ไตรกีฬา ทดสอบความแข็งแกร่ง ของร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475802

ไตรกีฬา ทดสอบความแข็งแกร่ง ของร่างกาย

โดย…วราภรณ์

ไตรกีฬา ถือเป็นกีฬาที่ทำให้ผู้เล่นได้แข่งขันกับใจของตัวเองว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ถึงเส้นชัยได้หรือไม่ พุทธิ เตียสุวรรณ์ ทายาทแพรนด้า จิวเวลรี่ วัย 31 ปี นอกจากมีความสุขกับการเป็นเจ้าของร้านอาหารเพื่อสุขภาพ Liveleaf ซอยบางนา-ตราด 23 แล้ว เขายังมีความสนใจการออกกำลังกายซึ่งถือเป็นงานอดิเรกยามว่างที่น่าสนใจ เพราะเขาจัดเป็นนักไตรกีฬาตัวยง และเคยคว้ารางวัลเหรียญทองบุคคลทั่วไปในการแข่งขัน NAVAL academy Triathlon 2016 มาแล้ว ซึ่งใครจะเชื่อว่าเมื่อตอนเด็กๆ พุทธิมีน้ำหนักเหยียบ 100 กิโลกรัมทีเดียว พุทธิเล่าถึงเสน่ห์ของไตรกีฬาและแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาชื่นชอบการออกกำลังกายมาจากคุณพ่อ ตั้งแต่เขาเด็กๆ คุณพ่อมักพาเขาไปวิ่งออกกำลังกายในสวนเป็นประจำ ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เขาไม่ชอบออกกำลังกายเลยทำให้มีน้ำหนักตัวที่มาก แต่พอได้วิ่งทำให้น้ำหนักตัวลดลงไปมากถึง 20 กิโลกรัม ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารกินแป้งให้น้อยลง ไตรกีฬาจึงทำให้พุทธิสามารถคงน้ำหนักตัวอยู่ที่ 75 กิโลกรัม

“ความรักในไตรกีฬาของผมเริ่มตอนที่ผมไปศึกษาต่อต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกานิยมวิ่งกันมาก ผมก็ไปวิ่งกับเพื่อนๆ แต่พอทำงานและเรียนจบกลับเมืองไทย ก็ไปวิ่งอีกก็เจอเพื่อนเก่าที่เคยถ่ายรูปตอนออกทริปวิ่งที่เมืองนอกพอดีเพื่อนคนนี้เล่นไตรกีฬา ผมก็เริ่มเล่นไตรกีฬาบ้างตอนนี้เล่นมาได้ 2 ปีแล้วครับ ซึ่งผมทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ และปั่นจักรยานอยู่แล้ว ไตรกีฬาคือการเอากีฬาที่ผมชอบทั้งหมดมารวมกัน ไตรกีฬาจึงกลายเป็นกีฬาที่น่าสนใจ พอฝึกซ้อมได้ระดับหนึ่งเพื่อนก็ชวนมาลงแข่งกันไหม ซึ่งผมก็ชอบการแข่งขันมากเพราะผมชอบความท้าทายในชีวิต คนสมัยนี้มักมองหาความท้าทายที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่จริงๆ แล้วไตรกีฬาคือการได้แข่งขันกับตัวเอง ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองว่าเราจะทำได้ไหม ถือเป็นการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า”

 

การแข่งขันแต่ละรายการคือ เป้าหมายของการฝึกซ้อมร่างกายในแต่ละครั้ง ทั้งการฝึกซ้อมและแข่งขันแต่ละครั้ง ต้องมาพร้อมกับร่างกายที่พร้อม การฝึกฝนที่สม่ำเสมอ สุขภาพกายใจที่มุ่งมั่น

“จริงๆ การฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน ผมเป็นคนซ้อมไม่เยอะ แต่เน้นซ้อมทุกวันตื่นตอนเช้าตีห้าก็เริ่มวิ่ง ปั่นจักรยานบ้างแล้วเลิกตอน 8 โมงเช้า รีบอาบน้ำแล้วมาทำงาน แล้วก็รีบเข้านอนตอน 4 ทุ่ม ตอนซ้อมผมวิ่ง 15 กิโลเมตร ต่อด้วยปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์ที่บ้านราว 60-70 กิโลเมตร 2 ชั่วโมงก็ปั่นเสร็จ ช่วงเสาร์อาทิตย์จึงได้ไปซ้อมปั่นที่สุวรรณภูมิได้ปั่นยาวราว 190 กิโลเมตร ซึ่งผมมีเวลาจำกัดผมต้องรีลปั่นให้เสร็จภายใน 5 ชั่วโมง ส่วนว่ายน้ำผมว่ายทุกวันวันละ 2-3 กิโลเมตร/วัน แต่เวลาแข่งจริงต้องซ้อมให้ได้มากกว่านี้ อย่างการแข่งขันที่ต้องซ้อมหนักๆ เช่น ไอรอนแมน การแข่งขันระดับประเทศและระดับโลก ยิ่งการแข่งขัน ฟูลไอรอนแมน เป็นความฝันของนักไตรกีฬาหลายๆ คน เพราะต้องแข่งว่ายน้ำ 3.9 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180 กิโลเมตร วิ่ง 42 กิโลเมตร แข่งขันทีเดียว ซึ่งไตรกีฬาอย่างที่บอกว่าเป็นการท้าทายความสามารถของเราเอง ซึ่งผมก็ได้รางวัลเรื่อยๆ สำหรับการแข่งขันที่ผมรู้สึกภูมิใจคือ ได้รางวัลชนะเลิศประเภททวิในนาวิกโยธิน รอยัล นาวี อะคาเดมี เมื่อกลางปีที่แล้ว ผมทั้งปั่น วิ่งและว่ายน้ำเข้าเส้นชัยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ดีใจตรงชนะนาวิกโยธิน ซึ่งคนที่ได้ที่ 2 เป็นทหารซึ่งเขาวิ่งได้เร็วมาก แต่ผมปั่นจักรยานได้เร็วกว่าจึงคว้าชัยชนะมาได้”

 

อย่างไรก็ดี พุทธิบอกถึงเสน่ห์ของไตรกีฬาอีกสิ่งก็คือ มีความสนุกสนานทุกครั้งที่แข่งเสร็จ เพราะขณะที่เข้าแข่งขันคงทรมานมาก แต่พอจบการแข่งขันหลายคนความคิดเปลี่ยน คือ ครั้งหน้าจะมาวิ่งอีกเพราะได้ชนะตัวเองจนเข้าเส้นชัยเป็นผลสำเร็จ

“ขณะที่วิ่งเราจะได้ฝึกสมาธิตัวเอง ได้อยู่กับตัวเอง ไตรกีฬาสามารถแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรมได้ดีมากๆ บางคนจากคนป่วย พอมาวิ่งร่างกายก็แข็งแรงไม่ต้องกินยาแก้ปวดอีกเลย พอวิ่งจะรู้สึกยิ่งกระฉับกระเฉง ไม่รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างวัน พร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ไม่กลัวที่จะลองอะไร กล้าและมั่นใจเพิ่มมากขึ้น”

ร่างกายของพุทธิแข็งแกร่งจนขนาดตั้งใจเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติ เช่น การแข่งขันไตรกีฬาที่ไต้หวัน เวียดนาม เขาก็ไปเข้าร่วมมาแล้ว โดยมี 2 กำลังสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมเชียร์ด้วย เขาชื่นชอบกีฬามากจนบั้นปลายชีวิตเขาตั้งใจใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยการเล่นกีฬาอีกด้วย

 

‘ใช้ชีวิตช้าๆ แบบวางแผน’ นที ศาสตร์ยังกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475800

‘ใช้ชีวิตช้าๆ แบบวางแผน’ นที ศาสตร์ยังกุล

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนอาจจะมีวิธีผ่อนคลายแตกต่างกันไป แต่สำหรับผู้บริหารระดับหัวกะทิ นที ศาสตร์ยังกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ และผู้ถือหุ้น บริษัท เกียกรุงเทพ สาขารังสิต ในวัย 48 เขาสามารถเลือกใช้วิธีทำให้ชีวิตช้าลงด้วยการปั่นจักรยานสัมผัสกับความงดงามสองข้างทางที่เขาขี่ผ่าน แต่กว่าจะสามารถใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายได้
ต้องมีการวางแผนทุกก้าวของจังหวะชีวิตให้รอบคอบ รัดกุม

ปูอนาคตตั้งแต่เด็ก

นที บอกว่า ด้วยงานส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาองค์กรต่างๆ เขาจึงสามารถทำให้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ ตามวิถีได้ แต่การจะทำให้ชีวิตตามสบายเช่นนั้นต้องผ่านการวางแผนชีวิตอย่างดีตั้งแต่เด็กๆ ภายใต้คำถามว่า ต้องทำอย่างไร ชีวิตจึงจะมั่นคง

“เป้าหมายชีวิตตั้งแต่เด็กของผม คือ อยากไปอยู่กับธรรมชาติ แม้ผมจะเกิดกรุงเทพฯ แต่พอโตก็ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยกับคุณพ่อคุณแม่ ความฝันของผมขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย คือ อยากไปใช้ชีวิตต่างจังหวัด อยากไปซื้อที่เก็บไว้ อยากอยู่เงียบๆ แม้ผมแต่งงานแล้วแต่ก็ตั้งใจไม่มีลูก เพราะกลัวเลี้ยงเขาไม่ดี กลัวลูกไม่มีงานที่ดีทำ เพราะวัยเขาแข่งขันค่อนข้างสูง ถ้าลูกไม่มีพื้นฐานที่ดี เขาจะสู้เพื่อนไม่ได้ อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ถ้าไม่ได้เรียนโรงเรียนที่ดีไม่มีทางที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ ลูกต้องเหนื่อยและต้องดิ้นรน ผมจึงตัดสินใจไม่มีลูก และเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วัยรุ่น แม้ในวัยเด็กผมถูกตามใจ คุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้คิดเอง เลี้ยงแบบอิสระ อยากทำอะไรทำ แต่ผมชอบวิทยาศาสตร์ ชอบอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล หนังสือวิทยาศาสตร์ผมชอบอ่านมากๆ” อีกทั้งนทียังชอบเครื่องยนต์กลไก และชอบรถยนต์มาตั้งแต่เด็กๆ อายุเพียง 5 ขวบ เขาก็รู้จักรถยนต์ทุกยี่ห้อแล้ว พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานที่ที่เขาชอบที่สุดคือห้องสมุด ชอบเข้าไปศึกษาดูหนังสือรถยนต์ โตขึ้นเขาจึงก้าวเข้าสู่วงการรถยนต์แห่งแรกคือโตโยต้า ได้ทำงานร่วมกับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ซึ่งนับเป็นโชคดีของเขาที่ได้ทำงานร่วมกับคนเก่งๆ ทั้งนั้น เพราะการทำงานกับคนเก่งๆ จะทำให้เราได้ความรู้และมุมมองใหม่ๆ ซึ่งหาเรียนในโรงเรียนไม่ได้

