทั้ง 3 ชนิดกีฬา แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 2 ช่วงเวลาต่อวัน ซึ่งเรารู้สึกว่าหนักและจริงจังเกินไป ทำให้เริ่มเหนื่อยและไม่สนุกส่งผลต่อการทำงาน เลยตัดสินใจกลับมาซ้อมด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่สอบถามเทคนิคจากเพื่อนๆ ที่เก่งในกีฬาแต่ละชนิดให้มากขึ้น เพื่อนำความรู้ต่างๆ มาประยุกต์เป็นตารางซ้อมส่วนตัว ความสนุกก็ค่อยๆ กลับมา และคิดว่าการซ้อมแบบนี้น่าจะเหมาะกับตัวเองมากที่สุด”

หลังจากผ่านสนามไตรกีฬามาหลายสนาม และคว้าถ้วยรางวัลมาได้เกือบทุกสนาม เมื่อถามถึงประโยชน์ที่ได้จากการเล่นไตรกีฬา ลีลาพรรณ ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าการเล่นไตรกีฬาช่วยสร้างวินัยให้ตัวเอง เพราะต้องมีตารางซ้อมชัดเจนว่าแต่ละวันจะทำอะไร เวลาไหน แล้วต้องโฟกัสตามนั้นเพื่อผลการซ้อมที่ดี แบ่งเวลาการซ้อมกับการทำงานให้สมดุล ผลพลอยได้ถัดมาคือความอดทน เพราะแค่ซ้อมกีฬาประเภทเดียวก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่นี่ต้องซ้อมกีฬาถึง3ประเภทหมุนเวียนกัน ถ้าไม่อดทนไม่มีทางซ้อมได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน ซึ่งจะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งเมื่อทำเวลาในการซ้อมต่างๆ ได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้

ส่วนในช่วงที่เหนื่อย ท้อ ขี้เกียจตื่นเช้าที่จะออกมาซ้อม นักไตรสาวแกร่ง พูดถึงคติเตือนใจตัวเองง่ายๆ ว่า มีคำพูดของโค้ชที่จำได้ดีว่าให้คิดไว้เสมอว่าตอนที่เราขี้เกียจหรืออยากหยุดซ้อม คู่แข่งทุกคนเขาซ้อมกันอยู่ เป็นคำพูดปลุกใจง่ายๆ ที่ช่วยกระตุ้นให้ออกไปซ้อมได้เสมอ เพราะถ้าขี้เกียจหรือไม่ยอมซ้อม ก็จะพัฒนาตัวเองไม่ได้ ในขณะที่คนอื่นๆ เขาค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า เวลาคิดแบบนี้ก็จะมีแรงในการออกมาซ้อมทุกครั้ง

 

“สำหรับคนกำลังอยากหันมาออกกำลังกาย หรือเพิ่งเริ่มต้นวิ่ง ช่วงแรกเราอาจวิ่งแล้วเหนื่อย ว่ายน้ำแล้วเมื่อย ปั่นจักรยานแล้วท้อ อยากให้ลองมองที่ผลลัพธ์ในอนาคต ที่เราจะได้จากการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ รูปร่าง การพัฒนาศักยภาพตัวเอง แล้วค่อยๆ ฝึกฝนต่อไป แล้วสักวันเราจะพัฒนาขึ้นและสนุกกับมันได้เอง ส่วนคนที่อยากก้าวเข้าสู่สนามไตรกีฬา หากมีพื้นฐานด้านกีฬาสามประเภทนี้อยู่บ้าง เริ่มฝึกซ้อมได้เลยค่ะ ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องกลัว อยากให้ลองก้าวออกจากcomfort zoneมาสัมผัสความสนุก และท้าทายแบบนี้ดูสักครั้ง ไม่แน่คุณอาจกลายเป็นนักไตรกีฬาที่เก่งมากๆ ก็ได้”

ใครที่อยากชมเรื่องราวการซ้อม การแข่งขัน หรือเทคนิคสู่การเป็นนักไตรกีฬาของเธอ สามารถติดตามได้ที่www.facebook.com/BBPowerupgirl/

 

เต้นเปลี่ยนชีวิต นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480037

เต้นเปลี่ยนชีวิต นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สาวเท่บุคลิกดีมากความสามารถวัย 27 ปี หลอดไฟ-นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ครูสอนเต้นและนักออกแบบท่าเต้นของสถาบันบางกอกแดนซ์ (Bangkok Dance Academy) ทายาทคนโตของ วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ เจ้าของสถาบัน ที่เป็นลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น

“ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีสาขาศิลปะการเต้นจาก The Victorian College of the Arts and Melbourne Conservatorium of Music มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่นั่น ดิฉันต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองพอสมควร เพราะเราเรียนเต้นมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนโตเป็นวัยรุ่นก็ยังเรียนอยู่ จึงเหมือนกับว่าชีวิตวัยรุ่นขาดหายไป ทำไมเพื่อนมีเวลาไปเดินเล่นสยามได้ แต่ทำไมเราถึงต้องมาเรียนเต้นอยู่แบบนี้ เมื่อคิดแบบนั้นก็เลยบอกกับคุณแม่ว่าจะเลิกเต้นแล้วนะ คุณแม่ก็เฉยๆ ไม่ได้ว่าอะไร

