“บูมเมอร์เพรอเนอ” ใช้ความเก๋าสร้างธุรกิจของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477517

“บูมเมอร์เพรอเนอ” ใช้ความเก๋าสร้างธุรกิจของตัวเอง

โดย…พุสดี-วราภรณ์

ขณะที่คนทั่วโลกพากันพูดถึงสตาร์ทอัพ ซึ่งกำลังเป็นดาวเด่นที่เจิดจำรัสในโลกธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอีกหนึ่งดาวรุ่งที่น่าจับตามองว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกธุรกิจที่จรัสแสงไม่แพ้กระแสสตาร์ทอัพ คือ “บูมเมอร์เพรอเนอ” (Boomerpreneur) หรือคำเรียกขานกลุ่มคนในช่วงเบบี้บูมเมอร์ที่แม้จะห่างไกลกับคำว่ารุ่นใหม่ไฟแรง แต่เลือกใช้ความเก๋ามาเป็นแรงหนุนในการก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเอง

นิยามของคนกลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่รอวันปลดเกษียณ แต่เป็นกลุ่มที่พร้อมเดินหน้าทำตามความฝันของตัวเองโดยไม่สนวัย เพราะแม้ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นจะบั่นทอนพละกำลังลงบ้าง แต่วัยที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตที่โชกโชน บวกกับสายใยแห่งคอนเนกชั่นที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเสมือนต้นทุนสำคัญที่ทำให้พวกเขามั่นใจที่จะผจญภัยไปในโลกธุรกิจอันกว้างใหญ่อย่างห้าวหาญ

3 ผู้ประกอบการวัยเก๋า ที่ก้าวสู่วัยหลักสี่อย่างสตรอง และไม่ทิ้งฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน เจอกับความท้าทายสารพัด แต่สิ่งที่ทั้ง 3 ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันคือ ไม่เสียใจที่เริ่มต้นทำธุรกิจช้าไป และต่อให้มีโอกาสนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังเลือกที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจตอนที่เข้าสู่หลักสี่แล้วเหมือนเดิม

โอปอล-ณัฏฐ์ธรณ์ จิวานุวงศ์

เก็บปีกนางฟ้ามาโบยบินบนผืนผ้า

จากแอร์โฮสเตสสาวที่หลงใหลในการเดินทาง โอปอล-ณัฏฐ์ธรณ์ จิวานุวงศ์ บอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งชีวิตในวัย 40+ ของเธอจะเดินทางมาสู่การเป็นผู้นำเข้าศาสตร์การออกกำลังกายสไตล์ใหม่อย่าง แอนไทกราวิตี โยคะ (AntiGravity Yoga) และเป็นเจ้าของวิงส์แอเรียล คลับ

7 ปีเต็มที่เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะแอร์โฮสเตสก่อนจะโบกมือลาเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองตอนอายุ 43 ปี ครูโอปอลบอกเล่าอย่างออกรสว่า หลังลาออกจากงานประจำตอนวัยเฉียดเลข 4 ธุรกิจแรกที่ลองทำคือ เปิดร้านกาแฟ และร้านอาหาร แม้ธุรกิจจะไปได้ดีพอสมควร แต่เธอกลับพบว่านี่ไม่ใช่งานในฝันที่ทำให้เธอมีพลัง อยากลุกขึ้นมาทำทุกวัน เธอได้แต่เฝ้าค้นหาคำตอบให้ตัวเองเรื่อยมา จนวันหนึ่งโชคชะตาได้พาให้เธอมารู้จักกับศาสตร์การออกกำลังกายแนวใหม่อย่าง แอนไทกราวิตี โยคะ

“ปอลรู้จักศาสตร์นี้ตอนไปสหรัฐ หลังจากไปลองเรียนดูแล้วชอบมาก เลยเริ่มศึกษาจริงๆ ลงทุนไปเรียนกับผู้ที่คิดศาสตร์นี้ขึ้นมา และขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาเปิดในเมืองไทย ใช้เวลาเก็บข้อมูลอยู่ร่วม 3 ปี กว่าจะลงมือทำธุรกิจนี้จริงจังก็ตอนอายุ 42 แล้ว

สำหรับปอลการเริ่มต้นทำอะไรตอน 40 ถือว่าท้าทายมากนะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในวัยที่มีพลังและเวลาล้นเหลือสำหรับเรียนรู้จากความผิดพลาดเหมือนเป็นวัยรุ่น เราเริ่มมีเดดไลน์เข้ามาเป็นกรอบในการใช้ชีวิต ยิ่งมาเริ่มธุรกิจอะไรที่ใหม่มากๆ ยิ่งท้าทายเป็นทวีคูณ สำหรับปอลโชคดีที่เราใส่ใจสุขภาพกายและใจมาตลอด ไม่ได้ใช้ร่างกายแบบเรี่ยราด ทำให้อย่างน้อยตอนคิดจะทำธุรกิจ เรามีกายและใจที่พร้อมเกินร้อย”

ครูโอปอลมองถึงข้อดีของการเริ่มต้นธุรกิจในวัยเลขสี่ที่เด็กรุ่นใหม่ต้องอิจฉาคือ เรามาพร้อมประสบการณ์ชีวิตมากมาย ทั้งจากการทำงาน การใช้ชีวิต และคนรอบตัว เหมือนได้รับการฉีดวัคซีนบทเรียนชีวิตมาแล้วระดับหนึ่ง ที่สำคัญ เรายังมาพร้อมคอนเนกชั่นที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมเท่านั้น

“4 ปีที่ผ่านมากับธุรกิจนี้ ปอลว่าไม่มีวันไหนเลยที่ราบรื่น 100% แต่ทุกอุปสรรคที่เจอ เราคิดเสมอว่าไม่ได้ยากเกินกว่าจะข้ามผ่าน เรายังสนุกกับการได้ดึงเอาสิ่งที่ได้สั่งสมมาทั้งชีวิตมาแก้ปัญหาต่างๆ มาใช้ ซึ่งถ้าย้อนไปตอนเรา 30 แล้วมาเริ่มธุรกิจนี้ ปอลคงเลิกไปนานแล้ว เพราะเรายังขาดประสบการณ์หลายอย่าง ยังทำอะไรได้ไม่ครบเครื่องเท่าวันนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับปอล 40 คือวัยที่สวยงาม”

ปั้นความฝันใส่ซาลาเปาทุกใบ

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนอาจเป็นคอมฟอร์ตโซนที่หลายคนอยู่มานาน จนไม่กล้าก้าวเท้าออกไปสัมผัสโลกใบใหม่ แต่สำหรับ ต้อง-ชเพชร ชลานุเคราะห์ และ อุ๊-วิลาสินี รัศมิทัต สองเพื่อนซี้ผู้ก่อตั้งซาลาเปาหมูอ้วนกลับคิดต่าง ทั้งคู่เลือกหันหลังให้งานประจำตอนอายุพ้นเลข 4 พร้อมผันตัวเองมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักแบบไม่สนวัย

“เราคิดมาตลอดว่า คงไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนไปตลอดชีวิต วันหนึ่งก็ต้องออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ที่ผ่านมาเราเลยหาลู่ทางมาตลอด เริ่มต้นจากใช้ความชอบในการเดินทาง มาต่อยอดสู่การเป็นนักเขียนในห้องบลูแพลนเน็ตของพันทิป ระหว่างนั้นก็ลองทำธุรกิจลูกชิ้นปลาระเบิดที่ดังอยู่ช่วงหนึ่งมาขายไปด้วย แรกๆ ก็ขายดีนะ แต่พอเทรนด์เริ่มซา ก็เริ่มดร็อปลง เราก็เลิกและมองหาลู่ทางใหม่ พอดีตอนนั้นคุณน้าซึ่งมีสูตรทำซาลาเปาแบบดั้งเดิม จะถ่ายทอดสูตรให้ เราเลยชวนหุ้นส่วนมาเรียน

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำขายนะ แค่ทำให้เพื่อนกิน ปรากฏว่าทุกคนชมว่าอร่อย ไปๆ มาๆ เลยคิดว่าทำซาลาเปาขายนี่แหละน่าจะเวิร์ก เลยเป็นจุดเริ่มต้นของซาลาเปาหมูอ้วน ซึ่งเราเอาชื่อแบรนด์มาจากชื่อนามปากกาที่เราเขียนในพันทิปว่า หมูอ้วนจอมพลัง”

ช่วงที่เริ่มทำแบรนด์ กระแสซาลาเปาไส้ลาวากำลังมาแรง เราเลยพัฒนาสูตรทำไส้ลาวาของเราเอง แล้วขายผ่านไอจี เฟซบุ๊ก ปรากฏว่า ด้วยความโดดเด่นของซาลาเปาโฮมเมดที่เป็นเอกลักษณ์ ปั้นมือทุกลูก กับรสชาติของไส้ที่ลงตัว ทำให้ได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี จนเริ่มเป็นที่รู้จัก

“ถามว่าตอนที่ตัดสินใจจะออกจากงานลังเลมั้ย ก็คิดเยอะ วิตกเหมือนกันนะ แต่เราก็มองในแง่ดีว่า ถ้าคิดจะเริ่มธุรกิจเริ่มตอนนี้ ก็ดีกว่าเริ่มตอนอายุ 50-60 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ท้อนะ เพราะธุรกิจนี้มีแค่เราต้องเป็นทุกอย่าง ต่างกับตอนทำงานบริษัทมีแผนกต่างๆ เราแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ”

สำหรับหลักในการทำธุรกิจ ทั้งคู่ยึดหลักค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องรีบ ยึดหลักคำสอนเรื่องความพอเพียง ต้องบอกว่าสาเหตุที่ทำให้เราทำธุรกิจแบบใจเย็นได้นี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะวัยเพิ่มขึ้น ทำให้เรานิ่งขึ้น มองทุกอย่างช้าลง “ถ้าเป็นตอนอายุ 30 เราอาจจะมีแนวคิดแบบคิดการณ์ใหญ่ ทำอะไรต้องโตเร็ว ซึ่งบางครั้งการมองภาพใหญ่เกินไป ก็อาจทำให้พบกับความล้มเหลวได้”

เม-เมธาวี อ่างทอง

 

60 ยังเริ่มใหม่ได้ไม่สาย

ขณะที่ เม-เมธาวี อ่างทอง เจ้าของแบรนด์ แบล็กชูการ์ (Black Sugar) วัย 60 ปี อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตัดสินใจหันหลังให้งานประจำมาลงขันทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็กกับเพื่อนเมื่อ 30 ปีก่อน แต่เมื่อธุรกิจไม่เป็นดั่งหวัง เธอก็ไม่ท้อแม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 57 ปี แต่ดีไซเนอร์รุ๋นเก๋า ศิษย์เก่าจากสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ สาขาแฟชั่น ดีไซน์ รุ่น 3 ยังเดินหน้าสานฝันของตัวเอง ด้วยการหันมาปลุกปั้นแบรนด์แบล็กชูการ์ ออกแบบเสื้อผ้าผู้ใหญ่ตามแนวที่ถนัด เพียง 3 ปี เธอไม่เพียงสามารถนำเสื้อผ้าไปวางขายในหลายประเทศ แต่ล่าสุดผลงานของเธอยังได้รับเลือกให้ไปอวดโฉมในงาน MQ Vienna Fashion Week ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อีกด้วย

“การเริ่มต้นลงมือทำอะไรใหม่ ต้องอาศัยความอดทน เพียรพยายามจึงจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการเริ่มต้นนั้นจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม สำหรับบางคน การเริ่มต้นอะไรใหม่ตอนอายุเยอะอาจเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะถ้าพลาดจะยิ่งแก้ยาก แต่สำหรับดิฉัน การเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ตอนอายุมากแล้ว กลับยิ่งมีแรงฮึด จนหลายคนบอกว่า อายุ 60 แล้วนะทำไมยังบ้าพลัง นั่นเพราะเราทุ่มเททำงานเต็มที่”

เมบอกว่า ข้อดีของคนอายุเยอะคือประสบการณ์ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น หมายถึงเราผ่านประสบการณ์อะไรมาเยอะ เจอมาหมดแล้วทั้งช่วงเวลาที่สมหวังและล้มเหลว ทำให้มีภูมิต้านทาน ไม่กลัวอะไร แถมยังมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ

“เมบอกตัวเองเสมอว่าฉันต้องทำได้ ต้องมีคนชอบ ต้องมีคนอยากได้ เราคิดอยู่แบบนี้ แล้วเราก็มาถูกทาง เพราะเรากล้าที่จะลอง ชีวิตเราสามารถเริ่มได้ใหม่เสมอ ถ้าเรามัวกลัว เราจะไม่มีทางรู้ว่าถ้าเราก้าวต่อไปจะประสบความสำเร็จไหม ถ้าเราไม่ก้าว เราจะหยุดอยู่ที่เดิม ลองก้าวไปดูซิ คิดเสมอว่าต้องทำได้ ให้กำลังใจตัวเอง คนเราเริ่มใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ อย่ากลัวการเริ่มใหม่

อย่างดิฉันไม่กลัวอะไรสักอย่าง เพราะถ้าเราก้าวไปเราจะค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ เรียนรู้ ดิฉันจบปริญญาตรีตอนอายุ 48 ปี จบปริญญาโทตอนอายุ 55 เพราะดิฉันไม่เหนื่อยที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คนเราต้องมีไฟตลอด เราต้องขวนขวายเรียนรู้ตลอดเวลา” ดีไซเนอร์วัยเก๋า กล่าวทิ้งท้าย

 

มังคุด กับแนวคิดภูมิคุ้มกันบำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477316

