‘เฉลิมพล ปุณโณทก’ ปั้นหุ่นยนต์พันธุ์ไทย ลุยตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476936

‘เฉลิมพล ปุณโณทก’ ปั้นหุ่นยนต์พันธุ์ไทย ลุยตลาดโลก

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานและชีวิตนั้น ไม่จำเป็นว่าสมัยเรียนจะต้องเป็นเด็กเรียนที่สอบได้ที่หนึ่งทุกปี เรียนมหาวิทยาลัยได้เกียรตินิยมเสมอไป เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องบ่งบอกว่าชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่แนวคิดและการปฏิบัติตัวของคนนั้นๆ ต่างหากที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้

ผู้ชายชื่อ เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตอบโจทย์นี้ได้ดี เพราะเขาคือคนไทยที่ดำเนินธุรกิจผลิตหุ่นยนต์ไทยซึ่งสามารถจำหน่ายและใช้ได้จริง

เฉลิมพล เล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนตัวเขาไม่ใช่คนที่เรียนเก่งระดับหัวกะทิของห้อง ไม่สามารถเรียนหมอได้แน่นอน ส่วนในระดับปริญญาตรีก็จบด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการศึกษาและวิจัยธุรกิจระดับนานาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีอุดมการณ์ในใจก่อนเรียนปริญญาโทว่า อยากทำบริษัทสินค้าไฮเทคโนโลยีของคนไทยให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เจ๋งๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงชีวิตการทำงานก็ได้ทำงานเป็นนักการตลาดให้กับองค์กรใหญ่ 3 องค์กร โดยองค์กรสุดท้าย คือ จีอี แคปปิตอล ในชิคาโก แล้วจึงลาออกมาตั้งบริษัทเองเพื่อทำตามความฝันที่อยากสร้างบริษัทไฮเทคโนโลยีของคนไทย เวลานั้นอายุ 27 ปี ก็วางแผนอยู่ว่าจะทำสินค้าไฮเทคโนโลยีอะไรดี ก็จับพลัดจับผลูมาลงตัวที่การผลิตซอฟต์แวร์ ซึ่งก็คือระบบคอลเซ็นเตอร์ จนเริ่มรู้ว่าจะสู้กับต่างชาติได้อย่างไร และได้ตั้งสมาคมส่งเสริมการส่งออกซอฟต์แวร์ไทย เพื่อรวมตัวบริษัทซอฟต์แวร์ไทยที่มีศักยภาพและประสบความสำเร็จจากตลาดภายในประเทศ ให้ออกไปทำตลาดต่างประเทศด้วยกัน

 

หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดความคิดอยากผลิตหุ่นยนต์ที่ขายได้ขึ้นมา เพราะเห็นภาพเด็กไทยไปคว้าแชมป์หุ่นยนต์กันในหลายเวที แต่แล้วกลับไม่มีคนผลิตหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์เลย ในช่วงนั้นอายุ 40 ปี จึงได้ก่อตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายหุ่นยนต์ขึ้นมาคือ ซีที เอเชีย โรโบติกส์

“ช่วงนั้นญี่ปุ่นยังมีแค่หุ่นยนต์สุนัข ไอโบที่ยังไม่มีความสามารถอะไรมาก ผลิตเป็นสินค้าจำหน่าย เลยคิดว่าเป็นโอกาส ถ้าเราออกเดินทางก่อนน่าจะได้เปรียบ แต่การทำธุรกิจหุ่นยนต์เป็นไปได้ยาก จึงทำแผน 3 แผนให้รอดเอาไว้”

แผนแรกที่ทำคือ ถ้าภายใน 3 ปี ขายหุ่นยนต์ไม่ได้ จะอยู่ได้อย่างไร จึงวางแผนขายโฆษณาบนหน้าหุ่นยนต์ เพราะอย่างน้อยก็สร้างรายได้ได้ หุ่นยนต์อาจไม่ต้องดีมาก แต่แค่ไปโชว์ตัวในงานอีเวนต์ก็ขายโฆษณาบนหน้าได้แล้ว แผนต่อมาคือ การสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับหุ่นยนต์แล้วออกเป็นหนังสือการ์ตูน จากนั้นก็นำหุ่นยนต์ไปโปรโมทหนังสือการ์ตูนได้ และแผนสุดท้ายคือ หลังเดินตามแผนแรกและแผนที่สองแล้ว สร้างประสบการณ์ที่ดีก็ทำหุ่นยนต์ขายได้จริง

ผลปรากฏว่า หลังเปิดตัวตามแผนแรกไป ประสบความสำเร็จมาก มีคนมาเช่าหุ่นยนต์ ดินสอ ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ของบริษัทไปออกงานอีเวนต์ งานปาร์ตี้เพื่อเป็นสีสันให้กับงานอย่างต่อเนื่อง และก็ยังเช่าเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นระหว่างแผนแรกดำเนินไปอย่างสวยงาม บริษัทจึงผลิตหุ่นยนต์ ดินสอ รุ่นที่สองและสามที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ ออกมาจนปัจจุบันผลิตรุ่นที่สี่แล้ว

 

เฉลิมพล กล่าวว่า ระหว่างทางของการผลิตหุ่นยนต์ดินสอ ก็มีโอกาสทางการตลาดเข้ามา ได้ทำโครงการที่น่าสนใจ จนบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสุกี้เอ็มเคซื้อหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน ทำให้บริษัทขายหุ่นยนต์ได้เร็วกว่าที่คิด

“แผนสำเร็จเร็วกว่าที่คิด ภายใน 1 ปีครึ่งหลังผลิตหุ่นยนต์ก็ขายได้ เอ็มเคสั่งไป 10 ตัวก็ได้เงินมาเลย จากนั้นก็มีองค์กรอื่นมาซื้ออีก เช่น เมืองไทยประกันชีวิต หรือร้านอาหารในสวีเดนก็ซื้อไป 12 ตัว ทำให้ธุรกิจของบริษัทเริ่มเป็นเรื่องเป็นราวมีรายได้เข้ามา สุดท้ายก็ได้เครือสหพัฒนพิบูลซื้อหุ่นยนต์ไปเป็นผู้ช่วยคนขายสินค้าในเครือไอซีซี”

เมื่อความสำเร็จเกิดเร็วกว่าที่คาด ทำให้ เฉลิมพล วิวัฒนาการแผนเพิ่มเติม คราวนี้มีเป้าหมายสูงสุด คือ จะทำหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุให้ได้ ซึ่งก็ได้ไปเก็บข้อมูลความต้องการของผู้สูงอายุก่อนที่จะสร้าง และเกิดเป็นหุ่นยนต์รุ่นล่าสุดคือ ดินสอมินิ ที่ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินไปเดินมาได้ แต่เป็นหุ่นยนต์สำหรับตั้งไว้ที่หัวเตียง เพื่อดูแลคนสูงอายุที่ติดเตียง โดยจะคอยจับตาดูผู้สูงอายุ เรียกคนมาพลิกตัว เตือนเวลาผู้สูงอายุล้ม ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับดีมาก ถือเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ผลิตแล้วเจาะตลาดทั่วไปได้ โดยมีโรงพยาบาลจองเข้ามา ตอบสนองความต้องการผู้ป่วยสูงอายุ ผลิตขายได้ในไทยขั้นต่ำ 500 ตัว และญี่ปุ่น 500 ตัว ภายใน 1 ปี

เฉลิมพล กล่าวว่า ปีนี้น่าจะผลิตหุ่นยนต์ดินสอมินิได้ 1,000 ตัว/เดือน ในความจริงแล้วสามารถผลิตได้มากกว่านี้ แต่เนื่องจากบริษัทมี 2 ภารกิจ คือ นอกจากการประกอบหุ่นยนต์ซ้ำๆ เพื่อขายตลาดทั่วไปแล้วยังมีภารกิจด้านการค้นคว้าและวิจัยพัฒนาศักยภาพหุ่นยนต์ด้วย ซึ่งภารกิจนี้ยากและใช้เวลานาน เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำการค้นคว้าและวิจัยเสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นจะผลิตเดือนละหลายพันตัวก็ทำได้

ช่วงหลังจากนี้ เฉลิมพล ตั้งเป้าหมายว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแพทย์ของหุ่นยนต์ดินสอมินิให้สูงขึ้น ให้หุ่นยนต์เป็นผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล ในการตรวจสุขภาพผ่านหุ่นยนต์ไปยังคนได้ เช่น วัดจังหวะการเต้นของหัวใจ ดึงข้อมูลจากเครื่องวัดความดัน เพื่อเป็นผู้คอยดูแลภาวะทางสุขภาพและเตือนไปยังแพทย์

 

เฉลิมพล กล่าวต่อว่า จากที่ทำบริษัทผลิตและจำหน่ายหุ่นยนต์มา 6 ปี หุ่นยนต์ยังเป็นเรื่องใหม่มากของโลก ทั่วโลกยังไม่มีการวางจำหน่ายหุ่นยนต์เป็นเรื่องเป็นราว มีแต่จัดแสดงตามงานมหกรรมต่างๆ แปลว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคหุ่นยนต์ช่วยมนุษยชาติ แต่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นที่ทุกคนต้องลองผิดลองถูกกันไป โดยในส่วนของบริษัทมีกลยุทธ์ให้หุ่นยนต์เป็นเลิศระดับโลก จึงเลือกเน้นที่การดูแลผู้สูงอายุ เพราะต้องการให้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในอนาคต เมื่อไทยเข้าสู่ยุค 4.0 เต็มรูปแบบ จะได้มีการส่งออกหุ่นยนต์ไปต่างประเทศ ไม่ใช่ส่งออกอาหารสินค้าเกษตรแบบเดิมๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ เฉลิมพล มองว่าความสำเร็จที่ได้รับเกินคาดในทุกมิติ โดยในมิติของการรับรู้ของสาธารณชน หุ่นยนต์ดินสอ ก็ถูกรับรู้ไปทั่ว อย่างล่าสุดหุ่นยนต์ดินสอมินิ ก็ได้มีโอกาสรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเฉลิมพล ก็ได้ผลิตหุ่นยนต์ดินสอมินิ สีพิเศษคือสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระเทพฯ เพื่อถวายให้พระองค์ด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ความสำเร็จเกิดได้นั้น เฉลิมพล มองว่ามาจากองค์ประกอบหลายเรื่อง ข้อแรกคงจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ เพราะเรื่องที่ทำนี้ถ้าไม่มีอุดมการณ์อาจจะถอดใจไปก่อน ยังไม่ลงมือทำด้วยซ้ำ ถ้าเขาตั้งเป้าหมายว่าจะทำเพื่อกำไร เพื่อความรวย อาจมีทางอื่นที่ความเสี่ยงน้อยกว่านี้ให้เดินไป แต่เป้าหมายที่เขาตั้งไว้คือ ศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เรื่องกำไรขาดทุนเป็นเรื่องรอง จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หุ่นยนต์ดินสอผลิตขายได้เกิดขึ้นจริง

“ถ้ามานั่งคิดเรื่องความเสี่ยงเป็นไปได้หรือกับการผลิตหุ่นยนต์ขาย จะแข่งกับญี่ปุ่นได้อย่างไร ใครจะกล้าใช้ เจ๊งแน่นอนคงไม่เกิด สิ่งที่ทำจึงกลายเป็นเหมือนหมูที่ไม่กลัวน้ำร้อน จัดเต็มความสามารถเพื่อให้บริษัทรอดให้ได้”

นอกจากปัจจัยเรื่องเป้าหมาย เรื่องทีมงานก็เป็นส่วนสำคัญ เฉลิมพล ระบุว่า ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของทีมคนไทย รู้ว่าชนชาติไทยมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร เมื่อเทียบกับนานาชาติ จะได้ใช้จุดแข็งที่มีและลดจุดอ่อน ซึ่งจุดแข็งของคนไทยคือ มีความคิดสร้างสรรค์ มีใจรักบริการ มีรสนิยมทางศิลปะ และคนรุ่นใหม่ก็มีจุดแข็งด้านการประกวดหุ่นยนต์ฉลาดเชิงวิศวกรรม สามารถหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ได้

ด้านจุดอ่อนคือ เรามักถนัดแก้โจทย์ แต่ไม่ถนัดตั้งโจทย์เอง เรารอให้มีโจทย์แล้วจึงใช้ศักยภาพของเราไปแก้ปัญหา ซึ่งในชีวิตจริงไม่มีใครตั้งโจทย์ให้ต้องตั้งโจทย์เอง วิธีที่เฉลิมพลทำ คือ รวมคนเก่งมาช่วยแก้ปัญหา โดยที่เฉลิมพล เป็นคนตั้งเป้าหมาย ลุกขึ้นมาอ่านอนาคตเพื่อให้เกิดโจทย์ขึ้น จุดอ่อนอีกข้อ คือ การไม่กำหนดเส้นตายส่งงาน (เดดไลน์) เพราะคนไทยโตมาในระบบการศึกษาที่มีคุณครูให้โจทย์และมีเดดไลน์ให้มีกำหนดว่าต้องสอบวันไหน แต่พอถึงชีวิตจริงไม่มีใครวางเดดไลน์ให้ตัวเอง วิธีแก้ของเฉลิมพลก็คือตั้งเดดไลน์เอง สรุปแล้วเมื่อเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน มียุทธศาสตร์จัดการกับทีมจึงสร้างผลงานเจ๋งๆ ได้