ระหว่างที่ตัดสินใจอยู่นั้น สถาบันบางกอกแดนซ์ก็ได้เปิดโครงการโซโลอีสต์ (Soloist) ขึ้นมาเป็นครั้งแรกพอดี โดยคัดเลือกเด็กที่มีศักยภาพในการเต้นและครอบครัวพร้อมที่จะส่งลูกให้เรียนต่อทางด้านนี้เพื่อต่อยอดไปสู่อาชีพได้ คุณแม่ก็เลยจับดิฉันไปเข้าโครงการนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่าแม้จะเรียนบัลเลต์มาตั้งแต่เด็ก แต่โครงสร้างร่างกายเราก็ไม่ได้เป็นนักบัลเลต์เลย เพราะตัวสูงมาก กระดูกใหญ่ แถมพอเข้าไปอยู่ในโครงการนี้แล้ว จากที่เรียน 2-4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็กลายเป็นเรียน 14-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลยล่ะ แต่พอเรียนไปสักพักก็กลับพบว่าร่างกายเราทำได้เกินกว่าที่คิดไว้ สามารถยกขาขึ้นไปแนบกับศีรษะได้ จนลืมคิดเรื่องเลิกเรียนไปเลย กลับเริ่มรู้สึกถึงความท้าทายและคิดที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ”

พออยู่ในโครงการได้ 3-4 ปี บางกอกแดนซ์ก็ส่งเธอไปแข่งขันเต้นที่ต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและฟิลิปปินส์ ซึ่งในปี 2009 เธอเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่คว้ารางวัล Aggregate Cup (คะแนนรวมบุคคลสูงสุด) จากการแข่งขัน Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 11 มาได้ ก่อนจะโชว์ฝีมือการเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นที่ได้รับการยกย่องบนเวทีว่าเป็น “Dance for Tomorrow” ในการแข่งขันเต้นที่ฟิลิปปินส์

“ตอนนั้นอายุแค่ 16 ปี บวกกับอีโก้ที่มีอยู่ ดิฉันจึงไปลองออดิชั่นเพื่อสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เมลเบิร์น ซึ่งก็สอบผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนั้นรู้แค่ว่าที่นี่เน้นเรียนเต้น แล้วเรามาแบบเก่งแล้ว ก็น่าจะสบายล่ะ แต่พอไปเรียนจริงๆ แล้วช็อกค่ะ เรียกว่าได้ไปเปิดโลกทัศน์ทางด้านศิลปะการเต้นอย่างแท้จริง และเพิ่งเข้าใจในตอนนั้นว่าการเต้นแบบใช้เทคนิคกับการเต้นแบบนำศิลปะเข้ามาผสมผสานนั้นมันแตกต่างกันยังไง ที่นี่ไม่ได้สอนให้เป็นนักเต้นที่ดี แต่จะสอนให้เป็นนักคิดที่ดีมากกว่า ซึ่งเด็กทุกคนที่จบออกไปจะสามารถคิดนอกกรอบและต่อยอดอาชีพได้

ดิฉันเป็นคนไทยคนเดียวในที่นั่น ซึ่งโชคดีมากที่มีเพื่อนชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตแบบสมถะ ใช้เงินแค่วันละ 5 เหรียญออสเตรเลีย เราจึงได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างออกไป คือได้เรียนทั้งศิลปะและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจากคนอื่นไปพร้อมกัน ต่างจากตอนอยู่เมืองไทยเราจะเป็นคุณหนูมาก ใช้ชีวิตสบายๆ เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่พอได้มาเห็นเพื่อนฝรั่งบางคนที่ไม่ได้รวย แต่ชีวิตเขากลับดูมีความสุขมากกว่าเรา นั่นก็เพราะเขารู้จักความพอเพียง เราจึงได้เรียนรู้และซึมซับตรงจุดนี้มา จนทำให้เลิกใช้แบรนด์เนมไปเลยค่ะ” (ยิ้ม)

หลอดไฟบอกว่าตอนที่เรียนจบด้านคอนเท็มโพรารีแดนซ์แล้วกลับมาเมืองไทย ช่วงนั้นสาขานี้ยังเป็นสิ่งที่ใหม่อยู่ จึงดูเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนไทยเข้าใจศาสตร์การเต้นนี้ได้ แม้แต่คุณแม่ของเธอที่อยู่ในแวดวงนี้มานานก็ยังคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ เรียกว่าเป็นช่วงที่สับสนและกดดัน จนเธอต้องกลับบินไปอยู่ที่ออสเตรเลียอีกครั้ง

“ระหว่างที่ไปปรับอารมณ์ตัวเองที่ออสเตรเลีย ดิฉันก็ได้มีการแสดงโชว์คอนเท็มโพรารีแดนซ์ไปด้วย ทั้งเต้น ทั้งพูด ทั้งร้องไห้ตอนโชว์เพื่อปลดปล่อยทุกอย่างออกมา ทำให้คิดได้ว่าเราต้องไม่กลัวและต้องจริงใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ จุดนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันยื่นขอทุนไปเรียนที่ Dance Web ประเทศออสเตรีย และได้เป็น 1 ใน 3 ของคนเอเชียที่ได้ทุนเรียนฟรีนี้ ก่อนจะไปเข้าร่วมเทศกาล Impulstanz หรือ Vienna International Dance Festival เทศกาลศิลปะการเต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนาของออสเตรีย

จากนั้นก็เดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาตัวเอง กระทั่งพบว่าเราต้องไปวิ่งตามนักเต้นคนอื่นๆ จากทั่วโลกซึ่งศิลปะของพวกเขาได้พัฒนาไปไกลแล้ว บางคนติสต์ถึงขนาดเปลือยกายเต้นโชว์เลยก็มี เราก็คิดว่า เอ๊ะ! มันไม่ใช่แล้ว เพราะเรายังคิดถึงรากเหง้าในความเป็นไทยอยู่ เราก็น่าจะใช้เอกลักษณ์ความเป็นเอเชียตรงนี้มาทำให้เป็นจุดเด่นที่พิเศษขึ้นมาดีกว่า

 