ทุ่มเททำงานเก็บเงิน

คีย์สำคัญของการสามารถใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ได้ในบันปลายแบบสบายๆ นทีแนะว่า ในวัยเริ่มทำงานควรทุ่มเทอย่างจริงจัง ขยันเก็บขยันทำขยันออม ชีวิตก็จะออกแบบได้

“ย้อมกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมเริ่มทำงานด้วยเงินเดือนที่มากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึง 3 เท่า แต่ผมก็ทำงานหนักกว่าเพื่อนๆ ตั้งแต่เด็ก ผมนอนน้อยมากคือ หลังจากเลิกงานบริษัทผมไปร้องเพลงตามไนต์คลับ ผมจึงมีเงินเก็บมาก แม้เหนื่อยแต่ก็ต้องยอมแลก แต่ผมร้องเพลงตอนกลางคืนด้วยความสุข ผมทำงานและร้องเพลงไปด้วยนานกว่าสิบปี เพราะพอออกจากโตโยต้ผมไปนั่งในตำแหน่งผู้บริหารของฟอร์ด ซึ่งทำงานหนักมาก ๆ เพราะความต้องการในงานที่ดีก็ค่อนข้างสูง ตอนนั้นนโยบายทีฟอร์ดผลักดันคือ การส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอลล์ พูดได้เต็มปากเลยว่า E20 ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ผมมีส่วนร่วมผลักดันในทุกรูปแบบ แม้เป็นผู้บริหารแต่ผมไม่เครียดมาก เพราะผมมีแนวคิดอย่างหนึ่งในการทำงานคือ งานส่วนงาน ส่วนตัวคือส่วนตัวต้องแยกแยะ ถ้าพยายามทำดีที่สุดแล้วทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับเอาเท่าที่ได้ ผมจะไม่กดดันคนไม่กดดันลูกน้อง  ซึ่งจะแตกต่างจากตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ มีบ่อยครั้งที่กดดันลูกน้องจนถึงขั้นเสียน้ำตา แต่พอโตขึ้นถ้าลูกน้องทำไม่ได้ ก็พยายามสอน ไม่ได้ก็คือไม่ได้อย่าคิดมาก  แล้วสอนเขาเพื่อให้เขาทำได้ ผมจึงพยายามสอนคนให้เก่ง ถึงที่สุดแล้วเราต้องสร้างคนขึ้นมาทดแทน เราทำเองทุกอย่างไม่ได้ตลอดไป ”

การใช้ชีวิตสโลว์ได้ นทีแนะอีกว่า ต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท อย่าใช้เงินเกินตัว และอย่าเป็นหนี้ ภายใต้คติ “เงินกู” เท่านั้น ไม่มี “เงินกู้”  ถ้ากู้ต้องสร้างความงอกเงยเพื่อต่อยอดธุรกิจ ไม่ใช่กู้มาซื้อของซื้อความสุขชั่วคราว

“ อย่าไปกู้เงินมาก ๆ เพื่อซื้อคอนโดราคาแพง หรือบางคนต้องผ่อนทั้งรถทั้งคอนโดมันทำให้ชีวิตขาดความเป็นอิสระ มันเหนื่อย ในมุมมองของผมนะครับ ถ้าเราไม่มีหนี้มันจะมีข้อดีคือ ไม่พอใจงานก็ไม่ต้องทำ ออกเลย ชีวิตเราก็จะไม่รู้สึกกดดัน เพราะเราจะไม่มีภาระ เจอคนที่ทำงานไม่ดีเราก็ออกได้เลย แต่ถ้าเรามีหนี้ เราต้องอดทนอยู่กับคนไม่ดี  ซึ่งผมคิดว่า เราไม่ต้องง้อเขา แม้คนบอกว่าระดับผมขับรถเบนซ์ ซื้อคอนโดแพง ๆ อยู่ แต่ผมคิดว่า ทำไมผมต้องมานั่งผ่อน ซื้อสดดีกว่าไม่ต้องเป็นหนี้ใคร ใช้รถเก่าๆ ขี่จักรยาน คอนโดเล็ก ๆ พออยู่ได้ก็พอแล้ว เก็บเงินไว้ทำประโยชน์ดีกว่า ” นทีว่า ให้คิดเสมอว่า ชีวิตเราเลือกได้ แต่กว่าจะเลือกได้ นทีย้ำอีกว่า ชีวิตนี้ต้องมีวินัยตั้งแต่เด็ก ให้ออมเงินด้วย

“ผมซื้อประกันบำนาญของออมสินตั้งแต่อายุ 30 ปี ตอนนั้นคนไม่นิยมซื้อประกัน อีกทั้งต้องมีวินัยในการทำงานเก็บเงินซึ่งเด็กๆ เก็บเดือนละ 1,000-2,000 บาท และต้องเก็บอย่างสม่ำเสมอ” จึงจะปลอดภัย ส่วนตัวนทีเองแบ่งเก็บถึง 50 %ขึ้นไปจากรายได้ทั้งหมด

อายุ 40 ปี มุมมองเริ่มเปลี่ยน

อายุ 20-30 ปีนทีมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก และพออายุ 40 ความคิดเริ่มตกผลึกขึ้น และเริ่มใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายขึ้น

“ปัจจุบันงานหลักๆ ของผมคือ เป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ สร้างภาพลักษณ์ให้กับบุคคลและองค์กร สร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจของลูกค้าดูดี เช่น ธุรกิจกาแฟ เป็นต้น ตอนผมเริ่มทำงานตอนอายุ 20 ต้น ๆ ผมกอบโกยความรู้ไว้เยอะมาก พออายุ 30 ผมยังทำงานหนัก พื้นฐานผมเป็นคนใจร้อน อยากทำงานให้เสร็จเร็วๆ แต่งานต้องออกมาดี ความรับผิดชอบต่องานตอนนั้นของผมสูงมาก เจ้านายสั่งอะไรไม่เคยพลาด ดังนั้นถ้าสั่งงานลูกน้องเราก็คาดหวังว่า งานต้องออกมาดีที่สุดเช่นกัน แต่เด็กไทยบางคนไม่ชอบคิดเอง  ชอบถามคำถามง่าย ๆ หากมีลูกน้องถามผม ผมจะบอกเขาว่า ผมไม่มีคำตอบ  ผมไม่ได้เก่งที่สุด ให้เขาไปคิดเองก่อน เอาคำตอบอยู่ในใจ ก่อนแล้วค่อยมาถาม อย่ามักง่ายทุกอย่างต้องเคี้ยวให้ ต้องป้อน มันทำให้เขาไม่มีการพัฒนา ให้เขาคิดทำงานให้ออกมาดีที่สุดก่อน หากเขาพยายามแล้วทำไม่ได้ ผมจึงจะสอนเขาเพิ่ม ผมค่อนข้างสตริกต์ในการทำงานมากๆ ต้องเป๊ะเว่อร์ เพราะผมอยากสอนงานให้เขาทำงานให้ดีที่สุด เหมือนเราต้องส่งสินค้าเกรดเอให้ลูกค้าทุกครั้ง ”

เมื่อการทำงานต้องเสร็จสมบูรณ์แบบโปเฟสชั่นแนล แต่ต้องบริหารความเครียดของตนเองให้ได้

“ หากเราฝึกทำงานให้ดีที่สุดจนติดเป็นนิสัย เราต้องทำงานที่ดีไปโดยอัตโนมัติ เพราะเราทำด้วยแรงปรารถนา จุดเปลี่ยนของผมอาจมาจากตอนผมอายุ 30 ปลาย ๆ ผมออกจากงานรถประจำตำแหน่งก็ต้องคืนเขาไป ผมตัดสินใจไม่ซื้อรถใหม่ราคาแพง แล้วเอาเงินไปซื้อจักรยาน ซื้อคอนโดในเมืองที่เดินทางสะดวกไม่ต้องขับรถผมคิดว่าคุ้มค่ากว่า มีเงินเหลือก็ซื้อรถเก่าๆ ที่พอขับได้ ซื้อคอนโดเพิ่มปล่อยให้คนเช่า แต่หากซื้อรถยนต์ป้ายแดงเงินจะหายไปหมด  เพราะผมมีเป้าหมายชีวิตว่า ผมอยากเก็บเงินเอาไว้ซื้อที่ที่ต่างจังหวัด แล้วผมก็ไม่สูบบุหรี่และไม่กินเหล้า คิดดูคนเราคนเรากินเหล้าเดือนหนึ่งจะหมดเงินไปราว 3-4 พันบาท ปีหนึ่ง ๆ หมดไปกับเรื่องพวกนี้ 4-5หมื่นบาท ลองคิดดูว่าผ่านไป 30 ปี เงินหาย 1.2-1.5  ล้านบาท ผมพูดกับคนรู้จักเสมอว่า ทุกคนมีเงินเก็บเป็นล้านได้ถ้ารู้จักคิด รู้จักวางแผน แต่จะฟุ่มเฟือยเล็ก ๆ หมดไปกับจักรยาน กล้อง เลนส์ ท่องเที่ยว และกินอาหารดี ๆ ที่เราชอบ ”