มังคุด กับแนวคิดภูมิคุ้มกันบำบัด

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มังคุด ตามฤดูกาลในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเริ่มขาดหายไปจากท้องตลาดอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากภาวะฝนแล้งและการส่งออกที่ตลาดจีนต้องการผลไม้ชนิดนี้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะมังคุดคัดเกรดมีเท่าไหร่ก็ส่งไม่พอ ทำให้คนกินผลไม้ในเมืองไทยที่ไม่สามารถเข้าถึงมังคุดคัดแบบชั้นเยี่ยมได้ ก็ต้องทนกินมังคุดลูกเล็กและจิ๋วกันแทน

เช่นกันในปีนี้ จากภาวการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมังคุดที่สำคัญแหล่งหนึ่ง ทำให้คาดหมายว่ามังคุดจะขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน

ในฐานะที่ถูกยกย่องและจัดตำแหน่งให้เป็น “ราชินีผลไม้” เพราะมีความงาม มีเนื้อหุ้มเมล็ดเป็นกลีบสีขาวอยู่ภายใต้เปลือกที่สวยงามเรียงตัวรวมกันอยู่ในผล และในเชิงเศรษฐกิจการเกษตรมังคุดที่เป็นผลไม้ที่มีดาษดื่นตามฤดูกาลที่เรียกว่าบางทีแทบจะขายแบบแจก 5 กิโลกรัม 100 บาท ได้ขยับตัวเองไปสู่อีกโหมดหน้าที่ในฐานะผลิตภัณฑ์ทางเวชภัณฑ์และทางการแพทย์อย่างน่าสนใจ ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ที่ทำงานมายาวนานถึง 40 ปี และก็มีภาคส่วนอื่นๆ ที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับมังคุดอย่างเป็นรูปธรรม

มังคุดมีดีกว่าเป็นผลไม้

ธิดารัตน์ จันทร์ดอน สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนบทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เรื่องมังคุดว่า งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าเนื้อมังคุดมีสารกลุ่มแคทีชินและฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ แต่ฤทธิ์น้อยกว่าเปลือกมังคุด ซึ่งจะพบสารกลุ่มแซนโทน ปัจจุบันมีการพัฒนาน้ำคั้นเนื้อมังคุดผสมเปลือกมังคุด โดยเน้นประโยชน์เรื่องการต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาน้ำมังคุดเข้มข้นให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมไปถึงการศึกษาเรื่องความเป็นพิษของการนำเปลือกมังคุดมาใช้สำหรับบริโภค ที่จำเป็นต้องคำนึงถึงขนาดที่ใช้ เนื่องจากมีรายงานความเป็นพิษต่อตับของสารกลุ่มแซนโทนที่พบในเปลือกมังคุด

สำหรับการรับประทานเนื้อมังคุดสด ถึงแม้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงเล็กน้อย แต่รสชาติก็หวานอร่อยถูกใจผู้บริโภค อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังในผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

มังคุดยังมีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เปลือกมังคุดซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes และ Staphylococcus epidermidis ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์รักษาสิว

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษานำเปลือกมังคุดมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดกลิ่นปาก เจลและเพสต์สำหรับป้ายปาก เพื่อใช้รักษาโรคปริทันต์และแผลในปาก เนื่องจากมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคในช่องปาก และมีการทดลองนำครีมผสมสารสกัดเปลือกมังคุดไปรักษาแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าได้ผลดี

ในวงการเครื่องสำอางได้ให้ความสนใจนำสารสกัดจากเปลือกมังคุดไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่เปลือกมังคุด ที่ช่วยดับกลิ่นเต่า ช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาสิว ดังเช่นงานวิจัยของ ผศ.ดร.มัลลิกา ชมนาวัง ที่ได้ทำการวิจัยโครงการสมุนไพรเพื่อใช้รักษาสิว เพื่อมองหาสมุนไพรไทยที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นยา เพื่อป้องกันและรักษาสิว ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ในนิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 เขียนโดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กล่าวว่า สารสกัดเมทานอลและสารจากเปลือกผลมังคุด ช่วยยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease) ซึ่งเป็นเชื้อที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV และสารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอลจากเปลือกผลมังคุด ยังสามารถยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (Reverse transcriptase) ในเชื้อเอชไอวีอีกด้วย

 

ทางเลือกของมังคุดกับมะเร็ง

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2520 คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งประกอบด้วย ดร.วิลาวัลย์ มหาบุษราคัม ดร.เสาวลักษณ์ พงษ์ไพจิตร ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.อำไพ ปั้นทอง รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์สหวิชาการอีกหลายท่านเริ่มทำการศึกษาสารธรรมชาติในมังคุด ด้วยการสกัดสารบริสุทธิ์แล้วทำการทดสอบประโยชน์ในทางการแพทย์ด้านต่างๆ ก่อนจะสรุปได้ว่า สารในมังคุดที่มีคุณสมบัติในการสร้างเสริมสุขภาพ คือ สารกลุ่ม Xanthones ซึ่งในมังคุดมีสารกลุ่ม Xanthones นี้อยู่กว่า 40 ชนิด แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีประโยชน์ บางชนิดอาจมีผลข้างเคียงได้ และชนิดที่มีประโยชน์ หากใช้น้อยเกินไปก็จะไม่แสดงสรรพคุณ แต่ถ้าใช้มากไปก็อาจจะเกิดโทษได้ ดังนั้นการนำ Xanthones ไปใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพ จึงจำเป็นต้องใช้ให้ถูกต้องและใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

ผลจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องของคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทยพบว่า Xanthones ที่มีสรรพคุณสูงสุด คือ GM-1 ซึ่ง GM-1 เป็นสารที่ปลอดภัย โดยปลอดภัยกว่าสารที่ให้รสเปรี้ยวในส้มถึง 5 เท่า และมีคุณสมบัติคือ 1.ต้านเชื้อแบคทีเรีย 2.ต้านการอักเสบ 3.ระงับการปวดและลดอาการแพ้ 4.ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเกิดจาก LDL Cholesterol Oxidation และ 5.ฆ่าเซลล์มะเร็งในเต้านม มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในตับ มะเร็งในไต มะเร็งในทางเดินอาหาร และมะเร็งในปอด 6.ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรค 7.ระงับการขยายตัวของเชื้อเอชไอวี 8.เพิ่มความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม และเชื้อแบคทีเรีย (Phagocytic activity) 9.ระงับการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนและสร้างมวลกระดูก

การสัมมนาวิชาการ “40 ปี นวัตกรรมมังคุดไทย 4.0” ในงานการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 42 (วทท 42) ของคณะนักวิทยาศาสตร์ไทย Operation BIM จากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ที่วิจัยและค้นคว้าการใช้ประโยชน์จากมังคุดและพืชไทยเพื่อดูแลสุขภาพมากว่า 40 ปี โดยได้ทำการค้นคว้าวิจัย และได้ผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ว่าสารสกัดจากมังคุดมีประโยชน์อย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง เบาหวาน ข้อเข่า และดวงตา โดยการทำงานจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลเรียกว่า แนวคิด “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลับมามีชีวิตปกติได้ด้วยนวัตกรรมมังคุด

 

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ซึ่งได้วิจัยเรื่องมังคุดมาตลอด 40 ปี บอกว่าปัจจุบันทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 8.2 ล้านคน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้ 4 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยอายุระหว่าง 30-69 ปี สะท้อนถึงแนวโน้มการเกิดโรคมากขึ้นในกลุ่มคนวัยทำงาน เนื่องมาจากวิถีการดำเนินชีวิตยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

ด้านสถานการณ์โรคมะเร็งในไทยยังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งยังเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องมานานกว่า 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ล่าสุดในปี 2556 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้ถึงปีละกว่า 6.7 หมื่นคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน และพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยราว 1.2 แสนคน/ปี และ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในชายไทยคือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนมะเร็งยอดฮิตในกลุ่มหญิงไทย ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่

คนเรามีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 2-5.5 หมื่นล้านเม็ด ถือเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่มากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เรา เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเพียงพอที่จะต่อกรและเอาชนะโรคภัยได้ จุดนี้เองทำให้ ศ.ดร.พิเชษฐ์ เห็นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิชิตไวรัสและโรคร้ายต่างๆ จนเป็นที่มาของการศึกษาค้นคว้านานกว่า 38 ปี พัฒนาสารสกัดจากพืชไทย 5 ชนิด “APCOcap” ได้แก่ มังคุด ถั่วเหลือง งาดำ ฝรั่ง และบัวบก ซึ่งเมื่อออกฤทธิ์เสริมกันจะมีผลทำให้เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กลับสู่ภาวะสมดุล ศ.ดร.พิเชษฐ์ บอกว่า

“งานวิจัยนี้นับว่าเป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ที่เป็นมะเร็งกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างยั่งยืน โดยนวัตกรรม APCOcap จะทำหน้าที่เสมือนเป็นวัคซีนธรรมชาติกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิด Th1, Th17 และ Th9 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเลือดขาวชนิด Th17 ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายของเรากลับเข้าสู่ภาวะสมดุลจนสามารถรับมือกับโรคได้เอง”

แน่นอน มีกรณีศึกษาที่ ศ.ดร.พิเชษฐ์ ยกมาคือ เมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว สุภัสสรา เอมเอก พยาบาลวัย 51 ปี ต้องผ่านชีวิตแต่ละวันด้วยความทุกข์ทรมาน หลังจากพบว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 4 อีกทั้งเซลล์ร้ายยังแพร่กระจายไปกัดกินกระดูกขาขาดจนเดินไม่ได้ เธอบอกว่า

“หมอให้รักษาด้วยเคมีบำบัดไป 8 คอร์ส ช่วงนั้นทรมานมากจากผลข้างเคียง ทั้งผมร่วง อ่อนเพลียไม่มีแรง น้ำหนักลดเพราะทานไม่ลง ยิ่งมะเร็งลามไปที่ขาก็ต้องผ่าตัดเพิ่มอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จะเดินก็ต้องใช้ไม้ค้ำยัน แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งปวด ทรมานมาก คิดว่าคงต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด”

จากการที่เธอได้รับสารสกัดจากพืชไทย 5 ชนิด APCOcap ถึงวันนี้ผลการตรวจติดตามผลระบุว่าเธอปลอดจากเซลล์มะเร็งแล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปและเดินได้เหมือนเดิมแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ ศ.ดร.พิเชษฐ์ บอกว่า

“สุขภาพดีเราเลือกได้ สำคัญอยู่ที่วินัยการดูแลตัวเอง เพราะมะเร็งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกหนีความเสี่ยงต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดโรค และไม่ควรละเลยตรวจร่างกายเป็นประจำ ถือเป็นการเตรียมตัวรับมือกับมะเร็งที่ดีที่สุดแล้ว”

แน่นอน กรณีนี้เป็นแค่อีกทางเลือกหนึ่งในการใช้สารสกัดมังคุดมาผสมกับสารสกัดจากพืชผักของไทยอีก 4 ชนิดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านมะเร็ง และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะใช้มังคุดในการรับมือและต่อต้านมะเร็งชนิดต่างๆ

 

คดีสังหารแปะเฉีย-แพะของโจโฉ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477042

คดีสังหารแปะเฉีย-แพะของโจโฉ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

โจโฉในนิยายสามก๊กเป็นที่เกลียดชังและด่าว่ามานับพันปี กวีซูตงโพสมัยราชวงศ์ซ่งเล่าบรรยากาศสมัยนั้นว่า เมื่อนักเล่านิทานสามก๊กเล่าถึงตอนโจโฉรบพ่ายแพ้หนีหัวซุกหัวซุนทีไร เด็กๆ และชาวบ้านที่ฟังอยู่จะปรบมือดีใจกันยกใหญ่ทุกที

โจโฉในนิยายมีเรื่องราวและการกระทำที่ทำให้คนเกลียดอยู่มากมาย บางประเด็นถกเถียงกันได้ แต่หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนบอกว่าโจโฉมีส่วนของความเลวร้ายแน่นอนคือกรณี “โจโฉฆ่าแปะเฉียยกครัว”

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อบ้านเมืองเริ่มวุ่นวาย ขุนศึกตั๋งโต๊ะเข้ายึดอำนาจ โจโฉวัยหนุ่มเข้าลอบสังหารตั๋งโต๊ะแต่ไม่สำเร็จ จำต้องรีบหนีหัวซุกหัวซุน

ระหว่างหลบหนี โจโฉถูกจับโดยเจ้าเมืองคนหนึ่งชื่อตันก๋ง ตันก๋งดูท่าทางโจโฉ แล้วไม่ธรรมดา เมื่อได้พูดคุยจึงรู้ว่าเป็นคนมีปณิธานยิ่งใหญ่ ตันก๋งตัดสินใจช่วยเหลือและเดินทางหลบหนีไปพร้อมกับโจโฉ

ระหว่างทางโจโฉเดินทางไปขอหลบพักที่บ้านเพื่อนสนิทของพ่อที่ชื่อแปะเฉีย แปะเฉียรู้เรื่องโจโฉหนีคดีอยู่แล้ว ได้เจอจึงถามไถ่อย่างอบอุ่น แปะเฉียบอกอยากสนทนากับโจโฉอีกยาว แต่นึกได้ว่าที่บ้านขาดสุราดีๆ เขาจึงขอตัวออกไปหาซื้อสุราเพื่อจะมาตั้งวงสนทนากับโจโฉกันให้ลื่นคอ

เมื่อแปะเฉียออกไปจากบ้าน โจโฉเดินเฉียดครัวหลังบ้าน แอบได้ยินเสียงคนในครอบครัวแปะเฉียลับมีดและพูดคุยกันว่า “จะมัดก่อนหรือจะลงมือฆ่าเลยดี!”