คิดได้แบบนั้น ดิฉันจึงตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย เพื่อมาเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์การเต้นแบบคอนเท็มโพรารี ด้วยการกลับมาเป็นครูสอนเต้นที่บางกอกแดนซ์ โดยตั้งใจว่าเด็กที่มาเรียนกับเราไม่ใช่แค่เรียนจบไปแล้วเป็นนักเต้นเท่านั้น แต่เขาต้องสามารถสร้างงานศิลปะในแบบของเขาได้ และสามารถที่จะเป็นได้ทั้งนักเต้น นักแสดง และอื่นๆ ได้ด้วย”

หลอดไฟเสริมว่า ปัจจุบันนี้เธอเป็นครูสอนด้านครีเอทีฟ มูฟเมนต์ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของคอนเท็มโพรารีแดนซ์ ที่คอยสอนให้เด็กๆ ได้รู้ว่า ทุกคนสามารถหยิบสิ่งที่เห็นอยู่รอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจได้เสมอ บทบาทที่สำคัญอีกอย่างของเธอก็คือพัฒนาและผลักดันเด็กๆ โดยพาพวกเขาไปร่วมแข่งขันในต่างประเทศ เพื่อให้ได้ประสบการณ์และนำมาพัฒนาตัวเองได้ในอนาคต

“ปัจจุบันดิฉันเป็นครูสอนเต้นที่บางกอกแดนซ์มาได้ 5 ปีแล้ว สัปดาห์หนึ่งจะสอน 4-5 วัน โดยสอนเด็กอายุ 10-17 ปี และตอนนี้ก็กำลังจะเปิดคอร์สสอนเต้นสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีพื้นฐานการเต้นมาก่อนเลยอีกด้วย ซึ่งคนกลุ่มนี้กำลังมองหาวิธีบำบัดให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องไปเรียนโยคะหรือเข้าฟิตเนส ดิฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถเต้นได้ เพราะการเต้นเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของคนเรา

 

นอกจากเป็นครูสอนเต้นแล้ว ดิฉันยังมีบทบาทโดยเข้ามาช่วยคุณแม่บริหารและพัฒนาบางกอกแดนซ์ ให้มีคอร์สใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากทั่วโลกเข้ามาให้เด็กๆ ได้เรียนด้วย แล้วดิฉันยังสร้างศิลปะการเต้นและออกแบบท่าเต้นเพื่อไปแสดงตามงานศิลปะต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความสุขที่สำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้

หลักในการทำงาน ดิฉันจะยึดตามแนวทางของคุณแม่ ซึ่งท่านจะพูดเสมอว่าเราไม่ได้ยึดถือการทำธุรกิจ หรือเรื่องเงินเป็นหลัก แต่เรายึดถือการเป็นครอบครัว บุคลากรหรือครูที่สอนในสถาบันของเราจะต้องแข็งแรง ต้องอยู่ดีมีความสุข มีการดูแลซึ่งกันและกัน บางคนอยู่กับเรามาเป็นสิบๆ ปีเลยก็มี หรืออย่างเด็กที่มาเรียนกับเราก็เหมือนญาติในครอบครัวไปแล้ว บางคนเรียนมาตั้งแต่ 5 ขวบจนโตเป็นสาวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังอยู่กับเราและกลายมาเป็นครูสอนเต้นที่สถาบันก็มี เรียกว่าเราอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็ว่าได้”

หลอดไฟเสริมว่า ในอนาคตเธอวางแผนไว้ว่าอยากจะสร้างเด็กกลุ่มใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พวกเขากลายเป็นครูที่มีความครีเอทีฟมากขึ้น และสามารถมารับช่วงสอนเด็กรุ่นต่อๆ ไปได้ เพราะเธอเชื่อว่าความครีเอทีฟนั้นสำคัญมาก มันสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และทำให้พวกเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น สามารถเป็นผู้นำคนในสังคมได้ น้องๆ ที่สนใจสามารถมาเรียนกับเธอได้ที่สถาบันบางกอกแดนซ์ สยามพารากอน หรือติดตามที่ IG : Lordfai ได้เลย

“ความฝันอีกอย่างของดิฉันก็คือ อยากจะตั้งคณะแดนซ์ขึ้นมา และอยากให้มีภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนบ้าง รวมทั้งหวังให้ผู้คนอยากมาชมการแสดงเต้นเพราะมันเป็นศิลปะจริงๆ ไม่ได้มาดูเพราะเป็นการเปิดตัวสินค้าหรือการพาณิชย์ เพราะที่ต่างประเทศเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนมาดูการแสดงก็เพราะมันคือศิลปะ แต่ที่เมืองไทยเราคงต้องใช้ความพยายามกันต่อไป ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีคณะแดนซ์อยู่ 2-3 คณะแล้ว ดิฉันจึงอยากจะตั้งคณะของตัวเองให้เป็นจริงขึ้นมาบ้าง” สาวเก่งกล่าวทิ้งท้าย

 

คมธนู ควรประเสริฐ ทำให้ดีที่สุดในทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479857

คมธนู ควรประเสริฐ ทำให้ดีที่สุดในทุกวัน

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อล่ำวัย 24 ปี คมธนู ควรประเสริฐ หรืออู๋ เป็นทั้งผู้บริหารเจเนอเรชั่นใหม่เจ้าของธุรกิจโรงเรียนระดับประถม-อาชีวะ เป็นนายแบบโฆษณา และเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ ล่าสุดเขายังติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอประจำปี 2016 อีกด้วย

“ผมเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์ และตอนนี้กำลังศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรีด้วยครับ เนื่องจากครอบครัวของผมเป็นเจ้าของโรงเรียน ซึ่งมีด้วยกัน 6 แห่งคือ โรงเรียนเซนต์มารีอา มีนบุรี (อนุบาล-ประถม) โรงเรียนเซนต์มารีอา แม่สรวย จ.เชียงราย (อนุบาล-มัธยมต้น) โรงเรียนเซนต์นีโอ ศรีชนแดน จ.เพชรบูรณ์ (อนุบาล-มัธยมต้น) วิทยาลัยเทคโนโลยีเซนต์นีโอ ศรีชนแดน (S-Tech) จ.เพชรบูรณ์ โรงเรียนอุ่นไอรัก จ.เชียงใหม่ (อนุบาล-ประถม) และวิทยาลัยเทคโนโลยีพะเยา (P-Tech) จ.พะเยา ทั้งหมดนี้เป็นโรงเรียนที่สอนด้วยภาษาไทย แต่ก็มีการสอนภาษาอังกฤษผสมผสานอยู่ด้วย

 

โรงเรียนทั้ง 6 แห่งที่ครอบครัวเราเปิดนี้จะไม่เก็บค่าเทอมครับ เพราะเราได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ดังนั้นเด็กนักเรียนจะจ่ายเงินเฉพาะแค่ค่าอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นของแต่ละคนเท่านั้น เพราะจุดประสงค์หลักของครอบครัวเราคือทำธุรกิจในแบบที่เราอยู่ได้ ไม่เน้นกำไรมากมาย โดยปัจจุบันนี้เราเปิดโรงเรียนมาได้ 15 ปีแล้วครับ”

คมธนู เล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีแล้วคุณพ่อของเขาทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน แต่เมื่อมีเพื่อนคุณพ่อที่เปิดโรงเรียนมาบอกขายต่อกิจการแรกที่ จ.พะเยา คุณพ่อเขาจึงซื้อโรงเรียนมาบริหารต่อ ปรากฏว่าพอทำไปก็พบกับความสุขที่เห็นเด็กๆ ได้มีที่เรียน มีข้าวกลางวันกินฟรี ในขณะที่ธุรกิจพออยู่ได้ คุณพ่อเขาจึงค่อยๆ ซื้อกิจการของอีกหลายโรงเรียนที่บอกขาย และทำธุรกิจเปิดโรงเรียนด้วยความสุขมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ท่านจากไป

“โรงเรียนแต่ละแห่งจะมีจำนวนเด็กนักเรียนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความต้องการของคนในชุมชนนั้นเป็นหลัก อย่างโรงเรียนที่ จ.เพชรบูรณ์ จะมีเด็กเยอะที่สุดคือ 1,500 คน เพราะมีตั้งแต่เด็กอนุบาลไปจนถึงอาชีวะเลย ส่วนที่กรุงเทพฯ เด็กนักเรียนจะน้อยสุด เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน

 

พอคุณพ่อผมเสียชีวิต ด้วยความที่ผมเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ผมเลยต้องเข้ามาเรียนรู้และเริ่มช่วยคุณแม่บริหารโรงเรียนทั้ง 6 แห่งนี้ต่อไป โดยตั้งใจว่าจะเรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม เพราะในอนาคตอาจจะต้องมาสอนนักเรียนเองด้วย และผมตั้งใจไว้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารการศึกษาต่อเนื่องกันไปเลย แล้วเมื่อจบปริญญาโทก็จะเรียนต่อดอกเตอร์ด้วยครับ”

คมธนู บอกว่า การที่เขาเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารงานตอนที่อายุยังน้อย เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดเอาไว้ เพราะตอนที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ได้เคยบอกไว้ว่า จะให้เขาเข้ามาช่วยดูแลบริหารโรงเรียนตอนเขาอายุ 30 ปี แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้ต้องเข้ามาก่อนเวลา จึงมีทั้งเรื่องที่ท้าทายและอุปสรรครอเขาอยู่เช่นกัน

“ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้งานหลักของผมก็คือเป็นเทรนเนอร์ทางออนไลน์และเป็นนายแบบโฆษณาที่ต้องมีการแคสติ้งงานอยู่เป็นประจำ ผมยังไม่ได้สนใจธุรกิจของครอบครัวสักเท่าไหร่ เพราะยังต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเองก่อน แต่เมื่อต้องเข้ามาช่วยคุณแม่ ผมก็ต้องเต็มใจทำอย่างแน่นอน ซึ่งจริงๆ แล้วระบบโครงสร้างของโรงเรียนมันได้ถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เราก็ยังต้องมาคิดว่า ควรทำยังไงให้มีเด็กๆ เข้ามาสมัครเรียนในโรงเรียนทั้ง 6 แห่งของเรามากขึ้น

 

แน่นอนว่าเราก็ต้องใช้วิธีออกไปแนะแนวเด็กตามโรงเรียนต่างๆ ที่เขาเรียนอยู่ หรือไปแนะแนวผู้ปกครองตามเนิร์สเซอรี่สำหรับเด็กที่จะเข้าเรียนชั้นอนุบาลและประถม เป็นต้น ซึ่งทุกโรงเรียนจะมีระบบแบบนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมต้องคิดเพิ่มเติมก็คือ จะบริหารบุคลากรในโรงเรียนอย่างไรให้ทำงานกันต่อไปได้ด้วยดีและราบรื่นซะมากกว่า”

คมธนู บอกว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือต้องคอยสังเกตดูว่าคุณแม่มีวิธีบริหารและวิธีตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การตัดสินใจในบางเรื่องของเขาก็อาจจะไม่เหมือนคุณแม่ 100% ก็ได้ แต่เขาอาจจะนำแนวคิดของคุณแม่มาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

