‘ป๊อก เลิฟมีลอนดอน’ ที่สุดแห่งชีวิต เมกอัพ อาร์ติสต์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478246

‘ป๊อก เลิฟมีลอนดอน’ ที่สุดแห่งชีวิต เมกอัพ อาร์ติสต์ไทย

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากเด็กต่างจังหวัดที่จับพลัดจับผลูมาได้เรียนแต่งหน้าแค่ครั้งเดียว แต่อาศัยพรสวรรค์ที่มีบวกกับการฝึกฝน ใครจะคิดว่าคลาสเรียนแต่งหน้าแบบรวบรัดแค่ไม่กี่ชั่วโมงตอนสมัยยังเป็นนักเรียน จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของ ป๊อก-พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์ หรือป๊อก เลิฟมีลอนดอน ไปตลอดกาล จนแม้แต่เจ้าตัวยังออกปากว่า วันนี้ชีวิตมาไกลเหลือเกิน มาไกลจนเมื่อหยุดแล้วมองย้อนกลับไปยังต้องถามตัวเองว่า ถ้ากลับไปยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง จะสามารถก้าวเดินมาได้สวยงามแบบนี้หรือไม่ จะสามารถพาตัวเองมาอยู่ในจุดที่มีความสุขและภาคภูมิใจในงานที่ทำได้เฉกเช่นทุกวันนี้หรือเปล่า

คำถาม คือ คุณคิดว่าปลายทางที่สุดของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์คนไทยคืออะไร การได้แต่งหน้าให้กับนักแสดงระดับแถวหน้าของเมืองไทย? การได้โกอินเตอร์ไปร่วมแสดงฝีมือในระดับสากล? หรือการได้มีโอกาสแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าให้กับคนดังระดับโลก? คุณไม่จำเป็นต้องเลือกให้ยุ่งยาก เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นใช้นามสกุล เมกอัพ อาร์ติสต์ ต่อท้ายชื่อเมื่อปี 2535 ป๊อกได้พาตัวเองไปสัมผัสกับทัชพอยต์ทั้งสามนี้มาแล้ว

 

ซุป’ตาร์ทั่วไทยต้องผ่านมือ ป๊อก เลิฟมีลอนดอน

ป๊อกพาย้อนวันวานไป ณ ก้าวแรกของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ ว่า เขาเริ่มหารายได้จากการรับจ้างแต่งหน้ามาตั้งแต่สมัยเรียน เคยส่งพอร์ต ต่อสายไปตามแมกกาซีนชื่อดังต่างๆ เพื่อหวังจะได้มีโอกาสแสดงฝีมือ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธมาแล้ว แต่ป๊อกก็ไม่ทิ้งความพยายาม เขาสะสมชั่วโมงบินในการทำงานมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งโอกาสดีๆ ก็วิ่งมาหา เมื่อเขาได้รับการติดต่อจากช่างแต่งหน้ารุ่นพี่ให้ไปช่วยแต่งหน้าเซตปกให้กับนิตยสารแพรว

“งานนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเราเหมือนกันนะ เป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้หลังจากนั้นเราได้รับโอกาสดีๆ เข้ามาตลอด เพราะการได้ไปแต่งหน้าในเซตปกของแพรวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นเราได้แต่งหน้าให้นักร้องชายที่มาขึ้นปก จำได้ว่าเป็น มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์”

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากพาตัวเองเข้ามาโลดแล่นในอาชีพที่หลงรักตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่ป๊อกไม่เคยคิดทิ้งการเรียน หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เขายังลัดฟ้าไปศึกษาหลักสูตรการแต่งหน้าที่สถาบัน Atelier International de Maquillage A.I.M Paris ที่ฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Woman Study ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“การเทกคอร์สสั้นๆ ที่ฝรั่งเศสเปิดโลกในการแต่งหน้าให้เรามาก จากเดิมที่เราหัดแต่งหน้าในสไตล์ยุค 80-90 เน้นการแต่งหน้าแบบคมชัด ติดทน ไม่เน้นเรื่องการใช้เทคนิคแสงและเงา แต่พอไปเรียนต่อปรากฏว่าครูที่สอนเปิดโลกใบใหม่ให้เราเลย ที่จำไม่ลืม คือ เขามีวิธีตรวจผลงานนักเรียนที่แปลกมาก เขาใช้มือลูบที่หน้านางแบบที่นักเรียนแต่งหน้าเสร็จแล้ว เพื่อดูว่าลงเครื่องสำอางหนาขนาดไหน จุดนั้นทำให้เรารู้ว่า การแต่งหน้าให้สวยไม่ใช่การประโคมเครื่องสำอางลงไปเยอะๆ แต่ก็เป็นการมองหาจุดเด่นหรือความสวยของผู้หญิงคนนั้นให้เจอ และเรามีหน้าที่ปรุงแต่งเพื่อขับเน้นความสวยนั้นให้โดดเด้งออกมา”

 

จากการสั่งสมความรู้และโอกาสที่ได้อวดฝีมือการรังสรรค์ความงามบนใบหน้าด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์มาเรื่อยๆ ทำให้ทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเหล่านักแสดงชื่อดังของเมืองไทยล้วนเคยผ่านการเนรมิตลุคสวยโดยป๊อกมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี แอน ทองประสม พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี อ้อม-พิยดาจุฑารัตนกุล พอลล่า เทเลอร์ แต้ว-ณฐพรเตมีรักษ์ เชอร์รี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ และมิว-นิษฐา จิรยั่งยืน

“หลายคนอาจมองว่า การแต่งหน้าให้เหล่าซุป’ตาร์เหล่านี้เป็นเรื่องง่าย เพราะพวกเธอมีใบหน้าที่สวยอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าด้วยโครงหน้าของนางเอกแถวหน้าที่สวยเป็นทุนเดิม เป็นข้อได้เปรียบในการแต่งหน้าให้ออกมาสวย แต่ความท้าทายของช่างแต่งหน้า คือ นอกจากความสวยที่พวกเธอมีแล้ว จะทำอย่างไรเพื่อขับฉายความโดดเด่น สร้างความมั่นใจให้เหล่านักแสดงมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนและพัฒนา”

 

อย่างไรก็ตาม ถึงจะอยู่ในวงการมานาน ทำงานมาเยอะ แต่ป๊อกถ่อมตัวว่า ยังไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์อย่างแท้จริง จนกระทั่งปี 2014 ที่ป๊อกมองภาพตัวเองว่าเป็นเมกอัพอาร์ติสต์อย่างแท้จริง กล้าพูดว่าได้แต่งหน้าซุป’ตาร์ระดับนางเอกแถวหน้าจริงๆ

“ถ้าพูดให้ทันสมัยก็ต้องบอกว่า ปี 2014 ถือว่าเราได้เปิดตัว Official Page อย่างเป็นทางการ” ป๊อก บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

 

ปิดประตูบานหนึ่ง เพื่อไปเจอโลกกว้าง

นอกจากจะโด่งดังในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความงามของเหล่าดารานักแสดงแล้ว ป๊อกยังได้ชื่อว่าเป็นเมกอัพอาร์ติสต์คิวทองที่จองคิวยากคนหนึ่งใน พ.ศ.นี้ เพราะนอกจากเหล่าซุป’ตาร์จะเรียกใช้บริการ ยังไม่รวมว่าที่เจ้าสาวที่อยากได้ป๊อกมาเนรมิตลุคสวยเจิดในวันที่สำคัญที่สุดของชีวิต ถึงจะดีใจที่ทุกคนชื่นชอบสไตล์การแต่งหน้า แต่ด้วยความที่อยู่ในวงการมานาน วันหนึ่งชีวิตของป๊อกก็เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวกับงานที่ทำ ป๊อกเลือกหาทางออกให้ชีวิตด้วยการเก็บกระเป๋าออกไปท่องโลกกว้าง แต่สุดท้ายการท่องเที่ยวก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ใช่อยู่ดี เพราะถึงใจหนึ่งจะมีความสุขกับการท่องเที่ยว แต่อีกใจก็ยังคิดถึงงานแต่งหน้าที่รักเหลือเกิน

ด้วยเหตุนี้ ป๊อกจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่หาวิธีจับงานที่รักกับการท่องเที่ยวมาแต่งงานกันซะเลย คอนเซ็ปต์ไอเดียง่ายๆ นี้เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ภารกิจโกอินเตอร์ของป๊อก

 

“ทำงานมาเป็นสิบปี ก็มาถึงจุดที่อิ่มตัวเหมือนกันนะ คือ เราผ่านงานมาทุกอย่างแล้ว รู้ระบบทุกอย่างหมด งานเริ่มไม่ท้าทาย ตอนนั้นเราก็คิดว่าจะเกษียณวางแปรงแล้ว แต่อาจเพราะโชคชะตายังไม่ยอมให้เราหยุดทำงาน ช่วงที่ไปเที่ยวนิวยอร์ก เราเลยได้พบกับโอกาสที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอ พอดีตอนนั้น ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก ไปทำงานที่นิวยอร์กพอดี พอรู้ว่าเราไป เขาเลยบอกให้เราไปช่วยแต่งหน้าให้เขาหน่อย เราก็ไป ปรากฏว่าการไปทำงานครั้งนั้น ทำให้เราได้เจอกับน้องคนไทยคนหนึ่งที่นั่น คุยกันไปคุยกันมาเกิดถูกคอเขาเริ่มแนะนำงานแต่งหน้ามาให้”

โลกของการทำงานใบใหม่ สร้างความตื่นเต้น และท้าทายในทุกวันให้ป๊อกไม่น้อย เขาไม่เพียงได้ไปแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ของโลก แต่ยังได้ไปแต่งหน้าให้กับ นิกกี้ ฮิลตัน ที่ทุ่มทุนเปิดอพาร์ตเมนต์สุดหรูใจกลางแมนฮัตตันให้ป๊อกได้เข้าไปแต่งหน้าอย่างใกล้ชิด ตอนที่เธอจะไปร่วมงานปาร์ตี้ประจำปีของนิตยสารHarper’s Bazaar สหรัฐอเมริกา ซึ่งผลงานของป๊อกในครั้งนั้นทำให้นิกกี้ดูสวยสดใสรับกับผมทรงหางม้า จนเว็บไซต์เดลีเมลของอังกฤษยังต้องเขียนชม ความประทับใจนี้ นิกกี้ ได้บอกต่อไปยังพี่สาว ปารีส ฮิลตัน จนเธอตัดสินใจให้ป๊อกแต่งหน้าให้สำหรับไปร่วมรายการทูเดย์ โชว์ ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ชื่อดังของนิวยอร์ก ผลงานการแต่งหน้าของป๊อกในครั้งนั้นถูกใจปารีสไม่น้อย เธอยอมรับว่าเป็นสไตล์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

“เราดีใจที่เขาชอบผลงานเรานะ เพราะเราเองการก็รู้สึกประทับใจกับการทำงานในแบบอเมริกันสไตล์เหมือนกัน คือ เขาจะชัดเจน ตรงไปตรงมา เขาจะบอกเลยว่า วันนี้ฉันอยากได้ลุคแบบนี้ มันเป็นไปได้ไหม? ป๊อกว่ามันเหมือนเป็นโลกใหม่ที่น่าตื่นเต้น น่าค้นหา ตอนแต่งหน้าไปก็ได้คุยกันกับนิกกี้และปารีสตลอด หลังจากกลับมาก็มีส่งข้อความคุยกันบ้าง”

 