เฉลิมพล ให้ข้อคิดว่า ระบบนิเวศในการสร้างปัญญาชนของไทยคงต้องปรับปรุง หากจะผลักดันไปสู่ประเทศไทย 4.0 และทำได้แบบที่เฉลิมพลทำ คือสร้างนวัตกรรมของคนไทยให้เกิดขึ้น โดยสิ่งที่ต้องปรับก็คือ ที่ผ่านมาคนเก่งแห่ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกันหมด พอไปทางนั้นหมดก็เลยขาดผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญบริหารจัดการคน ยุทธวิธีและสร้างทีม ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนฉลาดไม่ควรเป็นแพทย์ แต่สิ่งที่เป็นอยู่ไม่สมดุล

“ประเทศเรามีขงเบ้งเยอะ แต่ขาดเล่าปี่ คนสร้างเมือง ประเทศเราต้องสร้างเล่าปี่ ไม่ต้องมากเท่าขงเบ้งก็ได้ แต่ต้องสร้าง ไม่ใช่ให้กบฏคือคนที่ไม่เก่งมาเป็นเล่าปี่เอง”

ท้ายนี้ เฉลิมพล ฝากไว้อีกเรื่องว่าการคำนึงถึงประเทศชาติและส่วนรวม น่าจะเป็นอันดับต้นๆ ที่เราทุกคนต้องตระหนักว่าอนาคตของประเทศชาติอนาคตของโลกจะไปทางไหน ดังนั้นก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่ๆ ที่จะโตไปเป็นผู้สร้างในวันข้างหน้าแล้ว ถ้าเรายังมีแต่ค่านิยมเป็นแค่ผู้บริโภค ผู้ซื้อ ผู้เสพ ประเทศก็จะล้าหลัง เราน่าจะเลิกให้คุณค่ากับการได้ซื้อมาก่อนซื้อแบรนด์เนม กินดีอยู่ดีแล้วถ่ายรูปอวดกัน เพราะค่านิยมเหล่านี้จะไปบดบังศักยภาพที่จะแข่งกันสร้างสิ่งดีๆ ออกมา ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการคิด การกระทำ

ถือเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ที่คนรุ่นใหม่ควรดูไว้เป็นตัวอย่างเพราะคนที่มุ่งมั่นทำเรื่องยากมากแต่มีประโยชน์กับประเทศชาติ เพื่อให้เกิดขึ้นจริงได้เป็นกลุ่มคนที่ประเทศชาติยังขาดแคลน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเป็นใครสักคนที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ก็ได้

 

เพื่อนไม่เคยทิ้งกัน วรภพ คล้ายสังข์ ตีรภัสร์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476933

เพื่อนไม่เคยทิ้งกัน วรภพ คล้ายสังข์ ตีรภัสร์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา

โดย…ภาดนุ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ขึ้นชื่อว่า “เพื่อน” แม้ห่างหายกันไปนานสักเท่าไหร่ แต่พอกลับมาก็ยังสามารถต่อกันติด เพราะในความเป็นเพื่อนแล้ว ไม่ว่าเพื่อนจะมีทุกข์ร้อนอะไร เพื่อนย่อมสามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเวลา แถมยังมีคำแนะนำดีๆ ให้อยู่เสมอ เหมือนอย่างสองหนุ่มคู่นี้ที่เป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยมฯ เลยละ ไปดูซิว่าพวกเขามีเรื่องราวอะไรมาเล่าสู่กันฟังบ้าง

เริ่มจาก บอม-วรภพ คล้ายสังข์ (วัย 26 ปี) จบปริญญาตรีทางด้านบริหารการตลาด จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปัจจุบันเป็นนายแบบและนักแสดงจากละครเรื่อง “สงครามเพลง” และรายการ “ศัพท์สอนรวย” ทางช่อง 3 รวมทั้งเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า “จอห์น เฮนรี่” และร้านชุดชั้นใน “วาโก้” ที่ห้างเวียงจันทน์ เซ็นเตอร์

บอม พูดถึง เก้า

“ผมรู้จักเก้ามาตั้งแต่เรียนโรงเรียนมัธยมฯ บางกะปิแล้วครับ ผมเคยเห็นเขาและคุ้นหน้ามาตั้งแต่มัธยมฯ ต้น แต่เราจะมาสนิทกันจริงๆ ก็ตอนมัธยมฯ ปลาย ช่วงที่เก้าได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน ส่วนผมได้เป็นคณะกรรมการโรงเรียน เมื่อได้มารับผิดชอบงานด้วยกัน ก็ทำให้รู้จักและสนิทกันมาตั้งแต่ชั้น ม.4 คือ ตอนนั้นเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนก๊วนเดียวกัน ไปกินข้าว ไปเที่ยว ไปดูหนังก็ไปกันเป็นกลุ่มอยู่บ่อยๆ

“ผมกับเก้าเป็นเพื่อนที่คุยกันรู้เรื่อง แล้วยังชอบอะไรคล้ายๆ กัน ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาหรือทะเลาะกันสักเท่าไหร่ จะเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทเลยก็ว่าได้ แต่พอเรียนจบมัธยมฯ ปลาย ผมก็ไปเรียนต่อที่มหา’ลัยหอการค้าไทย ส่วนเก้าไปเรียนต่อที่มหา’ลัยธรรมศาสตร์ แต่เราก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง”

บอมบอกว่า ในช่วงปิดเทอมตอนเรียนปี 1 ตัวเขา เก้า และเพื่อนอีก 2-3 คนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวและทำงานที่รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เพราะได้วีซ่าแบบ 6 เดือน ก็ยิ่งทำให้เขากับเก้าสนิทกันมากขึ้นไปอีก เพราะได้ไปทำงานพาร์ตไทม์และได้เรียนรู้ความลำบากด้วยกัน

“ที่พวกเราได้ไปสหรัฐ ก็เกิดจากเก้านี่แหละที่เป็นตัวตั้งตัวตี แต่ด้วยความที่ผมไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ ผมก็เลยได้ไปเป็นคนทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมฮิลตัน เมืองแฮร์ริสเบิร์ก ซึ่งจ้างเป็นรายชั่วโมง ส่วนเก้าภาษาอังกฤษดี ก็เลยได้ไปทำในส่วนของร้านอาหารในโรงแรมเดียวกัน งานทำความสะอาดห้องที่ผมทำต้องทำวันละ 18 ห้อง (ใช้เวลาห้องละ 30 นาที) ช่วงแรกก็ยังไหวอยู่ ยังพอทำทัน แต่ช่วงหลังๆ นี่ผมรู้สึกเหนื่อยมาก จนคิดในใจว่า นี่เรามาทำอะไรอยู่เนี่ย อยู่เมืองไทยก็ดีแล้ว

“ก็อย่างที่หลายคนบอก เวลาที่เราลำบาก เราก็จะรู้ว่าเพื่อนคนไหนเป็นเพื่อนแท้ ตอนนั้นเราสองคนเช่าห้องพักอยู่ด้วยกันพอดี พอเก้ารู้ว่าผมเหนื่อย เขาก็จะช่วยเหลือผมได้หลายอย่าง ทุกวันผมรับหน้าที่ทำอาหาร ส่วนเก้าก็จะรับหน้าที่ไปซื้อวัตถุดิบมาให้ และช่วยทำความสะอาดห้องน้ำ ซึ่งหลายอย่างเราจะแบ่งหน้าที่กัน เขาก็ยินดีช่วยเหลือโดยไม่อิดออด”

บอมบอกว่า นิสัยของเก้าที่ทำให้เขาประทับใจก็คือ เก้าเป็นคนที่มีการวางแผนในชีวิตอยู่เสมอ ชอบใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่งทั้งหมดจะตรงกันข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง เก้าจึงมีส่วนช่วยในการเตือนสติเขาหลายๆ เรื่อง

“ด้วยความที่ผมเชื่อคนง่าย จึงมักจะโดนหลอกอยู่บ่อยๆ ผมจะโดนเพื่อนหรือคนรู้จักมาหลอกยืมเงินบ่อยๆ เก้าก็จะคอยมาช่วยเตือนสติให้ผมคิดได้ อย่างตอนเรียนมัธยมฯ มีพี่ รปภ.คนหนึ่งที่รู้จักกันมายืมเงินผม ซึ่งผมก็ให้ไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ตกเย็น รปภ.คนนี้ก็มาหาผมที่บ้านอีก บอกอยากให้ผมเอาโทรศัพท์มือถือไปจำนำแล้วเอาเงินมาให้เขายืมหน่อย โชคดีว่าเย็นนั้นเก้ามาที่บ้านผมพอดี เขาก็เลยห้ามไว้ ไม่งั้นผมคงเอามือถือไปจำนำแล้วล่ะ

“นั่นคือส่วนที่ดี แต่ส่วนที่เอ๋อๆ ของเก้าก็มี อย่างมารยาทในการเข้าสังคม มารยาทในการพูดคุยบนโต๊ะอาหาร บางอย่างมันไม่ดี ผมก็จะคอยเตือน เขาก็บอกว่าเหรอๆ อย่างนี้ไม่ดีเหรอ (หัวเราะ) แต่เขาก็เชื่อนะ ล่าสุดเราได้ทำธุรกิจร่วมกันโดยไปเปิดร้านเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งพอมาคิดดูแล้ว ถ้าผมจะต้องหุ้นทำธุรกิจกับใคร ผมก็ขอหุ้นกับเขานี่แหละ สำหรับเก้าก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องห่วง เพราะเขาเอาตัวรอดเก่งอยู่แล้วครับ” (ยิ้ม)

 

เก้า พูดถึง บอม

มาฟัง เก้า-ตีรภัสร์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา (วัย 26 ปี) ซึ่งจบปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เจ้าของสวนปาล์มน้ำมันที่ จ.กระบี่ และเป็นหุ้นส่วนธุรกิจร้านเสื้อผ้าที่เวียงจันทน์กันบ้าง

“อย่างที่บอกว่าผมกับบอมสนิทกันตั้งแต่เรียนมัธยมฯ แล้ว เพราะต้องทำงานโรงเรียนร่วมกัน แล้วยังอยู่ในก๊วนเดียวกันมาโดยตลอด เรียกว่าไปไหนไปกัน ทั้งกิน ทั้งเที่ยวต่างจังหวัด และอื่นๆ ตั้งแต่รู้จักกันมาก็น่าจะ 10 กว่าปีแล้ว ถ้าใครเห็นบอมครั้งแรกส่วนใหญ่จะมองว่าเขาเป็นลูกคุณหนู แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย นิสัยจริงๆ ของเขาเป็นคนง่ายๆ สบายๆ อะไรก็ได้ (แต่อย่าลำบากมาก) แล้วบอมยังวางตัวดี จึงมักไม่ค่อยมีปัญหากับคนอื่นสักเท่าไร

“สิ่งที่ผมประทับใจในตัวบอมก็คือ เขาเป็นคนจริงใจ สิ่งไหนที่เขาพูดออกมาจากปาก เราจะรู้เลยว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง บอมจะไม่เคยแกล้งๆ พูดกับคนอื่นเพื่อหวังผลในเรื่องใด สิ่งที่เขาพูดล้วนออกมาจากใจจริงทั้งหมด ผมผิดตรงไหน ผมไม่ดีตรงไหน เขาก็จะพูดกับผมตรงๆ ซึ่งผมก็รับฟังนะ เพราะรู้ว่าเพื่อนจริงใจ สิ่งที่ดีอีกอย่างคือบอมไม่เคยเกลียดใคร เขาเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว แม้จะมีคนมาร้ายใส่เขาสักแค่ไหน แต่สักพักเดียวเขาก็ดีด้วยแล้วละ”

เก้าบอกว่า สิ่งที่เป็นห่วงบอมก็คือเรื่องที่บอมชอบทำอะไรตามอารมณ์ เลยอยากจะให้แก้ไขในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก…