“อุปสรรคเดียวของผมตอนนี้ก็คือผมอายุยังน้อย การที่ผมเข้ามาบริหารก็อาจจะยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากเหล่าครูอาจารย์ทั้งหลายมากนัก จากที่คุณพ่อผมเป็นท่านประธานของโรงเรียนในเครือ ซึ่งมีลูกน้อง 400-500 คน แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งผมต้องไปเป็นเจ้านายของพวกเขาแทน แน่นอนว่าพวกเขาก็อดที่จะเปรียบเทียบผมกับคุณพ่อไม่ได้ ซึ่งผมก็คงต้องอาศัยเวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไป

 

แม้ต้องเข้าไปช่วยงานบริหารโรงเรียน แต่อีกพาร์ตหนึ่งผมก็ยังทำงานที่ตัวเองรักอยู่ นั่นก็คือการไปแคสติ้งงานโฆษณาทางทีวี ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ถ่ายโฆษณา เช่น ฟิชเชอร์แมนส์เฟรนด์ ฮอนด้า และแกสบี้ และตอนนี้ยังคงเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์อยู่ด้วย โดยช่วยให้คนที่มาปรึกษาไปถึงเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ นั่นคือ การลดน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ และรักษารูปร่างให้ดีไว้ ซึ่งผมจะคอยจัดตารางการกินอาหาร รวมทั้งตารางการออกกำลังกายให้พวกเขาด้วย โดยจะเน้นให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่ถูกต้องเป็นหลัก สอนการคำนวณแคลอรีในการกิน พร้อมทั้งแนะนำการออกกำลังกาย โดยให้พวกเขาส่งการบ้านมาทางไลน์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อดูว่ารูปร่างของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่”

คมธนู เสริมว่า หลักในการทำงานของเขาทั้งในเรื่องการบริหารโรงเรียน และงานส่วนตัวทางด้านนายแบบและเทรนเนอร์ เขาจะยึดถือคติที่ว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสทำอะไร ก็ควรทำทุกวินาทีให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน ทำให้เหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราได้ทำงาน เชื่อเถอะว่าผลที่ออกมานั้นต้องดีแน่นอน

“ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่า อยากจะเรียนให้จบปริญญาโทไม่เกินอายุ 26 ปี และตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนต่อดอกเตอร์ให้จบไม่เกินอายุ 30 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะทำให้ผมสามารถก้าวเข้าไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะตอนนั้นผมคงมีพร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิเรียบร้อยแล้ว

 

สำหรับงานด้านการเป็นนายแบบโฆษณา หากในวันข้างหน้าสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นดาราได้ ผมก็อยากจะลองทำดู เพราะที่ผ่านมาผมก็พยายามดูแลตัวเองมาพอสมควร ทั้งเรื่องหน้าตาและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อรูปร่างที่ดี ซึ่งหากมีโอกาสเข้ามาผมก็ต้องคว้าไว้แน่นอน ส่วนเรื่องเทรนเนอร์ออนไลน์ก็คงไม่ทิ้ง เพราะนอกจากเป็นความชอบส่วนตัวแล้ว ยังได้ช่วยเหลือคนอื่นให้มีรูปร่างและสุขภาพที่ดี แถมยังได้เงินเป็นค่าตอบแทนอีกด้วย”

คมธนู ทิ้งท้ายว่า นอกเหนือจากงานต่างๆ ที่ต้องทำแล้ว ยามว่างงานอดิเรกของเขาก็คือการเล่นบาสเกตบอล แต่ระยะหลังๆ มานี้อาจจะซาๆ ลงไปบ้าง เพราะเขาเริ่มมีงานหลายอย่างที่ต้องทำมากขึ้น ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่เขาอยากไปมากที่สุดในตอนนี้ก็คือประเทศญี่ปุ่น เพราะยังหาเวลาและโอกาสเหมาะๆ ที่จะไปเที่ยวไม่ได้สักที…อ๊ะ! ได้ยินแบบนี้แล้วสาวๆ รีบเข้าคิวอาสาเป็นไกด์พาเที่ยวกันเป็นแถวเชียวละ

 

นิธิศ ศรีแย้ม นักบริหารร้านอาหารมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479516

นิธิศ ศรีแย้ม นักบริหารร้านอาหารมืออาชีพ

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“การทำร้านอาหารหรือบริหารธุรกิจร้านอาหาร คุณจะต้องรักต้องชอบเป็นที่ตั้ง ถ้าคุณไม่รักไม่ชอบ คุณจะไม่ศึกษาหาความรู้เรื่องอาหารมากพอ ไม่ขวนขวายหาวัตถุดิบที่ดีพอ เมื่อคุณไม่รักไม่ทำในสิ่งเหล่านี้ แค่อาหารง่ายๆ จานเดียวคุณจะทำออกมาไม่ดี” นิธิศ ศรีแย้ม รองประธานกรรมการบริษัทและผู้จัดการทั่วไป ร้านไคเตน (Kaiten) ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ยากินิคุ (Yakiniku) บอกกับเราอย่างนั้น

นิธิศ เป็นนักบริหารร้านอาหารที่คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากมาย เขาเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เป็นเด็กล้างจาน เสิร์ฟอาหารจนกระทั่งได้เป็นผู้จัดการร้าน จึงทำให้เขามีประสบการณ์รู้ทุกกระบวนการและปัญหาในการทำงานของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี

“ผมเรียนจบจากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร เรียกได้ว่าเป็นรุ่นแรกของสถาบันเลยก็ว่าได้ ที่ผมเลือกเส้นทางด้านธุรกิจร้านอาหารก็เพราะผมเห็นว่า ในอนาคตสายอาหารจะเป็นสายที่เติบโตและมีความต้องการสูง แต่ในสมัยก่อนคนไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับอาหารหรือร้านอาหารสักเท่าไหร่ เพราะธุรกิจอาหารในช่วงนั้นไม่ได้มีแววที่จะบูมหรือเติบโตเลย ด้วยสิ่งแวดล้อมของคนไทยนิยมประกอบอาหารรับประทานกันเองที่บ้านมากกว่ารับประทานอาหารนอกบ้าน จะรับประทานอาหารนอกบ้านก็เนื่องด้วยโอกาสพิเศษเท่านั้น

