ฐิตินันท์ คลังเพชร สวยด้วยยีนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477138

ฐิตินันท์ คลังเพชร สวยด้วยยีนส์

โดย…นกขุนทอง ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

กำลังสวมบทบาทได้อย่างน่ารักน่าชัง สำหรับนักแสดงน้องใหม่ โอนีล-ฐิตินันท์ คลังเพชร ในซิตคอมเรื่องครอบครัวตัวสลับ ทางช่องทรูโฟร์ยู เรื่องราวของครอบครัว ทุกคนมีปัญหาต่างกัน ไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกันบ่อย จนคนในครอบครัวถูกบันดาลให้สลับร่างกันเพื่อที่จะได้เข้าใจกัน แต่ต่างคนต่างไม่แคร์ร่างกายของกันและกัน ยิ่งทะเลาะกันหนัก ในเรื่องโอนีลได้สลับร่างกับเด็กผู้ชาย 7 ขวบ

“สนุกมากค่ะ นอกจากเราได้เล่นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองแล้ว ก็ได้แง่คิดในเรื่องของการเข้าใจคนที่คิดต่าง เหมือนเรามองในสิ่งที่เขาเป็นมากกว่า ถ้าเราไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำ เรามองในมุมเขาบ้าง ซึ่งตรงนี้หนูนำเอามาใช้แก้ปัญหาของความสัมพันธ์ในชีวิตของเราได้ เพราะปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีแบบนั้น แต่ที่เราได้นำมาใช้คือข้อคิดในการเข้าหาคนมากกว่า จากการที่เข้าใจเขา”

เรื่องการแต่งตัว คนในกองถ่ายจะคุ้นเคยกับโอนีลในชุดยีนส์ รวมถึงวันสบายๆ หรือไปงานอีเวนต์ที่ไม่ได้เลิศหรู ทางการนัก โอนีลก็จัดยีนส์อยู่เสมอ และสามารถดัดแปลงเป็นสไตล์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะสวยหวาน เท่ แอบเปรี้ยวนิดๆ ก็มี มิหนำซ้ำเธอยังเย็บปักถักร้อยเสื้อผ้า กระเป๋าที่ทำจากผ้ายีนส์ใช้เองด้วย เรียกว่าชุดแต่งกายคัดสรรทำมาด้วยใจรักจริงๆ

 

“เสน่ห์ของยีนส์คือความคลาสสิก มันเป็นผ้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันมีเทกซ์เจอร์ ในแต่ละผ้ายีนส์จะมีลายที่สวยในแบบของมันเอง และสามารถแมตช์ได้หลายชุด มันค่อนข้างมีผลกับการออกจากบ้านของหนู อย่างน้อยๆ ในร่างกายต้องมียีนส์สักอย่างหนึ่งติดตัวออกจากบ้าน ตอนแรกไม่คิดว่าชอบยีนส์ มารู้ตัวอีกทีเรามีเสื้อผ้ายีนส์เยอะมาก ใส่แล้วไม่น่าเบื่อ ใส่ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องแบรนด์ ยีนส์มือสองหนูก็ใส่ได้ ขอให้แบบถูกใจ ทำใส่เองก็เยอะ”

1 เดรสหรือเสื้อคลุมก็ดูดี

“ตัวนี้ซื้อที่เชียงใหม่ ข้างบนเป็นยีนส์ ข้างล่างผ้าคอตตอนสีขาว ขนาดเสื้อตัวใหญ่ หนูไว้ใส่เป็นเสื้อคลุมกับกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าเตะสบายๆ ก็ได้ จะใส่เป็นเดรสปล่อยหลวมๆ หรือใส่เข็มขัดก็ได้อีกลุคหนึ่ง”

2 แจ็กเกตยีนส์

“ได้มาจากการไปค้นตู้เสื้อผ้าคุณแม่ บังเอิญกลับบ้านที่เชียงใหม่แล้วหนาว จะไปหาเสื้อกันหนาวใส่ เลยเจอตัวนี้ ขนาดใหญ่กว่าเรานิดหน่อย แต่ใส่แล้วชอบมาก เพราะดูวินเทจหน่อยๆ เป็นเสื้อของคุณแม่ด้วย เพิ่งได้มาหมาดๆ กำลังเห่ออยู่ค่ะ”

 

3 กระเป๋าทำเอง

“ไปเลือกซื้อผ้าที่พาหุรัด ตอนแรกจะทำขายแบรนด์ neill แต่ไม่ทำแล้วค่ะ อันนี้เลยไว้ใช้เอง ใช้บ่อยมาก หนูไม่ใช่ผู้หญิงจ๋า ไม่ชอบกระเป๋าแบบถือ แต่ชอบกระเป๋าผ้าเบาๆ ดูง่ายๆ ใบนี้รักมาก เพราะใช้แล้วรู้สึกหยิบจับง่าย เรียบๆ เลย ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เย็บเอง กระเป๋าไม่ค่อยได้ทำบ่อย เพราะยังไม่มีทรงที่อยากได้ ยังชอบอันนี้อยู่ เวลาใช้กระเป๋าใบนี้จะแต่งตัวเสื้อยืด กระโปรงยีนส์สั้น รองเท้าเตะแบบมีดีไซน์ หรือรองเท้าผ้าใบ”

4 กางเกงยีนส์ขาม้า

“เป็นกางเกงยีนส์ขาม้าตัวแรกในชีวิต เพราะไม่คิดว่าใส่ได้ หนูตัวเล็กแต่สะโพกใหญ่ กลัวใส่แล้วอ้วน ตัวนี้ซื้อจากในเว็บไซต์ ไม่ได้ลอง อารมณ์แบบเฟิสต์เลิฟ ในเว็บนางแบบใส่แล้วขาเต่อ แต่หนูใส่ขากางเกงลากพื้น เพราะหนูสูง 156 นางแบบสูง 170 (หัวเราะ) แต่ชอบก็ซื้อมา เพราะเรามีทักษะในการตัดเย็บอยู่แล้ว ใส่ไม่ได้ยังไงค่อยมาแก้ได้ ก็แก้เอวนิดหน่อย ใส่กับเสื้อยืดพอดีตัว เพราะข้างล่างบานอยู่แล้ว แต่หนูก็ตั้งใจว่าจะแก้กางเกงอาจจะตัดเป็นกระโปรง แล้วทำพู่น่ารักๆ ที่ชายกระโปรง”

5 กระโปรงสั้น

“ตัวนี้เป็นสินค้ามือสอง ซื้อที่เชียงใหม่ เขาจะเอาเสื้อผ้ามือสองลงกองในบ่อใหญ่ๆ มีหลายบ่อ เป็นพันๆ ตัวให้เราเลือก เราก็ลงไปลุยค้นๆ มา ได้ตัวนี้ราคา 3 บาท โดนใจมาก ดีไซน์น่ารัก ใส่คู่กับเสื้อที่โอเวอร์ไซส์หน่อยสีขาวสีดำก็ได้ แล้วใส่รองเท้าผ้าใบ”

 

6 กระเป๋าคลัตช์

“ตอนอยู่เชียงใหม่ขายกระเป๋าแล้วใบนี้เก็บไว้เองไม่ขาย ชอบที่มีสีดำตัดข้างล่าง บางทีเราแต่งตัวไม่อยากจะหิ้ว สะพาย แค่ไว้ใส่โทรศัพท์มือถือ ถือง่ายๆ ใบนี้อยู่ด้วยกันมานาน ตอนนี้เอาไว้ใช้เก็บแบงก์ 50 บาท”

7 กล่องแว่น

“ได้มาโดยบังเอิญ ซื้อของที่ช็อปลีวายส์ ได้มาปลื้มปริ่มดีใจมาก เห็นแล้วโดนใจมาก ที่จริงมันก็ดูธรรมดามาก แต่อันนี้หนูใช้ประจำติดตัวตลอดเพราะเราใส่แว่น ไม่อยากยกให้ใคร ไม่อยากให้หาย ใช้มาจะ 6 ปีแล้ว อันอื่นมันก็ไม่รู้สึกผูกพันเท่ากล่องนี้”

 

จาด้า อินโตร์เร สาวสวยจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477137

จาด้า อินโตร์เร สาวสวยจิตอาสา

โดย…วรธาร ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

นักแสดงวัยรุ่นสวยน่ารักตามแบบฉบับลูกครึ่ง “จาด้า อินโตร์เร” นางเอกสายเลือดใหม่ ช่อง 7 สี มิใช่งามแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสดใสสบายตา และมิได้มีดีแค่ความสามารถด้านการแสดงเท่านั้น แต่ข้างในจิตใจของเธอแสนจะงดงามด้วยอุปนิสัยร่าเริงสนุกสนาน และมีจิตใจอ่อนโยนชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอด้วยการเป็นจิตอาสาในโครงการต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เรียนปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จนกระทั่งเรียนจบและมาเป็นนักแสดง ก็ยังไม่ทิ้งกิจกรรมอาสา พยายามหาเวลาว่างทำอยู่ตลอด เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เธอทำแล้วมีความสุข โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ไปช่วยเหลือ

รักการทำกิจกรรมและจิตอาสา

ในวัยเด็กจาด้ากล้าแสดงออก มีความสนุกสนานเฮฮาน่ารักในตัว พอเข้าเรียนประถมและมัธยมก็กลายเป็นเด็กกิจกรรม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และมีศิลปะในการเข้าหาผู้คน ทุกกิจกรรมของโรงเรียนไม่ว่าจะร้องรำทำเพลงหรืออะไรก็ตาม มักไม่พลาดที่จะมีเธอเข้าร่วมด้วยเสมอ จนเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอได้สัมผัสกับโครงการจิตอาสาครั้งแรก และจาด้าหลงรักในการเป็นจิตอาสาเรื่อยมา กระทั่งนำมาสู่การตั้งกลุ่ม “อาสาสร้างสัน” โดยมีสมาชิกประมาณ 13 คน และพอมาเป็นนักแสดงที่เวลาว่างไม่แน่นอนก็เลือกมาทำคนเดียว

