ในฝัน…กรุงเทพฯ วันที่โครงการข่ายระบบไฟฟ้าสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/479335

ในฝัน...กรุงเทพฯ วันที่โครงการข่ายระบบไฟฟ้าสมบูรณ์

โดย…ทีม@weekly

ในปี 2560 นี้ กระทรวงคมนาคม จะผลักดันแผนพัฒนารถไฟฟ้ามหานครทั้ง 10 สาย เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชน และเริ่มก่อสร้างให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างมี 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และ บางซื่อ-ท่าพระ ขณะที่ ส่วนจุดเชื่อม 1 สถานี บางซื่อ-เตาปูน คาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ในเดือน ส.ค. 2560 ช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขณะที่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ ขณะนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว คาดว่าจะเปิดทดลองเดินรถเดือน มี.ค. ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต คาดว่าจะเปิดเดินรถ 1 สถานี ช่วงหมอชิต-ลาดพร้าว ได้ในช่วงกลางปี 2561

โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 23 กิโลเมตร วงเงิน 8.29 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร วงเงิน 53,519 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กิโลเมตร วงเงิน 51,931 ล้านบาท คาดว่าจะเซ็นสัญญาทั้งสองสายได้ภายในเดือน เม.ย.นี้

ขณะเดียวกัน ในปี 2561 มีโครงการรถไฟฟ้าที่จะดำเนินการอีก 2 สาย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร วงเงิน 1.31 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร วงเงิน 123,354 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อขยายของรถไฟฟ้าที่ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงเมืองแบบใยแมงมุม ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย บางแค-พุทธมณฑล สาย 4 วงเงิน 21,197 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายเขียวใต้ สมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 12,146 ล้านบาท และส่วนต่อขยายสีเขียวเหนือ คูคต-ลำลูกกา คลองหก วงเงิน 9,803 ล้านบาท

รวมทั้งมีโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อเชื่อมต่อกับชานเมือง ทั้งโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง สายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช มูลค่ารวม 2.66 หมื่นล้านบาท และช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 20 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 1.90 หมื่นล้านบาท และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้มช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร วงเงิน 7,596 ล้านบาท

แต่เมื่อมองโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดที่จะเสร็จในปี 2568 และอีกสายสุดท้ายที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณาอยู่ จะแล้วเสร็จในปี 2572 หากดำเนินการเสร็จอย่างสมบูรณ์ทั้งระบบ เชื่อว่าจะทำให้วิถีชีวิตคนเมืองกรุงและปริมณฑลสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และกรุงเทพฯ ก็จะได้เป็นมหานครในฝันที่การจราจรสะดวกโยธินสร้างความสุขให้กับชีวิตสมัยใหม่มากขึ้น

มาดูภาพรวมของมหานครที่จะเปลี่ยนแปรไป

กทม.ยุคใหม่ความฝันคนเมือง รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบตอบโจทย์จริงหรือ?

ในปี 2568 โครงการรถไฟฟ้าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร สายหลัก 10 เส้นทาง เพิ่มโครงข่ายโยงการเดินทางรอบทิศของ กทม.และปริมณฑล รับผู้คนนอกเส้นทางขยายทำเลที่อยู่อาศัยให้มากขึ้น  ถือเป็นแผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยสะดวกรวดเร็ว เพื่อหวังเปลี่ยนให้คนหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดปัญหาการจราจรติดขัด

ทว่า จากสถิติปริมาณการใช้รถยนต์และซื้อรถใหม่ป้ายแดงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่ารถยนต์บนท้องถนนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8 ล้านคัน เป็น 10 ล้านคัน สวนทางกับผิวการจราจรที่ไม่อาจขยายช่องทางได้อีกแล้ว จึงเกิดคำถามว่า แม้จะมีรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองในฝันของใครหลายคน ถึงการเดินทางอย่างสะดวกสบายจริงหรือไม่?

เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่า การมีรถไฟฟ้าครอบคลุมให้บริการในเขตกรุงเทพฯ รวมถึงการให้บริการรถไฟเส้นทางสายต่างๆ ที่เดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเสร็จครบทั้งหมดจะส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้การเดินผ่านระบบสาธารณะมากขึ้น อีกทั้งทำให้ภาพรวมการใช้พลังงานของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะเดิมการระบบขนส่งสาธารณะยังไม่สะดวกเพียงพอกับความต้องการส่งผลให้ต้องใช้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก

สุธน อาณากุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง มองว่า แม้ว่าการที่กรุงเทพฯ จะมีระบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบแล้ว แต่ยังถือว่าระบบขนส่งมวลชนยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากต้องพัฒนาโครงข่ายระบบรองเสริมเพิ่มมากขึ้นเพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว

“เช่น เดินออกจากบ้านต้องขึ้นรถโดยสารประจำทางเพื่อต่อไปยังระบบขนส่งหลัก จากนั้นเมื่อถึงที่ทำงานต้องต่อรถโดยสารอีกครั้ง ถ้าหากการเชื่อมต่อยังไม่สะดวกสบายและรวดเร็ว เชื่อว่าระยะเวลาอีก 10  ปีข้างหน้า คนจะยังเลือกซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลต่อไปเรื่อยๆ เพราะสังเกตได้ว่าในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวรถยนต์ที่วิ่งในกรุงเทพฯ สามารถสัญจรได้ดีและรวดเร็ว ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เส้นทางของถนนไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่จำนวนรถยนต์ที่มากเกินจะรองรับ”

ด้านระบบขนส่งเสริมรองลงมา คือเดินทางด้วยเรือที่ กทม. เดินหน้าพัฒนาอยู่ตลอดอย่างในเส้นทางคลองลาดพร้าว สุธน บอกว่า นับได้ว่ามีภูมิศาสตร์ที่ดีเพราะเป็นเส้นทางผ่านหมู่บ้าน ชุมชน หลายแห่งหากทำได้สมบูรณ์จะช่วยเพิ่มเส้นทางสัญจรมากขึ้นอีก รวมไปถึงปรับปรุงทางจักรยานและทางเท้า ทั้งหมดจะช่วยส่งเสริมให้การสัญจรในเมืองเป็นไปอย่างสะดวก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กทม. เคยมีแนวคิดเรื่องกำหนดข้อบังคับห้ามซื้อรถยนต์หากไม่สามารถชี้แจงได้ว่ามีที่จอดส่วนตัวตรงไหนนั้น

“ส่วนตัวคิดว่าเป็นไปได้ยาก เพราะอาจมีการแอบอ้างพื้นที่ใดมาปกปิดบิดเบือนว่ามีที่จอดรถได้ ดังนั้นจึงเริ่มคิดมาตรการหลังปี 72 มีแนวคิดแก้ปัญหาการจราจร อาทิ กำหนดวันคู่-คี่ การใช้รถยนต์ ถัดมาคือในพื้นที่ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านอยู่แล้ว ถ้าคนจะขับรถส่วนตัวเข้ามาจะต้องเสียเงินค่าที่จอด ค่าบริการ ทำให้คนไม่อยากเสียเงินเพิ่มขึ้นก็จะลดการเลือกใช้รถยนต์แล้วหันมาใช้ระบบขนส่งที่ประหยัดเวลาและประหยัดเงินมากกว่า”

จิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) กล่าวว่า หลังรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ สร้างเสร็จเปิดให้บริการรูปแบบถิ่นที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

“มองว่าการซื้อและพักอาศัยในคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะที่บ้านในชานเมืองส่วนใหญ่จะใช้พักอาศัยในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่หากรถไฟฟ้าสามารถขยายการให้บริการออกไปในเขตชานเมืองด้วยจะช่วยคนที่มีที่อยู่พักอาศัยในชานเมืองสามารถนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ได้โดยไม่จำเป็นต้องพักอาศัยในกรุงเทพฯ หรือคล้ายกับการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน”

ขณะที่คนในกรุงจะหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น จิรวัฒน์ เสริมว่า ส่วนการขับรถยนต์ส่วนตัวจะมีแนวโน้มลดลงแต่อัตราค่าบริการรถแท็กซี่จะมีราคาที่สูงขึ้น ทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตคนในกรุงดีขึ้นเพราะไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนถนนเท่าเดิม นอกจากนี้ยังสนับสนุนการท่องเที่ยวให้ดีขึ้นด้วยเพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยไม่ค่อยชอบรถติดซึ่งจะเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่งด้วย

สันติ โอภาสปกรณ์กิจ อุปนายกสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า หลังจากปี 2568 ไปแล้ว กรุงเทพฯ ก็ยังเป็นเมืองที่ห่างไกลจากความฝันเรื่องการแก้ปัญหารถติด เนื่องจากรถไฟฟ้าไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ

1.ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด

2.มาตรการบังคับให้คนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลน้อยลง เช่น ต้องเสียค่าที่จอดรถ ค่าน้ำมันแพง รถยนต์มีราคาแพงมากขึ้น

3.ปรับพื้นที่เพื่อให้ใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพปลอดภัย

“กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองแห่งอนาคตได้ต้องแก้ปัญหาในเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจัง เช่น ห้ามร้านค้าหาบเร่แผงลอยมาตั้งร้านอยู่บนทางเท้า เพราะมันไม่ใช่เสน่ห์ ไม่มีประเทศใดที่เจริญแล้วเขามองว่าเป็นเสน่ห์ แต่เขาให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า เดินบนฟุตปาท โดยสารรถสาธารณะ ส่วนคนขับรถยนต์จะให้ความสำคัญน้อยที่สุด” สันติ กล่าวย้ำ

แนวทางแก้ปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำ สันติ บอกว่า คือออกมาตรการกำหนดพื้นที่จอดรถให้ชัดเจนก่อนจะซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลได้ วิธีนี้แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน แต่ถ้าเริ่มออกคำสั่งลงมือทำตั้งแต่วันนี้อีก 10 ปีจะเห็นผลที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องแก้ไขยากลำบาก ถ้าผู้เกี่ยวข้องมองว่าแก้ได้ยากก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วทำไมต่างประเทศเขาถึงทำได้ เพราะไม่มีประเทศที่เจริญแล้วในโลกปล่อยปละละเลยให้ตั้งแผงลอยมายาวนานขนาดนี้ ทางเดินฟุตปาทในประเทศอื่นเดินได้ด้วยดีแตกต่างจากประเทศไทย ดังนั้นมาตรวัดความเจริญทางเศรษฐกิจ ไม่ได้บอกถึงความเจริญด้านพื้นฐานของคน สิ่งที่ควรทำก็ต้องเริ่มทำเดี๋ยวนี้”

แนวโน้มที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปตามแนวระบบรางฯ

โครงข่ายรถไฟฟ้านอกจากจะช่วยให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ สะดวกสบายไม่ต้องมาจิตตกกับปัญหาการจราจรแล้ว ในอีกมิติหนึ่งจะส่งผลสำคัญแต่การพัฒนาเมืองเป็นอย่างมาก ดังเช่นมหานครใหญ่ของโลกเล่นมีรถไฟฟ้าเป็นตัวชี้นำในการพัฒนาด้วยกันทั้งสิ้น

มีการประเมินกันไว้ว่า เมื่อโครงข่ายรถไฟฟ้า 10 สาย เสร็จสมบูรณ์จะมีสถานีรถไฟฟ้ากระจายอยู่ทั่วทั้ง กทม.และปริมณฑล 266 สถานี ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเมืองในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป โดยสถานีรถไฟฟ้าจะกลายเป็นศูนย์กลางของแต่ละพื้นที่ บริเวณสถานีจะเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรมและพื้นที่รอบๆ จะถูกพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยในรูปแบบอาคารสูง หรือคอนโดมิเนียม

รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าจะเป็นการยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสมัยใหม่  (Modern City) โดยจะเกิดการพัฒนาในรูปแบบ TOD หรือ Transportation Oriented Development ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนา การเดินทางคู่ไปกับพัฒนาเมืองและชุมชน

ความหมายของ TOD คือการนำเอาการเดินทางด้วยการขนส่งมวลชนมาเป็นแกนหลัก คือ ศูนย์การหลัก (Center of Growth) สร้างชุมชนที่มีความหนาแน่นสูง (High-Density) และสร้างชุมชนกลางใจเมือง (Center of Business District) เป็นชุมชนที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี (Environmental Friendly) มาผสมเข้าด้วยกัน

“สำหรับในกรุงเทพฯ กำลังจะมีการพัฒนาในรูปแบบ TOD อยู่ที่ ‘สถานีบางซื่อ’ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และจะพัฒนาเป็นเมืองในรูปแบบ New Town In Town และ New Town ในบริเวณปลายสถานี เพราะที่ดินในเมืองจะมีราคาแพงขึ้นจนคนชั้นกลางอยู่ไม่ได้” รศ.มานพ กล่าว

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า เทรนด์อีก 10 ปีข้างหน้า ที่อยู่อาศัยจะพัฒนาไปตามระบบราง โดยหากวิเคราะห์ระบบรางที่ให้บริการในปัจจุบันและอนาคต สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักที่เป็นบทสะท้อนของเมืองในอนาคตได้ดี ได้แก่

กลุ่มที่ 1 รถไฟฟ้าสายหลัก ได้แก่ สายสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางปัจจุบัน หรือเส้นทางอนาคต จะถือว่าเป็น Back Bone Line เพราะเป็นเส้นทางที่ผ่านย่านออฟฟิศ ย่านศูนย์การค้า และสถานที่สำคัญต่างๆ ในเขตเมืองและเชื่อมต่อออกไปนอกเมือง

“รถไฟฟ้าสายนี้จะเป็นอมตะนิรันดร์กาล ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ใช้บริการ ยังมีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวต่างชาติที่พักอาศัยตามแนวรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ก็จะใช้บริการเช่นกันทำให้มีคนแน่นตลอดทั้งวัน สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ที่ผ่านรถไฟฟ้าเส้นทางนี้มีคนใช้ชีวิตสัญจรอยู่มหาศาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาอสังหาฯ ตามเส้นทางนี้จะปรับขึ้น”

กลุ่มที่ 2 รถไฟฟ้าสายวงแหวน Ring Line ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฝั่งตะวันออก ตะวันตก บางซื่อ-หัวลำโพง ที่ขยายออกมาเป็นบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค

“จะเป็นวงกลมและจะทำให้เส้นรัชดาภิเษกเปลี่ยนไปเลย จากเดิมเคยเป็นแหล่งธุรกิจบันเทิงยามค่ำคืน เวลาผ่านไปไม่กี่ปีจากที่ดินราคาหลักแสนต่อตารางวา กลายเป็นราคาที่ดินที่จะแตะล้านแล้ว ก็จะเป็นอีกเส้นที่จะฮอตรองลงมาจากเส้น Back Bone”

กลุ่มที่ 3 เส้นฟีดเดอร์ หรือรถไฟฟ้าสายส่งผู้ใช้บริการเข้าระบบ เส้นนี้จะเป็นเส้นชานเมืองวิ่งเข้าเมือง

“เส้นทางนี้ถ้าพิจารณาจากโมเดลของรถไฟฟ้าสายสีม่วง จะเห็นเลยว่ามีความเสี่ยงที่จะขาดทุน เพราะคนใช้บริการมากเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็น กลางวันมีคนใช้บริการน้อยมาก เพราะไม่ใช่จุดสำคัญที่คนต้องไป ก็จะมีลักษณะที่คล้ายกับเส้นสายสีชมพู สายสีเหลือง ขนคนจากชานเมืองเข้าเมือง กลายเป็นขนคนป้อนเข้าเส้น Back Bone เป็นหลัก จึงเป็นลักษณะของเส้นทางรถไฟฟ้าที่น่าห่วง”

ในมุมมองของคนพัฒนาเมือง ประเสริฐ ยืนยันหนักแน่นว่า การมีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่รถไฟฟ้าเหล่านี้ก็ต้องอยู่ได้ เพื่อให้รถไฟฟ้าทั้งระบบอยู่ได้

“เพราะถ้ารถไฟฟ้ายังอยู่ได้ มีผู้ใช้บริการ คนที่อาศัยในเมืองนั้นๆ ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในต่างประเทศ รถไฟฟ้าที่เป็นของภาครัฐทั้งหมด ทำให้รายได้และกำไรของเส้นทางลักษณะ Back Bone มาหล่อเลี้ยงเส้นทางฟีดเดอร์”

ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้า ในอนาคตจะมีจำนวนมากขึ้นและกระจายออกไปมากขึ้น จากปัจจุบันอาจจะยังคงกระจุกตัวกันอยู่ในเมือง เพราะว่าเครือข่ายรถไฟฟ้ายังคงอยู่ในเมือง และขยับออกไปจากกลางเมืองไม่มาก

“แนวโน้มคงต้องมีชุมชนขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้ามากขึ้นกว่าปัจจุบัน แต่คงต้องอาศัยเวลาให้เครือข่ายรถไฟฟ้าที่ออกไปนอกเมือง เช่น สายสีชมพู สายสีเหลือง เสร็จ เพราะเป็นเครือข่ายที่ประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกในเมืองได้จริง ตรงนั้นก็คิดว่าชุมชนขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น ตามแนวรถไฟฟ้านอกเมืองได้”

ในเชิงการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าก็ยังคงเน้นความสะดวกเป็นหลัก ชานนท์ ขยายภาพของที่อยู่อาศัยว่า ขนาดห้องต้องเหมาะสมกับการใช้งานที่เน้นการใช้ประโยชน์ในช่วงกลางคืน เพราะกลางวันใช้เวลาอยู่ที่ทำงานเป็นหลัก ส่วนระดับราคาที่อยู่บนแนวรถไฟฟ้า แน่นอนว่าสูงกว่าที่อยู่อาศัยที่ไกลจากรถไฟฟ้าและการปรับขึ้นของราคาก็จะสูงกว่าเช่นกัน

วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานธุรกิจ คอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า การมีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป ในระยะสั้นที่รถไฟฟ้าเพิ่งแล้วเสร็จอาจจะยังไม่เห็นภาพ แต่ต่อไปเมืองจะเปลี่ยนไป เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง ปัจจุบันคนอาจจะใช้น้อย แต่อนาคตเชื่อว่าเมืองจะเติบโตไปเรื่อยๆ จากการที่เมืองขยาย และอสังหาริมทรัพย์ก็ขยายเช่นกัน

นอกจากนี้  วิทการ ยังมองว่า ในบางพื้นที่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อเมืองกับชานเมือง เช่น ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ อาจจะได้เห็นออฟฟิศขนาดเล็กๆ เจาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ต้องเข้ามาเปิดออฟฟิศในเมือง ซึ่งพนักงานก็เดินทางไปทำงานได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า หรือทำเลอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่กลางเมือง แต่มีรถไฟฟ้าผ่าน จะมีความเปลี่ยนแปลงแน่นอน

“การมีรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ มีผลกับราคาที่ดินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่ดินหลายแปลงในเมืองจะสูงจนทำที่อยู่อาศัยอย่างเดียวไม่คุ้ม หรือไม่ก็มีราคาแพงเกินไป อาจจะกลายเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ หรือการพัฒนาในรูปแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูสมากขึ้น”

ขณะที่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ จะกระจายออกไปเรื่อยๆ ตามรถไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลให้พื้นที่ในแต่ละบริเวณตามแนวรถไฟฟ้าปรับเปลี่ยนไป วิทการ ชี้ว่าโซนที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันใกล้นี้ เช่น โซนสาทร-ตากสิน หรือสาทร-ท่าพระ ตรงถนนกัลปพฤกษ์

“บริเวณนี้หาโครงการแนวราบไม่มีแล้ว ต้องขึ้นเป็นแนวสูง ถ้าจะเป็นบ้านแนวราบในราคาใกล้เคียงกับแนวสูงย่านนี้ อาจจะต้องขยับไปถนนเทอดไท และต้องเข้าซอยไปค่อนข้างลึก ส่วนอีกโซนที่น่าสนใจ ก็คือแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวฝั่งสมุทรปราการ ที่กลายเป็นคอนโดมิเนียมไปเกือบหมดแล้ว แม้กระทั่งเข้าซอยแบริ่งก็เป็นคอนโดมิเนียมเช่นกัน เพราะราคาที่ดินสูงขึ้นมาก เดิมมีบ้านเดี่ยว สุขุมวิท 113 ประมาณ  4-5 ปีที่แล้ว ราคาขายราวๆ 4-5 ล้านบาท แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ต้นทุนที่ดินที่ขึ้นมาถ้าทำเป็นบ้านก็ต้อง 10 ล้านบาท ซึ่งก็อาจจะไม่เหมาะกับกำลังซื้อย่านนี้ ถ้าจะเป็นบ้านหรู อาจจะขยับไปแถวๆ ลาซาล”

ธุรกิจไลฟ์สไตล์สมัยใหม่เติบโตแน่นอน

เฟ-อรชุมา ดุรงค์เดช ผู้บริหารคนสวยแห่งบริษัท เอช ทู โอ ไฮโดร บริษัทผู้นำเข้าน้ำแร่ธรรมชาติระดับพรีเมียม ไอซ์แลนด์สปริง และยังควบตำแหน่งรองเอ็มดีของบริษัท มาซูม่า (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจน้ำในเมืองไทยมาเกือบ 20 ปี มองว่า หากในรถไฟฟ้าบ้านเราสามารถเปิดดำเนินการได้ครบทุกสาย จะส่งผลดีต่อชีวิตคนเมืองและธุรกิจทั้งระบบ เริ่มจากในภาพเล็ก เธอมองว่า ถ้ารถไฟฟ้าสามารถครอบคลุมการเดินทางของคนเมือง จะทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้บริการของรถไฟฟ้ามากขึ้น นั่นหมายความว่าปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ที่สาหัสทุกวันนี้จะทุเลาลง คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ จะดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลาในแต่ละวันอยู่บนท้องถนน เมื่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนเมืองดีขึ้นตามไปด้วย

“ในแง่ของธุรกิจ ถ้ามองจากใกล้ตัว โดยเริ่มจากธุรกิจของเฟก่อน ด้วยความที่เราทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบน้ำทั้งในครัวเรือนและอุตสาหกรรม ธุรกิจของเราจึงเติบโตไปตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ สถานพยาบาล และโรงแรม ดังนั้น เมื่อรถไฟฟ้าเกิดขึ้นที่ไหน เฟเชื่อว่าโครงการอสังหาฯ เหล่านี้ก็จะตามไป พอเขาไป นั่นหมายความว่าธุรกิจของเราก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วยแน่นอน ส่วนในภาพธุรกิจใหญ่กว่านั้น เฟเชื่อว่า ทุกอย่างเป็นห่วงโซ่ที่มีผลถึงกันหมด เมื่อธุรกิจหนึ่งหมุนไป ธุรกิจอื่นๆ ในวงจรก็ต้องหมุนตามไปด้วย เรียกว่า รถไฟฟ้าโครงการเดียวก็กระตุ้นเศรษฐกิจในองค์รวมได้ไม่น้อย”

อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ นักแสดงเสียงดี เป็นที่สนใจจากการร้องเพลงภายใต้หน้ากากระฆัง ในรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง นอกจากนี้ยังมีผลงานละครเวทีนิทานหิ่งห้อย เดอะ มิวสิคัล และผู้ประกาศข่าว ช่อง 23 เวิร์คพอยท์ ในช่วงข่าวรอบวัน ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์อีกด้วย

อาร์มเป็นอีกหนึ่งคนที่เดินทางโดยรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอสและเอ็มอาร์ที ตั้งแต่สมัยเรียนยันทำงานก็ยังมีโอกาสได้ใช้ ซึ่งทำให้เขาได้ประสบการณ์ตรงของการคมนาคม สาธารณูปโภคของเมืองไทยอย่างแท้จริง

“คิดว่าประเทศไทยมาในทิศทางที่ดีขึ้นครับ อย่างตอนผมเรียนอยู่ตั้งแต่มัธยมฯ บ้านเดิมผมอยู่บางซื่อ ผมได้นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีเพชรบุรีประมาณ 6 ปี พอเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ลงที่สถานีสามย่าน เรียกได้ว่าชีวิตสะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มองเห็นถึงการพัฒนาได้อย่างชัดเจน คือเราก็รู้กันดีว่าบ้านเรารถติดขนาดไหน การจราจรติดขัดตลอดทั้งวันไม่เว้นแม้แต่วันเสาร์อาทิตย์ แถมบางครั้งผมว่าเสาร์อาทิตย์ติดกว่าวันธรรมดาซะอีก ซึ่งแปลกมาก การที่บ้านเรามีรถไฟฟ้าไม่ว่าจะบนดินหรือใต้ดินไว้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมากจริงๆ พอได้รู้ข่าวว่าจะมีรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา มันเลยสร้างความคาดหวังว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาหลายๆ ด้านของชาว กทม. ซึ่งถ้าในอนาคตเราสามารถเชื่อมต่อได้ครอบคลุม เชื่อว่ามันจะดีขึ้นมาก”

อาร์ม บอกว่า เมื่อปีก่อนเขาตัดสินใจย้ายบ้าน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลก็คือต้องมีรถไฟฟ้าผ่าน เพื่อจะได้สะดวกในการเข้าเมือง แต่ปรากฏว่าคุณพ่อและคนรอบตัวได้ลองใช้ยังไม่ค่อยพอใจ

“รู้สึกน่าจะปรับปรุงเรื่องราคาค่าโดยสาร ความสะดวกในการเชื่อมต่อระหว่างสายรถไฟ และเวลาในการโดยสารครับ คือมันยังไม่ตอบโจทย์ประชาชนเท่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอนาคตรัฐบาลน่าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ดีมากขึ้นครับ”

แปม-ศิรภัสรา สินตระการผล ศิลปินวงไกอา หรือตัวจริงของหน้ากากโพนี่ หนึ่งในหน้ากากนักร้องปริศนาคนดัง ตอนนี้กำลังมีผลงานละครยุทธการสลัดนอ ช่องเวิร์คพอยท์ ได้แสดงความเห็นที่จะมีรถไฟฟ้าทั่วถึงเมืองกรุง

“เป็นเรื่องที่ดีมากๆ และให้ประโยชน์มากๆ กับคนไทยค่ะ แปมคิดว่ารถไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคนเมืองในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว หลายปีที่ผ่านมารถไฟฟ้าช่วยลดการจราจรบนท้องถนนได้เยอะมาก และประชาชนได้รับความสะดวกสบายที่มากขึ้น แต่อาจจะยังไม่ได้มีครอบคลุมทั่วถึงมาก การที่จะมีรถไฟฟ้าหลายสายทั่วถึงทั้งเมืองมากขึ้นก็จะเป็นทำให้ประชาชนที่บ้านอยู่ไกลจากในตัวเมือง เดินทางสะดวกมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพร่างกายก็จะดีขึ้นด้วย

“สำหรับแปมเองตอนนี้ขับรถเอง อาจจะมีบางทีที่เร่งรีบจริงๆ ก็จะใช้รถไฟฟ้าค่ะ ซึ่งช่วยเรื่องเวลาได้เยอะมากๆ สายที่ใช้ประจำก็จะเป็นเส้นสุขุมวิท เพราะหลักๆ จะทำงานแถวๆ นั้น ส่วนตัวคิดว่าจะดีมากถ้าเกิดมีสายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นไปรอบๆ ตัวเมือง เช่น รามคำแหง เพราะเป็นบ้านพี่สาวอีกหลังที่ต้องเดินทางไปบ่อยๆ คิดว่าถ้าอนาคตทำได้ครอบคลุมจะช่วยลดปัญหาการจราจรในเขตที่รถแออัดหรือติดมากๆ ได้ดีทีเดียว”

 