หลังจากได้สัมผัสกับโลกที่ไม่เคยคาดฝัน โอกาสสำคัญก็วิ่งหาป๊อกไม่หยุด เมื่อเขาได้ไปเยือนกรุงลอนดอน เพื่อแต่งหน้าให้กับนักร้องดังจากเกาะอังกฤษ พิกซี่ ลอตต์ สำหรับการปรากฏตัวต่อสื่อครั้งแรกในงานลอนดอน แฟชั่นวีก ผลงานของป๊อกในวันนั้นทำให้พิกซี่ดูสวยจับใจ สามารถเรียกแสงแฟลชจากสื่อมวลชนได้อย่างท่วมท้น แทบลอยด์ในอังกฤษทั้งเดลีเมลและเดอะซันต่างชื่นชมถึงความงดงามของพิกซี่ในครั้งนั้น

นอกเหนือจากนี้ ยังมีเหล่าคนดังผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงบันเทิงและแฟชั่นระดับโลกมากมายที่ป๊อกได้มีโอกาสแต่งหน้าให้ไม่ว่าจะเป็นที่มิลานหรือไปจนถึงปารีส ตามลำดับ อาทิ เฮเลน่า บอร์ดอน โรส เบอร์แทรม เพตรา เนมโควา เป็นต้น แต่ละครั้งของการรังสรรค์ลุคบนใบหน้าของบุคคลเหล่านี้ ต่างก็เป็นที่ฮือฮาในแวดวงคนแฟชั่นและสื่อต่างประเทศที่พบเห็น รวมถึงได้รับคำชมเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ป๊อกกลายเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ของไทยคนแรกที่ถูกจองตัวให้ไปเยือนวงการอินเตอร์ระดับโลก และถูกจองตัวแล้วในซีซั่นต่อไปในงาน Haute Couture 2017 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถวายงานแต่งพระพักตร์สมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน

นอกจากเส้นทางชีวิตที่เรียกว่าที่สุดของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์แล้ว ป๊อกยังเป็นหนึ่งในช่างแต่งหน้าคนไทยที่โชคดีเหลือเกินที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายงานแต่งพระพักตร์ให้กับสมเด็จพระราชินี เจ็ตซุน เพมา ในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสขององค์พระประมุขสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก แห่งประเทศภูฏาน ในปี 2554 จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ชาวไทยที่ได้รับเลือกให้ไปถวายงานอยู่บ่อยครั้ง

 

“ป๊อกได้รับการทาบทามผ่านทาง อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ว่าให้เราเคลียร์คิวให้ว่างไว้ เพราะ อาร์ต-ศรา จุฑารัตนกุล สามีของอ้อมแนะนำเราให้กับ ปุ๊ก-กรชนก พิทักษ์บุรี พระสหายของกษัตริย์จิกมี ในเวลานั้นกำลังมองหาช่างแต่งหน้า-ทำผมถวายสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ขณะนั้นเป็นพระคู่หมั้นของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกลวังชุก ตอนแรกทางผู้ใหญ่ที่ติดต่อมายังไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก ว่าจะให้ไปแต่งหน้าใคร รู้แต่ว่าต้องไปแต่งหน้าให้บุคคลสำคัญให้เราเคลียร์คิวไว้”

ป๊อก บอกว่า ครั้งแรกที่เดินทางไปภูฏาณเขาเดินทางไปเพื่อแนะนำตัว และลองแต่งพระพักตร์ถวาย ยังไม่รู้ว่าจะได้รับโอกาสสำคัญยิ่งนี้หรือไม่ จนสุดท้ายทั้งสองพระองค์ก็โปรดเลือกให้ป๊อกไปเป็นผู้ถวายงาน

“ตอนแรกที่รู้ว่าต้องเดินทางไปภูฏาน เรายังไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรนะ เพราะสิ่งที่กังวลมากกว่า คือ คิวงานที่ต้องเลื่อนและยกเลิก เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราคิวแน่นพอสมควร แต่พอได้เข้าไปถึงในพระราชวัง ได้เข้าเฝ้าฯ และถวายงานจริง ความตื่นเต้นไม่รู้มาจากไหน แต่ก็บอกตัวเองว่าต้องทำงานอย่างดีที่สุด เพราะการได้ถวายงานครั้งนั้นนับว่าเป็นเกียรติสูงสุดของตัวเองและครอบครัวมาก”

 

จวบจนวันนี้ ทุกโอกาสและความสำเร็จที่ผ่านที่เข้ามาในชีวิต ป๊อกยอมรับว่า ยังแทบไม่เชื่อตัวเอง แต่หลังจากได้ทบทวบจริงจัง ป๊อกคิดว่า สิ่งที่ทำให้เรามาถึงตรงนี้ คงเพราะ ความรัก และให้เกียรติในที่ทำเสมอ

“ป๊อกว่าสิ่งที่สำคัญไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสสำคัญมันจะวิ่งเข้ามาหาชีวิตเราอีกเมื่อไหร่ ถ้าคุณไม่พร้อมคุณก็จะเสียโอกาสนั้นทันที เพราะฉะนั้นเราต้องมีสติแล้วแสดงฝีมือออกมาให้ได้ดีที่สุด ทำให้เขาเห็นว่าเราก็เป็นมืออาชีพเหมือนกัน” ป๊อก กล่าวทิ้งท้าย

 

ธีรยุทธ บัญหนองสา แฟนคลับกีฬาต่อสู้ตัวยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478151

ธีรยุทธ บัญหนองสา แฟนคลับกีฬาต่อสู้ตัวยง

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทรูโฟร์ยู

มีโอกาสได้พบหน้า ฟลุค-ธีรยุทธ บัญหนองสา วัย 37 ปี ผู้ประกาศ Smart News ช่วงเช้าข่าวดี (วันจันทร์-วันศุกร์ 06.00-08.00 น.) พิธีกรรายการ Sport Night, Sport World Class และ TPL Special ทางช่องทรูโฟร์ยู ดิจิทัลทีวีช่อง 24 เมื่อได้พูดคุยกันก็ทำให้รู้ว่าเขามีกีฬาที่ชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือกีฬาประเภทต่อสู้ แถมยังเป็นแฟนคลับของนักกีฬาเหล่านี้อยู่หลายคนอีกด้วย

“ที่จริงกีฬาที่ผมเล่นมาตั้งแต่เด็ก ก็คือ กีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอล รองลงมา ก็คือ การต่อยมวย ซึ่งหลักๆ แล้วผมก็ชอบอยู่ 2 อย่างนี้ ที่ทั้งเล่นเองและทั้งติดตามชม ซึ่งฟุตบอลก็ติดตามประจำอยู่แล้ว แต่ผมจะขอพูดถึงมวยดีกว่า เพราะเป็นกีฬาที่ปัจจุบันนี้ผมยังมีโอกาสได้ไปซ้อมบ้างสัปดาห์ละครั้ง ส่วนเวลาที่เหลือก็ดูจากช่องกีฬา True Visions รวมถึงมีโอกาสพากย์มวยบ้าง แต่ช่วงนี้กีฬาที่ผมพากย์เป็นประจำ ก็คือ Mix Martian Arts ในรายการ UFC (Ultimate Fighter Championship) ทางช่องทรูวิชั่นส์ครับ

“ที่ผมชอบกีฬามวย เพราะรู้สึกว่ามันอยู่ในดีเอ็นเอของคนไทยอยู่แล้ว ผมเห็นคุณพ่อดูมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ทั้งมวยไทยและมวยสากล นักมวยที่เด็กในรุ่นผมโตมาแล้วต้องรู้จักดีเลย ก็คือ เขาทราย แกแล็คซี่ ตอนนั้นถ้าเขาทรายชกเมื่อไร ผมต้องมานั่งดูนั่งเชียร์หน้าทีวีกับพ่อทุกครั้ง แต่ละไฟต์ที่เขาทรายชก คนดูจะลุ้นจะเชียร์กันสนุกสนานมาก เวลาดูเขาทรายชกแต่ละครั้ง คนดูจะไม่ค่อยผิดหวัง เพราะเขาสามารถป้องกันแชมป์ได้ถึง 19 ครั้งรวด จากนั้นก็เลิกชกไป เรียกว่าเป็นนักมวยสากลในดวงใจซึ่งเป็นตำนานเลยละ”

ฟลุค บอกว่า สำหรับนักมวยสากลในปัจจุบัน คนที่เขาติดตามมาตลอดก็คือ แมนนี่ ปาเกียว นักชกชื่อดังชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ถ้าคุณใฝ่ทางด้านการต่อยมวยจริงๆ มันก็เป็นไปได้ที่คุณจะถึงฝันและได้เข็มขัดแชมป์โลกหลายสมัยเหมือนปาเกียว แต่ต้องมีความมุ่งมั่น ต้องซ้อมหนักมาก จึงทำให้เขาก้าวผ่านการเป็นนักมวยอุ่นเครื่องไปสู่การเป็นนักมวยสากลระดับโลกได้

“ในฐานะที่ผมเป็นคนพากย์ในรายการ UFC ซึ่งเป็นการนำศิลปะการต่อสู้หลายๆ แขนง หรือ มิกซ์ มาร์เชียล อาร์ต มาต่อสู้แข่งขันกันในกรง 8 เหลี่ยม รายการนี้เป็นเวทีที่ใหญ่สุดและดังที่สุดในโลก ซึ่งผมมีนักกีฬาที่ชื่นชอบคนแรกก็คือ นิค ดิแอซ หนุ่มชาวอเมริกัน ที่ชอบนิคเพราะเวลาที่เขาต่อสู้ทีไร คู่ต่อสู้มักจะล้มเขาไม่ค่อยลง แม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในรายการ แต่เวลาที่เขาต่อสู้ นิคจะต่อสู้สุดพลัง ยิ่งเจ็บ ยิ่งสู้ ยิ่งอึด แถมยังมีการเอนเตอร์เทนคนดู ต่อยไปพูดไป ยั่วคู่ต่อสู้ไปอีกด้วย (หัวเราะ)

“ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงชื่อ อแมนดา นูเนส นักต่อสู้สาวชาวบราซิล ผู้มีฉายาว่านางสิงห์ เธอเพิ่งจะโด่งดังขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยทั่วไปด้วยสภาพร่างกายของนักกีฬาหญิงแล้ว พวกเธอมักจะเก่งการต่อสู้เป็นอย่างๆ ไป บางคนเก่งคิกบ็อกซิ่ง บางคนเก่งยูโด แต่เธอคนนี้เป็นผู้หญิงที่ครบเครื่องมากๆ ต่อสู้เก่งทุกด้าน ทั้งเตะ ต่อย จับล็อก หรือนอนต่อสู้ เธอก็ทำได้หมด โดยเฉพาะการต่อสู้ที่เรียกว่า ‘บราซิเลียน ยูยิสสู’ ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของชาวบราซิล ซึ่งเธอจะมีความเชี่ยวชาญมาก พูดง่ายๆ ว่าอแมนดาเป็นผู้หญิงที่แกร่งสุดๆ เธอเพิ่งคว้าแชมป์จากการแข่งขัน UFC มาหมาดๆ และล่าสุดเธอยังสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้อีกด้วย”

ฟลุค ทิ้งท้ายว่า นอกจากพากย์กีฬาต่อสู้แล้ว เขายังทำหน้าที่พากย์ฟุตบอลตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ที่ถ่ายทอดสดทางช่องทรูวิชั่นส์อีกด้วย แฟนๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเขาได้ที่แฟนเพจ FB : ธีรยุทธ บัญหนองสา IG : Theerayut_B และ Twitter : Theerayut_B

 

อภิชาติ ชโยภาส กับชีวิตในบั้นปลาย เกษตรกรหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478142