จาด้า เล่าว่า การไปออกค่ายจิตอาสาของมหาวิทยาลัยครั้งแรก ก็ทำให้หลงรักการเป็นจิตอาสาเต็มๆ และรู้สึกว่าการเป็นจิตอาสาคือตัวตนของเธอ เนื่องจากได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ถนัดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการสอนหนังสือ ที่สามารถถ่ายทอดได้หลายเรื่องหลายวิชา อาทิ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะ โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัยและโภชนาการอาหาร เนื่องจากเรียนทางด้านนี้มาโดยตรง

“ตอนนั้นเรียนอยู่ปีหนึ่ง ค่ายแรกที่ไปน้องๆ ซนมาก เช่น เจาะหูกันเอง จาด้าสอนภาษาอังกฤษก็ถามน้องๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรกัน มีคนหนึ่งบอกอยากเป็นโจร ภาษาอังกฤษต้องพูดยังไง ก็ถามน้องว่า อ้าว ทำไมอยากเป็นโจรล่ะ เขาบอกว่าเป็นโจรง่ายดี ฟังแล้วอึ้งไม่คิดว่าเด็ก (บางคน) จะคิดอย่างนี้

ก็สอนเขาหลายอย่าง แต่พอถึงวันสุดท้ายที่ต้องเดินทางกลับ น้องคนนั้นเดินมาหาแบบอายๆ บอกเราว่าพี่ครับผมไม่อยากเป็นแล้วนะโจร อยากเป็นแบบพี่ เซอร์ไพรส์มาก คือตอนสอนจาด้าจะบอกเขาตลอดว่าการเรียนสำคัญที่สุด ถ้าอยากมีอนาคต อยากมีงานทำที่ดีต้องตั้งใจเรียนเหมือนพี่ ที่ตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนจะได้มีอนาคตที่ดี พอน้องพูดอย่างนี้ก็รู้สึกดีใจที่คำพูดเราสร้างแรงบันดาลใจให้เขา นี่คือความประทับใจของการออกค่ายอาสาครั้งแรก” เธอเล่าความประทับใจกับการออกค่าย

จาด้า เล่าต่อว่า นอกจากกิจกรรมอาสาของมหาวิทยาลัยที่ทำทุกปีแล้ว เธอยังได้ร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้ง “กลุ่มอาสาสร้างสัน” ขึ้นมา โดยมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน มีคนหนึ่งที่เป็นหลักโดยเป็นรุ่นพี่ในวิทยาลัยนานาชาติที่คอยประสานงานกับมูลนิธิกระจกเงาในการหาโรงเรียนเป้าหมายที่จะไปออกค่าย

“ในการทำงานกลุ่มอาสาสร้างสัน เราเปิดบัญชีกลุ่มขึ้นมาเพื่อหาทุนไปทำ รายได้มาจากสปอนเซอร์เป็นหลัก จากบริษัทห้างร้านที่สมาชิกแต่ละคนรู้จักคุ้นเคยก็ไปขอสนับสนุนมา ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือดีมาก และจากการเปิดหมวกอีกทางหนึ่ง

 

พอได้เงินมาก็ประสานมูลนิธิกระจกเงา หาโรงเรียนและหมู่บ้านเป้าหมาย จำได้ว่า ค่ายแรกของกลุ่มคือบ้านพะละอึ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ในพื้นที่กันดารมาก เราไปเซอร์เวย์มาก่อน เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าและไกลจากแหล่งน้ำมาก พวกเขาขาดแท็งก์น้ำที่จะเก็บน้ำไว้ใช้เราก็จัดหาไปให้ นั่งรถทัวร์ไป 12 ชั่วโมง ต่อสองแถวอีก 4 ชั่วโมง นั่งเรืออีกชั่วโมงกว่า เป็นงานอาสาที่สนุกมาก โดยเราใช้กีฬาเป็นหลักในการสื่อสัมพันธ์ เนื่องจากเด็กๆ พูดไทยไม่ค่อยได้”

จากนั้นเธอก็ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มมาเรื่อยๆ แต่สองปีมานี้ไม่ได้ไปร่วม เนื่องจากพอมาเป็นนักแสดงทำให้เวลาว่างไม่แน่นอนและไม่ตรงกัน แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยทิ้งกิจกรรมเหล่านี้ พยายามหาโอกาสและเลือกกิจกรรมหรือโครงการอาสาที่อยู่ใกล้ๆ ที่ไม่ต้องเดินทางไกล โดยการเสิร์ชหาโครงการในเฟซบุ๊กของธนาคารจิตอาสา (JitArsa Bank)

“ล่าสุดจาด้าไปสร้างรางปลูกผัก ขุดบ่อเลี้ยงกบให้กับคนไร้บ้าน ที่ชุมชนคนไร้บ้านแถวย่านพุทธมณฑลสาย 2 ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่นี่ก็ทำพวกนี้อยู่แล้ว คือ ปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ แต่เมื่อเขาต้องการจิตอาสาหนูก็สมัครไปช่วยอีกแรง คนที่นี่น่าสงสารไม่มีบัตรประชาชน ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ อาชีพเขาก็เลยต้องปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อขายหาเงินเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว

อีกโครงการที่ทำคือ ตากล้องรุ่นใหม่หัวใจสีขาว เป็นจิตอาสาพาเด็กป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไปเที่ยว ไม่เชิงเป็นตากล้องให้เด็ก แต่เป็นเหมือนบัดดี้พาน้องเดินเล่น เที่ยวและถ่ายรูปกัน มีเด็กป่วย 20 คน จาด้าจับคู่กับเด็กสองคนเป็นเด็กพี่น้องกัน

นอกจากนี้ ก็มีอีกหลายโครงการ เช่น ไปให้ความสุขคุณตาคุณยายที่บ้านมีรัก เนอร์สซิ่งโฮม (สถานพักฟื้นผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น) กับพี่สาว ไปอาบน้ำให้ วาดรูป ร้องเพลง เล่นดนตรีให้คุณตาคุณยายฟัง ท่านมีความสุขมาก เราเห็นก็มีความสุขไปด้วย”

 

มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ

นางเอกลูกครึ่งเล่าความรู้สึกกับการทำงานจิตอาสาว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการเป็นจิตอาสาไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป แต่ทุกคนสามารถใช้แรงกาย ความรู้ความสามารถและศักยภาพของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องลงอะไร เพราะฉะนั้นเธอจึงรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ เพราะทั้งหมดทำด้วยใจทั้งสิ้น ส่วนตัวไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่ต้องการใช้ศักยภาพของตัวเองและหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังในการคิดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เต็มที่เท่านั้น

“จาด้าทำตรงนี้ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่า เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่มีจิตทำเพื่อคนอื่นอย่างเดียวให้เขามีความสุข ในประเทศไทยเราจาด้าอยากให้มีจิตอาสาเยอะๆ จะช่วยให้สังคมมีความสุข น่าอยู่ขึ้น ผู้คนรักใคร่สามัคคีกันมากขึ้น และจาด้าก็เชื่อว่ามีคนแบบหนูเยอะแต่ไม่เปิดเผยตัว หลายคนเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทย แม้จะทรงเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยตรัสว่าเหนื่อย ทรงมีพระชนม์อยู่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

จาด้า กล่าวว่า มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เธอทำตรงนี้อย่างต่อเนื่อง และทำอย่างมีความสุข พระองค์ทรงงานหนักมานาน แต่ไม่เคยออกพระโอษฐ์ว่าทรงเหนื่อย และแม้จะมีอุปสรรคปัญหาก็ไม่ทรงท้อพระทัย ทรงพยายามหาทางทำให้สำเร็จจนได้ ซึ่งเธอก็อยากทำให้ได้อย่างพระองค์ แค่ในเศษเสี้ยวของที่พระองค์ทรงทำก็ยังดี แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว

ท้ายสุดนี้ จาด้าฝากให้ทุกคนติดตามผลงานละครของเธอที่กำลังออนแอร์ตอนนี้ เป็นละครเรื่องแรก เรื่องคู่ป่วนก๊วนกวนผี ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-09.45 น. ทางช่อง 7 สี (ช่อง 35 ในระบบ HD) อีกเรื่องกำลังถ่ายทำคือ สื่อสองโลก ซึ่งเธอรับบทเป็นสาวที่มีสัมผัสพิเศษได้ยินเสียงวิญญาณตั้งแต่เด็ก ลงจอแก้วเมื่อไหร่อย่าลืมให้กำลังใจเธอ

 

เดวิด โอกาโมโต ทำขนมคือการผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476677

เดวิด โอกาโมโต ทำขนมคือการผ่อนคลาย

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แค่แรกเห็น เดวิด โอกาโมโต เชฟหนุ่มอารมณ์ดี ผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ก็ทำให้รู้สึกประทับใจและอยากเข้าไปทำความรู้จักกับเขาอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะด้วยคาแรกเตอร์ที่ดูเป็นมิตร คล้ายเป็นเหมือนแม่เหล็กให้เรากล้าที่จะเข้าไปชวนคุย แม้เขาจะออกตัวว่าไม่ถนัดภาษาไทยก็ตาม

ความน่าสนใจของเชฟหนุ่มคนนี้เกิดขึ้นตั้งแต่คำถามแรกที่เราพยายามหาคำตอบว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ที่ไหน หลังจากทายจนเหนื่อยก็ไม่ถูกเสียที เชฟหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งเจ้าของร้านเดวิดส์ เบเกอรี่ เลยขอเฉลยให้หายข้องใจว่า เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน คุณพ่อเป็นอเมริกัน ส่วนคุณแม่เป็นชาวญี่ปุ่น ตัวเขาเกิดและโตที่ญี่ปุ่น จึงสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่ว

“ผมโตมาในครอบครัวที่สอนให้ทำอาหาร สมัยเด็กคุณยายและคุณแม่จะสอนผมทำอาหารญี่ปุ่น ขณะที่คุณพ่อจะสอนผมทำอาหารอิตาเลียน ผมเองก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก จนอายุ 13 ปี ผมค้นพบตัวเองว่าสิ่งที่ผมอยากทำเวลาเข้าครัวไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นหรืออาหารอิตาเลียน แต่สิ่งที่ผมอยากทำคือ ขนมเค้ก ผมลงทุนทำขนมเค้กก้อนแรกในชีวิตแล้วเอาไปให้เพื่อนชิม ปรากฏว่าทุกคนชิมแล้วส่ายหน้า บอกว่า รสชาติแย่มาก (หัวเราะ)”