อกหัก ต้องรักให้เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478525

อกหัก ต้องรักให้เป็น

โดย…กันย์ ภาพ เอเอฟพี

เรื่องความรักนี่มันไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าจะอยู่ในวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว หรือวัยผู้หลักผู้ใหญ่ ล้วนทำให้จิตใจว้าวุ่นได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดกับเด็กวัยรุ่นก็อาจจะมีวัคซีนป้องกันจิตใจได้ต่ำกว่าวัยดึก เพราะรักแรกยังไม่มีประสบการณ์ พอเจออกหักรักคุดขึ้นมาก็แทบเซโรงัง จิตตก บางรายถึงขั้นไม่เป็นอัน กินอันนอน ถ้าหนักกว่านั้นก็ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย อย่างกรณีที่เป็นข่าวฆ่าตัวตายประชดรัก มีกรณีใกล้ตัวก็คือหลานสาวคนใกล้ตัว ที่ถึงขั้นไม่ยอมไปเรียนหนังสือ เพิ่งจบมัธยมปลายพ่อแม่จะส่งไปเรียนต่อเมืองนอก เจอแฟนรุ่นพี่บอกเลิกถึงขั้นซึมเศร้าไม่ยอมไปเรียน ไม่ยอมออกไปไหน เก็บตัวอยู่กับบ้าน เพราะเด็กสาวจริงจังกับรักครั้งแรกทุกอย่างดูสวยหรูดีงาม อยู่ๆ รุ่นพี่บอกเลิก เด็กสาวช็อกไปเลย เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ทำเอาพ่อแม่ช็อกตามไปด้วย

แม้จะมองอย่างเข้าใจ แต่เด็กสาวก็ต้องเรียนรู้บทเรียนชีวิตนี้และต้องผ่านมันไปให้ได้ การอกหักมีสิทธิเกิดได้กับทุกคน เธอไม่ใช่รายแรกหรือรายสุดท้ายที่ต้องเจอ เรียนรู้ยอมรับและเดินต่อไปให้ได้ ชีวิตยังมีบทเรียนยากๆ อีกหลายบท ประสบการณ์จะสอนเราว่าไม่มีอะไรอยู่กับเราไปได้ตลอด ทุกอย่างมีเริ่มก็ต้องมีจบ แม้แต่ร่างกายของเราเอง ถ้าความรักทำให้เราทุกข์ก็ไม่ควรเสียเวลา เพราะเวลาอันมีค่าของเราควรจะมีให้เฉพาะความสุขเท่านั้น เวลาชีวิตของเราทุกคนนับถอยหลังไปเรื่อยๆ อย่ามาเสียเวลาร้องไห้ฟูมฟาย คิดมากวนไปวนมาให้กับอะไรที่แย่ๆ อีกเลย ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ก็อย่าเอามาใส่ใจและอย่าคิดกลับไปหาให้ตัวเองโดนทำร้าย เช็ดน้ำตาแล้วเดินหน้าต่อดีกว่า

1 ตั้งสติ  

อาจมีบางคนที่ถูกบอกเลิกแบบฟ้าผ่าไม่ทันตั้งตัวจนเกิดอาการหงายเงิบ ร้องไห้ฟูมฟายกอดขาเหนี่ยวรั้งไม่ให้เขาไป หรือบางคนที่โดนบอกเลิกมานานแล้วยังคงซึมๆ จากอาฟเตอร์ช็อกอยู่ ตั้งสติ อย่าเสียใจเลยเถิด และอย่าเสียใจให้นานเกินไป ร้องไห้สัก 3-4 วันพอแล้ว มันเสียเวลา เรายังมีคนสำคัญคนอื่น พ่อ แม่ เพื่อน มีงานหรือการเรียน เวลาและน้ำตาของเรามีค่ามากกว่าจะเสียให้คนแบบนี้ ไปร้องคาราโอเกะระบายแค้นหรือร้องกรี๊ดๆ ใส่หมอนเพื่อระเบิดอารมณ์ดูบ้างคงจะดี

2 อย่าระราน

ร้องกรี๊ดวี้ดว้ายเป็นตัวร้ายละครหลังข่าว เพราะมันดูไม่แพง อย่าทำเป็นผู้หญิงราคาถูก สืบเนื่องจากข้อแรกเมื่อคนเราขาดสติก็มักจะทำอะไรที่ดูไม่ควรออกไป เช่น ด่าออกเฟซหรือไลน์ ไปดักรอคุยกับเขา (ซึ่งมาพร้อมกับแฟนใหม่) เพราะหวังจะยื้อ ที่ร้ายแรงที่สุดคือ โทรไปต่อว่าแฟนใหม่และจัดการแบบในหนังไทย อย่าทำเด็ดขาด เพราะจะทำให้คนภายนอกที่มองเข้ามาเขาจะคิดว่าเราเป็นตัวร้ายทำให้เราเสียภาพลักษณ์ในสายตาคนอื่น ดังนั้นถึงในใจเราจะไม่ชอบ แต่ภายนอกต้องไม่ให้ใครรู้ สิ่งที่ควรทำคือทำตัวให้ดี เรียนให้ดี ทำตัวให้น่ารักสวยงาม หาคนที่ดีกว่าให้เขาเสียดาย ทำตัวนิ่งๆ ให้ดูแพงเข้าไว้

3 เก็บความทรงจำลงกล่อง

และนำไปบริจาคเป็นบุญกุศล ชาติหน้าจะได้เจอคนดีๆ ของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับเขาก็เก็บไปให้พ้นสายตา อย่าเผาทิ้ง นำไปบริจาคให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นดีกว่า จบๆ กันไป อย่าไปติดค้าง ถือว่าใช้เวรกันไปให้หมดกันแต่เพียงชาตินี้

4 ย้ายที่อยู่หรือไม่ไปสถานที่ที่เคยไปด้วยกัน

ถ้ารุนแรงมากนัก การอยู่ในที่เดิม ห้องเดิม สภาพแวดล้อมเดิมๆ อาจทำให้เราไม่เป็นอันทำการทำงาน วันๆ เอาแต่อยากร้องไห้ ก็ควรหาสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เพื่อจะเจอคนใหม่ๆ (ต้องคิดถึงเรื่องงานเรื่องเรียนมาก่อน) นอกจากนี้การย้ายที่ยังช่วยให้เราไม่ต้องเจอเขาบ่อยๆ เพื่อให้ลืมง่ายขึ้น

5 เปลี่ยนความคิดและห้ามใจตัวเอง

เมื่อเกิดเหตุการณ์แย่ๆ ขึ้นเราอาจเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ เปลี่ยนได้แค่ตัวเราเท่านั้น ถ้าเลิกกันเพราะเขาแย่ อย่าคิดกลับไปแก้หรือขอคืนดีจำไว้ เพราะบางคนไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร กลับไปเราก็เสียใจอีกอยู่ดี แนะนำให้คิดดูดีๆ ว่าโลกนี้ยังมีคนอีกมาก เราอาจจะเจอคนดีกว่าเก่า หยุดโทรไปขอคืนดี หรือโทรไปเซ้าซี้ ยอมรับความจริงและถอยออกมาจะได้ไม่เจ็บตัวเจ็บใจไปมากกว่านี้

6 ทบทวนตัวเอง

ข้อนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราลองมาคิดดูว่าความไม่สมบูรณ์ของรักครั้งนี้เป็นเพราะเราหรือเปล่า เช่น ขี้ระแวงเกินไปไหม เอาแต่ใจไปหรือใช้อารมณ์มากไปหรือเปล่า หรือเหตุผลอื่นๆ คิดถึงสาเหตุอย่างรอบคอบเพื่อรักครั้งใหม่จะได้ไม่เดินซ้ำรอยเดิม

ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ คิดเสียว่าอกหักแล้วต้องรักให้เป็น

 

อกหักผิดหวังแค่ไหนก็ไม่คิดสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478520

อกหักผิดหวังแค่ไหนก็ไม่คิดสั้น

โดย…วรธาร

ความรักมีพลานุภาพที่มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่เสมอ แต่ในมุมหนึ่งของความรักก็สำแดงเดชพ่นพิษออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง กล่าวคือ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเจ็บปวด ระทมทุกข์ เกิดความเครียดอย่างแรงเพราะความรักเป็นเหตุ เช่นว่า อกหักเพราะคนรักไปมีคนอื่น ถูกคนรักบอกเลิกหรือทอดทิ้ง หรือผิดหวังที่คนรักนอกใจ

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนที่ผิดหวังในเรื่องความรัก หลายคนมักเกิดความเครียดอย่างมากจนนำไปสู่อาการซึมเศร้า มักมองโลกในแง่ร้าย เป็นคนเก็บกด จดจำแต่เรื่องเก่าๆ และคิดว่าคนที่รักมีคนเดียวในโลก บางคนพยายามหาทางออกหรือตัดสินปัญหาความรักด้วยการคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเองเพื่อประชดรัก ซึ่งก็มีเหตุการณ์แบบนี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่ปัญหาความรักทุกปัญหามีทางออกที่ดีเสมอโดยที่ไม่ต้องทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้น

เรื่องอกหัก หรือความผิดหวังในความรัก เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่กำลังมีความรัก หรืออยู่กินฉันภรรยาสามีกันแล้ว ทว่าไม่สามารถบอกได้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้คือการรับมือกับปัญหาจากความรักที่จะเกิดขึ้นให้ได้ โดยที่ไม่ตกเป็นทาสของความรัก

วิธีรับมือกับการอกหักผิดหวัง

ฮาน่า ลีวิส นางเอกจากละครเรื่องริษยา ที่กำลังออนแอร์ตอนนี้ทางช่อง 7 สี ทุกคืนวันจันทร์ อังคาร กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าความอกหักไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร คนคนนั้นก็ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรจะตั้งสติให้ได้แล้วพยายามไม่ไปหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่กับเรื่องนี้ให้มาก ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีกับคนที่กำลังอกหักอย่างแน่นอน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ เช่น มีการทำร้ายตัวเอง หรือคิดสั้น    “มีหลายวิธีที่จะทำให้เราออกจากเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องมาหมกมุ่นกับมัน คืออย่าอยู่เฉยๆ หรือขังตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว เพราะจะทำให้คิดแต่เรื่องนี้ พยายามหาอะไรทำ อะไรก็ได้ที่ทำให้เราไม่ต้องมาครุ่นคิดถึงมัน ถ้าเป็นฮาน่าก็จะไปออกกำลังกาย เช่น ไปต่อยมวย หรืออะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าได้ปลดปล่อยมันออกไป”

 

การที่จะปล่อยวางเรื่องนี้ได้ เธอบอกว่า นอกจากต้องหาอะไรทำแล้วอยากให้มองเรื่องนี้เป็นบทเรียน หรือประสบการณ์หนึ่งในชีวิต และอย่าคิดเอาชีวิตเข้าแลกกับความอกหักเป็นอันขาด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้คนอื่นต้องมาทุกข์ใจไปด้วย

“ให้คิดว่าความอกหักเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิต มีพบเจอก็ต้องมีจาก บางคนบางคู่ก็ไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกันได้ไปตลอด พยายามปล่อยวาง อย่าคิดเอาชีวิตเข้าแลกกับความอกหัก คิดให้ไกล เพราะถ้าเราเป็นอะไรไปใครล่ะที่ทุกข์ใจที่สุด อย่าลืมว่าเราโตมาถึงวันนี้ได้คนที่ลำบากที่สุดคือพ่อแม่ การทำร้ายตัวเองเพื่อคนที่ไม่รักหรือนอกใจเรามันดูไร้ค่ามาก เพราะต่อให้เราจะเป็นจะตายเขาก็ไม่สนใจหรือเห็นค่าเราอยู่แล้ว”

 

ด้าน อ๊อฟ-ชนะพล สัตยา คู่พระจากละครเรื่องริษยา กล่าวว่า เคยมีประสบการณ์อกหักมาแล้วสองครั้ง โดยเกิดขึ้นในช่วงเรียนประถมและมัธยม ซึ่งแต่ละช่วงวัยก็จะมีมุมความรักและอกหักที่แตกต่างออกไปและสามารถผ่านมาได้ด้วยวิธีที่ต่างกัน แต่ตอนมัธยมเป็นช่วงที่รู้จักกับคำว่าการคบกันเป็นแฟน

“ตอนอยู่ประถมหลงรักเพื่อนผู้หญิงในห้อง มีเขียนจดหมายแอบใส่ไว้ใต้โต๊ะด้วย เห็นเธออ่านก็คิดว่าคงรู้สึกดีกับเรา เวลายืมดินสอยางลบเธอก็หันมายิ้มให้ตลอด มีความสุขตามประสาเด็กๆ แต่ตอนหลังรู้ว่าเธอมีแฟนก็รู้สึกเขินอาย ไม่กล้าเจอหน้า ตอนนั้นปรับสภาพจิตตัวเองด้วยการฟังเพลง เล่นกีฬากับเพื่อนๆ ก็ลืมเรื่องนี้ไปได้ ก็ไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากเพราะเรายังเด็ก

พอขึ้นมัธยมย้ายโรงเรียนก็ไปมีแฟนอีก คบกันอยู่ 3 ปี ระหว่างที่คบกันก็มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้มีปัญหากันบ้าง ทางเขาบ้างทางเราบ้าง ซึ่งตอนนั้นผมจะติดเพื่อน เล่นฟุตบอล กลับบ้านดึก ไม่ค่อยมีเวลาโทรหาเขา จนวันหนึ่งเพื่อนมาบอกว่าเขาไปมีคนอื่นเราไม่เชื่อ จนมาเห็นด้วยตาตัวเอง จึงคุยกันเขาก็บอกว่าเราไม่มีเวลาให้ ที่สุดก็เลิกกัน”

 

พระเอกหนุ่ม เล่าว่า ความรู้สึกตอนนั้นต้องบอกว่าเสียใจมากเหมือนกัน ไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ แต่เลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียว แต่เพื่อนๆ รู้ใจไม่ยอมให้อยู่ตามลำพัง ชวนไปทำโน่นทำนี่ตลอด เช่น กีฬา ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น ในที่สุดก็ผ่านความทุกข์ในช่วงนั้นมาได้ ต้องบอกว่าเพราะเพื่อนจริงๆ

“ผมโชคดีที่แม้จะเสียใจก็ไม่เคยคิดสั้น และผมก็ไม่อยากให้ใครที่อกหักหรือน้อยใจแฟนต้องคิดสั้นด้วย อยากให้มีสติมากๆ นึกถึงตัวเราเยอะๆ นึกถึงครอบครัว คนที่รักเรา พ่อแม่ เพราะถึงตัวเราจะเป็นยังไงและทำอะไรคนที่ไม่ทิ้งเราและเคียงข้างเราเสมอก็คือพ่อแม่ อยากให้เด็กรุ่นใหม่มองประเด็นนี้ให้มาก”

