กสทช.ร่นเวลาย้ายค่ายมือถือ2วันเริ่มใช้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477294

กสทช.ร่นเวลาย้ายค่ายมือถือ2วันเริ่มใช้ได้

กสทช.สร้างระบบเช็กสถานะ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” เร่งรัดดำเนินการเสร็จภายใน 2 วัน เปิดใช้งานได้ทันที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่ายปรับปรุงระบบการให้บริการ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” โดยระบบใหม่นี้จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการได้มากขึ้น และยังใช้เวลาในการย้ายค่ายลดลงจากเดิม 3 วันทำการ เป็น 2 วันทำการ

ทั้งนี้ ได้พัฒนาระบบตรวจสอบสถานะของผู้ใช้บริการในการย้ายค่าย ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย โดยกด “*151* เลขบัตรประชาชน 13 หลัก (หรือเลขบัตรที่เคยใช้ลงทะเบียนซิม) # โทรออก” หากไม่ติดเงื่อนไขใดๆ เช่น เป็นบุคคลเดียวกับที่เคยลงทะเบียนซิมไว้ และไม่มียอดค้างชำระกับค่ายมือถือที่ใช้งานอยู่ ก็จะได้รับรหัสแสดงตน 8 หลัก ทางเอสเอ็มเอสภายใน 10 นาที เพื่อนำไปสมัครย้ายค่าย ณ จุดบริการของค่ายใหม่ โดยจะสามารถย้ายไปใช้งานกับค่ายใหม่ได้ภายใน 2 วันทำการ และสำหรับชาวต่างชาติก็สามารถเช็กสิทธิได้ฟรี และสมัครย้ายค่ายได้เช่นเดียวกัน ผ่านวิธีส่งเลขหนังสือเดินทาง หรือเลขประจำตัวคนต่างด้าวทางเอสเอ็มเอส หมายเลข 4444151

สำหรับปัญหาที่ผ่านมาของการย้ายค่ายคือ ผู้ใช้บริการต้องเดินทางไปเช็ก สิทธิของตัวเองว่าสามารถย้ายค่ายได้หรือไม่ที่ค่ายใหม่ ซึ่งใช้เวลาในการเดินทาง เปลี่ยนเป็นระบบใหม่ซึ่งตรวจสอบสถานะผ่านเอสเอ็มเอส บางรายเมื่อไปติดต่อก็พบว่าไม่สามารถย้ายค่ายได้ ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง ซึ่งการเช็กสิทธิย้ายค่ายดังกล่าวสามารถทำได้ทั้งระบบเติมเงินและระบบรายเดือน

ทั้งนี้ ในปี 2559 มีการโอนย้ายค่ายกว่า 5.42 ล้านเลขหมาย คิดเป็นการโอนย้ายค่ายต่อเดือน 452,123 เลขหมาย กสทช.จึงเห็นความสำคัญในการพัฒนาระบบดังกล่าว

ขณะที่ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ผู้ใช้บริการเลือกย้ายค่ายมือถือ คือคุณภาพสัญญาณ จะแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ และโปรโมชั่น ค่าใช้บริการ โดยผู้บริโภคจะเลือกใช้บริการที่เหมาะสมที่สุด

 

โปรเจคพัฒนายานสำรวจใต้น้ำอัจฉริยะไร้คนขับ โดยกลุ่มนักศึกษาอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 16:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477259

โปรเจคพัฒนายานสำรวจใต้น้ำอัจฉริยะไร้คนขับ โดยกลุ่มนักศึกษาอินเดีย

โครงการยานสำรวจใต้ต้ำอัจฉริยะ ที่นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการทหารแล้ว ยังสามารถดำเนินภารกิจอื่นๆ เช่น การกู้ซากเครื่องบินได้อีกด้วย

ในประเทศอินเดีย การสำรวจใต้น้ำนั้นเกิดขึ้นเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศไอทีอื่นๆอย่าง จีน, สหรัฐอเมริกา หรือสิงคโปร์ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีของบอมเบย์ได้ทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่ปี 2011 เพื่อพัฒนายานสำรวจใต้น้ำอิสระไร้คนขับ หรือที่เรียกย่อๆว่า AUV (Autonomous Underwater Vehicle) ด้วยความมุ่งหวังให้เป็นยานสำรวจอัจฉริยะ ที่สามารถทำงานได้โดยปราศจากการควบคุมของมนุษย์ ซึ่งโปรเจคดังกล่าวหากประสบความสำเร็จ จะเป็นการเปลี่ยนอนาคตของการป้องกันน่านน้ำอินเดีย ตลอดจนพัฒนาการสำรวจใต้ทะเลใหม่ๆ

ปัจจุบัน AUV ถูกใช้ในหลายประเทศที่มีความแข็งแกร่งของกองทัพเรือ และไม่ใช่ยานอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เพราะยังคงต้องใช้ผู้บังคับจากระยะไกล นั่นทำให้ยานดังกล่าวมีข้อจำกัดไม่สามารถเดินทางเข้าไปในน่านน้ำที่ไม่รู้จัก และไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ปกติ หรือการโจมตีจากข้าศึกได้ทันที

โปรเจค AUV ของอินเดียนี้มีชื่อว่า มัตสยา (Matsya) ซึ่งชื่อนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหนึ่งในร่างอวตารของพระนารายณ์ โดยทางทีมงานตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างความสำเร็จครั้งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

สำหรับทีมงานของโปรเจคนี้ประกอบไปด้วยนักศึกษาปริญญาตรีจำนวน 30 คน ในหลากหลายสาขาเช่น เครื่องกล, ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงระบบไฟฟ้า และเครื่องยนต์ พวกเขาจะแบ่งเวลาจากการเรียนมาทำงานนี้ในช่วงค่ำคืน และใช้เวลาอย่างเต็มที่ตลอดวันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อพัฒนาโปรเจค ในแต่ละปีสมาชิกของทีมก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ พร้อมไอเดียและความสามารถใหม่ๆเข้ามาพัฒนาโปรเจค