“ยกตัวอย่างตอนเรียนมัธยมฯ ละกัน บอมเคยติด ร. แล้วปล่อยไว้ไม่ยอมไปแก้ จนกลายเป็นติดศูนย์อยู่วิชาหนึ่ง เหตุผลคือเขาไม่ถูกกับอาจารย์ จึงพานไม่ชอบ เขาก็เลยจะไม่ไปสอบซ่อม พอผมรู้ ผมก็บอกไปว่า ‘เฮ้ย! ไม่แก้ไม่ได้นะ ไม่งั้นต้องเรียนซ้ำชั้นนะโว้ย’ ก็ต้องหาเหตุผลต่างๆ มากดดัน เพื่อนๆ หลายคนก็ช่วยกันบังคับจนเขายอมไปแก้ศูนย์ให้ผ่านไปได้

“อีกเรื่องคือบอมเป็นคนขี้สงสาร คนเลยชอบมาหลอกบ่อยๆ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องความรู้สึก และเรื่องอื่นๆ ที่จริงความขี้สงสารก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องมีเหตุผลในการช่วยด้วย ไม่ใช่สงสารแล้วต้องช่วยไปซะหมด (หัวเราะ) ควรจะไตร่ตรองก่อนว่า เรื่องที่เขามาขอความช่วยเหลือนั้นมันจริงไหม หรือถ้าไม่แน่ใจก็ควรปรึกษาเพื่อนๆ ก่อนก็จะดีมากเลย สิ่งที่ผมหวังไว้ก็คือ อยากให้บอมใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตให้มากขึ้น และจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ในชีวิตให้ดีๆ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงครับ

“ส่วนเรื่องที่ผมประทับใจในตัวบอม หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาที่ผมมีปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ เมื่อต้องการคำปรึกษาก็โทรไปคุยกับเขาได้ตลอดเวลา ถ้าเรายังรู้สึกไม่ดี ไม่ว่าจะตี 3 ตี 4 เขาก็สามารถออกมาหาเราได้เสมอ คือเขาจะนึกถึงเพื่อนเป็นอันดับแรก ก็อยากให้เขารักษาความดีนี้ต่อไปครับ”

 

ศิลปนาฏดุริยางค์ไทย ในรัชกาลที่ ๙

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

9 มกราคม 2560 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476458

ศิลปนาฏดุริยางค์ไทย ในรัชกาลที่ ๙

โดย…วรธาร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เป็นที่ทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นอัครศิลปินที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพในศิลปะด้านต่างๆ เช่น ด้านจิตรกรรม ประติมากรรม การถ่ายภาพ งานหัตถศิลป์ และดุริยางคศิลป์ ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด ทั้งทรงสนพระราชหฤทัยวิชาดนตรีและศึกษาอย่างลึกซึ้งจนสามารถเขียนโน้ตและการบรรเลงแบบคลาสสิก ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้มากมายโดยบรรเลงในรูปแบบต่างๆ ทั้งในลีลาของเพลงแจ๊ซ คลาสสิก เพลงสมัยนิยม บทเพลงขับร้อง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการนาฏศิลป์และดุริยางค์ไทยอย่างที่สุดมิได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัท อสมท จึงร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม องค์กรพันธมิตร น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดการแสดงชุดใหญ่ “ศิลปนาฏดุริยางค์ไทยในรัชกาลที่ ๙” ในงาน “๙ ตามพ่อสานต่อพระราชปณิธาน” ในวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) กล่าวว่า การแสดงครั้งนี้ได้รวบรวม ประยุกต์และสร้างสรรค์การแสดงใหม่ทั้งหมด โดยจะเป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยหลากหลาย
รูปแบบ 9 ชุดการแสดงสลับกับการสนทนาบนเวที ผสมผสานศิลปะการแสดงของไทยทุกแขนงอย่างลงตัว

 

ประกอบด้วย การแสดงชุดสักการะเทวราช การแสดงชุดนักษัตร การแสดงขับไม้บัณเฑาะว์และขับเสภา ชุด พุทธรักษาบูชาพ่อ การเสวนาหน้าม่านเรื่อง “ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับการนาฏศิลป์ไทย” การแสดงรามเกียรติ์ ตอนทศกัณฑ์เกี้ยวนางเบญจกาย การแสดงชุดรับขวัญข้าว การบรรเลงขับร้องปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เรื่อง พระมหาชนก การแสดงชุดกรุงเทพฯ และการแสดงชุดคิดบวกสิปป์

“ทุกชุดถ่ายทอดเรื่องราวความรักความผูกพันของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมถ่ายทอดความจงรักภักดีและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้สร้างความสุขความร่มเย็นให้กับชาติไทยมาตลอด 70 ปี โดยนำกระแสพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท มาดัดแปลงเป็นการแสดงสุดวิจิตรจากหัวใจชาวบัณฑิตพัฒนศิลป์เพื่อแสดงความจงรักภักดี”

ทรงห่วงศิลปะชั้นสูงจะสูญหาย

อ.จตุพร รัตนวราหะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยศิลปวัฒนธรรมไทยมาก โดยเฉพาะนาฏศิลป์ไทย ครั้งหนึ่งกรมศิลปากรได้จัดการแสดงเกี่ยวกับเรื่ององค์พระพิราพเต็มองค์ ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงทางด้านโขน ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดในช่วงหลังได้เสียชีวิตไปจนหมด เหลืออยู่คนเดียวคือ ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ) ศิลปินด้านการแสดงโขน ที่ตอนหลังไปรับราชการตำรวจในวัง

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีรับสั่งถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าองค์พระพิราพนี้ยังมีใครที่รำได้บ้าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้กราบทูลไปว่าตอนนี้ในกรมศิลปากรไม่มีคนที่รำได้เนื่องจากได้เสียชีวิตไปหมด พระองค์จึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้นจะต้องสืบสานต่อไปให้ได้ อย่าให้ขาดสูญ เพราะเป็นศิลปะชั้นสูงต้องรักษาไว้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงเชิญอธิบดีกรมศิลปากรมาปรึกษา ก็ได้รู้ว่ามีคนหนึ่งที่ยังรำได้คือ ครูรงภักดี แต่ตอนนั้นรับราชการเป็นตำรวจ ก็ให้เชิญมาถามว่ายังรำได้ไหม ครูรงภักดี (ตอนนั้นไม่ได้เป็นครูโขน) บอกว่ารำได้แต่ต้องให้ครูผู้เชี่ยวชาญช่วยดูความถูกต้อง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงเชิญคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ผู้มีความรู้ความสามารถด้านการแสดงโขนและมีความรู้ในกระบวนรำหน้าพาทย์ มาต่อท่

ารำเพลงองค์พระพิราพให้ แต่ติดว่าเพลงพระพิราพคนที่จะรำได้นั้นต้องเป็นยักษ์และเป็นผู้ชาย คุณหญิงจึงให้สามีของท่านคือ พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) อดีตเจ้ากรมมหรสพ เป็นผู้รำ และต่อเพลงนี้ให้กับครูรงภักดี ซึ่งครูรงภักดีรำได้ทุกอย่างถูกต้องเหมือนเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงมีรับสั่งให้ต่อท่ารำเพลงองค์พระพิราพให้กับครูกรมศิลปากรคนอื่นๆ ในเวลาต่อมา ทำให้ประเทศไทยมีครูแขนงนี้มาจนถึงวันนี้”

อ.จตุพร กล่าวต่อว่า รุ่นแรกที่ได้รับการถ่ายทอดท่ารำ หรือบรรเลงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ มีอยู่ 5 คน รุ่นต่อมามี 7 คน และเขาเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งในการต่อท่ารำองค์พระพิราพนั้น จะทำพิธีต่อกันที่วังหน้าและมีการรำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เสด็จฯ มาทรงเป็นประธาน ได้ทอดพระเนตร เสร็จแล้วพระองค์จะทรงเจิมและพระราชทานน้ำสังข์ให้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่อาจลืมในวันนั้น คือในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสว่า “ฉันให้แล้วต่อไปก็ต้องไปทำกันเอง” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงห่วงใยนาฏศิลป์ไทยอย่างมาก

สืบสานงานโขน

อีกหนึ่งความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิตของ อ.จุตพร คือ การได้ถวายการสอนโขนในตัวละครที่เป็นยักษ์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ) อ.จุตพร เล่าว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยในศิลปะการแสดงโขน ครั้งหนึ่งทรงเรียนโขนในตัวละครที่เป็นลิงกับครูกรี วรศะริน (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงโขน) ผู้มีความสามารถในการแสดงโขนทุกประเภท โดยเฉพาะตัวลิงในบทหนุมาน ที่สามารถแสดงได้เยี่ยมและมีฝีมือเป็นเลิศ

“ผมทราบจากครูในวังสวนจิตรลดาเล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงสนพระทัยในศิลปะการแสดงโขนมาก เริ่มแรกทรงหัดโขนในตัวละครลิงอยู่พักหนึ่ง แล้วทรงหยุดไป ต่อมาทรงหันมาเรียนโขนยักษ์ เพราะทรงเห็นว่าท่ารำของยักษ์มีความสง่างามมากกว่า ซึ่งก่อนที่จะทรงหันมาเรียนโขนยักษ์ ทราบว่าพระองค์ท่านเคยเสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโขนครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นผมเล่นเป็นมัยราพณ์สะกดทัพ พระองค์ทอดพระเนตรแล้วทรงสนพระทัย เลยขอเปลี่ยนมาเรียนยักษ์ อันนี้ครูในวังสวนจิตรเล่าให้ฟัง

 

หลังจากนั้นทางวังก็ทำหนังสือมาที่อธิบดีกรมศิลปากรให้ส่งครูไปถวายการสอน และเป็นบุญของผมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในชีวิตนี้” อ.จตุพร เล่าย้อนถึงการได้รับหน้าที่ถวายการสอนโขนยักษ์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

ความสำคัญของดุริยางค์ไทย

พระ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ และอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ปัจจุบันอยู่ในสมณเพศ โดยอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่คนไทยไม่รู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อดุริยางค์ไทย ยกตัวอย่าง ในกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินหลวง พระองค์ท่านโปรดให้มีดนตรีวงปี่กลอง ซึ่งมีปี่ชวาและกลองแขกบรรเลงในกระบวนเรือด้วย

“อีกพระราชพิธีหนึ่งคือ จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็ทรงฟื้นฟูขึ้นมา และโปรดให้มีดนตรีประกอบ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครทราบว่า เวลาที่พระยาแรกนาขวัญประกอบพิธีไถนา 9 รอบนั้น 3 รอบแรกที่เรียกว่า ไถดะ จะบรรเลงเพลงเชิดฉาน สามรอบต่อมาไถดะโดยขวาง บรรเลงเพลงโคมเวียน ครั้นเมื่อพระยาแรกนาไถกลบครั้งสุดท้าย 3 รอบ โดยหว่านธัญพืชไปด้วยพร้อมๆ กัน จะบรรเลงเพลงปลูกต้นไม้ จนกว่าจะเสร็จพิธี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนทราบ แต่รัชกาลที่ 9 โปรดให้มีการฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ โดยมอบให้ อ.มนตรี ตราโมท นักดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติทำดนตรีประกอบในการพระราชพิธีนั้นอย่างสมบูรณ์”

 

อีกเรื่องหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระเมตตาต่อวงการดุริยางค์ไทย คือ ทรงมีพระราชปรารภให้รวบรวมรักษาเพลงไทยที่มีอยู่ไม่ให้สูญหาย ทางกรมศิลปากรจึงได้ทำโน้ตเพลงไทยไว้ประมาณร้อยเพลง ตั้งแต่ปี 2477-2481 โดยการประชุมครูดนตรีทั่วประเทศ ในทุกสำนักของดนตรีใหญ่ๆ ในการนี้พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ทำโน้ตดนตรีไทยเล่มหนึ่งขึ้นมา

พระ ดร.สิริชัยชาญ กล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องของการศึกษาปี่ใน โดยครั้งหนึ่งพระองค์ได้รับการถวายปี่ จาก เทียบ คงลายทอง (ผู้ที่มีความสามารถในการบรรเลงดนตรีได้ทุกเครื่องมือ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ปี่ ซึ่งกลึงเองด้วย) ในโอกาสนั้นครูเทียบถวายวิธีการเป่าด้วย แต่พระองค์มิได้ทรงในขณะนั้น แต่ตอนหลังครูปี๊บ คงลายทอง (ลูกชาย) เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อบอกว่าได้ยินเสียงปี่บนพระตำหนัก

“จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นอกจากทรงพระปรีชาในการทรงดนตรีหลายประเภท เช่น ทรงแซกโซโฟนและเครื่องดนตรีอื่นๆ ของฝรั่งแล้ว ก็ทรงศึกษาในเรื่องปี่ใน (ปี่ที่มีขนาดใหญ่และมีเสียงต่ำ) ของไทยด้วย ไม่เพียงแค่นี้พระองค์ท่านโปรดให้ทำวิจัยเรื่องความถี่ของเสียงดนตรีไทย โดยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการ จนได้เป็นหนังสือออกมา แต่ก็ไม่มีคนใช้กัน ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้โปรดให้ศึกษาทำวิจัยต่อ จนกระทั่งปัจจุบันออกมาชัดเจนว่า เสียงดนตรีไทยของเรามีทั้งระดับสูง กลาง และต่ำ ในการเทียบเสียงไม่ใช้เสียง โด แต่ใช้เสียง ลา เป็นตัวเทียบ และใช้ระนาดทุ้มเหล็กในการเทียบเสียง ซึ่งเป็นความทันสมัยมาก”

พระ ดร.สิริชัยชาญ กล่าวว่า ปัจจุบันเราได้ทำเครื่องที่ช่วยเทียบเสียงขึ้นมาใช้ส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้ดนตรีไทยมีมาตรฐานพอสมควร แต่สิ่งสำคัญพระองค์โปรดให้รักษาไว้ ไม่ต้องเทียบเข้าหากันทั้งประเทศ แต่ถ้ามีงานไหนจะต้องเทียบเข้าก็เทียบได้ แต่พระราชประสงค์คือให้รักษาสืบสานไว้เพราะนี่คือภูมิปัญญาไทยของแต่ละที่

 

ปลุกชีวิต ‘แอคคอร์เดียน’ เครื่องดนตรีที่ใกล้สูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476260

ปลุกชีวิต ‘แอคคอร์เดียน’ เครื่องดนตรีที่ใกล้สูญ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… แอคคอร์เดียนปาร์ตี้, อีพีเอ

ในอีกสามวันข้างหน้ากลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจะรวมตัวกัน เพื่อบรรเลงเพลงจาก “แอคคอร์เดียน” เครื่องดนตรีที่แทบจะสาบสูญไปจากประเทศไทย ในงานพบปะประจำปี “แอคคอร์เดียนปาร์ตี้ ครั้งที่ 2” ของนักดนตรีกลุ่มน้อยที่ช่วยกันจัดขึ้นในวันที่ 21-22 ม.ค.ศกนี้

นักดนตรีคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า แอคคอร์เดียนไม่ใช่เครื่องดนตรีของวณิพก แต่เป็นสุดยอดเครื่องดนตรีที่นักดนตรีควรเล่น

สุรวุฒิ โพธิภิรมย์ หรือลุงจุ่น อายุ 58 ปี หนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่ทำให้เกิดแอคคอร์เดียนปาร์ตี้ ครั้งที่ 1 เล่าว่า สนใจเครื่องดนตรีชนิดนี้เมื่อ 6 ปีก่อน หลังจากเลิกเล่นเปียโนไปเกือบ 10 ปี แอคคอร์เดียนทำให้เขาตื่นเต้นได้อีกครั้ง

“มันเป็นเครื่องดนตรีที่มหัศจรรย์” ลุงจุ่นกล่าว “ผมเคยเห็นมันตอนสมัยเด็กๆ ในยุคนั้นนำมาเป็นเครื่องดนตรีประกอบกับเพลงลูกทุ่ง บรรเลงเป็นเมโลดี้ ยืนข้างๆ นักร้อง ซึ่งไม่เคยสะดุดใจเรา จนผมเลิกเล่นดนตรีไปเพราะความเบื่อ แต่อยู่ดีๆ ภาพแอคคอร์เดียนมันก็จุดประกายขึ้นมาในหัว และทำให้ผมกลับมาหมกมุ่นกับเสียงดนตรีอีกครั้ง”

สุรวุฒิ โพธิภิรมย์

 

เขาอธิบายต่อว่า แอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถเล่นได้คนเดียว ทั้งจังหวะ เบส คอร์ด และเมโลดี้ โดยลุงจุ่นหัดเล่นด้วยตัวเอง ศึกษาการทำงานของปุ่มต่างๆ จนสามารถเล่นเป็นเพลงได้

“ฝึกเองไม่ถึงเดือน ใช้ทักษะการเล่นคีย์บอร์ดและใช้ความรู้สึก ปล่อยให้เล่นไปตามเมโลดี้ ไปตามคอร์ด ให้เวลากับมันจริงๆ จนตอนนี้ผมเล่นได้อยู่เป็นร้อยเพลง บางเพลงก็คิดทำนองขึ้นมาเอง เพราะไม่มีต้นฉบับตายตัวกับเครื่องดนตรีชนิดนี้”

หลังจากเล่นแอคคอร์เดียนคนเดียว 1 ปี เขาได้เปลี่ยนไปเล่นให้คนอื่นฟัง ด้วยการเปิดหมวกที่ตลาดน้ำอัมพวา ด้วยความตั้งใจที่อยากนำเสียงดนตรีไปให้คนจำนวนมากฟัง หลังจากเปิดหมวกไปได้ 1 ปี มีคนมากระทุ้งว่าทำไมไม่ทำคู่มือ หรือรับสอนเพื่อไม่ให้มันสูญไป ลุงจุ่นจึงเขียนหนังสือแบบฝึกแอคคอร์เดียนพื้นฐาน ทำซีดีเพลงประกอบ โดยเขียนจากความรู้สึกและประสบการณ์ แล้วนำไปวางขายที่อัมพวาได้กว่า 500 ชุด กระทั่งมีคนติดต่อมาและเสนอว่า น่าจะจัดรวมพลคนชอบแอคคอร์เดียนในเมืองไทยดูสักครั้ง ว่าจะเป็นไปได้ไหม เพื่อเปิดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน และทำให้แอคคอร์เดียนมีพลัง หลังกระจัดกระจายจนเหมือนไม่มีอยู่จริง

“เมื่อปีที่แล้วตัดสินใจจัดปาร์ตี้และเวิร์กช็อปมีคนสมัครเข้มา 27 คน รวมผู้ติดตามด้วยเป็น 50 คน ซึ่งถือว่าน้อย แต่เราก็ทำใจไว้แล้ว เพราะจัดเป็นครั้งแรกและจัดที่ราชบุรีบ้านผมด้วย แต่ทำไปทำมากลุ่มเล็กๆ กลายเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกคนได้พูดจากัน มีการแนะนำให้กันและกัน โดยเราได้คุยกันถึงทิศทางของแอคคอร์เดียนไว้ว่า จุดแรกคือจะทำอย่างไรให้มันได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนหลายๆ วัย โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเรามากขึ้น และจุดที่สอง คือ เพื่อเป็นการพบปะพูดคุยกันแบบครอบครัว”

เตี๋ยง-ธเนศ เอื้ออภิธร

1 ปีที่ผ่านมา ลุงจุ่นเห็นชัดว่ามีคนสนใจแอคคอร์เดียนมากขึ้น จากเพจเฟซบุ๊ก แอคคอร์เดียน เซอร์วิส ลุงจุ่น Accordion Service Master tune ที่มีคนติดตามมากขึ้น 200% และคลิปวิดีโอในยูทูบที่มีคนเล่นแอคคอร์เดียนเผยแพร่มากขึ้นกว่าเดิมมาก

“ปีนี้งานปาร์ตี้จัดในกรุงเทพฯ มีกิจกรรมตั้งแต่หัวค่ำ แล้วกลับมาเวิร์กช็อปกันตอนเช้า มีการพูดคุยกัน มีการเล่นแอคคอร์ให้เพื่อนๆ ฟัง โดยปีนี้จะมีการนำวงดนตรีเครื่องสายไทยมาประกอบกับแอคคอร์เดียน เพื่อเป็นอีกมิติของการรวมวง”

ลุงจุ่นได้กล่าวถึงเสน่ห์ของแอคคอร์เดียน ว่า สามารถสร้างความสุขให้กับผู้เล่นได้จริง และเขาจะเล่นไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหยุดสร้างความสุขให้กับตนเอง

อีกคนที่ลุงจุ่นพูดถึงบ่อยคือ เตี๋ยง-ธเนศ เอื้ออภิธร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอ็นคอนเซ็ปต์ ที่ปีนี้ได้เปิดบ้านให้เป็นสถานที่จัดงาน เขาได้รับสมญานามว่าเป็นผู้รู้และผู้มีแอคคอร์เดียนในครอบครองมากกว่า 20 ตัว ซึ่งเขาได้ศึกษาอย่างจริงจังหลังได้เล่น และพบว่าแอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีที่มีหลักการง่าย เล่นได้ครอบจักรวาล และเปิดวงได้แบบ one-man band หรือการเปิดวงด้วยเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียว

“การตั้งค่าคอร์ดแบบกดปุ่มเดียวเจอแต่ในแอคคอร์เดียน ข้างในมันมีกลไกซับซ้อนแต่เล่นง่าย ถือเป็นเครื่องอะคูสติกที่เสียงฟูลมาก ผมหลงใหลในเสียงของมัน เป็นซาวด์ซิกเนเจอร์ที่หาที่ไหนไม่ได้ และการเล่นสองมือมันง่ายกว่าเล่นเปียโนหลายเท่า ซึ่งในเมืองไทยมีคนเล่นเปียโนเป็นเยอะ ถ้าหันมาเล่นแอคคอร์เดียนด้วยจะไม่ยาก และจะทำให้เป็นเครื่องดนตรีที่คนรู้จักมากขึ้นด้วย” เตี๋ยงเล่นแอคคอร์เดียนมาได้ 4 ปีเต็ม หลังเจอลุงจุ่นที่อัมพวา โดยชอบเล่นเพลงสุนทราภรณ์มากเป็นพิเศษ

จากการค้นคว้าประวัติศาสตร์ พบว่า แอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีจากยุโรปที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2493-2503 จนกระทั่งมีวัฒนธรรมเพลงป๊อปเข้ามา จึงทำให้คนหันไปสนใจเครื่องดนตรีไฟฟ้า และปล่อยให้แอคคอร์เดียนเป็นสิ่งล้าสมัย และค่อยๆ เสื่อมความนิยมอย่างในปัจจุบัน

“ความเป็นไฟฟ้าทดแทนความเป็นอะคูสติกไม่ได้เลย” เขาย้ำ “ก่อนเล่นจริงจัง ผมเกิดมาเคยเจอแอคคอร์เดียนไม่เกิน 3 ครั้ง แต่เมื่อคนเล่นโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้ผมรู้ว่ายังมีคนเล่นอยู่เยอะทั้งในยูทูบและเฟซบุ๊ก แต่สำหรับประเทศไทยความยากของการขยายความนิยม คือ ไม่มีครูสอน คนเล่นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้อยากเป็นครู แต่อยากส่งข้อความไปถึงคนเล่นดนตรีทุกชนิดว่า ถ้ามีความรู้เรื่องดนตรี เขาควรมาลองเล่นแอคคอร์เดียน มันจะทำให้คุณลืมเครื่องดนตรีทุกชนิดที่เล่นมา”

เอ๊ก-เจนพิจารณ์ จตุรธำรง

 

เตี๋ยงเคยเรียนเปียโน กีตาร์ แซ็กโซโฟน และคลาริเน็ต ผิดจากแอคคอร์เดียนที่พยายามศึกษาด้วยตนเอง และกลับเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นได้ก้าวหน้าที่สุด “เพราะมันน่ารักที่สุดในโลก” เตี๋ยงกล่าว

คนเล่นแอคคอร์เดียนส่วนใหญ่มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ตามค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่แทบไม่รู้จักแอคคอร์เดียนเลย แต่คนหนึ่งที่แตกต่างคือ เอ๊ก-เจนพิจารณ์ จตุรธำรง วัย 29 ปี นักแอคคอร์เดียนอายุน้อยที่สุดในงานปาร์ตี้ครั้งที่แล้ว เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะรู้จักกลุ่มแอคคอร์เดียนไทย มีความสนใจและเรียนรู้เองในระดับหนึ่ง โดยส่วนใหญ่จะนำไปเล่นตามค่ายอาสา อีกกิจกรรมที่ชอบทำ

“คนอื่นมีกีตาร์ แต่ผมเล่นเปียโน ซึ่งพกไปด้วยไม่ได้ เลยหันมาสนใจแอคคอร์เดียน พอเสิร์ชในยูทูบเห็นคนเล่นแล้วรู้สึกว่ามันเท่มาก เล่นได้ทั้งมือซ้ายมือขวาดูน่าสนใจดี พอได้ลองเล่นดูแล้วมันจับทางได้ง่าย มารู้ตัวอีกทีก็วางไม่ลงแล้ว เพราะทุกครั้งที่เล่นมันสนุกมาก”

เอ๊กเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่า แอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีของคนรุ่นเก่าโบราณ แต่เมื่อได้สัมผัสแล้วทำให้เข้าใจว่า มันคือเครื่องดนตรีที่ยังทันสมัยอยู่เสมอ

 