ผมมองอนาคตตั้งแต่ตอนนั้นแล้วละว่า ต่อไปสังคมไทยจะเปลี่ยนไป ประชากรเพิ่มขึ้นทุกวัน และคนก็เร่งรีบมากขึ้น ชีวิตเป็นแม่บ้านถุงพลาสติก พ่อบ้านกล่องโฟม ตอนเย็นก่อนกลับบ้านก็รับประทานอาหารนอกบ้าน วัฒนธรรมการกินเปลี่ยนไป ผู้คนไม่นิยมประกอบอาหารเอง ผมจึงเลือกที่จะเข้ามาทำงานในด้านนี้ และปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ และพอเราได้เข้ามาคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจร้านอาหาร ก็ทำให้เราได้เห็นปัญหาหลายอย่างในวงการธุรกิจร้านอาหาร

ปัญหาอย่างแรกของคนทำร้านอาหารก็คือ คนอยากทำแต่ไม่รู้ระบบการจัดการ การวางกำลังคน ไม่รู้วิธีการคิดต้นทุนการคิดราคา เพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมดและได้กำไรพอที่จะอยู่ได้ แม่ค้าทั่วไปคือซื้อมาขายไป คิดว่าฉันบวกกำไรเข้าไปแล้วละ ยังไงก็ต้องได้กำไร แต่ไม่เคยไปดูว่าต้นทุนจริงๆ เป็นเท่าไหร่และบวกเข้าไป ถ้าย้อนไปจริงๆ อาหารถุงละ 20 เคยนับไหมว่าให้ลูกชิ้นกี่ชิ้น วันไหนถูกใจลูกค้าก็แถมลูกชิ้นเข้าไปให้ แต่ไม่เคยมีการควบคุมต้นทุนที่แท้จริง

พอมีร้านอาหารเปิดใหม่ๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาเรื่ององค์ความรู้ในการบริหารจัดการร้านอาหาร คุณเชื่อไหมว่าทุกวันนี้มีร้านเปิดใหม่เกิดขึ้นทุกวันแต่ก็ล้มหายตายไปจากตลาดทุกวันเช่นกัน เราคิดว่าการทำร้านอาหารนั้นง่าย แค่ประกอบอาหารให้คนมากิน แต่ที่จริงแล้วการทำร้านอาหารนั้นมีอีกมากมายหลายเรื่องที่ต้องใช้องค์ความรู้เข้ามาบริหารจัดการ

วันนี้ที่ผมเข้ามาบริหารร้านไคเตน เราก็เข้ามาสร้างทีมบริหารจัดการร้านอาหาร และเริ่มปรับองค์กรให้ได้มาตรฐานร้านอาหารสากลและทำให้ทุกคนรู้จัก ถามว่าร้านอาหารปิ้งย่างเปิดใหม่เยอะไหม ตอบได้เลยว่าเยอะ ร้านปิ้งย่างข้างทางริมถนนเป็นคู่แข่งของเราไหม บอกเลยว่าเป็น แต่สุดท้ายแล้วเราต้องตอบคำถามกับลูกค้าให้ได้ว่า ทำไมเขาต้องเข้ามารับประทานอาหารของเรา กินกับเราแล้วดีกว่าข้างทางอย่างไร และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผมทำและให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสรรหามาให้ เพราะหลักในการทำงานของผมคือเราทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา เวลามีปัญหาเรื่องงานพูดกันตรงๆ ว่าติดอะไรตรงไหน ไม่พอใจอะไรคุยกันให้จบแล้วค่อยลุกกลับออกไปทำงาน และเวลาทำงานต้องทำให้สุด ไม่มีกั๊กไม่มีเก็บ ดันให้เต็มที่ทำให้มันติดตลาดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เราทำเต็มที่สุดความสามารถที่เรามี”

ในทุกธุรกิจย่อมมีปัญหา ยิ่งเป็นธุรกิจร้านอาหาร หนึ่งในธุรกิจที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยและมีปัญหามากที่สุด นิธิศว่า ส่วนใหญ่เขาจะใช้วิธีการทำฝ่ายสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

“ปัญหาอย่างหนึ่งในธุรกิจร้านอาหาร ก็คือเรื่องของกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหารนั้น มีไม่เพียงพอกับความต้องการ เท่าที่ทราบมาตอนนี้ปัญหาร้านอาหารในบ้านเรานั้นเหมือนกับญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ขาดคนเข้ามาทำงานร้านอาหาร เพราะอัตราการเกิดน้อยไม่ทันกับการขยายธุรกิจในประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงานข้ามชาติ และมีการซื้อตัวข้ามแบรนด์ ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการอบรมคนในเรื่องความเข้าใจในเรื่องการทำงานที่ถูกต้อง เราต้องแก้ปัญหานี้จับมือกับกระทรวงศึกษาฯ ในการฝึกน้องๆ ให้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ภาคธุรกิจทั้งวิชาการและปฏิบัติ รู้ลำดับในการทำงานร้านอาหาร

 

นอกจากนี้ คนทำร้านอาหารส่วนใหญ่ คิดแต่เรื่องทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำแต่ขายได้กำไรสูง แต่ไม่ได้มองว่าการที่จะมีตรงนี้ได้คุณต้องมีใจรักต้องเรียนรู้ ลงมือทำ ต้องต้มน้ำซุป ต้องเคี่ยวนานเท่าไหร่ ต้องเติมอะไร ปรุงออกมารสชาติเป็นยังไง น้อยมากที่จะเข้ามาลงมือทำ เคี่ยว 2 ชั่วโมงน้ำออกมาเป็นแบบนี้ แล้วถ้าเคี่ยว 4 ชั่วโมง จะออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวที่อร่อย