ถึงกระแสตอบรับจากการทำขนมเค้กชิ้นแรกจะแย่ แต่เขายังไม่ทิ้งความตั้งใจ พยายามฝึกฝนฝีมือ จนในที่สุดได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วศาสตร์ของการทำขนมไม่เหมือนการทำอาหารแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่การทำอาหาร เมื่ออยู่หน้าเตาแล้วเชฟยังสามารถปรับสูตร ปรับรสชาติได้ตามต้องการ แต่การทำขนม เมื่อถึงเวลาที่ยกขนมเข้าเตาอบ ทุกอย่างต้องถูกต้อง เชฟไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญเท่านั้น จึงจะสามารถทำขนมที่อร่อยออกมาได้

เดวิด บอกว่า เขาค่อยๆ ฝึกฝนฝีมือการทำขนมมาเรื่อยๆ จนช่วงที่ไปเรียนต่อด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาวาย เขาได้มีโอกาสไปลองทำงานที่ร้านคิมูรายะ ซึ่งเป็นร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่นชื่อดังที่ไปเปิดสาขาที่ฮาวายเพื่อหาประสบการณ์ ทว่าหลังจากทำงานร้านขนมไปจนกระทั่งเรียนจบ เขาก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเข้ามาโลดแล่นในวงการขนม หรือยึดเป็นอาชีพได้ เขาจึงเบนเข็มไปหาอีกหนึ่งแพสชั่นที่มีด้านจิวเวลรี่และนาฬิกา ด้วยการไปทำงานที่แบรนด์นาฬิกาชื่อดังอย่างโรเล็กซ์

“ระหว่างที่ทำงานประจำ ผมก็ยังไม่ทิ้งความสนใจในการทำขนม จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 5 ของการทำงาน ผมเริ่มคิดจะเปลี่ยนงาน ด้วยความที่เพื่อนๆ เห็นผมชอบทำขนมเลยยุให้ผมเปิดร้านขนมซะเลย เพราะตอนนั้นเพื่อนๆ เริ่มติดใจในฝีมือการทำขนมของผม อย่างหุ้นส่วนร้านทุกวันนี้รู้จักกันเพราะมีคนแนะนำให้เขาติดต่อให้ผมทำขนมเค้กให้ เขามาสารภาพทีหลังว่าตอนแรกก็ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าผมทำขนมเค้กอร่อย จนได้ชิมเองถึงติดใจ พอตอนที่เขาคิดจะย้ายมาอยู่เมืองไทย เลยตัดสินใจชวนผมมาเปิดร้านขนมด้วยกัน ด้วยความที่ผมชอบเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเคยมาและติดใจในอาหารไทย เลยตัดสินใจขายบ้าน ขายรถ ลาออกจากงานแบบไม่ลังเล”

เดวิด เล่าอย่างออกรสว่า ตอนนั้นทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ ต่างประหลาดใจกับการตัดสินใจของเขา เพราะการตัดสินใจครั้งใหญ่นี้ ไม่ใช่แค่การย้ายเมืองเพื่อเปลี่ยนที่ทำงานหรือที่อยู่ แต่เป็นการเดินทางข้ามประเทศเพื่อมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ซึ่งในมุมของเชฟหนุ่ม บอกตัวเองเพียงว่า หนทางข้างหน้าแม้จะน่ากลัว แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าค้นหามากมายรอเขาอยู่

“ตอนแรกที่มาเมืองไทย ผมกับเพื่อนลงทุนเปิดร้านน้ำแข็งใส เพราะเห็นว่าที่ฮาวายขายดีมาก ปรากฏว่า ตอนนั้นตลาดเมืองไทยไม่ตอบรับกับน้ำแข็งใสถ้วยละ 60-70 บาท แต่ใครจะคิดว่า 4 ปีผ่านไป ตอนนี้น้ำแข็งใสฮิตมาก พอทำน้ำแข็งไสขายแล้วไม่รุ่ง เราเลยเบนเข็มใหม่และเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ จนมาลงเอยที่ธุรกิจอบคุกกี้ขาย

“เริ่มแรกเราลองขายผ่านอินสตาแกรม ลองผิดลองถูกไปเรื่อย เราเปลี่ยนสูตรอยู่ถึง 50 ครั้ง กว่าจะออกมาเป็นสูตรที่ถูกปากลูกค้าแบบในปัจจุบัน หลังจากคุกกี้ของเราได้รับการตอบรับดีมาก เราจึงตัดสินใจเปิดร้านสาขาแรกที่เทอร์มินอล 21 จากนั้นจึงขยายสาขาสองมาที่ฮาบิโตะ รีเทล มอลล์”

ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้เขาหลงรักการทำขนมไม่เสื่อมคลาย เดวิด ตอบว่า การทำขนมทำให้เขาได้ปลอดปล่อย ได้ระบายความเครียด ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากนี้

“อย่างที่บอกว่า การทำขนมทุกอย่างต้องเป๊ะตามสูตรขนมถึงจะออกมาอร่อย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตามสูตรได้ ผลลัพธ์ก็ออกมาดีแน่นอน แต่ก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกตอนทำขนมเล่นๆ เพราะใจรัก กับมาทำเป็นธุรกิจ ความรู้สึกก็ต่างกันนะ จากแต่ก่อนทำเพื่อคลายเครียด ตอนนี้บางทียิ่งทำก็ยิ่งเครียดแล้ว (หัวเราะ)

ผมโชคดีที่ได้มาเปิดร้านเบเกอรี่ที่เมืองไทย ผมรักเมืองไทย และผมไม่เคยคิดจะกลับไปเปิดร้านขนมที่ญี่ปุ่นเลย เพราะสำหรับผม เมืองไทยคือบ้านของผม ไม่ว่าในอนาคตผมจะทำธุรกิจอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม” เชฟหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

Chocolate Chip Cookies

ส่วนผสม

1.เนย ครึ่งแพ็ก

2.น้ำตาล 1 ถ้วย

3.ไข่ 1 ฟอง

4.วานิลลา 30 มล.

5.ผงฟู 3 ใน 4 ช้อนชา

6.เกลือ ครึ่งช้อน

7.แป้ง 850 มล.

8.ช็อกโกแลตชิป 250 มก.

วิธีทำ

1.นำเนยและน้ำตาลมาผสมกัน จากนั้นตอกไข่ใส่ลงไป แล้วเติมเกลือ ผงฟู และวานิลลา จากนั้นเติมแป้ง ผสมให้เข้ากัน

2.เติมช็อกโกแตชิปลงไปและผสมให้เข้ากัน นำมาปั้นเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส ประมาณ10 นาที ก็พร้อมเสิร์ฟ

 

น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ลูกสาวกำนัน สวย & สตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476455

น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ลูกสาวกำนัน สวย & สตรอง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลายคนอาจนิยาม “ลูกสาวกำนัน“ ตามคาแรกเตอร์ที่เห็นในละครบ้านเราว่าต้องเป็นสาวห้าว สายบู๊ มีมาดนักเลงนิดๆ ทว่า หลังจากได้ทำความรู้จักกับ บุ๋ม-น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ทายาทคนเล็กของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เธอกลับฉีกภาพของลูกสาวกำนันที่คุ้นตาไปหมดสิ้น

แม้ด้วยใบหน้าที่ดูคมเข้มตามสไตล์สาวใต้ บวกกับบุคลิกนิ่งๆ ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำตัว จะทำให้เธอดูเป็นสาวดุไปในบัดดล แต่ความจริงแล้วเธอคือสาวมั่นที่แฝงไปด้วยความขี้เล่น ที่ยิ่งรู้จักยิ่งพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ไม่น้อย

น้ำทิพย์ เริ่มพาเราเข้าไปสัมผัสกับตัวตนของเธอทีละน้อย ด้วยการอัพเดทสถานะตอนนี้ว่า เธอควบตำแหน่งไดเรกเตอร์และจีเอ็มของแปซิฟิค ซิตี้ คลับ (Pacific City Club) ซึ่งเจ้าตัวนิยามว่า เป็นคลับที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของสมาชิกได้ราวกับเป็นแขกของโรงแรม เพราะมีบริการที่ครบครันทั้งห้องอาหาร สระว่ายน้ำ ยิม สปา และห้องประชุมขนาดต่างๆ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือไม่มีห้องพักไว้บริการเท่านั้นเอง

“หลังจากที่กลุ่มทุนเก่าหมดสัญญาไป เราก็เข้ามาร่วมถือหุ้นเมื่อ 3 ปีก่อนและเริ่มเข้ามาดูแลเต็มตัวตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีที่แล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่ทำไปควบคู่กัน คือ บริหารแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา แจ็กแก็ด (Jaggad) นำเข้าจากออสเตรเลีย ซึ่งเธอลงขันกับหุ้นส่วนตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยน้ำทิพย์เข้ามาช่วยดูแลในส่วนของชุดออกกำลังกายที่เป็นไลฟ์สไตล์แวร์ ส่วนที่เป็นเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับจักรยานเธอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหุ้นส่วน

“ตั้งแต่นำเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว เรายังไม่เน้นทำพีอาร์มากนัก ยังไม่ได้แกรนด์โอเพนนิ่งด้วยซ้ำ เน้นขายผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก จุดเด่นของแบรนด์เราคือ ไม่เน้นแฟชั่นมาก แต่โฟกัสการออกแบบที่ใส่ใจถึงการใช้งานจริง ทำให้แบรนด์ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีทั่วเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเราตั้งใจว่าปีนี้จะหันมาโฟกัสกับแบรนด์มากขึ้น”

น้ำทิพย์ยอมรับว่า สองบทบาทหลักที่ทำอยู่ตอนนี้ อาจไม่ได้ตอบโจทย์กับอาชีพในฝันวัยทีนที่อยากจะเป็นสถาปนิกโดยตรง แต่ก็เป็นงานที่สนุกและท้าทาย งานนี้สาวสวยพาย้อนวันวานไปถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตว่า อยากจะเป็นสถาปนิก เลยตัดสินใจลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรม ที่ สถาบันแพรตต์ (Pratt Institute) สหรัฐ หลังจากเรียนจบก็เริ่มต้นสานฝันด้วยการทำงานในบริษัทสถาปนิกที่เอชเอส ทู อาคิเทคเชอร์ นาน 1 ปี ก่อนจะถูกเรียกตัวกลับมาเมืองไทย