โฉมหน้านักศึกษาผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจค

มัตสยาตัวต้นแบบในช่วงเริ่มแรกนั้นสามารถเคลื่อนที่จากวัตถุหนึ่ง ไปยังอีกวัตถุหนึ่ง และสามารถระบุสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้แบบคร่าวๆ ปัจจุบันหลังผ่านการพัฒนามากว่า 7 ปี มัตสยารุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 4 แล้วสามารถดำน้ำไปจอดได้ตามเครื่องหมายที่วางไว้, ยิงตอร์ปิโด, คว้าจับสิ่งของใต้น้ำ, ดักฟังเสียงใต้น้ำ ตลอดจนแยกแยะสี และรูปร่างใต้น้ำได้แล้ว นอกจากนั้นเจ้า AUV น้ำหนัก 42 กิโลกรัมนี้ยังสามารถดำน้ำได้ลึก 150 ฟุต เป็นเวลานานถึง 4 ชั่วโมงอีกด้วย

Leena Vachhani ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรม ผู้อยู่กับโครงการนี้มาตั้งแต่ตั้งไข่บรรยายมัตสยารุ่นต้นแบบนี้เอาไว้ว่า เป็นเหมือนกับมินิ AUV ที่เหมาะสำหรับใช้ในน้ำตื้น หรืออาจนำไปใช้ในการทำความสะอาดถังเก็บน้ำ หรือทะเลสาบ และคาดหวังว่าในอนาคตพวกเขาจะสามารถพัฒนาระบบเทียบเท่ากับเรือดำน้ำจริงๆได้ เช่นการสำรวจก้นทะเล หรือแกะรอยและทำลายเรือดำน้ำของศัตรู

มัตสยา AUV ต้นแบบรุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบัน

โปรเจคมัตสยานี้นอกเหนือไปจากประโยชน์ทางการทหารแล้ว ทางทีมงานยังคาดหวังว่าจะสามารถนำไปใช้กับปฏิบัติการกู้ภัย เช่นการกู้คืนเศษซากของเครื่องบิน หรือกล่องดำเมื่อเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกขึ้น ตลอดจนตามหาเศษซากเครื่องบินเช่นกรณีของ MH370 เป็นต้น นอกจากนั้นในทางอุตสาหกรรมมัตสยายังสามารถใช้ตรวจสอบคุณภาพ หรือตรวจสอบท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล หรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถใช้มัตสยาในการสำรวจสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

และขณะนี้ทางทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนามัตสยาต้นแบบรุ่นที่ 5 เพื่อเตรียมเข้าประกวดในการแข่งขัน The 20th Edition Of RoboSub ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ การแข่งขันถูกจัดขึ้นโดย กองทัพเรือสหรัฐ และสมาคมเครื่องร่อนนานาชาติ หรือ AUVSI องค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนการพัฒนาหุ่นยนต์ ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถร่วมบริจาคสนับสนุนพวกเขาได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

แบบจำลองของมัตสยารุ่นที่ 5

โปรเจคนี้ต้องใช้เงินทุนถึง 2.5 ล้านรูปีเลยทีเดียว หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1 ล้าน 2 แสนบาท (ในจำนวนนี้เกินกว่าครึ่งก็หมดไปกับการพัฒนาเซนเซอร์ และกล้องใต้น้ำแล้ว) และหากถามว่าขณะนี้โปรเจคมัตสยาดำเนินการถึงขั้นไหนแล้ว จากคะแนน 1-10 หาก 1 คือตัวต้นแบบแรก และ 10 คือมัตสยาที่สามารถใช้งานได้จริง ทางทีมงานบอกมาว่าพวกเขาเข้าใกล้ความสำเร็จแล้ว ด้วยคะแนนขณะนี้อยู่ที่ราว 6 – 7 และคุณผู้อ่านจะได้เห็นการปฏิวัติการสำรวจใต้น้ำรูปแบบใหม่ โดยอินเดีย ภายใน 4 ปีนี้อย่างแน่นอน

 

ร่วมสนับสนุนมัตสยาได้ที่นี่ https://www.ketto.org/fundraiser/AUV-IITB_Matsya

 

ซัมซุงแถลงปัญหา “กาแลคซี่ โน้ต7” มาจาก “แบตเตอรี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477136

ซัมซุงแถลงปัญหา "กาแลคซี่ โน้ต7" มาจาก "แบตเตอรี่"

ซัมซุงแถลงผลการตรวจสอบปัญหา “กาแลคซี่ โน้ต7” พบสาเหตุมาจากแบตเตอรี่ พร้อมเพิ่มมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยหลายชั้นเพื่อป้องกันแล้ว

หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นเวลาหลายเดือน ซัมซุงได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อแถลงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาแลคซี่ โน้ต 7 รวมถึงมาตรการในการป้องกันมิให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยนายดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม ของซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบโดยละเอียด พร้อมกล่าวขออภัยอย่างจริงใจและแสดงความขอบคุณต่อลูกค้า กาแลคซี่ โน้ต 7 รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายพันธมิตรทั้งที่เป็นผู้ค้าปลีกและตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจรายอื่นๆ ที่มีความอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นและคอยให้การสนับสนุนเสมอมา

นอกจากนายดีเจ โกห์ แล้ว ในการแถลงข่าวยังมีองค์กรอิสระชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ ยูแอล (UL), เอ็กซ์โพเนนท์ (Exponent) และ ทียูวี ไรน์แลนด์ (TUV Rheinland) เข้าร่วมแถลงผลการตรวจสอบที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการเองตามคำร้องขอของซัมซุง