 ชีวิตประจำวันอันแสนสุข

เมื่อคนเราออกแบบชีวิตได้ และพุ่งเป้าไปให้ถึงเป้าหมายได้แล้ว เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีความสุข

“ ชีวิตประจำวันของผมตอนนี้ คือ ตื่น 6 โมงเช้า ตอนเช้าอากาศก็ดี ผมจะออกกำลังกายราวครึ่งชั่วโมงในฟิตเนสของคอนโด ออกกำลังกายเสร็จมานั่งเคลียร์งานที่บ้าน ผมเข้าออฟฟิศประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์ เข้าตอนมีประชุม แต่ผมเพิ่งใช้ชีวิตได้แบบนี้ไม่เกิน 1 ปี แต่ต้องแลกมากับรายได้ที่เสียไป แต่เราไม่เป็นหนี้ เดือนหนึ่งๆ ผมมีรายจ่ายจริง ๆ ไม่เกิน 2 หมื่นบาทไม่ต้องทำงานก็อยู่ได้แล้ว  และชีวิตผมเรียบง่ายมากขึ้น ความสบายกายสบายใจในชีวิตดีขึ้นเยอะ สุขภาพจิตก็ดี เพราะเราสามารถเลือกอยู่กับสิ่งที่เราอยากทำอยากเป็น มีเวลาคิดอะไรเยอะ ส่วนวันที่เหลือผมเอากล้องแมนนวลไปถ่ายรูปเล่น ต้องหาซื้อฟิล์มถ่ายเสร็จไม่รู้ว่ารูปจะออกมาเป็นอย่างไร พอส่งฟิล์มไปล้างก็ต้องลุ้นว่า อัดรูปออกมาแล้วจะดูได้หรือไม่ ย้อนเวลาไปหาวัยเด็ก ชีวิตมีความสุข หรือว่าง ๆ เอาของที่สะสมมาปัดฝุ่น มานั่งเล่น ”
กิจกรรมหนึ่งที่นทีชื่นชอบมากคือ การปั่นจักรยานไปย่านนางเลิ้ง ค่อยๆ ปั่นไปดูบ้าน ได้ดูวิถีชีวิตผู้คนซึ่งหากขับรถยนต์คุณจะไม่มีโมเมนต์นี้เลย

ความสุขจากการปั่นจักรยาน

ความสุขกับการปั่นจักรยาน คือ ทำให้นทีเห็นวิถีชีวิตของผู้คนสองข้างทาง ได้ดูสถาปัตยกรรมอันงดงาม และสถานที่ที่นทีมีความสุขกับการได้ไปเยือนมากที่สุดคือ  การขี่จักรยานผ่านทุ่งนาในประเทศญี่ปุ่น

“อย่างไปที่ประเทศญี่ปุ่นผมจะมีความสุขมาก หากได้ปั่นจักรยานข้ามเมือง เขาจะมีจักรยานให้ปั่นข้ามเมือง ได้ขี่ผ่านทุ่งหญ้าเป็นเมืองชนบทที่สวยงามซึ่งเป็นเส้นทางที่คนญี่ปุ่นขี่จริงๆ ราว ๆ 20 กิโลเมตร มันชิลล์แล้วก็สวยมาก ขี่แต่ละฤดูก็จะให้บรรยากาศที่ต่างกัน แต่ผมมักไปหน้าร้อน ได้เห็นดอกไม้ผลิ ทุ่งนาสีเขียว อีกที่หนึ่งที่น่าไปขี่จักรยานเช่นกัน คือ สิงคโปร์ พอดีมีบ้านของเพื่อนอยู่ที่นั่น ได้ไปขี่จักรยานเลียบทะเลวิ่งไปถึงช้อปปิ้งของสิงคโปร์ได้เลย สนุกได้เห็นธรรมชาติ เห็นทะเลผ่านบ้านเก่าสวยงามมากๆ ผมมีความคิดอย่างหนึ่ง คือ ทำไมต่างประเทศสามารถอนุรักษ์บ้านเก่า ๆ ได้ แต่ทำไมเมืองไทยทำไม่ได้ ในแง่ประวัติศาสตร์ผมคิดว่า ควรเก็บสถานที่ประวัติศาสตร์เหล่านี้เอาไว้  บ้านเราคิดจะทำทางปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา จะทำไปทำไมเสียดายงบประมาณ 3.5 หมื่นล้าน เอาไปสร้างโรงเรียนโรงพยาบาลดีกว่า ไม่มีคนขี่หรอก เพราะคนไทยไม่นิยมขี่จักรยาน ของเราขี่เป็นแฟชั่น แต่คนขี่ในชีวิตจริง คือ ขี่ไปทำงานหรือขี่แทนรถยนต์หายาก อย่างตอนผมปั่นจักรยานไปทำงานสามารถทำได้เพราะบ้านอยู่พระราม 3 ปั่นไปสีลมใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึง สมัยนั้นปั่นเสร็จก็ไปอาบน้ำที่ฟิตเนสย่านสีลมแล้วค่อยไปทำงาน ไม่ต้องผจญกับรถติด แถมยังได้ออกกำลังกาย ไม่ต้องรู้สึกหงุดหงิดกับรถติด ตอนนี้ผมค่อนข้างพอใจกับชีวิต ว่าง ๆ ไปพักผ่อนที่แก่งคอยกับพะเยา ซึ่ง 2 ที่นี่ผมคิดว่าจะไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นี่ อยากไปเปิดร้านที่เรารัก ได้ไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความทันสมัย ไปอยู่กัน 2 คนตายาย และจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ด้วย”

คำคมในการดำเนินชีวิต อย่าใช้ชีวิตแบบประมาท

สุดท้ายนทีฝากบอก คนรุ่นหลังว่า ใช้ชีวิตอย่าฟุ้งเฟ้อ ต้องมีวินัย ส่งงานต้องรับผิดชอบ ทำงานเกรดเอเหมือนส่งอาจารย์แล้วเราจะเจริญก้าวหน้า นี่คือคำคมที่เขาใช้ในการทำงานมาโดยตลอดขณะที่มีไฟลุกโชติช่วงอยู่ บั้นปลายชีวิตจึงสามารถออกแบบได้

“คติการทำงานของผมคือ ต้องทำงานให้ดีที่สุด เพราะทุกอย่างเป็นแบรนดิ้ง ใช้แล้วต้องไม่ผิดหวัง ใช้เราแล้วต้องได้สินค้าเกรดเอ ยิ่งเราทำงานดีมันจะเป็นแบรนดิ้งติดตัวเราไป เพราะทุกอย่างเป็นภาพลักษณ์ อย่าใช้ชีวิตแบบประมาท เด็กไทยควรมีความรับผิดชอบ อดทน ผมอยากให้เด็กไทยอินกับคำว่า แบรนดิ้ง เรื่องการตลาดเขาจะขายของก่อนอย่างเดียว ผมคิดว่าการขายแบรนด์สำคัญ เมืองไทยเราไม้เยอะ แต่เราขายไม้หลักร้อย หลักพัน ซึ่งหากเราใส่ดีไซน์ที่ดูดีเข้าไปนิดเดียว สามารถเพิ่มมูลค่าราคาไม้ชิ้นเดียวกันให้ขึ้นเป็นหลักหมื่น ยิ่งถ้าเราสร้างแบรนด์ได้อีกเผลอๆ ขายได้เป็นแสน ๆ การศึกษาไทยต้องมีการพัฒนาอย่างเร่งด่วนไม่นับรวมเรื่องภาษาซึ่งเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว  เด็ก ๆ ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องแบรนดิ้ง เรื่องการออกแบบคุณค่าของงานดีไซน์และอีกวิชาที่ต้องส่งเสริมให้เด็กไทยเรียนรู้คือ การทำบัญชี อยากให้ภาครัฐส่งเสริมให้เด็กรู้ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร หากคนรุ่นใหม่มีภาษาที่ดีไม่ว่าภาษาไทยหรือเทศ เข้าใจเรื่องแบรนด์เรื่องงานออกแบบ รู้เรื่องตัวเลขบัญชี ขอแค่เข้าใจคอนเซปต์ ไม่ต้องทำเป็นก็ได้ เขาจะมีศักยภาพทำอะไรก็ได้ มีความสามารถในการแข่งขันบนโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ต่อยอดทำงาน ทำธุรกิจกับต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้เราพยายามผลักดัน SME ผลักดัน OTOP แต่มันไปต่อไม่ได้ เพราะบ้านเราขาดพื้นฐานในเรื่องเหล่านี้ ”

 

จิณณ์ณิตา บุดดี ‘เพราะชีวิตทุกวันคือรันเวย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475798

จิณณ์ณิตา บุดดี 'เพราะชีวิตทุกวันคือรันเวย์'

โดย…ปอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ถ้าจะบอกว่าเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์!!! ก็ว่าได้ ทันทีที่มีการประกาศชื่อประเทศ “ไท้ยแล่นนนนนด์” ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย จิณณ์ณิตา บุดดี ถูกเรียกเข้ารอบ Top 20 เป็นสาวงามคนที่ 14 ได้ขึ้นเวทีเข้ารอบ 20 คนสุดท้ายบนเวทีการประกวดเก่าแก่ที่สุดในโลก การประกวดมิสเวิลด์ ครั้งที่ 66 ประจำปี 2016 จัดขึ้นที่เอ็มจีเอ็ม เนชั่นแนล ฮาร์เบอร์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แล้วแม้ในที่สุดตัวแทนประเทศไทย ไดร์ จิณณ์ณิตา มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด ทำเต็มที่ฝ่าด่านผู้เข้าประกวดทั่วโลก 119 ประเทศ ซึ่งสาวงามทุกๆ คนล้วนมุ่งมั่นขึ้นเวทีนี้เพื่อพิชิตมงกุฎอันทรงเกียรติไปครอบครองกันทั้งนั้น การแข่งเข้าขั้นโหดหิน “น้องไดร์ จิณณ์ณิตา” สามารถผ่านแค่เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย หากก็เป็นผลลัพธ์แห่งปี มีเสียงชื่นชมยินดีมากกว่าวิพากษ์วิจารณ์