อกหักยิ่งต้องรักตัวเองกว่าใคร

พระมหาบุญส่วน ปุญญสิริ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี พระนักคิดนักเขียนเจ้าของงานเขียน “ล้างพิษความโกรธ” กล่าวว่า คำพูดบางคำพูดของคนรอบข้างหรือคนใกล้ตัวก็มีพลานุภาพสามารถดึงจิตของคนที่กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์อกหักให้ออกมาจากความเสียใจได้อย่างอัศจรรย์

“อาตมาจำได้ว่าครั้งหนึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะสอนเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อกหักและคิดฆ่าตัวตาย หลวงปู่ถามเด็กคนนั้นว่าทำไมเธอถึงไม่ยุติธรรมกับความรักของผู้หญิงคนหนึ่งบ้าง แม่ของเธอไง เขาเป็นห่วงคิดถึงเธอขนาดไหน ต้องลางานมาดูแลเธอ เด็กหนุ่มบอกหลวงปู่ว่าเขาลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ หลวงปู่จึงเอ่ยขึ้นว่าในชีวิตของคนเรามีอะไรที่ลืมไม่ได้ ตอนเธอเกิดมาใหม่ๆ ต้องเคยดูดนมแม่ หลวงพ่อถามหน่อยว่าน้ำนมที่เธอได้ดื่มกินตอนเด็กนั้นรสชาติยังจำได้อยู่ไหม พอเขาได้ยินคำนี้ก็ตื่นได้สติขึ้นมา ฉะนั้นอย่าบอกว่าลืมเขาไม่ได้”

 

 

พระมหาบุญส่วน กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าอาการอกหักหรือผิดหวังมาจากการหวังผิด กล่าวคือคนเรามักจะไปหวังในตัวของผู้อื่นเกินกว่าที่จะหวังในตัวเอง เช่น หวังว่าแฟนนั้นจะดีอย่างนั้น จะต้องซื่อสัตย์ รักเราตลอดไปไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎอนิจจังทั้งสิ้น วันนี้มีความรัก วันพรุ่งนี้อาจไม่แน่ อาจแปรเปลี่ยนเป็นความอกหักก็ได้

“อาตมาอยากให้ทุกคนที่มีความรักซ้อมใจตัวเอง ซ้อมความรู้สึกตัวเองเอาไว้บ่อยๆ ว่าถ้าวันพรุ่งนี้จะต้องอกหักผิดหวังเราจะตั้งตนรับมือกับอาการนั้นอย่างไร อย่าลืมว่าสักวันหนึ่งเรากับเขาจะต้องจากกัน ไม่จากกันในสถานะใดก็ต้องจากในสถานะหนึ่ง ไม่จากกันดีๆ ก็จากกันร้าย ไม่จากกันด้วยรอยยิ้มก็จากด้วยน้ำตา ดังนั้น หากว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องอยู่ตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีเขาคนนั้นเราต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าคิดว่าใครจะมาดูแลเราตลอดไป

วันนี้ยิ่งไม่มีเขาก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีมากๆ เขาไม่รักเราแล้วเราก็ยิ่งต้องรักตัวเองให้มาก อย่าทิ้งตัวเองและอย่าทำร้ายตัวเอง สักวันจักรวาลจะมอบความรักที่ซื่อสัตย์มาให้ วันนี้เขาคนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเรา แล้วคนที่ใช่อาจจะยังมาไม่ถึง หากเราไปทุ่มเทและทำลายทุกสิ่งแม้กระทั่งประชดชีวิต ทำตัวเหลวแหลก ถ้าเกิดคนที่ใช่มาถึงจริงๆ เราจะมีอะไรไว้สำหรับคนที่ใช่เลย เพราะเราได้ทำลายตัวเองไปหมดแล้ว”

พระอาจารย์มหาบุญส่วน ได้ฝากแง่คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีเพื่อเสีย พบเพื่อจาก รักเพื่อพราก ขอให้คิดอย่างนี้เอาไว้บ่อยๆ เป็นการซ้อมความรู้สึก และถ้าความจริงมาถึงเราเมื่อไหร่ อย่างไรเสียสิ่งที่ได้ซักซ้อมนี้ก็จะทำให้เราทำใจได้ที่จะปล่อยวางแล้วตั้งตัวเองใหม่เพื่อที่จะพบกับสิ่งที่ดีที่จะเดินทางมาถึงต่อๆ ไป

บริหารรักให้ยืนยาวด้วยรักและเข้าใจ

ต้องยอมรับว่าปัญหาในเรื่องความรักมีอยู่มากมาย เห็นได้จากหลายคู่ที่กำลังคบกันเป็นแฟนก็มีอันต้องเลิกรากันไปด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่มีเวลาให้กันบ้าง จับได้ว่าอีกฝ่ายนอกใจบ้าง บางคู่แต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยาก็ยังอยู่กันไม่ยืด เตียงรักหักสะบั้นลงทั้งที่ครองรักกันมานาน หลายคู่ก็มีความระหองระแหงกันตลอด

 

พญ.วนัทดา ถมค้าพาณิชย์ จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า การครองรักให้ยืนยาวมีหลายวิธีขึ้นกับมุมมองของแต่ละคนและการนำมาปรับใช้ในชีวิตคู่อย่างเหมาะสม การมองความรักเป็นกำไรชีวิตคือมองคนที่เข้ามาในชีวิตจะมาช่วยเติมเต็มชีวิตเราให้เป็นบวกเป็นกำไรชีวิต ถือเป็นมุมมองหนึ่งที่คนที่กำลังมีความรักหรือมีแฟนควรที่จะมีตั้งแต่ต้น แต่คนส่วนใหญ่เวลาที่มีแฟนถ้าสังเกตจะเห็นว่าค่อนข้างติดลบ มักจะใส่ความคาดหวังเข้าไปด้วย เช่น สามีภรรยาควรจะเป็นแบบนี้ แฟนควรจะเป็นอย่างนั้น หรือว่าวันสำคัญควรจะทำแบบนี้

“พอมีคำว่าควรหรือน่าจะเข้ามา แล้วใส่ความคาดหวังลงไปมากๆ ก็จะทำให้เวลาที่อยู่ด้วยกันแทนที่ชีวิตจะมีความสุข เป็นบวกเป็นกำไร หรืออย่างน้อยก็ควรจะเท่าทุน กลายเป็นติดลบ เพราะฉะนั้นอยากให้มองความรักเป็นกำไรชีวิตตั้งแต่ที่เริ่มคบหากันและพยายามรักษามุมมองนี้ไปตลอด นอกจากนี้จะต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันเสมอ พยายามมองแง่ดีและรู้จักชื่นชมอีกฝ่ายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมเหล่านี้ก็จะช่วยให้ความรักดีเสมอต้นเสมอปลาย”

พญ.วนัทดา กล่าวต่อว่า การรับฟังอีกฝ่ายด้วยความใส่ใจก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะคนที่รักกันย่อมต้องการคนที่จะอยู่ด้วยและคอยรับฟังอยู่ข้างๆ ซึ่งการรับฟังนั้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนสองคนสามารถแบ่งปันทั้งความทุกข์และความสุขให้กันและกัน ทั้งสามารถแชร์ความรู้สึกของตัวเองออกไป ส่วนไหนไม่ดีก็จะได้ปรับเข้าหากัน เนื่องจากบางครั้งบางทีการอยู่ด้วยกันความเห็นก็ไม่ได้ตรงกันเสมอไป

“พอเป็นแฟนกันแล้ว เรารู้สึกว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แต่บางครั้งมันอาจจะเยอะเกินไป ข้อดีข้อเสียของแต่ละคนบางอย่างก็ปรับได้ บางอย่างปรับไม่ได้ อย่างตัวเราเองบางทีไม่ชอบข้อเสียบางอย่างของเขา อยากให้เขาปรับเปลี่ยนใหม่ ต้องเป็นแบบโน้นแบบนี้ตามที่เราต้องการ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้อย่างนั้นเสมอไป ดังนั้นการที่เรายอมในสิ่งที่เป็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละคนก็จะทำให้อยู่กันได้อย่างสมดุล แต่สิ่งที่สำคัญอย่างมากคือความไว้ใจ ทุกคู่ต้องมี ถ้าคู่ไหนไม่มีถือว่าน่าเป็นห่วงมาก ความไว้ใจที่พูดถึงไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นผู้ไว้ใจเขาอย่างเดียว เราก็จะต้องทำตัวให้เขาไว้ใจด้วย”

จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวอีกว่า เรื่องหนึ่งที่นับว่าเป็นปัญหาสำหรับคนที่เป็นแฟนกันก็คือการสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอบ่อยมาก หลายคู่ทุกอย่างดีหมดยกเว้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในการสื่อสารกันถ้าละเว้นการใช้คำว่า เธอ เธอ หรือ You You ก็จะดีมาก โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหากัน

“ลองหันมาใช้คำที่คนฟังได้ยินแล้วรู้สึกที่อยากจะคุยด้วยดีๆ เช่น เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้ หรือคิดยังไงบ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้เป็นลักษณะของคำถามขึ้นมาแทนก็จะช่วยให้การสื่อสารดีขึ้น”

 

การทำสีผม…อย่าละเลยลืมดูแลผม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 21:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478477

การทำสีผม...อย่าละเลยลืมดูแลผม

โดย…ราตรีแต่ง

การทำสีผม ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้หญิงเรานิยมเลือกเป็น New Year Resolution เพื่อแปลงโฉมตัวเองให้ดูไม่น่าเบื่อและสดใสอยู่เสมอ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าการทำสีผมจะเป็นเรื่องง่าย หรือแค่เดินเข้าไปในร้านทำผมก็เนรมิตสีผมได้อย่างใจต้องการแล้ว เพราะเมื่อทำสีผมมาแล้ว วิธีการบำรุงผมเฉพาะเจาะจงสำหรับผมทำสีก็ต้องตามมาด้วยเช่นกัน รวมถึงการรักษาสีผมให้สวยสดอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีสิ่งควรหลีกเลี่ยงและปฏิบัติตามหลายอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าสีผมของคุณไม่ได้ไหลลงไปในท่อระบายน้ำอย่างสูญเปล่า

หากใครมีปัญหาสีผมเปลี่ยนเร็วแล้วไม่ได้ดั่งใจ ลองทำตาม แชมพูแพนทีน โปร-วี สูตร Color & Perm แนะ 7 เคล็ดลับให้ผมสวยได้ยาวนาน

1.เตรียมสุขภาพผมให้ดีก่อนย้อม

ก่อนย้อมผม 1-2 วัน ควรสระผมให้สะอาดและบำรุงผมให้สตรองเต็มที่ก่อนทำสี เพราะเส้นผมมีสิ่งสกปรกติดเต็มไปหมด หรือแม้แต่บนหนังศีรษะ อาจทำให้น้ำยากัดหรือย้อมสีผมซึมเข้าสู่เส้นผมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงอาจจะทำปฏิกิริยาที่ทำให้เส้นผมเสียหนักขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

2.น้ำสระผมผ่านการกรองหรือยัง?

คลอรีน สารเคมี และแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา หรือในสระว่ายน้ำ เป็นสาเหตุทำให้สีผมหลุดออกและจางเร็วมากขึ้น คลอรีนยังทำให้ผมแห้งเสียได้อีกด้วย ควรใส่ที่กรองน้ำตรงฝักบัวอาบน้ำเพื่อจะได้ช่วยกรองพวกสารเคมี คลอรีน และแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้ออกไป น้ำกรองใช้ดูแลเส้นผมทำสีได้ดี

 

3.น้ำร้อน หรือ น้ำเย็น?

อุตส่าห์เสียเงินไปมากมายเพื่อแลกมากับสีผมสวยปัง แต่ก็สระผมด้วยน้ำร้อน เชื่อสิว่าเสียเงินไปกับการทำสีผมแน่นอน เพราะน้ำร้อนเป็นตัวการหลักทำให้สีผมหลุดลอกออกไปอย่างง่ายดาย น้ำร้อนจะไปเปิดเกล็ดผมและดึงเอาสีผมกับความชุ่มชื่นออกไปทำให้สีผมหลุดง่าย และผมแห้งเสียอีกต่างหาก วิธีป้องกันคือปิดท้ายการสระผมด้วยน้ำเย็น วิธีนี้จะปิดเกล็ดผมและล็อกสีผมกับความชุ่มชื้นในเส้นผมให้อยู่หมัด หรือใช้น้ำอุณหภูมิห้องสระผม ก็จะช่วยยืดอายุสีผมได้ดีเช่นกัน

4.ยิ่งสระ ยิ่งหลุด

ถึงแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงก็แล้ว บำรุงก็แล้ว แต่สีผมที่ไม่ใช่สีจริง จะอย่างไรก็ต้องหลุดออก และส่วนสำคัญที่ทำให้สีผมหลุดออกไปได้อย่างเร็วที่สุด ก็คือความถี่ในการสระผม เพราะยิ่งสระบ่อยสีก็ยิ่งหลุดเร็ว ดังนั้น ยิ่งงดการสระผมหลังการทำผมสีมาใหม่ได้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะการสระผมบ่อยๆ จะทำให้สีหลุดเร็วขึ้น แต่ถ้ารู้สึกไม่สบายศีรษะ แนะนำให้ใช้ดรายแชมพูหรือจะโรยแป้งเด็กไปก่อนในช่วงทำสีมาใหม่ๆ เพื่อให้สีอยู่ตัว ช่วยยืดอายุของสีผมให้ติดทนนานยิ่งขึ้น

5.เลี่ยงการสระไม่ได้ ก็ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสีผมโดยเฉพาะ

หลายคนอาจจะเคยเห็นแชมพูและครีมนวดผมสำหรับคนทำสี แต่ก็อาจจะมองข้ามความสำคัญของมันไป บอกได้เลยว่าหากทำสีผมมาแล้ว ให้คุณทิ้งแชมพูธรรมดาแบบเดิมไปเลย แล้วหันมาลงทุนซื้อแชมพู และครีมนวดผมเหมาะสำหรับผมทำสีมาใช้ เพื่อช่วยปกป้องสีผม ช่วยซ่อมแซมผมเสียจากสารเคมี ด้วยเทคโนโลยี เคราติน แดมเมจ บล็อกเกอร์  ช่วยบำรุงและดูแลสีผมให้ติดทนนานขึ้น