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซัมซุงได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่และใช้ทรัพยากรต่างๆ มากมายเพื่อค้นหาสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาแลคซี่ โน้ต 7 โดยได้พิจารณาทุกแง่มุมของ กาแลคซี่ โน้ต 7 ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประกอบเครื่อง การทดสอบเพื่อรับประกันคุณภาพ และระบบ โลจิสติกส์การตรวจสอบดังกล่าวดำเนินไปภายในศูนย์ทดสอบขนาดใหญ่ โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรของซัมซุงกว่า 700 คนได้จำลองสถานการณ์ขึ้นเพื่อทดสอบอุปกรณ์รุ่นนี้ในสภาพที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์แล้วกว่า 200,000 เครื่องและแบตเตอรี่อีกกว่า 30,000 ก้อน

นอกจากการตรวจสอบเหตุการณ์นี้ด้วยทีมงานของซัมซุงแล้ว ซัมซุงยังได้ร้องขอให้องค์กรอิสระทั้งสามหน่วยงาน ดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมาอีกด้วย การตรวจสอบของซัมซุงตลอดจนการตรวจสอบที่ดำเนินการโดยองค์กรอิสระในอุตสาหกรรมทั้งสามแห่งได้ข้อสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกาแลคซี่ โน้ต 7 มีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่

ซัมซุงได้ออกมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก โดยได้ดำเนินการอย่างละเอียดและเข้มข้น รวมถึงการใช้มาตรการตรวจสอบความปลอดภัยหลายชั้น (Multi-layer Safety Measures Protocol)ในขั้นตอนการวางแผนการผลิต และการใช้กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ทั้ง 8 จุด (8-Point Battery Safety Check)  นอกจากนี้ ซัมซุงยังได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาด้านแบตเตอรี่ ที่ได้รวมรวบทั้ง ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการและการค้นคว้า เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดของแบตเตอรี่และนวัตกรรม

“ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซัมซุงพร้อมด้วยองค์กรอิสระของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเพื่อค้นหาต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กาแลคซี่ โน้ต 7 ถึงวันนี้ซัมซุงมีความมุ่งมั่นยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค และเพื่อให้นวัตกรรมของเราเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้และประสบกาณ์ใหม่ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”นายดีเจ โกห์ กล่าว

 

 

 

“Omni-Channel” สลายเส้นแบ่งการซื้อขายออนไลน์-ออฟไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477100

"Omni-Channel" สลายเส้นแบ่งการซื้อขายออนไลน์-ออฟไลน์

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ECOMMERCE COACH คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมอีคอมเมิร์ซ

โลกการค้าออนไลน์และออฟไลน์ทุกวันนี้แทบจะแบ่งแยกกันไม่ได้ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ผู้คนยุคนี้มักจะค้นหาข้อมูลผ่าน
ทางออนไลน์ และไปเลือกชมและสัมผัสสินค้าจริงที่ห้างหรือร้านค้าออฟไลน์ เผลอๆ จับแล้วถูกใจก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปรียบเทียบราคา แล้วพบว่าสั่งออนไลน์ได้ราคาดีกว่า ก็สั่งซื้อผ่านออนไลน์เลย

ศัพท์คำหนึ่งที่มีการพูดถึงมาอย่างยาวนานแล้วก็คือ Omni-Channel และชัดขึ้นทุกทีครับ ลองมาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนี้

คำว่า Omni หมายถึง ทั้งหมด ในเชิงอี-คอมเมิร์ซ Omni-Channel คือ การรวมกันของช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ รวมไปถึงการแบ่งปันข้อมูล (Big Data) ในแต่ละช่องทางเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ขณะที่ตลาดอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความรุนแรงขึ้น ธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยจึงต้องสร้างความแตกต่าง และเข้าถึงใจผู้บริโภคให้ได้

Omni-Channel มีที่มาที่ไปอย่างไร คงต้องเท้าความไปถึงรูปแบบการขายสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นกันที่เมื่อเราต้องการซื้อสินค้าเราก็จะไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า ต่อมาเริ่มมีช่องทางซื้อขายสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น ผ่านเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย มือถือ หรือแอพพลิเคชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าได้มากกว่าหน้าร้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงแยกข้อมูลและไม่มีการร่วมมือกันในแต่ละช่องทาง จนมีการพัฒนาให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าผ่านหลายช่องทางได้และสามารถซื้อสินค้าได้ข้ามช่องทางกัน แต่ข้อจำกัดก็คือยังไม่สามารถร่วมมือกันในแง่ของข้อมูลได้อย่างเต็มที่ จึงไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจลูกค้าได้สูงสุด

จนมาถึงในยุคของ Omni-Channel ที่ร้านค้าเริ่มมีการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างช่องทางการขายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ จนสามารถสร้างความพอใจให้กับลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการขายได้ในที่สุด โดย Omni-Channel ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการขายสินค้าในช่องทางต่างๆ เท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการบริการในทุกรูปแบบที่จะทำให้ลูกค้าสะดวกสบาย และพึงพอใจได้มากที่สุด ดังนั้น หากผู้ประกอบการสามารถซัพพอร์ตลูกค้าตรงนี้ได้จะเป็นประโยชน์กับตัวเจ้าของกิจการและลูกค้ามากเลยทีเดียวครับ