“…เวทีนี้สวยล้วนๆ ไม่ได้ ต้องฉลาดด้วย” “…น้องไดร์เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยตัวเองจริงๆ” “…เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง นางงามจากประเทศไทย ไดร์ จิณณ์ณิตา แต่งหน้าทำผมสไตลิ่งดูแลการแต่งตัวด้วยตัวเอง น้องทำได้ดีมากค่ะ” ฯลฯ สารพัดคำชมทำให้เธอเริ่มน่าสนใจ แม้กระแสไม่แรงเท่าอีกเวทีใหญ่ที่กำลังเริ่มประกวดในเดือนนี้ แต่หลายๆ คนคงอยากรู้จักสาวงามคนนี้กันมากยิ่งขึ้น และทันทีที่การสนทนาเริ่มต้นขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส จิณณ์ณิตา เล่าย้อนบอกประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ทุกๆ ซีนอยู่ในความทรงจำล้ำค่าเล่าถ่ายทอดออกมาได้ฉะฉาน มั่นอกมั่นใจ

“ไดร์เคยถูกเรียกให้มาซ้อมเดินเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายตั้งแต่ช่วงเก็บตัววันแรกๆ ค่ะ แล้วจากครั้งนั้นชื่อไทยแลนด์ก็หายๆ ไปเลยนะคะ จนถึงวันซ้อมใหญ่มีการอัดเทปเหมือนจริงทุกอย่าง ไดร์แต่งหน้าทำผมหวีเปียกตั้งทรงไปเอง นอกจากเขาไม่สนใจ ไดร์ยังถูกแก้ทรงผมอีกต่างหาก แล้วก็เพิ่งมารู้กันวันหลังว่าช่างผมของกองประกวดเป็นกรรมการอีกด้วยค่ะ (หัวเราะ) เขาแก้ทรงหวีผมที่สเปรย์ผมแข็งๆ ตั้งทรงสวย เปลี่ยนทรงหวีแสกกลางเรียบๆ ดูๆ แล้วไม่แมตช์กับชุดราตรีเอาเลย เศร้ามาก

 

ช่วงนั้นไดร์ไม่เคยถูกเรียกซ้อมแพตเทิร์น 20 คน 10 คนสุดท้าย หรือเรียกซ้อมรับมงกุฎเลย จนคิดว่าหมดหวังแล้วค่ะ” จิณณ์ณิตา เริ่มต้นสนทนาได้น่าสนใจ

ไดร์ จิณณ์ณิตา ตัวแทนสาวไทยสู้ศึกประกวดเวทีโลก

เวทีมิสเวิลด์ 2016 สามารถเข้า Top 20 ก็ต้องถือเป็นผลงานเยี่ยมยอดเข้ารอบลึกที่สุดของสาวงามเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ ถ้าไม่นับ “เมญ่า-นนธวรรณ ทองเหล็ง” เข้ารอบ 11 คนสุดท้าย ซึ่งก็มีเสียงติงว่าได้เพราะการโหวต Miss people’s choice ที่มาจากเสียงคนไทยโหวต (กันเอง) หรือถ้าย้อนไป (ไกลๆ) เวทีมิสเวิลด์ 2540 แทน-ธัญญา สื่อสันติสุข ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 4 มาครอง ถ้านับเวลาเนิ่นนานขนาดนี้ก็ต้องบอกว่าเวทีนี้แทบบอกลามงกุฎกันแล้ว

การได้เข้ารอบปีนี้ของ ไดร์ จิณณ์ณิตา ตัวแทนสาวไทยสู้ศึกประกวดเวทีโลก จึงถือเป็นการคืบคลานใกล้ฝั่งฝันไปทีละน้อย มงกุฎมิสเวิลด์ปีนี้ผู้ครอบครองคือ สเตฟานี เดล วาลล์ สาวงามจากเปอร์โตริโก อายุ 19 ปี พูดได้อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส รองอันดับ 1 ยาริตซา มิเกลินา เรเยส รามิเรซ สาวงามจากสาธารณรัฐโดมินิกัน และรองอันดับ 2 ได้แก่ นาตาชา มานนูเอลา สาวงามจากอินโดนีเซีย

 

“นาตาชาช่วงเก็บตัวเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับไดร์ค่ะ เราก็เมาท์มอยกันว่าใครจะได้มงกุฎ เดาๆ กันได้ค่ะว่าเอเชียเราน่าจะเข้าท็อป 20 หลายๆ ประเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เข้าแน่นอนอยู่แล้ว ไดร์ไม่กล้าฝันนะคะ แต่ไดร์ทำเต็มที่ค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้มสวย) ทุกคนก็เป็นที่หนึ่งของประเทศตัวเองมานะคะ เพราะฉะนั้นไม่มีใครกั๊ก ไม่มีใครยอมใครค่ะ มั่นใจปล่อยของกันเต็มที่ทุกคน แล้วหลังจากไดร์โดนแก้ทรงผมแล้วไม่เคยถูกเรียกไปถ่ายรูปเลย ก็เริ่มๆ ทำใจ แต่ไม่เครียดค่ะ เพราะก่อนนั้นเคยผ่านการร้องไห้หนักๆ มาแล้ว เครียดไปไม่มีอะไรดี เลยหันไปตีสนิทช่างภาพกองประกวด

ช่วงหลังๆ จึงถูกเรียกไปถ่ายภาพมากขึ้นค่ะ ขณะที่เพื่อนนางงามคนอื่นๆ ที่มีทริกเดินผ่านกล้องไปๆ มาๆ เผื่อถูกเรียกเก็บภาพบ้างอะไรบ้าง (หัวเราะ) แต่กลับไม่ถูกเรียกบ่อยเท่าไดร์ เพราะช่างภาพเริ่มคุ้นหน้า ขอถ่ายเดี่ยวมุมโน้นมุมนี้เป็นประจำ เพื่อนๆ นางงามเริ่มสงสัยทำไมเรียกแต่ไทยแลนด์ ช่างภาพกองคุยกันถูกคอค่ะ เพราะเขาเคยมาเที่ยวเมืองไทย ก็เลยเมาท์มอยกันยาว ถือเป็นความโชคดีค่ะ เพราะปกติช่างภาพกองเขาจะไม่ให้ความสนิทสนมกับนางงาม มารู้ทีหลังอีกแล้วว่าเขาคือกรรมการด้วย ไดร์งงมากๆ คนถือไมค์อัดเสียงตอนสัมภาษณ์เรา อ้าว! อีกวันนั่งเป็นกรรมการ เหมือนกับช่างผมแก้ทรงผมเราก็เป็นหนึ่งในกรรมการอีกคนค่ะ

การแต่งหน้า การทำผม กองมิสไทยแลนด์เวิลด์ส่งครูจากชลาชลมาสอนไดร์เรียนทำผม ส่งพี่กมล ฉัตรเสน มาเป็นครูสอนการแต่งหน้าก่อนเดินทางไปประกวด พร้อมพ็อกเกตมันนี่จำนวนหนึ่งให้ใช้จ่ายในช่วงเก็บตัวประกวดที่สหรัฐ เวทีนี้เน้นให้นางงามแต่งหน้าทำผมเองค่ะ ทรงฟาร่าวันนี้ถ่ายรูปสัมภาษณ์กับ ‘โพสต์ทูเดย์’ ไดร์ทำเอง แต่งหน้าเองนะคะ”

 

จิณณ์ณิตา บอกพร้อมรอยยิ้มหวานสวยติดใบหน้าอยู่เสมอ กลายเป็นเอกลักษณ์ของนางงามจากประเทศไทยไปโดยปริยาย

“ช่วงเก็บตัวฝั่งเอเชียก็จะชอบอยู่ด้วยกันนะคะ ไดร์สนิทกับอินโดนีเซีย วันสุดท้ายก่อนขึ้นเวทีตัดสินก็มารวมตัวอยู่ห้องเดียวกันเพื่อความอุ่นใจ รูมเมทของไดร์คือ เบลล่า มิสเมียนมา พูดภาษาอังกฤษเก่งมากค่ะ แล้วน่าจะเป็นเซเลบริตี้เมียนมา เพราะทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมยอดไลค์เยอะมาก ไดร์สื่อสารภาษาอังกฤษได้ค่ะ ก็เริ่มไปเข้ากลุ่มเพื่อนๆ ฝั่งยุโรปบ้าง ฝั่งละตินบ้าง แต่ก็สื่อสารกันไม่ค่อยได้เพราะบางคนพูดสเปน ไม่พูดอังกฤษเลย ส่วนนางงามฝั่งแอฟริกาน่ารักทุกคนเลยนะคะ แต่ไม่ค่อยรู้จักเอเชีย เคยคุยกับนางงามสาธารณรัฐกินี ก็เข้าใจว่าไดร์มาจากญี่ปุ่น (หัวเราะ) พอหันไปคุยกับเบลล่าประเทศเมียนมา ก็ยิ่งงงกันหนักเข้าไปอีก” จิณณ์ณิตา บอกพร้อมเสียงหัวเราะแจ่มใส

ประชันความสามารถเต็มที่

เวทีมิสเวิลด์ไม่ใช่การประกวดคนสวยคนงามบนเวทีอย่างเดียว แต่เริ่มเก็บคะแนนสะสมตั้งแต่เข้ามาเก็บตัว ระยะเวลา 3 อาทิตย์ เริ่มเก็บคะแนนการทำการกุศล คะแนนการสัมภาษณ์ คะแนนแข่งขันกีฬา คะแนนแข่งขันการเดินแบบ ซึ่งทุกรอบ จิณณ์ณิตา เต็มที่มากๆ ลงหมดทุกกิจกรรม

 