โจโฉในสถานะผู้ร้ายหนีคดีคิดได้ทันควัน “เห็นทีครอบครัวแปะเฉียคงจะเอาหัวคนผิดอย่างเราไปแลกรางวัลของทางการเป็นแน่แท้” แล้วจึงรีบรุดไปบอกตันก๋งว่าแปะเฉียคิดไม่ซื่อ เอาไว้ไม่ได้ แล้วตอนนี้แปะเฉียคงออกไปส่งข่าวให้ทางการแล้ว เราเร่งลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ โจโฉจึงชักกระบี่เข้าไปฆ่าบุตรและภรรยาแปะเฉียเสียสิ้น รวมทั้งหมด 8 ศพ

แต่แล้วตันก๋งต้องตะลึงทันทีเมื่อเห็นหมูตัวหนึ่งถูกมัดอยู่ จึงรู้ว่าโจโฉเข้าใจผิด ว่าที่จริงครอบครัวแปะเฉียจะฆ่าหมูต่างหาก

โจโฉตกใจกลัวจึงชวนตันก๋งรีบหนี ที่ไหนได้ออกจากบ้านมาไม่ไกลก็ได้เจอกับแปะเฉียที่เพิ่งซื้อเหล้ากลับมา แปะเฉียถามโจโฉว่า “ยังไม่ได้กินข้าวกินเหล้ากันเลย จะรีบไปไหนเล่า” โจโฉตอบกลับว่า “ข้าถูกทางการไล่ล่า ไม่ควรอยู่ที่นี่นาน รีบหนีไปจะดีกว่า” ว่าแล้วก็ขี่ม้าเดินต่อไปด้วยท่าทีครุ่นคิด โจโฉผ่านแปะเฉียไปไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับมาเรียกแปะเฉีย แปะเฉียหันมา ว่าแล้วโจโฉก็เอากระบี่ฟันแปะเฉียตายคาที่

ตันก๋งตะลึง!

ตันก๋งต่อว่าโจโฉยกใหญ่ “เพิ่งฆ่ายกครัวเขาไปแล้วยังพอบอกได้ว่าเพราะเข้าใจผิด แล้วนี่ท่านยังจะฆ่าแปะเฉียอีกรึ!” โจโฉอธิบายว่า “หากปล่อยให้แปะเฉียรอดไป รับรองแปะเฉียต้องโกรธแค้นไปฟ้องนายอำเภอ นายอำเภอก็ต้องมาตามจับเรา ต้องฆ่าปิดปากแปะเฉียเสีย เราจึงปลอดภัย”

ถ้าอ้างเหตุผลโดยไม่ต้องอธิบายตันก๋งก็คงจะพอคิดได้ แต่ตันก๋งต่อว่าออกไปคือจิตใจของโจโฉที่ทำได้ลงคอ หรืออาจคล้ายกับจะแค่อุทานว่า “เราถลำลึกมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?!?!”

ตันก๋งรำพึงรำพันต่อไป แล้วโจโฉก็พูดวลีเด็ดออกมา “ข้ายอมทรยศคนในใต้หล้า แต่ไม่ยอมให้คนในใต้หล้ามาทรยศข้า”

ตันก๋งและผู้อ่านต่างตะลึง!

ด้วยความเลวร้ายระดับ 10 กะโหลกของโจโฉในนิยาย ไม่ต้องแปลกใจที่เด็กๆ และผู้ฟังสามก๊กทั้งหลายจึงต้องปรบมือดีใจเมื่อโจโฉพ่ายแพ้หนีหัวซุกหัวซุน ความโหดเหี้ยมของโจโฉย่อมไม่เป็นที่ต้องการของสังคมแน่นอน

ในยุคนี้ที่คนเห็นต่าง และคุณธรรมความดีถูกตั้งคำถาม หลายคนพุ่งประเด็นไปว่าถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ก็ย่อมต้องทำอย่างโจโฉเช่นกัน แถมบางคนกลับชื่นชมเห็นว่าโจโฉจริงใจ กล้าลงมือทำ กล้าเอ่ยปากประกาศว่า “ขอทรยศต่อคนในใต้หล้า แต่ไม่ยอมให้คนในใต้หล้าทรยศ”

สังคมที่มีคนเข้าใจในสถานการณ์ของโจโฉคงพอถกเถียงกันพูดคุยกันได้ แต่หากชื่นชมยินดีกับคำกล่าวอ้างนี้คงเป็นสังคมที่น่ากลัว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโจโฉคร่าชีวิตที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไป 8 ชีวิต ความผิดบาปมหันต์จนโจโฉก็ยังพูดไว้เองว่าตนเองผิด แม้มีความหวาดระแวง กะทันหัน และไม่รอบคอบเป็นข้ออ้าง แต่ช็อตสองที่โจโฉฆ่าแปะเฉียปิดปากเพื่อกลบเกลื่อนความผิดตนเอง จะอ้างความกะทันหันไม่ทันคิดให้รอบคอบไม่ได้

ในทางตรงกันข้ามเพราะความรอบคอบนี่แหละ ที่เป็นข้ออ้างที่โจโฉใช้ฆ่าแปะเฉีย

โจโฉกำลังใช้ความกล้า (เลว) มาปกปิดความผิด และตัดสินใจยอมถลำลึกลงไปสู่ความเลวร้ายมากขึ้น เพื่อรักษาตัวให้รอด โดยไม่สนใจอื่นใด

โจโฉอ้างว่าไม่ทำเขา เราก็ตาย ชีวิตคนอย่างแปะเฉียจึงต้องตายอย่างแพะ…แพะรับบาปที่โจโฉเผลอลงมือฆ่าครอบครัวแปะเฉียด้วยความเข้าใจผิด

ไม่ต่างอะไรกับคำแก้ตัวของโจรจี้ปล้นที่ถลำลึกเป็นฆาตกร ซึ่งกล้าประกาศว่า “ถ้าเขาไม่ขัดขืนต่อสู้ ก็คงไม่โดนฆ่า” ซึ่งก็คือหลักการ “ผิดพลาดไปแล้ว ก็มีแต่กล้าเลวร้ายใช้ทุกมาตรการปกปิดต่อไปเท่านั้นถึงจะรอด”

หลายครั้งความผิดบาปช็อตแรกเกิดจากความประมาท ไม่รอบคอบ แต่ความเลวร้ายช็อตสองนี่แหละที่เป็นความเลวร้ายโดยแท้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของโจโฉก็ยังเข้าใจได้ (แต่ไม่ใช่อภัยได้) เพราะความเสี่ยงสูงถึงชีวิต แต่หันกลับมาในชีวิตจริงนอกนิยายยังมีให้เห็น ในสถานการณ์ที่แม้ไม่มีความเสี่ยงถึงชีวิต เราก็ยังเจอะเจอผู้คนที่ยอมใช้ความเลวร้ายขั้นกว่ามาปกปิดความผิดพลาดขั้นต้น และพาตัวเองเวียนวนเข้าสู่วงจรอุบาทว์

ทั้งๆ ที่มีเวลาไตร่ตรอง ไม่ให้มีอะไรผิดพลาดจากความประมาทตั้งแต่ช็อตแรกด้วยซ้ำ

ในสถานการณ์ที่ไม่ได้หน้าสิ่วหน้าขวานและน่าหวาดระแวงอย่างโจโฉ ควรจะต้องรอบคอบ และรัดกุมในการกระทำที่มีผลกระทบต่อชะตาชีวิตของผู้อื่น ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ย่างก้าวเข้าวงจรอุบาทว์ตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องใช้ความเลวร้ายมาปกปิดความผิดของตัวเองเป็นครั้งที่สอง

 

เหม เวชกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477080

เหม เวชกร

โดย…พริบพันดาว

เหม เวชกร เป็นจิตรกรสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย ฉายา “จิตรกรมือเทวดา” คนไทยในวัฒนธรรมสมัยนิยมและประวัติศาสตร์ร่วมสมัยจะรู้จักผ่านหนังสือชุด “ภาพวิจิตร” ที่ไทยวัฒนาพานิชจัดพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพุทธประวัติ วรรณคดีไทย ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงหนังสือภาพชุดที่ศึกษาภัณฑ์พิมพ์ เช่น กามนิต สามก๊ก และภาพประวัติศาสตร์ไทย

ปัจจุบันผู้รักและติดตามงานศิลปะ จะเรียกชื่อว่า “ครูเหม” ถือเป็นปรมาจารย์ของศิลปะร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสมัยใหม่จากตะวันตกคนหนึ่งของไทยที่เข้าถึงชาวบ้านมากที่สุด

สำหรับภาพวาดชิ้นสำคัญในชีวิตของครูเหม คือ ภาพชุดชีวประวัติสุนทรภู่ ภาพชุดนางงามในวรรณคดี ภาพชุดกากี ภาพชุดราชาธิราช ประมาณ 2,600 ภาพ ภาพชุดประวัติศาสตร์ไทย  ภาพชุดนิทานประจำเมือง ภาพชุดเงาะป่า ภาพชุดกามนิต ประมาณ 2,000 ภาพ ภาพชุดขุนช้างขุนแผน และภาพชุดศรีธนญชัย ประมาณ 2,000-3,000 ภาพ ภาพชุดอิเหนา ประมาณ 1,320 ภาพ

 

ส่วนภาพที่ครูเหม เวชกร รักมากที่สุด คือ ภาพชุดปฐมสมโพธิ จากผลงานชิ้นนี้เองทำให้ครูเหม เวชกร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาโดยตลอด โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อเสียงของครูเหมที่โด่งดัง จนในปี 2504 สโมสรโรตารี่ได้จัดงานแสดงภาพจิตรกรรม เหม เวชกร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาทอดพระเนตรงานแสดงภาพ ครูเหมได้มีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายภาพเขียน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครูเหมเข้าเฝ้าฯ มีรับสั่งให้ครูเหมวาดภาพตามพระราชดำริ เช่น ภาพชาวบ้านใช้กรรไกรตัดหมาก โดยมีพระราชดำรัสว่า “ภาพชีวิตไทยๆ เหล่านี้ ต่อไปอาจจะไม่มีให้พบเห็น” โดยภาพเขียนของครูเหมหลายภาพได้เป็นของขวัญพระราชทานแก่พระราชอาคันตุกะที่มาเยือนประเทศไทย

ครูเหม เวชกร จิตรกรฝีมือชั้นครู เขียนภาพวิจิตรตีพิมพ์ในหนังสือนานาชนิดของไทย ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน นวนิยาย ตำราเรียน และนิตยสารต่างๆ ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ภาพเขียนของครูเหมมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะภาพวาดปกและภาพประกอบในหนังสือต่างๆ ได้กลายเป็นงานคลาสสิกหายากในปัจจุบัน

การเริ่มต้นเป็นจิตรกร โดยเป็นผู้ช่วยให้กับ คาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาเลียน ที่เขียนภาพบนเพดานโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม และเป็นคนสอนให้หัดวาดเส้นและลวดลายต่างๆ จิตรกรชาวอิตาเลียนรู้สึกชอบพอในอัธยาศัยและฝีมือของเหมมาก ถึงขนาดชักชวนให้ไปเรียนต่อทางศิลปะที่อิตาลี แต่ไม่ได้ไป

 

จากบทความ “จิตรกรไร้สำนักเรียน ช่างเขียนนอกสถาบัน” เขียนโดย ศรัณย์ ทองปาน ในนิตยสารสารคดี บอกว่า งานสำคัญอย่างหนึ่งของครูเหม ก็คือ การเขียนซ่อมแซมภาพรามเกียรติ์ ในพระระเบียงรอบพระอุโบสถ ซึ่งต้องทำล่วงหน้าถึง 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2472 นับเป็นการระดมช่างเขียนครั้งใหญ่แห่งยุค เพราะภาพเดิมที่เขียนมาตั้งแต่ 50 ปีก่อน เมื่อคราวฉลองพระนคร 100 ปี ในรัชกาลที่ 5 นั้น ชำรุดหลุดล่อนหมดสภาพแล้ว ดังนั้นโดยเนื้อแท้การปฏิสังขรณ์นี้ก็คือการลบของเดิมทิ้ง แล้วเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด งานขนาดนี้จำเป็นต้องใช้ช่างเขียนจำนวนมาก มีการรับสมัครและคัดเลือกช่างมาได้เกือบ 70 คน ครูเหมก็เป็นคนหนึ่งที่ผ่านการทดสอบฝีมือ และมีโอกาสได้เขียนภาพห้องที่ 69 พระรามแผลงศรล้างมังกรกัณฐ์

ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งกำลังศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับงานจิตรกรรมไทยสมัยใหม่ ชี้ให้เห็นประเด็นดังกล่าว

“ผมถือว่า เหม เวชกร เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอันหนึ่งที่สำคัญ ช่างเขียนรุ่นก่อนเหม อย่างเช่น พระเทวาภินิมมิต เขียนพุทธประวัติ ชาดก ถ่ายแบบจากสมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ มา เป็นแบบช่างหลวง เขียนมีแบบมีแผน มีมงกุฎ ชฎา เป็นแบบโบราณ แต่เหมเขียนเป็นคนสามัญ เหมไม่ได้ให้ความสำคัญกับความวิจิตรพิสดารของเครื่องแต่งตัว หรือฉากประกอบอย่างคุณพระเทวาฯ

“ความเป็นไทยของเหม จึงไม่ได้อยู่ที่ figure หรือเครื่องแต่งตัว… ไม่ใช่เขียนปราสาทแล้วเป็นไทย แต่คือกิริยาท่าทางที่เขาวาง ความรู้สึก ทีท่าของตัวละคร… ซึ่งอันนั้นเป็นไทย มันมีความรู้สึกที่แฝงอยู่ในภาพด้วย แม้แต่การเอียงหน้า ชม้อยชม้ายตาของตัวละคร ทั้งผู้หญิงผู้ชาย มันมีอันนั้นอยู่ด้วย