อภิชาติ ชโยภาส กับชีวิตในบั้นปลาย เกษตรกรหลังเกษียณ

“ชีวิตผมเปรียบเสมือนลม ที่สัมผัสได้แต่ครอบครองไม่ได้ ให้ความร่มเย็น ขณะที่รอบข้างกำลังเร่าร้อน ให้ความอบอุ่น ขณะที่รอบข้างกำลังเยือกเย็นและชอบที่จะไปมาอย่างไร้ร่องรอย”นี่คือนิยามที่ อภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ หรือ RP กล่าวถึงตัวเอง ว่าเป็นคนแบบไหน การเกิดมาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ทำให้เขาต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อและแม่ เพื่อบริหารธุรกิจเฟอร์รี่ข้ามฟากเส้นทางจากท่าเรือดอนสัก-สมุย-พะงัน ที่พ่อริเริ่มไว้ให้ตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว จนกระทั่งประสบความสำเร็จในวันนี้ ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย “เวลานับจากนี้ผมถือว่ากำลังเป็นการเตรียมช่วงสุดท้ายของชีวิต การทำงานก็จะเป็นไปเพื่อคนอื่นและส่วนรวมแล้ว ผมตั้งใจจะสร้างรากฐานของธุรกิจให้แข็งแกร่ง ให้คนอื่นมารับไม้ต่อไปได้ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการดีที่สุด คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ทำให้ลูกน้องมีชีวิตที่ดีขึ้น บริษัทมีความมั่นคง แล้วผมก็จะเน้นงานเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น ได้แก่ การผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ซึ่งเราริเริ่มเป็นเจ้าแรก  รวมทั้งโครงการจัดการขยะเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เราจะทำต่อเนื่อง”

อภิชาติอยากให้เกาะสมุย-พะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่คนทั่วโลกต้องมาเยือนให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ถือเป็นเพชรน้ำเอกของแหล่งท่องเที่ยวโลก พร้อมวางเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำให้ RP เป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้านการให้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก เพราะเรามีทั้งศักยภาพและความรู้ในการทำธุรกิจนี้ พร้อมจะขยายเส้นทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้มากขึ้นด้วย

สำหรับแนวทางการบริหารชีวิตด้านการเงิน อภิชาติจะจัดสรรเงินรายได้เป็นสัดส่วน โดย 15% แรกคือการทำบุญ/ทาน และงานสงเคราะห์ต่างๆ 30% ถัดมาคือการใช้จ่ายส่วนตัว อีก 30% เพื่อดูแลคนในครอบครัว ส่วนที่เหลือคือเงินลงทุน รวมทั้งเงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งได้เอาไปลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ แล้วจะผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรหลังเกษียณ โดยตอนนี้มีไร่ขนุนและมะพร้าวน้ำหอมไว้จำนวนหนึ่งแล้ว

ในด้านการดูแลสุขภาพและวางหลักคิดชีวิต กรรมการผู้จัดการของ RP กล่าวว่า Mr.Shawn Achor ครูสำคัญท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สอนไว้ว่า คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีความสุขในการใช้ชีวิตทุกๆ วัน และต้องทำ 5 ประการ ซึ่งเขายึดเป็นแนวปฏิบัติมาตลอดดังนี้

1.บันทึกเรื่องที่ทำให้เราดีใจวันละ 3 เรื่อง ทุกวัน

2.นึกถึงเรื่องที่ทำให้เราเกิดความสุข อย่างน้อย 1 เรื่อง

3.ออกกำลังกาย วันละ 10-15 นาที (เลือกใช้การแกว่งแขนบริหารกล้ามเนื้อ)

4.นั่งสมาธิอย่างต่ำวันละ 2-10 นาที

5.เขียนขอบคุณหรือให้อภัยใคร หรือเรื่องราวใดก็ได้ที่ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้นวันละอย่างน้อย 1 คน

นอกจากนี้ ความเป็นคนที่ชอบและใฝ่ใจการอ่านหนังสือทำให้คุณอภิชาติมีความรู้หลากหลาย กว้างขวาง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะถ่ายทอดความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิต หลักการ บริหารธุรกิจ บันทึกเป็นเรื่องราวให้คนรุ่นหลังได้รู้ ซึ่งก็วางแผนไว้ว่าหลังจากวางมือการบริหารกิจการแล้ว ก็จะเริ่มต้นงานเขียนหนังสืออย่างจริงจัง “มีความเชื่อที่สืบต่อกันมาของคนโบราณว่า เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วจะมีความสมบูรณ์ เป็นคนดีที่สวรรค์จะเปิดรับให้กลับไปสู่อ้อมกอดของพระเจ้าก็ต้องทำอย่างน้อย 3 สิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องปลูกต้นไม้ ต้องมีครอบครัว และต้องเขียนหนังสือ ผมทำได้ 2 อย่างแล้ว ก็เหลือเพียงการเขียนหนังสือที่เป็นอีกหนึ่งในความตั้งใจจะทำในอนาคต ทิ้งไว้เพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลาน”

 

ณัฐกฤตา ชานนท์นาฤเบศ สร้างความสุขด้วยเสียงธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478135

ณัฐกฤตา ชานนท์นาฤเบศ สร้างความสุขด้วยเสียงธรรม

โดย…ภาดนุ

คนเราเกิดมาย่อมต้องเคยผ่านช่วงที่มีความทุกข์กันทั้งนั้น แก้ว-ณัฐกฤตา ชานนท์นาฤเบศ วัย 34 ปี พีอาร์ส่วนตัวของศิลปิน-คนดัง ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยผ่านช่วงทุกข์หนักในชีวิต ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอใช้ธรรมะเพื่อเยียวยาจิตใจตัวเอง แล้วยังต่อยอดสร้างความสุขให้กับผู้อื่นโดยผลิตซีดีธรรมะบรรยายโดยใช้เสียงของเธอที่ชื่อว่า “แก้วเสียงธรรม” อีกด้วย

“จุดเริ่มต้นของ ‘แก้วเสียงธรรม’ เกิดขึ้นในปี 2554 เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชีวิตเราถึงจุดตกต่ำที่สุด แก้วจึงไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ตอนนั้นเราไปแบบมีทุกข์มาก พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ท่านจึงสอนเรื่องการทำสมาธิและเดินจงกรมให้ และบอกว่าอานิสงส์เหล่านี้จะสามารถช่วยให้พ้นทุกข์ได้ หลังจากปฏิบัติธรรมอยู่ครึ่งปี ชีวิตเราก็ดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเลยว่า คนที่มีอาชีพดูแลศิลปินดาราดังอย่างเราจะสามารถไปกินข้าววัดและไปนอนรวมกับคนอื่นๆ ในวัดได้“

แก้วบอกว่า วันหนึ่งหลวงพ่อจรัญได้เทศน์สอนอยู่ แล้วท่านบอกว่า ตอนนี้เสียงท่านไม่ค่อยมีแล้ว เธอจึงมีความคิดที่จะตอบแทนพระคุณหลวงพ่อ ด้วยการใช้เสียงของเธอที่มีคนทักว่าเสียงเพราะ พูดภาษาไทยได้ชัดเจนเพื่ออ่านธรรมะบรรยายก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

“เมื่อคิดได้ดังนั้นแก้วก็ไปขออนุญาตหลวงพ่อ เพื่อนำหนังสือ ‘กฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ’ ของหลวงพ่อมาอ่านด้วยเสียงของเรา โดยความคิดแรกคือจะอ่านและอัดเสียงลงในยูทูบเพื่อให้คนได้ฟังกัน ดังนั้นชื่อของ ‘แก้วเสียงธรรม’ ซึ่งมีสองความหมายคือ ‘แก้วเสียงของพระธรรม’ และ ‘ธรรมะที่อ่านด้วยเสียงของแก้ว’ จึงเกิดขึ้น เบื้องต้นตั้งใจแค่จะอัดเสียงลงยูทูบ แต่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อก็เสนอว่า ทำไมไม่ทำเป็นซีดีถวายหลวงพ่อในวันเกิดของท่านล่ะ เราก็เลยไปปรึกษาเพื่อนที่เป็นศิลปิน เขาก็บอกว่าจะอัดเสียงให้ โดยซีดีแผ่นแรกที่บันทึกเสียง ได้อ่านมาจากหนังสือ ‘อนุสาสนีปาฏิหาริย์’ ซึ่งเป็นการรวมคำสอนและวิธีปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อจรัญ”

แก้วบอกว่า ช่วงที่อัดเสียงแรกๆ เธอใช้เวลาตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า โดยใช้เวลาถึง 2 เดือน ซีดีเสียงบรรยายธรรมะที่มีดนตรีไทยคลอประกอบจึงแล้วเสร็จ และผลิตออกมาจำนวน 3,000 แผ่น ซึ่งมีกัลยาณมิตรหลายคนร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดทำซีดี จากนั้นเธอจึงนำไปถวายหลวงพ่อ (ปี 2555) 1,000 แผ่น ส่วนซีดีอีก 2,000 แผ่น ได้นำไปมอบให้กับสมาคมคนตาบอด บ้านพักคนชรา และโรงพยาบาลสงฆ์

“ปรากฏว่าพอแจกซีดีไป ก็มีคนอินบ็อกซ์มาในเฟซบุ๊กเยอะมาก ที่โทรมาตามเบอร์บนซีดีก็มีเยอะ แก้วดีใจจนน้ำตาไหลเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่ามีคนมาชื่นชมเสียงของเรา จากที่เคยถูกคนกล่าวหาจนต้องขึ้นโรงพัก ตอนนั้นไม่มีใครฟังเราเลย แต่พอซีดีถูกแจกไป กลับมีคนฟังเรา แถมยังได้รับความชื่นชมในเสียงอ่านธรรมะอีกด้วย เมื่อมีผลตอบรับที่ดี เราจึงบันทึกเสียงซีดีแผ่นที่สองชื่อ ‘ใบไม้ในกำมือ’ ต่อเลย แผ่นนี้จะมีอานิสงส์ของการสวดมนต์และการปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเช่นเคย

“ในปี 2556 พอผู้ที่เคยฟังซีดีรู้ว่าเราจะอัดซีดีธรรมะแผ่นที่สามชื่อ ‘พุทโธโลยี’ ซึ่งเป็นธรรมะบรรยาย 30 เรื่องของหลวงพ่อจรัญ พวกเขาก็เริ่มติดตามฟังกัน ครั้งนี้จึงผลิตซีดีออกมาถึง 3.5 หมื่นแผ่นจากเงินบริจาคที่ได้มา โดยเราจะอัพเดทรายชื่อผู้บริจาคและมีใบเสร็จในการบริจาคทุกครั้ง เพื่อความโปร่งใสและความสบายใจของทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังทำป้ายคำสอนของหลวงพ่อแบบติดตามต้นไม้ไปมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ ด้วย”

แก้วเสริมว่า ต่อมาในปี 2557 เธอได้ทำซีดีเสียงชื่อ ‘กฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ’ ขึ้นอีก ซึ่งเนื้อหาจะเป็นประวัติและประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อ และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมอีก 10 คน ครั้งนี้มียอดผลิตถึง 1.2 แสนแผ่น และมีผู้มาร่วมบริจาคเงินเพื่อผลิตซีดีกันมากมาย