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเส้นแบ่งระหว่างการค้าขายออนไลน์และออฟไลน์ได้ขาดสะบั้นลง ผมขอยกเคสของ Amazon ที่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้ขยายธุรกิจด้วยการขายสินค้าหลากหลายชนิดจนทำให้ Amazon คือผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซระดับโลก จนเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 Amazon เปิดตัว “Amazon Go” ร้านค้ารูปแบบใหม่บนพื้นที่กว่า 1,800 ตารางฟุตที่สร้างจุดเด่นไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ การซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเข้าแถวชำระเงิน เพียงแค่มีแอพพลิเคชั่น Amazon Go ก็สามารถเข้าไปที่ร้านค้าและหยิบสินค้าที่ต้องการ ซึ่งสินค้าเหล่านั้นก็จะเข้าไปอยู่ที่ “Virtual Cart” ถ้าหากคุณเปลี่ยนใจไม่ต้องการสินค้านั้นแล้ว ก็แค่นำสินค้าไปวางที่เดิม ด้วยเทคโนโลยี “Just Walk Out Technology”

นี่แหละครับอีกรูปแบบหนึ่งของ Omni-Channel ที่เติมเต็มความพึงพอใจของลูกค้า และบูรณาการทุกช่องทางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับผู้ประกอบการควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์ความเป็นไปได้ โอกาส และปัจจัยต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจถึงรูปแบบธุรกิจที่มีความเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าครับ

 

เฟรนซ์พอลินีเซียเตรียมสร้างเมืองลอยน้ำ หนีน้ำท่วมในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477092

เฟรนซ์พอลินีเซียเตรียมสร้างเมืองลอยน้ำ หนีน้ำท่วมในอนาคต

รัฐบาลเฟรนซ์พอลินีเซียลงนามร่วมกับบริษัทสหรัฐ วางแผนก่อสร้างเมืองลอยน้ำแห่งแรกในโลกที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ในอีก 2 ปีช้างหน้า

หากระดับน้ำทะเลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอันใกล้นี้เฟรนซ์พอลินีเซีย ดินแดนของฝรั่งเศสในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ที่มีสถานะเป็นหมู่เกาะ จะหายไปราว 2 ใน 3 ส่วน ฉะนั้นแล้วทางรัฐบาลจึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้ และเมื่อเร็วๆนี้พวกเขาได้ตัดสินใจคร้งใหญ่ที่จะย้ายประชาชนของพวกเขา ไปอาศัยอยู่กลางทะเล ในอนาคตอันใกล้นี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเฟรนซ์พอลินีเซียได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับบริษัทออกแบบในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการพัฒนาเมืองลอยน้ำขึ้นร่วมกัน ที่กลางมหาสมุทรแปชิฟิกใต้ โดยการก่อสร้างถูกวางแผนไว้ว่าจะเริ่มในปี 2019 นี้ และแบบจำลองที่ออกมานั้นก็ดูเหลือเชื่อสุดๆ!

โครงการก่อสร้างเมืองแห่งอนาคตนี้ ถูกคิดค้นเริ่มต้นโดยสถาบัน Seasteading หลังพัฒนาไอเดียของโครงการมานานกว่า 5 ปี จนในที่สุดไอเดียดังกล่าวก็ไปเข้าตารัฐบาลของเฟรนซ์พอลินีเซียเข้า ซึ่งหลังการลงนามเป็นที่เรียบร้อย คาดกันว่าร่างกฏหมายของเมืองใหม่จะเสร็จสิ้นในปี 2018 นี้

ประเทศเฟรนซ์พอลินีเซีย ดินแดนของฝรั่งเศสที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ

จากรายงานของ Randolph Hencken ผู้อำนวยการบริหาร Seasteading ระบุว่าแผนการสร้างเมืองลอยน้ำแห่งอนาคตนี้ ไม่ใช่แค่ช่วยชีวิตชาวเมืองที่ต้องอาศัยอยู่บนเกาะที่กำลังจะจมน้ำเท่านั้น แต่ยังจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

สำหรับรายละเอียดของเมือง ตัวเมืองนั้นจะถูกล้อมรอบด้วยกำแพง เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของเมืองเอาไว้ ภายในประกอบไปด้วยเกาะจำนวน 118 เกาะ ที่เชื่อมต่อกัน มีสิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคพื้นฐานครบครัน เช่นเดียวกับเมืองบนบก นอกจากนั้นเมืองยังจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดอย่าง พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อความยั่งยืนอีกด้วย

แบบจำลองของเมืองลอยน้ำที่จะถูกสร้างในอนาคต

นอกจากสิ่งปลูกสร้างแล้ว ยังมีโดมสำหรับการเกษตรอีกด้วย

โดยในช่วงแรกนั้นทางโครงการจะสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นสำหรับผู้คนจำนวนไม่มาก ก่อนที่จะขยายต่อเติมออกไป ซึ่งคาดว่าเมืองแห่งอนาคตนี้จะสามารถเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ให้แก่ผู้คนได้ถึงหลายแสนคนเลยทีเดียว ซึ่งขณะนี้ก็มีชาวเมืองกว่า 3,000 คนแล้ว ที่พร้อมสำหรับการเข้าไปอยู่อาศัยยังเมืองลอยน้ำนี้ จากการสำรวจผ่านทางออนไลน์

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง เนื่องจากความกังวลว่าบริษัทผู้สร้าง อาจไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามแผนที่วางไว้ รวมไปถึงความกังวลด้านความปลอดภัยว่าเมืองจะสามารถลอยน้ำได้จริงหรือไม่

ทั้งนี้งบประมาณในการสร้างเมืองลอยน้ำนี้คาดกันว่าอยู่ที่ราว 167 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 6,000 พันล้านบาท คงต้องรอลุ้นกันว่าเมืองดังกล่าวจะออกมามีหน้าตาจริงๆเป็นอย่างไร และสร้างเสร็จทันความต้องการของประชาชนชาวเฟรนซ์พอลินีเซีย ก่อนที่พวกเขาจะหนีน้ำท่วมไปยังประเทศอื่นๆได้หรือไม่

 