“คนที่จะเขียนรูปได้อย่างเหม มันต้องมีจังหวะเหมาะนะ ไม่ใช่จบเมืองนอกมาจะเขียนได้ มันอยู่ที่จังหวะ มีโอกาส…มีสนามลง”

เหม เวชกร จึงเป็นจิตรกรที่เป็นศิลปินอย่างแท้จริง และรูปวาดของเขาเข้าถึงหัวใจชาวบ้านมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ชีวิตจะง่ายขึ้น ถ้ามีตัวช่วยตัดสินใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477076

ชีวิตจะง่ายขึ้น ถ้ามีตัวช่วยตัดสินใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์  แถมเงิน

เป็นธรรมเนียมของวงการหนังสือว่า เมื่อถึงต้นปีของทุกปี บนแผงหนังสือจะมีหนังสือพยากรณ์ดวงชะตาของปีนักษัตรใหม่ของหมอดังๆ ออกมามากมายหลายเล่ม จนเป็นที่ชินตาของคอหนังสือและผู้ที่ชอบตรวจดวงชะตาราศีเนื่องจากปัจจุบันนี้ การพยากรณ์ไม่ใช่เรื่องงมงายแต่ทำให้เรารู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราและเราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายอย่าง เมื่อรู้ดวงชะตาของตัวเองแล้วพบกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นเราก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมที่จะปรับปรุงหรือหาแนวทางในการแก้ไขกับปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต แต่มีน้อยที่จะมีหนังสือการพยากรณ์ที่เจาะลึกเรื่องการลงทุนตามชะตาราศีว่า เกิดราศีไหนเหมาะกับการลงทุนเกี่ยวกับอะไร พร้อมทั้งเคล็ดลับในการเสริมดวงให้ธุรกิจสดใส ซึ่งหนังสือที่เจาะลึกแนวนี้ยังมีน้อย

หมอมีน ตีสิบ-อรรถพล น้อยวงศ์ หมอดูรุ่นใหม่ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการพยากรณ์มากว่า 10 ปี เติบโตมาจากไพ่เกย์ทาโรต์ มาเรียนทางด้านศาสตร์หินสีและศาสตร์แห่งตัวเลข ลายเซ็น ฮวงจุ้ย เพื่อให้ครบวงจรในเรื่องศาสตร์ของการพยากรณ์ ไหนๆ จะมาทางนี้ก็มาให้สุดทาง พยายามเรียนรู้ให้ครบเกือบทุกด้าน

ด้วยความที่เขาจบจากคณะเศรษฐศาสตร์บัณฑิต เอกการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอส หลังจากเรียนจบ เขาทำงานทางด้าน Key Account Manager (ผู้จัดการดูแลกลุ่มลูกค้าหลัก) ให้กับบริษัทคอนซูเมอร์ยักษ์ใหญ่ระดับท็อปเทนของประเทศไทย รวมทั้งดูแลพวกกลุ่มโมเดิร์นเทรด

นอกจากนั้น เขายังอบรมโครงการ MCP (Marketing Certificate Program) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นนักพยากรณ์ยุคแรกที่ดูดวงด้วยระบบ 1900 เลยเป็นการจุดประกายให้หมอมีน สนใจเรื่อง Passive Income เรื่องการให้เงินทำงานแทนคุณแม้เวลาหลับเงินก็ยังทำงานได้อยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เขาสนใจเรื่องทาง ด้านธุรกิจอยู่เป็นทุนเดิม เขาจึงไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสตร์ทางด้านธุรกิจ

 

เขาจึงเด่นเรื่องการทายทักเรื่องงานและเรื่องธุรกิจ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่มารับการพยากรณ์ที่เป็นคนทำงานและนักธุรกิจทั้งรายย่อยและรายใหญ่เป็นจำนวนมาก จากประสบการณ์ 10 กว่าปีที่เขาดูดวงมาทำให้เขาเก็บสถิติรวบรวมว่า คนแบบไหน ราศีอะไร ทำงานแบบไหนดี ทำธุรกิจแบบไหนจะรุ่ง เมื่อบ่มเพาะประสบการณ์และข้อมูลมานานกว่า 10 ปี

“ตั้งใจไว้นานแล้วว่า อยากเขียนหนังสือแนวนี้ สิ่งที่เตรียมตัวไว้ก็คือ จะจดบันทึกทุกอย่างที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้กันลืม มีสมุดเล่มหนาๆ 1 เล่ม จดเอาไว้เหมือนเป็นสถิติข้อมูลของเราเก็บไว้ พอจะเขียนก็เอาข้อมูลที่เก็บไว้ตลอด 10 ปี มาอัพเดทข้อมูลใหม่ใส่รายละเอียดเพิ่มเข้าไป เพราะเขียนเองไม่ให้ใครมารีไรต์ให้ เพราะเดี๋ยวเขามาปรับแก้ ต้องการให้คงความเป็นตัวเราไว้มากกว่า เขียนหนังสือมาไม่ใช้โกสต์ไรเตอร์เลยเขียนเองตลอด เป็นการฝึกการเขียนของเราไปในตัวด้วย แล้วก็ชอบเขียนอะไรยาวๆ มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วชอบจดบันทึกเขียนไดอารี่ ซึ่งมันส่งผลให้เราชอบงานเขียนมาถึงตอนนี้ ซึ่งผมก็เขียนบทความให้กับนิตยสารอยู่ 2-3 เล่ม”

ในปีนี้เขาจึงออกหนังสือชื่อ  Passive Income ทำแล้วรวย ด้วยโหราศาสตร์ และ 12 ราศีชี้การลงทุน เพื่อชี้ชัดเจาะจงในเรื่องธุรกิจกันโดยเฉพาะ โดยเขาเขียนเองและลงทุนเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยออกหนังสือเกี่ยวกับการดูดวงในแง่มุมอื่นๆ มาก่อนแล้ว ก็ถือว่ามีแฟนประจำอยู่พอสมควร เขาจึงออกหนังสือมาเกือบทุกปีในระยะ 4-5 ปีหลังมานี้

“แต่เพิ่งมีปีนี้ที่เน้น เรื่องการลงทุนเรื่องการงานและธุรกิจโดยเฉพาะ ใครๆ ก็อยากมีหน้าที่การงานที่ดี หรือทำธุรกิจแล้วอยู่รอดปลอดภัย รุ่งเรืองใช่ไหม หรือคนที่ทำงานมาสักระยะแล้วอยากออกไปหาธุรกิจทำ รวมทั้งเดี๋ยวนี้เด็กจบใหม่เขาก็ไม่อยากทำงานในองค์กรกันแล้ว อยากทำธุรกิจใหม่ๆ อยากเป็นนายตัวเอง  การมีหนังสือที่ช่วยชี้ชัดเป็นตัวช่วยให้เขาได้มากขึ้น ก็ช่วยในการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง ผมมีแนวความคิดว่า Work Hard, Save Hard-Work Hard, Play Hard-Work Smart, Play Smart เพียงแค่นำระบบ และออนไลน์เทคโนโลยีมาช่วย มันก็จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น” เขากล่าวอย่างจริงจัง

พิเศษสำหรับผู้อ่าน โพสต์ทูเดย์ เพียงแอดไลน์@ คือ @mastermeen แล้วพิมพ์คำว่า Bonus รับอีบุ๊กดีๆ จากหมอมีน

 

สร้างพลังด้วยการ ‘แดนซ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477067

สร้างพลังด้วยการ ‘แดนซ์’

โดย…ภาดนุ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

สาวน้อยมากความสามารถวัย 18 ปี หลิงหลิง-ศุภสุตา ศุภาลัยวัฒน์ นิสิตชั้นปีที่ 1 จากภาควิชานาฏยศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนเต้นรำมาตั้งแต่เด็ก จนพูดได้ว่าการเต้นเป็นทั้งกีฬาและงานอดิเรกที่เธอรักเลยก็ว่าได้

“ตอนเด็กๆ หนูก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ที่พ่อแม่มักพาไปเรียนทั้งเทควันโด ร้องเพลง และเต้นคัฟเวอร์ จนได้มาเรียนบัลเลต์ที่ ‘สถาบันบางกอกแดนซ์’ (Bangkok Dance Academy) ตอนอายุ 4 ขวบ แต่หนูมาชอบการเต้นจริงจังตอนที่เรียนอยู่ชั้น ม.1 เพราะได้เข้าร่วมโครงการพิเศษที่ชื่อว่า ‘Soloist’ ของบางกอกแดนซ์ ซึ่งโครงการนี้จะพานักเรียนที่ชอบการเต้นจริงๆ ซึ่งตั้งใจจะต่อยอดไปสู่สายอาชีพ ไปหาประสบการณ์ในการแข่งขันเต้นที่ต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย คาซัคสถาน ฮ่องกง มาเก๊า และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

ตั้งแต่เข้าโครงการ Soloist คุณครูที่นี่ก็สอนการเต้นให้หลายรูปแบบ เช่น คอมเทมโพลารี, แจ๊ซแดนซ์, สแปนิช แดนซ์, ฮิปฮอป และจะมีลีลาศด้วย จึงสามารถนำไปใช้ในการแข่งขันได้ เพราะทุกรอบที่ลงแข่งจะมีการเต้นที่หลากหลายแตกต่างกัน 6 โซโล (6 การเต้น) ซึ่งหนูก็เคยได้รับรางวัลจากการแข่งขันมาหลายรายการ แต่ที่ภูมิใจก็คือรางวัลรองแชมป์การแข่งขันในรายการ Betty Tilley Championship จากเมืองเพิร์ส ประเทศออสเตรเลีย ส่วนระบำสเปนล่าสุดที่หนูได้ไปลงแข่งขันในรายการ Asia Pacific Dance Competition ที่มาเก๊า ครั้งนี้ก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ค่ะ” (ยิ้ม)

 

หลิงหลิง บอกว่า เนื่องจากการเต้นเป็นกีฬาที่ต้องมีการแข่งขัน และมีการท้าทายความสามารถในการสอบวัดระดับทุกปี ดังนั้นการเต้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซะทีเดียว

“การเต้นที่ยากที่สุดในความคิดหนู ก็คือ คลาสสิคอล บัลเลต์ ซึ่งเป็นรากฐานของการเต้นทุกแขนงเลยก็ว่าได้ คลาสสิคอล บัลเลต์ จะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เยอะมาก ถ้าเราใช้ร่างกายผิดส่วนหรือทำผิดท่าก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ ซึ่งแม้จะยืนเฉยๆ ก็ตาม แต่คนเต้นต้องคิดเลยว่า จะใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนในการยืน ต้องเก็บหน้าท้องเข้า กดก้นกบลง เก็บซี่โครง เปิดหัวไหล่ พูดง่ายๆ ว่าต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในการเต้นเลยก็ว่าได้

โดยส่วนตัวแล้วหนูจะชอบการเต้นระบำสเปน เพราะเป็นการเต้นที่ถนัด แล้วพอมาเรียนที่นี่ก็ทำให้รู้ว่าการเต้นระบำสเปนแท้ๆ จะต้องมีการใช้กรับมือให้จังหวะด้วย ทำให้เราเข้าใจสไตล์การเต้นมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เต้นสะบัดกระโปรงสวยๆ เพียงอย่างเดียว”

หลิงหลิง เสริมว่า ประโยชน์ที่ได้จากการเต้น แน่นอนว่าคนที่เต้นบัลเลต์ย่อมได้บุคลิกภาพที่ดี ได้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมัดเล็กในร่างกาย แถมยังได้รู้จักการเข้าสังคมเพราะต้องเรียนร่วมกับเพื่อนๆ หลายคนอีกด้วย

 

“ก่อนเต้นหนูจะใช้วิธีกระโดดและวิ่งเบาๆ ไปทั่วสตูดิโอเพื่อวอร์มร่างกายให้รู้ตัวก่อน จากนั้นจะนั่งกับพื้นยืดขา หมุนข้อเท้า ยืดเอ็นร้อยหวาย ยืดกล้ามเนื้อด้านใน ซิตอัพเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับแกนกลางร่างกาย ส่วนการเตรียมชุดซ้อม ถ้าเป็นบัลเลต์ ชุดที่ใส่เรียนต้องเป็นชุดรัดรูปที่เรียกว่าชุดเลียวทาร์ด เพราะจะทำให้ครูผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนอยู่ในท่าที่ถูกต้องหรือไม่ ยืนถูกท่ามั้ย เป็นต้น ถ้าเป็นชุดของคอนเทมโพลารีจะเป็นชุดสบายๆ แค่เสื้อยืด กางเกงวอร์มก็ใช้ได้แล้ว ถ้าเป็นระบำสเปน ชุดซ้อมท่อนบนจะเป็นชุดรัดรูปเหมือนบัลเลต์ แต่ท่อนล่างจะเป็นกระโปรง เป็นต้น

ในอนาคตหนูคิดว่าจะใช้การเต้นต่อยอดไปสู่อาชีพของตัวเองในอนาคตแน่นอน อย่างตอนนี้หนูก็เป็นครูสอนเต้นระบำสเปนให้กับเด็กเล็กๆ ที่สถาบันบางกอกแดนซ์ และส่งเด็กที่เรียนกับเราให้ลงแข่งขันภายในประเทศและแข่งขันในรายการ Asia Pacific Dance อย่างที่หนูเคยลงแข่งมาด้วย แต่ละประเทศในแถบเอเชียจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ล่าสุดปีนี้มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพค่ะ”