 

“พอกลับมาเมืองไทยก็ยังมาทำงานด้านสถาปนิกต่ออีกพัก ก่อนจะตัดสินใจกลับไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่หลังจากเรียนจบมายังไม่มีโอกาสได้กลับไปโลดแล่นในวงการอีกเลย ถามว่าคิดถึงงานสถาปนิกมั้ย คิดถึงนะ และคิดเสมอว่าถ้าในอนาคตมีโอกาสเหมาะๆ ก็อาจจะกลับไปทำอีก ตอนนี้ก็อาศัยนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ในงานด้านอื่นๆ ไปก่อน อย่างตอนที่เข้ามาทำงานที่ แปซิฟิค ซิตี้ คลับ ช่วงแรกต้องมีการรีโนเวตหลายอย่าง เลยได้มีโอกาสนำความรู้ที่เรียนมาใช้ค่อนข้างมาก”

นอกจากจะนำความรู้ด้านการออกแบบมาใช้โดยตรงแล้ว น้ำทิพย์บอกว่า ยังได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการเรียนมาปรับใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการมีวินัย

“ช่วงที่เรียนสถาปัตย์ เราต้องทำโปรเจกต์ส่งค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นต่อให้ต้องนอนดึกแค่ไหนก็ต้องทำให้เสร็จให้ได้ วินัยในการส่งงานให้ตรงเวลานี้เอง เลยกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาสู่การทำงานโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ด้วยความที่งานของสถาปนิกเป็นงานที่ต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ได้เจอคนเยอะ ต้องดีลงานกับลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้เรามีทักษะในการปรับตัวค่อนข้างดี สามารถทำงานร่วมกับกลุ่มคนในอาชีพต่างๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา”

ในฐานะเป็นลูกสาวกำนัน มีคุณพ่อทำงานในวงการการเมือง ถามว่าเคยคิดเข้ามาชิมลางด้านการเมืองหรือไม่ น้ำทิพย์คลี่ยิ้มก่อนตอบอย่างไม่ลังเล… “เคยคิดนะคะ แต่คิดว่าตัวเราคงทำได้ไม่ดี เพราะคนที่จะมาทำงานการเมือง ต้องไม่ได้คิดจะทำเพื่อชื่อเสียง แต่ต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อทำงานช่วยเหลือประชาชน

อย่างคุณพ่อ เวลาทำงานเขาไปเต็ม 1000% เลย เรียกว่าทำเพราะอยู่ในสายเลือดจริงๆ ซึ่งเราเองอาจจะยังไม่ถึงตรงนั้น บางครั้งยังอยากมีโลกส่วนตัว เลยคิดว่าเราคงไม่เหมาะ จึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองว่า ความจริงแล้ว ถ้าเราอยากทำอะไรเพื่อสังคมจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำงานการเมืองก็ได้ แค่ลงมือทำในสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์กับสังคมก็พอ”

หลายคนอาจสงสัยว่า ชีวิตของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวนักการเมืองเป็นอย่างไร และมีอิทธิพลต่อสาวสวยตรงหน้าเพียงใด น้ำทิพย์ไขข้อข้องใจอย่างไม่รอช้าว่า ไม่ได้โตมาแบบถูกโอ๋ หรือมีใครมาคอยประคบประหงม ด้วยความที่คุณพ่อมีภาระหน้าที่เยอะ ไม่ค่อยอยู่บ้าน น้ำทิพย์จึงต้องอยู่กับคุณยาย คุณอา

“จำได้ว่า สมัยเด็กเวลาเจอพี่ชายแกล้งแล้วไปฟ้องคุณพ่อ คุณพ่อจะไม่เข้าข้าง แต่จะสอนให้เราเข้มแข็ง อดทน ไม่ร้องไห้ อีกเรื่องหนึ่งที่คุณพ่อสอนเสมอคือ ไม่ว่าทำอะไรต้องไม่หยิบโหย่ง ทำอะไรต้องศึกษา และลงมือทำให้เต็มที่”

อาจเพราะด้วยความที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นสาวสตรอง จนออกจะแมนนิดๆ ด้วยซ้ำ เลยทำให้เมื่อถามถึงสิ่งที่เธอยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิตและการทำงาน จึงได้รับคำตอบที่กระชับและตรงประเด็นว่า ต้องไม่เอาเปรียบใคร “เราเชื่อว่า เมื่อเราหยิบยื่นน้ำใจ สิ่งดีๆ ให้กับคนอื่น เมื่อนั้นเขาจะรับรู้ถึงความจริงใจของเรา และพร้อมหยิบยื่นสิ่งดีๆ กลับมาให้เราเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเราถือคติไม่เอาเปรียบใคร ก็หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เอาเปรียบเราเช่นกัน” สาวสวยตาคมกล่าวทิ้งท้าย

 

ดลนภา ธรรมวัฒนะ ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 มกราคม 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476255

ดลนภา ธรรมวัฒนะ ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ด้วยนามสกุล “ธรรมวัฒนะ” อาจทำให้หลายคนวาดภาพ ดรีม-ดลนภา ธรรมวัฒนะ ผู้บริหารสาวคนเก่ง ที่ตอนนี้สวมบทเอ็มดีของ บริษัท ดีบีกรุ๊ป ผู้นำเข้าแบรนด์ชีสเค้กสุดพรีเมียมจากเมืองโอตารุ เลอ ทาโอะ (Le Tao) พร้อมควบตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานบริหารการตลาด บริษัท บีจีที คอร์ปอเรชั่น ผู้จำหน่าย บอดี้ โกลฟ ว่าเป็นลูกคุณหนูที่เดินตามสูตรทายาทตระกูลดัง ด้วยการชิมลางทำงานประจำสักระยะ ก็เริ่มหาทางบินเดี่ยวออกมาสร้างอาณาจักรของตัวเอง

ทว่า หลังจาก 1 ชั่วโมงที่ได้ทำความรู้จักกับสาวหน้าเก๋ ที่มีความร่าเริงและรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ กลับทำให้รู้สึกว่า เธออาจจะเป็นลูกคุณหนูจริง แต่เป็นคุณหนูขาลุยที่รู้จักตัวเองเองดีมากๆ รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ และไม่ใช่สำหรับตัวเอง ที่สำคัญคือ ถึงจะเป็นสาวร่างเล็ก แต่เธอกลับมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ พร้อมสู้ไม่ถอยเพื่อพาตัวเองก้าวไปสู่จุดที่ฝัน

“ดรีมฝันว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองค่ะ แต่ก็ไม่ได้มีภาพชัดเจนว่าต้องเป็นธุรกิจแนวไหน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา ดรีมเลยได้แต่รอคอยจังหวะและโอกาสจะพาไป พอเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาดที่ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ดรีมก็ไปเรียนต่อด้านการบริหารธุรกิจแฟชั่นที่แอลเอ 1 ปี เพื่อกลับมาช่วยคุณพ่อทำงานที่บอดี้ โกลฟ ควบคู่ไปกับการเรียนปริญญาโทด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานดรีมยังไม่มีตำแหน่งอะไร พูดง่ายๆ แผนกไหนขาด เราก็เข้าไปทำ (ยิ้ม) ช่วยตามความสามารถที่เราจะทำได้ จนพอเรียนจบถึงได้เข้ามาช่วยงานด้านการตลาดเต็มตัว”

ถามว่า ตั้งธงไว้แต่ต้นไว้หรือไม่ว่าจะต้องกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน ดรีมรีบออกตัวว่า ไม่ได้วางแผนชีวิตไว้เลย ว่าเรียนจบมาแล้วต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่อาจเพราะเห็นคุณพ่อบริหารแบรนด์นี้มาตั้งแต่เริ่มต้น เวลามีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ก็ได้ไปมีส่วนร่วมตลอด เลยเหมือนว่าได้ซึมซับมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรักและความผูกพันไม่รู้ตัว ดังนั้น พอเรียนด้านการตลาดมา ซึ่งก็เอื้อกับธุรกิจที่บ้าน เลยตัดสินใจเข้ามาช่วย แต่ก็ยังไม่เคยลืมความฝันของตัวเองที่อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง

 

“การเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวสำหรับดรีม คือความรับผิดชอบ แต่การที่เราเข้ามาทำงานตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งความฝันที่มี ตลอดเวลาดรีมยังเฝ้ามองหาโอกาสที่จะสร้างธุรกิจ เวลาได้เดินทาง ดรีมก็จะเที่ยวด้วย หาโอกาสทางธุรกิจไปด้วย ดูว่ามีแบรนด์ไหนน่าสนใจ น่าจะเข้ามาเปิดตลาดในไทย ดรีมทำแผนธุรกิจมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร (หัวเราะ) ตั้งแต่ธุรกิจเครื่องสำอาง เสื้อผ้า จิวเวลรี่ ร้านอาหาร แต่ก็คว้าน้ำเหลวมาตลอด”

ผู้บริหารสาวฉายภาพถึงบทเรียนแห่งความล้มเหลวที่ได้รับมาด้วยแววตาเป็นประกายว่า ถึงจะต้องเจ็บซ้ำๆ เพราะไม่ได้รับการตอบรับจากแบรนด์ที่ติดต่อไป แต่เธอไม่เคยท้อหรือหมดหวัง เพราะเธอเชื่อว่า การจะเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจไม่ได้อาศัยแค่ความสามารถ แต่มีเรื่องของจังหวะเวลาและโอกาส วิสัยทัศน์หรือแนวคิดของเราจะดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือ อาจยังไม่สอดคล้องกับแนวทางของแบรนด์นั้นๆ

“ทุกครั้งที่ลงมือทำแผนธุรกิจ ดรีมตั้งใจทำเต็มร้อยทุกครั้งนะ แต่เวลาที่ไม่ได้รับการตอบกลับมา ถามว่าท้อมั้ย ไม่นะ ดรีมคิดว่าคนเราเมื่อมีโอกาสก็ต้องไขว่คว้า แต่เมื่อไม่ใช่จังหวะและโอกาสของเราก็ต้องทำใจ เพราะอย่างน้อยการรอคอยของดรีมก็ไม่สูญเปล่า