“เมื่อถึงวันนี้ แก้วรู้สึกดีใจมากที่เสียงอ่านธรรมะของเรามีประโยชน์ต่อผู้อื่น จึงคิดว่ามาถูกทางแล้วยิ่งพอได้มาปฏิบัติธรรมด้วย เลยทำให้นึกย้อนกลับไปว่า เมื่อก่อนตอนเราทำงานอยู่ในวงการที่มีแต่แสงสีเสียง แต่วันหนึ่งที่เราล้มขึ้นมา มันมีสาเหตุจากอะไร เราใช้ชีวิตประมาทใช่ไหม เพราะอะไร การมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ทำให้แก้วรู้ปลายทางของชีวิตตัวเองว่าจะเดินไปทางไหน ทุกวันนี้เราจึงสามารถบาลานซ์ชีวิตตัวเองได้ทั้งทางโลกและทางธรรม

“ทางโลกก็คืออยากเป็นผู้ที่ช่วยเหลือสังคมให้ได้มากที่สุด ส่วนทางธรรมก็คือทำอะไรก็ได้ที่เป็นสิ่งดีงามเพื่อตอบแทนพระพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้จะเป็นอารยทรัพย์ที่ติดตัวเราไป ส่วนกรรมหรือสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา เราก็เข้าใจว่าเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต ทำให้ปัจจุบันเราสามารถปล่อยวางได้มากขึ้น ทุกวันนี้เรียกว่าชีวิตมีความสุขในแบบของตัวเอง ปัจจุบันก็ยังรับทำงานพีอาร์อยู่ แต่อาจจะรับเฉพาะงานที่ทำแล้วสบายใจ ทำแล้วจิตใจสว่างขึ้น ส่วนเวลาที่เหลือก็ไปปฏิบัติธรรมและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เช่น นำสิ่งของจำเป็นไปมอบให้กับทหารใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นความสุขในชีวิตที่เราได้ทำแล้วละค่ะ”

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปฟังธรรมะบรรยายได้ที่ Youtube : แก้วเสียงธรรม หรือติดตามได้ที่แฟนเพจ FB : แก้วเสียงธรรม

 

ช่องว่างและความจริงใจ สาโรจน์ ณ นคร กับ ณัฐกานต์ อินเป็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478134

ช่องว่างและความจริงใจ สาโรจน์ ณ นคร กับ ณัฐกานต์ อินเป็ง

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ดอกไม้ในแจกันสวยงามแต่อึดอัดกักขัง ต่างกับดอกไม้ตามธรรมชาติแม้จะโดดเดี่ยวแต่อิสระสบายใจ

ความรักความสัมพันธ์ของคนเราก็เปรียบเช่นความงามของดอกไม้ หากจะรักจะคบกันให้ยืนยาวต้องมีช่องว่างระหว่างกัน เช่นเดียวกับสิ่งที่คู่หูคู่ทำงานร่วมกันมากกว่า 10 ปีอย่าง โจ-สาโรจน์ ณ นคร และแมว-ณัฐกานต์ อินเป็ง สองพีอาร์ยึดหลักนี้ให้กันเสมอ

สาโรจน์ เผยจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีนี้ว่า

“เราเคยทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ในเอเจนซี่มาก่อน จนเรารู้สึกอยู่ในจุดที่อิ่มตัวกับการทำงานกับเอเจนซี่ อยากออกมาทำงานส่วนตัวที่เราสามารถตัดสินใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยออกมาทำฟรีแลนซ์เองจะดีกว่า พอดีมีผู้ใหญ่ที่รู้จัก เจ้าของธุรกิจที่ชื่นชอบในผลงานของเรา ก็บอกกับเราเหมือนกันว่าให้ออกมาเปิดเองจะดีกว่า จึงออกมาทำงานส่วนตัวแล้วได้ติดต่อกับนักข่าวหลาย ๆ สาย รวมทั้งพี่แมวก็เป็นหนึ่งในนักข่าวที่เราเคยติดต่อทำงานด้วยกันมาก่อน ก็ทำความรู้จักกันมาเรื่อย ๆ ส่งข่าวให้พี่แมว และคุยกันนอกรอบ และการที่เราได้คุยกันบ่อยก็ทำให้เรารู้สึกคลิกกันในเรื่องการทำงานและนิสัยทีไปด้วยกันได้ ก็เลยติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ

“จนพี่แมวลาออกจากการเป็นนักข่าว นักข่าวเราก็ติดต่อพี่แมวไป อยากให้มาทำงานร่วมกัน เพราะเราก็มีลูกค้าในมือเยอะ มีลูกค้า 10 กว่าแอ็กเคานต์ที่เราดูแลอยู่ ซึ่งตอนนั้นค่อนข้างจะบ้างาน เพราะอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มตั้งตัวจึงค่อนข้างที่จะรับงานเยอะ เลยคุยกับพี่แมวว่าเรามาทำงานด้วยกันไหม ที่อยากทำงานกับพี่แมวก็เพราะพี่เขาเป็นคนตรงไปตรงมา พูดอะไรชัดเจน ไม่พูดอะไรหลายรอบ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก บอกแล้วก็จบหน้างานตรงนั้น ไม่เอามาพัวพันในเรื่องความเป็นส่วนตัวความเป็นพี่น้องของเรา จะไม่เวิ่นเว้อวุ่นวาย เข้าประเด็นแล้วจบเลย เน้นความเข้าใจและการทำงานอย่างสบายใจมากกว่า”

 

ณัฐกานต์ เสริมว่า

“เวลาเราคุยกัน จะพูดแบบตรงๆ ว่าเราสามารถทำงานให้กับลูกค้าเจ้านี้ได้ไหม ถ้าทำได้เราก็รับ หากทำไม่ได้เราก็จะไม่เอา ไม่ใช่เพราะว่าเราทำงานแบบเห็นการเงิน มีลูกค้าอะไรเข้ามาก็คว้ามาหมด แล้วถ้าเกิดเราดูแลไม่ไหวทำได้ไม่ดีพอ เราก็เสียลูกค้าก็เสีย เราจะไม่ทำงานแบบนั้น จะทำงานก็ต่อเมื่อเรามั่นใจว่าเราสามารถทำให้เขาได้ดีในทุกๆ งานที่รับเข้ามา มีเวลาดูแลให้ลูกค้าอย่างเต็มที่

“เราทำงานไปด้วยกัน พี่อยู่ฝ่ายสนับสนุนถ้ามีปัญหาเราก็รับด้วยกัน ช่วยกันแก้ ผิดตรงไหนเรามาบอกกัน เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น เอาความพอใจและความสามารถที่เราทำให้ได้ เราทำงานด้วยกันได้ก็เพราะว่าเราทำงานกันแบบโดยที่ไม่ใช้นิสัยจุกจิกจู้จี้ เราจะพูดกันตรงๆ ไม่มีนอกไม่มีใน เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน กับโจพี่ทำงานด้วยแล้วสบายใจไม่เรื่องมาก พี่ต่างหากที่เป็นคนไปจุกจิกเขา อย่างงานนี้ส่งหรือยังอันนี้ได้หรือยัง แต่พี่ก็บอกพี่โจเสมอว่าอย่ารำคาญนะ เพราะมันคืองาน เป็นคนที่ว่าทำงานกับลูกค้าเราไม่อยากให้ลูกค้าว่าเรา

“ด้วยความที่เรารู้จักกันมานาน ทำงานด้วยกันมานาน จึงคุยกันในทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องงานจนไปถึงเรื่องส่วนตัว รู้จักกันเป็นเหมือนพี่น้องมากกว่า แต่ก็จะไม่ก้าวก่ายกันชีวิตส่วนตัวกัน จะไม่ไปยุ่งว่าเขาทำอะไรยังไง เราคุยกันตั้งแต่เรื่องการทำงานเรื่องเงินเรื่องหัวใจเรื่องครอบครัว มันเป็นในเรื่องของเวลาที่ทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันมากขึ้น แต่ละช่วงเวลาก็เหมือนมีบททดสอบของตัวเอง

ณัฐกานต์พรั่งพรูความรู้สึกออกมาว่า เมื่อทำงานมาได้สักระยะหนึ่งเราก็จะรู้ว่าคนนี้เป็นแบบไหนอารมณ์เป็นยังไงอะไรที่เขาไม่ชอบ อะไรที่เขาชอบ

“อาหารแบบไหนที่เค้าชอบ พี่เป็นคนรู้หมด ถ้าไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ที่ใกล้ๆ กัน มันจะดีดตัวออกห่างกันไปเอง แสดงว่าคนนี้เราไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวคิดการพูด อย่างพี่เองพี่เป็นคนที่ชอบคบคนที่คบด้วยกันแล้วรู้สึกว่าเป็นกันเอง อย่างโจเป็นคนที่คบด้วยแล้วรู้สึกสบายใจไม่มีนินทาว่าร้ายใครลับหลัง ไม่มีมาเล่าให้ถึงคนนู้นคนนี้ให้เกิดความเสียหาย เรารู้สึกคบกับเขาแล้วสบายใจ 10 ปีที่รู้จักกันมา เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะว่าไม่ได้ทำตัวติดกัน เพราะเรามีช่องว่างของกันและกัน ขนาดพี่ไปผ่านแถวบ้านโจ พี่ยังไม่โทรหาโจเลยว่าเธออยู่ไหน แล้วส่วนตัวโจเองก็ไม่รู้สึกอะไรที่เราไม่ได้แวะไปหาเขา เพราะเราก็รู้สึกว่าเขาต้องมีชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน พร้อมก็ค่อยมาเจอกันได้ แต่เราคุยกันทางแชตแทบจะวันเว้นวันมีเรื่องหนักๆ อยากระบายก็ยกหูหากันได้ตลอด”

 

สาโรจน์ พูดถึงพี่แมวอีกว่า

“สิ่งที่ประทับใจในตัวพี่แมวก็คือมีอยู่งานนึงเราค่อนข้างที่จะมีปัญหากับลูกค้าเยอะพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่พี่แมวทำก็คือไม่ได้กล่าวโทษว่าใครเป็นคนผิด หรือว่าจะต้องหาคนผิดให้ได้ในงานนั้น สิ่งที่เราทำคือการหาทางช่วยกันแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เมื่อจบงานแล้วที่แล้วก็ไม่ได้กลับมาตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของใคร ซึ่งทำให้เหลือเรารู้สึกว่าเราประทับใจในการทำงานกับตัวกับพี่แมวมาก ทำงานด้วยกันแล้วเรามีความสบายใจมากกว่า”

 ในขณะเดียวกัน ณัฐกานต์ ก็พูดถึงโจว่า

“เป็นคนที่กตัญญู เป็นคนที่รักครอบครัว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ออกมาทำงานของตัวเองก็มีล้มลุกคลุกคลาน เราก็นึกถึงเขาอยู่ตลอดเหมือนกัน เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่เป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง ดังนั้นถ้ามีเพื่อนที่จริงใจก็จะมีความรู้สึกที่ดีเหมือนกับว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จนวันหนึ่งที่เขานึกถึงพี่ๆ ก็จะรู้สึกดีใจประทับใจในที่เขานึกถึงเรา พี่เป็นคนแข็งไม่เคยที่จะไปบอกกับโจว่าพี่ของานนี้ แต่ว่าเมื่อถึงเวลาเขากลับนึกถึงเราขึ้นมา ก็ทำให้เรารู้สึกดีว่าอย่างน้อยเขาก็ยังนึกถึงเรา เวลามีงานที่คิดว่าเหมาะกับพี่ก็จะโทรหา ถามว่ามีลูกค้ารายนี้ติดต่อเข้ามาเป็นอย่างนี้ เราสามารถทำได้ไหม มีนักข่าวติดต่อได้ไหม เขาเป็นห่วงแล้วก็ดูแลเราอยู่ตลอด แต่เราจะเป็นห่วงเขาตรงที่เขาเป็นคนที่รักใครรักจริง ให้หมดทั้งใจเวลาเจ็บก็มักจะเจ็บหนัก เป็นสิ่งที่เรารู้สึกเป็นห่วงเขามากที่สุด”

