“เฟซบุ๊ก” คิดการใหญ่ เปิดชำระเงิน P2P สู่ยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476585

"เฟซบุ๊ก" คิดการใหญ่ เปิดชำระเงิน P2P สู่ยุโรป

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียชื่อดังเตรียมแผนขยายบริการชำระเงินแบบบุคคลต่อบุคคล (P2P) ออกนอกสหรัฐไปสู่ยุโรปเป็น
ครั้งแรกหลังเริ่มให้บริการในบ้านมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2015

บริษัท เฟซบุ๊ก เพย์เมนต์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (เอฟบีพีไอแอล) บริษัทในเครือของเฟซบุ๊กที่ตั้งอยู่ในไอร์แลนด์ ได้รับใบอนุญาตให้บริการการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์จากธนาคารกลางไอร์แลนด์ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ซึ่งมีผลครอบคลุมไปทั่วสหภาพยุโรป (อียู) และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์กับธนาคารกลางสเปนแล้วเช่นกัน จึงเป็นสัญญาณว่าเฟซบุ๊กพร้อมเปิดบริการ P2P ในยุโรปผ่านแอพพลิเคชั่น เมสเซนเจอร์ ของบริษัท

ฟรองซัวส์ บริโอด์ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์โมนิโต ซึ่งให้บริการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการโอนเงินข้ามประเทศ เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กมีแนวทางเดินหน้า 2 แบบ หลังได้รับใบอนุญาตดังกล่าว คือเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดนในรูปสกุลเงินยูโรหรือเปิดบริการชำระเงินข้ามสกุลเงิน ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานในยุโรปสามารถทำธุรกรรมทางการเงินกับอีกฝ่ายที่อยู่นอกอียูได้โดยเฟซบุ๊กอาจครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ด้านบริการ P2P ได้ หากดำเนินการดังกล่าวสำเร็จ

อย่างไรก็ดี แม้เฟซบุ๊กให้บริการ P2P มาปีกว่าแล้วในสหรัฐ แต่บริการนี้กลับไม่ได้รับความนิยมสูงนัก เนื่องจากยังไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง เพย์พัลสแควร์ แคช และเวนโม ในทางกลับกัน บริการ P2P ผ่านแอพพลิเคชั่นเมสเซนเจอร์มีแนวโน้มขยายตัวได้มากกว่าในยุโรป เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้เมสเซนเจอร์ทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปเช่น ในสเปน ที่มีจำนวนผู้ใช้งานถึง 21 ล้านคน แม้ในยุโรปมีผู้ให้บริการ P2P อยู่แล้ว เช่น เพย์เอ็ม (Paym) ในอังกฤษ และทวิป (Twyp) ในสเปน แต่ฐานผู้ใช้งานยังไม่มากนัก ซึ่งเป็นโอกาสที่เฟซบุ๊กจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดดังกล่าว

การขยาย P2P ของเฟซบุ๊กจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารในยุโรป แม้ว่าส่วนใหญ่เริ่มปรับสู่รูปแบบดิจิทัลแบงก์กิ้งแล้วก็ตาม โดยเทคครันช์ระบุว่า P2P จะลดบทบาทตัวกลางของธนาคารลงเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่เฟซบุ๊กจะกลายเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินโดยตรง (PISP) ด้วยการเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารผู้ใช้ และเข้าไปหักเงินหรือค่าบริการต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านระบบชำระเงินของธนาคาร ซึ่งสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยบริการชำระเงินของอียูฉบับแก้ไข (PSD2) ปี 2015 ที่มุ่งเพิ่มการแข่งขันในระบบให้บริการรับชำระเงิน โดยสมาชิกอียูมีเวลาถึงปี 2018 ในการปรับใช้กฎดังกล่าว

ทั้งนี้ หากเฟซบุ๊กกลายเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินโดยตรง ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารจะหายไป และยังช่วยลดขั้นตอนการชำระเงินให้เหลือเพียง “คลิกเดียว” นอกจากนี้เฟซบุ๊กอาจมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้ให้บริการข้อมูลบัญชี (AISP) ซึ่งสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายหรือให้ข้อมูลบัญชีในภาพรวมแก่ผู้ใช้งานได้ เนื่องจากบริการชำระเงินโดยตรง ทำให้เฟซบุ๊กมีข้อมูลบัญชีของผู้ใช้จากการทำธุรกรรมกับหลายธนาคาร

ภาพ…เอเอฟพี

 

ตลาดออนไลน์ ทำให้เห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476545

ตลาดออนไลน์ ทำให้เห็นผล

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอท้อปพลัส

เราฟังกันมามากว่า ทำการตลาดออนไลน์เห็นผล ให้รีบมาทำกันซะถามจริงๆ เราเคยรู้เหตุผลหรือไม่ว่า ทำไมการตลาดในช่องทางนี้จึงเห็นผล เรื่องที่สำคัญมาก แต่ไม่เคยมีใครเข้าใจ วันนี้ผมจะมาแชร์ให้ฟังครับ

การตลาดออนไลน์เริ่มต้นจากการเปลี่ยน Concept จากเดิมที่มองว่าเงินค่าการตลาดออนไลน์ เป็นค่าใช้จ่าย หรือที่เราเรียกในภาษาทางธุรกิจว่า Expense เป็นการลงทุน หรือ ROI ที่ได้ผลตอบแทน ซึ่งสมัยก่อนทุกธุรกิจจะใช้งบประมาณส่วนที่เหลือจากการลงทุนด้านอื่นมาใช้ในการทำการตลาด เพราะมองว่าเป็นรายจ่ายสิ้นเปลือง ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม โลกออนไลน์กลับคิดว่าหากสามารถเปลี่ยนวิธีให้ทุกธุรกิจเห็นกำไรจากการลงเงินในส่วนนี้ได้ จะทำให้ทุกธุรกิจใช้เงินในการทำการตลาดมากขึ้น

แล้วการตลาดออนไลน์ทำอย่างไรจึงทำให้เห็นได้ว่าเงินค่าการตลาดเห็นผลกำไรได้จริง การตลาดออนไลน์ทำแบบนี้ครับ

ถ้าเราสังเกตสื่อออนไลน์เจ้าใหญ่ๆ ในโลกอย่าง Google หรือ Facebook จะมีวิธีกำหนดการเก็บค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาอยู่ 2 หลักการใหญ่ๆ คือ

1.จ่ายเงินค่าโฆษณาเมื่อมีคนคลิก (Pay per Click) วิธีการคิดเงินแบบนี้เราจะรู้ว่า 1 วันมีคนคลิกโฆษณาเรากี่คลิก ซึ่งทุกการคลิกคือการเข้าไปยังเว็บไซต์ หากมองว่าเว็บไซต์คือหน้าร้าน เราก็จะรู้ได้ว่ามีคนเข้าหน้าร้านเราวันละกี่คน และจากจำนวนคนที่เข้าหน้าร้านเรา มีคนซื้อของจริงๆ กี่คน เช่น มีคนคลิก 100 คลิก มีคนซื้อของเรา 3 คน เราสามารถประเมินต่อได้ว่า 1 คน ซื้อของกี่บาท กำไรต่อการซื้อ 1 คน ประมาณกี่บาท เช่น 3 คน ซื้อของเฉลี่ยคนละ 1 หมื่นบาท 3 คน 3 หมื่นบาท กำไร 20% ที่ 6,000 บาท ลบค่าโฆษณาที่เราเสียไป สมมติ 1,000 บาท เราได้กำไร 5,000 บาท และนั่นหมายความว่า หากเราเพิ่มเงินค่าโฆษณาให้มีคนคลิกมาได้เป็น 200 คน เราน่าจะมีคนซื้อ 6 คน กำไร 1 หมื่นบาท เป็นต้น

2.กำหนดค่าโฆษณาต่อวัน (Daily Budget) สื่อออนไลน์ทั้งหมดจะให้เรากำหนดได้ว่า เราอยากจะเสียเงินค่าโฆษณาวันละกี่บาท เช่น วันละ 500 บาท หรือ 1,000 บาท ซึ่งจะทำให้เราง่ายต่อการคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น ลงเงินค่าโฆษณา 500 บาท ขายได้ 1 หมื่นบาท กำไร 2,000 บาท หักค่าโฆษณา 500 บาท เหลือกำไร 1,500 บาท เป็นต้น

นี่คือ 2 วิธีการใหญ่ๆ ที่แตกต่างจากวิธีการเดิมๆ ของสื่อ Offline และทำให้การตลาดออนไลน์เห็นผล เป็นคอนเซ็ปต์ที่สำคัญมากๆ อยากให้ทุกท่านที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์เข้าใจก่อนที่จะลงมือทำ จะได้ไม่เสียเงินฟรีครับ

 

ผู้หญิงใช้เฟซบุ๊ก เพิ่มมากกว่าผู้ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 13:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476542

ผู้หญิงใช้เฟซบุ๊ก เพิ่มมากกว่าผู้ชาย

โดย…โธธโซเชียล

จากครั้งที่แล้วที่เราได้เปิดเผยข้อมูลจำนวนประชากรไทยที่ใช้ “เฟซบุ๊ก” แล้ว ว่าในปี 2017 มีคนไทยใช้เฟซบุ๊กประมาณ 44 ล้านยูสเซอร์ และแต่ละช่วงอายุมีคนใช้เฟซบุ๊กมากน้อยขนาดไหน คราวนี้เรามาเจาะลึกเพิ่มเติมเพื่อมาดูว่าในแต่ละช่วงอายุในแต่ละเพศ มีประชากรบนเฟซบุ๊กเท่าใด

จากข้อมูลผู้หญิงและผู้ชายในเฟซบุ๊กนั้นมีจำนวนพอๆ กัน แต่จะพบว่าผู้หญิงมีการเติบโตที่มากกว่าผู้ชายค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่อายุมากกว่า 55 ปี ที่ผู้หญิงเติบโตมากกว่าผู้ชายเกือบๆ 2 เท่า