ในที่สุด วันนี้ความอดทนและพยายามของดรีมก็เป็นผล เมื่อเราได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าชีสเค้ก ที่ไม่ได้มีชื่อแค่ระดับเอเชีย แต่ระดับโลก ตอนที่นั่งทำแผนธุรกิจส่งไป เรารู้สึกว่าเรากำลังถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงในฐานะลูกค้าที่ประทับใจทุกอย่างของแบรนด์นี้ และอยากนำเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส”

ถึงจะผ่านด่านหิน เอาชนะใจเจ้าของแบรนด์ ได้รับการตอบรับมาในเบื้องต้น แต่ดรีมบอกว่า เธอยังต้องใช้เวลาอีกร่วมปีกว่าจะเจรจาทุกอย่างลงตัว และนำความอร่อยของแบรนด์ชีสเค้กชื่อดัง ที่การันตีว่ารสชาติต้องเหมือนนั่งกินอยู่ที่ญี่ปุ่นมาเสิร์ฟถึงเมืองไทย

“ในอนาคต เลอ ทาโอะ จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ ดรีมตั้งเป้าว่าภายในปีนี้จะเปิด เลอ ทาโอะ คาเฟ่ เพื่อมอบประสบการณ์การกินชีสเค้กแบบใหม่ให้ลูกค้า พร้อมมีเมนูของหวานและเบเกอรี่อีกมากมายมาเสริมทัพความอร่อย ส่วนตัวดรีมเองหลังจากได้แบรนด์ เลอ ทาโอะ มาสมใจ ก็ไม่ได้หมายความว่า จากนี้จะปิดประตูฝันของตัวเอง เพราะดรีมยังคงเปิดกว้างที่จะมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาเสมอ”

ตลอด 1 ปีที่ได้มีโอกาสปลุกปั้นธุรกิจร้านขนมมา ดรีมยอมรับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธอยังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง เพราะแม้จะเคยชิมลางทำธุรกิจเสื้อผ้าของที่บ้าน ซึ่งเป็นแบรนด์นำเข้ามาเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในแง่การบริหารงาน เพราะ เลอ ทาโอะ เป็นบริษัทเล็กๆ เราทำกับหุ้นส่วนอีก 1 คน ต้องรู้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ การตัดสินใจทุกอย่างมาจากเธอและหุ้นส่วนเท่านั้น ต่างกับ บอดี้ โกลฟ ที่เป็นธุรกิจใหญ่ ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว มีทีมงานมืออาชีพคอยช่วยบริหารอยู่ เพราะฉะนั้นการทำงานจะเน้นในภาพรวมมากกว่า

“สิ่งที่คุณพ่อสอนดรีมเสมอคือ คนเราต้องไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เมื่อมีโอกาสผ่านเข้ามาต้องไขว่คว้า ที่สำคัญไม่ว่าจะทำอะไรแล้วแต่ ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าหวังพึ่งคนอื่น การเป็นผู้บริหาร มองผิวเผินเหมือนเป็นงานที่สบาย แต่ความจริงแล้วเป็นงานที่หนัก ต้องรับรู้ และหาทางออกให้กับสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น”

ชวนคุยเรื่องงานมาเสียนาน จนได้รู้จักกับอีกมุมของสาวสังคมคนเก่ง งานนี้เลยถือโอกาสพักเรื่องเครียดๆ มาชวนคุยถึงไลฟ์สไตล์วันว่างของผู้บริหารสาวคนเก่ง โดยเฉพาะเคล็ดลับการดูแลรักษารูปร่างให้ยังฟิตแอนด์เฟิร์ม ครองตำแหน่งสาวร่างเล็กไว้ได้อย่างอิจฉา เจอคำถามนี้ ทำเอาดรีมถึงกับอมยิ้มก่อนเฉลยว่า เพราะกลัวหุ่นไม่ปัง ไม่เฟิร์มเหมือนสมัยเป็นวัยรุ่น เลยต้องอาศัยตัวช่วยอย่างการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“แต่ก่อนดรีมไม่ออกกำลังกายเลยนะ แต่พออายุมากขึ้นก็จำเป็นต้องหันมาออกกำลังกาย ปาร์ตี้น้อยลง เพราะตามประสาผู้หญิง เราก็กลัวแก่ กลัวป่วยเป็นธรรมดา ตอนนี้ถ้าว่างก็แบ่งเวลาไปเข้าคลาสเต้นซุมบ้า ชกมวย บางทีก็ไปปั่นจักรยานกับคุณพ่อบ้าง”

ดรีมเล่าถึงไลฟ์สไตล์สุดแอ็กทีฟอย่างอารมณ์ดี พร้อมเฉลยถึงอีกหนึ่งภารกิจที่ฟังแล้วชวนอึ้งไม่น้อย คือ ทุกวันนี้นอกจากจะแบ่งเวลาทำงานควบ 2 บริษัท จนวันว่างแทบไม่เหลือแล้ว เธอยังสวมบทนักศึกษาปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย ซึ่งตอนนี้เธอแอบกระซิบดังๆ ว่า เหลือแค่ทำธีซิสก็จะจบแล้ว

ว่าที่ดอกเตอร์สวย เก่ง ครบสูตร สมเป็นไอดอลของสาวรุ่นใหม่ตัวจริง

 

สถานที่สุดประทับใจ พิพัฒน์ ธัญญกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476047

สถานที่สุดประทับใจ พิพัฒน์ ธัญญกิจ

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อวัย 28 ปี อาร์ท-พิพัฒน์ ธัญญกิจ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิทยุโทรทัศน์จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาก็รับงานเป็นนายแบบโฆษณาและนักแสดงอิสระมาโดยตลอด ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเมื่อได้ทำงานเหล่านี้แล้วทำให้มีความสุข เพราะได้พบปะกับผู้คนหน้าใหม่ๆ และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตที่ไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับงานที่เขารับทำในช่วงนั้นๆ

“ตั้งแต่เรียนจบมา ผมก็รับงานถ่ายโฆษณาและงานนักแสดงอิสระมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานขององค์กรต่างๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การไฟฟ้าฯ สำนักงานประกันสังคม โฆษณาทางทีวี หนังสั้น ภาพยนตร์ ซีรี่ส์ และเล่นมิวสิควิดีโอ ล่าสุดผมเล่นซีรี่ส์แนวผีๆ เรื่อง ‘7 วันจองเวร’ ของค่ายเวิร์คพอยท์ และเล่นมิวสิควิดีโอเพลง ‘หายใจใส่กัน’ ของเบลล์-นันทิตา ฆัมภิรานนท์ และงานอื่นๆ ซึ่งแต่ละงานผมว่ามีความสนุกและความท้าทายที่แตกต่างกันไป

ส่วนอีกงานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ก็คือ การหาลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท ร้านขายสินค้าต่างๆ หรือห้างร้านทั่วประเทศ ที่ต้องการจะลงโฆษณาโปรโมทสินค้าและบริการในแอพพลิเคชั่นชื่อ Pay All ซึ่งงานหลักของผมก็คือการดีลให้ร้านเหล่านี้มาลงในแอพพลิเคชั่นให้ได้ แล้วถ้าหากมีผู้บริโภคใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการของร้านต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นเมื่อใด ผมก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น 4% จากการดีลในแต่ละร้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่สนุกและท้าทาย แถมยังได้เดินทางไปติดต่อกับลูกค้าทั่วประเทศไทย และกำลังจะกระจายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนด้วยครับ”

แหม! ช่างเป็นชายหนุ่มที่โชคดีมีโอกาสได้เดินทางไปทำงานหลากหลายสถานที่แบบนี้ ฉะนั้นหนุ่มหล่อก็คงต้องมีสถานที่สุดประทับใจที่เคยไปเยือนมาแล้วอย่างแน่นอน

เมืองโยโกฮามา

1 เมืองโยโกฮามา

“เมืองท่าเมืองหนึ่งของญี่ปุ่นที่คนทั่วไปรู้จักดี เมืองนี้อยู่ทางตอนล่างของโตเกียว เดินทางไม่ไกลนัก ผมชอบบรรยากาศของโยโกฮามามากๆ เพราะมีวิวที่สวย อยู่ติดทะเล สามารถนั่งเรือออกไปยังสนามบินหรือสถานที่ต่างๆ ได้เลย ถือว่าเป็นเมืองท่าที่เจริญมาก แล้วที่นี่ยังมีสวนสนุก ‘คอสโมเวิลด์’ ซึ่งมีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ๆ ตั้งอยู่ พอขึ้นไปแล้วเห็นวิวได้ทั่วแบบ 360 องศาเลยละ ตอนนั้นผมไปในช่วงเดือน ต.ค. อากาศเย็นๆ กำลังดี ผมได้ไปมาหลายครั้งแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีก ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยครับ”

2 วัดน้ำตกธรรมรส

“ด้วยความที่ผมชอบปฏิบัติธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมจึงชอบไปถือศีลที่วัดน้ำตกธรรมรสที่ จ.ระยอง เป็นประจำ อย่างน้อยก็เดือนละครั้ง ถ้ามีเวลาน้อยผมก็จะไปถือศีล 8 นุ่งชุดขาวแค่ 2-3 วัน แต่ถ้ามีเวลาว่างเยอะหน่อยก็อาจจะถือศีล 7 วันเลย ที่ชอบวัดนี้เพราะท่านเจ้าอาวาสเป็นพระนักสร้าง วัดนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับเมืองโบราณ มีโบสถ์กลางน้ำที่สวยงาม และมีสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เห็นน้ำตกเล็กๆ ด้วย เรียกว่าบรรยากาศสงบร่มเย็นมากเลย”