สุดท้ายทั้งคู่ทิ้งท้ายด้วยทัศนะที่คล้ายกันว่า คนเราคบกันควรอยู่บนพื้นฐานความจริงใจไม่หวังผลประโยชน์กัน จริงใจและเชื่อใจต้องให้ใจกัน ทำงานด้วยกันอย่างโปร่งใสในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเงินไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ต่อมาคืออย่าโกหก แค่คิดจะโกหกก็ผิดแล้ว จะไม่ได้มิตรที่ถาวร ต่อมาก็คือการมีช่องว่างให้กันอย่าให้ความสัมพันธ์ไปทับอยู่บนเส้นเดียวกัน อย่าไปอยากรู้ทุกเรื่องของเพื่อนเรา ถ้าเขาอยากบอกเขาจะบอกเอง ไม่ต้องไปพยายามตั้งประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ไปงัดแงะแซะเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่ต้องไปขุดใหม่ไม่ตอกย้ำซ้ำเติม มีวันพรุ่งนี้ วันที่ผ่านมาคือประสบการณ์และอดีตไม่ต้องไปมอง ไม่ต้องรื้อฟื้นเรื่องเก่าแล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปด้วยกันได้ตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

 

พิลาทิส-ดนตรี เสริมแกร่งกายใจฉบับ ‘หมอบี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478133

พิลาทิส-ดนตรี เสริมแกร่งกายใจฉบับ ‘หมอบี’

โดย…พีรดา ปราศรีวงค์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากย้อนความทรงจำในวัยเด็กกลับไป เชื่อได้ว่าการได้สวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา ใครๆ เรียกขานว่าคุณหมอ ติดโผอันดับความใฝ่ฝันอาชีพของเด็กไทยที่จะไต่บันไดขึ้นไป เช่นเดียวกับ พญ.วิภาวัลย์ อรรณพพรชัย หรือหมอบี แพทย์ผู้ดูแลผิวพรรณและความงาม บีดีเอส เซลเทอรา เซ็นเตอร์ มีความมุ่งมั่นตั้งแต่วัยเด็กในการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ และเลือกเรียนเฉพาะทางด้านผิวหนัง

พญ.วิภาวัลย์ เล่าว่า พื้นฐานเป็นคนรักสวยรักงามมาตั้งแต่เด็ก การเลือกเรียนเฉพาะทางด้านผิวหนัง มองว่าเป็นกระแสความนิยมของคนทั่วโลก ที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้เกิดการเจ็บป่วยเหมือนเมื่อก่อน การบำรุงผิวพรรณให้สวยจากภายในสู่ภายนอกเป็นสิ่งที่คนทุกวัยทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างให้ความสำคัญ และปรารถนาให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงเสมอ

แต่ไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับปัญหารถติด สภาวะสิ่งแวดล้อม อากาศที่ไม่สดชื่น หน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงาน ความเร่งรีบทำกิจกรรมให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ล้วนส่งผลต่อความเครียด ต่อระบบร่างกายแบบไม่รู้ตัว

 

หมอบี ยอมรับว่าหมอเป็นคนที่ชื่นชอบและรักการทำงาน ชอบคิดค้น อ่านงานวิจัยผลงานจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำนวัตกรรมด้านความงามมาเผยแพร่ในประเทศไทย ให้คนไทยได้มีโอกาสสัมผัสนวัตกรรมด้านความสวยความงามรูปแบบใหม่ ความมุ่งมั่นที่เกิดขึ้น การดูแลรักษาในหลายกรณีที่หลากหลายตามอาการของผู้รับบริการคำปรึกษาและรักษา บางครั้งสร้างความเคร่งเครียดในการทำงานได้

การขจัดความเครียดในแบบฉบับคุณหมอบี เธอเล่าพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าว่า หมอจะแบ่งเวลาออกกำลังกายให้กับตัวเองในทุกเช้า วันละ 1 ชั่วโมง โดยการเล่นพิลาทิสกับลูกบอล หรือ เครื่องวีทูแมกซ์ สลับการเล่นในแต่ละวัน ซึ่งมองว่าการออกกำลังกายแบบพิลาทิส ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อมัดใน ส่งผลต่อรูปร่างที่เฟิร์มกระชับอย่างเห็นได้ชัด

“การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ หมอเลือกเล่นพิลาทิส เพราะนอกจากจะได้ความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังได้ฝึกสมาธิลมหายใจ-เข้าออก กำหนดการรู้สึกตัวของผู้ฝึกอยู่ตลอดเวลา” พญ.วิภาวัลย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังแบ่งเวลาการเล่นดนตรี เครื่องดนตรีที่ชื่นชอบและฝึกมาตั้งแต่เป็นเด็กคือ เปียโน การได้เล่นเพลงป๊อปและคลาสสิก ช่วยผ่อนคลายความรู้สึกที่ตึงเครียดจากการทำงาน การสร้างสัมผัสตัวโน้ตเสียงเพลง ช่วยทำให้บรรยากาศรอบตัวๆ ดี สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตัวเราและคนในครอบครัว

 

หมอบี บอกว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ผู้เริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ๆ ต้องมีระเบียบวินัยกับตัวเอง ต้องตั้งใจที่จะเริ่ม หากเริ่มตั้งแต่อายุน้อยจะส่งผลดีต่อการทำงานของอวัยวะร่างกาย เพราะหากรีรอจะพบว่าในทุกๆ ปีร่างกายจะเผาผลาญลดลงเฉลี่ยกว่า 10% เมื่อเกิดการเผาผลาญน้อยโรคอ้วนจะตามมาพร้อมกับโรคอื่นๆ

ส่วนการเลือกเล่นกีฬาควรเลือกเล่นประเภทของกีฬาให้เหมาะสมกับวัย และไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะการออกกำลังกายที่หนักหน่วงไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ในทางตรงกันข้ามร่างกายจะหลั่งสารอนุมูลอิสระออกมาทำลายเซลล์ในร่างกาย โดยเฉลี่ยการออกกำลังกายควรใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง/วันเท่านั้น

นอกจากนี้ การเลือกรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินสูง การดื่มน้ำ 6-8 แก้ว/วัน เป็นสิ่งที่ควรทำ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นแนวทางปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ และส่งผลดีต่อสุขภาพผิวพรรณในระยะยาว

“สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเลือกผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้าผิวตัวให้เหมาะสมกับช่วงอายุ และหมั่นทำอย่างสม่ำเสมอ โดยต้องไม่ลืมว่าการทาครีมเหล่านี้ช่วยคลายความเครียดได้ เพราะเมื่อผิวพรรณใบหน้าสดใสดูอ่อนกว่าวัย ส่งผลต่อความมั่นใจกลับคืนมาได้” หมอบี กล่าวทิ้งท้าย

 

เกรียนการศึกษา ปฏิรูปต้องฟังเสียงเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478132

เกรียนการศึกษา ปฏิรูปต้องฟังเสียงเด็ก

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เด็กหนุ่มที่สนใจเรื่องปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ เขาตั้งเพจในเฟซบุ๊ก ชื่อ “เกรียนการศึกษา” เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันมีผู้ติดตามเกือบ 4 หมื่นคน นำเสนอเรื่องราวอินโฟกราฟฟิก มุมมองคนรุ่นใหม่ที่มีต่อระบบการศึกษาไทย การทำให้ห้องเรียน ครู เด็กนักเรียน มีชีวิตอย่างแท้จริง น่าเรียน น่ารู้ เขายังร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเครือข่ายเพจอื่นๆ อาทิ บ้านเรียน การศึกษาเพื่อความเป็นไทย เคลื่อนไหวนำเสนอเรื่องราวเพื่อนำไปปฏิรูปการเรียนการสอนที่มีพลังของเสียงเด็กร่วมอยู่ด้วย

เปรมปพัทธ หรือ “ฟิล์ม” อายุ 22 ปี เรียนจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และเพิ่งศึกษาจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่เฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น ทว่าหนุ่มน้อยผู้นี้ยังชื่นชอบทำหนังสั้นมาตั้งแต่เป็นเด็ก จากครอบครัวที่คลุกคลีอยู่ในวงการงานเขียนและภาพยนตร์

ฟิล์มบอกกับเราถึงการทำเพจเกรียนการศึกษาที่เริ่มมาเมื่อหลายปีก่อนว่า จุดเริ่มต้นทำขึ้นเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กนำสิ่งที่เพจเสนอไปต่อยอด แต่หลังจากทำได้ 1-2 ปี พบว่ากลุ่มผู้ติดตามกว่า 75% คือกลุ่มครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ต่างจังหวัด  ทำให้มีความหวังว่าเมื่อครูกลุ่มนี้ใกล้ชิดกับนักเรียน จึงอยากทำเครื่องมือให้ครูเหล่านี้นำกราฟฟิกที่เผยแพร่ไปดัดแปลงใช้สอน ส่วนประเด็นที่เลือกมาทำ นำมาจากสิ่งที่ท้าทายบางอย่างในสังคม

 

อย่ายึดใบเกรด คะแนนความประพฤติ

เขาเล่าว่า  เวลาที่คนจำนวนหนึ่งอยากช่วยคิดหาทางออกระบบการศึกษาไทย มักรู้สึกว่าเสมือนการทำความดีอะไรบางอย่าง เช่น การเสียสละ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสที่ทำให้หลายคนอยากทำความดีด้วยวิธีง่ายๆ มาทำเรื่องนี้กันมาก เห็นได้จากที่ผ่านมามีความพยายามปฏิรูประบบการศึกษาอยู่ตลอด แต่ความคิดส่วนตัวมองว่าการปฏิรูปการศึกษาขาด 2 อย่าง คือ ตัวผู้เรียนและมิติดิจิทัล เพราะเมื่อพูดถึงผู้เรียนสิ่งที่เห็นชัดที่สุด มักจะไม่พบว่าในกระบวนการปฏิรูประบบการศึกษาที่เป็นเรื่องของเด็ก แต่กลับไม่มีเสียงเด็กเข้าไปร่วมพูดคุยในวงปฏิรูปอย่างแท้จริง มีเพียงเสียงจากผู้ใหญ่ หรือหากมีเสียงเด็กก็มักเป็นเสียงเด็กปลอมๆ ที่เข้าไป

ทั้งนี้จากรายงานที่ทำการศึกษาพบว่าองค์กรเยาวชนจำนวนมากที่ทำงานเรื่องเด็กมากว่า 40 ปี กลับไม่มีเด็กเยาวชนภายในองค์กรเลย เพราะองค์กรเหล่านั้นทำงานแบบผู้ใหญ่คิดจินตนาการภาพเด็ก นี่จึงเป็นอีกปัญหา

นอกจากนี้ องค์กรเด็กเยาวชนในประเทศไทย เช่น สภาเด็กหลายแห่ง เครือข่ายยุวทัศน์ มักไม่ได้พูดถึงมิติมุมมองของเยาวชน เช่น การต่อต้านระบบโซตัส รณรงค์ไม่รับน้อง รณรงค์เสรีภาพเด็ก แต่กลับเน้นห้ามเด็กสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นการนำนโยบายรัฐมาสั่งสอนทั้งนั้น