จะเห็นได้ว่า บนหน้าฟีดส์เรานั้นจะได้เห็นคุณแม่ คุณน้า คุณป้า มากกว่าที่จะได้เห็นคุณพ่อหรือคุณลุง หากแบรนด์ไหนมีสินค้าสำหรับกลุ่มนี้ก็คงต้องโฟกัสหน่อย เพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่มี Potential ในการทำตลาดบนเฟซบุ๊กปีนี้

จุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง ก็คือ ตามที่เขียนไปในครั้งก่อนว่ามีเพียงช่วงอายุ 13-17 ปี เท่านั้นที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นของยูสเซอร์ ปรากฏว่าผลของการลดลงนั้นเกิดจากผู้ชายเท่านั้น ในขณะที่ผู้หญิงแม้ว่าจะไม่ลดแต่ก็ไม่มีการเติบโต หวังว่าข้อมูลประชากรบนเฟซบุ๊กทั้ง 3 บทความที่ผ่านมา จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถปรับทิศทางการทำตลาดบนเฟซบุ๊กได้ดียิ่งขึ้นนะครับ

 

เรตติ้งทีวีช่องดิจิทัลเริ่มขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 08:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476444

เรตติ้งทีวีช่องดิจิทัลเริ่มขยับ

กสทช.ระบุเรตติ้ง ช่องทีวีดิจิทัลใหม่เริ่มขยับ หลังโหมประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะรายการกีฬามาแรง ขณะที่ช่อง 7 ยังครองแชมป์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดอันดับความนิยมช่องรายการดิจิทัลเดิมและทีวีดิจิทัลใหม่ เริ่มมีสัดส่วนใกล้เคียงกันเป็น 50:50 เนื่องจากมีการประชาสัมพันธ์ของช่องรายการใหม่ และพบว่าช่องรายการเกิดใหม่ส่วนใหญ่เป็นช่องเกี่ยวกับกีฬา มีอันดับความนิยม (เรตติ้ง) ผู้รับชมสูงที่สุด

ทั้งนี้ ข้อมูลในช่วงวันที่ 14 ก.ย.-13 ต.ค. 2559 กับช่วงวันที่ 14 ต.ค.-12 พ.ย. 2559 พบว่าค่านิยมของหมวดหมู่ช่องรายการข่าวสาร และช่องรายการสาระต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ต่างกับช่องรายการบันเทิงวาไรตี้ที่ความนิยมลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการติดตามเหตุการณ์ข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญและพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สำหรับการจัดเรตติ้งช่องรายการทีวีดิจิทัล 20 อันดับแรก ในช่วงวันที่ 14 ต.ค.- 12 พ.ย. 2559 พบว่า ช่องรายการที่มีผู้รับชมสูงสุด ได้แก่  1.ช่อง 7 เอชดี 2.ช่อง 3 เอสดี 3.ช่องเวิร์คพอยท์ 4.ช่องโมโน 5.ช่องวัน 6.ช่อง 8 7.ช่องไทยรัฐทีวี 8.ช่อง 3 เอสดี  9.ช่อง 9 10.ช่องอมรินทร์ทีวี 11.ช่องทูโฟร์ยู 12.ช่องนาว 13.พีพีทีวี 14.จีเอ็มเอ็ม 25 15.เนชั่นทีวี 16.ช่อง 3 แฟมิลี่ 17.สปริงนิวส์ 18.นิวทีวี 19.วอยซ์ทีวี 20.ทีเอ็นเอ็น 24

นายฐากร กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช.เห็นชอบมาตรการส่งเสริม การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามคำสั่งมาตรา 44 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง ให้สำนักงาน กสทช.สนับสนุนเงินเป็นค่าเช่าใช้โครงข่ายสัญญาณดาวเทียม ซึ่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 22 ช่อง จะต้องนำช่องรายการออกอากาศบนโครงข่ายดังกล่าวตามประกาศมัสต์แครี่ของ กสทช. โดยจะให้เงินสนับสนุนในระยะเวลา 3 ปี รวมมูลค่า 2,300 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2559-19 ธ.ค. 2562

ทั้งนี้ เบื้องต้นทุกสถานีจะต้องชำระเงินค่าเช่าใช้ไปก่อน โดยจะเชิญผู้ประกอบการทั้ง 22 ช่อง หารือร่วมกับผู้ให้บริการโครงข่ายดาวเทียมเพื่อสรุปค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในช่วง 3 ปี คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการหาข้อสรุป หลังจากนั้นสถานีต่างๆ สามารถนำยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาเบิกจ่ายจาก กสทช.คืนได้

 

โรงเรียนแนวพุทธปัญญา วิชาการดี วิชาชีวิตเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479520

โรงเรียนแนวพุทธปัญญา วิชาการดี วิชาชีวิตเด่น

โดย…ปอย

อาคารเรียนหลังทิวต้นไม้ใหญ่ดูสงบร่มรื่นและเรียบง่าย ลานด้านข้างมีเจดีย์ย่อส่วนไม่ไกลกันนักคืออาคารรับแขกอเนกประสงค์ขนาดย่อม ผนังดินสีน้ำตาลมุงหลังคาใบจาก รูปทรงแปลกตา

ที่นี่คือโรงเรียนปัญญาประทีป โรงเรียนประจำสหศึกษาแนวพุทธปัญญาระดับชั้นมัธยมศึกษา ตั้งอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีท่านอาจารย์ชยสาโร เป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ มีการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรมีพระเถระช่วยชี้แนะแนวทาง บูรณาการวิชาการต่างๆ เข้ากับหลักศาสนาพุทธ

พ่อแม่ของนักเรียนส่วนใหญ่ พื้นฐานครอบครัวมาจากกรุงเทพฯ ส่งลูกวัยหัวเลี้ยวหัวต่อระดับ ม.ต้น มาร่ำเรียนไกลบ้าน เพื่อให้ศึกษาเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและด้านจิตใจ เพื่อการเจริญเติบโตได้แข็งแกร่งในวันข้างหน้า

แนวคิดเรื่องการศึกษาแบบวิถีพุทธ เริ่มได้รับการกล่าวถึงในแวดวงของผู้สนใจธรรมะและการศึกษา ครูอ้อน-บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนทอสี ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นประถมศึกษาในกรุงเทพฯ บุกเบิกการปรับหลักสูตรเรื่องการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวพุทธปัญญา พัฒนาชีวิตแบบองค์รวมโดยเริ่มต้นโรงเรียนทอสีก่อน ตั้งแต่ระดับอนุบาล-ประถม จากนั้นจึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนปัญญาประทีปสำหรับชั้นมัธยมศึกษาขึ้นภายหลัง

 

ที่นี่คือโรงเรียนทางเลือกของพ่อแม่ ที่ตัดสินใจได้ (เด็ดขาด) แล้วว่าหลักสูตรกระแสหลักที่เด็กๆ ไทยร่ำเรียนกันในวันนี้ มุ่งเพียง “สอนความรู้” โดยผ่านการบอกเล่าของครู แล้วให้นักเรียน “ท่องจำ” โดยเข้าใจว่านี่คือวิธีให้ความรู้ แต่การท่องจำกลับไม่ได้ช่วยพัฒนาให้เด็กคิด อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนและการใช้ชีวิตในทุกๆ วันได้เลย ความสัมพันธ์กับเพื่อน ครู สภาพแวดล้อมในห้องเรียนและโรงเรียนต่างหาก คือการเรียนเพื่อการเจริญเติบโตทั้งด้านวิชาการ และจิตใจ ซึ่งหล่อหลอมให้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ

เรียนอะไร? ในโรงเรียนแนวพุทธปัญญา

บุบผาสวัสดิ์ หรือครูอ้อนของเด็กๆ อธิบายหลักสูตรของทั้งสองโรงเรียน น้อมนำเข้าแนวพุทธปัญญา โดยใช้ภาวนา 4 เป็นแกนกลางเพื่อสอนวิชาการควบคู่กับวิชาชีวิต ภาวนา 4 เป็นเรื่องของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกฝ่ายวัตถุ (กายภาวนา) การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกฝ่ายสังคม (ศีลภาวนา) การพัฒนาจิตใจ (จิตภาวนา) และการพัฒนาปัญญา (ปัญญาภาวนา) โดยหลักสูตรจะต้องช่วยสร้างเสริมภาวนาทั้ง 4 ด้านควบคู่กันไป เพราะการพัฒนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้ จะต้องพัฒนาพฤติกรรม คือกายและวาจาไปพร้อมๆ กัน

หลักการนี้ไม่ได้แตกต่างจากหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพียงแต่ภาวนา 4 จำแนกให้คนเห็นหลักการได้ง่าย ฟังๆ แล้วค่อนข้างจะเป็นศัพท์พระ คนทั่วไปฟังแล้วอาจเข้าใจผิด ว่าไม่น่าจะเหมาะกับชีวิตทางโลกเอาเสียเลย เรื่องนี้ครูอ้อนขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คุณพ่อคุณแม่ลองเปิดใจรับฟัง

 

“หลายคนคงสงสัยว่าเราเรียนอะไรกัน สวดมนต์กันทั้งวันหรือเปล่า? (บอกพลางหัวเราะ) ดิฉันก็ต้องบอกว่าคือการเชื่อมโยงวิถีพุทธเข้ามาเป็นเครื่องมือ มีการเสริมกิจกรรมการสวดมนต์ ฟังเทศน์ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเข้าในหลักสูตร โดยจะช่วยขัดเกลาจิตใจและพฤติกรรมของเด็กได้ในระดับหนึ่ง การฝึกนั่งภาวนาจะช่วยส่งเสริมสมาธิ ทำให้เรียนได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

แล้วคำว่าพุทธปัญญาคืออะไร? ดิฉันเองก็เคยเป็นชาวพุทธแค่ในทะเบียนบ้านมาก่อนเช่นกันค่ะ คือไม่เคยเรียนรู้ว่า ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญาเกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างไร ไม่เคยสัมผัสลึกซึ้ง ดิฉันเรียนโรงเรียนคริสต์ตั้งแต่ประถม แต่เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้สนใจศึกษาเรื่องวิถีพุทธมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียนนี้ วิชาการที่สอนในห้องเรียนพุทธปัญญา จะได้รับการ บูรณาการเข้ากับภาวนา 4 เช่น วิทยาศาสตร์อยู่ในกายภาวนา สังคมศาสตร์เป็นศีลภาวนา เป็นต้น