วัดน้ำตกธรรมรส

3 เกาะนาวโอพี

“เกาะนาวโอพี หรือเกาะรูปหัวใจ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา ทางฝั่งทะเลอันดามัน เวลาจะเดินทางไปที่เกาะนี้จะต้องไปขึ้นเรือที่ จ.ระนอง เกาะนี้เป็นเกาะที่เจ้าของคือชาวเมียนมาได้รับสัมปทานมา ที่ผมมีโอกาสได้ไปเพราะต้องไปทำงานพอดี จึงได้พบว่าบนเกาะมีความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์และสวยงามมาก แต่ตอนเดินทางอาจต้องใช้เวลานั่งเรือนานทีเดียว ผมได้ไปมาตอนหน้าฝน แต่ทะเลก็ยังดูสวย ได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงเมียนมาออกเรือหาปลาในทะเล ซึ่งมองแล้วเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ ครับ”

4 อ.เชียงของ

“เชียงของเป็นอำเภอเล็กๆ ใน จ.เชียงราย ที่ผมชอบเพราะที่นี่มีความเป็นธรรมชาติแถมอยู่ตรงข้ามกับฝั่งลาวโดยมีแม่น้ำโขงกั้นไว้ ซึ่งคนไทยสามารถข้ามไปฝั่งลาวได้เลย วิวของที่นี่จะเห็นแม่น้ำโขงยาวเลียบชายฝั่งทั้งไทยและลาว ซึ่งเป็นวิวที่ดีที่สุด ยิ่งไปตอนฤดูหนาวด้วยนะ อากาศจะยิ่งดีมากๆ นอกจากบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติแล้ว ผมยังชอบชื่อของเมืองด้วย เพราะฟังดูแล้วรู้สึกว่าขลังดี เหมือนชื่อเมืองสมัยก่อน ใครที่ชอบธรรมชาติ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้แวะมาที่เชียงของกันครับ”

เกาะนาวโอพี

 

5 สวนสนุกฟูจิคิวไฮแลนด์

“สวนสนุกแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองฟูจิโยชิดะ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสวนสนุกที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้เลย ตอนที่ผมไปครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันใหญ่กว่าที่เคยคิดไว้ซะอีก แล้วเครื่องเล่นของที่นี่ยังได้รับการบันทึกสถิติเวิลด์เรกคอร์ดหลายเครื่องเลยล่ะ เช่น รถไฟเหาะที่ขึ้นไปแล้วดิ่งหักมุมลงมา 90 องศา ซึ่งเสียวที่สุดในโลก หรือบ้านผีสิงที่สร้างจากโรงพยาบาลร้างของจริงที่ยังมีกลิ่นยาในโรงพยาบาลอบอวล เห็นแค่บรรยากาศก็รู้สึกขนลุกแล้วครับ หรือเครื่องเล่นอีกอย่างที่น่าตื่นเต้นก็คือ รถไฟเหาะตีลังกาแบบ 360 องศาตั้งแต่เริ่มต้นยันจบ โอ้โห! เรียกว่าพอลงมาจากรถไฟเหาะได้นะ ผมถึงกับอาเจียนเลยล่ะ” (หัวเราะ)

6 นครเวียงจันทน์

“ผมมีโอกาสได้ไปนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อปีที่แล้ว พอไปก็รู้สึกชอบมาก เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ไม่มีตึกสูง ไม่มีทางด่วน และไม่มีรถติดแบบบ้านเรา เวียงจันทน์จะเหมือนกับเมืองไทยในต่างจังหวัดที่ยังไม่ได้เจริญมากนัก ผู้คนก็น่ารักอัธยาศัยดี ภาษาไทย-ลาว เมื่อพูดกันก็พอฟังรู้เรื่อง ภาษาลาวบางคำพอแปลเป็นไทยแล้วมีเสน่ห์ ฟังแล้วขำๆ น่ารักดีครับ ยิ่งได้เห็นสาวลาวนุ่งผ้าซิ่น มองแล้วก็ดูสวยดี แล้วอาหารการกินก็จะคล้ายๆ กับอาหารอีสานของไทย อีกอย่างที่นี่ยังมีวัด มีพระธาตุที่สวยงามมากมาย เมื่อได้ไปเยือนแล้วรู้สึกประทับใจเลยล่ะ”

นครเวียงจันทน์

7 วัดป่าคำชะโนด

“วัดนี้อยู่ที่ จ.อุดรธานี เป็นสถานที่ที่มีตำนานของผีจ้างฉายหนัง และที่แปลกก็คือ บริเวณป่าคำชะโนดจะเป็นเหมือนเกาะที่ลอยอยู่บนน้ำกลางทุ่งนา ดูแล้วน่าอัศจรรย์มาก ที่วัดป่าคำชะโนดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของพญานาค มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาค ชาวบ้านจึงเลื่อมใสศรัทธา บรรยากาศดูขลังมาก แล้วภายในวัดยังมีรูปปั้นพญานาคเต็มไปหมด มีต้นไม้โบราณเก่าแก่ บรรยากาศคล้ายๆ กับในละครเรื่อง ‘นาคี’ เลยล่ะ ยิ่งผมชอบไปวัดอยู่แล้ว พอได้ไปที่นี่ก็รู้สึกชอบบรรยากาศที่มีกลิ่นอายความเป็นอีสานและมีความขลังอยู่ในตัวเอง พอได้ไปไหว้พระก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นสิริมงคลกับชีวิตด้วยครับ”

 

กฤษณะ ถนอมทรัพย์ เริ่มต้นธุรกิจจากเลขศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476045

กฤษณะ ถนอมทรัพย์ เริ่มต้นธุรกิจจากเลขศูนย์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คนเรามีต้นทุนต่างกัน สำหรับ กฤษณะ ถนอมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีลิงค์ มีเดีย ก่อนจะกลายเป็นผู้ครองตลาดอันดับหนึ่งของสื่อ ในสถาบันกวดวิชาและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ กวาดรายได้ต่อปีหลายร้อยล้านบาท ต้นทุนเริ่มต้นเท่ากับศูนย์ หรือเผลอๆ จะติดลบด้วยซ้ำ ชีวิตและธุรกิจเดินไปพร้อมกัน และพร้อมกับการหาจังหวะ การมองโอกาสคือการเดินหน้าสู่เป้าหมาย เคล็ดลับเผยให้รู้คือการเป็นกูรูผู้สร้างความแตกต่าง ความอดทนและการทำงานหนัก

เมื่อทราบว่าบิดาที่เข้ารับการผ่าตัดเสียชีวิต กฤษณะขณะนั้นยังเรียนหนังสือไม่จบ อายุแค่ 19 ปี เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ชีวิตต้องตัดสินใจ ตอนนั้นมีเพียงมารดาและน้องชาย รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของบิดาที่ต้องดูแล ไม่มีลูกน้องและไม่มีเงิน เนื่องจากเป็นจังหวะเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาวะเศรษฐกิจดิ่งขาลง

“ทุกอย่างกระทบหมด ผมเป็นลูกคนโตแต่เป็นลูกที่ชีวิตไม่เคยรู้เรื่อง ผมเป็นเด็กและเป็นลูกที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรของพ่อ ไม่รู้เรื่องธุรกิจอะไรเลยของที่บ้าน เราทำโรงหนังให้เช่าเล็กๆ อยู่ที่ฝั่งธนบุรีในตอนนั้น ช่วงจังหวะเศรษฐกิจแย่ก็เปลี่ยนเลย เป็นจังหวะที่ต้องเปลี่ยน” กฤษณะเล่า

ธุรกิจเดิมของที่บ้านคือการปล่อยเช่าที่ดิน ค้าขาย และเล่นหุ้น เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหาก็กระทบกระทั่งทั่วถึงหมด เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ซึ่งแม้จะมองว่าเด็กมากที่จะลุกขึ้นมาดำเนินการใดๆ หากกฤษณะมิให้อายุเป็นอุปสรรค ถ้าเขาไม่ทำก็ไม่มีใครทำ มารดาแต่เดิมเป็นแม่บ้านดูแลงานในครอบครัวไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ อีกทั้งเสียใจมากกับการจากไปของพ่อ ส่วนน้องชายก็ยังเล็ก บิดาเสียครั้งนี้คือศูนย์หรืออาจติดลบ ทุกคนในบ้านติดลบ แต่ทุกคนต้องเดินหน้า หลักการทำงานในขณะนั้นใช้ใจเป็นที่ตั้ง กฤษณะบุกหน้าด้วยการเคลียร์ สะสางปัญหาที่มีให้ดีเท่าที่จะทำได้

“เราเคลียร์ คือรับหน้าเสื่อทุกอย่างหมด เทเอง หมายถึงดูแลทุกอย่างเอง จัดสรรให้ดีเท่าที่ได้ ทั้งธุรกิจ จิตใจและการเงิน ผมไม่ได้มองว่าเป็นภาระ แต่มองว่านี่คือจังหวะของผมที่ต้องทำให้ดีที่สุด ช่วงนั้นเรียนหนังสือใกล้จบพอดี มองเป็นโอกาสก็ได้ มองตัวเองว่าคือเจ้านายของตัวเอง เป็นตอนที่ผมไม่มีลูกน้องแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างทำเอง ทำด้วยตัวเองทั้งหมด”

จากธุรกิจให้เช่าอาคารทำโรงหนัง ก็กลายมาเป็นธุรกิจโฆษณา ไฮไลต์ในสิ่งที่ทำ คือสิ่งที่ตลาดไม่เคยมีมาก่อน กฤษณะเล่าว่า เดิมฝั่งธนบุรีไม่มีสถาบันกวดวิชา เด็กย่านนี้ต้องนั่งเรือต่อรถเข้ามาเรียนที่สถาบันกวดวิชาสายแข็งที่ศูนย์การค้าสยาม ฝั่งกรุงเทพฯ เมื่อมองเห็นปัญหาก็ลุยเลย

เริ่มตั้งแต่ปรับปรุงพื้นที่และอาคาร สร้างเป็นสถาบันกวดวิชาที่ทันสมัย ครูอาจารย์ที่เข้ามาสอนต้องได้รับความนิยมสูงสุด เช่น สถาบันสอนเคมีของ อ.อุ๊ เป็นต้น เขาเรียนรู้ว่า การสอนกวดวิชาระดับแถวหน้าของประเทศ ส่วนใหญ่เด็กเรียนจากวิดีโอ วิชาความรู้ถูกอัดเทปไว้สอน โอกาสเป็นของผู้เล็งเห็น กฤษณะขายสื่อผ่านทุกช่องทางที่มีในสถาบันกวดวิชา ขณะเดียวกันก็ต่อยอดไปยังมหาวิทยาลัยอีก 73 แห่งทั่วประเทศในเวลาต่อมา กลายเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสำหรับสื่อวัยรุ่นหรือสื่อในสถาบันการศึกษา