สุดท้ายก็คือเรื่องสูตรอาหารเพราะพวกเขาชิมตามรสชาติที่ปรุง ไม่ได้อาศัยตามสูตรที่แน่นอนชัดเจน เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยววันนี้เราไปแล้วอร่อย อีกวันไปรสชาติไม่เหมือนเดิม จากประสบการณ์ของผม บอกได้เลยว่าการดูแลร้านอาหารไทยนั้นยากสุด โดยเฉพาะการควบคุมรสชาติของอาหาร เพราะอาหารไทยมีรายละเอียดในการปรุงค่อนข้างมาก

สิ่งที่จะทำให้ร้านอาหารไทยหรือร้านอาหารชาติอื่นๆ สามารถคงคุณภาพได้คือการมีสูตรเฉพาะร้านที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนไปตามใจปากลูกค้า เพราะร้านอาหารที่มีชื่อเสียงจะมีสูตรที่เป็นมาตรฐาน จะไปกี่ครั้งหรือเปลี่ยนเชฟไปอีกกี่คนก็จะได้รสชาติแบบเดิมเสมอ

อาหารมีความเป็นศิลปะอยู่ในตัว มีศาสตร์และศิลป์ในการปรุง แต่ละคนมีรสชาติที่ชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบเค็มบางคนชอบหวาน แต่เราต้องหารสชาติที่อยู่ตรงกลางระหว่างความชอบที่หลากหลายนั้นให้ได้ นั่นละคือเสน่ห์และความท้าทายในการบริหารร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จ”

 

ช่อฟ้า เหล่าอารยะ-ศิริกุล อัตถปัญญาพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/479345

ช่อฟ้า เหล่าอารยะ-ศิริกุล อัตถปัญญาพล

โดย…วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

สองผู้ประกาศข่าวสาวเปี่ยมคุณภาพจากช่อง 7 สี เกด-ศิริกุล อัตถปัญญาพล ข่าวเช้า 7 สี วันจันทร์-ศุกร์ ตี 5-6 โมงเช้า คอลัมน์อุณหภูมิโลก ในเคาะข่าวสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) รายการคอข่าว คืนวันพฤหัสบดี และ ปูน-ช่อฟ้า เหล่าอารยะ ห้องข่าวภาคเที่ยง วันจันทร-ศุกร์ และข่าวภาคค่ำ (ข่าวพระราชสำนัก) ประจำวันอาทิตย์ ทั้งคู่แม้จะอายุห่างกัน 3 ปี แต่สนิทกันมากจนกลายเป็นคู่หูผู้ประกาศที่มองตาก็รู้ใจ

ที่สำคัญทั้งสองล้วนจิตใจงาม ชอบช่วยเหลือคนอื่นและสังคมตลอด ชอบทำบุญในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม โดยนอกจากจะร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมหรืออีเวนต์ของช่อง 7 ที่จัดขึ้นอยู่บ่อยๆ แล้วก็มักหาโอกาสเวลาว่างไปทำด้วยกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเพิ่งไปสร้างห้องสมุดโรงเรียนและจัดหาหนังสือไปไว้ห้องสมุดที่โรงเรียนวัดตาลเอนจ.พระนครศรีอยุธยา

“ครั้งนี้พวกเราทำเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยค่ะ ก็ขออนุญาตทางสถานี (ช่อง 7) ตั้งจุดขอรับบริจาคหนังสือและของอื่นๆ เพื่อนำไปมอบให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดตาลเอน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนวัดที่ค่อนข้างขาดแคลนโดยเฉพาะห้องสมุดและหนังสือ ซึ่งก็มีพี่ๆ บางคนในช่องที่อยากทำอย่างนี้แต่ไม่มีเวลาไปทำ เราก็เหมือนเป็นตัวแทนพี่ๆ ด้วย” คู่หูผู้ประกาศจิตใจงาม กล่าว

ช่อฟ้า

“พี่เกดเหมือนพี่ใหญ่ในครอบครัว”

ปูน-ช่อฟ้า เหล่าอารยะ

“เราสนิทกันมา 7 กว่าปีแล้ว รู้จักกันตั้งแต่วันแรกที่สมัครเป็นผู้ประกาศช่อง 7 โครงการคัดสรรผู้ประกาศข่าวรุ่น 2 ซึ่งเปิดรับสมัครที่เซ็นทรัล รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเจอ นัมเบอร์ของเราห่างกันไม่กี่เบอร์ พี่เกดออร่าแรงมาก ดูสง่าและรู้สึกเป็นผู้หญิงที่น่าจดจำ ครั้งนั้นมีคนสมัครมากถึง 3,000 คน เราสองคนผ่านเข้ารอบมาด้วยกัน

“พี่เกดนิสัยดีมาก น่ารัก และน่าคบจึงทำให้เราสนิทกันง่าย จุดเด่นของพี่เขาคือเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างเสมอ โดยเฉพาะพอมาเป็นเพื่อนสนิทยิ่งได้สัมผัสความเอาใจใส่ของพี่เขาเป็นพิเศษ พี่เกดจะมีคาแรกเตอร์ของความเป็นพี่สาวคนโตของที่บ้าน แล้วพี่เขาก็เป็นคนที่ดูแลครอบครัวของเขาอยู่แล้วด้วย