6.อยากสวยท้าแดดต้องปกป้องให้เพียงพอ

แสงแดดทำให้ผิวแห้งเสียได้ ก็ทำให้ผมเสียได้เช่นกัน ถ้าทำสีผมแล้วมาโดนแดดจัดๆ จะเพิ่มความเสียแห้งกรอบให้กับเส้นผม ยิ่งไปลันล้าเที่ยวทะเล เจอความเค็มของน้ำทะเล แสงแดด และคลอรีนในสระว่ายน้ำ สีผมหลุดออกไปอย่างรวดเร็ว ควรเน้นบำรุงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเคลือบผมให้นุ่มลื่นได้ เช่น ออยล์บำรุงผม เลือกแบบมีน้ำมันดอกทานตะวัน เวิร์กนะ จะช่วยให้สีผมจางช้าลง หรือการใช้คอนดิชันเนอร์ผสมสารป้องกันแสงแดด แพนทีนแนะหลอดสีทอง Pantene 3 Minute Miracle Conditioner มีสาร Histidine ซึมลึกเข้าถึงเส้นผม ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของทองแดงที่เกิดจากรังสียูวีได้

7.ใช้เครื่องมือจัดแต่งทรงผมโดยไม่ป้องกันความร้อน

ในช่วงสัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงพวกไดรเป่าผม ที่หนีบผม ที่ม้วนผมต่างๆ หรือนานๆ ครั้งใช้ที เพราะทำให้สีผมจางเร็วขึ้น และยังทำให้ผมแห้งอีกด้วย หรือก่อนจะไดร หนีบผม หรือม้วนผมทุกครั้ง ควรฉีดสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนจะช่วยยืดอายุสีผมได้ดีกว่า ความร้อนกับผมทำสีเป็นศัตรูกันตลอดกาล ถ้ารักจะทำสีผมสุดสตรอง สาวๆ ก็ต้องสตรองเรื่องการดูแลผมเช่นกัน

 

ดึงคนที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478341

ดึงคนที่ดีที่สุดในตัวคุณออกมา

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่จีนเพิ่งผ่านพ้น ขอให้เป็นปีไก่ทองแห่งความสำเร็จ โดยเมื่อตัดสินใจจะเดินสู่ประตูแห่งความรุ่งโรจน์ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ตั้งปณิธานที่ต้องควบคุมความคิดของตนอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นให้ได้ อันดับแรกคือการกำจัดอารมณ์และความคิดแง่ลบที่ถ่วงทับไม่ให้ก้าวหน้า ต่อมาคือการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวก ดึงคนที่ดีที่สุดในตัวออกมา

สมรรถภาพทางความคิดก็เหมือนกับสมรรถภาพทางกาย คุณสามารถพัฒนามันได้ด้วยการฝึกฝนอบรม เคล็ด(ไม่)ลับต่อไปนี้ จะช่วยเปลี่ยนทุกคนให้เป็นคนคิดบวกคนใหม่

1.คุยกับตัวเองในแง่บวก

จงพูดคุยกับตนเองในแง่บวก ควบคุมบทสนทนาให้หัว (ตัวเอง) กล่าวคำยืนยันที่มีรูปประโยคเป็นบวก เป็นปัจจุบัน และเป็นส่วนตัว เช่น “ฉันชอบตัวเอง” “ฉันทำได้” “ฉันรู้สึกดีมาก” “ฉันรับผิดชอบเอง” ข้อเท็จจริงก็คือ อารมณ์ของมนุษย์ 95% ถูกกำหนดโดยวิธีที่เราพูดกับตัวเอง ถ้าเราไม่ตั้งใจพอหรือไม่มีสติ เราก็อาจเฉไฉหรือชี้นำตัวเองไปสู่สิ่งที่ทำให้เป็นกังวล เครียดและไม่มีความสุข

2.นึกภาพในแง่บวก

ให้นึกภาพของเป้าหมายและชีวิตในฝันที่ชัดเจนและน่าตื่นเต้น แล้วฉายภาพนี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว ชีวิตของคุณดีขึ้นได้จากการมีภาพในหัวที่ดีขึ้น ชัดเจนขึ้น การ “มองเห็น” ตัวเองในโลกภายในอย่างไร คุณก็จะ “เป็น” อย่างนั้นในโลกภายนอกด้วย

3.เลือกคบคนคิดบวก

คนที่คุณเลือกในชีวิตจริง ไม่ว่าเขาจะแวดล้อมคุณด้วยสถานะอย่างไร เขาจะมีอิทธิพลต่อคุณไม่มากก็น้อย จงตัดสินใจเสียตั้งแต่วันนี้ว่า คุณจะสานสัมพันธ์กับผู้ชนะ คนคิดบวก คนที่มีความสุข มองโลกแง่ดีและมีเป้าหมายในชีวิต หลีกให้ไกลจากคนคิดลบ คนกลุ่มนี้เป็นต้นตอสำคัญของชีวิตที่ไม่มีความสุข

4.เติมอาหารสมองในแง่บวก

สมองของคุณจะแข็งแรงได้ต่อเมื่อคุณหล่อเลี้ยงมันด้วย “โปรตีนทางความคิด” อ่านหนังสือและบทความที่ให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ ฟังซีดีที่มีเนื้อหาในแง่บวกและสร้างสรรค์ หล่อเลี้ยงสมองด้วยข้อความในแง่บวกเสมอ เพิ่มพูนความสามารถและความเชี่ยวชาญในอาชีพเสมอๆ เสพสื่อที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง

5.การพัฒนาและฝึกอบรมในแง่บวก

หลายคนเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยต้นทุนที่จำกัด บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มีทุน บางคนไม่มีความรู้ เครือข่ายคอนเนกชั่น ความจริงก็คือพวกเขาสร้างมันขึ้นจากการทุ่มเทให้กับตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นี่คือความมหัศจรรย์ของการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเอง

อุทิศตัวเองให้แก่การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ฝึกตนให้เป็นคนที่มีความคิดและการกระทำที่ดี มีประสิทธิภาพ คุณจะมีอำนาจควบคุมชีวิตของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ และก้าวสู่จุดหมายที่สูงขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว

6.พัฒนานิสัยด้านสุขภาพในแง่บวก

ดูแลสุขภาพร่างกายของคุณให้ดีเยี่ยม ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ตั้งแต่วันนี้ว่าคุณจะเปลี่ยนตัวเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เคลื่อนไหวด้วยการเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ เมื่อคุณแข็งแรง คุณจะมีความสุขและมีสุขภาพที่ดี เหนื่อยล้าน้อยกว่าคนที่เอกเขนกนอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาตลอดเวลา ที่สำคัญจะต้องพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำ (ทุกวัน)

หาจุดสมดุลให้ตัวเอง โดยการตัดรายการที่ทำให้คุณเสียศูนย์ สำหรับบางคนคือปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิดอารมณ์แง่ลบ เช่น นิสัยแย่ๆ ด้านสุขภาพ การไม่ออกกำลังกาย ความเหนื่อยล้า และการทำงานอย่างต่อเนื่องไม่(ยอม)หยุด จงหาจุดสมดุลให้กับชีวิต

7.มีความคาดหวังในแง่บวก

การมีความคาดหวังในแง่บวก เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังที่สุด สามารถนำไปใช้เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นคนคิดบวกและเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ความคาดหวังของคุณจะเป็นคำทำนายที่กลายเป็นจริง สิ่งใดก็ตามที่คุณคาดหวังไว้อย่างมั่นใจจะกลายเป็นความจริงในที่สุด

เนื่องจากคุณควบคุมความคาดหวังได้ คุณจึงควรคาดหวังในสิ่งที่ดีที่สุด จงคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ คาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับ ความชื่นชมยินดี คาดหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และสร้างชีวิตที่ยอดเยี่ยมให้กับตัวเอง เมื่อคุณคาดหวังว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ความผิดหวังก็จะเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับชีวิต

 

อย่าให้ข้อความทำลายความสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478340

อย่าให้ข้อความทำลายความสัมพันธ์

โดย…พุสดี

เทคโนโลยีช่วยย่อโลกใบนี้ให้แคบลงทุกวัน ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ โลกของการสื่อสาร ทุกวันนี้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ที่สำคัญรูปแบบการสื่อสารทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยเท่านั้น เราสามารถสื่อสารผ่านข้อความที่ส่งถึงกันได้ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ อย่างไรก็ตามด้วยความง่ายและสะดวกของการสื่อสารที่เกิดขึ้น ทำให้เรานำมาปรับใช้ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ความคุ้นชินนี้เอง บางครั้งหากใช้ไม่ระวังอาจสร้างปัญหาให้เราปวดหัวโดยไม่รู้ตัว

แอพพลิเคชั่น Happn ได้รวบรวมข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้ามหากคิดจะส่งข้อความเพื่อใช้ติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน

1.ข้อความมีความสำคัญมากกว่าที่คิด – หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉพาะ ศัพท์เทคนิคต่างๆ หรือภาษาแชตที่คลุมเครือ เช่น ใช้ 2day แทน today ใช้ HAND แทน Have a Nice Day หรือใช้ ATM แทน at the moment เพราะว่าการใช้คำย่อหรือศัพท์เฉพาะเหล่านี้สามารถทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ ถ้าหากผู้รับไม่รู้ตัวย่อที่คุณใช้ เปลี่ยนมาลองใช้วลีหรือประโยคดีๆ ที่สื่อความได้ชัดเจนป้องกันการสร้างเข้าใจผิดจะดีกว่า

2.โทนเสียงของข้อความ – ข้อจำกัดของข้อความ คือ เราไม่สามารถแสดงโทนเสียงที่แท้จริงออกไปได้ แม้จะใช้สติ๊กเกอร์ต่างๆ ก็ยังไม่สามารถช่วยได้มากนัก เพราะฉะนั้นก่อนจะกดส่งข้อความ คุณควรเช็กโทนของประโยคโดยรวมที่จะส่งออกไปให้ดีเสียก่อน อย่าให้คำพูดที่คุณใช้นั้นอาจนำไปสู่ความหมายอื่น นอกจากนี้คุณยังควรระวังกับการใช้มุขตลก การหยอกล้อ เพราะบางครั้งโทนเสียงข้อความสามารถเปลี่ยนจากการหยอกล้อขำๆ เป็นความซีเรียส และล้ำเส้นจนเกินไป

3.อ่านให้ดีก่อนส่งข้อความ – ก่อนที่จะส่งข้อความออกไปทุกครั้ง คุณควรจะตรวจสอบชื่อของคู่สนทนา การสะกดคำ และเนื้อหาของข้อความว่าสามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่คุณต้องการหรือเปล่า แน่นอนว่าคุณคงไม่ต้องการให้เจ้านายของคุณ หรือเพื่อนร่วมงานได้รับข้อความที่พิมพ์ผิดๆ เพี้ยนๆ หรือได้รับข้อความหวานๆ ที่คุณตั้งใจส่งหาแฟน จนดิสเครดิตความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพของคุณลงไป

4.อย่ากดอ่านข้อความถ้าคุณยังไม่ว่าง – เวลาที่ส่งข้อความไปหาใคร เราย่อมคาดหวังจะได้รับการตอบกลับจากอีกฝ่าย แน่นอนว่าหากอยากให้คู่สนทนาของคุณรู้สึกว่าเขา/เธอสำคัญ คุณควรตอบข้อความทันทีหลังจากที่คุณอ่าน แต่ในกรณีที่คุณยังไม่ว่างจะตอบข้อความกลับ แนะนำว่าอย่าเพิ่งกดอ่าน เพราะอย่างน้อย หากอีกฝ่ายเห็นว่าคุณยังไม่กดอ่าน ยังพอจะตีความได้ว่าคุณกำลังยุ่งจนไม่มีเวลาเปิดอ่าน แต่หากเปิดอ่านแล้วไม่ตอบกลับ อีกฝ่ายจะรู้สึกไม่ดีทันที และคิดว่าคุณไม่ให้ความสำคัญ

5.อย่าเลือกกล่าวคำว่า “ขอโทษ” ผ่านข้อความ – ในกรณีที่เป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ซีเรียสอาจจะอนุโลม แต่ถ้าเป็นความผิดที่ใหญ่พอสมควร เพื่อแสดงความจริงใจ และความรู้สึกผิดของคุณจริงๆ คุณควรไปกล่าวคำขอโทษต่อหน้า หรืออย่างน้อยอาจโทรไปหาเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าคุณรู้สึกผิดจริงๆ

 

การเรียนรู้ ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478338

การเรียนรู้ ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…โยธิน อยู่จงดี

อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย พลังแห่งการสื่อสารที่ทำโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารูปแบบการเรียนรู้ของเด็กรุ่นใหม่นั้นแตกต่างไปจากผู้คนยุคก่อนอย่างสิ้นเชิงชนิดไม่เหลือเค้าโครงให้พอระลึกถึง นำมาซึ่งคำถามที่ว่าแล้วในอีก 20 ปีข้างหน้า กับการเป็นคนไทยยุค 4.0 ระบบการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กไทยจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร

การวิเคราะห์ ทักษะสำคัญในอนาคต

ราเมศ พรหมเย็น รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือทีเค ปาร์ก (TK park) แสดงทัศนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ในงาน 12 ปี ทีเค ปาร์ก บนเสวนาการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และความคาดหวังต่อบทบาทของทีเค ปาร์ก ว่า “โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อเราทุกคนอย่างคาดการณ์ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลทำให้เราเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เราคาดการณ์ไม่ได้กำหนดทิศทางไม่ได้ ทำให้เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องการใช้เทคโนโลยีด้วยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่อนาคต

“ในอดีตการมีกำลังทหาร มีอาวุธที่ดีจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้แต่ในโลกยุคไร้พรมแดนนั้น ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาการศึกษาพัฒนามนุษย์ให้มีความพร้อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า ต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคตเทียบเท่ากับอาวุธที่เราใช้ป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผน 20 ปี ที่กำหนดกรอบกว้างๆ เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เรื่องการศึกษาก็ยิ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาแผนไทยแลนด์ 4.0