ข้อดีของภาวนา 4 เทียบกับกรอบการศึกษาแบบทั่วไป คือการทำให้เห็นช่องว่างที่เด็กยังขาด และช่วยเติมเต็มสิ่งที่พร่อง แม้แต่นักเรียนที่มีสมองดี แต่กลับเรียนไม่ได้ดีเพราะเขาขัดข้องกับปัญหาต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในชีวิต โรงเรียนจึงมีหน้าที่สร้างเงื่อนไขช่วยให้เด็กเรียนรู้แก้ปัญหาได้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้วิธีเอาชนะความเกียจคร้าน มีความขยัน อดทน ต้องทำได้ด้วยตัวเอง โดยคุณครูต้องไม่พยายามสร้างฉันทะหรือแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ เราสอนให้นักเรียนแข่งขันกับตัวเอง ไม่ได้แข่งขันกับคนอื่น

เราเรียกวิชานี้ว่า วิชาชีวิต พุทธปัญญาเน้นช่วยให้เด็กสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ระบบการสอบแข่งขันในโรงเรียนต่างๆ กลายเป็นว่าสอนให้เด็กแข่งขันกับคนอื่น เมื่อสู้คะแนนเพื่อนไม่ได้ เด็กก็มีเบื่อ มีขี้เกียจแล้วตามประสาวัยรุ่นวัยแห่งความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ขี้น้อยใจ หรือปัญหากับเพื่อน ปัญหาในครอบครัว ก็ยิ่งมาสุมในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้เข้าไปอีก

อีกเรื่องสำคัญปลูกฝังให้เด็กเกิดฉันทะ รักพอใจในงาน แทนการทำตามคำบอกหรือโดนบังคับให้ทำ อย่างเช่นเจดีย์ ก็ไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูปที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเลย แต่เด็กๆ ในโรงเรียนได้รู้ที่มาตั้งแต่วันเบิกฤกษ์ที่ดินก่อสร้างโรงเรียน เด็กๆ เรียนทำอิฐที่ จ.อยุธยา คือกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กมีส่วนร่วม เป็นหลักการสร้างฉันทะหรือแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน เมื่อนักเรียนเกิดความสงสัย ก็อยากเรียนรู้ และจะพยายามค้นหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยไม่ได้ต้องการเพียงคะแนนเท่านั้น” บุบผาสวัสดิ์ สรุปว่า หลักสูตรการศึกษานี้จะหล่อหลอมให้เด็ก “คิดเป็น”

เมื่อกล่าวถึงการศึกษาแนวพุทธปัญญา สิ่งหนึ่งที่ผู้คนมักมีความสงสัย คือ ขีดความสามารถในเชิงวิชาการ ที่ผ่านมาโรงเรียนปัญญาประทีป นับว่าเป็นตัวแทนหนึ่งในการแสดงให้เห็นว่า พุทธปัญญาสามารถงอกงามได้ในเชิงวิชาการ โดยในปี 2555 โรงเรียนได้รับรางวัลเหรียญเงินคะแนนผลการสอบ O-NET ระดับ ม.3 ทั่วประเทศ ในปี 2557 ในการรับรองมาตรฐานการศึกษารอบ 3 (พ.ศ. 2554-2558) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประเมินให้การเรียนการสอนของโรงเรียนปัญญาประทีปอยู่ในระดับดีมาก ได้คะแนน 91.93 คะแนน ส่วนในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่นักเรียนโรงเรียนปัญญาประทีปจบชั้น ม.6 เป็นรุ่นแรก นักเรียนได้รับคัดเลือกให้ได้ทุนการศึกษาในโครงการช้างเผือกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับเลือกเป็นนักศึกษาในโควตาพิเศษของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของอาศรมศิลป์ ก่อนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ

ถึงเวลาต้องสอบเอนทรานซ์

ตัดสินใจเลือกส่งลูกมาเรียนมัธยมปลายโรงเรียนปัญญาประทีป “คุณแม่แจง” จุฬารัตน์ อินทรมหา บอกอย่างไม่ผิดหวังว่า ลูกสาวสามารถเอนทรานซ์ติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้อย่างทะลุเป้าหมายน่าภาคภูมิใจ ลูกมีความฝันอยากเป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน เส้นทางเข้าสู่วงการน้ำหมึกเริ่มชัดเจนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนทอสีอย่างต่อเนื่อง

 

“เขารู้จักตัวเองดีตั้งแต่เรียนประถมแล้วว่าอยากเป็นนักเขียน ที่โรงเรียนทอสี มีการปรับหลักสูตรวิชาการให้เอื้อต่อผู้เรียน แล้วพ่อแม่ก็ต้องพัฒนาไปพร้อมกับลูกด้วย ดิฉันก็เป็นอีกหนึ่งชาวพุทธที่ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่รู้ว่าศีล 5 จะนำมาพัฒนาชีวิตเราได้ดีแค่ไหน แต่พอไปฟังวิธีการเรียนการสอนก็เริ่มมีความหวังเลยค่ะ ที่นี่มีหลักสูตรไม่เรียนแค่วิชาการเท่านั้น แต่เน้นพัฒนาจิตใจให้เติบโตไปพร้อมกัน พอจบประถมดิฉันก็ส่งลูกมาต่อมัธยมโรงเรียนปัญญาประทีป ที่ไม่เน้นแค่วิชาเป็นตัวตั้ง แต่เน้นวิธีการสอนที่ให้เรียนรู้ว่าเขาถนัดอะไร วิชาการที่นี่เรียนน้อยกว่าที่อื่น แต่ดิฉันกลับไม่กังวลใจเลย

โรงเรียนสอนให้เด็กทำโครงงานเรียนรู้ตัวเอง ตั้งแต่ ม.3 วิชา ‘โตก่อนโต’ ให้สำรวจว่าเขาชอบอะไร ถนัดอะไร สนใจงานประเภทไหน ลูกสาวดิฉันก็ระบุว่าอยากเป็นนักเขียน ครูจึงสนับสนุนให้เขียนจดหมายสมัครงานไปฝึกงานกับสำนักพิมพ์ มีนักเขียนมาเวิร์กช็อป ดิฉันมั่นใจลูกไม่ด้อยในความรู้ ตัวเองชัดเจนแล้วพอถึงเวลาเอนทรานซ์ก็ไม่วอกแวกมุ่งไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ”

นักเรียนอีกคนที่เติบโตมากับวิชา “โตก่อนโต” วริศ สุคนธปฏิภาค นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปัญญาประทีป ซึ่งตอนนี้สามารถเอนทรานซ์ติดคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตรงตามเป้าหมายได้อย่างใจฝัน โดยมีจุดหมายในเรื่องอาชีพคือการเป็นนักดนตรีบำบัด

 

“ผมจบเกรด 3.99 คุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้เป็นหมอ เพราะท่านสองคนก็เป็นหมอ แต่ผมชอบดนตรีจึงเน้นวิชาทั้งสายวิทย์และสายดนตรี และลงตัวครับในการเป็นนักดนตรีบำบัด ที่ต้องมีการเรียนทางด้านจิตวิทยา วิชาโตก่อนโตคือการเรียนในแบบ โยนิโสมนสิการ ความหมายคำนี้คือการพิจารณาโดยแยบคาย เป็นแนวคิดหลักสูตรการเรียนโรงเรียนนี้ครับที่ทำให้ผมชอบ
ในความแตกต่าง ไม่ใช่การสอนวิชาการเพื่อไปแข่งขันการประกอบอาชีพ

ผมชอบดนตรี ชอบศิลปะ การเรียนศิลปะก็เรียนในแบบค้นคว้าตัวเอง ไม่ใช่เรียนเอาคะแนนมา เราได้ 15 คะแนน เพื่อนได้ 20 คะแนน เพราะวาดภาพสวยกว่าเรา สมาธิจึงไม่วอกแวกอยู่กับตัวเราเอง”

ในเรื่องการรู้จักเข้าใจการแข่งขัน การศึกษาแบบพุทธปัญญาให้ความสำคัญกับการเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำงานเป็นทีม และเชื่อว่าคุณลักษณะนี้น่าจะเป็นที่ต้องการมากกว่าในที่ทำงานและในสังคม เด็กที่ผ่านการอบรมให้รู้จักคิดย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเป็นส่วนหนึ่งของทีมเพื่อความสำเร็จร่วมกัน และเมื่อไหร่ถึงคราวที่จำเป็นจะต้องแข่งขันกับผู้อื่น โดยยึดถือการเล่นตามกติกา ใครสนใจลองส่งลูกหลานมาลองดู

 

‘เมือง บ้าน ผม’ ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479443

‘เมือง บ้าน ผม’ ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร

โดย…พรเทพ เฮง

“เมือง บ้าน ผม” เป็นรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 14 ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร มือวางอันดับหนึ่งนักเขียนเรื่องสั้นมืออาชีพของเมืองไทย เขาบอกว่าถ้านับจำนวนเรื่อง เขาเขียนราวๆ 250 เรื่อง หาต้นฉบับพบบ้าง สูญหายไปบ้าง ตั้งแต่เรื่องแรกลงตีพิมพ์ในนิตยสารปี 2521

“ผมอาจเขียนไม่มากเท่านักเขียนอาวุโสอย่างครูมนัส จรรยงค์ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ หรือณรงค์ จันทร์เรือง แต่ถ้านับรุ่นผมนับว่ามากพอสมควร เขียนเพราะรัก เขียนเป็นอาชีพและอยากพัฒนาตัวเอง ยกระดับตัวเองด้านการเขียนเรื่องสั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเขียนไม่ไหว”