ชมวิดีโอของแบบจำลองเมืองลอยน้ำได้ที่นี่

 

กสท.ถกบทลงโทษทรูวิชั่นส์ผิดสัญญาผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/477020

กสท.ถกบทลงโทษทรูวิชั่นส์ผิดสัญญาผู้บริโภค

กสท.หารือปมบทลงโทษทรูวิชั่นส์ผิดสัญญาผู้บริโภค 23 ม.ค. “สุภิญญา” เผยสมาชิกแพลตินัมยื่นจดหมายร้องให้ทบทวนมติยกเลิก 6 ช่อง

การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 3/2560 วันที่ 23  ม.ค. นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตาได้แก่ กสท. เตรียมถกต่อ วาระพิจารณาแผนการชดเชยเยียวยาผู้ใช้บริการทรูวิชั่นส์ ตามที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้เสนอ กสท.ให้มีคำสั่งทางปกครองแก่บริษัท ทรูวิชั่นส์ฯ ทั้งในฐานะผู้รับใบอนุญาตช่องรายการ และในฐานะผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ (โครงข่ายฯ)  ระงับการดำเนินการที่มิได้แจ้งผู้ใช้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนมีการเปลี่ยนแปลง หรือจากการยกเลิกใบอนุญาต 6 ช่อง ได้แก่ ช่องรายการ HBO, Cinemax, HBO Signature, HBO Family, HBO Hit และ RED BY HBO โดยไม่แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าก่อน  30 วัน  ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น

เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก พ.ศ. 2556 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้บริการที่บริษัทฯ ตกลงไว้กับผู้ใช้บริการโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามข้อ 5 (7) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับมาตรา 31  แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ  พ.ศ. 2553  หากบริษัทฯ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กสท. จะใช้มาตรการปรับทางปกครองในอัตรา  5 ล้านบาท และปรับรายวันอีกวันละ 1 แสนบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตนได้รับจดหมายร้องเรียนจากผู้ใช้บริการสมาชิกทรูวิชั่นส์ แพคเกจPlatinum HD ว่าขอให้ทบทวนมติที่ประชุม กสท.ครั้งที่ 43/2559 วันที่ 26  ธ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากการยุติทั้ง 6 ช่อง ของบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศที่เกี่ยวข้องในการแจ้งต่อ กสท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน รวมทั้งไม่ได้มีการเสนอมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการให้กรรมการ กสท.พิจารณาไปพร้อมกันด้วย รวมทั้งผู้บริโภคเองไม่ได้รับการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการยุติการให้บริการมาก่อน และยังขอให้ทบทวนมติที่ประชุม กสท.นัดพิเศษครั้งที่ 6/2559  วันที่ 29 ธ.ค. 59 เรื่องมาตรการเยียวยาผู้บริโภคที่ กสท.เห็นชอบนั้น ยังไม่คุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างเพียงพอ ซึ่งช่องรายการที่นำมาทดแทนนั้นกลับมีแพร่ภาพอยู่ในโทรทัศน์บอกรับสมาชิกรายอื่นๆที่มีค่าบริการถูกกว่ากันมาก รวมทั้งการเยียวยาโดยปรับแพ็กเกจเพิ่ม 1 ระดับ เป็นเวลา 1 เดือน รวมทั้งได้รับ True Point 1,000 คะแนนนั้น มีมูลค่าเพียง 100 บาท

โดยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าบริการที่จ่ายเดือนละกว่า 2,000 บาท และมูลค่า 6 ช่องกลุ่ม HBO ที่เป็นสาระสำคัญของทรูวิชั่นส์ จะเห็นว่าไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย รวมทั้งการยกเลิกสัญญาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายนั้น โดยเนื้อหาก็ไม่ใช่การเยียวยาใดๆ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการผิดสัญญา ผู้ใช้บริการจึงมีสิทธิยกเลิกสัญญาโดยไม่ได้ต้องชดใช้ค่าสินไหมใดๆ จึงขอให้ กสท.มีการทบทวนมติที่ประชุมอีกครั้ง

“ที่ผ่านมา กสท.ยังไม่ลงมติความผิดทางปกครองกรณีทรูวิชั่นส์ผิดสัญญากับสมาชิก และกำลังจะพิจารณาอีกครั้งในวันจันทร์นี้ สำหรับเรื่องแผนเยียวยาเพิ่มเติมที่เชิญผู้ร้องและผู้บริโภคมาให้ความเห็นเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา อนุกรรมการเสนอให้ กสท ครั้งที่ 2/60 พิจารณาให้มีคำสั่งเตือนให้ทรูส่งแผนเยียวยาเพิ่มเติมแต่ กสท ยังยืนว่าให้เป็นไปตามมติ กสท. ล่าสุดก่อนปีใหม่  เรื่องจึงย้อนกลับมาที่อนุกรรมการอีกครั้ง ซึ่ง ทรูแจ้งมาว่าจะมาประชุมกับอนุกรรมการในวันที่ 27 ม.ค. เพื่อพิจารณาแผนเยียวยาเพิ่มเติม และขณะนี้ จำนวนผู้ร้องเรียนมาที่ สำนักงาน มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ” น.ส.สุภิญญากล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมเตรียม ถกเรื่องร้องเรียนรายการ The Bachelor Thailand ศึกรักสละโสด ออกอากาศทางช่อง ONE HD 31 ทุกวันเสาร์ เวลา 20.00 – 21.00 น. ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความเหมาะสม จากรายการ “ท” (รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย) ให้เป็นระดับที่เหมาะสม