การศึกษาในอนาคตก็คือการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของการอ่านหนังสือ รวมทั้งการกระจายห้องสมุดออนไลน์ที่จะช่วยกันพัฒนาเยาวชน องค์ความรู้ทั่วโลกนั้นมีอยู่มากมาย แต่สิ่งที่เราขาดอยู่และจำเป็นต้องพัฒนาเรื่องการเรียนรู้ก็คือเรื่องของการคิดวิเคราะห์ที่จะนำองค์ความรู้นั้นมาปรับประยุกต์ใช้

กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นจะไม่มีทางเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยก็ตาม แต่ทัศนคติต่อการเรียนรู้ของเราจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเราทราบกันดีว่าข้อมูลล้นโลก และในทุกชั่วโมงมีนวัตกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และทุกคนตั้งหลักไม่ทันเพราะถาโถมเข้ามามาก ไม่สามารถคาดการณ์ได้ มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ความถี่ของการเกิด และจำนวนเนื้อหา ทำให้คาดเดาได้ลำบาก

 

จุดรับมือของเราคือการสร้างภูมิคุ้มกัน ว่าเราควรมีทักษะอะไรบ้างที่เราจะรับมือในศตวรรษใหม่ข้างหน้า ทักษะในเรื่องความรู้เป็นเรื่องจำเป็นเสมอ แต่ทักษะที่จะหยิบเอาความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า เราต้องการเห็นคุณลักษณะของคนไทยรุ่นใหม่ๆ ในการคิดวิเคราะห์และเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเราต้องเอาเทคโนโลยีมารวมกับองค์ความรู้ที่มีให้เกิดความน่าสนใจ

สรุปได้ว่าทักษะในการคิด กระบวนวิธีการคิด และกระบวนการวิเคราะห์ เป็นตัวตั้งต้นในการกำหนดทิศทางที่จะเดินหน้าการเรียนรู้ตามความชอบของเด็กแต่ละคน ผสานกับความคิดสร้างสรรค์เพื่อมาแปรสู่กระบวนการปฏิบัติ ทักษะในเรี่องของการแก้ไขปัญหาต้องจำประเด็นให้ถูกและแก้ไขปัญหาให้เป็น รวมทั้งทักษะในการทำงานเป็นทีม เพราะในอนาคตการประสบความสำเร็จไม่สามารถประสบความสำเร็จด้วยตัวเองอีกต่อไป ดังนั้นเด็กๆ จะต้องเข้าไปเกาะติดกระแสการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบอกได้ยากว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไร เขาควรจะเข้าไปเรียนรู้ด้วยการหาช่องทางเข้าไปถึงความรู้ที่ต้องการ

เพราะอนาคตสิ่งที่จะทำให้เราอยู่ได้คือ การรู้ให้ลึก รู้ในสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ในอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ความรู้แนวกว้าง แค่กดคลิกแล้วก็หาได้เหมือนๆ กัน แต่คนที่มีลักษณะเฉพาะจะเป็นสิ่งที่ต้องการมากกว่า ส่วนการแทนที่งานในอนาคตด้วยเทคโนโลยี น่าจะเข้ามาแทนที่การทำงานที่มีรูปแบบซ้ำๆ หรือใช้เฉพาะการคำนวณเชิงสถิติมาช่วยในการตัดสินใจ แต่งานที่ใช้เรื่องคอมมอนเซนส์ในการตัดสินใจความรู้สึกในการสร้างสรรค์ และช่วยแก้ปัญหาจะยังคงอยู่ ซึ่งเด็กๆ จะต้องเกาะติดกับสถานการณ์และปรับตัวไปตามยุคสมัย เช่นเดียวกับแหล่งความรู้ของคนก็คือห้องสมุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่การทำงานอะไรก็ตาม แต่ห้องสมุดก็ยังเป็นแหล่งความรู้สำคัญ เพราะเทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ห้องสมุดได้ แต่ห้องสมุดจะผสานกับเทคโนโลยีเพื่อกระจายความรู้อย่างทั่วถึงต่อไป”

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช

ครูต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช  กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เสริมว่า ในยุคที่ผู้ใหญ่อยู่ในสังคมก้มหน้า เอามือไถถูสมาร์ทโฟน เด็กๆ ของเราก็จะเริ่มเรียนรู้จากการใช้งานของผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้องเรียนรู้เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ แต่การที่จะให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ใช่การถอดปลั๊กไม่ให้เขาได้เรียนรู้อะไรเลย เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็จะกลายเป็นเด็กตกยุค ที่ไม่รู้จักการทำแอนิเมชั่น การใช้งานโซเชียลมีเดีย

เราจำเป็นต้องรู้ว่าควรจะสอนเด็กๆ อย่างไรให้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย โดยเริ่มต้นการเรียนการสอนในอนาคต บุคลากร เช่น ครูรุ่นใหม่ๆ จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องทำสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ เช่น อี-บุ๊ก ที่เปิดในแท็บเล็ต การทำอี-เลิร์นนิ่ง เช่น การทำโปรแกรมแฟลชใช้ในการเรียนการสอน และการทำสต็อปโมชั่น การทำภาพนิ่งต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว เพื่อใช้ในการเรียนรู้ และก็มาถึงการทำภาพยนตร์สั้น เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน เพราะเราเห็นว่าการเรียนการศึกษาในอนาคต แทนที่ครูจะใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ก็ต้องรู้จักใช้สื่อใช้เทคโนโลยีให้เป็น

“ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน และวัยผู้ใหญ่ ซึ่งมีสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์เกือบทุกคน รวมถึงการที่รัฐบาลได้เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ให้เข้าถึงและครอบคลุมทุกหมู่บ้านในประเทศ เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงแหล่งความรู้ และให้สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาในอีกหลายมิติ ทั้งในด้านการประกอบอาชีพและการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ การทำอี-คอมเมิร์ซ ขายสินค้าของชุมชนไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ การเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรของแต่ละพื้นที่เพื่อพัฒนาผลิตผล เป็นต้น ทั้งหมดนี้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล องค์ความรู้ต่างๆ ได้เพียงปลายนิ้ว และสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์

เตรียมความพร้อมแนวกว้างเพื่อมุ่งสู่เชิงลึก

ความท้าทายในระบบการศึกษา ที่สร้างคนให้เป็นที่ยอมรับในอนาคต 20 ปี ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาของทางภาครัฐ แต่ในระดับโรงเรียนและนักการศึกษาก็ถือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเขาด้วยเช่นกัน ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า ให้ความเห็นในเรื่องการเรียนรู้ในอีก 20 ปีข้างหน้า ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนและนักจัดการศึกษาแนวหน้าของไทยคนหนึ่งว่า การจัดการเรียนการสอนความท้าทายอยู่ที่อนาคตที่คาดเดาไม่ได้

“นักเรียนที่เริ่มเรียนหนังสือกับเราตอน 3 ขวบ ถามว่าสิ่งที่เราสอนไปแล้วเขาจะได้ใช้เมื่อไหร่ นั่นก็คือตอนเรียนจบปริญญาตรีตอนอายุ 23 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า ผมว่าความท้าทายของวงการศึกษาก็คือเรากำลังจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันเพื่อตอบโจทย์ในอีก 20 ปีข้างหน้า ความท้าทายไม่ใช่บอกว่าตอนนี้ต้องการอะไรเดี๋ยวเราจัดให้ แต่ความท้าทายอยู่ที่การที่เราต้องบอกให้ได้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า สังคมต้องการอะไร ประเทศชาติต้องการอะไร องค์กร บริษัท ห้างร้าน ต้องการอะไร และครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ อายุ 3 ขวบ ในอีก 20 ปีข้างหน้า เขาต้องการให้ลูกเขาเป็นอย่างไร น่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด

สิ่งที่เราเตรียมตัวในวันนี้ แล้วเกิดวันข้างหน้าเขาไม่ได้ใช้ ก็เป็นความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกผิดพลาด แต่ถามว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะต้องเจอกับอะไร เอาแค่ถามว่าปีหน้าเทรนด์แฟชั่นอะไรจะมาแรง ยังตอบได้ยากเลย สีไหนจะมา รถแบบไหนจะขายดี บ้านแบบไหนจะขายได้ยังตอบไม่ได้เลย ไม่ต้องถามถึง 20 ปีข้างหน้าว่าการศึกษาเราจะไปในทิศทางไหน วิชาไหนจะได้ใช้ มันเกินจินตนาการที่เราจะตอบได้

หน้าที่ของนักการศึกษา คือต้องเตรียมความพร้อมกับนักเรียนให้เพียงพอ ผมเชื่อเสมอว่าการจัดการเรียนการสอนที่ดีหรือว่าการสอนที่ดี ควรจัดในรูปแบบสามเหลี่ยม การศึกษาของเด็กในช่วงวัยต้นควรเรียนให้หลากหลายมากที่สุด โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เมื่อถึงช่วงกลางและปลายค่อยให้โอกาสกับเขาเลือกในสิ่งที่ชอบและถนัดมากที่สุด

หลักๆ ในการเรียนรู้ที่สำคัญต่ออนาคตจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ องค์ความรู้ และทักษะ เด็กๆ ต้องเตรียมความพร้อมไว้อย่างแรกคือองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษาเป็นเรื่องสำคัญ เด็กรุ่นใหม่ๆ ควรมีความสามารถด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาแม่ต้องพูดได้ดี อ่านออกเขียนได้ถูกต้องตามหลักภาษา จากนั้นค่อยไปเรียนรู้เพิ่มเติมในภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาอื่นๆ ที่เขาสนใจ

ต่อมาคือเรื่องของทักษะ อันดับแรกคือทักษะในการช่วยเหลือตัวเอง ทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และทัศนคติในการแก้ปัญหา ต่อไปงานในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กที่มีความอดทน มีความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยทัศนคติที่ดี จะเป็นที่ต้องการของทุกงานในอนาคตเสมอ”

 

ถอดเกร็ด ชายในวรรณคดีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478255

ถอดเกร็ด ชายในวรรณคดีไทย

โดย…นกขุนทอง ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

พอเอ่ยถึง “วรรณคดี” เชื่อขนมกินได้ว่าหลายคนอ้าปากหาว ตาปรือรอ และส่วนใหญ่รู้จักหรืออ่านเรื่องต่างๆ จากในห้องเรียน น้อยคนที่จะซื้อมาอ่านเพราะใจพิสมัย แต่ใช่ว่าจะไม่มี เพราะเสน่ห์ของวรรณคดียังคงสร้างความหฤหรรษ์ และให้ความรู้ในด้านต่างๆ ทว่าผู้ที่จะถอดความระหว่างบรรทัดนั้นได้ รวมถึงเข้าใจในคำศัพท์เก่า คำราชาศัพท์ หรือบทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ก็ต้องใส่ใจไปกับเนื้อหาเรื่องราว แค่อ่านคงไม่พอ ต้องทำความเข้าใจและศึกษาเพิ่มเติม

ฟังดูแล้วสำหรับคนที่ถอดใจจากวรรณคดีเป็นทุนยิ่งดูยุ่งยาก แต่อย่าลำบากใจ เพราะ “มาลัย (จุฑารัตน์)” นามปากกาของ “จุฑารัตน์ กิตติก้องนภา” ได้เขียนให้เรื่องยากๆ เข้าใจง่าย ผ่านผลงานที่เขียนไว้เป็นหมวดหมู่ สนใจเรื่องไหนก็หามาอ่านได้ ราชินีพันหนึ่งราตรี สีดาผู้ซื่อสัตย์ โสนน้อยผู้เสียสละ มัทรีผู้เมตตา เล่าเรื่องนิทานเวตาล พระเจ้าสิบชาติและพระพุทธเจ้า ราชาธิราช เป็นอาทิ

“อ่านพระอภัยมณีตอนเป็นนักเรียน ชอบแต่ก็ยังรู้สึกว่าวรรณคดีเข้าใจยากไปสำหรับเด็ก ยิ่งพวกร้อยกรองยากในการตีความบางคำ พอมาเขียนหนังสือเลยมีความคิดว่าจะทำยังไงให้เด็กสนใจในวรรณคดีมากขึ้น เพราะวรรณคดีเป็นศิลปะประจำชาติ แล้วในหลายประเทศมีนิทานก่อนนอน พ่อแม่เล่าให้ลูกฟัง เราก็อยากให้วรรณคดีเป็นนิทานก่อนนอน ตอนนั้นก็เขียนเรื่องนางในวรรณคดี แล้วได้ผลตอบรับที่ดี ก็เลยสนใจเรื่องอื่นๆ”

ล่าสุดกับหนังสือ “ชายในวรรณคดีไทย” ตีความทั้งตัวเอกตัวรองในวรรณคดี แต่ละคนมีชาติกำเนิด ภูมิหลัง ความเป็นอยู่ พฤติกรรมต่างกัน มาลัย (จุฑารัตน์) นำเสนอ 33 ตัวละคร จาก 22 เรื่อง คือ ลิลิตพระลอ เวนิสวาณิช เงาะป่า ขุนช้างขุนแผน มหาเวสสันดรชาดก ลักษณวงศ์ พระอภัยมณี พระรถเสน (พระรถเมรี) พระสุธน มโนห์รา มณีพิชัย สมุทรโฆษคำฉันท์ อิลราชคำฉันท์ สาวิตรี ไชยเชษฐ์ สังข์ศิลป์ชัย คาวี จันทโครพ ศกุนตลา สังข์ทอง มัทนะพาธา ไกรทอง และระเด่นลันได

 