“ผมเริ่มจากธุรกิจที่เป็นศูนย์ ความรู้เป็นศูนย์ เงินก็เป็นศูนย์ ธุรกิจค่อยๆ สร้างจากความไม่มี ผมเรียนมาด้านไฟแนนซ์ก็ค่อยๆ จับทาง ค่อยๆ แกะทางไปเรื่อยๆ รู้แต่ว่าเราต้องทำสิ่งที่เป็นความแตกต่าง สิ่งที่ไม่เคยมีคนทำ ด้วยเหตุผลประการเดียวว่า เพราะเราไม่มีอะไรจะไปสู้กับคู่แข่งที่มีพร้อมทั้งเงิน ทั้งความรู้ และรากฐานธุรกิจ”

 

หลักการทำธุรกิจของกฤษณะไม่ซับซ้อน หัวใจคือความทุ่มเท การทำงานหนักและความอดทน มองให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหนตรงนั้นคือโอกาส มาร์เก็ตติ้งรีเสิร์ชไม่ทำแบบสุกเอาเผากิน แต่ทำอย่างเข้มข้นด้วยตัวเอง หมายถึงการเข้าไป “คลุก” กับปัญหา คลุกกับสิ่งที่ต้องการจะทำ เรียนรู้ด้วยตัวเอง

กฤษณะใช้คำว่า “ต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เราจะทำ ต้องซึ้ง ถ้าไม่ซึ้ง-ไม่ทำ” รู้ปัญหา เข้าใจปัญหา และใช้ทางแก้ปัญหาเป็นโมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า หากตัวเราเองเป็นลูกค้า เราจะซื้อหรือไม่ ทุกอย่างเป็นรอยต่อที่แทรกเข้าไปได้หมด

เรื่องการทำโฆษณาและสร้างพื้นที่โฆษณาในสถาบันกวดวิชา ใช้เวลา “คลุกคลี” หาความรู้หนึ่งปีเศษจึงกล้าลงมือ ลุยแล้วไม่ฉลุยทันทีก็จริง แต่อาศัยการลองผิดลองถูก ทดลองไปเรื่อยกระทั่งพบโมเดลต้นแบบทางธุรกิจ จากนั้นจึงต่อยอดไปทั่วประเทศ ทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงการขายสื่อ แต่เป็นการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรด้านสื่อ (Total Solution)

เรื่องของสื่อที่มีกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น แม้คอนเทนต์หรือเนื้อหาดีแค่ไหน หากพฤติกรรมผู้บริโภคมิได้ดูหรือเฝ้าติดตามแบบใช้เวลา เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับ ค่อยๆ แก้ให้เหมาะสม กฤษณะเล่าต่อว่า ปัจจุบันบี-ลิงค์ มีเดีย มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 หรือมากกว่า 85% คิดเป็นวอลุ่มของตลาดมากกว่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี

ธุรกิจของกลุ่มในปัจจุบัน แตกสายในหลายด้าน ทั้งการทำโฆษณาภายในอาคารหรือศูนย์อาหารและอื่นๆ การพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ รวมทั้งก่อตั้ง บริษัท อาร์ติแฟคท์ ดีไซน์ กรุ๊ป นำเข้าพอร์ซเลนหรือกระเบื้องเสมือนจริง ยี่ห้ออาร์ติแฟคท์ โนว์ฮาวเป็นของอิตาลี ปัจจุบันนำเข้าทั้งจากอิตาลี ญี่ปุ่น และจีน สินค้าคือกระเบื้องทำเลียนแบบวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะหิน คุณสมบัติดีและราคาถูก จุดเริ่มต้นมาจากตัวเขาเองที่ชอบงานตกแต่ง เมื่อตกแต่งบ้านตัวเองในวันหนึ่งแล้วพบว่า ไม่มีกระเบื้องที่เขาต้องการเลย

“จังหวะพอดีกับกระเบื้องแบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้น ซึ่งตอบโจทย์งานก่อสร้าง และตอบโจทย์ตัวผมเอง ถึงจุดหนึ่งก็คิดว่า มันขายได้ และน่าจะมีคนอย่างผม ที่ต้องการกระเบื้องเสมือนงานหินธรรมชาติแบบนี้ในไทย ปรากฏว่าตลาดตอบรับดีมาก ไม่เพียงตลาดก่อสร้างในประเทศเท่านั้น เราขยายงานไปยังประเทศเมียนมาด้วย”

 

ทุกความสำเร็จมีเบื้องหลัง กฤษณะเล่าว่า ความสำเร็จของเขาแลกมากับหลายสิ่งหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความรู้ซึ้งในสิ่งที่เรียกว่าคน ธุรกิจนำเข้ากระเบื้องพอร์ซเลนจากต่างประเทศ ถึงวันหนึ่งได้พบว่าตัวเองถูกโกง เงินเกือบครึ่งบริษัทหายไปจากบัญชี ช้ำหรือไม่ช้ำ หากบทสรุปคือปล่อยเขาไป พลิกไปหน้าสุดท้ายของชีวิตแล้วจะได้ไม่ต้องติดค้างกัน

โกงไปได้ก็ได้แต่เงิน กฤษณะบอกว่า ควรขอบคุณ “เขา” ด้วยซ้ำที่โกงเรา เพราะทำให้เราได้รู้จุดอ่อนของตัวเอง ได้รู้ว่า จะปิดช่องการโกงหรือปิดช่องการยักยอกเงินยักยอกลูกค้าอย่างไร ถือเป็นบทเรียนและถือว่าที่แล้วก็แล้วกันไป เหนื่อยและจิตตกเพียงใด ไม่คุ้ม สู้เอาเวลามาคิดในเรื่องที่มีความสุขดีกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร และไม่ฟ้องร้องคดีความด้วย

เริ่มต้นธุรกิจจากจุดที่ไม่มีลูกน้องเลย ปัจจุบันมีลูกน้องมากมาย หลักการบริหารคนของกฤษณะใช้หลักเมตตา และผ่อนคลายลงจากแต่ก่อนเยอะ สมัยแรกบุกหนักและเครียด ลูกน้องต้องดี ต้องได้ และต้องเร็ว เดี๋ยวนี้มีคนให้หนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส อ่านแล้ววิธีคิดเปลี่ยนไปเยอะ รวมทั้งหลักการบริหารลูกน้องที่ยืดหยุ่นขึ้น เรียนรู้ใจเขาใจเรา บางทีตัวเราทำได้ แต่คนอื่นเขาอาจทำไม่ได้ บางทีคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา และบางทีเราเองที่ต้องขอโทษเขา สมัยทำงานใหม่ๆ ใจร้อนมาก ไม่มองวิธีแต่มองที่เป้าหมาย อย่าเข้าใจผิด เรื่องไม่ดีไม่งามหรือเล่นตุกติกนอกกรอบ วิธีที่ขัดต่อศีลธรรมจรรยาที่ดีงามนั้น ไม่ทำและไม่ยึดถืออยู่แล้ว แต่บางครั้งการโฟกัสที่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว บางทีมันก็ไม่ได้ผล

“ผมเป็นพวกสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างต้องทำด้วยความสมบูรณ์แบบ เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจอะไรเยอะ ผมไม่เข้าใจคน นั่นทำให้คนรอบข้างผมมากต่อมากต้องเสียใจ ลูกน้องผมเมื่อก่อนได้รับคำสั่งอยู่ไม่กี่อย่าง ทำให้เสร็จนะ ทำให้ดีนะ ทำให้เร็วนะ ทำไม่ได้ก็ออกไป บุคลิกแข็ง กร้าว ชน ดุ ดัน ต้องดี ต้องได้ ต้องเสร็จ โลกหมุนรอบตัวเอง ตอนนี้ยังเป็นอยู่บ้าง แต่น้อยลง ธรรมะทำให้เราเข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์” กฤษณะเล่าพร้อมรอยยิ้ม

แผนงานในอนาคต คือการแตกสายธุรกิจด้านออนไลน์ สร้างสรรค์สื่อออนไลน์ ยึดหลักเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันดูแลมารดาวัย 73 ปี และดูแลบ้าน ความสุขคือการดูแลต้นไม้ ได้ค้นพบตัวเองเมื่อไม่นานว่าเป็นนักรดน้ำต้นไม้ชั้นเยี่ยม ต้นไม้หลายต้นในบ้าน ล้อมแล้วขุด ขุดแล้วล้อม มีล้มหายตายจากไปบ้าง แต่หลายต้นเจริญงอกงามดี โดยเฉพาะต้นนางกวัก ไม้เนื้อแข็งที่ได้ชื่อว่า “หิน” ได้สั่งคนล้อมไว้มาปลูกกลางบ้านที่สุขุมวิท หลายเดือนผ่านไป ดูแลอย่างดีจนใบกิ่งแรกผลิอ่อนให้เห็น

แผนแต่งงานถูกกำหนดขึ้นภายในปีนี้-ปีหน้า เจ้าสาวคนสวยเป็นคนรู้ใจที่มาช่วยดูแลกันในทุกยามที่ทุกข์สุข ชีวิตในอนาคตคือความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางครอบครัวและหมู่มิตร ดูแลลูกหลานในบ้าน รวมทั้งดูแลลูกน้อง

เพราะถึงที่สุดแล้ว ธุรกิจก็แค่ธุรกิจ Business is just a part of life  สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าธุรกิจเงินทองคือความสุข

 

วิดีโอออนดีมานด์พุ่งรับพฤติกรรมคนดูทีวีย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/479833

วิดีโอออนดีมานด์พุ่งรับพฤติกรรมคนดูทีวีย้อนหลัง

กรุ๊ปเอ็ม ชี้ยุควิดีโอออนดีมานด์โต เจ้าของสถานีปรับตัวลุยเว็บไซต์คอนเทนต์ย้อนหลัง รับเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์