วาระอื่นๆน่าจับตาได้แก่ วาระค้างพิจารณาเปรียบเทียบปรับทางปกครอง บริษัท จีเอ็มเอ็ม บี จำกัด จำนวนเงิน 1,000,000 บาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาท กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ของ กสท. ที่ให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค กรณีการคืนเงินค่าแพคเกจในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะขอคืนค่าแพคเกจ ภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับซีทีเอชยกเลิกกิจการ วาระการขอยกเลิกการประกอบกิจการโครงข่ายระดับชาติของ บ.ซิมโฟนี คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) วาระการขออนุมัติผังรายการหลักช่องดิจิตอลทีวี ประจำปี 2560

 

สินค้าไอทีปี’60ฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 14:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476978

สินค้าไอทีปี'60ฟื้นตัว

ซินเน็ค ชี้ตลาดสินค้าไอทีโต 4-5% บริษัทตั้งเป้าโตเหนือตลาด ปรับโครงสร้างรุกตลาดคอมเมอร์เชียล

น.ส.สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดสินค้าไอที ปี 2560 มีแนวโน้มการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ตลาดชะลอตัวจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงบรรยากาศการใช้จ่ายที่ไม่เอื้ออำนวย

ทั้งนี้ สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มขึ้นหลังจากครึ่งเดือนแรกของเดือน ม.ค.ที่มีการใช้จ่ายผู้บริโภคในตลาดสินค้าไอทีอย่างชัดเจน รวมถึงนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งจะเริ่มมีการเดินหน้าดำเนินนโยบาย คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดสินค้าไอทีมีความคึกคักยิ่งขึ้นจากนโยบายดังกล่าวที่จะกระตุ้นความต้องการสินค้าไอทีได้มากขึ้นในอนาคต

สำหรับภาพรวมสินค้าไอที คาดว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 4-5% เมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งบริษัทถือได้ว่าเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีที่เป็นผู้นำในตลาดโดยบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอยู่ที่ 8-10% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 2.55 หมื่นล้านบาท จากปี 2559 ที่คาดว่าจะปิดตัวเลขอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนการจะเป็นผู้แทนจำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจอีกอย่างน้อย 3-4 ราย ภายในปีนี้ พร้อมเตรียมงบประมาณการลงทุนไว้ 300-500 ล้านบาท โดยจะเน้นการทำการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าคอมเมอร์เชียลที่คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 30% ของรายได้ โดยในปีนี้กลุ่มดังกล่าวตั้งเป้าอัตราเติบโตที่ 17%

“ปีนี้บริษัทโฟกัสในกลุ่มลูกค้าคอม เมอร์เชียลมากยิ่งขึ้น ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรตั้งหน่วยงานที่ดูแลลูกค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีการเสนอโซลูชั่นให้ครอบคลุมนอกเหนือจากการจำหน่ายเพียงเฉพาะผลิตภัณฑ์” น.ส.สุธิดา กล่าว

สำหรับสัดส่วนรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้ง 9 กลุ่มของบริษัท กลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้สูงสุดยังคงเป็นกลุ่มสมาร์ทโฟน 22% และกลุ่มเน็ตเวิร์กกิ้ง 17% ล่าสุดบริษัทได้รับการแต่งตั้งจาก บริษัท ดี-ลิงค์ อินเตอร์เนชั่นแนล พีทีอี ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านเครือข่ายแบรนด์ ดี-ลิงค์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการขยายตลาดให้เข้าถึงกลุ่ม ผู้บริโภคทั้งในระดับคอนซูเมอร์และ คอมเมอร์เชียล

น.ส.สุธิดา กล่าวอีกว่า ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศของโลก ที่มีจำนวนประชากรที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุดในปี 2559 ด้วยความต้องการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในไลน์สินค้าของ ดี-ลิงค์ ประกอบกับปัจจัยความต้องการการใช้งานของลูกค้า จึงเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายของบริษัทในปีนี้

 

สามารถแปลงกาย4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 12:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476968

สามารถแปลงกาย4.0

กลุ่มสามารถ ทรานส์ฟอร์ม สู่ยุค 4.0 ยอมรับไอโมบายเจ็บหนัก ตั้งเป้าลดเสี่ยง สร้างรายได้ระยะยาว

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากการแข่งขันรุนแรงในตลาดมือถือ ส่งผลให้ไอโมบายทำรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้มาก โดยก่อนหน้านี้ขายได้ปีละ 4 ล้านเครื่อง ปีนี้ตั้งเป้าเพียง 1 ล้านเครื่อง และจะมีการปรับธุรกิจ ไอโมบายครั้งใหญ่ หันไปเล่นตลาดเฉพาะกลุ่ม และเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว หนีการแข่งขันที่รุนแรง

ทั้งนี้ ภาพของไอโมบายจะชัดเจนในเดือน มี.ค.นี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SIM Digital Life” แบ่งเป็นกลุ่มโมบายแอนด์ซีเคียวริตี้ ที่เริ่มจากการเปิดตัว Blackphone2 เมื่อต้นปี การขยายธุรกิจแกดเจ็ต การเป็นพันธมิตรกับมือถืออินเตอร์แบรนด์เพิ่มอีก 1-2 แบรนด์ จะทำสินค้าเฮาส์แบรนด์ กลุ่มโอเปอเรเตอร์และอินฟราสตรักเจอร์ ที่จะปรับธุรกิจเอ็มวีเอ็นโอบนเครือข่ายแคท (CAT) ในชื่อ Open MVNO โดยจะเสนอบริการเสริมเชื่อมโยงกับการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างจุดแตกต่าง ไปจนถึงตลาดเฉพาะอย่าง โทรศัพท์ทรังค์โมบาย เพื่อสื่อสารเฉพาะกลุ่ม

สำหรับกลุ่มดิจิทัลคอมเมิร์ซจะเปิดบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Zazzet อย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค.นี้ และกลุ่ม I-sport จะขยายธุรกิจด้านสปอร์ตคอมเมอร์เชียลอย่างจริงจัง รวมทั้งมีแผนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้