“ถ้าแอคคอร์เดียนอยู่ในประเทศไหน มันจะมีกลิ่นเพลงของประเทศนั้นอยู่ อย่างรัสเซีย สหรัฐ ไทย จะมีกลิ่นเพลงต่างกัน กลิ่นแบบไทยๆ คือการนำมาเล่นกับเพลงไทยเดิม หมอลำ เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของพื้นถิ่นนั้นๆ ซึ่งมันน่าสนใจเหมือนภาษาที่จะมีกลิ่นสำเนียงของประเทศนั้น พอผมไปเล่นให้คนอิตาลีฟัง เขายังทึ่งเพราะไม่เคยฟังสำเนียงไทยแบบนี้”

เอ๊กยังทำงานเป็นครูสอนดนตรีในกลุ่มดนตรีบำบัด ซึ่งเคยนำแอคคอร์เดียนไปเล่นให้คนไข้ฟัง ปรากฏว่า เสียงของมันได้เติมเต็มคนไข้สูงวัย และสร้างความตื่นเต้นบางอย่างที่ส่งผลดีต่ออารมณ์และจิตใจด้วย

“ผมเชื่อว่าถ้ามีคนเล่นมากๆ แอคคอร์เดียนจะฟื้นคืนมา กลุ่มเล็กๆ ในงานปาร์ตี้จะใหญ่ขึ้นกลายเป็นสังคมที่สามารถมาเจอกันทุกวันทุกสัปดาห์ และความสุขที่หายไปจะได้กลับคืนมาผ่านเสียงแอคคอร์เดียน”

งานแอคคอร์เดียนปาร์ตี้ ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 21-22 ม.ค.นี้ ณ ไชนิ่งเซ็นเตอร์ ซอยรามคำแหง 118 ค่าเข้าร่วมกิจกรรมคนละ 500 บาท สอบถามหรือสนใจเข้าร่วมติดต่อ ลุงจุ่น 08-9782-2637 หรือเฟซบุ๊ก แอคคอร์เดียน เซอร์วิส ลุงจุ่น Accordion Service Master tune

 

รับมือย่างไรเมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476053

รับมือย่างไรเมื่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง

โดย…ชลญ่า ภาพ… อีพีเอ

มะเร็งเป็นโรคที่ใครๆ ก็กลัวกันมากและไม่อยากเป็น เพราะรู้สึกว่าลองใครได้เป็นมะเร็งแล้วส่วนใหญ่มักจะอายุสั้น จึงเป็นธรรมดาที่ผู้ป่วยหรือญาติจะรู้สึกช็อกที่พอหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง หลายคนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรต่อไป ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสที่ดีที่สุดไปจากการที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรต่อไปนี่เอง จนบางครั้งก็หลงทางไปจนไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

ทั้งที่ถ้าตั้งสติดีๆ รีบหาทางรักษาอย่างถูกวิธี ทันเวลา และตราบเท่าที่โรคยังอยู่ในระยะที่สามารถเยียวยารักษาได้ มะเร็งถึงจะร้ายก็ยังเป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ และถึงเป็นแล้วก็สามารถที่จะอยู่กับมันได้ด้วยกำลังใจที่ดี

เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดกับคนอื่นที่เราไม่รู้จักก็คงธรรมดาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย แต่ถ้าเกิดกับญาติหรือคนที่เรารักใจย่อมหวั่นไหวและเสียใจอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าเกิดกับตัวเราเองจะทำอย่างไรและรับมือโรคร้ายนี้ด้วยวิธีอะไร แต่อย่างน้อยในช่วงเริ่มแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็งควรจะปฏิบัติตัวอย่างน้อยใน 3 เรื่อง ดังนี้

1.มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น

ความรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นความรู้สึกและอารมณ์ที่เกิดขึ้นปกติ สำหรับคนเราที่เมื่อได้รับทราบข่าวร้าย บางคนทุกข์ใจมากจนเพ้อรำพันอยู่คนเดียว ทำไมเราต้องเป็นมะเร็งด้วยทั้งที่ก็ดูแลสุขภาพดี เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ บางทีบางคนก็นึกโทษตัวเองที่ไม่รู้จักดูแลสุขภาพปล่อยเนื้อปล่อยตัว ถ้าดูแลตัวเองใส่ใจสุขภาพดีกว่านี้คงไม่ต้องมาทุกข์ในวันนี้

สิ่งที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ ถ้าเราไม่มีสติรู้เท่าทันปล่อยให้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกแบบนี้ครอบงำเล่นงานย่อมเป็นโอกาสให้โรคกำเริบรุกรานเราทุกวัน สิ่งแรกที่ควรทำคือ จงมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกพวกนี้ ตั้งหลักให้ได้คือตอนนี้เป็นมะเร็งก็ให้รู้ว่าเป็น ต่อไปก็จะได้หาหมอ หาวิธีรักษา หาที่รักษา หรือแม้แต่วางแผนเรื่องเงินในการรักษาต่อไป

2.เรียนรู้เกี่ยวกับมะเร็งที่เป็น

การรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งอะไรนั้น ย่อมเป็นเรื่องดีสำหรับตัวเราจะได้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนั้นเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการดูแลตัวเองของคนป่วย และในการรักษาของแพทย์ บางทีคนป่วยควรจะได้ทราบการวินิจฉัยในระดับที่ผู้ป่วยอยากทราบ ยิ่งรู้ข้อมูลมากยิ่งเป็นประโยชน์ในการรักษาและดูแลตัวเองมากเท่านั้น เช่น เรื่องอาหาร ควรกินอาหารแบบไหน ควรจะปฏิบัติตัวออย่างไร เป็นต้น แต่สิ่งที่พบคือคนไข้เมื่อได้รับทราบว่าเป็นมะเร็งก็ไม่รู้จะถามหมอต่อไปอย่างไร บางคนแม้จะมาเจอกันเป็นครั้งที่สองหรือเป็นหมอคนที่สองก็ยังไม่รู้จักเกี่ยวกับมะเร็งของตนเอง

3.ยาอะไรก็สู้กำลังใจไม่ได้ 

โรคร้ายมักเป็นโรคที่กร่อนทำลายความรู้สึกและกำลังใจของคนป่วยอย่างมาก ฉะน้้นการจะสู้กับโรคนี้ได้ไม่มียาอะไรที่จะดีไปกว่ายากำลัง ในที่นี้หมายถึงกำลังใจที่ดี ทันทีที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้ายยาขนานแรกที่ควรต้องกินคือ ยากำลังใจ หมายถึงต้องสร้างกำลังใจที่ดีให้เกิดขึ้นในตัวเอง อย่างแรกคือ เชื่อมั่นตัวเองว่าจะผ่านไปได้ และเอาคนอื่นที่เคยเป็นโรคนี้ซึ่งบางคนเป็นถึงขั้นรุนแรงก็มีแต่กลับมาหาย เป็นพลังสร้างกำลังใจให้ตัวเอง พยายามเติมกำลังใจให้ชีวิตทุกวัน อย่าท้อ และอย่าคิดเรื่องที่ทำให้ท้อแท้เสียกำลังใจ บางคนใช้วิธีทำความรู้จักกับมะเร็งด้วยการพูดกับมะเร็งในกายทุกวันเสมือนเป็นคนคนหนึ่งและสามารถดำรงชีวิตประจำเหมือนคนปกติ

 

ก่อนใช้ชีวิตคู่ ต้องรู้เรื่องเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476051

ก่อนใช้ชีวิตคู่ ต้องรู้เรื่องเงิน

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ช่วงนี้มองไปทางไหนก็อบอวลด้วยสีชมพู ความรักที่กำลังเบ่งบาน มีแต่คนร่อนซองให้คนโสดไปเป็นแขกในงานแต่ง คงเป็นเพราะฤกษ์ดี ทำให้ช่วงนี้ต้องใส่ซองถี่ แต่สำหรับคู่บ่าว-สาวการจัดงานแต่งงาน นอกเหนือจากการเลือกวันตามฤกษ์ดีแล้ว ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านการเงินด้วย ดังนั้น ถ้าใครกำลังวางแผนว่าจะแต่งงานแล้วละก็ ก่อนจะไปขอฤกษ์จากหลวงพ่อ ควรเริ่มต้นที่การวางแผนการเงินก่อน

สำหรับคู่รักต้องเปิดใจคุยกันเรื่องการเงินแต่เนิ่นๆ ปรึกษากันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน บางคู่เริ่มช้าอาจทำให้มีปัญหาตามมา การปรึกษาหารือช่วยกันวางแผน ช่วยกันคิด ช่วยกันเก็บเงิน จะดีกว่าละเลยแล้วปล่อยให้เป็นปัญหายุ่งยากทีหลัง ส่วนหัวข้อที่ควรให้ความสำคัญคือแต่ละฝ่ายต้องรู้ความต้องการของกันและกัน เพื่อหารูปแบบงานแต่งที่สอดคล้องกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะจัดงานในรูปแบบใดก็จะสามารถกำหนดงบประมาณสำหรับงานแต่งงานได้

โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมสำหรับงานแต่ง หลักๆ จะมีค่าสินสอด แหวนแต่งงาน การ์ดแต่งงาน รูปพรีเวดดิ้ง ของชำร่วย วิดีโอพรีเซนเตชั่น ค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่จัดเลี้ยง อาหารเลี้ยงพระ เลี้ยงแขก ของใช้ในพิธี ของรับไหว้ผู้ใหญ่ ค่าประตูเงินประตูทอง ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ค่าชุดแต่งงานบ่าวสาว  และเครื่องประดับ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรองไว้ 10% และสารพัดสิ่งที่บรรยายไม่หมด

หากลดทอนพิธีการบางอย่างหรือกำหนดรูปแบบงานให้กะทัดรัด เราอาจประหยัดค่าใช้จ่ายหลายรายการได้ เช่น ใช้คอนเนกชั่นให้เพื่อนมาช่วยถ่ายรูปให้ หากมีฝีมือลองทำวิดีโอเอง ถ้างานเล็กๆ การทำการ์ดดีไอวาย สำหรับสถานที่จัดงาน หลายคู่เลือกโรงพยาบาลสงฆ์ จัดพิธีไทย และงดจัดงานฉลองก็ยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายน้อยลงไปอีก เมื่อได้รูปแบบงานแล้ว ก็จะได้งบประมาณคร่าวๆ สำหรับค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ…

วางแผนการเงินและวางแผนครอบครัว

เมื่อแต่งงานแล้ว ทั้งฝ่ายชายและหญิงควรเปิดเผยข้อมูลทางการเงินส่วนตัวให้คู่ชีวิตได้รับรู้บ้าง เช่น รายรับ รายจ่าย หรือหนี้สินที่มี เพื่อวางแผนร่วมกันสำหรับการออมหรือการลงทุนในอนาคต เช่น แผนการซื้อบ้าน มีลูก ออมสำหรับเงินฉุกเฉิน ออมเพื่อการเกษียณ ออมเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อให้ชีวิตคู่ของคุณมีเป้าหมายการออม โดยอาจร่วมกันตกลงระยะเวลาคร่าวๆ ของแต่ละเป้าหมาย เมื่อได้ข้อสรุปให้เริ่มเปิดบัญชี แบ่งเงินเก็บแต่ละส่วนอย่างไร ลองคำนวณความสามารถในการเก็บเงินแต่ละเดือน ณ ปัจจุบัน

ตั้งหน้าทำงาน

หลังจากเตรียมวางแผนการเงินเรื่องงานแต่งงานแล้ว สิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย คือ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน ค่าใช้จ่ายในบ้านหลังแต่งงาน ควรตกลงกันว่าจะแบ่งความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างไร เช่น รับผิดชอบค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่งในกรณีที่มีรายได้ทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะรับหน้าที่ก็สุดแล้วแต่ตกลงกัน บางคู่อาจใช้บัญชีส่วนตัวแยกกัน บางคู่อาจใช้บัญชีร่วมกัน หรือบางคู่อาจเป็นแบบผสม คือมีทั้งบัญชีที่แยกไว้เป็นของตัวเอง และเปิดอีกหนึ่งบัญชีเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางในบ้าน

วางแผนลงทุน

หาโอกาสคุยกับคนรักเรื่องการวางแผนการเงินสำหรับชีวิตคู่ หลายคู่มีมุมมองทางด้านการเงินแตกต่างกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งชอบลงทุน แต่อีกฝ่ายไม่ชอบความเสี่ยง การพูดคุยกันในหัวข้อนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงนิสัยการลงทุนของอนาคตคู่ชีวิตเราด้วย เพื่อที่จะได้ความเห็นร่วมกันว่าครอบครัวของเราเหมาะกับการลงทุนแบบใด เช่น เก็บเงินออมไว้ในบัญชีเงินฝาก หรือจะแบ่งเงินรายเดือนไปซื้อกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม

บัญชีครัวเรือน

ใบเบิกทางสำคัญของการรู้ค่าใช้จ่ายของแต่ละบ้าน หากทำจนเป็นนิสัยจะช่วยส่งเสริมให้ลูกๆ เรามีนิสัยรักการออมในอนาคตด้วย

การวางแผนด้านการเงินอาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักนิดในระยะเริ่มต้น แต่เพื่อประโยชน์ในระยะยาว การเปิดใจคุยกันและหาข้อตกลงร่วมกันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่

 

รวมพลคนใจดี นักลงทุนทางสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/476049

รวมพลคนใจดี นักลงทุนทางสังคม

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การลงทุนด้านสังคมไม่ได้ครอบคลุมความหมายแค่ทุนที่หมายถึง “เงิน” เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงทุนประเภทอื่น เช่น “ทุนมนุษย์” หรือ “ทุนความรู้” ตลอดจน “ทุนทางสังคม” หรือความสัมพันธ์ของการทำงานเชิงเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ในระบบนิเวศการพัฒนาความยั่งยืนของสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายยังแยกส่วน ขาดการทำงานแก้ไขปัญหาสังคมร่วมกันอย่างเป็นระบบ และขาดการมองระบบนิเวศที่เชื่อมร้อยภาพใหญ่ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ศึกษาและวิจัยรูปแบบ “การลงทุนเพื่อสังคม” ติดตามและประเมินผลลัพธ์ทางสังคม ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน การลงทุน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการสร้างองค์ความรู้และต้นแบบการแก้ไขปัญหาสังคมและการลงทุนทางสังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ชวนสังคมร่วมลงทุน

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เปิดเผยในงานสัมมนา “ชวนสังคมร่วมลงทุน” พร้อมเปิดผลวิจัย “โครงการศึกษาการลงทุนด้านสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคีสุขภาวะ” ว่า แม้ประเทศไทยจะมีเงินบริจาคเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ยปีละ 7 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีงบประมาณจากรัฐสนับสนุนกองทุนด้านสังคม 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยในปีงบประมาณ 2559 มีจำนวน 453 ล้านบาท

“แต่ลำพังเงินอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวย่อมไม่มากพอเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหา จึงจำเป็นจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนสามารถเข้ามาลงทุนแก้ปัญหาสังคมได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการศึกษา มีเด็กด้อยโอกาสจำนวน 4.8 ล้านคน ที่เสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษา ที่ผ่านมาสังคมไทยนิยมการบริจาคเพื่อการกุศล และนำมาลดภาษีปลายปี ซึ่งนับเป็นการลงทุนทางสังคมรูปแบบหนึ่ง

 

มาตรการภาษีเองก็ยังไม่สร้างแรงจูงใจสำหรับผู้บริจาคมากเท่าที่ควร และยังเป็นอุปสรรคสำหรับองค์กรภาคสังคม หรือผู้ให้บริการด้านสังคมซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเงินบริจาคไปใช้เป็นงบประมาณด้านบริหารจัดการและอัตรากำลังคน เพราะไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เสียโอกาสในการสรรหาว่าจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพมาร่วมงาน”

นอกจากนี้ มาตรการด้านภาษียังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นว่าจะต้องบริจาคให้กับมูลนิธิที่กระทรวงการคลังประกาศให้เป็นองค์กรการกุศลสาธารณะเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 935 แห่ง และการสนับสนุนในส่วนผู้บริจาค ถ้าเป็นบุคคลจะหักลดหย่อนภาษีได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ และถ้าเป็นนิติบุคคล สามารถหักได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวเสริมว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ให้บริการทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร หรือกิจการเพื่อสังคมจะต้องตื่นตัวที่จะมองหาแหล่งทุนที่ยั่งยืน มากกว่าการยึดแหล่งทุนแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงต้องมีความพร้อมที่จะเปิดการลงทุนจากประชาชนทั่วไปมากขึ้น

“ทั้งหมดนี้ต้องใช้การสร้างผลลัพธ์ทางสังคมมาเป็นเครื่องมือยืนยันความน่าเชื่อถือให้สังคมร่วมลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทุนเงิน หรือทุนมนุษย์ อย่างการเชิญชวนอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจมาแก้ปัญหาสังคม และเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นที่จะต้องเน้นทำงานแบบสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆ ปัจจุบันมีกลไกความร่วมมือเกิดขึ้นในสังคมมากมาย แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ใหม่ในระบบนิเวศงานพัฒนาความยั่งยืนไทย ที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ร่วมกันอีกระยะหนึ่ง”

ลงทุนกับคนไทยใจดี

นอกจากผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน ปรากฏการณ์ใหม่ของระบบนิเวศของการลงทุนเกิดขึ้นแล้วกับกองทุนรวมคนไทยใจดีหรือ BKIND วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า กว่าสามปีที่ผ่านมา บลจ.บัวหลวง ได้ร่วมกับภาคสังคมริเริ่มก่อตั้งกองทุนรวมคนไทยใจดี โดยลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESGC ประกอบด้วย E-Environment หรือความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม S-Social Responsibility หรือความรับผิดชอบทางสังคม G-Good Government บริษัทที่มีธรรมาภิบาล และ C-Anti Corruption คือ องค์กรที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่น

“คนไทยใจดีเป็นกองทุนหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เรานำเงินจากนักลงทุนในกองทุนไปลงทุนในองค์กรที่ผ่านเกณฑ์ ESGC เป็นแนวทางใหม่ในไทย หลักการบริหารจัดการกองทุนของเราคือ ต้องดูตั้งแต่สภาพแวดล้อม การดูแลพนักงาน การบริหารจัดการที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ในสองปีแรกของการบริหารกองทุนผลตอบแทนอาจยังไม่หวือหวาเพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้น เริ่มต้นกองทุน 800 ล้านบาท ตอนนี้มูลค่ากองทุน 1,300 ล้านบาท ถือว่าค่อยๆ โต

ถามว่าเงินบริจาคที่เรานำไปใช้ในโครงการต่างๆ มาจากไหน คำตอบคือมาจากผู้ลงทุน โดยเราจะสนับสนุนเงิน 40% ของค่าบริหารจัดการกองทุน ไปพัฒนาโครงการเพื่อสังคมหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ พิจารณาแต่ละโครงการอย่างรอบคอบโดยผู้คร่ำหวอดในวงการการทำงานเพื่อสังคมมาอย่างยาวนานเพื่อให้เม็ดเงินที่ลงไปเกิดประโยชน์สูงสุด โดยผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่าเม็ดเงินคือการสร้างสังคมที่ดีขึ้น เราถือว่านี่เป็นเทรนด์โลก ลงทุนเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ดังนั้นในระยะนี้อาจจะยังไม่เห็นผล”

 

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เป็นผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงินสำคัญกว่า ซึ่งในปี 2559 กองทุนรวมคนไทยใจดี สนับสนุนโครงการเพื่อสังคม 32 โครงการ แก้ปัญหาสังคม 9 ประเด็น และมีผู้รับประโยชน์ทางตรง 13,843 คน หรือ 829,634 คน เราคืนพื้นที่ป่าได้ 104 ไร่ คืนพื้นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำได้ 9 แห่ง เกิดเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน กองทุนหมุนเวียนสนับสนุนประมงพื้นบ้าน ยกมาตรฐานของอาหารทะเลไทย คนคืนถิ่น หรือเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีให้เป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์

สะท้อนได้ว่าประชาชนทั่วไปหรือผู้ถือหน่วยก็สามารถเป็นนักลงทุนทางสังคมได้ และในอนาคตอันใกล้ เชื่อว่าภาคตลาดทุนไทยจะมีปรากฏการณ์ใหม่ๆ เชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาเป็นนักลงทุนทางสังคม เพราะสิ่งนี้เป็นแนวโน้มใหม่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้นและดีต่อสังคม

SocialGiver โมเดลธุรกิจนวัตกรรมทางสังคม

อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SocialGiver.com ธุรกิจเพื่อสังคม ที่มีจุดเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาจำนวนมากในสังคมไทยที่ยังรอการแก้ไข ทั้งเด็ก ผู้พิการ การศึกษา สุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่ง SocialGiver จะเป็นสื่อกลางในรูปแบบเว็บไซต์ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเลือกซื้อสินค้า มื้ออาหาร หรือบริการที่พัก โรงแรมผ่านเว็บไซต์ในราคาพิเศษที่ได้รับจากภาคธุรกิจที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่นเดียวกัน และจำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายผ่าน SocialGiver ทั้งหมดจะถูกนำไปช่วยโครงการเพื่อสังคมที่ลูกค้าต้องการสนับสนุน

“เราเคยลงทุนกำลัง ลงทุนมันสมอง ช่วยมูลนิธิต่างๆ ในการระดมทุน ซึ่งจุดประกายในปีที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งพบว่าพฤติกรรมการบริจาคของคนไทยมีอย่างจำกัด อาจจะแค่ 1% ของรายได้ทั้งปีเท่านั้น การบริจาคซ้ำในองค์กรเดิมจะยากมาก ดังนั้นเราจึงต้องหาโมเดลที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของคนไทย จึงเริ่มโมเดลของ SocialGiver ขึ้น เป็นการจับคู่ขององค์กรที่ต้องการช่วยเหลือสังคม และผู้บริโภคที่ได้รับบริการ ขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน” ผู้ก่อตั้ง SocialGiver.com กล่าว

 

เซ็กซ์ 4.0 เครื่องมือสื่อสารทำให้พฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนไปและมีปัญหาสุขภาพทางเพศใหม่ๆ เกิดขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475870

เซ็กซ์ 4.0 เครื่องมือสื่อสารทำให้พฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนไปและมีปัญหาสุขภาพทางเพศใหม่ๆ เกิดขึ้น

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์ / เอพี

ปัญหาสุขภาพทางเพศ ถือเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งในสังคมไทย ในปัจจุบันเราพบว่าปัญหาทางด้านสุขภาพทางเพศมีมากมาย เช่น ปัญหาพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสื่อลามก การแต่งตัวให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัย การเกิดอาชญากรรมทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจในวัยเรียน หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพทางเพศ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสุขภาวะทางเพศทำให้ชีวิตทางเพศไม่เป็นสุขหรือไม่ปลอดภัย ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและสังคม ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมของบุคคลนั้น ครอบคลุมถึงความปลอดภัยทางเพศของบุคคลและครอบครัว ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อพฤติกรรมทางเพศมีปัญหายังส่งผลทำให้เกิดปัญหาสัมพันธภาพกับคู่ครอง นำไปสู่ปัญหาครอบครัวและการหย่าร้างได้

โลกยุค 4.0 ที่มีเครื่องมือสื่อสารเชื่อมโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียด้วยความไว 4จี ทำให้พฤติกรรมทางเพศของคนในสังคมเปลี่ยนไปและมีปัญหาสุขภาพทางเพศใหม่ๆ เกิดขึ้น

เซ็กซ์ยุค 4จี สัมพันธ์ว่องไวแต่ไม่ใช่ตัวเอง

ไซเบอร์เซ็กซ์ (Cybersex) หรือออนไลน์เซ็กซ์ เป็นคำทับศัพท์ที่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการแชตผ่านโปรแกรมสนทนาต่างๆ ซึ่งรวมถึงการกระทำต่างๆ ที่ปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ เช่น ถอดเสื้อผ้า เปลือยกาย สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง หรือมีเพศสัมพันธ์กัน เป็นต้น ต่อหน้าเว็บแคม ซึ่งจะมีบุคคลอื่นได้รับชมการถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ต ผู้นิยมไซเบอร์เซ็กซ์ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและผู้ที่ชอบแบบแปลกๆ หรือชอบคนแปลกหน้า มีทั้งที่เป็นชายจริงหญิงแท้และกลุ่มรักเพศเดียวกัน

ข้อดีของไซเบอร์เซ็กซ์ ผู้ใช้สามารถสวมบทบาทเป็นใครก็ได้ตามจินตนาการสุดสยิว แถมยังแปลงตัวได้หลากหลายบุคลิกอย่างอิสรเสรี นอกจากนั้นยังอิสระหาคู่ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงกับคนจริงๆ ที่สุดปลายสายอีกฝั่ง ที่สำคัญคือปลอดภัยกว่าวันไนต์สแตนด์

อีกความเปลี่ยนแปลงในโลกทางเพศที่มีมาพร้อมกับเทคโนโลยีออนไลน์คือ เซ็กติ้ง (Sexting) คือพฤติกรรมการส่งรูปเปลือยหรือรูปกึ่งเปลือยพร้อมกับข้อความที่มีความหมายล่อแหลมทางเพศให้กับผู้อื่น โดยในช่วงแรกเป็นการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต แต่ในปัจจุบันหมายความรวมไปถึงการส่งผ่านรูปและข้อความรูปแบบดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ ด้วย