จิณณ์ณิตา จบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ช่วงเป็นนักศึกษาได้ไปสอนโรงเรียนชาวไทยภูเขา จึงได้ไปเห็นหลายๆ ปัญหาในพื้นที่บ้านเกิด และในการประกวดบนเวทีมิสเวิลด์รอบการเก็บคะแนนการทำการกุศล ก็ได้สื่อสารเรื่องราวเหล่านี้สู่เวทีโลก

“เวทีนี้เน้นมากในการแข่งขันรอบเก็บคะแนนการทำการกุศล บิวตี้ วิท อะ เพอโพส ผู้หญิงไม่ใช่สวยแค่ใบหน้า จิตใจก็ต้องสวยงามด้วย ไดร์นำเสนอวีทีอาร์โปรเจกต์อนุรักษ์ ‘ฟื้นคืนผืนป่า’ จ.เชียงราย เลือกโครงการปลูกป่าแก้ปัญหาเผาป่ามีหมอกควันทำลายสุขภาพ ไดร์ได้เห็นปัญหานี้ตอนไปร่วมโครงการของมหาวิทยาลัยการวัดระดับภาษาอังกฤษเด็กบนดอย แล้วสอนไปด้วยก็มีเด็กหลายๆ คนขาดเรียนบ่อย วันเสาร์-อาทิตย์แทนที่จะได้หยุดพักผ่อนหรือเรียนพิเศษกับครูเพิ่มเติม ก็ไม่มีเด็กมาเรียนเลย พอถามน้องก็บอกว่าต้องไปช่วยพ่อแม่ทำการเกษตร ปลูกข้าว เลี้ยงไก่ จึงตามไปดูน้องๆ ก็ได้เห็นปัญหาไฟป่าที่ไม่ใช่เกิดแค่ในบ้านเรา แต่เป็นปัญหาในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกด้วยนะคะ การแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างฝายทดน้ำ การอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นการสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในอีกทางด้วยค่ะ

คะแนนรอบการสัมภาษณ์ทำได้ โต้ตอบได้ค่ะ แต่บอกก่อนค่ะว่าภาษาอังกฤษของไดร์ระดับเบสิก พูดจาสื่อสารกับเพื่อนๆ นางงามสบายค่ะ รู้เรื่อง แต่ถ้าสมมติได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย การตอบคำถามบนเวทีต่อหน้าคนจำนวนมากจะพูดได้ไม่ถึงขั้นแสดงความคิดเห็นเยอะๆ ยาวๆ แล้วไดร์ก็ชอบพูดอะไรที่ไม่กำกวม การจัดเรียงประโยคเป็นทางการมากๆ ต้องเป๊ะ 1-2-3-4 ทำให้คิดเยอะ พูดช้า ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ภาษาอังกฤษนะคะ ภาษาไทยก็เป็นค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้กำลังวางแผนค่ะว่ากำลังจะเรียนระดับปริญญาโทต่อโดยเฉพาะด้านภาษาอังกฤษ

ไดร์โชว์มวยไทยแบบลีลารอบแข่งขันกีฬา คนรู้จักมวยไทยกันดีอยู่แล้ว ได้คำชม (บอกโดยไม่ลืมรอยยิ้ม) รอบนี้เป็นความประทับใจที่สุดในการไปแข่งมิสเวิลด์ด้วยค่ะ มีเพื่อนๆ นางงามเชียร์กันเยอะ ส่วนคะแนนแข่งขันการเดินแบบก็เป็นเรื่องที่เราถนัดอยู่แล้ว” จิณณ์ณิตา เผยความรู้สึกว่าประทับใจที่สุด เพราะรู้สึกว่าการแข่งขันที่มอง “คู่แข่ง” เป็นเพื่อน ดีกว่าประชันฟาดฟันกันด้วยความสวยความงามอย่างเดียว เครียดแน่นอน เพราะนางงามแต่ละชาติสวยงามไม่แพ้กันเลย

“นางงามผมบลอนด์ไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ แค่เขียนคิ้ว ทาปากสีกลอสๆ นู้ดๆ พวกเธอก็สวยแล้วค่ะ คือหันไปทางไหนก็มีแต่คนสวยมาก แล้วรูปแบบการแข่งขันของมิสเวิลด์จะให้นางงามแต่งหน้าทำผมเองตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย โดยมีช่างมาเช็กอัพให้ก่อนประกวดเท่านั้น เหตุผลคือแต่ละคนมาจากทั่วโลก สไตล์การแต่งหน้าก็แตกต่างกัน ถ้าช่างมาแต่งให้ก็อาจเป็นบล็อกเดียวกัน ส่วนใหญ่นางงามแต่งหน้าแบบธรรมชาติใสๆ แต่ไดร์ไม่รอดนะคะ (หัวเราะ) ไดร์ต้องจัดเต็มค่ะ แต่น่าเสียดายปีนี้ไม่ค่อยมีกิจกรรมนอกสถานที่มากนัก กองมิสไทยแลนด์เวิลด์เตรียมเสื้อผ้าให้ไปใส่เยอะมาก ได้ใส่โชว์ไปล่องเรือชมเทพีเสรีภาพที่นิวยอร์กแค่วันเดียว นอกนั้นอยู่ในสตูดิโอ ซ้อมเต้น ซ้อมเดิน ก็เลยไม่ได้ใส่ชุดสวยๆ ถ่ายรูปมากเท่าไหร่เลยค่ะ” จิณณ์ณิตา บอก นี่อาจเป็นสาเหตุที่กระแสเวทีนี้ไม่หวือหวานัก

 

ชีวิตทุกวันคือรันเวย์

แต่เรื่องกระแสนั้นจะบอกว่าไม่สนใจก็เป็นไปไม่ได้ มิสไทยแลนด์เวิลด์คนล่าสุด จิณณ์ณิตา ตัวแทนจากประเทศไทย อายุ 21 ปี ส่วนสูง 178 ซม. น้ำหนัก 60 กก. สวยพร้อมหุ่นเป็นได้ทั้งนางงามและนางแบบ สั่งสมประสบการณ์การประกวดมาหลายๆ เวที ทั้งเวทีเล็กและเวทีใหญ่ คว้ามงกุฎนางสาวถิ่นไทยงาม “อาชีพนางงาม” คือเป้าหมายและหนึ่งความฝันในชีวิต

“ชื่อไดร์ มาจากคำว่าไดนาโม เพราะคุณพ่อป็นช่างซ่อมเจ้าของอู่รถ คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างหัวโบราณค่ะ แต่ตอนหลังทั้งคู่เล่นเฟซบุ๊กก็เริ่มเปลี่ยนๆ ไปแล้ว (หัวเราะ) ตอนแรกที่ไดร์เข้ามาประกวดโดยเฉพาะการได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ พ่อก็เริ่มยอมรับว่ามีเกียรติ แต่ตอนเริ่มไปประกวดตามเวทีต่างๆ พ่อไม่ชอบเลยค่ะ พ่อพูดแรงมากว่าในโลกนี้มีตั้งหลายอาชีพ แล้วทำไมต้องมาทำอะไรที่โชว์เนื้อหนังมังสาใส่ชุดว่ายน้ำขึ้นเวที นิสัยไดร์ดื้อค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้มสวย) อยากพิสูจน์มุมมองของเราที่นางงามคือการถูกยอมรับ มีแสงแฟลช มีเสียงปรบมือ ก็ไปประกวดด้วยตัวเอง เริ่มต้นเวทีเล็กๆ ก่อน เช่น เวทีนางนพมาศ เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายที่เวทีระดับชาติ

หลักในการใช้ชีวิตทุกอย่างอยู่ที่ใจค่ะ ไดร์ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอันดับแรก หุ่นเป๊ะ หน้าสวย ก็จะตามมาถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง ไดร์ใช้ชีวิตเน้นแนวคิดที่ว่า …เพราะชีวิตทุกวันคือรันเวย์ ตอนไปแข่งมิสเวิลด์ก็ใช้มอตโต้นี้มาตลอดค่ะ

เวทีระดับโลก การชนะใจคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน ทั้งเพื่อนนางงาม กรรมการ และเจ้าของเวที โดยมีเวลาเพียง 3 อาทิตย์ คือเรื่องยากที่สุดเลยค่ะ ต่างคนต่างที่มาจากทั่วโลก การเข้ากับเพื่อนๆ นางงาม ไดร์ก็ไม่ถึงขั้นคัลเจอร์ช็อกนะคะ มีเพื่อนนางงามฝั่งแอฟริกาบางประเทศไม่กินเนื้อหมู พอเห็นเรากินก็ตกใจประมาณเรากินเนื้อน้องหมาประมาณนั้นเลย แล้วกองก็กลัวนางงามอ้วน ก็จัดให้กินแค่ผัก ปลา ไก่ เนื้อวัว มีอยู่วันไดร์กินแซลมอนรมควัน เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตกใจกันใหญ่อะไรแบบนี้ ประมาณยี้…เธอกินอะไรน่ะ? (หัวเราะ)

เพื่อนนางงามบางประเทศพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ก็มีซึมไปเหมือนกันค่ะ ไดร์ก็เคยซึมเพราะเคยไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนที่พูดสเปนทั้งโต๊ะ เพื่อนๆ เฮฮาคุยกันสนุกส่วนเราก็เงียบไปเลย เพราะถามภาษาอังกฤษเขาก็ไม่ตอบ แต่เพื่อนก็พยายามคุยกับเรานะคะ ไดร์อยากบอกรุ่นน้องๆ ปีต่อไปค่ะว่า แค่เราสื่อสารได้ก็พอแล้ว อย่าไปกลัวมาก เครียดมากเกินไปเรื่องพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะก่อนไปไดร์ก็เคยปรึกษากับแนท (อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015) แนทบอกเราก็ไม่ได้เก่ง พอพูดได้นิดหน่อย แต่เมื่อไปถึงกองประกวดก็มีนางงามอีกหลายๆ ประเทศที่พูดไม่ได้ ไม่ต้องไปกลัว เพราะเมื่อถึงเวลานั้นทุกคนก็ปรับตัวเข้าหากันได้เอง