“สิ่งที่สภาเด็กไทยทำคือเพื่อนเยาวชนด้วยกัน และหากมองเชิงโครงสร้างก็ยิ่งพบว่าเมื่

อมีปฏิรูประบบการศึกษา ส่วนใหญ่มักจัดงานที่ไม่สามารถทำให้เด็กเข้าร่วมวงพูดคุยได้ เช่น เลือกจัดวันธรรมดาตามสถานที่ราชการ หรือหากสามารถเข้าร่วมได้ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เด็กอยากพูดคุยกับเพื่อน ฉะนั้นเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเข้าใจเด็กที่เป็นผู้เล่นของระบบอย่างแท้จริง ไม่ใช่ครู ผู้ปกครอง หรือโรงเรียน”

ฟิล์ม บอกว่า ต่อให้มีการปฏิรูปกี่ครั้ง แต่ถ้าถูกปฏิรูปโดยคนที่ไม่เข้าใจ และพยายามกีดกันคนที่เข้าใจออก เหมือนเช่น เรื่องประชาธิปไตย ที่มักพูดว่าเป็นของประชาชนเพื่อประชาชน แต่โดยใครก็ได้ที่ไม่ใช่ประชาชน สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่ เช่นเดียวกับเรื่องการศึกษา

ฟิล์มยังมองว่าระบบประเมินความรู้ทางศึกษา เช่น การยึดใบคะแนนเกรด คะแนนความประพฤติ จะสามารถนำมาตัดสินผู้เรียนได้ตรงตามจริงหรือไม่ แต่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมี สิ่งที่ควรเน้นคือเด็กจะมีทัศนคติต่อการใช้ชีวิตอย่างไร รู้สิทธิร่างกาย หรือตระหนักเรื่องอนาคตมากน้อยเพียงใด เพราะเรื่องเหล่านี้ข้อมูลพื้นฐานทางการศึกษาไม่สามารถนำมาประเมินวัดผลได้

นอกจากนี้ ระบบการศึกษาไทยควรมีวัฒนธรรมแบบเปิด ไม่ใช่อยู่ในวัฒนธรรมที่ปิดเช่นนี้ ส่วนตัวมองว่าการมีกรอบอาจไม่ผิด แต่ข้อตกลงเรื่องกรอบนั้นผิด เช่น ในห้องเรียนมีเด็กที่เป็นปลา เป็นลิง เป็นหมา หรือเป็นแมว ซึ่งการที่จะสอนให้ปลาปีนต้นไม้ มันมีปัญหาพอสมควร แต่ถ้าปลาเกิดอยากปีนต้นไม้ หน้าที่ของครู คือฝึกให้ปลาปีนต้นให้ได้ และเมื่อปลาจะรู้ว่าวันหนึ่งอาจจะล้มเหลว ก็อาจหันไปเลือกทางอื่น แต่ปลาก็อาจทำสำเร็จได้

 

“ฉะนั้น ถ้าเรามองว่าคุณเป็นปลา คุณปีนต้นไม้ไม่ได้หรอก คุณเป็นเด็กหลังห้อง ไม่มีวันที่จะเป็นหมอได้ คำนี้จึงเป็นปัญหาพอสมควร ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในปัญหาทางการศึกษาที่เข้าขั้นวิกฤต  ถ้ายังออกแบบระบบการศึกษาที่ไม่เข้าใจผู้บริโภค หรือเยาวชนผู้เรียน มันจะแย่ เช่น กรณีรณรงค์เลิกเหล้า หากไม่เข้าใจพฤติกรรมของคนที่ติดเหล้า และมองว่าเขาเป็นศัตรู ก็จะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดที่ผู้ใหญ่โดยมากมีต่อเด็ก”

ขณะที่รูปแบบการเรียนการสอนในไทย ฟิล์มมองว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและเราโตมาในบ้านที่ไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมประชาธิปไตย เช่น พ่อแม่ตีลูกโดยไม่พยายามหาวิธีจัดการแบบอื่น หรือโตขึ้นมาผ่านโรงเรียนที่ทำโทษยกชั้น เพราะคนทำผิดเพียงคนเดียว และการไปเข้าค่ายลูกเสือ ซึ่งเยาวชนไทยโตผ่านวัฒนธรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราจึงมีรัฐประหารอยู่เรื่อยๆ และท้ายที่สุดหากสังเกตดีๆ ฝ่ายความมั่นคงที่ครองอำนาจ ทำงานกับเรื่องวัฒนธรรมเยอะมาก จึงทำให้การศึกษาบางครั้งไม่มีการพัฒนา แม้ประเทศจะมีจำนวนเด็กเก่งมาก ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องระบบที่ชวนให้อึดอัดสำหรับคนรุ่นใหม่

ครูผู้สอนต้องก้าวพ้นจากกรอบเดิมๆ

ฟิล์มยังได้ยกผลการศึกษาที่ได้รวบรวมมาเองจากแหล่งต่างๆ ถึงวิธีการก้าวหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ เพื่อให้ทันเทคโนโลยียุคดิจิทัลของครูผู้สอน คือ 1.บุคลากรในระบบเก่าต้องเรียนรู้พัฒนาทักษะใหม่ต่อยอดจากทักษะเดิม (Re-skills) เพื่อให้รู้เท่าทันวิวัฒนาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอด 2.คนในสังคมต้องเรียนรู้ลักษณะที่สามารถนำไปต่อยอด (Capacity Building) แก้ปัญหาเชิงระบบได้ รวมถึงทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและเข้าใจปัญหา เพราะอีก 20 ปีข้างหน้าการศึกษาตอนนี้ที่สอนอยู่คงเป็นเรื่องเก่า 3.ทำให้คนพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง 4.ทำให้คนสามารถเติบโตตามยุคสมัยได้ และ 5.ทำให้คนของเราตัดสินใจได้ในภาวะที่มีข้อมูลล้นเกิน

ส่วนความเป็นไปได้จากการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีมี 5 เรื่อง คือ 1.ส่งเสริมวิธีคิดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Growth Mindset) 2.ทำคนในสังคมทั้งครู ผู้ปกครอง และอื่นๆ ต้องให้เหตุผลอย่างสร้างสรรค์กับเด็ก (Constructive Feedback) เพื่อให้เด็กมีพัฒนาตอบกลับมาอย่างสร้างสรรค์เช่นกัน 3.ส่งเสริมการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันจากประโยชน์ดิจิทัล (Digital Life Skills & Digital Literacy)

4.สร้างชุมชนที่แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง (Creative & Maker Community) 5.เข้าใจสถานการณ์อำนาจของพลเมืองในยุคดิจิทัล ที่จะไม่อยู่แต่เพียงหน้าจออีกต่อไป แต่จะมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในระบบอีกมาก ซึ่งหลักการเหล่านี้ผู้ที่ทำเรื่องการศึกษาควรเข้าใจ

 

ดังนั้นรัฐบาล หรือผู้ควบคุมระบบควรเข้าใจเรื่องดิจิทัล เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีพื้นที่ ซึ่งการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ควรฟังเสียงของทุกฝ่าย ไม่ใช่ฟังแต่เสียงของคนกลุ่มเดิมๆ เพราะต่อให้ประเทศไทยเป็นเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์ แต่เรื่องการศึกษาควรละเว้นไว้ เพื่อให้ชาติมีอนาคต ดังนั้นควรปฏิรูปการศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ปฏิรูปการศึกษาเพื่องบประมาณ

ฟิล์ม สรุปว่าหากเป็นเช่นนี้ได้เชื่อว่าในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมระหว่างจีน อินเดีย สหรัฐ แทนสิงคโปร์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่ชนชั้นกลางของไทยจะมีกำลังซื้อที่สูงมาก ฉะนั้นดิจิทัลเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลและผู้ใช้ระบบควรเข้าใจวัฒนธรรมดิจิทัลไปพร้อมกับเชื่อมั่นในเสียงของคนรุ่นใหม่ และหากทำได้เชื่อว่าการศึกษาไทยจะพร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

“ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาล เรื่องการปฏิรูปการศึกษาควรให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่ทำเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่หน้าเดิม ก็จะได้แต่แนวคิดเดิม แต่เด็กเองก็ต้องมีแนวคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ยึดแต่หลักการเดิมๆ ตามที่สังคมสอนมา” ฟิล์ม กล่าว

นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ฟิล์มยังสนใจเรื่องการทำหนังสั้นมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยตามงานประกวดภาพยนตร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยรวมตัวกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่สนใจทำหนังสั้น ตั้งกลุ่มเยาวชนคนทำหนังรุ่นใหม่ในนามเครือข่าย Young Filmmakers of Thailand เมื่อ 8 ปีที่แล้วขึ้นมา จากวันนั้นถึงวันนี้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ให้สังคมจนได้รับรางวัลในหลายๆ เวที รวมถึงได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจทำภาพยนตร์ผ่านการไปเป็นวิทยากรเวิร์กช็อปทั่วประเทศ

 

เริ่มจากความชอบสู่ความสำเร็จ

หลังจากฟิล์มเรียนจบภาควิชาภาพยนตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เดินตามความฝันโดยนำความรู้ความสนใจที่มีด้วยการเปิดบริษัทรับผลิตสื่อภาพยนตร์โฆษณา งานกราฟฟิก

เปรมปพัทธ เล่าจุดเริ่มต้นว่าเหตุที่สนใจเรื่องภาพยนตร์ เพราะคุณพ่อเป็นนักวิจารณ์หนัง แต่คิดว่าพ่ออาจอยากเป็นผู้กำกับมานาน ทำให้ได้มีโอกาสดูหนังจำนวนมากมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะหนังประหลาดๆ ที่เชื่อว่าเป็นการซึมซับ ทำให้ชอบและหลงใหลในเสน่ห์ของหนังประเภทต่างๆ

จากนั้นเมื่อโตขึ้นมาได้เริ่มทดลองทำหนังเรื่องแรกกับน้องชาย ชื่อ “ก้อเหมือนเดิม (2006)” ที่ทำเองและเล่นโดยน้องชาย เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กผู้ชายที่อยากไปทะเล แต่สุดท้ายไม่ได้ไป เพราะมีอุปสรรคภายในครอบครัวหลายอย่างมาเป็นตัวเล่าเรื่อง ซึ่งเมื่อได้ลองทำก็รู้สึกสนุก จึงทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“หลักแนวคิดการทำงานหนัง ยอมรับว่าไม่ได้เรียนโดยตรงมาทางด้านนี้ แต่ได้ลองเรียนรู้จากอุปกรณ์ที่มี ทดลองทำเรื่อยมา เชื่อว่าเมื่อรู้สึกอินกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและอยากที่จะเล่าเรื่อง ก็จะหาทุกวิธีทางทำให้เล่าเรื่องนั้นออกมาได้ โดยที่อาจไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องมันเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่ามันก็ดี เพราะถ้ารู้ว่าทฤษฎีที่ถูกต้องเป็นยังไง ตอนนี้อาจเลิกทำหนังไปแล้ว”

ฟิล์ม เล่าว่า ช่วงเริ่มต้นของการทำหนังสั้นยากพอสมควร เพราะต้องเผชิญกับกลุ่มอำนาจเก่าในวงการหนัง ที่เขาคิดว่าเราจะไปแบ่งเค้ก ดังนั้นเมื่อคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมการต่อรองมาตั้งแต่แรก คิดแต่ว่าคุณเพิ่งตั้ง คุณเด็กกว่าต้องมาตามขั้นตอนจึงเป็นเรื่องลำบาก แต่ถึงอย่างไรในอนาคตการทำหนังหากไม่มองในภาคธุรกิจ จะพยายามทำเพื่อเป็นงานอดิเรก เพราะหนังในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง

“ผมอยากทำเฉพาะเรื่องที่อยากเล่า แต่ตอนนี้ก็ยังทำงานด้านโฆษณากราฟฟิกเป็นหลักอีกทาง และยังอยากสนับสนุนเรื่องวิจารณ์หนังและโรงฉายให้มีมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าสถานการณ์หนังในบ้านเราสิ่งที่ขาดแคลนคือ โรงฉายและนักวิจารณ์หนัง เพราะกลุ่มทุนทั้งหลายให้การสนับสนุนการทำหนังมากกว่า” ฟิล์ม กล่าวทิ้งท้าย

 

รู้แล้วต้องทำ ‘A Call to Action’ พัฒนาไทยยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477716

รู้แล้วต้องทำ ‘A Call to Action’ พัฒนาไทยยั่งยืน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หลังเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ กรุงนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558 พร้อมผู้นำประเทศกว่า 193 ชาติ เพื่อรับรอง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก 17 ประการ” ที่ประชาคมโลกตกลงร่วมกันเพื่อนำไปใช้เป็นกรอบการดำเนินนโยบายเพื่อการพัฒนาในอีก 15 ปีข้างหน้า (ปี 2558-2573)

หนึ่งปีหลังการให้สัตยาบัน วันนี้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ซึ่งการทำงานทั้งหมดเพิ่งถูกเผยแพร่ไว้ในหนังสือ A Call to Action : ประเทศไทยกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2573 ขององค์การสหประชาชาติ ที่ได้เล่าเรื่องราวการทำงานด้านการพัฒนาของประเทศไทย ทั้งกรณีศึกษาและผลการปฏิบัติงานขององค์กรในประเทศไทยที่ใช้ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นหนทางที่สหประชาชาติยอมรับ และถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายทั้งหมดได้จริง

หนังสือ A Call to Action จัดทำโดยมูลนิธิมั่นพัฒนาและสำนักพิมพ์ต่างประเทศ Editions Didier Millet (EDM) เพื่อจำหน่ายให้คนไทยและต่างชาติได้รับรู้กันในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ข้าราชการ ผู้นำชุมชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยทำในรูปแบบหนังสือภาษาอังกฤษและจะจัดทำในรูปแบบหนังสือภาษาไทยเป็นอันดับต่อไป

 

นับเป็นหนังสือเล่มแรกที่นำเสนอเนื้อหาเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานะของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ประการให้ได้ ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2558 ซึ่งองค์การสหประชาชาติเรียกการพัฒนานี้ว่าเป็น “การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลก”

เนื้อหาโดยสรุปในหนังสือกล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในด้านต่างๆ แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่สาคัญคือ หนังสือได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการทรงงานด้านการพัฒนาของพระองค์เป็นเข็มทิศนำทางในการพัฒนาด้านต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 17 บท ตาม 17 เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งเนื้อหาวิเคราะห์เป้าหมาย แนวทาง และสิ่งที่ยังจะต้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงตัวอย่างของการพัฒนาทั้งที่ประสบความสาเร็จและที่ยังต้องดำเนินการ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงภาพรวมของความก้าวหน้าในการพัฒนาของประเทศไทย และความจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังบนเส้นทางที่มุ่งสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นแล้ว A Call to Action จึงเป็นแหล่งความรู้สำหรับผู้ที่สนใจว่าประเทศไทยจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนได้อย่างไร ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่บนพื้นดิน ในน้ำ หรือทรัพยากรมนุษย์ เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสถิติข้อมูลของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและผู้ที่สนใจด้านการพัฒนาของประเทศไทยเป็นสำคัญ

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ผู้ทำงานวิจัยด้านเศรษฐกิจพอเพียงโดยหนึ่งในนั้นคือ ผลงานในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากการศึกษาวิจัยพบว่า ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ว่า การพัฒนาที่ไม่สมดุลหรือความไม่ยั่งยืน ทำให้ประเทศชาติไปไม่รอด เราจึงต้องกลับมาไตร่ตรองการเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับภูมิสังคม นั่นคือ การพัฒนาตามทางสายกลาง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความสมดุลของการพัฒนา และการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การที่จะทำให้การพัฒนาที่สมดุลเกิดความยั่งยืนในที่สุดได้นั้น จำเป็นต้องบ่มเพาะหลักคิดพอเพียงให้กับคนรุ่นใหม่ ยกตัวอย่างในเรื่องของการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศไทยที่พยายามใช้หลักการพอเพียงในการปลูกฝังเยาวชนให้มีหลักคิดในการตัดสินใจและดำเนินชีวิต จนได้รับการรับรองว่าเป็น สถานศึกษาพอเพียง และมีโรงเรียนที่ผ่านการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา 121 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนอื่นได้ โรงเรียนพอเพียงเหล่านี้ คือแหล่งบ่มเพาะบุคลากรที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

“ประเทศไทยได้นำเสนอไว้ในเวทีโลกมาโดยตลอดว่า เราใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำทางไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อที่จะบรรลุ 17 เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ และวันนี้เรามีหนังสือ A Call to Action ที่นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาในระดับต่างๆ รวมถึงตัวอย่าง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาประเทศตามหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่าที่จะนำพาการพัฒนาประเทศไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้” ดร.ปรียานุช กล่าว

สัตยาบันที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้ให้ไว้นั้นจะนำไปสู่การพัฒนาโลกอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ทางด้าน เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงการพัฒนาของประเทศไทยว่า ไทยเป็นประเทศแรกที่ก้าวจากการเป็นประเทศในประเทศซีกโลกใต้ที่ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศมาเป็นประเทศคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สาคัญ ซึ่งการเปลี่ยนบทบาทตัวเองในครั้งนี้เป็นความหวังอย่างหนึ่งที่อาจจะทำให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคทางตอนใต้ของโลกเกิดการรวมตัวกันเพื่อการพัฒนามากขึ้น

ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา

 

“ประเทศไทยต้องการที่จะเผยแพร่หลักการเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระราชทานให้คนไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วให้กับนานาประเทศ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นหลักการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใช้เป็นหลักในการทรงงานและการพัฒนา บนพื้นฐานความรู้และคุณธรรมในการดำเนินการด้วยความพอประมาณ มีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เพราะเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และยังคงเป็นหลักการในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วย”

เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ประกอบด้วย การขจัดความยากจน ขจัดความอดอยาก การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ สุขาภิบาลและน้ำสะอาด การมีพลังงานสะอาดใช้อย่างเพียงพอ งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนาภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างให้เกิดชุมชนเมืองที่ยั่งยืน การบริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ การดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศ ดูแลทรัพยากรทางน้ำ ชีวิตบนพื้นดิน การสร้างความสงบยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง และภาคีความร่วมมือเพื่อผลักดันให้ถึงเป้าหมาย

 

รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้กล่าวทิ้งท้ายโดยน้อมนำพระราชดำรัสตอนหนึ่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ครั้งที่พระองค์ทรงตอบรับต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชนชาวไทยในพิธีกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ว่า “… ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง….” ด้วยความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พวกเราปวงชนชาวไทย ก็พร้อมที่จะสืบสานพระราชปณิธาน และประพฤติปฏิบัติตนซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นอย่างมาก ดังที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งดังข้างต้น…

รศ.ดร.จิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยคุณสมบัติของชาวไทยตามที่ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานพรเมื่อวันขึ้นปีใหม่ ประกอบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากหนังสือเล่มนี้ จะนำไปสู่ความคิดริเริ่มที่จะลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมทั้งร่วมมือร่วมใจกันเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมายในระดับสากล ซึ่งจะนำพาให้ประชาชนในประเทศได้มีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น และก่อให้เกิดสังคมที่มีคุณภาพอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างยั่งยืนสืบไป

ดังที่ทุกท่านกล่าวย้ำไว้ถึงเรื่อง “การลงมือทำ” ดังชื่อหนังสือ “A Call to Action” ที่เมื่อรู้ก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลจริง

 

สอนลูกให้ระวัง ภัยร้ายรอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477521

สอนลูกให้ระวัง ภัยร้ายรอบตัว

โดย…กันย์  ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ระยะ 2-3 ปีมานี้เรามักจะได้ยินใครหลายๆ คนพูดบ่อยๆ ว่าสังคมนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ได้ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยจริงๆ ว่าสังคมมันอันตรายมากกว่าแต่ก่อนเยอะจริงๆ เรียกว่าต้องระวังตัวกันแจเลยทีเดียว แม้ผู้ใหญ่เองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด แต่ลำพังผู้ใหญ่ก็ยังพอจะรู้เท่าทันกับภัยร้ายใกล้ตัวได้พอสมควร แต่กับเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ ของเรานี่สิ เรียกว่าจะให้คลาดสายตานี่ไม่ได้เลย ทั้งภัยรถตู้ ล่อลวงเด็กไปทำมิดี
มิร้าย และภัยอีกสารพัดชนิด

นอกจากคอยป้องกันภัยแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ควรจะทำก็คือการสอนให้เด็กรู้แยกแยะว่าใครที่เป็นภัยและควรระวังตัวอย่างไร เพราะเราไม่สามารถตามติดใกล้ชิดลูกหลานได้ตลอดเวลาการสอนให้เขาดูแลตัวเองได้ระดับหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน อธิบายพูดคุยให้เหมาะกับวัยของลูก เวลาสอนควรใช้ท่าทีที่สงบแต่หนักแน่น เพื่อให้ลูกรับรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกจะต้องเรียนรู้ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังในการสอนไม่ทำให้ลูกๆ กลัวคนแปลกหน้าจนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปด้วยเช่นกัน ด้วย 12 วิธีง่ายๆ ที่สอนให้ลูกหลานได้จำไว้ใช้

1.สอนให้ลูกรู้จักชื่อจริงของตัวเอง รวมถึงชื่อพ่อแม่ อายุ เบอร์โทรศัพท์ บ้านเลขที่

2.สอนวิธีโทรศัพท์ทางไกล ผ่านโอเปอเรเตอร์แบบเรียกเก็บเงินปลายทาง เพื่อติดต่อพ่อแม่หรือญาติ ในกรณีฉุกเฉิน วิธีโทรหาตำรวจ หมายเลขฉุกเฉิน

3.สอนให้ลูกรู้ว่าผู้ร้ายมาได้ทุกรูปแบบ อาจเป็นคนที่ดูเป็นมิตร เป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ได้ ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ให้สอนลูกให้รู้ว่า นอกจากพ่อ ญาติพี่น้องที่เคยเห็น นอกนั้นคือคนแปลกหน้า

4.ถ้าลูกต้องอยู่บ้านคนเดียว ถ้ามีคนโทรมาต้องตอบไปว่า “พ่อแม่อยู่บ้าน แต่กำลังยุ่ง มารับสายไม่ได้ หรือถ้ามีคนมาห้ามเปิดประตูให้บอกว่า “พ่อแม่กำลังยุ่งอยู่” อย่าพูดคุยกับคนแปลกหน้ายืดเยื้อ ถ้าลูกกลัวให้โทรหาคุณแม่ที่ทำงาน ตำรวจหรือเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้เพื่อจะได้มีคนมาที่บ้านได้ทันที และห้ามบอกกับใครไปว่าอยู่บ้านคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางใดก็ตาม เช่น โทรศัพท์หรือข้อความในโซเชียล

5.ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับของฟรี อย่ารับสิ่งของจากคนแปลกหน้าหรือบุคคลอื่นหากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่อนุญาต เพราะคนร้ายมักใช้วิธีให้ขนม หรือของเล่นแก่เด็กเพื่อเข้าใกล้ ตีสนิท