จำลอง บอกว่า เขียนแล้วให้แมวบ้านสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ เป็นสำนักพิมพ์ตั้งขึ้นมาพิมพ์งานของจำลอง ฝั่งชลจิตร โดยเฉพาะ ไม่ต้องตระเวนหาสำนักพิมพ์ ไม่ต้องไปสร้างภาระให้สำนักพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์งานแล้วขายไม่ได้ แม้ว่าพิมพ์เองจะไม่มีค่าเรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุน

ตอนนี้เขามี “เมือง บ้าน ผม” บรรจุเรื่องสั้นไว้ 15 เรื่อง ซึ่งมีรูปแบบหรือวิธีเขียนแตกต่างกันไป

“ผมเน้นความหลากหลายมากกว่าเอกภาพของเนื้อหา บางคนอาจแปลกใจว่าทำไมตั้งชื่อถอยหน้าถอยหลัง น่าจะเป็น ‘บ้านเมืองผม’ มากกว่า ผมคิดว่านั่นแค่เป็นคำพูดที่พูดกันจนติดปาก พอตั้งชื่อ ‘เมือง บ้าน ผม’ มันขัดๆ เกิดสะดุด ไม่คุ้นลิ้น และมันไม่ใช่ประโยคบอกเล่า คุ้นเคย ต่อไปข้างหน้า ‘เมือง บ้าน ผม’ จะถูกพูดถึงในฐานะรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่ง เป็นคำนาม ไม่ใช่วลีลอยๆ อย่างไรก็ตาม ผมมีเหตุผลอธิบายว่าทำไมต้องตั้งชื่อนี้

 

“ผมแบ่งเรื่องสั้น 15 เรื่องออกเป็น 4 ภาค คือ เมือง บ้าน ผม และ ฯลฯ ชีวิตผมผูกพันกับเมืองหรือเมืองใหญ่ (Metropolis) เราจะเรียกมหานครก็ได้ แตผมพอใจกับคำว่า ‘เมือง’ มากกว่า ความเป็นเมืองชัดเจนกว่าความเป็นมหานครที่เรามักมองเห็นแต่โครงสร้าง ไม่ค่อยเห็นคน ผมใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ประมาณ 20 ปี ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสกับเมืองอย่างที่เขียนในรวมเรื่องสั้น ‘สีของหมา’ (ปี 2531) อาจเป็นเรื่องสั้นยุคนิกส์ หรือยุคเริ่มต้นของบริโภคนิยมก็ว่าได้ ยุคนิกส์ผ่านไปแล้ว ผู้คนลืมไปแล้ว แต่เรื่องสั้นชุดนั้นยังคงอยู่ เพราะพูดถึงผลกระทบของเมืองที่มีต่อผู้คน ผู้สนใจต้องหาอ่านเอาเอง ผมพูดถึงผู้ที่สนใจนะครับ

“เมือง บ้าน ผม ผมพยายามสะท้อนยุคสมัยของเมืองที่ส่งผลกระทบต่อบ้าน และบ้านแต่ละบ้านต้องปรับตัวเองตามความเจริญของเมือง ของเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกพื้นที่ไม่เลือกเมืองหรือบ้าน ตลอดจนความพยายามรักษาเอกลักษณ์อัตลักษณ์ของบ้าน ผมอาจหมายรวมถึงเธอหรือหล่อนที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังสะท้อนปรากฏการณ์อันน่าวิตกของสังคมโลกด้วย”

ในวันที่อายุครบ 63 จำลองมั่นใจว่า “เมือง บ้าน ผม” จะไม่ใช่รวมเรื่องสั้นเล่มสุดท้ายของเขา เพราะยังมีผู้อ่านจำนวนหนึ่งสนับสนุนและให้กำลังใจอย่างเข้มแข็ง

 

อังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล ‘ป๋อมแป๋ม นางฟ้านักปั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479436

อังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล ‘ป๋อมแป๋ม นางฟ้านักปั่น’

โดย…ราตรีแต่ง

สมาชิกใหม่ของทีม BG Cycling คนปั่นจักรยานรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันดีว่าทีม BG คือไอดอลของกลุ่มสาวๆ นักปั่น เพราะสมาชิกแต่ละคนล้วนมีความสวยระดับนางแบบขนาดนั้นเลย สาวสวยนักปั่นทุกๆ คนในทีมคือสาวสตรองความสามารถระดับใช้คำว่านักปั่นน่องเหล็ก มีความมุ่งมั่นตั้งใจไปให้ถึงเส้นชัยอย่างแรงกล้า จึงจะมีโอกาสได้เข้าร่วมทีม “นางฟ้านักปั่น” ซึ่งมักออกตระเวนไปแข่งขันตามรายการต่างๆ ในระยะทาง 100 กม.ขึ้นไป

ป๋อมแป๋ม-อังคณา วงษ์พัฒนสิริกุล น้องใหม่ล่าสุดของทีมจักรยานดังทีมนี้ และวันนี้คือวันพิสูจน์ความแกร่งสนาม Tour of Bangsaen 2017 ที่สุดของการแข่งขันจักรยานในประเทศไทย กับการแข่งขันแบบ One day Race ด้วยระยะทาง 115 กม. เส้นทางการแข่งขันมีทั้งแบบท้าทายความแข็งแกร่ง ถูกใจทั้งนักแข่งอาชีพจริงจังหวังมาชิงรางวัลสุดเร้าใจ จักรยาน Cipollini รุ่น NK1K : Tour of Bangsaen Limited Edition คันเดียวในโลก

รวมทั้งนักแข่งมือใหม่แบบ ป๋อมแป๋ม ก็อยากปั่นในแบบเพลิดเพลินกับสนามเมืองตากอากาศเก่าแก่ของไทย

“ป๋อมแป๋มใช้จักรยานยี่ห้อ Canyon-Air Road ตั้งชื่อให้ชื่อว่า ‘บ้าบิ่น’ หัวหน้าทีมพี่บิ๊กซื้อให้ลูกทีม BG มาจากคำว่า Big’s Girl ตั้งใจเก็บรูทปั่นไปเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกๆ สนาม เก็บเกี่ยวความรัก ความสุขระหว่างปั่นระหว่างท่องเที่ยวไปด้วย สิ่งที่เราทำด้วยความรักก็จะให้โอกาสเราตามมามากมายนะคะ ป๋อมแป๋มเพิ่งลงสนามยังไม่ครบปีเลย เริ่มปั่นเสือหมอบเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ตอนนี้ได้เป็นพรีเซนเตอร์ถ่ายแบบให้จักรยาน ถุงเท้า เสื้อผ้ากีฬาแข่งจักรยานหลายๆ ยี่ห้อค่ะ”

สินค้าคงไม่เลือกเพราะความสวยอย่างเดียวแน่นอน ป๋อมแป๋ม คือดาวเด่นกีฬาสนามจักรยานเสือหมอบที่วันนี้กลายเป็นเทรนด์สุดฮิต สาวสวยเลือกลงสนามกันมากขึ้นแต่ละคนสวยแซ่บสุดเซ็กซี่

“น่าจะเป็นเพราะเสื้อผ้ากีฬาชนิดนี้ด้วยค่ะ ต้องแนบลำตัวเพรียวลมโต้ความเร็วระดับแอร์โรว์ คนใส่หุ่นต้องดี ป๋อมแป๋มน้ำหนัก 49 กก. ส่วนสูง 166 ซม. แล้วแฟชั่นกีฬาจักรยานก็เติบโตขึ้นทุกปี ชุดกีฬาหลากหลายสไตล์ แอบเซ็กซี่ผสมลูกไม้ ชอบมาก สไตล์ป๋อมแป๋มจะโหดๆ เท่ๆ ชุดปั่นแบ๊วสีชมพูนี่ไม่เอานะคะ (หัวเราะ) ซึ่งผิดกับแต่ก่อนมากที่ถ้าออกจากบ้านแล้วทรงผมไม่เป็นลอนสวยนี้ไปไม่เป็นเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นว่ากล้าเล่นกีฬากลางแจ้ง กลับมาจากปั่นเนื้อพ้นกางเกงขาสั้นโดนแดดทั้งสองขา ด่างเป็นกูลิโกะป๊อกกี้ช็อกโกแลต ขาสองสีเลยค่ะ

ไม่กังวลสีผิวกลับมาขาวได้อยู่แล้ว (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผิวเกรียมโดนแดดก็บอกเรื่องราว บอกประสบการณ์ของเราได้ และสิ่งที่แลกเปลี่ยนกลับมาคือรูปร่างที่ลีนอย่างที่เราต้องการ ป๋อมแป๋มเคยเสียเงินเป็นสมาชิกฟิตเนสหลายที่เลยนะคะ แต่ก็ผัดวันประกันพรุ่ง ‘ไว้ไปตอนว่าง’ แต่ก็ไม่(ว่าง)ได้ไปเล่นสักที เราอยากผอมอยากรูปร่างดีเพื่อให้คนอื่นมองเรา แต่เราไม่เคยได้มองได้อยู่กับตัวเอง ไม่เคยดูแลตัวเองแบบลึกเข้าไปในใจ การปั่นจักรยานคือการได้สมาธิ ได้ค้นพบการได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ค่ะ เราได้เอาชนะความสำออยของตัวเอง ขอใช้คำนี้เลยนะคะ ระหว่างปั่นตะโกนเหนื่อยโว้ยๆๆ โคตรร้อนจะปั่นไปถึงไหน?!! แต่เท้าก็ตะกุยปั่นไปเรื่อยๆ มุ่งมั่นไปให้ครบระยะ

 

สไตล์ป๋อมแป๋มคือปั่นสุดๆ ปั่นให้สุดใจทุกสนามค่ะ ชัยชนะไม่สำคัญไปกว่าการทำเวลานะคะ หัวหน้าทีมไม่ได้ต้องการให้เราต้องชนะเป็นที่หนึ่ง ขอแค่เรามีความตั้งใจค่อยๆ พัฒนาไปด้วยกัน และที่สำคัญคือขอให้มีความสุขกับการปั่นจักรยาน แค่นี้เองค่ะ ตอนจบงานแข่งได้เขียน Race Note บันทึกประสบการณ์ลงแข่งครั้งแรก และความรู้สึกที่มีต่อคนในทีม BG คือ รูปธรรมของคำว่าสปิริตได้ชัดเลยค่ะ”