ขณะที่ภาพรวมกลุ่มสามารถจะกำหนดเป้าหมายภายใต้แนวคิด SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond โดยในปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ 2 หมื่นล้านบาท เป็นรายได้จากสายธุรกิจไอซีที โซลูชั่นส์ 9,000 ล้านบาท สายธุรกิจโมบาย 4,500 ล้านบาท สายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง 2,300 ล้านบาท และสายธุรกิจยูทรานส์ 4,200 ล้านบาท

นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่บริษัทเปลี่ยนแนวคิดและการทำงานใหม่ ตั้งแต่โมเดลธุรกิจที่ปรับให้สอดคล้องกับการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ของประเทศไทยในทุกมิติ การปรับคน การลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และสำคัญที่สุดคือการสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่การวางโครงสร้างพื้นฐานเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างรายได้หลายๆ ธุรกิจช่วยลดความเสี่ยง และเปิดตลาดใหม่

 

เน็ตฟลิกซ์ยิ้มรับสมาชิกพุ่งเกือบ94ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476651

เน็ตฟลิกซ์ยิ้มรับสมาชิกพุ่งเกือบ94ล้าน

เน็ตฟลิกซ์เผยสมาชิกใหม่เพิ่ม 7 ล้านรายทั่วโลก หลังรุกขยายธุรกิจสู่ 130 ประเทศใหม่

เน็ตฟลิกซ์ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งเบอร์ 1 ของโลกจากสหรัฐ เปิดเผยว่า มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้น 7 ล้านรายทั่วโลกในไตรมาส 4 ปี 2016 สูงกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่ 3.73 ล้านราย ส่งผลให้จำนวนสมาชิกทั้งหมดของบริษัทปรับขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 94 ล้านราย นับตั้งแต่ที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่ 130 ประเทศใหม่ในเดือน ม.ค.ปีที่แล้ว

“เมื่อไตรมาสที่ผ่านมามีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นมากที่สุด และเรากำลังเรียนรู้อย่างรวดเร็วเกี่ยวกับแนวทางการจับคู่คอนเทนต์ให้ตรงกับรสนิยมของผู้ชมทั่วโลก” เน็ตฟลิกซ์ ระบุ

บริษัทยังเปิดเผยว่า จำนวนสมาชิกที่มากขึ้นช่วยสร้างกำไรให้เน็ตฟลิกซ์เพิ่ม 55% ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 66.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,359 ล้านบาท) ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 36% อยู่ที่ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.8 หมื่นล้านบาท) โดยการแถลงทิศทางธุรกิจที่สดใสหนุนให้หุ้นเน็ตฟลิกซ์ปรับบวกกว่า 8% ระหว่างการซื้อขายวันที่ 19 ม.ค.

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเพิ่มชั่วโมงรายการอีกกว่า 1,000 ชั่วโมงในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 600 ชั่วโมง อีกทั้งคาดว่าจะมีสมาชิกเพิ่มอีก 5.2 ล้านรายทั่วโลกในไตรมาสแรกปีนี้ และเตรียมเพิ่มการลงทุนขยายคอนเทนต์ใหม่ๆ เช่นกัน

ทั้งนี้ นีล ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาดคอนลูมิโน ในสหรัฐระบุว่าคอนเทนต์รายการเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีผู้บอกรับบริการเพิ่ม แม้เน็ตฟลิกซ์ขึ้นราคาค่าสมาชิกเมื่อไม่นานนี้ก็ตาม

 

“ไทม์ลาย” สตาร์ทอัพเกมแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476590

"ไทม์ลาย" สตาร์ทอัพเกมแห่งอนาคต

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

สตาร์ทอัพไทยน้องใหม่ ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมาจากการรวมกลุ่มของเพื่อนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีความชื่นชอบการสร้างสรรค์เกมแบบใหม่และจากการร่วมกลุ่มทีมนี้ ทำให้สามารถกวาดรางวัลการประกวดแข่งขันเกมในระดับโลกมาแล้ว กับทีม “ไทม์ลาย” (TimelieGame)

“ปริเมธ วงศ์สัตยนนท์” ผู้ร่วมก่อตั้ง PH21 Studio ผู้ร่วมออกแบบและพัฒนาเกมไทม์ลาย(facebook.com/TimelieGame ) เปิดเผยว่า เกมไทม์ลาย มาจากการรวมกลุ่มของเพื่อนที่เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทุกคนในทีมต้องทำงานโปรเจกต์ก่อนที่เรียนจบการศึกษาร่วมกัน ประกอบกับในกลุ่มเพื่อนทุกคนชื่นชอบเกมเหมือนกัน จึงทำโปรเจกต์เกี่ยวกับเกมซึ่งคิดค้นเกมแบบใหม่ที่ไม่มีมาก่อน กับเกมไทม์ลาย (TimelieGame) มีรูปแบบเหมือนภาพยนตร์ไซ-ไฟ และเกี่ยวข้องกับเวลา

การสร้างเกมไทม์ลาย จึงมีความแตกต่างจากเกมทั่วไป สามารถทำให้ผู้เล่นกลับไปย้อนเวลาสู่อดีตและมองดูอนาคตได้ ซึ่งยังไม่มีเกมในไทยมาก่อนที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ โดยใช้เวลาพัฒนาร่วมกับเพื่อนในทีม 5 คน เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับเกมนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดในไทย ต่อมาจึงเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดระดับโลกที่ประเทศสหรัฐ จัดโดยบริษัท ไมโครซอฟท์ ที่คัดเลือกตัวแทนในประเทศต่างๆ และทีมได้รับรางวัลชนะเลิศระดับโลก จากการประกวดประเภท Imagine Cup 2016 ได้สำเร็จ