หลิงหลิง ทิ้งท้ายว่า ถ้าใครรักหรือสนใจในการเต้น ก็แค่กล้าที่จะเดินเข้ามาถามข้อมูล กล้าที่จะมาสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนเต้น และทำต่อไปให้สุดๆ ตามที่ตัวเองชอบ เพราะการเต้นไม่มีคำว่าสายเกินไป ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถมาเรียนเต้นได้ เพราะอย่างน้อยก็จะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นและแข็งแรงได้ แค่กล้าที่จะลองเท่านั้น คุณก็จะค้นพบเสน่ห์ของการเต้นได้เอง

 

ธนวรรธน์ ด่านเบญจพรรณ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477065

ธนวรรธน์ ด่านเบญจพรรณ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชีวิต

โดย…ภาดนุ

ธนวรรธน์ ด่านเบญจพรรณ หรือ โปรอาร์ท (วัย 37 ปี) คร่ำหวอดอยู่ในวงการกีฬากอล์ฟเพราะฝึกเล่นมาตั้งแต่อายุ 12 ปี และหลังจากที่เรียนจบปริญญาโท ด้านการบริหาร จากมหาวิทยาลัยบอร์นมัท ประเทศอังกฤษ (วัย 26 ปี) เขาก็กลับมาเทิร์นโปรเป็นนักกอล์ฟอาชีพและเป็นครูสอนตีกอล์ฟอยู่หลายปี จนถึงจุดที่ออกมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว และคิดว่าควรจะใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอิงกับธรรมชาติบ้าง เขาจึงหันมาทำเกษตรพอเพียงปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนรอบข้าง

“ก่อนจะเป็นโปรกอล์ฟ ผมเคยลงแข่งตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ อยู่ 2 ปี แต่หลังจากมีปัญหาเรื่องเจ็บข้อมือ ผมจึงผันตัวเองมาเป็นครูสอนกอล์ฟอยู่หลายปี จนเปิดโรงเรียนสอนตีกอล์ฟของตัวเองที่ชื่อ ‘S11’ ขึ้นแถวสุวินทวงศ์ ซึ่งคนที่มาเรียนก็มีทั้งเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติและเยาวชนที่สนใจจะเป็นนักกีฬากอล์ฟ แต่พอเปิดมาได้ 3 ปี ก็เลิกทำไป เพราะดูเหมือนว่าเทรนด์ของเด็กหรือวัยรุ่นยุคนี้มันเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้อยากจะตีกอล์ฟละ แต่อยากจะไปเล่นดนตรี อยากไปประกวดร้องเพลงมากกว่า ฉะนั้นจึงมีเด็กที่เข้ามาเรียนตีกอล์ฟน้อยลง

แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ ที่ทำให้เลิกเปิดโรงเรียน น่าจะมาจากความเบื่อมากกว่า เพราะตอนนั้นปี 2554 เป็นปีที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ พอดี ผมจึงมองว่าการเปิดโรงเรียนสอนตีกอล์ฟดูไม่น่าจะยั่งยืน เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะมาก กว่าจะปั้นให้เด็กสักคนตีกอล์ฟแบบต่อเนื่องไปจนถึงนักกอล์ฟอาชีพ มีเด็กหลายคนไปไม่ถึงฝัน เพราะพอเริ่มขึ้นชั้น ม.5 หลายคนพากันเลิกตีกอล์ฟกันหมด เพราะเรียนหนักและเริ่มหันไปสนใจการเรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ประกอบกับตอนนั้นผมเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ คัลลาเวย์ (Callaway) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์การไดรฟ์กอล์ฟของสหรัฐ ผมจึงมีหน้าที่ต้องไปให้ความรู้เมื่อมีการจัดงานเปิดตัวสินค้า แต่หลังจากทำได้ 3 ปี ก็เลิกไปอีก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารในช่วงนั้น”

 

โปรอาร์ท บอกว่า ช่วงที่หยุดเป็นโปรกอล์ฟแรกๆ ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เขาจึงไปช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวซึ่งเปิดหอพักใน จ.เชียงใหม่ 2 แห่ง คือ ที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าหอพักที่แม่โจ้กลับมีคนเช่าไม่เต็ม นักศึกษาที่นั่นจึงเสนอว่าให้ลดราคาค่าเช่าห้องลง

“เมื่อเป็นแบบนั้นผมก็มานั่งคิดว่า จะหาวิธียังไงที่ไม่ต้องลดค่าเช่าห้องลง เพราะถ้าลดไปแล้วก็น่าจะขึ้นได้ยาก ผมก็มานั่งสังเกตว่า แม้นักศึกษาส่วนใหญ่ที่แม่โจ้จะเรียนเกษตร แต่เท่าที่ได้คุยมาหลายคนบอกว่า ถ้าเรียนจบก็คงไม่ได้ทำเกษตรหรอก คงไปทำงานบริษัทกัน เพราะทำเกษตรไปก็ไม่รวย ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาเก่งมากเลยนะ บางคนเรียนจบไปแล้วน่าจะสามารถทำเกษตรแนวใหม่ให้รุ่งเรืองได้เลย บางคนมีที่ดิน มีไร่ มีนา ซึ่งใช้พื้นที่ทำเกษตรผสมผสานอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริไว้ได้เลยละ ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า แม้แต่ผมก็ยังสามารถทำได้

ผมจึงได้ไอเดียว่าจะลดรายจ่ายให้เด็กนักศึกษาแม่โจ้ โดยปลูกพืชผักสวนครัวบริเวณที่ดินว่างๆ หลังหอพัก แล้วให้พวกเขาเก็บไปทำอาหารได้ฟรี ซึ่งงานของผมก็คือการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์โดยใช้เงินน้อยที่สุด ผมกับลูกน้อง (ชาวไทยใหญ่) ที่ดูแลหอพักจึงช่วยกันทำแปลงปลูกผักเล็กๆ ขึ้น โดยปลูกผักกาดเป็นชนิดแรก ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถเก็บกินได้ แล้วผมยังปลูกมะนาวทิ้งไว้เหมือนกับบ้านที่กรุงเทพฯ ซึ่งปลูกไว้ในที่ดินว่างๆ พอมะนาวออกผลก็นำมาใช้ในร้านอาหารที่ครอบครัวเปิดไว้ได้อีก เรียกว่าแม้ราคามะนาวแพง เราก็ไม่เคยเดือดร้อน เพราะเรามีสวนมะนาวที่สามารถนำไปใช้ได้เลย”

 

โปรอาร์ท บอกว่า จากเดิมที่เริ่มปลูกผักแค่แปลงเดียว ปัจจุบันนี้เพิ่มเป็น 4 แปลง เรียงไปตามความยาวของพื้นที่ว่างด้านหลังหอพัก มีทั้งผักกาด กระเจี๊ยบ มะกรูด มะนาว มะละกอ กล้วยน้ำว้า และกล้วยไข่ โดยได้ต้นกล้าของกล้วยมาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

“ผักที่ปลูกแล้วสามารถเก็บกินได้เร็ว ก็มีทั้งผักกาด พริก แมงลัก มะเขือ กะเพรา โหระพา และผักชี หากนักศึกษาหอพักคนไหนอยากจะได้ผักที่เราปลูกไว้ไปทำอาหาร ก็บอกให้คนดูแลหอพักเก็บจากแปลงให้ได้เลย ลองคิดดูเล่นๆ หากเดินไปซื้อพริกที่ตลาดตะกร้าละ 10 บาท มาทำอาหาร ทำเสร็จก็ใช้ไม่หมดหรอก ส่วนใหญ่แล้วจะเหลือทิ้งซะมาก ดังนั้นถ้าต้องการใช้จำนวนเท่าไหร่ ก็มาขอจากที่เราปลูกไว้ได้เลย นอกจากนี้ผมยังเพาะเห็ดนางฟ้าไว้ด้วย ซึ่งเพาะได้ไม่ยาก

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดไว้และลงมือทำแล้ว ก็คือ การนำขวดน้ำพลาสติกที่คนในหอพักทิ้งเป็นขยะมารีไซเคิลโดยใช้เป็นภาชนะปลูกผักอย่างผักบุ้งด้วย ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกผักสวนครัวจนถึงตอนนี้ก็น่าจะ 6 เดือนได้ นี่ก็เก็บกินไป 2 รอบแล้วครับ ส่วนมะนาว มะละกอ และกล้วย ก็คงต้องรอให้ถึงฤดูกาลที่ออกผลก่อน สำหรับแปลงปลูกผักที่กรุงเทพฯ ที่ผมเริ่มทำไว้ จะเป็นแปลงดินกว้าง 1.50 X 2 เมตร จำนวน 15 แปลง ส่วนพื้นที่ที่เหลือคุณแม่ผมได้ปลูกมะนาวและมะเขือไว้เรียบร้อยแล้ว”

โปรอาร์ท เสริมว่า ถ้ากลับไปบ้านที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ เขาตั้งใจจะปรับที่ดิน 100 ตร.ว. ที่เหลืออยู่เพื่อปลูกข้าวโพดด้วย แล้วยังอาจจะปลูกผักสวนครัวอื่นๆ แซมตามพื้นที่ที่เหลืออีกหลายชนิดเลยละ

“นอกจากปลูกผักในดินแล้ว ตอนนี้ผมยังศึกษาเรื่องการปลูกผักในน้ำที่เรียกว่า ‘อควาโปนิกส์’ ด้วย ซึ่งจะใช้น้ำจากบ่อเลี้ยงปลามาหล่อเลี้ยงผักในราง โดยไม่ใส่ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเคมีเหมือนกับผักไฮโดรโปนิกส์ที่หลายคนรู้กัน ซึ่งอควาโปนิกส์จะเป็นผักออร์แกนิกที่ได้สารอาหารตามธรรมชาติจากน้ำในบ่อปลาโดยตรง ซึ่งผักที่ผมทดลองปลูกจะเป็นผักที่ใช้ทำสลัด เช่น ผักกาดหอม เป็นต้น

 

ถ้าถามว่าผมได้อะไรจากการทำเกษตรแบบพอเพียงนี้ สิ่งแรกที่ได้ก็คือความสุข เพราะลองคิดดูว่าถ้าเราปลูกพืชผักไว้เต็มบ้าน บ้านเราก็จะสวยงามร่มเย็นและน่าอยู่ ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องขับรถออกไปซื้อของนอกบ้านให้เปลืองเงิน ให้รถติดเปลืองน้ำมัน อย่างคนในกรุงเทพฯ เองยิ่งควรปลูก เพราะเท่าที่สังเกต คนกรุงกินผักอยู่แค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น เช่น กะเพรา โหระพา ผักกาด คะน้า ซึ่งผมคิดว่าถ้ามีความรู้ที่ถูกต้องก็สามารถปลูกผักได้ ทุกพื้นที่สามารถปลูกได้หมด แม้แต่ระเบียงคอนโดก็ปลูกได้ ทั้งในกระบะหรือในกระถาง นอกจากได้กินผักที่ไม่มีสารพิษแล้ว ยังเป็นการช่วยลดรายจ่ายอีกด้วย”

โปรอาร์ท ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขามีความสุขกับการได้ปลูกผักกินเอง ได้เบนชีวิตไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง ก็ถือเป็นการฟื้นฟูพลังให้ร่างกายได้ดี ในช่วงที่เขาอยู่กรุงเทพฯ หากมีนักเรียนที่อยากจะเรียนตีกอล์ฟมาให้เขาสอน เขาก็ยังรับเป็นโค้ชสอนตีกอล์ฟอยู่บ้างประปราย โดยอาจจะนัดไปสอนที่สนามไดรฟ์กอล์ฟกรุงเทพกรีฑาบ้างเป็นครั้งคราว

“ผมว่าทุกวันนี้ผมเริ่มไปสู่ก้าวแรกในการสร้างความสมดุลให้กับชีวิตตัวเองได้ดีขึ้น ตอนนี้นอกจากดูแลธุรกิจร้านกาแฟที่ผมเปิดไว้ที่เชียงใหม่ และดูแลหอพักทั้งสองแห่งแล้ว ผมยังมีเวลาเหลือมาปลูกพืชผักได้อย่างสบายๆ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขกับมัน แล้วเร็วๆ นี้ผมก็กำลังจะเปิดโฮสเทลที่เชียงใหม่ด้วย ก็อาจต้องบินขึ้น-ลง ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่บ่อยๆ เวลาที่เหลือก็จะไปปฏิบัติธรรม และไปช่วยชาวบ้านทำนาตามโมเดลของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) เพราะผมเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของท่านด้วย พูดง่ายๆ ว่าถ้าทำทุกอย่างได้ตามที่คิดไว้ ผมก็รู้สึกพอใจแล้วละครับ”…ติดตามได้ที่ FB : Pro Art Danbenchaphan

 

 

 

 

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล หรูหราอลังการ วิจิตรงามสง่า ประกาศกึกก้องยูนิเวิร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477063

หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล หรูหราอลังการ วิจิตรงามสง่า ประกาศกึกก้องยูนิเวิร์ส