ก็ต้องถือว่าสาวสวยน่องเหล็กสตาร์ทสนามแรกได้ดีมาก ย้อนกลับไปสนามตามรอยตูร์เดอฟาร์ม ระยะทาง 100 กม.ใครจะคาดคิดมือใหม่หัดปั่นสามารถเข้าสู่เส้นชัยได้ตั้งแต่ลงสนามครั้งแรก

“ปีที่แล้วยังไม่ใช่คนเล่นกีฬาค่ะ บอกเลยไปนั่งเฝ้าคนเคยเป็นแฟนอยู่ขอบสนาม (ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงใส) แล้วเขาปั่นเป็นร้อยกิโล นานมากรอเบื่อ เลยลองปั่นดูบ้างเขาซื้อจักรยานคันแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด ปั่นรอบๆ หมู่บ้าน เริ่มซ้อมรอบละ 24 กม. แล้วพาไปซ้อมสนามเขาใหญ่ขึ้นลงเนินเล็กๆ เหนื่อยโฮกแทบตาย จินตนาการไม่ออกเลยนะคะลงสนามจริง 100 กว่า กม.เขาก็บลัฟเราขู่ตลอดเลยถ้าไม่ไหวทุก 40 กม.มีรถรอรับ ทำให้ฮึดเข้าเส้นชัยได้เหมือนกันค่ะ (ยิ้มภูมิใจ) แต่นี่ก็ไม่ใช่สนามประทับใจที่สุด สนามมาสเตอร์ ทัวร์ เชียงใหม่ เป็นแบบสเตจไทม์ไทรอัลสามวันแรกปั่นวันละ 100 กว่ากิโล วันที่สี่ปั่นสนามขึ้นดอยสุเทพ ระยะทางรวม 14.88 กม. ระยะไต่ความสูง 1,056 ม. ชาวต่างชาติลงสนามเยอะค่ะเพราะสนามมีมาตรฐานสากล ปล่อยทีละคนทำเวลากันเอง โหดมากค่ะสำหรับนักปั่นเพิ่งเริ่มต้น

แต่หัวหน้าทีมก็ปล่อยเพราะอย่างที่บอกปรัชญาทีมของเรา ไม่ต้องการชัยชนะ แต่เป้าหมายคือให้เราชนะใจตัวเองโดยเข้าเส้นชัยให้ได้ ทุกสนามป๋อมแป๋มทำได้แล้วภูมิใจที่สุดค่ะ”

และเป้าหมายก็ไม่ได้การก้าวสู่นักกีฬาอาชีพ ขอเป็นนักกีฬาสมัครเล่นแบบนี้ดีแล้ว เพราะไม่ต้องการใช้แพสชั่นกำหนดเป็นอาชีพ ส่วนอาชีพหลักของป๋อมแป๋มเวลานี้มีสองงานหลัก คือครูสอนพิลาทิส และแอร์โฮสเตส แล้วถ้าเรียกเธอว่านางฟ้านักปั่น ก็ใช่เลย!

 

ภณิดา ชีวะเกตุ (ใช้)ชีวิตช้าๆ ก็ได้เหมือนกันนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479434

ภณิดา ชีวะเกตุ (ใช้)ชีวิตช้าๆ ก็ได้เหมือนกันนะ!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

หนีไปนอนทุ่งมาก็ไม่บอก แทบจะเป็นเหมือนข่าวโคมลอย สำหรับ “น้อง” ภณิดา ชีวะเกตุ นักจัดสถานที่งานแต่งงานและอีเวนต์มือหนึ่ง เจ้าของธุรกิจเบื้องหลังการจัด(ฉาก)งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก harmonizebynong/wedding ก่อนปีใหม่ 2560 ได้ข่าวแอบหนีบรรยากาศความวุ่นวายของเมือง ขึ้นเหนือไปเสพความสุขสงบกับการใช้ชีวิตช้าๆ ข่าวหนีไปนอนดอยนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าใครรู้จักเธอสาวเก่งผู้ได้ชื่อว่า “อเลิร์ท” สุดสุด ผู้ซึ่งแต่ละวันของนางคือจักรผันและงานสารพันที่วุ่นวายชนิดหาตัวจับยากคนนี้น่ะหรือ ที่จะหาหนีหายจากแวดวงเจ้าบ่าวเจ้าสาว(ฮา)ในหน้าเทศกาลงานแต่งช่วงฤดูหนาวปลายปี แล้วหลบเร้นกายหายไป เพื่อปลีกวิเวกเสกสงัดในถิ่นที่จะไม่มีใครพานพบ อันที่จริงก็ไม่ได้ไปคนเดียว แต่แอบไปกับคู่ชีวิตหนุ่มหล่อ ที่ย่อมต้องตามไปคอยคุ้มครองป้องกันเหตุเภทภัยและผู้ร้ายถ้ามี เรื่องเล่าและประสบการณ์จากการเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลงของสาวเจ้าจะเป็นอย่างไร อยากรู้แล้วใช่มั้ย?

คริสต์มาสปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่ขึ้นเหนือไปใช้ชีวิตบนดอย ด้วยจุดประสงค์จงใจที่จะใช้ชีวิตกับธรรมชาติ แตะเบรกให้ตัวเอง หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่กับกิจการงานแบบเต็มขีด น้องใช้เวลา 6 วันกับสถานที่ที่เลือกแล้ว(ว่าเงียบแน่) 2 แห่ง แห่งแรกคือ บ้านพิงภูเขา ที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และบ้านทุ่งบุญล้อม ที่ม่อนแจ่ม การตัดสินใจใช้ชีวิตให้ช้าลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากการอ่านหนังสือของริค วอร์เรน (Rick Warren) นักเขียนชื่อดังชาวคริสเตียน เบสท์เซลเลอร์ได้รับความนิยมชื่อ “ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร”

 

“มันทำให้เราเริ่มมองหาว่า ชีวิตเรานั้นเคลื่อนที่ไปด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร เรามองหาอะไร หรือเราเดินตามอะไรอยู่ ชีวิตเราเกิดความเครียด ความกดดัน ความอ่อนล้า เหนื่อยที่จะเดินต่อ เราต้องหันกลับมาโฟกัสตัวเรา ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เมื่อใดที่เราเห็นเป้าหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น จะทำให้เรามีพลังขึ้น และมันจะนำให้เราไปสู่โหมดของความเรียบง่าย”

ดังที่มีข้อพระคัมภีร์กล่าวไว้ “ชีวิตที่เสแสร้ง และโอ้อวด เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า ชีวิตที่ธรรมดาและเรียบง่ายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ และนำไปสู่จิตใจที่สงบ” (สุภาษิต 13:7) นี่ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอออกค้นหาความเรียบง่ายและความสันติสุขในใจ นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของสโลว์ไลฟ์ทริป น้องบอกว่าเธอเหนื่อย ตัดสินใจพักยก และเนื่องจากจุดประสงค์ชัดเจนว่าต้องการความช้า สถานที่พักจึงสำคัญ ได้เลือกเฟ้นอยู่นานและได้เลือกไป “พิงภูเขา” ที่ดอยอินทนนท์ กับอีกแห่งหนึ่งที่รุ่นน้องไปมาก่อนแล้วแนะนำว่าเหมาะสำหรับการนี้ นั่นก็คือบ้านทุ่งบุญล้อม ขอพูดรวมๆ กันว่าเป็นสถานที่ที่ให้ความประทับใจและได้ใช้ชีวิตช้าสุดสุดสมใจ

 

“ได้นั่งลง นั่งเฉยๆ ดูดอกไม้ ดูใบไม้ ดูสายลมพัด เฝ้ามองสายหมอกตั้งแต่เช้ามืดกระทั่งสลายหายไปในแสงแดด ทำอย่างนี้ทุกวัน การใช้ชีวิตให้ช้าลงสำหรับน้องคือการลดระดับความเร็วในทุกด้านของชีวิต ไม่เพียงการทำงานแต่คือกิจวัตรประจำวันด้วย ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือ อ่านพระคัมภีร์ สูดลดหายใจท่ามกลางลมหนาวและแสงแดดอ่อน มีความสุขกับธรรมชาติ มีความสุขกับสิ่งไม่ปรุงแต่งที่โหยหา ใกล้ๆ กันกับที่พักของเรามีนาข้าว มีบึงน้ำ ก็เลยนั่งชมชิลๆ อยู่ได้ทั้งวันไม่เบื่อ สนุกกับทุกสิ่งที่เห็น ยกตัวอย่างคือแม่ไก่พ่อไก่ ที่ขยับลูกคอให้ฟังทุกเช้า เพราะมากและดังมาก ไปยืนดูแม่ไก่ก็ไม่หนีด้วยน่ารักมากค่ะ ส่วนทุกคืนที่บ้านทุ่งล้อมจะมีแมวหน้าบึ้งมาหา โดยจะเข้าหาเราสองคนทุกคืนเวลาเดียวกันประมาณ 3-4 ทุ่ม”

เทคนิคที่อยากแชร์ คือความพยายามที่ต้องมี ตั้งใจแล้วต้องตั้งมั่น อันดับแรกคือให้ปิดมือถือ ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ถ้าปิดไม่ได้ อย่างน้อยก็ปิดเสียงแล้วเอาไปวางไว้ไกลๆ ตัว ไม่เช่นนั้นจะอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปหยิบหรือเอื้อมมือคว้าเอามาเช็กดู ขอให้เริ่มจากการนั่งนิ่งๆ อ่านหนังสือก็ได้ ทำอะไรก็ได้ การได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ ดีต่อพลัง ดีต่อกำลังกายกำลังใจ เมื่อได้ลองทำครั้งแรก น้องตัดสินใจว่าต่อไปนี้เธอและสามีจะบริหารเวลา เพื่อกลับมาใช้ชีวิตให้ช้าลงแบบนี้บ่อยๆ ชีวิตที่ใช้เกียร์เดียว หรือตะบึงไปข้างหน้าอย่างเดียวด้วยความเร็วระดับเดียว เดี๋ยวไม่นานก็พัง เพราะฉะนั้นก็ต้องเชนเกียร์บ้าง อย่าทำงานจนหลงลืม