“แม้เคยอ่านแล้ว ตอนจะเขียนเรื่องนี้ก็เอามาอ่านอีก แล้วเขียนออกมาเป็นโครงใหญ่ เอามาย่อ จับจุดที่น่าสนใจมานำเสนอ ตัวละครนึกคิดยังไง จับทีละจุดออกมาอีกที แต่ละเรื่องผู้ชายไม่เหมือนกัน ถ้าในเรื่องหากผู้ประพันธ์ไม่สอดแทรกความคิดของตัวละคร เราจะไม่ใช้ความคิดเราตีความ จะนำเสนอมุมอื่นแทน เช่น เรื่องพระสุธน มโนห์รา เขาพูดถึงการกระทำเราก็ตีความตามการกระทำ หนึ่งมีความพากเพียร สองอดทนกล้าหาญ สามชาญฉลาดมีความรอบรอบ หรือสังข์ศิลป์ชัย เป็นคนเก่งแต่มีปัญหาอยู่ที่พ่อมีเมียมาก แล้วทำให้ตัวเองโดนกลั่นแกล้งจากเมียคนอื่นๆ ของพ่อ ตัวนี้เขาไม่ค่อยอธิบายด้านความคิดจิตใจ แต่อธิบายเรื่องความเก่ง สู้รบเก่ง เรื่องเวนิสวาณิช พระเอกบัสสานิโยไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลย ฐานะยากจน ยืมเงินเพื่อน ความสามารถก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ได้คู่ชีวิตที่มีปัญญาเฉียบแหลมและร่ำรวยอย่างนางปอร์เชีย จึงทำให้ปัญหาต่างๆ ทั้งของเขาและเพื่อนคลี่คลายได้ แต่ถ้าเขานำเสนอความคิดของตัวละคร เช่น ขุนแผนลักพานางพิมกลับมาจากขุนช้าง เขามีคำเปรียบเทียบว่าในใจของขุนแผนอยู่กับวันทองเหมือนดื่มน้ำเห็นปลิงทุกครั้งไป คือขุนแผนมีความรู้สึกในทางลบกับนางวันทองอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เราก็ถอดออกมาเป็นประโยคให้เข้าใจง่าย อย่างพระไชยเชษฐ์ เป็นตัวละครพื้นฐานของตัวละครไทย มีภรรยาอยู่แล้วไปเจอนางเอก รักนางเอกมากกว่า ทำให้นางๆ ทั้งหลายอิจฉา คนมาก่อนอิจฉาคนที่มาทีหลัง อิจฉาเสร็จก็ใส่ความพระไชยเชษฐ์ ก็หูเบาเป็นปกติของตัวละครผู้ชายที่ตอนนี้เห็นกันบ่อยๆ”

นอกจากวิเคราะห์ตัวละคร มาลัย (จุฑารัตน์) ยังสะท้อนวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ สภาพสังคมบ้านเมือง วัฒนธรรมประเพณี การค้าขาย อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ รสนิยมความเชื่อ “อย่างเรื่องขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เขียนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ไม่ได้ให้พระเอกเก่งในการรบ เพราะบ้านเมือง ณ เวลานั้นการรบไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของผู้ชายในยุคนั้น เขามาทางเรื่องดนตรี การศึกษา การเจรจาการทูตมากกว่า แต่ละเรื่องสะท้อนว่าสังคมสนใจอะไรดีกว่า ซึ่งไม่ได้สะท้อนจากตัวผู้เขียนเอง เพราะเขาอาจไม่ใช่ตัวแทนของผู้ชายทั้งหมด แต่มุมมองของสังคมจะอยู่ในเรื่องนั้น”

แม้วรรณคดีบางเรื่องไม่เคยอ่าน แต่เรื่องย่อ หรือตัวละครจากหลายเรื่องเป็นที่รู้จักคุ้นเคย ดังนั้นการนำวรรณคดีมาย่อยให้ผู้อ่านเข้าถึงง่าย อาจเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้อ่านไปถึงวรรณคดีต้นฉบับ ซึ่งมีวรรณศิลป์งดงาม ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทำความเข้าใจ เพื่อจะไปพบกับความจรรโลงใจและแก่นแท้ที่อยู่ในวรรณคดีเรื่องนั้นๆ

 

เซิร์ฟเซต ออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478250

เซิร์ฟเซต ออกกำลังกาย

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ ทวีชัย ทวัชปกรณ์

การประยุกต์อุปกรณ์กีฬาบางชนิดนำมาใช้เป็นเครื่องออกกำลังกายแบบใหม่นั้นมีให้เราเห็นอยู่เป็นระยะๆ แต่ล่าสุดการเล่นกับเครื่องเซิร์ฟเซต (Surfset) ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมและมาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสนุกและได้ผลจริง

ความเป็นมาของเซิร์ฟเซต

จุดเริ่มต้นของกีฬาเซิร์ฟเซตนั้นเริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ. 2011 โดยนักกีฬาฮอกกี้อาชีพ ไมค์ ฮาร์ตวิค (Mike Hartwick) ได้ใช้วันหยุดช่วงปิดฤดูกาลแข่งขันไปเล่นเซิร์ฟบอร์ด และค้นพบว่าการเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่ดูเหมือนเป็นกีฬาที่อาศัยแค่การทรงตัวบนกระดานโต้คลื่น กลับช่วยทำให้เขาพัฒนาฝีมือการเล่นฮอกกี้ได้เป็นอย่างดี

นั่นเพราะว่าการเล่นเซิร์ฟบอร์ด ช่วยให้ร่างกายได้พัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางให้มีความแข็งแรงมั่นคง เมื่อกล้ามเนื้อแกนกลางแข็งแรงขึ้นก็สามารถเล่นกีฬาต่างๆ ได้ดีขึ้น เปรียบเหมือนเรามีแกนหลักที่มั่นคง เมื่อเรามีแกนหลักที่มั่นคงเราก็สามารถออกท่าทางต่างๆ ได้สวยงาม ออกแรงได้มากขึ้นนั่นเอง เขาจึงคิดว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้เวลาว่างที่มีอยู่ออกกำลังกายได้เหมือนกับการเล่นเซิร์ฟบอร์ด จึงคิดค้นเครื่องเซิร์ฟเซตนี้ขึ้นมาและพัฒนาคลาสการออกกำลังกายสุดคูลที่ช่วยละลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม

 

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยจุดเริ่มต้นที่เข้ามาในเมืองไทย ฟ้า-พรรณพิมล จงประสิทธิผล กรรมการบริหาร เซิร์ฟเซต ไทยแลนด์ เล่าถึงที่มาว่า “ชอบเล่นเซิร์ฟบอร์ดเป็นประจำอยู่แล้วแต่ในเมืองไทยไม่ค่อยมีคลื่นสูงให้เล่นก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งเดินทางไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่สิงคโปร์ ที่นั่นมีสตูดิโอสำหรับเล่นเซิร์ฟเซต เราเห็นว่าน่าสนใจก็เลยลองเข้าไปเล่นดู ปรากฏว่าดีกว่าที่คิดมาก ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดแต่มีท่าทางในการออกกำลังกายอื่นๆ เข้ามาช่วย ช่วยให้เราออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจึงติดต่อขอเป็นพาร์ตเนอร์มาเปิดสาขาที่เมืองไทย ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิงจะชอบการออกกำลังกายโดยเซิร์ฟเซต โดยเฉพาะคลาสที่มีการผสานการเต้นเข้าไปด้วย

“ข้อดีของเซิร์ฟเซตอีกอย่างก็คือปกติแล้วคนที่ชอบเล่นเซิร์ฟบอร์ดก็จะต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย อย่างตัวฟ้าเองเวลาไปเล่นแต่ละครั้งก็เหมือนต้องกลับมาเริ่มต้นปรับตัวให้กลับมาเล่นได้ดีเหมือนเดิมซึ่งค่อนข้างเสียเวลา แต่การที่เรามีเซิร์ฟเซตมาฝึกระหว่างที่เราได้ไปเล่นเซิร์ฟจริงๆ ก็ช่วยให้เราได้ฝึกฝนท่าทางและบาลานซ์ให้พร้อมสำหรับการเล่นเสมอ และใช้เวลาที่อยู่เมืองไทยออกกำลังกาย ช่วยคาร์ดิโอ และประยุกต์เอาการเต้น โยคะ และการออกกำลังกายอื่นๆ มาอยู่บนเซิร์ฟเซตทำให้สิ่งเดิมๆ ที่เคยฝึกนั้นแตกต่างออกไป”

การเล่นเซิร์ฟเซตนี้จะใช้อุปกรณ์หลักๆ ก็คือเครื่องเซิร์ฟเซตเป็นเซิร์ฟบอร์ดที่ตั้งอยู่บนลูกบอล 3 ลูกมีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก และให้ความรู้สึกคล้ายกับการเล่นเซิร์ฟบอร์ดจริงๆ จากนั้นก็จะมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่เสริมในการเล่น เช่น เชือก ดัมบ์เบล และอื่นๆ เข้ามาช่วยทำให้การเล่นเซิร์ฟเซตมีความหลากหลายมากขึ้น สุดท้ายคือตัวผู้เล่นเพียงแค่มีเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายที่สวมใส่สบาย แค่นี้ก็สามารถเรียนรู้และเล่นเซิร์ฟเซตได้อย่างสนุกแล้ว

สิ่งที่ได้จากการเล่นเซิร์ฟเซต

1.บาลานซ์ เป็นการฝึกการทรงตัวบนบอร์ดซึ่งส่งผลโดยตรงกับการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย ช่วยควบคุมเรื่องการทรงตัว ลองนึกภาพดูว่าเราประยุกต์เอาการออกกำลังกายทุกอย่างมาอยู่บนเซิร์ฟบอร์ดที่โอนไปเอนมาไม่ว่าจะเป็นเล่นเวต ซิตอัพ วิดพื้น ทำอยู่บนบอร์ด นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วก็จะได้ฝึกการทรงตัวไปด้วย

 

2.เบิร์น ในการเล่นเซิร์ฟเซตต่อครั้งประมาณ 1 ชั่วโมง ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรีสูงถึง 500-900 แคลอรี ดังนั้นเห็นแค่เล่นกับเครื่องเซิร์ฟเซตที่ดูง่ายๆ แบบนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยากและเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน

3.เบลนด์ คือการผสมผสานการออกกำลังกายแบบอื่นมารวมกัน เมืองไทยคนไทยมีความต้องการไม่เหมือนกัน เลยสร้างคลาสเพิ่มขึ้นมาโดยประยุกต์การออกกำลังกาย

4.บิวด์ การเล่นเซิร์ฟเซตก็เหมือนกับการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ที่ช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงหุ่นกระชับ

ยิ่งใครที่อยากได้ซิกซ์แพ็กสวยๆ ยิ่งควรมาเล่นเซิร์ฟเซต เพราะว่ากล้ามเนื้อแกนกลางหลักอยู่ที่ช่วงท้อง ได้แก่ หน้าท้อง เอว และหลัง ปกติแล้วหากอยากได้ซิกซ์แพ็กสวยๆ ต้องซิตอัพ แต่การออกกำลังกายบนเซิร์ฟเซตจะทำให้เราเกร็งหน้าท้องเพื่อบาลานซ์การทรงตัวอยู่ตลอดเวลาเท่ากับเผาผลาญไขมันส่วนนั้นไปในตัว เล่นไปนานได้ซิกซ์แพ็กมาครองแน่นอน

อย่างไรก็ดี ฟ้า ทิ้งท้ายว่า “การเล่นเซิร์ฟเซตนั้นไม่ได้ช่วยทำให้เราสามารถไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่ทะเลได้เลย เพราะมีตัวแปรอย่างอื่น เช่น เรื่องแรงลม แรงคลื่น แต่แน่นอนว่าหากเรามีพื้นฐานการทรงตัวที่ฝึกมาดีเราก็จะพัฒนาไปได้เร็วกว่า และเซิร์ฟเซตนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายมาจากกีฬาทางน้ำ จึงอยากจะทำให้นักเรียนได้ลองกลับไปสู่สิ่งที่เราเริ่มต้นมา

“โดยการได้ออกไปใช้ทักษะ และประโยชน์จากการออกกำลังกายที่ได้จากเซิร์ฟเซตในน้ำจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทรงตัว หัวใจและปอดที่พร้อมและอึด ความแข็งแรงของแกนกลาง รวมไปถึงกล้ามเนื้อมัดและส่วนต่างๆที่เราไม่ค่อยได้ใช้ เช่น ข้อเท้า หรือขาด้านใน ด้วยกิจกรรม 2 อย่างที่กำลังจะจัดก็คือ การ Surfing ที่จะพานักเรียนไปออกทะเลเพื่อโต้คลื่นจริง หลังจากได้รับการฝึกในเรื่องท่าทางและการทรงตัวกับบอร์ด และ SUP (Stand Up Paddle Board) ที่เราได้ร่วมมือกับ STARBOARD แบรนด์อันดับหนึ่งของโลกในการผลิตเซิร์ฟบอร์ดและ WE SUP Thailand ในการสอนหลักการแพดเดิ้ลเบื้องต้น และกิจกรรมโยคะบนบอร์ดในน้ำ

“เพราะเราเชื่อว่าเวลาเราได้กลับไปใช้เวลาในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราในอากาศที่เปิดโล่ง ไม่ว่าจะใต้แดดหรือพระจันทร์ มันคงเป็นความสุขที่สุด ได้พลังงานที่ดีและเราก็อยากจะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น เพราะเสน่ห์ในการออกกำลังกายนั้นคือการที่ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงมีแรงและพลังงานไปทำสิ่งต่างๆ ได้อีกมากมาย”

 

พีรโชติ จรัญวงศ์ ไร่มะพร้าวเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478248

พีรโชติ จรัญวงศ์ ไร่มะพร้าวเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

โดย…ปอย

ในวันอากาศเย็นๆ ฉ่ำๆ ฟ้าสีสดใส อากาศยิ่งสดสะอาดกว่า เมื่อได้มาเยี่ยมเยือน “ไร่เมอริโต้” ไร่มะพร้าวเกษตรอินทรีย์แห่งแรก มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทยโดยมีเจ้าของเพียงคนเดียว บนพื้นที่ 2,200 ไร่ จ.จันทบุรี เพาะปลูกมะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสม “มาว่า” ผลผลิตนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวออร์แกนิกต่างๆ บรรจุกล่องและกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำกะทิ น้ำมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ “เมอริโต้” จากแหล่งมีการจัดการฟาร์มในแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้การรับรองมาตรฐานออร์แกนิกสากล สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก 100% อย่างแท้จริง