เวลาเหนื่อย ท้อ ไดร์ใช้รอยยิ้มค่ะ ไม่ได้ฝืนนะคะ แต่ด้วยบุคลิกไดร์เหนื่อยก็ยังยิ้ม ก็จะมีคำชมว่าเจอมิสไทยแลนด์เวิลด์ก็ต้องเจอรอยยิ้ม (ยืนยันพร้อมรอยยิ้ม) แต่ก็มีช่วงท้อมากเครียด ร้องไห้เลยค่ะ 4-5 วันแรกไดร์ก็ใส่เต็มแล้วนะคะ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้เลย เขาไม่สนใจ ไม่เรียกถ่ายรูป ไม่เรียกซ้อมอะไรเลย เจอเข้าไป 2-3 ครั้งที่ไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งใจไว้ ก็มีใจเสียร้องไห้ ก็ได้เบลล่าเพื่อนรูมเมทนี่ละค่ะช่วยกันปลอบใจกันและกัน เบลล่าบอก เฮ้ย…ยังไม่ถึง 2 อาทิตย์เลยนะ ถ้ารอบแรกยังไม่ได้ ก็ไปรอบสองสิ เวทีนี้ยังมีการแข่งขันอีกหลายๆ รอบ ไม่ได้สัมภาษณ์ ก็มีกีฬา มีเดินแบบ ให้ทดสอบความสามารถอีกตั้งหลายอย่างให้เราเต็มที่นะคะ”

จิณณ์ณิตา ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มที่กลายเป็นโลโก้มิสไทยแลนด์เวิลด์สาวสวยคนนี้ไปเล้ว เรียกว่าจบการประกวดเสียงเชียร์ของกองเชียร์ไทยแลนด์กึกก้องให้กับสาวงามเวทีนี้

 

ความเหมือนในความต่าง เปิ้ล หัทยา-แจ๊ส พนิชนาฏ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475685

ความเหมือนในความต่าง เปิ้ล หัทยา-แจ๊ส พนิชนาฏ

โดย…นกขุนทอง ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

การได้พบและได้รู้จักจนสมัครสมานรักใคร่สัมพันธ์กันไปอีกนานนั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เรียกว่ามีวาสนาต่อกัน บางคู่พบเพื่อจาก บางคู่พบเพื่อพันผูก ดังคู่นี้ เปิ้ล-หัทยา วงษ์กระจ่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตูดิโอ 888 ผู้บริหารคลื่นวิทยุ 88.5 E-D-S กับ แจ๊ส-พณิชนาฏ แย้มเพกา รองประธานบริษัท อินดิเพ็นเดนท์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค (อดีตบรรณาธิการนิตยสารเปรียว)

คนหนึ่งทำงานวิทยุ อีกคนทำงานหนังสือ อยู่ในแวดวงบันเทิงเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้ติดต่อกันมาก่อน จนเมื่อได้พบได้รู้จักกันเริ่มต้นด้วยงาน จนค่อยๆ เรียนรู้ทำความรู้จักกันผ่านตัวตน ผ่านบุคลิกจากการทำงานนั่นล่ะ ที่ทำให้เราเห็นคนจริงที่สุด ทั้งคู่จึงพัฒนาความสัมพันธ์เป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกัน แม้บุคลิกภายนอกดูเหมือนจะต่าง คนหนึ่งเป็นผู้หญิงเท่ ห้าว อีกคนผู้หญิงมั่นใจ แต่ทั้งคู่มีความเหมือนที่ต้องร้อง อ้าว! อยู่บ่อยๆ และในภาพลักษณ์ที่เห็นนั้น ตัวตนของทั้งคู่เหมือนจะสลับขั้วกันเลยล่ะ ล่าสุดทั้งคู่ก็ได้ทำงานกุศลด้วยกัน จัดทอล์กโชว์กึ่งคอนเสิร์ตในวันที่ 18 ก.พ. เพื่อหาเงินรายได้มอบให้มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย

 

คู่หู คู่คิด มิตรรู้ใจ

“อยู่บริษัทเดียวกัน (อินดิเพ็นเดนท์ฯ) รู้จักว่าเขาเป็นใครแต่ไม่เคยดีลกัน จนได้ดีลงาน ก็ได้ดีลผ่านเลขาเขา แต่มารู้จักสนิทกันตอนย้ายมาทำงานในตึกเดียวกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราอยู่ชั้นบนเขาอยู่ชั้นล่าง ก็ได้เจอกันตลอด คุยกันมากขึ้น เขาไม่เหมือนที่เราคิดไว้ว่า บก.นิตยสารสวยเริ่ด เชิด หยิ่ง เพราะเขาไม่ค่อยสุงสิงกับใคร วันๆ อยู่ในห้องทำงานของเขา วันหนึ่งเราก็เคาะห้องเขา ขอไปนั่งคุยเกี่ยวกับเรื่องงานคอนเสิร์ตให้คลื่น ซึ่งนอกจากเรื่องงานแล้วเขามาช่วยให้กำลังใจตลอด ในวันที่ศิลปินมาซ้อมหรือเราไปคุยโปรดักชั่น เขาก็มาให้กำลังใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเขาเลย ก็รู้สึกเขาน่ารักเนอะ หลังจากนั้นเราคุยกันมาตลอด เจอเกือบทุกวัน กินข้าวเที่ยงด้วยกัน เขามีน้ำใจซื้อมาแบ่งปันตลอด เดี๋ยวมีส้มตำ ขนมจีนน้ำยาปู แล้วเวลาออกงานอีเวนต์ก็ชวนเราไปด้วย จนหลังๆ เขาต้องชวนแพ็กคู่แล้ว หรือเห็นไฟห้องเราเปิดอยู่ก็ขึ้นมาหา เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน เราลาออกมานึกว่าจะหายๆ กันไป แต่กลายเป็นว่ายังเจอกันแล้วยิ่งสนิทกัน ตอนไปหาตึกบริษัทใหม่เขาก็ไปเป็นเพื่อนด้วยตลอด ฝนตกเราเกรงใจเขาก็บอกไม่เป็นไรๆ จนถึงการตกแต่งก็ส่งไลน์ถามตลอด พรมแบบนี้ดีไหม โซฟาตัวไหนดี เพราะเราเชื่อในรสนิยมเขา

“พอสนิทกัน เขาไม่เหมือนที่เราเคยนึกภาพไว้ ภาพ บก.สวยเชิดหายไปตอนเขามักเดินแล้วลื่น ตกบันได ตกเก้าอี้ เพราะเขาชอบทำอะไรเร็วๆ อย่างเขาเปลี่ยนชุดในรถ แรกๆ เขาก็บอกเราหันหน้าไป มีอะไรมาบังๆ หลังๆ เขาถอดเลย มีความโก๊ะ ซุ่มซ่ามให้เห็น อย่างเอาของตัวเองมาใส่ในกระเป๋าเราแล้วเขาก็หาๆ อยู่นั่นล่ะ บางทีส่งข้อความนี้มาแล้วก็ส่งมาอีก แล้วเขาชอบบอกว่าเราเป็นคนขี้ลืม จำไม่ได้ ซึ่งเขาก็เป็น

“แจ๊สเป็นคนทำงาน ลุยได้สวยเป็น เราสองคนดูลุคข้างนอกเหมือนต่างกัน แต่มีหลายอย่างเหมือนกัน แต่งตัวคล้ายกัน รสนิยมใกล้เคียง ไปเดินดูของด้วยกันได้ แนะนำเสื้อกันได้ ชอบเหมือนกัน กระเป๋า เสื้อ ผ้าพันคอ ต่างคนต่างซื้อนะแต่เหมือนกัน ต่างกันแค่สี อาหารชอบเหมือนกัน ที่เหมือนกันที่เราไม่คาดคิด มีโปรเจกต์หนึ่งเขาเขียนมาคล้ายกับคอนเซ็ปต์ที่เราคิด หรือเราคิดสปอตวิทยุเขาเขียนคำมาแล้วมันใช้ด้วยกันได้ แต่แจ๊สเขามีความเยอะ อย่างร้านนี้แพงไม่อร่อยเลย เราก็ว่าโอเคนะ น้ำพริกต้องเจ้านี้ และเขาเป็นคนที่ตรงเวลามาก ไม่ชอบคนมาสาย และเขาเป็นคนพูดตรง มีที่ห่วงเขาคือเรื่องที่เขามีน้ำใจมาก จนเราเคยถามแจ๊สต้องขนาดนั้นเลยเหรอ เขาเป็นคนมีสามัญสำนึกในบุญคุณคน ไม่ทำร้ายคนแม้บางคนจะทำร้ายเขา”

 

ถึง…คุณหัท ผู้เซนซิทีฟ

“พี่เปิ้ลลักษณะของเขาเฟรนด์ลี่ อัธยาศัยดี ออบโอ้มอารี ซึ่งตอนแรกก่อนที่จะสนิทกันเราก็มองเขาแบบคนอื่นๆ มอง ลุคเขาห้าวๆ เท่ๆ จริงๆ เขาเป็นผู้หญิงเซนซิทีฟ มีความละเอียดอ่อนมากกว่าเราอีก มีความเป็นแม่สูงมาก เป็นผู้หญิงทำงานจริงจัง เป็นคนคิดมาก ด้วยเนเจอร์เราทำแมกกาซีนชอบศึกษาคนอยู่แล้ว จะละเอียดในเรื่องของการมองคน คนเข้าถึงตัวเรายากนะ จะมีเส้นในการเลือกใครมาเป็นเพื่อน จะคบเพื่อนต้องศึกษานิสัยใจคอ เขาเข้ากับเราได้ไหม คุยกันรู้เรื่องไหม ที่สนิทกับพี่เปิ้ล เราจะเรียกเขาว่าคุณหัท (หัวเราะ) เราคลิกกันเรื่องงาน คุยกันสามารถต่อยอดเรื่องของงานได้ดีมาก คนหนึ่งคิด คนหนึ่งไปต่อยอดได้เลย