 

น้องเล่าว่า แม้ชีวิตยังยุ่งต่อไปแต่จะพยายามหันมาใช้ชีวิตแบบนี้ให้บ่อยขึ้น ดีกว่าที่จะพึ่งเทคโนโลยีทั้งหมด ชีวิตที่เลือกได้คงเลือกแบบให้มีธรรมชาติ มีท้องฟ้า ความเขียวชะอุ่ม ภูเขา ใบไม้ ดอกหญ้าอยู่ในชีวิต เพราะบอกได้เลยว่าเป็นสิ่งที่เติมความชุ่มชื่นภายใน สำหรับเธอแล้วประหนึ่งว่าได้เข้าเฝ้าเดี่ยวต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าพระองค์ อีกอย่างทั้งๆ ที่ไม่ค่อยชอบแมว แต่หนึ่งในประสิทธิผลที่ได้จากการมาใช้ชีวิตที่นี่ คือการมองแมวในอีกมิติ (แอบชอบหน่อยๆ แล้วล่ะ) ถือเป็นผลพลอยได้ หรือจะว่าเป็นของแถมจากการใช้ชีวิตที่ช้าลงก็ย่อมได้ (ฮา)

อีกหนึ่งข้อคิดคือ บางทีการที่ได้ทำอะไรที่แตกต่างก็ให้ผลดี เมื่อก่อนชอบพักตามบูติกโฮเทล แต่ครั้งนี้เลือกพักในสถานที่ที่ห่างไกลผู้คน เข้าหาธรรมชาติ ดังเช่นที่บ้านทุ่งบุญล้อม ตอนเดินทางไปจริงเกือบท้อ เพราะเข้าไปไม่ถึงครึ่งทางก็ไม่แน่ใจว่าใช่ทางเข้าหรือเปล่า เปลี่ยวเกินไปหรือเปล่า เถียงกับสามีขณะขับรถว่า กลับเถอะ! ถนนนี้มันจะไปได้แน่หรือ เปลี่ยวและมืด จนเกือบวกรถกลับแล้ว ด้วยความที่มองไปมีแต่ทุ่งนา ถนนแคบมาก จนรถอาจตกลงคันนาได้ กลัวก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งบอกว่า ลองเข้าไปดูก่อนสิ และเมื่อเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ ที่พัก สภาพแวดล้อม ความคิดเปลี่ยนทันที เจ้าของก็น่ารัก ช่วงพาเดินชมสถานที่มีแมลงปอฝูงใหญ่ ออกมาบินว่อนๆ หึ่งๆ อยู่ที่เหนือหัว คิดเข้าข้างตัวเองว่าพวกเขาคงมาต้อนรับ ได้แหงนมองดูอยู่พักใหญ่ด้วยความสุขใจ นานมากก่อนที่พวกเขาจะบินจากไป ท้องทุ่งนากว้าง ดินโคลน บึงบัว แมวหมาหลายตัวออกมานอนอาบแดดหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข มีแต่ความเงียบสงบ ที่พักมีแค่ 3 หลัง เพื่อไม่ให้วุ่นวายและสงบจริงๆ ที่นี่ไม่มีทีวี สมเจตนารมณ์มาก

 

“ได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างแท้จริง ได้พิจารณาต่อสิ่งรอบตัวอย่างแท้จริง มีความสุขที่สุด อบรมตัวเองว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินอะไรถ้าเรายังไม่เห็นมันจริง ไม่งั้นเราอาจพลาดสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่ก็ได้”

กลับจากสโลว์ไลฟ์ทริปหนนี้ จึงพลังล้นเหลือ กลับมาลุยงานต่ออย่างมีความสุข สดชื่นและฟื้นตื่นจากหลับใหล รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าต้องการอะไร อย่างน้อยที่สุดคือการได้ยินเสียงของตัวเองชัดขึ้น ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าชัดขึ้น เป็นที่มาของสัญญาใจว่า หากยามอ่อนล้ามาถึง จะออกเดินทางเพื่อหาที่สงบ ใช้ชีวิตให้ช้าลง ติดต่อผู้คนให้น้อยลง ห่างจากเทคโนโลยีไม่ตาย ขอหันมองสิ่งรอบๆ ตัวที่เรามองผ่านเพราะความยุ่งเหยิงของชีวิตในทุกวัน ได้เห็นถึงธรรมชาติต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้เราโดยไม่มีการปรุงแต่ง ซึ่งมันสวยงามและเหลือเชื่อ ในบางครั้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ท้องฟ้า หมอก ภูเขา สายน้ำ ทำให้สูดหายใจลึกๆ ได้เต็มปอด และมองได้ไม่รู้เบื่อจนหมอกจางหาย ดังข้อพระคัมภีร์หนึ่งกล่าวไว้ “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” (ปฐก. 1:1)

 

 

 

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร รชนีกร พันธุ์มณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479432

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร รชนีกร พันธุ์มณี

เรื่อง…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ…เสกสรร โรจนเมธากุล

นางเอกที่ยังอยู่ในใจใครหลายคน รชนีกร พันธุ์มณี เปิดอกเล่าถึงความสัมพันธ์และชีวิตในอดีต คำถามที่ตอบและไม่เคยตอบ ถึงที่สุดแล้วคือบทเรียนที่จะไม่ยอมเสียเวลาให้ใครอีก ความรัก ความชังและผู้คนคือแผ่นเสียงตกร่องที่เจ็บซ้ำๆ ช้ำในจุดเดิมๆ วันนี้ลุกขึ้นและจะไปต่อ ก้าวไปข้างหน้าและไม่เสียเวลาให้ “ใคร” หน้าไหนอีก!

เข้าวงการเมื่ออายุเพียง 19 ปี เมื่อชนะเวทีประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ในปีเดียวกันนั้นเล่นละครโทรทัศน์เรื่องแรก “พี่เลี้ยง” ให้กับช่อง 7 สี ในบท “คุณเร” ซึ่งโด่งดังไปทั้งบ้านทั้งเมือง ประชันบทเข้มข้นกับโอ-วรุต วรธรรม และเจค ศตวรรษ จากนั้นคือการรับบทนางเอกอย่างยาวนาน ก่อนจะฉีกบทครั้งแรกในทองเนื้อเก้า เป็นขี้เมาลำยองตั้งแต่สวยจนโทรม-แม่ของ
ไอ้วัน

อายุ 25 ปี แต่งงานครั้งแรกในวัยเบญจเพส ในใจนึกเหมือนจะเป็นลางแต่คงไม่ใช่ นางเอกสาวเฝ้ากระซิบบอกตัวเอง งานแต่งงานแห่งปีจัดอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ที่ใครๆ พูดถึง แต่ไม่ถึง 6 เดือนก็ต้องหย่า เพราะไปด้วยกันไม่ได้ เรื่องบางเรื่องพูดไม่ได้และขอไม่พูด นางเอกตอบเมื่อถูกถามถึงสาเหตุ โรคซึมเศร้าเป็นมาตั้งแต่ยังไม่หย่า สาเหตุก็มาจากคนที่เข้ามาในชีวิต บางทีนอนไม่ได้ 4 วันเต็ม

กินข้าวไม่ได้ อาหารที่เคยชอบ มารดาสู้อุตส่าห์ทำให้ แต่เมื่อตักเข้าปากก็อาเจียนทันที น้ำหนักตัววิกฤตเหลือ 35 กิโลกรัม ไม่มีเรี่ยวแรง ความจำสั้น กระทั่งตัวเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เธอไปพบแพทย์ โรคนี้คนรอบตัวก็ต้องพบแพทย์เพื่อคุยด้วยกัน ให้ความร่วมมือกัน สนับสนุนกัน แต่ “เจ้าตัว” ไปเพียงสองครั้ง โดยครั้งที่สามเขาพูดว่า “ในเมื่อเธอเป็นคนป่วย เธอก็ไปสิ ฉันไม่ป่วย ฉันไม่ไป” ไม่พร้อมที่จะแก้ไข ไม่พร้อมที่จะร่วมมือ อาการก็มีแต่แย่

“อย่าพูดถึงเขาเลย แม้จากกันไปนานมาก แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่สะดวกใจที่จะพูดถึง”

ช่วงนั้นกินยานอนหลับเหมือนกินลูกกวาด บำบัดเป็นปี แม้หย่าขาดจากสามีคนแรก แต่อาการก็ยังไม่จากไป กินยาหรือบำบัดด้วยยา แต่จิตใจไม่ได้รับการบำบัดก็ไม่ถือว่าดี ร่างกายกล้ามเนื้อต่างๆ ยึดตึง ต้องบำบัดอีกหลายเพลากว่าจะสั่งงานได้ปกติ เดินเป็นเดิน ก้าวเป็นก้าว แขนขาไม่เบี้ยวบิด อาการมาจากความเครียด ที่เมื่อทำกายภาพบำบัดพร้อมแก้ที่จิตใจ จึงค่อยเป็นผู้เป็นคน มารดารชนีกรหัวโบราณและคิดว่าน่าอายถ้าลูกสาวจะต้องหย่า เรื่องในบ้านไม่เคยบอกใคร ไม่เคยบอกสื่อ เพราะอิทธิพลทางความคิดที่สั่งสม เธอปกปิดเรื่องราวจากโลกและจากทุกคน

ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากเห็นใคร รู้สึกผิด อยากแต่จะหนี รชนีกรช่วงที่ยังไม่หย่า ต้องแอบหนีไปนอนบ้านเพื่อน ทุกครั้งที่ใครบางคนเดินเข้ามาทางประตูหน้า เธอจะให้แม่บ้านแอบนำกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวมาให้ที่ประตูหลังแล้วฉากหลบออกไปอย่างว่องไว ทุกครั้งๆ เข้ามารดาก็จับสังเกตได้ เริ่มถามว่ามีปัญหาอะไร ตอบมารดาไปว่าอยากหย่า รู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น วันต่อมารชนีกรกลับบ้าน เธอเจอโน้ตลายมือมารดาเขียนกระดาษติดไว้หน้าโต๊ะกระจกว่า “ตระกูลพันธุ์มณีของเราไม่เคยเสื่อมเสีย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าทำให้เสียชื่อของตระกูลเด็ดขาด”