6.หลีกเลี่ยงทางเปลี่ยว แม้จะเป็นทางลัดก็ตาม สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงทางเปลี่ยว รกร้าง ลับตาคน มืด แม้เด็กจะคุ้นเคยก็ตาม

7.หากมีคนขับรถตามขณะเดินอยู่ ให้วิ่งกลับไปในทางเดิม เพราะรถจะเสียเวลาวกรถกลับ อาจทำให้เลิกติดตาม แต่ถ้ายังติดตามอยู่ให้วิ่งกลับบ้าน ไปบ้านเพื่อนบ้าน หรือไปในที่มีคนอยู่เยอะ ๆ และควรสอนให้ลูกหัดจำลักษณะของคนขับ ลักษณะของรถ และหมายเลขทะเบียนรถ

8.วิ่งกลับบ้านทันที ถ้าลูกไปเล่นบ้านเพื่อนบ้าน หรือวิ่งไปในที่มีคนเยอะๆ หากมีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาหา หรือทำให้ลูกกลัวขณะที่ลูกกำลังอยู่คนเดียว

9.ถ้ามีผู้ใหญ่มาขอความช่วยเหลือ ให้รีบบอกพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่คนอื่นมาช่วยเหลือแทน เพราะผู้ร้ายอาจแฝงมาทำทีเป็นขอความช่วยเหลือก็ได้

10.ถ้าพลัดจากพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า ให้ลูกตรงไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานขาย หรือพนักงานเก็บเงิน ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่อย่าทิ้งลูกให้อยู่ตามลำพังในที่สาธารณะหรือทิ้งในรถเข็นเด็ก รถเข็นซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

11.ระวังรถที่มาจอดเทียบ ให้อยู่ห่างรถคนแปลกหน้าที่แล่นมาเทียบใกล้ตัว ไม่ว่ารถตู้ รถเก๋ง หรือจักรยานยนต์ แม้คนขับจะทำทีรู้จักมาก่อน และสอนให้หนีไปอยู่ในที่คนพลุกพล่าน เดินเข้าหาตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไปยังสถานที่ปลอดภัย

12.นัดแนะสถานที่ใช้ติดต่อ บอกวิธีให้เด็กติดต่อ พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทุกเวลา นัดแนะจุดนัดหมายที่เด็กคุ้นเคย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านประจำแถวบ้าน ป้อมตำรวจ หรือสถานที่ปลอดภัยที่จะให้ผู้ปกครองรับเด็กได้ทันทีหากเด็กรู้สึกอยู่ในภาวะที่ไม่น่าไว้วางใจ

พยายามสอนเรื่องพวกนี้ให้เด็กเข้าใจชัดเจน เมื่อเกิดปัญหาเด็กจะได้รับมือได้ คิดถึงคำสอนที่พ่อแม่บอกไว้และใช้อย่างถูกต้อง

 

เลี้ยงลูกในแบบที่ลูกเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477520

เลี้ยงลูกในแบบที่ลูกเป็น

โดย…วราภรณ์

ดร.กุลเดช สินธวณรงค์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท จาร์เค็น บริษัทชั้นนำด้านสถาปัตยกรรม ที่ได้ชื่อว่าสไตล์เลิศล้ำ เวลาทำงาน ดร.กุลเดช ทำงานใส่พลังสร้างสรรค์เต็มที่ แต่เวลาใช้ชีวิตครอบครัวดูแลลูกชายทั้ง 3 คน ได้แก่ เด็กชายติณห์ หรือน้องยูจิ เด็กชายภาคิน หรือน้องมารุ เด็กชายวิธวินท์ หรือน้องโมริ สินธวณรงค์ วัย 9 7 และ 5 ขวบ เขาก็ทุ่มเทและเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับลูกๆ

เช่นเดียวกัน การเลี้ยงลูกผู้ชายทั้ง 3 คน ดร.กุลเดช บอกว่าเป็นเรื่องสนุกดี เพราะลูกแต่ละคนบุคลิกก็คนละแบบ โดยคุณพ่อส่งเสริมให้เรียนที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ทั้ง 3 คน เพราะโรงเรียนได้ส่งเสริมด้านศิลปะและดนตรีอย่างเต็มที่ และเขาเชื่อว่าความสุนทรีย์ด้านศิลปะและเสียงเพลงจะช่วยส่งเสริมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกๆ ได้เป็นอย่างดี

“วิธีการเลือกโรงเรียนให้ลูก ผมเลือกจากระบบการสอน วิชาที่ลูกต้องเรียน และสิ่งแวดล้อม โรงเรียนนี้ในมุมมองผมคือเป็นโรงเรียนที่มีคาแรกเตอร์ลั้นลามาก มีโรงละครเป็นของตัวเอง ผมชอบดูลูกเล่นละคร โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านศิลปะ บทประพันธ์ การอ่านหนังสือ ที่สำคัญคือโรงเรียนให้พ่อแม่ต้องคลุกคลีกับลูกๆ ในการทำกิจกรรม เช่น ช่วยกันสอนการบ้านลูก

ผมคิดว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคือด้านวิชาการ ถ้าลูกไม่เก่งเลข ผมคิดว่าไม่เป็นไร เพราะมันคือชีวิตของเขา แต่ผมให้ลูกเรียนเพิ่มคือภาษาจีน กับว่ายน้ำ วิชาการผมคิดว่าไม่ต้อง หรือเรียนภาษาไทยเพิ่มนิดหน่อย แต่ผมอยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง และเขาได้เลือกชีวิตของเขาเอง นั่นเป็นวิธีพัฒนาการเด็กที่ดี แต่แน่นอน คือหลายคนต้องมาแนะแนวครู ต้องบอกให้ครบ ทุกอาชีพคืออะไร นักร้องคืออะไร นักธุรกิจคืออะไร บอกเขาแต่อย่าชี้ให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้น สอนให้ลูกรู้ ให้คิดเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเราจะให้ลูกเรียนจนถึงเกรด 12 ไหม แต่ผมรอให้ลูกเข้าใจตัวเองตอนมัธยมสี่หรือห้า จบจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขาอยากเรียนเมืองไทยหรือเมืองนอก ผมจะให้เขาเลือกเอง

ผมอยากให้ลูกตั้งคำถาม ผมคิดว่าคนจะเก่งขึ้นหรือไม่ ถ้าลูกอยากเก่งลูกต้องยิงคำถามให้พ่อ แล้วพ่อจะตอบ ผมอยากให้ลูกถามว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยเรียนแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ผมจะอธิบายให้ลูกฟังทั้งหมด แต่ผมจะไม่บอกว่าดีหรือไม่ดี  แต่ผมจะพรีเซนต์ให้เขาฟังว่า คนจบมหาวิทยาลัยในเมืองไทยหรือเมืองนอกเป็นอย่างไร แล้วในที่สุดลูกจะบอกว่าอยากได้อะไร ผมให้ลูกคิดเอง ผมคิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ต้องเรียน แต่ลูกจะเรียนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจบดอกเตอร์ จบแค่ปริญญาตรีก็ได้”

คุณพ่ออารมณ์ดียังบอกอีกว่า เขาอยากให้ลูกเรียนด้านดนตรีและศิลปะด้านการละคร ซึ่งโรงเรียนก็ส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนทั้งเปียโน ไวโอลิน ตอนเรียนให้เด็กๆ ฝึกแยกกัน แต่ทุกเทอมโรงเรียนจะจัดคอนเสิร์ตแล้วให้เด็กๆ แต่ละชั้นปีมาซ้อมร่วมกัน ซึ่งเด็กๆ ได้ซ้อมดนตรีมากกว่าเรียนหนังสือในห้องเสียอีก ซึ่งถูกใจคุณพ่อมากๆ ในทางกลับกัน แม้ภรรยา (ศศิวิมล สินธวณรงค์) จะเป็นเด็กเรียนจบสายศิลป์มา แต่พอมีลูก ภรรยาจะเข้มงวดเรื่องวิชาการ ควบคู่ด้านศิลปะไปด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ขัด

“ภรรยาผมกลัวลูกไม่เก่งวิชาการ แต่ผมไม่ห่วง ภรรยาพยายามสอนลูกเพิ่มจะได้ช่วยเสริมลูก ผมก็โอเค แต่อย่าให้ลูกเรียนหนัก ลูกหยุดเสาร์-อาทิตย์ ภรรยาขอให้ลูกเรียนภาษาจีนวันศุกร์ ผมบอกได้ แต่ไม่ให้เรียนวิชาการเยอะกว่านี้แล้วนะ สำหรับวันอาทิตย์เราจะพาลูกไปเที่ยว เพื่อให้ลูกเห็นโลกกว้าง ลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลาย และเรายังได้ใกล้ชิดกับลูก แต่ลูกผมอนามัยนะครับ ทุ่มครึ่งต้องเข้านอน ก่อนนอนผมก็อ่านนิทานผจญภัยของเด็กให้ลูกฟัง ลูกก็หลับเร็ว แต่เสาร์-อาทิตย์นอนดึกได้”

ดร.กุลเดช แจกแจงถึงอุปนิสัยของลูกแต่ละคน เริ่มที่คนโต น้องยูจิ ชอบศิลปะ วาดรูปเก่ง มีเซนส์ด้านกราฟฟิกสูงมาก เช่น พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ แล้วเขาจะวาดลายเส้นเป็นภาพถ่าย 2 มิติได้เร็วมาก แต่เมื่อคุณพ่อบอกให้ลูกทำเป็นภาพ 3 มิติให้ดูได้ไหม ลูกก็สามารถทำได้ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าลูกมาในแนวศิลปะแน่ๆ แล้ว ในฐานะพ่อเขาจะพาลูกไปพบกับอาจารย์ศิลปะเก่งๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน เช่น การวาดรูป ดูแววแล้วลูกคนโตเป็นเด็กที่มีจินตนาการที่ดี แต่คุณพ่อคนนี้เน้นว่าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด และต้องไปให้สุดทางที่ตนเองเลือก

คนที่สอง น้องมารุ เป็นเด็กชิล ไม่ค่อยรอบคอบ แต่น่าจะมีแววเป็นนักกีฬาได้ดี คุณพ่อจึงพาเขาไปเรียนกอล์ฟ ดำน้ำ เล่นสกีด้วยตัวคุณพ่อเอง สังเกตเวลาสอนมารุแค่ครั้งเดียว ลูกทำได้ทุกอย่าง ที่สำคัญคือเป็นเด็กเซนซิทีฟชอบอ้อนคุณแม่ ดราม่าเก่งอาจเล่นละครได้ อีกทั้งเล่นดนตรีก็เก่ง โดยเฉพาะเปียโนเล่นเก่งมาก

ด้านลูกชายคนสุดท้อง น้องโมริ วัย 5 ขวบ คุณพ่อบอกว่าเป็นเด็กลั้นลาโดยแท้ เพราะชอบเต้น เวลากินข้าวต้องขอมิวสิค กินไปด้วยเต้นไปด้วย ทั้ง 3 คนต่างอารมณ์กันไป แต่ก็ทำให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยิ้มได้ตลอด สำหรับลูกคนที่ 3 คุณพ่อยังมองไม่ออกว่าลูกจะไปสายไหน อาจจะออกบันเทิงนิดๆ แต่ถ้าลูกจะไปสายแดนเซอร์คุณพ่อก็ไม่ขัด ถ้าลูกชอบเต้นคุณพ่อจะส่งเสริมให้ลองสวอนเลกไหม เพราะคนเราจะทำอะไรต้องไปให้สุด

คุณพ่อนักบริหารเชื่อว่าลูกจะคิดเป็น มีความเป็นตัวของตัวเอง มีการตัดสินใจที่ดี