ไร่เมอริโต้อยู่ภายใต้การบริหารงานของ พีรโชติ จรัญวงศ์ นายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย และกรรมการผู้จัดการ ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท นอกจากจะเพาะปลูกและแปรรูปสินค้าออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์เมอริโต้แล้ว ยังรับหน้าที่ผลิตสินค้าดังกล่าวให้แก่แบรนด์ดังอื่นๆ ทั่วโลกอีกด้วย น้ำกะทิออร์แกนิก เมอริโต้ เป็นน้ำกะทิเจ้าแรก และเจ้าเดียวในประเทศไทยที่สามารถสืบย้อนจุดกำเนิดกลับได้ไปจนถึงต้นมะพร้าวที่ปลูกไร้ปุ๋ยเคมีเต็มรูปแบบ

แต่ก่อนหน้านั้น “บอสแซม” พีรโชติ บอกว่า สวนมะพร้าวแห่งนี้เป็นกิจการของครอบครัวที่ทำเพื่อป้อนโรงอุตสาหกรรม ไร่เมอริโต้เคยเป็นไร่ที่ใช้สารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นบุกเบิก และวันเปลี่ยนแปลงก็มาถึงพร้อมวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 วันนี้สวนมะพร้าวในส่วนเป็นไร่ออร์แกนิก รายรอบเคร่งครัดด้วยพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากสารเคมีมา 20 ปีเต็มแล้ว

พีรโชติ จรัญวงศ์ ไร่มะพร้าวเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

 

เบนเข็มเกษตรอินทรีย์ไร่เมอริโต้

ย้อนไปในจุดวิกฤตต้มยำกุ้ง ส่งผลให้สภาพการเงินของไร่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจัดซื้อสารเคมีมาบำรุงบำเรอต้นมะพร้าวแบบที่เคยปฏิบัติกันมาได้อีกต่อไป นอกจากนั้นไร่มะพร้าวก็ยังต้องเผชิญกับความแห้งแล้งที่ยาวนานผิดฤดูกาลจากปรากฏการณ์เอลนินโญซ้ำซ้อนเข้าไปอีก จึงทำให้ต้นมะพร้าวทรุดโทรมจนแทบจะล้มตายเกือบทั้งไร่

หากด้วยแรงบันดาลใจกับข่าวครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จไปเยือน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เป็นช่วงป่าไม้ถูกทำลายและที่ดินไร้แร่ธาตุเนื่องจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่อันต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปีก่อนหน้านั้น ทรงมอบองค์ความรู้ไว้ว่า หากต้องการฟื้นฟูป่าและต้นไม้จากสารเคมี สิ่งเดียวที่ต้องทำคือให้เอาคนออกจากป่า แล้วธรรมชาติจะฟื้นฟูด้วยตัวเอง

พีรโชติ จึงเกิดแรงบันดาลใจหันมาฟื้นฟูไร่มะพร้าวด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ศึกษาหาความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเอง ค่อยๆ ให้ธรรมชาติฟื้นฟูไร่อย่างแช่มช้า พักดินเป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้ดินปลอดสารเคมี เพราะเมื่อไม่มีสารเคมี แมลงเล็กๆ ที่มีประโยชน์มากมายในระบบนิเวศก็เริ่มกลับมาที่ไร่ หลังปรากฏการณ์เอลนินโญจากไป ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติก็เวียนกลับมาสู่พื้นดิน เป็นตัวเร่งให้มะพร้าวที่คิดว่าจะตายแห้งไปแล้ว กลับมีความหวัง ความเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติกลับคืนมาอีกครั้ง

การทำนาระบบอินทรีย์ในไร่เมอริโต้

 

“ใจเย็นๆ ครับ เมื่อคิดจะเปลี่ยนระบบการเกษตรผมใช้เวลา 3 ปีเต็มๆ เลยครับ ช้าๆ รอคอยให้ต้นมะพร้าวที่ใบแดงเกือบตายคาต้นค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นด้วยตัวเอง พี่ชายของผมบุกเบิกที่นี่ทำสวนเพื่อสกัดน้ำมันมะพร้าว ปีนั้นผมเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ก็เริ่มทำธุรกิจของตัวเองบ้าง ทำกะทิกระป๋องโดยใช้มะพร้าวของสวนจากเมืองจันทบุรีที่นี่ป้อนเข้าโรงงานที่ชลบุรี เราหยุดใส่ปุ๋ยไปตั้งแต่ปี 1996 วันนี้ก็สองทศวรรษแล้วนะครับ ก็ประหยัดค่าปุ๋ยยูเรียไปตันละกว่า 1 หมื่นบาท การหยุดปุ๋ยเร่งทำให้มะพร้าวมีผลผลิตน้อยลง แต่สิ่งที่ได้ทดแทนกลับมา เมื่อผลิตภัณฑ์เราเป็นเฮลท์ตี้โปรดักต์ ราคาก็สูงขึ้นตามปริมาณพืชผลที่น้อยลง ใส่ใจคุณภาพมากขึ้น”

เจ้าของสวนมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศ พีรโชติ กล่าวว่า เพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครคาดคิดสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรม จากสังคมไม่เร่งรีบ ชีวิตกลายเป็นความรีบเร่งทำให้คนไทยต้องพึ่งพาระบบอุตสาหกรรมและการบริการที่เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากมาย

“ผมร่ำเรียนมาทางด้านคณะอุตสาหกรรมอาหาร ก็ยังไม่คาดคิดเลยครับว่า กะทิสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่กะทิสดในครัวเรือนที่เมื่อก่อนเราจะแกงเขียวหวานกันสักหม้อ ลูกๆ หลานๆ ก็มีหน้าที่ขูดมะพร้าวกับกระต่ายไม้ แต่ด้วยรูปแบบชีวิตเปลี่ยนไปตั้งแต่ครอบครัวเดี่ยวใช้ชีวิตในบ้านมีพื้นที่ใช้สอยน้อยลง การทำอาหารทางลัดโดยประหยัดทุกๆ อย่างให้มากที่สุด กะทิสดคั้นในบ้านกำลังจะกลายเป็นตำนาน แล้วกะทิสำเร็จรูปในตลาดสดก็ไม่สะอาดน่าไว้วางใจอีก โรงงานกะทิกล่องจึงเข้ามารองรับการใช้ชีวิตคนยุคใหม่ได้พอดิบพอดี ผมทำโรงงานกะทิกล่องในแบบอุตสาหกรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ และเวลานี้ก็คงต้องทำต่อไป และมีความฝันว่าเราจะค่อยๆ ทำกะทิออร์แกนิก เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

“ไร่เมอริโต้” ไร่มะพร้าวเกษตรอินทรีย์พื้นที่ 2,200 ไร่ จ.จันทบุรี

 

…รวยไหมกับการทำไร่ออร์แกนิก?!!” รายได้ผมส่วนใหญ่มาจากกะทิสำเร็จรูปธรรมดา กะทิออร์แกนิก มีเพียง 18% ถามว่ากำไรไหม? ไม่ครับ ผมทำกะทิกระป๋องอย่างเดียวก็อยู่ได้สบายแล้ว มีออร์เดอร์เข้ามาตลอดปี 1.5 หมื่นตัน/ปี และมีเพียง 3,000 ตันเท่านั้นครับที่เป็นออร์แกนิก แต่ผมก็ยอมรับนะครับไม่ได้หลอกตัวเอง ว่ามีแรงทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะ ข้อแรก มีตลาดเรียกร้องอาหารปลอดภัยสูงมาก ข้อสอง ผมจำความรู้สึกในวันที่ไม่มีเงินซื้อปุ๋ยเคมีได้ดีเลยครับ แล้วถ้าเราอยู่ได้โดยไม่มีสารเคมี ก็ย่อมมีความสุขมากกว่า

ผมเลือกความสุขแบบช้าๆ แต่ยั่งยืน และเป็นคำตอบสุดท้ายของคนวัย สว.แบบผมนะครับ (บอกพลางหัวเราะ) วันนี้ผมวิ่งเข้าหาต้นไม้ ผิดกับสมัยหนุ่มๆ นะครับ เป็นคนใจร้อน คิดเร็วทำเร็ว ระเบียบเป๊ะมาก อย่างตอนเริ่มทำสวนมะพร้าวปลูกเรียงกัน 5 ต้น เรียงกันตรงแหนวเลยเรียกว่ามองตรงๆ นี่นึกว่าต้นเดียว (หัวเราะ) คิดเป็นระบบวิชาการแบบคนเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า การอยู่ในสวนใช้ชีวิตช้าๆ อยู่กับต้นไม้ต้นไร่คือความสุขมากๆ ญาติพี่น้องเรียกผมว่าฆาตกรกลับใจเพราะเมื่อก่อนเห็นต้นไม้รก สั่งคนงานตัดทิ้งทันที”

ออร์แกนิก คือของดั้งเดิม

ทริปนี้จัดแทร็กเตอร์ต่อเป็นหัวรถลากมีที่นั่งโดยสารพาทัวร์สวนมะพร้าว พื้นที่กว้างใหญ่สุดสายตากว่า 2,000 ไร่ นอกจากสวนมะพร้าวยังมีการทำนาข้าวอินทรีย์ ได้ผลิตผล 400-500 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ข้าวใส่ปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 1 เท่า คือ 800-900 กก. นาข้าวเริ่มทำตั้งแต่สวนมีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมือนระบบนิเวศของป่าธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์และโครงสร้างของดินด้วยกระบวนการธรรมชาติ และเอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตทั้งใต้ดินและบนดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและระบบนิเวศตามธรรมชาติ

การกำจัดด้วงมะพร้าววิธีธรรมชาติ

 

“ฟังดูแล้วดีนะไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ซึ่งเวลานี้ปุ๋ยก็ตกตันละหมื่นบาท แต่ข้าวก็มีกินแค่คนงานในสวนครับ ไม่ได้พอขาย นาข้าวเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) อยู่ระหว่างสองพื้นที่สวนมะพร้าวปลูกใช้ปุ๋ยเคมี และสวนออร์แกนิก เพื่อช่วยลดผลกระทบซึ่งกันและกัน ใช้ในการควบคุม ช่วยกรองมลพิษป้องกันการกระจายของสารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง

สวนและนาปลูกระบบอินทรีย์ เราไม่ใช้ยาเคมี หันมาพึ่งวิธี Bio Control ธรรมชาติกำจัดธรรมชาติครับ เช่น การกำจัดศัตรูพืชโดยใช้ราเขียวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเพาะได้เองจากห้องปลอดเชื้อภายในไร่ หรือวิธีใช้แมลงกำจัดแมลงด้วยกัน จนแมลงที่เป็นศัตรูพืชค่อยๆ หายไปจากไร่ ฤดูกาลระบาดของศัตรูมะพร้าวสำคัญอย่างด้วงแรด และด้วงงวงมะพร้าว เมอริโต้ฟาร์มมีการคิดค้นใช้กับดักถังสีดำ แล้วใส่กลิ่นฟีโรโมนที่กระตุ้นการสืบพันธุ์ด้วงแรดเพื่อล่อให้แมลงศัตรูพืชมาตกลงในถัง จากนั้นจึงทำการบันทึกไว้เป็นสถิติ แล้วนำไปกำจัด ทำได้ยาก ทำได้ช้ากว่าสารเคมี แต่ดีต่อทั้งผู้บริโภค ทั้งเกษตรกรแรงงานในไร่ไร้สารพิษ กะทิออร์แกนิก 100% ส่งออกด้วยครับ จะต้องมีการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของโลก

ในวงการเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกทั่วโลกนั้น การทำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจำหน่ายจะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อรับรองมาตรฐานการเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และต้องสามารถบ่งชี้ที่มาได้ว่ามาจากขั้นตอนเกษตรอินทรีย์แท้จริง แต่ละประเทศก็มีกฎระเบียบและขั้นตอนการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกเฉพาะของตัวเอง เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วก็ต้องทำการรักษาระบบดังกล่าวให้ดีต่อไป โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ให้การรับรองมาตรวจสอบสม่ำเสมอ หากไม่สอดคล้องตามข้อกำหนดก็มีสิทธิโดนเพิกถอนใบรับรองได้ กะทิเมอริโต้ได้การรับรองมาตรฐานสากลความเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกแท้จาก 8 สถาบันและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐ สหภาพยุโรป อังกฤษ บราซิล และญี่ปุ่น เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย”

แนวคิดช่วยเหลือเกษตรกรส่งเสริมแนวทางเกษตรอินทรีย์ ยังต้องการให้มีผู้เข้าร่วมโครงการมะพร้าวเกษตรอินทรีย์อย่างกว้างขวางมากขึ้นอีกด้วย การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีเกษตรกรสาธิต ไร่เมอริโต้จึงเปิดสวนให้คนสนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ โดยมีที่พักตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆ 4 ตู้ แต่สะดวกสบายพรั่งพร้อมกับการพักค้างแรมสำหรับผู้เดินทางมาจากพื้นที่อื่น

“ใครสนใจ ผมขอเชิญมาดูงานในไร่ได้ครับ ผมอยากรณรงค์ให้เราเลือกคุณภาพอาหารที่ดี จะจ่ายค่าอาหารแพง หรือเราจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย?!! ออร์แกนิก ผลิตอาหารมาเพื่อคำตอบแรกนะครับ แต่การจ่ายค่าอาหารในราคาสูงคนที่เคยจับจ่ายค่าผักผลไม้ในราคาถูกกว่านี้ ก็บอกว่าออร์แกนิกคือ ‘ของพิเศษ’ ผมขอแย้งประเด็นนี้นะครับว่า ออร์แกนิก ไม่ใช่ของพิเศษ แต่เป็นอาหารดั้งเดิมของบรรพบุรุษปู่ย่าตายายเราสร้างสมมา

เกษตรเคมีนั่นต่างหากคือของปรุงแต่งพิเศษ สร้างโดยที่มีจุดหมายการผลิตอาหารจำนวนมหาศาลเพื่อความมั่นใจ Food Security เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรโลก แต่กลับมองข้าม Food Safety ไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ” พีรโชติ กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยความสุขใจและภูมิใจกับธุรกิจอาหารสะอาดที่พร้อมก้าวไปช้าๆ และเพื่อสุขภาพยืนยาวของผู้บริโภค