สัญญาณจากทุกคนไม่ยอมให้เธอหย่า หากวันหนึ่งอาการหนักมาก ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาล มารดามาเฝ้าไข้ อีกเพื่อนฝูงคนสนิทก็มาเฝ้าไข้อยู่ด้วยพร้อมกัน ถึงขนาดนี้อดีตสามีก็ยังตามมามีปากเสียงกันหน้าเตียงในโรงพยาบาลนั่นเอง ถึงจุดนี้เองที่คิดว่าไม่ไหวแล้ว เธอออกปากกับคุณลุงที่นับถือกันเป็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขอให้เขาไม่อยู่ในชีวิต ไม่อย่างนั้นเป็นฝ่ายเธอเองที่จะไม่มีชีวิต ไม่เพียงต้องอาศัย “บารมี” ของคุณลุงท่านนั้นเท่านั้น ยังมีมารดาบุญธรรมที่ต้องบินด่วนจากต่างประเทศ เพื่อ “เคลียร์” เรื่องทั้งหมดให้จบสิ้น

จบเรื่องแล้วแต่น้ำยังไม่สะเด็ด หย่าสำเร็จแต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง สังคมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  คำถามอยากรู้ปนความสมเพชว่า ทำไมถึงหย่าล่ะ ทั้งๆ ที่ได้สามีดี หน้าตาดี ชาติตระกูลดี ร่ำรวย ผู้สื่อข่าวบางคนปีนเข้าบ้านตอนตี 2 เพื่อทำข่าว รชนีกรพูดถึงตัวเองว่าเหมือนสติจะแตก ทำไม ทำไมและทำไม ฉันก็แค่หย่า

เมื่อเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นช่วงเดียวกับที่รู้สึกอิ่มตัวจากงานแสดง รชนีกรบินไปพักผ่อนจิตใจที่ต่างประเทศ โดยไปพักกับพี่สาวซึ่งเป็นญาติห่างๆ เมื่อกลับถึงเมืองไทยได้มารดาบุญธรรมที่เดินทางมาจากฟลอริดา ช่วยดูแลเรื่องงานแถลงข่าว (หย่า) รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่ “ออฟเรคคอร์ด” แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับที่มารดาบุญธรรมได้บินมาพร้อมเพื่อน ซึ่งก็คือคุณแม่ของซาฮีน สามีใหม่ในอนาคตของรชนีกร

รู้จักกันครั้งแรกท่ามกลางความยุ่งเหยิงของการหย่าร้าง หากในเวลาต่อมาคุณแม่ของซาฮีนก็บินมาประเทศไทยอีกหลายครั้งเพื่อติดต่อขายเครื่องบินขนาดเล็กในไทย ซาฮีนบินมาด้วย ไปๆ มาๆ หลายครั้งจนสนิทสนม ก่อกำเนิดเป็นความรัก เขาขอเธอแต่งงานในที่สุด รชนีกรรับรักหนุ่มต่างชาติ ตัดสินใจแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่ที่ต่างประเทศบ้าง ประเทศไทยบ้าง กระทั่งตั้งครรภ์ 4 เดือน จึงตกลงใจปักหลักและคลอดที่สหรัฐบ้านเกิดสามี

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสามีให้ความรักอย่างเกินพอดี รักมากเกินไป ไม่ให้ทำอะไรหรือไปไหน รชนีกรตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเพราะคิดว่า เธอกำลังตกนรกความรักของผู้ชายคนนี้ ก็รัก…ใช่ แต่มันมากเกินไป เธอเคยเป็นนักแสดง เป็นคนทำงาน อยู่ดีๆ จับมานั่งเฉยๆ ให้อยู่แต่บ้าน ขนาดเฮอริเคนมายังไม่ยอมให้หนี จะเอาอะไร ซื้อให้ทุกอย่าง เขาถามทำไมล่ะฉันให้เธอทั้งบ้านที่สวยงาม และลูกที่น่ารัก ฉันผิดตรงไหน ซาฮีนไม่เข้าใจความเหงา แต่ละวันเดือนปีที่ผ่านไป รชนีกรแทบไม่ได้ออกจากบ้าน ครั้งหนึ่งแค่จะเดินไปตักบุฟเฟ่ต์ในร้านอาหารธรรมดาๆ เธอยังประหม่า ไม่กล้ากับแค่จะเดินออกไปตักอาหารโง่ๆ ซักจาน นี่คือฉันหรือ! อดีตดาราถามตัวเอง

“ตัดสินใจเด็ดขาดเมื่อครั้งหนึ่งถูกตราหน้าว่า เธอจะกลับประเทศเธอไปทำไม เธอมันก็แค่ดาราแก่ๆ คนหนึ่ง ใครจะมาดู ใครจะมาสนใจ ประเทศเธอก็จนๆ ทั้งนั้น แล้วจะมีปัญญามาเลี้ยงลูกฉันหรือ จะเอาอะไรเลี้ยงลูก? มันเจ็บปวดมาก เราทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทยเพื่อสิ่งนี้หรือ วันๆ ได้แต่เดินไปเดินมาในชุดนอน นั่งพูดกับฝาผนังห้อง นั่งพูดกับเพดานห้อง กรี๊ดจนสุดเสียงเพราะทนไม่ไหว ขว้างปาทุกสิ่ง สติแตก เอาล่ะ…พอ ฉันต้องมีสติ”

แผนการหนีถูกกำหนดขึ้น การสู้รบในศาลไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเธอไม่มีรายได้ที่จะเลี้ยงลูก ถ้าสู้คดีกันก็แพ้แน่ ไปกล่อมคุณปู่ของหลาน ซึ่งก็คือพ่อของซาฮีน รวมทั้งภรรยาใหม่ของปู่ซึ่งเห็นใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน ในที่สุดปู่ก็ช่วยกล่อมให้เธอได้ออกจากบ้านได้ แม้จะเป็นการเทคคอร์สเรียนภาษาสั้นๆ แต่จุดประสงค์คือการได้ออกจากบ้าน ดูลู่ทางที่เป็นประโยชน์ต่อการหนี

ครูให้นักเรียนฝึกเขียนด้วยการเขียนกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน รชนีกรเขียนหมดว่าเธอโดนอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง เขียนเล่าพรรณนาทุกสิ่งอัน เขียนทุกวันจนครูเรียกเข้าไปคุยว่า จริงหรือเธอมีปัญหาแบบนี้จริงๆ หรือ รชนีกรจ้องหน้าครูที่นัยน์ตาตอบว่า ใช่ และที่เขียนแบบนี้ก็เพราะอยากให้ช่วย ยูจะช่วยอะไรได้บ้าง

ครูติดต่อไปยังมูลนิธิช่วยเหลือสตรีต่างด้าว หากทางออกเป็นการแยกลูกจากแม่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เธอบอกครูว่า ทุกวิธีของยูมันช่วยฉันไม่ได้เลย แต่ฉันมีวิธีและอยากจะขอร้องยูเพียงอย่างเดียว ไอจะขอซื้อตั๋วเครื่องบินและส่งไปที่บ้านยูได้มั้ย นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ เพราะคือการลักพาเด็กสัญชาติอเมริกันไปจากพ่อของเด็ก ถ้าจับได้ติดคุกสถานเดียว แต่รชนีกรตัดสินใจแล้ว ลูกแพ้นมวัว ต้องกินนมชนิดพิเศษเท่านั้น แผนหนีรวมเวลา 4 เดือน ในระหว่างนี้ได้ซื้อนมแบบพิเศษส่งกลับเมืองไทย เมื่อคิดว่าเพียงพอก็ถึงเวลา เธอซื้อตั๋วเครื่องบิน กระซิบบอกภรรยาใหม่ปู่ว่า วันนี้เมื่อออกไปเที่ยวกับปู่ข้างนอก ขอให้ประวิงเวลาไว้ให้นานที่สุด จะหนีวันนี้แล้ว

แต่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาใหม่ของปู่โทรกลับมาบอกว่า ไม่ได้ๆ ยังไงๆ ปู่ก็จะกลับบ้านให้ได้ ไม่สามารถประวิงเวลาได้ตามต้องการ เธอเผชิญหน้ากับปู่ที่กลับมาพบขณะหอบลูกออกจากบ้าน อ้างว่าได้ทะเลาะกันใหญ่โตกับซาฮีนเมื่อวันก่อน ถึงขณะนี้ทำใจไม่ได้ ขอเวลาไปพักผ่อนระยะหนึ่ง โดยจะบินไปอยู่กับพี่สาวที่ต่างรัฐ ปู่ใจอ่อนยอมปล่อยเธอไป

รชนีกรวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เธอไม่อยากบินตรงกลับเมืองไทยทันที เพราะ 17 ชั่วโมงบนเครื่องจะทำให้สามีฉุกคิดและอาจแจ้งความ เธอและลูกจะถูกจับตอนลงจากเครื่องแน่ รชนีกรเขียนจดหมายทิ้งไว้ บอกซาฮีนว่าไปแอลเอนะ โอเคเมื่อไหร่จะพาลูกกลับบ้าน ขาไปมีแบ็กแพ็กใบเดียว ปู่จึงไม่เอะใจ ข้าวของส่วนตัวทยอยส่งกลับเมืองไทยนานแล้วพร้อมนมแบบพิเศษของลูก เวอร์โรนิก้าหรือน้องวีวี่ขณะนั้นอายุขวบครึ่ง