“จากงานพัฒนาความเป็นส่วนตัว เราคุยกันรู้เรื่องทำให้การทำงานก็สนุกขึ้น เอนจอยหัวเราะกันทุกวัน พี่เปิ้ลจะลงมากินข้าวด้วย กินทุกวันคุยกันทุกวันเลยสนุกคุยรู้เรื่อง ตอนทำคอนเสิร์ตมารายห์ แครี่ พี่เปิ้ลอยากทำการบ้านก่อน แล้วมารายห์ แครี่ แสดงที่สิงคโปร์ก่อนมาไทย ก็ขอเจ้านายไปดูงานกันสองคน เป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันสองคน สนุกดี ตอนนั้นสนิทกันแล้วยิ่งสนิทกันอีก การเดินทางด้วยกันทำให้เราเห็นนิสัยใจคอแต่ละคนเป็นยังไง เจออุปสรรคอย่างหลงทางเขาคิดเขาแก้ปัญหายังไง

“ที่ประทับใจพี่เปิ้ลมีน้ำใจ เป็นคนจิตใจดี มีความเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี เราเรียกเขาว่ามิสซิสเยส เขาจะไนซ์กับทุกคน ไปไหนคนมาขอถ่ายรูปไม่เห็นเขาทำหน้าไม่พอใจ ได้ค่ะ สักครู่นะคะ เขาจะสุภาพมาก แล้วความไนซ์ของเขานี่ละทำให้เขาจัดการเวลาไม่ได้ นัดกับเพื่อนจนมาสาย แล้วเราไม่ชอบคนมาสาย เราตรงเวลามาก เขาก็จะขอโทษๆ แต่หลังๆ ไม่สายแล้ว ส่วนที่เป็นห่วงคือบางครั้งความเป็นศิลปินของเขาจะมีความอ่อนไหวในเรื่องของอารมณ์ แต่เราจะไม่ก้าวก่ายจะให้ข้อมูลเพื่อนจะตัดสินใจยังไงก็ตามเขา

“เวลาเราคบเพื่อน ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรจากเพื่อน แต่สำหรับพี่เปิ้ลเห็นหลายครั้งเวลาเราทำอีเวนต์เช้า ทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่คนตื่นเช้า บางคืนนอนดึกด้วย แต่เขาตื่นมาหาเรา เราบอกไม่ต้องมาก็ได้ แต่นางบอกมาๆ แล้วมาแบบหน้าตานางไม่ตื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่มันเป็นน้ำใจของเพื่อนแล้วมีมาเรื่อยๆ”

 

นวัตกรรมหลอดเลือดเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475683

นวัตกรรมหลอดเลือดเทียม

โดย…ภาดนุ

เบนซ์-สุพัฒ สังวรวงษ์พนา วัย 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้คิดค้นต้นแบบนวัตกรรมหลอดเลือดเทียมจากเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (Bio Blood Vessels by 3D Printing) และส่งผลงานเข้าประกวดจนสามารถคว้ารางวัลมาได้ ไอเดียนี้มีที่มาอย่างไร ไปคุยกับเขากัน

“ผมและเพื่อน (ศิริลักษณ์ สังวาลย์วรวุฒิ) เป็นเยาวชนจากโครงการ ‘Chevron Enjoy Science สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต’ ซึ่งเราได้ร่วมกันพัฒนาผลงานปะการังเทียมและส่งเข้าประกวดในโครงการ Enjoy Science : Let’s Print the World ที่ทางบริษัท เชฟรอน ได้จัดขึ้น จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการออกแบบผลงานปะการังเทียม ซึ่งใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติมาครองได้

“จากประสบการณ์นั้นเองทำให้ผมนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาเป็นผลงานใหม่ ซึ่งแต่เดิมผมยังไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านเครื่องพิมพ์ 3 มิติสักเท่าไรนัก มีแค่ความรู้ในการใช้โปรแกรมออกแบบโมเดล 3 มิติเท่านั้น เพราะมีในหลักสูตรที่เรียนและเป็นงานอดิเรกที่ผมชอบอยู่แล้ว เมื่อได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติตอนทำปะการังเทียม ผมจึงนำความรู้นั้นมาต่อยอดออกแบบเป็นผลงานหลอดเลือดเทียมขึ้นมา”

 

เบนซ์ บอกว่า โปรเจกต์หลอดเลือดเทียมนี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากอากง-อาม่า ที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งอาม่าก็เคยผ่าตัดบายพาสหัวใจมาแล้ว เขาจึงอยากจะคิดค้นวิธีที่จะช่วยรักษาอากง-อาม่าให้หายป่วยได้แต่ก็ไม่ทัน เพราะปัจจุบันนี้ทั้งสองคนได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ถึงยังไงเขาก็ยังคงเดินหน้าคิดต่อไป เพราะหวังว่าในวันข้างหน้า สิ่งที่เขาคิดไว้จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นๆ ได้

“ตอนเริ่มคิดโครงการ ผมได้ศึกษาข้อมูลแล้วว่า หลอดเลือดเทียมคืออะไร จะมีการออกแบบยังไงบ้าง ประกอบกับที่ต่างประเทศได้มีผู้คิดค้นสาร Poly-Lactic-Co-Glycolic Acid ซึ่งเป็นสารโพลีเมอร์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติย่อยสลายและขับออกมาในรูปของปัสสาวะได้ แถมยังมีความยืดหยุ่นสูงและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ด้วย เพราะมีงานวิจัยจากต่างประเทศมารองรับเรียบร้อยแล้ว

“ผมเลยคิดว่าสารตัวนี้สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุที่ผลิตเป็นหลอดเลือดเทียมได้ เมื่อหาข้อมูลและออกแบบเสร็จเรียบร้อย ผมจึงนำงานต้นแบบไปพรินต์เป็นโมเดล 3 มิติอีกที เนื่องจากผมเรียนวิศวะอยู่แล้ว การออกแบบรูปทรงและงานสามมิติจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากสำหรับผมก็คือความรู้เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและแรงดันต่างๆ ของเส้นเลือด ดังนั้นนอกจากการหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตและงานวิจัยแล้ว ผมยังต้องปรึกษากับน้องชายผมที่เรียนแพทย์ไปพร้อมกันด้วย จนสามารถทำต้นแบบหลอดเลือดเทียมขึ้นมาได้สำเร็จ”

เบนซ์ เสริมว่า หลอดเลือดเทียม 3 มิตินี้ พื้นผิวด้านนอกจะดูเรียบคล้ายกับหลอดน้ำดื่ม แต่พื้นผิวด้านในจะเป็นโครงสร้างตาข่ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่มีทางเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เซลล์จึงสามารถยึดเกาะและเจริญเติบโตได้ในช่วงเวลาที่ปลูกถ่ายหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดใหม่เริ่มสร้างตัวเองขึ้นได้แล้ว หลอดเลือดเทียมก็จะค่อยๆ ย่อยสลายไปได้เอง ซึ่งสารโพลีเมอร์ที่นำมาใช้เป็นวัสดุผลิตหลอดเลือดเทียมนี้จะมีความคงทนต่อแรงดันเลือดสูงรองรับแรงกระแทกได้ดี และมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอีกด้วย

 

“ผลงานชิ้นนี้ผมไม่ได้จดสิทธิบัตร เนื่องจากเป็นผลงานที่เคยส่งเข้าประกวดและเคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด Social Challenge Awards 2015 ซึ่งเป็นการประกวดนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม (สกส.) จัดขึ้น รวมทั้งได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากงาน Science and Technology Innovation Contest มาแล้ว จึงถือว่าได้เผยแพร่ต่อสาธารณะไปเรียบร้อยโดยปริยาย

“อีกอย่างผลงานชิ้นนี้ยังทำให้ผมได้ไปบรรยายในงาน Bangkok Mini Maker Faire Thailand ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาด้วย และในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2560 นี้ ก็จะมีการจัดงานขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมจะนำผลงานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ผมและเพื่อนๆ ร่วมกันทำเพื่อขอจบการศึกษาในปีนี้ นั่นคือหัวฉีดสเปรย์ที่มีแรงดันในการกระจายตัวสูง ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องมือต่างๆ เช่น หัวฉีดยาฆ่าแมลง หัวฉีดสายสุขภัณฑ์ หรือนำมาต่อกับก๊อกน้ำเพื่อใช้ล้างผักผลไม้ ซึ่งหัวฉีดตัวนี้ก็จะช่วยสเปรย์น้ำให้ผักผลไม้ที่น้ำมาล้างนั้นสะอาดเอี่ยมทั่วทุกอณู แถมยังประหยัดน้ำด้วยครับ”

เบนซ์ ทิ้งท้ายว่า สำหรับโมเดลหลอดเลือดเทียม 3 มิติที่เขาออกแบบไว้นี้ เขาคิดว่าในอนาคตมีโอกาสที่จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์นำไปศึกษาวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมก็จะสามารถช่วยผู้ป่วยได้จริง ซึ่งหากวันนั้นมาถึงเขาคงรู้สึกดีใจมากๆ เลยละ… ติดตามได้ที่ FB : Supat Sungworawongpana

 

ชีวิตแนวดิ่งติ่งออกกำลัง นนท์ณัฐดา อำมาตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475669

ชีวิตแนวดิ่งติ่งออกกำลัง นนท์ณัฐดา อำมาตย์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

เห็นหุ่นแล้วไม่อยากจะแซดและไม่อยากจะซี้ด เชอรี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ วัย 32 ปี อดีตนักกีฬาเพาะกายฟิตเนสทีมชาติไทย ผู้ได้รับการขนานนามว่า “เทรนเนอร์เซเลบ” เบื้องหลังหุ่นเซียะของเหล่าดาราคนดัง ไม่ว่าจะเป็น แมร์-พัชรศรี เบญจมาศ ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ แอน ทองประสม และอีกมากมาย วันนี้มาเยี่ยมไอดอลคนรักกล้าม ตามติดชีวิตแนวดิ่งของสาวกล้ามสวย