ในด้านของนักจิตวิทยา มองว่า การกระทำนี้มีส่วนที่เกิดมาจากวัยที่ต้องการค้นหาตัวเองและสร้างความพึงพอใจให้กับตัวเอง โดยวิธีการดังกล่าวก็จะมาจากการไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา การส่งข้อความ รูปภาพผ่านทางมือถือ เป็นเรื่องปกติของกลุ่มวัยรุ่นทั่วไป แต่ในอังกฤษ เด็กวัยรุ่นกำลังนิยมส่งข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศจนกลายเป็นเรื่องปกติ นำไปสู่ความกังวลใจของหน่วยงานรัฐและครอบครัว

“เซ็กติ้ง” เป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเป็นการนำคำว่า Sex และคำว่า Texting หรือการส่งข้อความ มาผนวกรวมเข้าด้วยกัน ถูกใช้ครั้งแรกในปี 2005 ในนิตยสารชื่อดัง  Sunday Telegraph โดยคำนี้ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมการส่งรูปเปลือยหรือรูปกึ่งเปลือยพร้อมกับข้อความที่มีความหมายล่อแหลมทางเพศให้กับผู้อื่น โดยในช่วงแรกเป็นการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่ในปัจจุบันหมายความรวมไปถึงการส่งผ่านรูปและข้อความรูปแบบดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ ด้วย ในปัจจุบันเซ็กติ้งได้แพร่หลายไปทั่วโลก หลายๆ รัฐในสหรัฐอเมริกาถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เซ็กติ้งอาจถูกส่งโดยเจตนา โดยเป็นการส่งสื่อลามกที่เป็นของตัวผู้ส่งเอง แต่ในบางครั้งสื่อดังกล่าวที่ถูกส่งออกไปก็เป็นของผู้อื่น โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลในสื่อนั้นไม่ได้ให้ความยินยอม นอกจากนี้ ยังอาจถูกส่งไปยังผู้ที่ไม่ปรารถนาจะได้รับอีกด้วย เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ปัจจุบันเซ็กติ้งอาจเป็นอาการหรือการแสดงออกของการเสพติดเซ็กซ์ ซึ่งเป็นการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการเสพติดชนิดอื่นๆ และทำให้เกิดผลเสียตามมา การใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับภาพโป๊ การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ขายบริการทางเพศ การนอกใจ หรือความสัมพันธ์จากกิจกรรมและประสบการณ์ทางเพศที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง (Cybersex) อาจเป็นประเด็นหลักของการเสพติด

การเสพติดเซ็กซ์ยังสัมพันธ์กับความคิดและพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ และการสูญเสียความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม แม้ว่าการเสพติดดังกล่าวจะทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว ความนับถือตนเอง อาชีพ และแม้แต่การเงิน การเสพติดเซ็กซ์ก็คล้ายคลึงกับการเสพติดชนิดอื่นๆ ในแง่ของการดำเนินโรค  กล่าวคือผู้เป็นโรคเสพติดเซ็กซ์จะเสียเวลาและพลังงานมากขึ้นๆ ไปกับพฤติกรรมที่เกิดจากอาการเสพติดนั้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้เสพติดเซ็กซ์ยังต้องการประสบการณ์ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อการเสพติดรุนแรงมากขึ้น เพื่อให้ได้ความรู้สึกพึงใจพอๆ กับที่ได้จากการทำกิจกรรมที่อ่อนระดับกว่าก่อนหน้านั้น

วาเลนท์ สร้อยสุวรรณ

 

กูรูเซ็กซ์ฟันธง

มุมมอง วาเลนท์ สร้อยสุวรรณ บรรณาธิการใหญ่ผู้พิมพ์และโฆษณานิตยสารเพลย์บอย ประเทศไทย มองว่า เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่อยู่ในดีเอ็นเอของคนเราอยู่แล้ว

“ยุคนี้เรื่องทางเพศมีอิสระมากและเปิดมากขึ้นตามกระแสของโลก มีการเปิดเผยความสัมพันธ์และพร้อมที่จะแสดงให้รอบข้างรู้ว่าผู้ชายกับผู้หญิงรักกัน ทุกอย่างง่ายและรวดเร็วขึ้นเพื่อให้ไปถึงสิ่งที่ต้องการ มีอิสระในความต้องการมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา โลกยุคนี้จึงสนองไลฟ์สไตล์ทางเพศของคนยุคนี้ พบหาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ต้องการได้ง่ายและเร็วขึ้น ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางแอพต่างๆ ได้ง่ายขึ้นที่ตอบสนองรสนิยมของตัวเอง”

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ชะลอวัย ฮอร์โมนและสุขภาพทางเพศ สูตินรีเวชวิทยา วัยทอง และเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เป็นแพทย์ผู้มีประสบการณ์การรักษาในประเทศไทยมานานกว่า 36 ปี และยังเป็นหนึ่งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปเอเชีย ขยายความถึงเซ็กซ์ในยุค 4จี

“ยุคนี้เป็นยุคที่ไม่ได้เป็นตัวตนของตัวเอง ภาพที่เห็นไม่เป็นจริง ตัวตนของมนุษย์จะมีสองอย่างเสมอในคนเดียวกัน ซึ่งมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดีอยู่ เหมือนด้านมืดกับด้านสว่าง ซึ่งจะหาสมดุลและควบคุมว่าบางสิ่งบางอย่างต้องแสดง บางสิ่งไม่ต้องแสดง

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

 

“ในยุคเก่าจะเป็นสังคมอัตนัยอยู่ด้วยเหตุผล หลักการ แต่สังคมปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นสังคมปรนัย มีให้เลือกหลายข้อ จงเลือกข้อที่ดีที่สุด คนรุ่นใหม่เวลาจะทำอะไรก็ทำตามเพื่อน ทำตามกลุ่ม โดยตามหลักปรนัยคือเมื่อเลือกข้อไหนก็คิดว่าข้อนั้นถูก ทั้งที่เลือกข้อผิด คนยุคนี้ก็เช่นกัน ทำผิดก็คิดว่าถูกในสิ่งที่ตัวเองทำ คือตัวเองถูกเสมอ”

นพ.พันธ์ศักดิ์ ชี้ว่า โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปจากการพูดด้วยเหตุด้วยผล แต่พูดกันด้วยกลุ่มหรืออุปทานหมู่หรือเสียงส่วนใหญ่ที่สื่อสารกันเยอะผ่านโซเชียลมีเดีย หรือกลายเป็นไวรัลส่งต่อกันไปเยอะๆ คนก็เชื่อว่าเป็นความจริง

“อะไรต่างๆ ที่อยู่บนโลกโซเชียลมีเดีย พอเข้าสมองคนรับโดยไม่ยั้งคิด เพราะอยากจะเป็นเหมือนเพื่อนเป็นเหมือนหมู่ เชื่อก่อนที่จะมาฟังเหตุผลทีหลัง เป็นยุคที่มองของใหม่ดีกว่าของเก่า มีอะไรก็ต้องมีสำรอง ซึ่งตอนนี้ใครๆ ก็มีกิ๊กเปลี่ยนหน้ากันไปตลอดเวลา เพราะคิดว่าของใหม่ดีกว่าของเก่า เซ็กซ์ก็เหมือนกันชอบการเปลี่ยนวิธี เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนบุคลิก เปลี่ยนสถานที่ ก็เพราะแนวคิดของสังคมที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี ซึ่งยุค 4จี ก็เป็นการกระทำที่ไม่ยั้งคิดในทุกเรื่องทุกราวและชอบทำตามคนอื่น ใครส่งอะไรมาก็เชื่อหมดและพร้อมที่จะแชร์ เพราะว่าเขาส่งกันมา เดี๋ยวนี้ทำเลยเพราะใครๆ ก็ทำ ความรักและเพศสัมพันธ์จึงไม่ยั่งยืน เพราะไม่ใช้สมอง แต่กลับมาใช้สัญชาตญาณ ของใหม่ดีกว่าของเก่าเสมอ”

ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “อัตมโนทัศน์ทางเพศ” ที่ถูกต้อง และเพื่อให้เกิดแนวคิดในเชิงบวกเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ เซ็กซ์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรู้เท่าทันยอมรับความเป็นไปของโลก และพร้อมที่จะตั้งรับให้ทันสมัยอยู่เสมอ

 

ล้อมเว่ยช่วยจ้าว-อย่าให้ปัญหาจูงจมูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475774

ล้อมเว่ยช่วยจ้าว-อย่าให้ปัญหาจูงจมูก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ยุคจ้านกว๋อ แคว้นเว่ยต้องการขยายอำนาจจึงวางแผนรุกรานแคว้นจ้าว เตรียมการส่งทหารเข้าประชิดเมืองหลวง แม่ทัพผังเจวียนแห่งแคว้นเว่ยผู้รุกราน รู้ดีว่าศึกครั้งนี้นอกจากแคว้นจ้าวจะต้องยกทัพป้องกันเมืองหลวงแล้ว ยังอาจจะมีมือที่สามเข้าขัดขวางเกมแห่งการขยายอำนาจครั้งนี้

แม่ทัพผังเจวียนคาดการณ์ไว้ว่า ถ้าจะมีแคว้นไหนที่ต้องการคัดง้างการแผ่อิทธิพลของแคว้นเว่ย และอยู่ในชัยภูมิที่สามารถขัดขวางศึกครั้งนี้แล้วละก็ จะต้องเป็นแคว้นฉีแน่นอน

ผังเจวียนรู้ว่าผู้ถึงชัยภูมิก่อนย่อมได้เปรียบ นอกจากจัดทัพหลักประชิดเมืองหลวงแคว้นจ้าว ก็ยังจัดอีกทัพสกัดเส้นทางที่แคว้นฉีจะเข้ามาช่วยแคว้นจ้าวไปพร้อมกัน

และเมื่อแคว้นจ้าวรู้แล้วว่าจะโดนแคว้นเว่ยรุกราน จึงรีบส่งทูตไปขอความช่วยเหลือแก่แคว้นฉี

ที่ประชุมแคว้นฉีหารือกัน ตกลงยกทัพช่วยแคว้นจ้าว ไม่ใช่เพราะแคว้นฉีเป็นกองกำลังอาสาสมัครกู้โลก แต่เพราะในทางยุทธศาสตร์แล้ว หากแคว้นจ้าวล่ม แคว้นฉีย่อมจะต้องเป็นรายต่อไป

แคว้นฉีแต่งตั้งเถียนจี้เป็นแม่ทัพให้ซุนปินเป็นที่ปรึกษา ยกทัพช่วยแคว้นจ้าว

ก่อนเดินทัพแม่ทัพเถียนจี้ขอคำปรึกษาซุนปิน เถียนจี้เห็นว่าตอนนี้แคว้นเว่ยคงประชิดเมืองหลวงแคว้นจ้าวเรียบร้อยแล้ว สถานการณ์คับขันอย่างแรง ต้องรีบเร่งเดินทัพไปช่วยแคว้นจ้าวเท่านั้นจึงจะช่วยแคว้นจ้าวได้ทัน แล้วจึงถามความเห็นซุนปินว่าเห็นการออกศึกครั้งนี้เป็นอย่างไร

ซุนปินส่ายหน้าคัดค้านนิ่งๆ บอกว่า “ทัพแคว้นเว่ยจะรุกรานย่อมต้องเตรียมการมาอย่างดี กองทหารย่อมมาด้วยขวัญกำลังใจที่จะเผด็จศึก ความพร้อมไม่ต้องพูดถึง แล้วนี่ยังเดินทัพตั้งทัพล่วงหน้าเราไปแล้ว เขานอนพอกินอิ่มเลือกชัยภูมิรอเราอยู่ ถ้าเราเร่งรีบยกทัพไปทั้งเหนื่อยอ่อนทั้งเสียเปรียบทางชัยภูมิและกำลังทหาร ต้องพ่ายแพ้แน่นอน”

และหากจะเอากำปั้นไปทุบปมเชือก เชือกคงไม่คลายปมง่ายๆ…

ซุนปินคิดไม่ผิด ผังเจวียนแม่ทัพแคว้นเว่ยยังเตรียมกองทัพสกัดเส้นทางที่แคว้นฉีจะช่วยแคว้นจ้าวแล้วด้วยซ้ำ

เถียนจี้เห็นด้วย… แต่คำถามที่สำคัญก็คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรดี?”