เธอซื้อโทรศัพท์ใหม่ บอกเขาว่าถึงแอลเอแล้วนะ เบอร์นี้นะ รายงานตัวทุกเช้ากลางวันเย็นเพื่อให้ตายใจ สามวันจากนั้นบินตรงกลับไทยเลย สามีโทรมาคร่ำครวญขอให้ยกโทษ ขอให้กลับ เธอเกือบใจอ่อน แต่เมื่อคิดถึงลูก ลูกจะโตขึ้นมาในสภาพเดียวกับเธอหรือ วันๆ พูดกับผนังบ้าน กฎหมายต่างประเทศเมื่อแยกกันอยู่เกิน 2 ปี ถือว่าหย่าโดยอัตโนมัติ ชีวิตส่วนตัวไม่มีอะไรข้องแวะกันอีก มีเพียงเรื่องลูกที่เมื่อไม่นานนี้ต้องทำพาสปอร์ต จึงได้โทรไปให้ส่งหลักฐานของลูกมา ได้คุยกันอีกครั้งและทราบว่า ซาฮีนยังรักและเฝ้าคอยเธอ

“เขาเจ็บเมื่อทราบว่าเราถอดแหวนแต่งงาน สำหรับฝรั่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราไม่รู้ เราพูดอย่างไม่รู้ พูดอย่างประชดแต่สร้างความเจ็บช้ำ ก็เสียใจเหมือนกันนะ”

รักกันก็เลิกกัน เมื่อเลิกกันไม่ขออะไร ไม่เอาอะไร ขอแค่ชีวิตกดดันไม่พานพบอีก ปัจจุบันใช้ชีวิตคู่กับนักธุรกิจหนุ่มนอกวงการแบบไม่มีพันธะ ต่างคนต่างเคารพกันในฐานะ “เพื่อนชีวิต” เธอมีลูกกับสามีใหม่ 1 คนชื่อน้องวิน ด.ช.พศวัตร มองย้อนไปคือสิบปีที่หายจากชีวิต รชนีกรบอกว่า ไม่คิดว่าสูญเสีย ทุกอย่างคือบทเรียน บทเรียนที่เจ็บซ้ำๆ และช้ำด้วยเรื่องเดิมๆ แต่ก็คือชีวิตของเรา

ปัจจุบันคือปกติธรรมดาของผู้หญิงคนหนึ่ง ดำรงอยู่ด้วยอิสรภาพและตัวตนที่ได้กลับมา สำหรับรชนีกรแล้วนี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด ทำงานด้านการแสดง และรับเป็นครูสอนรำบ้างที่โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการรำละครไทยแห่งแรกของประเทศ ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ปี 2542 สัมพันธ์ พันธุ์มณีและเพี้ยน พันธุ์มณี คุณป้าแท้ๆ ทั้งสองคนของรชนีกรเอง

“วันนี้บอกเลยว่าไม่อยากเสียเวลากับใคร ชีวิตคู่มันยาก อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป ณ ตอนนี้คือไม่ยึดติด ทั้งคนและทั้งสถานะ เราไม่อยากยื้อชีวิตกับใครอีกแล้ว ถ้ารักก็อยู่ หมดรักก็ไป ฉันรับตัวตนของคุณได้ คุณรับตัวตนของฉันได้ ถ้าถึงวันหนึ่งรับไม่ได้ ก็รีบๆ ไป บอกเขาว่า ไปนะ ไปได้ ขออย่างเดียวอย่าทำให้เสียเวลา ขออยู่วันนี้และทำวันนี้ให้ดีที่สุด สบายใจที่สุด ไม่ยื้อ”

 

“พาลูกเที่ยวดะ” เลี้ยงลูกผ่านโลกกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479343

"พาลูกเที่ยวดะ" เลี้ยงลูกผ่านโลกกว้าง

โดย…ฤดูกาล ภาพ : พาลูกเที่ยวดะ

จากกลุ่มพ่อแม่เด็กอนุบาล 1 ที่จักรวาลจัดสรรให้ลูกของพวกเรามาอยู่ห้องเดียวกัน แล้วเจ้าเด็กตัวน้อยๆ พวกนี้นะแหละ ที่ทำให้เรื่องมันๆ ได้เริ่มขึ้น ทุกวันในกลุ่มไลน์ห้อง นอกจากคุยกันเรื่องลูกๆ แล้ว ถ้าใครรู้จักที่ไหนดี ที่ไหนที่น่าพาเด็กๆ ไปก็จะมาแชร์ เพียงใครสักคนแค่จุดประกายในกลุ่ม แค่ชวนแป๊บเดียว ยกมือตามกันไปเที่ยวกันเป็นการใหญ่ ด้วยอยากให้ลูกได้ไปลองเปิดโลกกว้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์

บรรดาพ่อๆ แม่ๆ เริ่มเมาท์เรื่องเที่ยวกันออกรส นัดไปเที่ยวกันเริ่มถี่ เปิดเทอมไม่กี่วัน เริ่มวางแผนจัดทริป เปิดเทอมเที่ยวใกล้ๆ วางกันยาวไปยันปิดเทอม ไปไหนไปกัน จนต้องตั้งกลุ่มไลน์ใหม่ เฉพาะกิจเพื่อการเที่ยว ตั้งชื่อขำๆ ตามสไตล์ก๊วนเราว่า “พาลูกเที่ยว…ดะ”

ทั้งหมดเป็นที่มาของเพจเฟซบุ๊ก พาลูกเที่ยวดะ ที่บันทึกไว้ในเว็บไซต์ www.palukteawda.com โดยคำว่า เที่ยวดะ คือ การเที่ยวได้ทุกแบบทุกสไตล์ อะไรก็ได้ที่ลูกได้เล่นได้เรียนรู้และได้เปิดประสบการณ์ใหม่ หรือการเที่ยวกันแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่มีพิธีรีตองมากมาย เที่ยวแบบเพียงพอ กินง่ายนอนง่าย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ช่วยเหลือตัวเอง (ตามวัย) และแก้ปัญหาแปลกๆ ที่ไม่ได้เจอในชีวิตประจำวัน หรือการเที่ยวไม่หวังผลเลิศเลอ เพียงเห็นเด็กๆ ได้ลองลงมือทำ ได้มีรอยยิ้ม และได้ใช้เวลาดีๆ เวลามีคุณภาพกับพ่อแม่ เพื่อนๆ และโลกกว้าง

เนื้อหาในเว็บไซต์แบ่งออกเป็นหัวข้อ คือ พาลูกเที่ยวตามอารมณ์ เที่ยวไปได้เรียนรู้ ป่าเขาลำเนาไพร โอ้ ทะเลแสนงาม หกคะเมนตีลังกา และสิงสาราสัตว์ โดยเป็นการรวบรวมประสบการณ์พาลูกเที่ยวนับ 4 ปีของกลุ่มผู้ปกครองมากกว่า 60 คน ที่มักยกโขยงไปเที่ยวพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือ บอม-ปพน วงศ์ประเสริฐสุข พ่อของลูกชายและลูกสาวที่มักไปเที่ยวด้วยกันทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

“ผมพาลูกเที่ยวตั้งแต่ 6 เดือน เด็กเขาอาจจำไม่ได้ว่าเคยไปเที่ยวไหนมาบ้าง แต่ผมกำลังสร้างความทรงจำที่ดีให้แก่เขา เขาได้เรียนรู้จากการสัมผัสและการพบเจอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งการพาลูกเที่ยวมีความแตกต่างจากการเที่ยวธรรมดาและจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ อย่างพาลูกเล็กๆ ไปเที่ยวเขาจะงอแง เวลาขับรถก็ต้องแวะทุกชั่วโมง จากนั้นเมื่อลูกโตขึ้นเราจะพาไปที่ที่สามารถปล่อยอิสระได้เพราะเขาจะเริ่มวิ่งซนแล้ว”

เขายังกล่าวด้วยว่า การพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านไม่จำเป็นต้องไปไกล เช่น สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่รอบๆ บ้าน เพื่อให้ลูกๆ ได้เห็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่จำเจ

“พอพาเขาไปเที่ยวแล้วจะสังเกตเห็นบางอย่าง คือเห็นความสามารถที่มากขึ้น เห็นความกล้าเข้าสังคม การสร้างมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตนอกห้องเรียน” พ่อบอม กล่าวเพิ่มเติม

เขายังแนะนำเทคนิคการพาลูกเที่ยว 2 เรื่อง ได้แก่ ความปลอดภัย ที่ต้องดูว่าสถานที่ที่พาลูกไปนั้นปลอดภัยหรือไม่ และสอง การให้เกียรติสถานที่ คือ การควบคุมลูกในที่สาธารณะอย่างร้านอาหาร โรงแรม ที่ต้องสอนให้ลูกรู้จักการปฏิบัติตนในสังคม

ผู้จัดทำเพจพาลูกเที่ยวดะต้องการให้ทุกครอบครัวพาเด็กๆ ออกเดินทางไปทุกที่ทุกสไตล์ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ผ่านทุกนาทีในการออกเดินทาง จากนั้นเด็กๆ จะเติบโตขึ้นในมุมที่จะไม่เห็นที่บ้าน อย่างประสบการณ์ที่ได้เขียนไว้ในเว็บไซต์ทั้งการได้เห็นเด็กขี้กลัว กล้ากระโดดน้ำจากที่สูง ได้เห็นเด็กรักสะอาด เล่นโคลนอย่างเมามันส์ ได้เห็นเด็กไม่นิ่ง มีสมาธิจดจ่อรอคอยจะตกปลาหมึกได้มั้ย ได้เห็นเด็กติดเกม ปล่อยมือถือแล้วมาเล่นปั้นดิน ได้เห็นเด็กขี้เซา ตื่นแต่เช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น และได้เห็นเด็กกินยาก แย่งกินผักกับเพื่อนๆ

ดังนั้น คงดีไม่น้อยถ้าครอบครัวอื่นๆ จะมีช่วงเวลาแบบนี้กับลูกบ้าง (ก่อนที่ลูกจะโตแล้วแอบหนีพ่อแม่ไปเที่ยวเอง) ชุมชนพาลูกเที่ยวดะจึงอยากชวนทุกครอบครัวออกเดินทาง และเติบโตไปกับเจ้าเด็กตัวน้อยผ่านการท่องเที่ยว