“สิ่งสำคัญที่ทำให้เกมไทม์ลายได้รับรางวัลชนะเลิศระดับโลกได้สำเร็จ มาจากการมีองค์ประกอบของเกมที่แปลกใหม่ และยังมีโอกาสความเป็นไปได้ในธุรกิจ และสามารถต่อยอดสร้างโอกาสธุรกิจได้อย่างดีในอนาคต รวมถึงการนำเสนอที่มีความน่าสนใจอย่างมาก” ปริเมธ กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากที่ในทีมเรียนจบแล้ว จึงเริ่มมาทำสตาร์ทอัพร่วมกับทีมเพื่อนกลุ่มนี้โดยมุ่งการสร้างเกมไทม์ลายอย่างเต็มตัวซึ่งเริ่มสร้างทีมอย่างจริงจังประมาณปี 2559 ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้กำลังพัฒนาเกมไทม์ลาย ทำให้เกมมีความโดดเด่น ภาพที่สวยงาม และมีความสนุก รวมถึงทำให้สร้างรายได้แก่ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะสามารถเปิดตัวเข้ามาทำตลาดในเชิงพาณิชย์ได้ประมาณกลางปี 2560 ทั้งนี้การพัฒนาเกมใหม่นี้เพราะต้องการสร้างเกมที่ดีสุดออกมาสู่ตลาด

“การมาทำสตาร์ทอัพพร้อมกับเพื่อนในทีม ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่ และมีความเข้าใจในเรื่องธุรกิจด้วย ส่วนเงินทุนในการพัฒนาจะมาจากเงินรางวัลที่ได้รับก่อนหน้านี้ ซึ่งการทำสตาร์ทอัพเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก และต้องศึกษาข้อมูลใหม่อย่างไม่จำกัด รวมถึงการมีมุมมองการพัฒนา ที่คิดนอกกรอบทั้งหมด มีความเข้าใจตลาดและต้องเข้าใจธุรกิจด้วย อีกทั้งต้องมีที่ปรึกษาที่ดี คอยแนะนำในด้านต่างๆ” ปริเมธ กล่าว

ที่ผ่านมา ทีมยังได้เข้าไปร่วมงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับเกม เพื่อเปิดตลาดสู่กลุ่มลูกค้าและแนะนำทำให้ทุกคนรู้จัก โดยมีเป้าหมายว่าในช่วงแรกจะไปเปิดตลาดเกมในต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่สนใจ คือ สหรัฐ เนื่องจากผลที่ได้เคยไปประกวดมา และมีผู้เล่นชาวสหรัฐได้ทดลองเล่นเกมชื่นชอบอย่างมาก ต่างบอกว่าเป็นเกมที่สนุก มีความแปลกใหม่ รวมถึงสนใจตลาดในประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งประเทศจีนและสหรัฐต่างมีกลุ่มผู้เล่นเกมจำนวนมากอีกทั้งตลาดเกมมีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะเป็นนักเล่นเกมที่มีประสบการณ์การเล่นเกมมาอยู่แล้ว ซึ่งในตลาดโลกอุตสาหกรรมเกมมีขนาดใหญ่มากและเติบโตทุกปี จึงเป็นโอกาสของกลุ่มที่จะได้ขยายตลาดต่อไป หากทำตลาดในต่างประเทศได้แล้ว ก็สนใจจะรุกทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เพราะตลาดในไทย อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเกมมีมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ประเทศไทยจะนำเข้าเกมจากต่างประเทศเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 90% ที่เหลือจะเป็นจากผู้ผลิตเกมไทยประมาณ 10%

“การทำสตาร์ทอัพเปรียบเสมือนการกระโดดลงจากหน้าผา และคนทำต้องสร้างเครื่องบินระหว่างทาง เพื่อทำให้เครื่องบินไปได้ต่อ และไม่ตกลงมาจนถึงพื้นดินให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาการทำเกมก็มีอุปสรรคปัญหาหลายด้าน แต่เพื่อนทุกคนในทีมสามารถจับมือมีความเข้าใจและพัฒนาออกมาได้จนสำเร็จ” ปริเมธ กล่าว

การสร้างสรรค์เกมไทยในครั้งนี้ ที่ต้องการสร้างเกมให้เติบโตได้ดีในตลาดโลก เพื่อทำให้ผู้บริโภคคนไทยที่เล่นเกมเปลี่ยนทัศนคติใหม่ หันมาเล่นเกมจากผู้ผลิตไทยมากขึ้น เพราะผู้พัฒนาเกมหลายคนต่างมีศักยภาพและสามารถสร้างเกมได้โดดเด่นไม่แพ้ต่างประเทศ ถ้าเกมไทม์ลายสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ เชื่อมั่นว่าจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตเกมไทยในระยะยาว ทั้งได้ตลาดใหม่ในประเทศมากขึ้น และเป็นผลดีต่อการขยายตลาดไปทั่วโลก อีกทั้งสามารถสร้างแรงบันดาลใจที่ดีแก่นักออกแบบพัฒนาเกมได้แน่นอน

สำหรับเป้าหมายในระยะยาว เตรียมจะพัฒนาเกมใหม่ออกมาสู่ตลาดประมาณ 1 เกม/ปี โดยแต่ละเกมจะต้องมีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เป็นเกมรูปแบบใหม่ในโลก มีความสร้างสรรค์ มีเอกลักษณ์ และมีนวัตกรรมผสมในครีเอทีฟของการออกแบบ เชื่อมั่นว่าการมีนวัตกรรมของครีเอทีฟที่เป็นจุดเด่น จะสามารถสร้างสตาร์ทอัพเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว และทีมก็จะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้แก่ผู้สร้างสรรค์และผู้ที่ชื่นชอบเกมต่อไป