ซุนปินจึงว่า “จังหวะนี้กำลังทหารแคว้นเว่ยถูกส่งออกมารบเป็นส่วนใหญ่ กองกำลังที่ปกป้องเมืองหลวงย่อมเบาบาง พวกเรายกทัพไปอีกทาง ตลบหลังตรงเข้าประชิดล้อมเมืองหลวงแคว้นเว่ยแทนดีกว่า เท่านี้ก็ถือว่าเราบีบบังคับให้แคว้นเว่ยถอยทัพกลับ โดยไม่ต้องเข้าไปใช้กำลังปะทะกับกองทัพแคว้นเว่ย”

เถียนจี้ตาสว่าง เห็นด้วยกับซุนปิน รีบดำเนินการตามแผน

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ซุนปินบอกทุกประการ เมื่ออ๋องแคว้นเว่ยรู้ข่าวว่าแคว้นฉีจะยกทัพมาล้อม รีบส่งข่าวถึงแม่ทัพผังเจวียน ให้เร่งรีบนำทัพกลับมาแก้ไขสถานการณ์ แม่ทัพผังเจวียนรู้เข้าเจ็บใจยิ่งนัก เมืองหลวงแคว้นจ้าวใกล้แตกแล้ว แต่กลับโดนบังคับให้ยกทัพกลับ ที่ทำมาทั้งหมดเรียกได้ว่าเสียเปล่า

และที่จริงทัพที่แม่ทัพเถียนจี้และซุนปินยกไปประชิดเมืองหลวงแคว้นเว่ยก็ไม่ใช่ทัพหลัก แต่เป็นทัพหลอกที่ทำให้ดูยิ่งใหญ่ เน้นธงทิวและคบไฟให้มากเข้าไว้ เหมือนกับว่าแคว้นฉีจะอาศัยจังหวะนี้ยึดเมืองหลวงแคว้นเว่ยเสีย ที่จริงซุนปินและเถียนจี้เอากำลังไปดักซุ่มทัพผังเจวียนระหว่างทางกลับในชัยภูมิที่เตรียมการอย่างดี

ผลคือทัพผังเจวียนที่เร่งรีบเดินทัพกลับมาป้องกันเมือง ต้องแหลกลาญระหว่างทาง แคว้นเว่ยเสียกำลังมากมาย แม่ทัพทั้งหลายต้องถอยกลับเมืองหลวงด้วยความสะบักสะบอม

ศึกครั้งนี้เป็นศึกพลิกเกมอัศจรรย์อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ชาวจีนติดปากการวางแผนศึกแบบนี้ว่าเป็นกลยุทธ์ “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว”

ผู้คนมักยกย่องกลยุทธ์นี้ เพราะเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการปะทะในจุดที่ศัตรูเข้มแข็งโดยเฉพาะที่เตรียมการป้องกันไว้อย่างดี แล้วโจมตีที่จุดอ่อนแทน เพื่อแก้ปัญหาด้วยกรรมวิธีที่สูญเสียน้อยกว่า

เพราะการจ้องเขม็งไปที่ปัญหา แล้วทุ่มเทกำลังเข้าแก้ไขโดยตรง อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดประหยัดแรงที่สุดเสมอไป…กำปั้นทุบให้เชือกคลายปมไม่ได้

เมื่อสุนัขตัวหนึ่งถูกปาก้อนหินเข้าใส่ มันจะต้องวิ่งเข้าไปกัดที่คนปา มิใช่ไล่กัดก้อนหิน แต่โลกเรามักซับซ้อนและล่อลวงเรามากกว่านั้น บางครั้งสุนัขตัวนั้นก็ถูกปาด้วยหนูบ้าง แมวบ้าง ทำให้มันเสียเวลาวิ่งไล่กัดหนูกัดแมว แล้วก็ไม่พ้นปัญหาที่เผชิญอยู่สักที

มีคลิปอยู่คลิปหนึ่ง เป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดหน้าร้านพิซซ่า สองหนุ่มแปลกหน้าเขม่นกันและจะลงไม้ลงมือกันหน้าร้าน ในขณะที่กำลังง้างหมัดกันอยู่นั้นเอง เจ้าของร้านพิซซ่าปรี่เข้าไปยัดเยียดพิซซ่าให้ทั้งสองหนุ่มชิมอย่างงงๆ เจ้าของร้านตบบ่าตบไหล่ พูดจาให้ทั้งคู่ลองชิมดู ทั้งคู่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปชั่วขณะ จนสุดท้ายแต่ละคนแยกย้ายได้พิซซ่ากลับไปคนละชิ้น เจ้าของร้านพิซซ่าไม่ต้องวุ่นวายที่จะต้องมีคนมาทะเลาะกันหน้าร้านตน

ถ้าเจ้าของร้านคนนี้ตะโกนปาวๆ ว่าอย่าทะเลาะกัน จะสามารถห้ามสองหนุ่มนั้นได้หรือไม่ หรือถ้าเข้าไปคลุกวงในห้ามทัพอาจจะต้องเจ็บตัวกันทั้งสามฝ่าย

ไม่ว่าคลิปนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือจัดฉาก แต่ก็น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริง (ลองคิดถึงกรณีเห็นคนร้ายจี้ปล้นอยู่แล้วคนตะโกนว่า “ตำรวจมา!” ก็ใช้พื้นฐานคล้ายกันกับกลยุทธ์นี้ คือเลือกโจมตีที่ความตื่นกลัว มิได้เข้าไปห้ำหั่นกับคนร้ายโดยตรง)

อย่าเอาแต่จะเข้าไปปะทะตะลุมบอนกับปัญหา ถอยหลังออกมา อาจมีทางแก้ปัญหาที่สูญเสียน้อยกว่า

การก่นด่าติติงโดยตรง มีแต่จะเพิ่มแรงต่อต้าน โต้เถียงคัดง้างกับคนที่ไม่พอใจสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีแต่ทำให้อัตตาทั้งสองฝ่ายพองโต กลายเป็นการปะทะไม่รู้จบ หมกมุ่นกับการต่อสู้คัดง้างเท่ากับว่าโดนปัญหาจูงจมูกเราไปเรื่อย

ไม่เข้าปะทะ ไม่ใช่การนิ่งดูดาย แต่แก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงแรงต้านส่วนแข็ง แล้วเข้ากระทำที่จุดอ่อนที่ได้ผลกว่า

“ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” ดูเผินๆ เหมือนจะใช้ได้แค่ในเรื่องใหญ่ๆ เช่น กลยุทธ์การทหาร กลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่ถ้าใช้ให้เป็นก็จุดประกายในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ความหมกมุ่นครุ่นคิดติดปัญหาภายในตัวเองได้เช่นกัน

โดยใจความสำคัญอันดับแรก คือ อย่าให้ปัญหาจูงจมูกลากเราไปไหนต่อไหนตามสัญชาตญาณดิบได้ เพราะที่นั่นแม่ทัพเถียนจี้กำลังกินอิ่มนอนรอรับการปะทะของเราอยู่

 

‘สุมาลี’ กับเรื่องเล่าแมวทรงเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475808

‘สุมาลี’ กับเรื่องเล่าแมวทรงเลี้ยง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ  : วิศิษฐ์ แถมเงิน

อดรนทนไม่ได้ทั้งที่มิได้เป็นทาสแมว แต่เพราะความน่ารักของบรรดาแมวทรงเลี้ยงและบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่แอบและไม่ได้แอบเข้ามาพึ่งพิงอาศัยอยู่ภายใต้ร่มพระบารมีในที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้ “สุมาลี” นำเรื่องราวมาเขียนเป็น “อยู่วังสระปทุม” ในรูปแบบวรรณกรรมเยาวชนเล่มถนัดมือ สีสันและลายเส้นของภาพประกอบโดดเด่นด้วยความสดใส มีชีวิตชีวาที่สุด

สุมาลี เป็นนามปากกาของสุมาลี บำรุงสุข นักเขียนนักแปลชื่อดัง โดยเฉพาะซีรี่ส์โด่งดังของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ในครั้งนี้ได้มาเผยวีรกรรมสนุกๆ ของแมวทรงเลี้ยงแต่ละตัวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในวังสระปทุม โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมรากุมารี ที่ทรงพระเมตตาให้เผยแพร่หนังสือเล่มนี้ในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558

สุมาลีเล่าว่า นี่คือเรื่องราวแสนประทับใจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระเมตตาคุณต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ทรงเลี้ยงและที่มีชีวิตอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ หนังสือเล่มนี้คิดต่างออกไปในมุมของผู้อ่านที่จะทำอย่างไรให้กลุ่มผู้อ่านที่เป็นเด็กได้ซึมซับและเข้าถึงเรื่องราวว่าทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์อย่างไร รวมทั้งพระราชกรณียกิจด้วย

“เมื่อโจทย์คือเยาวชน ก็นำมาซึ่งตัวละครที่เป็นสัตว์เลี้ยง ตัวนำที่เป็นตัวเดินเรื่องเป็นตัวละคร (แมว) ที่ไม่มีอยู่จริง ได้แก่ “ผมเองคร๊าบบบบ” ผมเองครับเป็นแมวไทยอาศัยอยู่ในวังสระปทุม และทำหน้าที่เก็บตกเรื่องราวต่างๆ จากพี่ๆ แมวทรงเลี้ยง นำมาถ่ายทอดต่ออีกทีหนึ่ง”

สำหรับแมวทรงเลี้ยงเด่นๆ ในหนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วย ใบตอง-แมวเซเลบแห่งวังสระปทุม สามสี-แมวที่มาถวายตัวก่อนใคร พี่ใบหนาด-ใบตาล-ใบเตย ซึ่งเป็นพี่น้องของใบตอง หัวขบวนและท้ายขบวน สองพี่น้องที่มากับรถขบวนเสด็จ รวมทั้ง “ผมเองครับ” แมวน้อยช่างเมาท์ผู้เล่านั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม กว่าที่หนังสือเล่มนี้จะเขียนจบ มีแมวอีกไม่ทราบจำนวนพากันมาถวายตัวอีก เช่น บ็อบ แมวหนุ่มหน้าใหม่ ได้ชื่อว่าบ็อบเพราะหน้าตาไปละม้ายคล้ายกับบ็อบ-แมวข้างถนนที่อยู่ในพ็อกเกตบุ๊กอันมีชื่อเสียงโด่งดังของเกาะอังกฤษ ฟรุ้งฟริ้งและม้าลาย เป็นต้น

สุมาลีเล่าว่า ไม่เพียงความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่เด็กๆ จะได้ซึมซับถึงความอ่อนโยนและความเมตตาที่มีต่อสัตว์ต่างๆ เช่น เรื่องการช่วยเหลือพวกสัตว์ทั้งหลายในโรงพยาบาลสัตว์จุฬาลงกรณ์ ได้ทรงตั้งกองทุนเอื้อเฟื้อหมาแมวที่ยากไร้ ทรงตั้งโรงเรียนสอนควายที่ จ.สระแก้ว “กาสรกสิวิทย์” เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ควายด้วย

อย่าว่าแต่เด็ก หากผู้ใหญ่ก็อ่านได้เพลิดเพลิน นอกจากบรรดาแมวทรงเลี้ยงในวังสระปทุมแล้ว ตัวละครสัตว์อีกมากมายที่ร่วมอาศัยอยู่ด้วยก็เขียนไว้ เช่น พี่สิงห์ (งูสิงห์) น้องเขียว (งูเขียว) พี่หลาม พี่เหลือม (งูหลามและงูเหลือม) พี่สองตัวหลังหากพบ (ล่าสุดพบเป็นตัวที่ 29 แล้ว) คุณผู้ดูแลวังจะขอให้เจ้าหน้าที่ในวังมาจับไปปล่อยนอกวัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีไม่ทรงขัดข้อง แต่ไม่โปรดให้ทำอันตราย

เรื่องเล่าของทีมแมวช่างเมาท์ยังมีสนุกๆ อีกมาก เช่น เรื่องความเก่งกล้าสามารถของพี่ใบตองที่ติดรถยนต์ของเจ้าหน้าที่จากวังสระปทุมไปเที่ยวถึงวังสวนจิตรลดา เรื่องต้นกระเบา ต้นไม้เก่าแก่ เรื่องปลาชะโดที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยเจ้าของวังคนแรก ถึงปัจจุบันตัวใหญ่และยาวเต็มที่ถึง 1.5 เมตร ฟันแหลมคมมาก กัดบัวเสียเกลี้ยงบ่อ เหลือไว้แต่บัววิกตอเรียที่รอดได้เนื่องจากก้านแข็ง

“อยู่วังสระปทุม” สะท้อนกลิ่นอายความรื่นรมย์ ความอ่อนโยนและอบอุ่น รวมถึงเกร็ดความรู้ความเป็นมาของวังสระปทุม รวมถึงท่านเจ้าของวังในอดีต ยังได้นักวาดเจ้าของเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “หมาจ๋า” ณัฐวีร์ ลิมปนิลชาติ หรือที่ใครๆ เรียกว่า “นัด…หมาจ๋า” ครั้งนี้หันมาเขียนแมว ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปภาพอย่างสนุกสนานอารมณ์ดี ต้องรีบไปซื้อหามาอ่านกันแล้ว