“แม้ปูนเป็นเพื่อนรุ่นน้องก็จริง แต่พี่เกดจะเป็นทั้งเพื่อน เป็นแม่ก็ได้ เป็นพี่ก็ได้ ดูแลเราทุกอย่าง ให้คำปรึกษาในระดับของคนที่โตกว่า เป็นมุมมองของคนที่ผ่านงานและมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ปูนทำงานที่ช่อง 7 เป็นที่แรกและที่เดียวถึงวันนี้ แต่พี่เกดก่อนมาเป็นผู้ประกาศก็เคยทำงานแอร์โฮสเตสมาก่อน 3 ปี พี่เขาจะให้มุมมองดีๆ ต่างๆ มากมาย แต่เรายังไม่ไปถึงจุดนั้น ก็เลยได้เห็นภาพในอนาคตที่พี่เขาสะท้อนให้เห็น

“สิ่งที่พิเศษอย่างหนึ่งที่ปูนเห็นในพี่เกดคือ เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ซึ่งต่างจากปูนที่บางทีบางเรื่องเราก็มองข้าม ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกินและสุขภาพ ปูนเป็นคนสบายๆ จนบางทีก็ลืมใส่ใจสุขภาพบ่อยครั้ง แต่พี่เกดเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพและพยายามที่จะดูแลคนที่เขารักทุกคนรวมถึงปูน พี่เขาก็จะคอยเป็นเหมือนเทรนเนอร์หรือโค้ชส่วนตัวคอยให้คำแนะนำปูนอยู่ตลอด อันไหนดีพี่เกดก็จะเอามาบอก

“ขณะในมุมของการทำงานปูนโชคดีมาก พี่เกดจะให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลืออยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของปูนล้วนๆ แต่พี่เกดพร้อมจะทำให้ปูนได้เลยในกรณีที่ฉุกเฉินหรือยามที่เราไม่ว่าง ไม่มีคิดเล็กคิดน้อย

“อีกมุมหนึ่งที่ปูนประทับใจ คือพี่เกดมิเพียงใจดีกับคนทุกคนเท่านั้น แต่กับสัตว์พี่เขาก็ใจดีด้วยเพราะเป็นคนที่รักสัตว์มาก ชอบช่วยเหลือหมาแมวตลอด คือพี่เกดจะอยู่ในกลุ่มคนรักหมารักแมว มีข่าวมาบอกเรื่อยๆ มีหมาตัวนั้นตัวนี้ให้ช่วย แม้กระทั่งหมาจรจัดที่ถูกรถทับหน้าช่อง 7 ชื่อเจ้าซีโร่ พี่เกดก็รับไปเลี้ยง”

เกด

“ปูนมีแต่ความปรารถนาดีและมีน้ำใจเสมอ”

“สำหรับเราสองคนไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวปรึกษากันได้ตลอด คุยกันได้ทุกเรื่อง เราเข้าทำงานที่ช่อง 7 พร้อมกัน ในโครงการคัดสรรผู้ประกาศหน้าใหม่ รุ่นที่ 2 สนิทกันตั้งแต่ตอนเป็นผู้สมัคร แค่วันที่เปิดรับสมัครเราก็ถูกชะตากันแล้ว วันนั้นน้องปูนกับคุณพ่อปูนขับรถไปส่งเกดกลับบ้าน ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้คุยกันมากขึ้น ความคิดความอ่านเราตรงกัน นิสัยใจคอคล้ายกัน

“ช่วงผู้สมัครถูกคัดเหลือ 20 คน เป็นช่วงที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆมากขึ้น แล้วกับปูนเวลาคุยกันเกดรู้สึกว่าถูกชะตามาก ประทับใจในทักษะการใช้ภาษาของน้องเขาที่เก่งมากสมกับที่จบมาทางอักษรศาสตร์ เกดเล็งไว้เลยยังไงปูนก็ต้องติดเป็นผู้ประกาศข่าวแน่นอน แล้วเขาก็ติดได้เป็นผู้ประกาศพร้อมกัน

เกด-ศิริกุล อัตถปัญญาพล

“ส่วนเรื่องนิสัย ปูนเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจ พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ด้วยความจริงใจ ไม่มีการใส่หน้ากากเข้าหากัน ช่วงที่เข้ารอบมาด้วยกันปูนก็จะช่วยแนะนำเรื่องการออกเสียงภาษาไทย คือเกดถึงจะเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไปโตที่เชียงใหม่เวลาพูดก็จะมีสำเนียงทางเหนือติดมาด้วย น้องก็จะให้คำแนะนำที่ดี

“เราทั้งคู่เป็นคนที่เตือนกันได้ทุกเรื่อง ไม่มีโกรธกัน 7 ปีที่คบกันมาไม่มีงอนไม่มีทะเลาะ เนื่องจากพวกเราไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อย ขณะที่ในมุมของการทำงานเรามีน้ำใจให้กันเสมอ อย่างตอนที่ทำงานร่วมกัน บางทีปูนทำเบื้องหน้า เกดทำเบื้องหลังเราก็ช่วยกันแต่บางทีไม่ได้เกี่ยวกับงานที่ทำ ไปเจออะไรก็เก็บมาให้กันและกัน อย่างปูนไปเจอเรื่องนั้นเรื่องนี้น่าสนใจก็เก็บมาให้เกด หรือเกดไปเจออะไรน่าสนใจก็เก็บมาให้ปูน เราช่วยเหลือกันแบบนี้ตลอด

“ทุกครั้งที่เราเคยนั่งอ่านข่าวด้วยกัน ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก จะด้วยบังเอิญหรืออะไรก็ไม่รู้ ความที่เราสนิทและรู้ใจกันอยู่แล้ว ถึงแม้ไม่ได้ซ้อมกันมาแต่เราเข้าขากันเป็นอย่างดี รู้ว่าจังหวะไหนควรจะส่งต่อให้กันยังไง หรือ ถ้ามีเหตุฉุกเฉินบางอย่างเกิดขึ้นเราสามารถทำแทนกันได้อย่างอัตโนมัติ”