นายรัฐกร สืบสุข เทรดดิ้ง พาร์ท เนอร์ กรุ๊ปเอ็ม เปิดเผยว่า เจ้าของสถานีควรปรับกลยุทธ์หันนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการลงทุนระบบออนไลน์เพื่อทำคอนเทนต์แพร่ภาพเว็บไซต์ นอกเหนือจากผลิตคอนเทนต์ป้อนฟรีทีวี ทีวีดิจิทัล และนำคอนเทนต์ลงยูทูบแล้ว เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ชมที่หันไปดูวิดีโอออนดีมานด์หรือดูคอนเทนต์ย้อนหลังเพิ่มเป็น 60-70% โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 15-24 ปี

ขณะที่พฤติกรรมการชมผ่านจอทีวีแบบสดเหลือเป็น 30-40% กลุ่มผู้ชมเป็นผู้ใหญ่ 35 ปีขึ้นไป ภาวะที่เกิดขึ้นเป็นไปทางทิศทางเดียวกับอเมริกา โดยคอนเทนต์ดูละครการดูย้อนหลังกำลัง มาแรงและต้องจับตา เช่น เว็บไซต์ บักกาบูทีวี ช่อง 7 เป็นผู้ทำแล้วประสบความสำเร็จ มองว่าเป็นการสร้างรายได้เพิ่มโดยเฉพาะโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าเจ้าของสินค้า ใช้งบ 15-20% จากงบโฆษณารวมทั้งหมด

“การแข่งขันวิดีโอออนดีมานด์เริ่มมีหลายรายให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ไลน์ทีวี เอไอเอส และเฟซบุ๊กมีแนวโน้มว่าจะทำด้วยเช่นเดียวกัน จากเดิมมีผู้เล่นอย่างยูทูบเป็นรายหลัก เนื่องจากเทรนด์การดูทีวีแบบสดอยู่ในภาวะขาลง ซึ่งการดูทีวีแบบสดส่วนใหญ่ผู้บริโภครับชม คอนเทนต์เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬา การจัดคอนเสิร์ต ส่วนเพย์ทีวีหรือคอนเทนต์ที่ต้องเสียเงินเพื่อรับชม กลุ่มเป้าหมายต้องมีกำลังซื้ออยู่ในวัยทำงาน” นายรัฐกร กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณามูลค่า 1.1 แสนล้านบาท คาดว่าเติบโต 10% การเติบโตหลักๆ มาจาก 3 สื่อ ประกอบด้วย สื่อโฆษณาออนไลน์เติบโต 25-30% ทางทีวีไม่ต่ำกว่า 15% และสื่อโฆษณานอกบ้าน เติบโต 10-15% อย่างไรก็ดีหากทำเว็บไซต์คอนเทนต์ย้อนหลัง โอกาสที่เจ้าของสถานีมีรายได้จากโฆษณา 60-100% เมื่อเทียบกับการนำคอนเทนต์ลงยูทูบหรือช่องทางอื่นๆ เป็นรูปแบบแชร์รายได้เหลือ 30-50%

สำหรับเทรนด์ปีนี้มีด้วยกัน 5 เทรนด์ ได้แก่ 1.แบรนด์ต้องเข้าถึงพฤติกรรม ผู้บริโภคตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง 2.นำไลฟ์วิดีโอมาใช้ถ่ายทอดสดเปิดตัวสินค้า 3.คอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญ แต่การนำคอนเทนต์ไปใช้ต้องมีความเฉพาะ เช่น สำหรับโซเชียลมีเดีย 4.ช่องทางรับสื่อเพิ่มขึ้น ความท้าทายคือการบริหารสื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 5.การเข้าถึง ผู้บริโภคต่างจังหวัด จากพฤติกรรมการเปิดรับสื่อน้อยกว่าคนเมืองและคุ้นชินชีวิตแบบเดิม

นายรัฐกร กล่าวว่า การวัดเรตติ้ง วงการสื่อในไทยที่กำลังมี 2 ระบบ ประกอบด้วย 1.การวัดจากบริษัท เอจีบี นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ซึ่งได้เพิ่มการวัดผลทางออนไลน์ และระบบที่ 2 การวัดบริษัท กันตาร์มีเดีย ในรูปแบบมัลติกรีนเรตติ้ง ซึ่งนำผลวัดมาใช้เดือน ธ.ค. บริษัทมองว่าเจ้าของสินค้าจะใช้ระบบแบบใด ต้องพิจารณาฐานลูกค้า หรือนำผลวัดของทั้งสองมาพิจารณาความแตกต่างของเรตติ้ง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ลงสื่อโฆษณา

ภาพประกอบข่าว

 

เอไอเอสอัด4.5หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/479687

เอไอเอสอัด4.5หมื่นล.

เอไอเอสลงทุน 4.5 หมื่นล้าน ชูวิชั่นยกระดับเครือข่าย รับสมาร์ทโฟนและไอโอทีโต ดึงคอนเทนต์เอชบีโอเสริมบริการ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า แผนลงทุนภายใต้วิสัยทัศน์ ปี 2560 ของเอไอเอส ตอกย้ำการเป็นดิจิทัล ไลฟ์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ ราว 4-4.5 หมื่นล้านบาท มุ่งเน้น 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ยกระดับ เครือข่ายไปสู่ Next G Network พัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์ ซูเปอร์ไว-ไฟ และบริการฟิกซ์บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตภายในบ้าน รองรับกับก้าวสู่ 5จี เป็นรายแรก

นอกจากนี้ เอไอเอสยังเป็น เครือข่ายแรกอาเซียนพัฒนาสู่เครือข่ายเทคโนโลยีรองรับไอโอทีหรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ต่างๆ เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตปีนี้เติบโตถึง 300% การเติบโตมาจากฟิกซ์บรอดแบนด์และอุปกรณ์ไอโอทีที่จะเข้ามาทำตลาดชัดเจน เป็นจุดเปลี่ยนการสร้างโอกาสใหม่ โดยปี 2563 สมาร์ทโฟน 14 ล้านเครื่อง เติบโตถึงกว่า 70 ล้านเครื่อง ไอโอที 20 ล้านรูปแบบ คาดว่า 5 ปี เศรษฐกิจดิจิทัลจะดันอุตสาหกรรมโตก้าวกระโดด

ขณะที่ด้านที่ 2 บริการดิจิทัล เซอร์วิส ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกนำเสนอคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ 3 ค่ายหลัก อาทิ ฟ็อกซ์ เอ็นบีเอ เอชบีโอ โดยพากย์ไทยและคำบรรยายไทย เพื่อให้ฐานลูกค้า 41 ล้านเลขหมาย ได้ชมวิดีโอออนดีมานต์ กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นแม่เหล็กเพิ่มฐานผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น พร้อมกับจับมือกับไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และด้านที่ 3 ดิจิทัล เซอร์วิส นำเทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนเพื่อคนไทย กลุ่มฐานรากของประเทศ

“เป็นปีแห่งการเติบโตก้าวกระโดด กลุ่มโทรศัพท์เติบโต 3% อุปกรณ์ไอทีโต 10% ที่ต้องจับตา คือ บรอดแบนด์เติบโต 15% โดยขณะนี้โลกของเรากำลังก้าวสู่โมบายอินเทอร์เน็ต ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรก การใช้งานดาต้าสูงกว่าการใช้งานรูปแบบเสียง การเกิดเทคโนโลยีใหม่เป็นการทำลายล้างของเดิมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ซึ่งเอเอสไอลงทุนวิจัยและพัฒนา 10% ของรายได้” นายสมชัย กล่าว

สำหรับรายได้ปีนี้ตั้งเป้าโต 4-5% จากปีที่ผ่านมาโต 1.6% โดยรายได้ไตรมาส 3 ปี 2559 ราว 37,096 ล้านบาท มั่นใจว่าด้วย 3 วิชั่น จะสามารถตอกย้ำตลาดโทรคมนาคมด้วยส่วนแบ่ง 50% จากปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานฟิกซ์บรอดแบนด์ 500 ล้านครัวเรือน

 

สัมมนาและนิทรรศการ Opportunity Thailand กุญแจสู่ “ประเทศไทย 4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/biz/gov/476064

สัมมนาและนิทรรศการ Opportunity Thailand กุญแจสู่ "ประเทศไทย 4.0"

เปิดศักราชใหม่ 2560 ด้วยงานแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยสู่ “ประเทศไทย 4.0” กับงาน Opportunity Thailand งานสัมมนาระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ

โดยบีโอไอได้รับเกียรติจาก นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้เปิดงาน และกล่าว ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “โอกาสกับประเทศไทย 4.0” และรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ จะมาเล่าถึงมาตรการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับแก้ไขใหม่ของบีโอไอ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อน “ประเทศไทย 4.0”

นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากต่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลก ร่วมเสวนาเพื่อสร้างประเทศไทย 4.0 ให้เป็นจริง เช่น ผู้บริหารจากกลุ่มแอร์บัส, บริษัทอายิโนะโมโต๊ะ จากประเทศญี่ปุ่น, บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี จากสาธารณรัฐประชาชนจีน และผู้นำภาคเอกชนของไทย เช่น บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัทปูนซิเมนต์ไทย เป็นต้น

ภายในงานยังมีการสัมมนากลุ่มย่อยของอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมอากาศยาน อุตสาหกรรมเครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

นอกเหนือจากสัมมนาแล้ว ท่านจะได้พบกับนิทรรศการ “Opportunity Thailand” ที่แสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน (Gateway of ASEAN) และเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นิทรรศการแผนการพัฒนาพื้นที่การลงทุนใหม่และแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยในอนาคต เช่น พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่จะเกิดขึ้นใน 10 ปีต่อจากนี้ ผ่านทางรูปแบบจำลองที่เข้าใจง่าย

คาดว่าจะมีผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงาน กว่า 2,500 คน แล้วพบกันที่งานสัมมนาและนิทรรศการ “Opportunity Thailand” วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องรอยัล จูบิลี อิมแพ็ค เมืองทองธานี


www.boi.go.th
E-mail: opportunitythailand@boi.go.th

โทรศัพท์: 0 2553 8450-1
Application: BOI Thailand