โดย…ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ทันทีที่เผยโฉมชุด Jewel of Thailand ชุดไทยประจำชาติสวมใส่โดย ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบที่สร้างสมชื่อเสียงคว้ารางวัลมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ก็ได้สร้อยต่อท้ายนิกเนมใหม่โดยพลันทันที จากเคยเรียกขานกัน “ส้มโอ-ตุ๊กตุ๊ก” ปีนี้เปลี่ยนไปเป็น “ส้มโอ-จิเวล” ด้วยความชื่นชมยินดีในความสามารถที่วงการงานออกแบบยอมรับในฝีมือ ซึ่งไม่เคยมีคำว่าธรรมดาสักครั้ง และครั้งนี้ก็เรียกเสียงฮือฮาได้คุ้มค่าสมการรอคอย “จิเวล ออฟ ไทยแลนด์” ชุดไทยพระราชนิยมได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แล้วเมื่อสวมใส่โดย “น้องน้ำตาล-ชลิตา” นางงามหน้าคมไทยแท้ และกำลังถูกจับตามองว่าเธออาจคว้ามงกุฎมาให้คนไทยได้เฮสนั่นลั่นเวทีมิสยูนิเวิร์ส ชุดไทยสีทองก็ยิ่งเปล่งประกายอร่ามประจักษ์แก่ทุกๆ สายตา

ความประณีตโชว์การปักดิ้นทองผสมกับเพชรระยิบระยับกว่า 3 แสนเม็ด เมื่อกระทบแสงไฟเกิดประกายแวววาวโชว์ความวิจิตรสุดแสนอลังการ

ส้มโอ-หิรัญกฤษฏิ์ อธิบายรายละเอียดชุด “จิเวล ออฟ ไทยแลนด์” เป็นการทำงานรวมทั้งศาสตร์และศิลป์ในการตัดเย็บชุดประจำชาติ รวมทั้งการผลิตโดยรวบรวมช่างศิลป์ไทยทุกแขนงกว่าร้อยชีวิตมาทำงานร่วมมือกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง สร้างผลงานปักฝีมือระดับโอต์กูตูร์ในแบบเสื้อผ้าชั้นสูง ลวดลายปักสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในแบบอาร์ตเดโค ประยุกต์ลายมาจากแผนผังสถาปัตยกรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนงานปักดิ้นทองในแบบ Lesage ผสานวิธีละเอียดประณีตแบบไทยโบราณ

 

ความอลังการระดับยกดาวให้เกินล้านดวง ด้วยเครื่องประดับจำนวน 6 ชิ้น ประกอบด้วย รัดเกล้ายอด ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะอายุกว่าร้อยปีในยุครัชกาลที่ 5 ต่างหู สร้อยคอ พาหุรัดหรือเครื่องประดับต้นแขน หัวเข็มขัดปั้นเหน่ง และสายเข็มขัด เครื่องประดับทุกชิ้นผลิตด้วยวัสดุเงินแท้ชุบทองประดับเพชรคิวบิคเซอร์โคเนียจากสวารอฟสกีทุกชิ้น

ประกายความงามสะท้อนศิลปวัฒนธรรมชาติไทย

“น้องน้ำตาลใส่ชุดเสร็จสมบูรณ์แบบเดินออกมาในวันโชว์เปิดตัว น้องสวยมากครับ สมกับวาดภาพจินตนาการไว้ ทีมงานบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาเลย ผมหันไปพูดกับทีมงานว่าต่อจากนี้เราจะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว งานเสร็จสำเร็จไปแล้ว และยิ่งภาคภูมิใจในชุดนี้มากขึ้น ตั้งแต่วันเปิดตัวชุดอย่างเป็นทางการคนไทยก็ได้รำลึกถึงชุดไทยพระราชนิยมกันมากขึ้น มีการเสิร์ชอินเทอร์เน็ตชุดไทยฉลองพระองค์งดงามอีกหลายๆ ชุด แชร์ส่งต่อและพูดถึงกันมากมาย ส่วนคำวิจารณ์ตามมาไม่เครียด ก็ยอมรับว่าจริงครับ ติว่าน้ำตาลใส่แล้วตัวหนาขึ้น ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติของการปักคริสตัล ความหนาของการปักชุดจะเพิ่มอีก 2 นิ้ว จากสะโพก 35 นิ้ว ก็จะเพิ่มเป็น 37 นิ้ว แต่ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ เพราะผมคิดไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้วว่าเมื่อเดินออกมากระทบแสงไฟ แสงสะท้อนจากชุดก็จะไปจับจิตคนดูซึ่งไม่ทันได้เพ่งเห็นรูปร่างหรอกนะครับ ว่าตรงไหนเล็กตรงไหนใหญ่ การเล่นกับแสงสะท้อนคือพอยต์ของการสร้างสรรค์ชุดนี้ขึ้นมา

แสงสะท้อน แสงระยิบระยับ คือแรงบันดาลใจเปล่งประกายมาจากฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัยในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ในช่วงประพาสยุโรปและสหรัฐ

 

ออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมง มีการปักคริสตัลเม็ดใหญ่ๆ ลงบนชุด ผมยังไม่เคยเห็นชุดไทยที่ปักคริสตัลแบบนี้อีกเลย จึงอยากทำชุดไทยที่คนดูแล้ว ปีติ อิ่มเอม กับการได้ชมแสงฉายสะท้อนศิลปวัฒนธรรมไทย และความงดงามของผู้หญิงไทยออกมาได้จับตาจับใจ และเป็นโอกาสที่ทุกคนรอคอยด้วยครับ เราไม่เคยมีการทำชุดไทยพระราชนิยมบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งนี่ก็คือครั้งแรกเลย เพราะเมื่อครั้ง พี่ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ ก็เป็นชุดไทยประยุกต์”

หิรัญกฤษฏิ์ เริ่มต้นสนทนา แล้วคงต้องบอกว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่แทบไม่ต้องป้อนคำถาม เพราะข้อมูลมากมายได้อัดอยู่ในหัวระดับอัจฉริยะพร้อมสื่อออกมาอย่างถ่องแท้ ทำจริงรู้จริง ซึ่งการทำชุดประจำชาติโดยออกแบบทำขึ้นใหม่ทั้งหมด ใช้ทีมงานสร้างสรรค์ชุดจำนวนถึงร้อยกว่าคน และในเรื่องนี้นักออกแบบมือทองขอแจงรายชื่อผู้สนับสนุนให้ละเอียด เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณแล้วแสดงได้ถึงการร่วมแรงร่วมใจครั้งใหญ่ของทีมออกแบบไทย

“สปอนเซอร์หลักคือกองประกวด สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ททท. มหาวิทยาลัยศิลปากร การสร้างชุดไทยพระราชนิยมในรูปแบบไทยร่วมสมัยงานยากทุกส่วนครับ ชุดครีเอทใหม่ทั้งหมด ในข้อจำกัดแรกที่มีเวลาแค่ 46 วัน เริ่มที่การปักเรื่องของขนาดของสะดึงปักลายผ้าตามแพตเทิร์นสไบทั้งสองชิ้น คือชิ้นบนและชิ้นประกบด้านล่าง ยาว 244 ซม. ขนาดยาวกว่าสะดึงมาก ผมไปคุยกับโรงงานปักจักรคอมพิวเตอร์ คุณคิม VM Fashion ที่มีประสบการณ์ในวงการแฟชั่นมานานให้การสนับสนุนทำงานจุดนี้ ต่อด้วยฝ่ายออกแบบลายเพชรรีด ใช้นักออกแบบลายกราฟฟิกถึง 3 คน และหนึ่งในนั้นคือ พี่เก่ง ผู้ชนะเลิศออกแบบชุดประจำชาติ ‘Shadow of Siam’ ปี 2014

 

การทำเพชรรีด (Hot-fixed motif) ได้ช่างของ Union Fashion Accessories ร่วมทีมออกแบบโดยคุณไพฑูรย์ ผู้บริหารบริษัทก็ได้ให้การสปอนเซอร์กระบวนการนี้ทั้งหมด เราทำงานไปพร้อมๆ กันเลยในหลายๆ ส่วน เพราะเราประเมินแล้วว่า หากไม่วางแผนกระจายงานไปปักหลายๆ ที่ก็คงจะเสร็จไม่ทันเวลาแน่นอน การปักลายไทยได้คุณหยก ผู้ชนะเลิศออกแบบชุดประจำชาติ ปี 2010 ชุด ‘สยามไอยรา’ มาร่วมออกแบบลายไทยในลักษณะลายกราฟฟิก เมื่อผ้าที่รีดเพชรแล้วมาถึงก็จัดส่งไปให้ช่างปัก 30 กว่าคนอาสามาช่วยกันปักชุดนี้ ก็เป็นพี่ๆ น้องๆ ที่เรารู้จัก และไม่รู้จักมาก่อนเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ทุกคนมาด้วยใจครับ อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุดประจำชาติในครั้งนี้

บางชิ้นส่งทางรถทัวร์ไปปักที่ร้าน Tik Couture จ.บุรีรัมย์ มีทีมช่างปัก 10 คน อีกส่วนส่งปักในกรุงเทพฯ โดยช่างปักจากหลายที่ เช่น น้องต้นหอม เกณฑ์เพื่อนมาช่วยกันปัก 4-5 คน น้องปอนด์ ดีไซเนอร์ร้าน Richess น้องโจ้ ดีไซเนอร์ร้าน Jo Couture น้องเปา น้องโอรญา น้องกัน น้องยิป พี่จุ๊ และกลุ่มเครือข่ายแฟชั่นมุสลิม Heart Craft แล้วที่มาด้วยใจอีกท่านหนึ่ง คือ พี่จุ๊บ-ปิยณัฏฐ์ อิสสระสงคราม ดีไซเนอร์ร้าน Piyanat จ.ระนอง ทิ้งงานทั้งหมด เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาช่วยปักและเก็บรายละเอียด จนถึงวันแถลงข่าว รวม 17 วัน พี่จุ๊บดูแลทั้งเรื่องทำอาหารการกินทีมงานปักด้วย

ส่วนประกอบของชุดใช้การปักดิ้นไทย ก็มีตั้งแต่บริเวณคอเสื้อ ปลายแขน เชิงผ้าถุง และเชิงของสไบ ครูไก่ สุรัตน์ จงดา ครูโก้ โอฬาร กกโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านงานปักไทย ทั้งสองท่านให้ความเมตตาทำงานปักดิ้นไทย เมื่อชิ้นงานปักทยอยสำเร็จออกมา ขั้นตอนสุดท้าย ก็นำชิ้นส่วนต่างๆ มายังร้าน Emotions Atelier ผู้สนับสนุนการตัดเย็บและดูแลการผลิตทั้งหมด

 

เครื่องประดับงานสไตล์อาร์ตเดโค น้องทศ Co-producer ดูแล โดยมีความกรุณาจากครูบิ๊ก พีรมณฑ์ ชมธวัช แห่งอาภรณ์งามสตูดิโอให้ข้อมูลเรื่องรัดเกล้ายอด สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย อายุกว่า 120 ปี ของคณะละคร Prince Theatre ก่อตั้งโดยเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ยุคนี้ศิลปะไทยรับอิทธิพลจากศิลปะ Art Deco งานเครื่องประดับไทยจะมีความตัดทอนและโชว์โครงสร้างเป็นหลัก ผสมผสานกับงานสลักดุนโบราณแบบช่างสิบหมู่ โดยได้ ชาติชาย คันธิก อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ผสมผสานกับงานออกแบบเครื่องประดับด้วยเทคโนโลยีสามมิติ (3D CAD) และใช้การประกอบตัวเรือนด้วยช่างฝีมือที่ทำงานเครื่องประดับเพชรแท้ ในแบบ Fine Jewelry ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Diamante โดยคุณกัญจน์ ตันสุหัช ในการทำรัดเกล้ายอดชิ้นนี้

สร้อยคอออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากกรองพระศอ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งออกแบบโดย Van Cleef & Arpels การทำใหม่โดยนำโครงสร้างของลายกรวยเชิงของวัดใหญ่สุวรรณารามมาใช้เป็นไอเดีย และออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติเช่นเดียวกัน เพื่อการใช้งานในลักษณะ Stage พาหุรัดหรือเครื่องประดับต้นแขน ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของสุพรรณหงส์ ประกอบเข้ากับปีก และชิ้นส่วนเครื่องประดับไทยประยุกต์ชิ้นนี้มีความพิเศษคือ หัวและปีกหงส์ใช้เทคนิคการสลักดุนลายแบบโบราณ มีลูกเล่นปีกหงส์ขยับสั่นไหวได้ หัวเข็มขัดปั้นเหน่ง ออกแบบโดยนำชิ้นส่วนเครื่องประดับออกแบบไว้มาประกอบรวมกันให้มีความงดงามในโครงสร้างของลายประจำยาม และทำให้มีขนาดใหญ่พิเศษเพื่อการโชว์บนเวที

เพชรที่ใช้ทำเครื่องประดับทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจาก Swarovski Gemstones โดยบริษัท Signity Thailand พี่ฉอม นิภาพร ประกอบ และคุณฝ้าย ปรมา จีรดิษฐ์ ให้การสนับสนุนเพชร CZ (Cubic Zirconia) คุณภาพอันดับหนึ่งมีประกายเทียบเท่าเพชรแท้ จำนวนกว่า 5,000 เม็ด ร่วมกับใช้เพชรรีดมีประกายสีรุ้งเป็นส่วนใหญ่ เมื่อสะท้อนแสงในมุมต่างกันก็จะให้แสงมลังเมลืองสีเหลืองทองอมเขียว ส่งชุดให้อร่ามทองมากขึ้น ที่ปรึกษาคือ พี่เกียรติ Emotions Atelier คำนวณวัสดุต่อลาย 1 ยูนิต ใช้คริสตัลประดับ ตั้งแต่ไซส์เล็กที่สุด 2 มล. ไปจนถึงไซส์ใหญ่ที่สุด รวมจำนวนกว่า 3 แสนเม็ด วางแผนการปักวัสดุต่างๆ ซึ่งมีถึง 15 ชนิด ให้ทำได้เร็วที่สุด ทุกคนเครียดครับ เพราะระยะเวลาสั้นมาก ตอนทำตุ๊กตุ๊กเรามีเวลาถึง 2 เดือน แต่คราวนี้ 46 วันเท่านั้น ช่างฝีมือปักกันข้ามวันข้ามคืนไม่ได้หลับได้นอนกันเลยครับช่วงปีใหม่เคาต์ดาวน์และทำงานไปด้วย

การสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่ายมิฉะนั้นคงไม่สำเร็จทันเวลาอย่างแน่นอนครับ เริ่มตั้งแต่บริษัท Thai Jewelry Manufacturer ที่ให้คำปรึกษาในช่วงแรกของการทำงาน พี่ชุ่มและพี่กิ้ม Elf Creation ที่ช่วยออกแบบงาน 3D CAD แบบเร่งด่วนภายในเวลา 2 วัน พี่อัฏและน้องนิค Proto Factory ช่วยพิมพ์แม่แบบด้วยเทคนิค 3D Printing พี่บี Ban Ban Studio ช่วยเหลือด้านการตัดต่องานเทียน น้องพู่กันและทีมช่าง 168 Studio And Creative เกณฑ์ช่างเป็นจำนวนมากมาช่วยแก้งานที่มีปัญหา ช่วยในการฝังพลอย และขั้นตอนการหล่อเครื่องประดับแบบ เป็นเวลา 4 วัน 4 คืน ในส่วนของการประกอบได้รับการสนับสนุนจากน้าเล็ก ลุงใหญ่ และทีมช่างฝีมือ พี่วีระ พี่สุเทพ และพี่ลพ แบรนด์ Diamante ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อสถานที่และอาหารมื้อกลางวัน มื้อเย็น มื้อดึก และมื้อดึกมาก

 

นอกจากนั้นยังมีน้องเนย Aromdee Studio ที่ช่วยประสานเพื่อนๆ ศิษย์เก่าเพาะช่าง น้องอาร์ต และน้องต๋อง มาช่วยขัดแต่งชิ้นส่วน 1,000 กว่าชิ้น พี่วุธช่วยขัดงานจำนวนมากมายให้เสร็จได้ในคืนเดียว น้องกช ช่วยแนะโรงหล่อและช่างขัดแต่งงานเครื่องประดับ ลุงพร ช่วยประกอบสายเข็มขัด คลินิกอัญมณี สาขาวงเวียนใหญ่ เอื้อเฟื้อสถานที่ในการแก้ไขชิ้นงานต่างๆ จนสำเร็จ พี่ตี๋ เสาชิงช้า ร้านชุบเร่งด่วน พี่วุฒิ พร้อมทีมงานจากร้านชุบบุญชัย เร่งลัดคิวงานทั้งก่อนและหลังปีใหม่

อีกชิ้นสำคัญคือรองเท้า ได้รับการสนับสนุนจากพี่โม Maneesilp Handmade ถ้าวันนี้มีใครจ้างให้ผมทำชุดนี้ขึ้นมาอีก 1 ชุด สมมติให้เงินมา 1 ล้านบาท บอกเลยครับว่าไม่พอ เพราะเราทำเต็มที่ อะไรไม่พอก็ใส่ไปให้เต็มที่ คติการทำงานของผมคือทำด้วยใจ ทำให้สมบูรณ์ แล้วบอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าผมยังอยากใส่รายละเอียดอีกมากมายลงไปในชุดนี้ แต่เวลามีจำกัดจึงต้องหยุดไว้ก่อน” หิรัญกฤษฏิ์ ร่ายรายชื่อยาวเหยียด อธิบายย้ำว่าเอ่ยรายชื่อเหล่านี้ ทั้งแสดงความขอบคุณ และทั้งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผู้มีใจรักศิลปะการออกแบบชุดประจำชาติไทย

นับถอยหลังประกาศความสง่างามแบบไทยให้กึกก้อง

คอนเนกชั่นจัดเต็มแบบนี้ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เขาเป็นใครมาจากไหน? คงมีคำถาม?!! ส้มโอ-หิรัญกฤษฏิ์ เคยฝากผลงานในเวทีระดับสากล ร่วมการแข่งขัน AOF – Arts of Fashion Design Competition ไมอามี สหรัฐ คว้ารางวัลชนะเลิศ Grand Prize ส่วนในไทยเข้าแข่งขันและเข้าถึงรอบไฟนอลรายการ The Designer Season 2 และการสร้างสมชื่อเสียงครั้งใหญ่กับผลงานออกแบบ Creative Thai Costume ชุดรถตุ๊กตุ๊กไปคว้ารางวัลบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส ล่าสุด “Jewel of Thailand” ชุดประจำชาติไทยเตรียมอวดความงามบนเวทีความงามระดับโลกอีกครั้ง

“ครั้งนี้ผมก็ส่งผลงานเข้ากองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ต่อเนื่องอีก 1 ปีครับ วันประกาศผลมีทั้งความดีใจ และเศร้าใจ มีน้องคนหนึ่งส่งผลงานเข้าประกวด 9 ปีติดต่อกัน แล้วปีนี้ก็ส่งถึง 2 ผลงานวาดสเกตช์แบบส่งเข้ามาเยอะมาก เขามีความตั้งใจมาก มุมหนึ่งวาด 4-5 รูปเลย แล้วพอประกาศผลสีหน้าเขาก็ไม่ค่อยดี ดูเสียใจมากอยู่ ผมจึงรู้สึกว่าปีหน้าขอเป็นฝ่ายสนับสนุนไม่ส่งงานประกวดแล้ว เพื่อให้คนที่เขาตั้งใจมากๆ ได้โชว์ผลงานบ้างนะครับ

 

ช่วงนี้แต่ละประเทศออนไลน์ชุดประจำชาติออกมาโชว์กันแล้ว ผมชอบชุดประเทศออสเตรียปีนี้กระโปรงทำเป็นลายพิมพ์จากภาพยนตร์ เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค ผมชอบเขาตั้งแต่ปีที่แล้วครับที่ให้นางงามใส่หนวดแต่งตัวเป็น ‘คอนซิต้า วูร์สต์’ นักร้องข้ามเพศชนะเลิศประกวดร้องเพลงยุโรป โบกธงสีรุ้ง ยอมใจในความกล้าโชว์ไอเดีย เมียนมาก็น่าสนใจมากครับตรงที่ขนฉากขึ้นเวทีด้วยในชุดตุ๊กตาชักโยงร่ายรำโดยมีเชือกผูกมือติดกับฉาก จุดประกายบุกเบิกเรื่องพร็อพฉาก ปีหน้ารับรองต้องมีการขนฉากขึ้นเวทีอีกเพียบแน่ๆ (หัวเราะ) กล้าเล่นกล้าขนฉาก นิการากัว ปานามา อินโดนีเซีย ชุดปีกขนนกติดไฟแอลอีดี

ปีนี้ทุกชาติก็อยากชนะและเต็มที่กับชุดประจำชาติกันมาก เพราะรางวัลชนะเลิศไม่ใช่เป็นความดีใจของคนออกแบบคนเดียว แต่การชนะเลิศรางวัลนี้เป็นความรู้สึกดีใจร่วมกันของคนทั้งชาติเลยนะครับ”

หิรัญกฤษฏิ์ บอกยิ้มแย้มแจ่มใสที่เจ้าตัวบอกว่านิสัยร่าเริง สนุกสนาน ทำให้เขามีเพื่อนฝูงรายล้อมเยอะ มีงานก็ไม่เคยขาดเพื่อนมาช่วย และหลังจากเปิดตัวชุดประจำชาติได้เพียงไม่กี่วัน นักออกแบบมือทองต้องบินไปกรุงมะนิลาร่วมทีมเช็กอัพวันใส่ประกวดชุดประจำชาติ เป็นการทุ่มทุนซื้อตั๋วเครื่องบินและตั๋วชมโชว์ประกวดรอบนี้ด้วยทุนส่วนตัว

“ปีที่แล้วผมไปสแตนบายด์และชมการประกวดที่ลาสเวกัส ไปดูครับว่าถ้ามีปัญหาจะช่วยเหลือได้ ซึ่งก็จริง ไฟตุ๊กตุ๊กเปิดไม่ได้ (หัวเราะ) เงินรางวัลชนะในประเทศ 2 หมื่นบาท ไปชนะเวทียูนิเวิร์สก็รับอีก 3 หมื่นบาท เดินทางไปสหรัฐก็เกินงบนะครับ แต่พอเขามาตามตัวเราไปแก้ปัญหาก็เลยรู้ว่ามีประโยชน์ถ้าเราไป แต่ครั้งนี้ก็ไม่รู้นะครับว่าจะได้ไปเช็กอัพหลังเวทีหรือเปล่า เพราะเราไปด้วยตัวเองครับ” หิรัญกฤษฏิ์ บอกพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง

ส่วนคีย์ซัคเซสที่ฝากไว้ครั้งนี้ คือ ชุดความใหม่ (New) โดดเด่น (Outstanding) และสามารถสื่อสารถึงประเทศไทยได้อย่างชัดเจน (Represent Thailand) วันนี้คนไทยนับถอยหลังรอวันประกาศความงามสง่าชุดประจำชาติให้กึกก้องกันใจจดใจจ่อแล้ว

 

ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ เรามีหน้าที่ตอบแทนสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476938

ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ เรามีหน้าที่ตอบแทนสังคม

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

จุดเริ่มต้นของการเป็นหนึ่งในพลังทำความดีตอบแทนสังคมของคนเราอาจแตกต่างกัน แต่สำหรับ โอ๋-ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ ผู้บริหารแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมแบรนด์ธัญ (THANN) เขาเริ่มต้นจากการตระหนักมาสู่การเรียนรู้และลงมือทำจริง

โอ๋ย้อนวันวานถึงจุดออกสตาร์ทในการบ่มเพาะจิตอาสาให้เกิดขึ้นว่า หลังจากที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในชมรมจุฬาทักษิณ ตอนที่เรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้เขาได้สวมบทเด็กค่ายฯ ลงพื้นที่ไปในหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ ที่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก บางแห่งไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ซ้ำร้ายไม่มีแม้แต่ห้องน้ำด้วยซ้ำ ประสบการณ์ตรงที่ได้รับเหล่านี้ ทำให้เขาเริ่มเข้าใจถึงช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอย่างชัดเจน

จากบทบาทเด็กค่ายฯ ชมรมในวันนั้น ซึ่งเขาทำได้เพียงลงแรงเพื่อทำประโยชน์กลับคืนให้กับสังคม แต่พลังเล็กๆ จากการทำความดีนั้น ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกายความคิดให้เขาอยากจะตอบแทนสังคมเมื่อมีโอกาส

“ผมยึดมั่นในเกียรติภูมิของจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน สำหรับผมแน่นอนว่าการได้เข้ามาเรียนที่นี่ ก็มีเกียรติแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรักษาเกียรติภูมิของจุฬาฯ ไว้ด้วย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น พร้อมบอกว่า ด้วยความตั้งใจที่มีในตัวเอง เมื่อเขาผันตัวมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว เขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะร่วมส่งต่อความดีคืนสู่สังคม

“วันหนึ่งผมนอนดูสารคดีช่องดิสคัฟเวอร์รี่ ชาแนล อยู่ที่บ้าน วันนั้นเขานำเสนอเรื่องราวของโรงพยาบาลช้างโดยมูลนิธิเพื่อนช้างเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 เพื่อเป็นสถานที่ในการพักพิงและรักษาช้างที่ได้รับบาดเจ็บจากทุกกรณี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงการรณรงค์ต่อต้านการทารุณกรรมช้าง นับตั้งแต่ก่อตั้ง โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รักษาช้างที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด ถูกมนุษย์ทำร้าย ฯลฯ ไปแล้วถึง 4,000 เชือก ผมดูไปก็น้ำตาไหลไป อยากจะช่วย แต่ตอนนั้นด้วยความที่เราเพิ่งตั้งบริษัทได้ 3-4 ปี ก็ยังไม่พร้อม เลยได้แต่เก็บความตั้งใจนี้ไว้ และบอกกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งมีทุนทรัพย์ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือแน่นอน”

 

จากเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านหน้าจอ โอ๋ใช้เวลาบ่มเพาะจนกลายเป็นรูปธรรมและนำมาสู่โครงการ “THANN for Thai Elephant” ที่ทำต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์งานของโรงพยาบาลช้าง และนำรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายเซตผลิตภัณฑ์เพื่อช้างบริจาคให้กับโรงพยาบาลช้างทั้งหมด เนื่องจากที่นี่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ที่ผ่านมาเงินช่วยเหลือทั้งหมดมาจากภาคเอกชนของไทยและต่างประเทศเท่านั้น

“40 ปีที่ผ่านมา จำนวนช้างไทยลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียง 7,000-8,000 เชือก ในจำนวนนี้เป็นช้างป่าประมาณ 3,000 เชือก ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำประชากรช้างลดลงอย่างน่าใจหาย คือมนุษย์เราไปทำลายป่าซึ่งเป็นบ้านของเขา บางครั้งพาเขาไปลากซุงแถวชายแดน ก็โชคร้ายไปเหยียบกันระเบิด บางเชือกก็เจอทารุณกรรมจนตาบอด ประสาทหลอนก็มี ผมเองในฐานะคนไทยคนหนึ่งพอรู้แบบนี้ก็อยากมีส่วนช่วย เพราะช้างก็ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ใช้ประโยชน์จากเขา ดังนั้นในวันที่เขาอาจไม่ได้ทำประโยชน์เหมือนเก่า เราก็ควรดูแลเขา เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้มีการอนุรักษ์ช้างไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่คู่เมืองไทยตลอดไป”

ทุกวันนี้โรงพยาบาลช้างมีบุคลากรประจำที่ทำการดูแลช้างอยู่เพียง 10 คนเท่านั้น แบ่งเป็นสัตวแพทย์ 2 คน และควาญช้าง 8 คน และมีค่าใช้จ่ายปีละไม่น้อยกว่า 9-10 ล้าน ซึ่งรายรับที่ได้ในแต่ละปียังไม่เพียงพอในกรณีที่มีช้างเข้ามาทำการรักษาเป็นจำนวนมาก

“ทุกปีผมจะไปเยี่ยมเยียนบุคลากรที่ทำงานที่นั้น รวมทั้งช้างป่วยที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิ ปีที่แล้วก็ไปมา 2 ครั้ง ไปทีไรก็น้ำตาซึม ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่มูลนิธิฯ อยากได้แน่นอนคือทุนทรัพย์ที่มาช่วยเหลือ แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกำลังใจดีๆ ที่เราทุกคนสามารถส่งต่อไปยังคนทำงานที่นั่น ซึ่งทุกคนทำด้วยหัวใจที่เสียสละจริงๆ” ผู้บริหารคนเก่งกล่าวทิ้งท้าย

 

คลาสสิกสไตล์ ‘อุเทน’ รสนิยมย้อนอดีตแบบสุนทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476937

คลาสสิกสไตล์ ‘อุเทน’ รสนิยมย้อนอดีตแบบสุนทรีย์

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

แม้ในทางการเมืองอาจดูเป็นคนดุดันชนิดกล้าชน แต่อีกมุมหนึ่งสำหรับ “อุเทน ชาติภิญโญ” หัวหน้าพรรคคนไทย ถือเป็นหนุ่มใหญ่สไตล์คลาสสิก ที่ใครเห็นแล้วอาจจะละมุนไปกับความสุนทรีย์โดยเฉพาะของสะสมกับชุดเครื่องแก้วจากนานาประเทศ ที่แต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ซึ่งได้เปิดบ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์ให้เชยชมสมบัติอันล้ำค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ ผนวกด้วยความสวยงามและเรื่องราว

อุเทน เล่าถึงความเป็นมาในการสะสมชุดเครื่องแก้ว เริ่มจากวัยเด็กสมัยยังพักอยู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งคุณพ่อทำอาชีพเป็นพ่อค้าตระเวนขับเรือขายของตามคลองต่างๆ ละแวกบ้าน พ่อเป็นคนชอบสะสมของเก่าโดยเฉพาะพวกเครื่องเคลือบ กระเบื้องเคลือบ กระเบื้องเผา และสมัยก่อนบ้านยังจน ต้องเอาไปแลกหรือเอาของที่ขายได้ไปซื้อมา ทำให้ตรงนั้นเป็นแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง จึงหัดเก็บสะสมมาตลอด

 

อุเทน เล่าต่อว่า ส่วนตัวก่อนหน้านี้สะสมชุดเครื่องแก้วของไทย เพราะหาได้ง่าย แต่ระยะหลังเริ่มมาเก็บชุดเครื่องเคลือบจีน กระทั่งกลายเป็นจุดไม่สิ้นสุด อีกทั้งได้มารู้จักน้องและพี่ซึ่งอยู่การบินไทย 2 คน โดยมีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องแก้ว โดยเครื่องแก้วที่สะสมต้องไม่มีตำหนิ ถ้ามีก็ต้องเป็นของใช้ไม่ต่ำกว่าร้อยปี เพราะถ้าไม่มีตำหนิเลยหายาก ฉะนั้น เป็นการเก็บเล็กผสมน้อย

“ประมาณปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ชุดเวเนเชียนสีแดง แกะลายทอง เป็นเครื่องแก้วอิตาลี ทำในเวนิส ผมบังเอิญได้หลังจีบมานาน (หัวเราะ) เพราะคนสะสมอายุมากแล้ว ปรากฏว่าเป็นแบรนด์ของตระกูลหนึ่งในอังกฤษ เป็นเวเนเชียนสีแดงชุดนี้ ลายนั้นทำจากทองแท้ วิธีและกระบวนการทำยากมาก เพราะต้องเผา แกะ และแคะเอาสีออก ตามอุณหภูมิ ไม่มีทางที่คนสมัยนี้จะลงทุนขนาดนั้น ดังนั้น ของพวกนี้ปลอมน้อย”

อุเทน เล่าด้วยว่า เครื่องเคลือบถือเป็นความคลาสสิก ยิ่งเฉพาะคนยุโรปชอบเล่น บลูแอนด์ไวท์ หรือเคลือบลายคราม ในภาษาไทย แต่ชุดเครื่องแก้วมันแสดงถึงรสนิยม โดยเฉพาะคำว่า ผู้ดีอังกฤษ ทำไมถึงไม่มีผู้ดีแบบอื่น แต่พอพูดถึงผู้ดีอังกฤษทุกคนจะนึกถึงความเนี้ยบ ไม่ใช่ดูสะอาด สวยงาม อย่างเดียว แต่มันพรั่งพร้อมทุกอย่าง

 

หัวหน้าพรรคคนไทย ยอมรับว่า แต่ละชิ้นกว่าจะได้มายาก บางชิ้นเหมือนเป็นเนื้อคู่ ไม่แน่นอน ของพวกนี้เป็นการแลกเปลี่ยนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือไม่ก็แลกกันและเติมเงินตามมูลค่าของ แต่สมัยใหม่เป็นการซื้อขาย

ส่วนชิ้นประทับใจสุด อุเทน เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า โดยเฉพาะชุดจานสีชมพู ทว่า เสียดายชุดนี้มีเพียง 9 ใบ เพราะจริงแล้วชุดจานหรือชุดเครื่องแก้วอื่นๆ จะมีเป็นคู่ ไม่มีคี่ โดยจะเป็นเกือบทุกประเทศ บางชุดมี 10-12 ใบ โดยที่มาของจานชุดนี้ คือ สีชมพู น้ำทองครบ

“สำคัญมาก เพราะจานชุดนี้สีชมพู ผมและลูกสาวสายสีชมพู หมายถึงทั้งเตรียมอุดมฯ และจุฬาฯ และสำคัญอีกอย่าง เป็นโรงงานฝรั่งเศส ซึ่งทำจานและเครื่องลายครามให้กับราชวงศ์จักรี จานนี้ผ่านการใช้มาแล้ว แต่เนี้ยบไม่มีตำหนิ สำคัญมีแบรนด์ของราชวงศ์ หรือบุคคลหนึ่ง หรือของตระกูลหนึ่ง กำลังค้นหาว่าเป็นแบรนด์ของราชวงศ์ หรือตระกูลใด”

อุเทน ยังได้โชว์ของสะสมสำคัญ คือ ชุดแก้ว เพราะพบว่าเป็นของตระกูลบุนนาค อีกทั้ง ลูกเขยก็เป็นคนตระกูลบุนนาค และด้วยความพิเศษของถ้วย คือ โลโก้เป็นตราตระกูล หากค้นในหนังสือเครื่องหมายจะบอกว่าเป็นตระกูลบุนนาค ซึ่งมีหลายสายตระกูล แต่แก้วใบนี้น่าจะเป็นของท่าน “ท้วม บุนนาค” โดยสั่งบริษัทนี้ทำขึ้น

 

อุเทน เล่าอย่างภูมิใจว่า ของที่สะสมส่วนใหญ่มีอายุ 115-125 ปีขึ้นไป บางชิ้น 130 ปี สำหรับแหล่งซื้อขาย บางชิ้นได้จากฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยียม เชโกสโลวาเกีย ไม่แน่นอน เหมือนคนไปเที่ยวจตุจักร ตาดีได้ ตาร้ายเสีย และหาจากตามอินเทอร์เน็ตบ้าง ทว่า ระยะหลังไม่ค่อยมีเวลาติดตาม แต่ใช้วิธีบอกคนพอรู้จัก หากผ่านไปตรงนั้น ร้านนี้ แม้บางชิ้นจะมีอายุไม่ถึงร้อยปีแต่มีความคลาสสิกการทำก็เอา

อุเทน เล่าด้วยว่า ชุดหายากสุดจะเป็นชุดเครื่องแก้วยา โดยมีทั้งหมด 2 ชุด ส่วนอีกตู้จะเป็นชุดเครื่องแก้วมาจากอิตาลีทั้งหมด โดยทั้งตู้จะแบ่งเป็น 3 คอลเลกชั่น ชั้น 1 และ 2 จะมาจากอังกฤษ เป็นแบรนด์ SDR ของตระกูลหนึ่งในอังกฤษ แต่จะเป็นตระกูลใดไม่ทราบ

ส่วนชั้นล่างเป็นอีกลาย ด้วยการสอดสีเข้าไป หรือการเพนต์สี โดยทั้งหมดจะแบ่งเป็นชุดชา และชุดเหล้า ซึ่งวัฒนธรรมต่างประเทศแค่จิบ ต่างจากไทย แต่ละอย่างก็แบ่งออกเป็นประเภทเหล้าแต่ละชนิด โดยได้มาจากบ้านของนักสะสมคนหนึ่งซึ่งจีบมานานมาก (หัวเราะ)

ขณะที่อีกตู้ ของหาไม่ยาก เป็นชุดชากาแฟ แต่ได้ตรงตู้ที่ใส่ ซึ่งงดงามมาก คลาสสิกด้วยลวดลายอ่อนนุ่ม และกระจกลายแบบสไตล์โกธิค ซึ่งได้จากการประมูล และอีกตู้จะเป็นชุดไทย เป็นพานรอง ถาดรอง โถต่างๆ วันนี้เริ่มมีค่าขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเคยสะสมในราคา 3,000-5,000 บาท/ชิ้น วันนี้มีการประมูลเป็นหมื่นต่อชิ้น

 

และมีค่าสุด คือ จานรองสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 แต่น่าเสียดายของเหล่านี้ต่างชาติเอาไปเยอะมาก จนส่วนตัวบางชิ้นยอมซื้อสูงกว่าราคา 30-50% เพื่อไม่ให้ของออกจากประเทศไป จึงอยากขอให้นักสะสมมีความสำนึกความเป็นไทย โดยเฉพาะพ่อค้าทั้งหลายอย่าเอาออกไป

ขณะที่อีกตู้ เป็นของปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทว่า เสียดายอดีตเคยถูกขโมยขึ้นบ้านเก่า จึงหมดไปมาก เป็นถาดสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สำคัญยังมีหลายขนาด เล็กสุด 4-5 นิ้ว เป็นความคลาสสิกสมัยท่านเสด็จพระพาสยุโรป และเอาวิวัฒนาการมาประยุกต์ใช้ ทำแจก ถวายพระ เจ้าขุนมูลนาย ส่วนคำว่าเจริญถาดกลาง มี 5 สี ซึ่งหายาก

ส่วนตู้สไตล์จีนเรียกว่า ชุดกวางตุ้ง ชุดนี้เป็นเครื่องใช้ที่เป็นสีทั้งหมด หลายชิ้นได้มาถูก เพราะค่อยๆ สะสม และอาศัยช่วงหนึ่งเดินทางไปจีนบ่อย ทั้งหมดของแท้เป็นลายเขียนไม่ใช่พิมพ์ อายุ 100 ปี และที่ชอบ หยงโล้ว หรือหม้อไฟ ซึ่งไม่มีตำหนิ และแต่ละชั้นจะแบ่งตามสไตล์ของเครื่องเคลือบ

อีกชุด เป็นชุดชาฝรั่งสไตล์จีน สมัยปลายราชวงศ์ชิง โดยฝรั่งออกแบบ จีนทำ จีนใช้ ทว่า ไม่ครบ ที่สำคัญตู้ที่ใส่ใบนี้เก่าที่สุด ทำจากไม้โอ๊ก และอีกตู้ที่ชอบ คือ เหยือกเหล้า เป็นระบบกาลักน้ำ เวลาเติมก็เทเหล้าเข้ารูด้านล่างและตั้งเหมือนปกติ โดยเหล้าจะไม่ไหลออกและเทเหมือนกาน้ำปกติ ซึ่งมีความพิเศษ อีกทั้งยังเป็นลายโป๊ยเซียนหายากมาก

ส่วนแจกันเล็กชุดนี้ ยิ่งเล็กยิ่งแพง มาจากสมัยราชวงศ์หมิง เทียบได้กับต้นกรุงศรีอยุธยา จะมีการเคลือบอีกแบบ ไม่ใสเหมือนสมัยใหม่ คลาสสิกมาก

อุเทน ยังทิ้งท้ายด้วยว่า อยากบอกคนทั่วไปว่าสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องมี 1.ครอบครัว 2.การศึกษาเรียนรู้ เพราะความรักในครอบครัวจะเป็นบ่อเกิดแรงบันดาลใจให้กับเราสำหรับทุกอย่างที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่เป็นแบบอย่าง ความจนไม่ได้เกิดและติดต่อทางสายเลือด ความจนไม่ใช่เชื้อโรค ฉะนั้น อย่ากลัวจน พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จน แต่เราไม่จำเป็นต้องจน

“ขอให้เรามีความมุ และแรงบันดาลใจ ครอบครัวเป็นจุดสำคัญที่สุด เราต้องรักครอบครัว เพราะครอบครัวจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ ให้กำลังใจให้แรงบันดาลใจต่อกันและกัน จึงอยากฝากตรงนี้ไว้ ผมมีวันนี้ได้เพราะครอบครัวจับมือกัน อยากให้คนไทยสู้เพื่อผ่านวิกฤตได้ ไม่ต้องเอาผมเป็นตัวอย่าง แต่เอาคนประสบความสำเร็จจริงๆ เป็นตัวอย่าง ที่มีมากกว่าผม”