ชีวิตการทำงานของเทรนเนอร์อยู่ในฟิตเนส หากเมื่ออยู่บ้านเชอรี่ก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในฟิตเนสเช่นกัน เรียกว่าชีวิตจิตใจคลั่งไคล้และลุ่มหลงอย่างยิ่งกับการออกกำลังกาย บ้านของเชอรี่เป็นคอนโดมิเนียมตั้งอยู่ติดสี่แยกรัชโยธิน “ศุภาลัย รัชโยธิน” ห้องขนาด 52 ตารางเมตรอยู่พอสบาย

สำหรับเธอแล้วที่นี่ใกล้ที่ทำงาน แม้ช่วงนี้รถจะติดอย่างหนัก เนื่องจากมีการรื้อย้ายสะพานลอยข้ามแยกหน้าบ้านพอดี

“ใช้ชีวิตเต็มที่ค่ะ แม้จะแนวดิ่งแบบนี้ แต่ก็เต็มที่กับสิ่งที่ต้องการ เชอรี่รักการออกกำลัง มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตนักกีฬาฟิตเนส” เชอรี่เล่า

 

เล่นฟิตเนสมากว่าสิบปี ไต่เต้าในวงการกระทั่งติดทีมชาติ ไลฟ์สไตล์ของอดีตนักกีฬาเพาะกายฟิตเนสทีมชาติไทยคนนี้ คือการใช้ทุกตารางเมตรของฟิตเนสให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการใช้ทุกตารางเมตรของคอนโดมิเนียมให้เป็นสถานที่ออกกำลัง สำหรับเชอรี่แล้วการเพาะกายทำที่ไหนก็ได้ เล่นที่ไหนก็ได้ เป็นกีฬาที่ชีวิตเล่นได้กับตัวเอง

เทรนเนอร์คนสวยจะเล่นเวตเทรนนิ่งเป็นหลัก รวมทั้งการวิ่งออกกำลัง ฟิตเนสที่นี่กว้างขวางถึง 120 ตารางเมตร ถือเป็นฟิตเนสในฝันสำหรับเธอ เชอรี่เล่าว่าก่อนหน้านี้คอนโดมิเนียมบางแห่งที่เธอไปดู ราคาห้าล้านสิบล้านบาทแต่ฟิตเนสเล็กนิดเดียว ผิดจากที่ศุภาลัยซึ่งให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง ทุกอย่างที่นี่แลดูสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้ชีวิตตึกสูง

“มีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะเวลาส่วนใหญ่ของเชอรี่อยู่นอกบ้าน ต้องไปทำงาน กลับมาถึงบ้านก็อยากผ่อนคลายอย่างแท้จริง การผ่อนคลายของเราก็อยู่ที่การใช้เวลาในฟิตเนสนี่แหละ เพราะถ้าต้องอยู่ในคอนโดที่มีฟิตเนสเล็กๆ แคบๆ คงอึดอัดมาก นอกจากนี้ยังสามารถนัดนักเรียนมาเรียนที่ฟิตเนสในคอนโดได้ด้วย สะดวกมากๆ”

นอกจากจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการออกกำลังกายที่ฟิตเนสแล้ว เชอรี่บอกว่าเธอก็ใช้ชีวิตตามปกติ ภายในคอนโดมิเนียมมีร้านอาหาร คลินิก สปา และร้านเสริมสวยครบถ้วน ถ้าวันหยุดไม่ต้องการออกนอกบ้านก็สามารถทำได้ เพราะทุกอย่างมีครบ เหมาะกับชีวิตคนเมืองที่ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกจากคอนโดเลย ที่นี่ต้นไม้เยอะ พื้นที่สีเขียวเยอะ เป็นปอดให้ได้หายใจกลางเมือง

 

อยู่อาศัยที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้มากว่า 3 ปี มีความสุขเพราะทุกอย่างลงตัว ทั้งชีวิตการงานและการจัดสรรเวลา นักเรียนส่วนใหญ่ของเธออยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นนอกจากจะสอนเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อแล้ว ก็ยังสอนเรื่องการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหาร นักกีฬาเพาะกายสำคัญคือสารอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน

“เชอรี่จะสอนนักเรียนให้ทำอาหารง่ายๆ เตรียมอาหารง่ายๆ ทำแบบไหน กินแบบไหน เมนูง่ายๆ กินอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็อยู่คอนโดเหมือนๆ กัน ไม่ค่อยมีเวลาเหมือนๆ กัน”

เกิน 70% ของนักเรียนอยู่คอนโดมิเนียมในเมือง และครัวคอนโดก็ถอดแบบเหมือนกันหมดคือแคบ พื้นที่ใช้สอยไม่กว้างนัก ทำอาหารได้จำกัด เชอรี่เล่าว่า จะสอนตั้งแต่การเตรียมอาหาร เชอรี่กินและทำกินยังไงก็สอนนักเรียนอย่างนั้น ครัวเล็กก็จริง แต่เน้นเรื่องเครื่องมือใช้สอย ปัจจุบันมีกระทะใบเดียวสามารถทำอาหารได้ทั้งต้มผัดแกงทอด

นี่ไง! ไลฟ์สไตล์แนวดิ่งของเชอรี่ เทรนเนอร์เซเลบคนดัง ที่ดูแลตัวเองทั้งอาหารการกินและการออกกำลังกล้ามเนื้อ จนฟิตและเฟิร์มแบบเปรี๊ยะๆ ปังๆ !

 

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ‘เวิร์กไลฟ์บาลานซ์’ ทำงานให้เหมือนใช้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

4 มกราคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475667

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ‘เวิร์กไลฟ์บาลานซ์’ ทำงานให้เหมือนใช้ชีวิต

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

วิธีผ่อนคลายในการทำงานที่ดีที่สุด คือ การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ซึ่งเป็นแนวทางที่ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ใช้สร้างสมดุลในชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้

วัลลภ เล่าให้ฟังว่า นับตั้งแต่ที่บริษัท ซูซูกิ มาจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552 และตนได้เข้าทำงานในวันที่ 1 ก.ย.ปีเดียวกันนั้น มีรหัสพนักงานคือ 004 ซึ่งเป็นพนักงานคนที่ 4 ของบริษัท ซึ่งจนถึงวันนี้พนักงานรหัส 001-003 ซึ่งผู้จดทะเบียนบริษัทได้กลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว จึงน่าจะต้องเรียกได้ว่า ตน กับ ซูซูกิ เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน

“ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานผมถือคติอย่างหนึ่ง คือ กิฟต์ ก่อนเก็ต ถ้าอยากจะเป็นลูกจ้างที่เจริญก็ต้องทำงานให้เกินเงินเดือน ซึ่งที่ ซูซูกิ เป็นสถานที่ทำงานที่ให้โอกาสผมมากที่สุดในการได้เรียนรู้และมีโอกาสลองทำอะไรใหม่อยู่เสมอ”

 

ดังนั้น จึงได้ทำเต็มที่ในทุกวันของการทำงาน ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่จะมาทำงานก่อนเวลาเข้างาน 08.00 น. และทำอย่างเต็มที่ไปตลอดจน 17.00 น. แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็จะเป็นคนเลิกงานตรงเวลาเช่นกัน เพราะถือได้ว่าทำงานเต็มที่ในเวลาทำงานแล้ว

“เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ของ วัลลภ นั้นแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.หน้าที่การทำงาน 2.ครอบครัว และ 3.มิตรภาพ แม้จะมีความรับผิดชอบในหน้าที่เยอะทั้งการเดินทางไปต่างจังหวัดและต่างประเทศเพื่อประชุมหรือการไปพบผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์)ต่างๆ นั้น ก็สามารถผ่อนคลายได้ในตัว ด้วยแนวคิดที่ “ไม่ใช่การทำงานแต่เป็นการใช้ชีวิต” ซึ่งผู้คนที่เข้ามาในโอกาสการทำงาน คือ เพื่อน จึงเหมือนเราได้ไปพบเพื่อนที่เรารู้จักในที่ต่างๆ

นอกจากนั้น สำหรับหลังเวลาการทำงานอีกหนึ่งวิธีการผ่อนคลาย คือ การชมฟุตบอล ซึ่งเปรียบเสมือนแนวทางในการทำการตลาดของ ซูซูกิ ที่เน้นสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง สนับสนุนทีมชาติไทย เนื่องจากมองว่าความนิยมของกีฬาในประเทศไทยเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ โดยหากไม่ได้ชมกีฬาผ่านการถ่ายทอดบนหน้าจอโทรทัศน์ก็จะไปดูที่สนามฟุตบอล

 

ทีมโปรดที่ชอบสำหรับในประเทศ คือ เมืองทอง ยูไนเต็ด ถ้าเป็นต่างประเทศ คือ ลิเวอร์พูล โดยหากมีโอกาสจะเดินทางไปดูที่สนามในประเทศอังกฤษ ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งจะได้แรงบันดาลใจและความสุขที่ได้พาครอบครัวร่วมเดินทางไปด้วย เนื่องจากเป็นการทำในกิจกรรมที่ชอบและได้อยู่กับครอบครัวในเวลาเดียวกัน อีกทั้ง ฟุตบอลยังสามารถให้แนวคิดอะไรได้ในอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ ความเป็นระเบียบวินัย รวมถึงทีมเวิร์ก นั่นจึงเป็นการผ่อนคลายซึ่งวิธีการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะชอบไปดูภาพยนตร์ แต่ส่วนตัวนั้นไม่ชอบ เพราะรู้สึกชอบในกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่กว้างและเป็นกิจกรรมที่เปิดโลก ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด

นอกจากนี้ การได้ทำในกิจกรรมการสะสมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เป็นความสุขทางใจได้ คือ การสะสมนาฬิกาซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผู้ชายทั่วไป และตนเป็นหนึ่งในนั้นที่ชอบสะสมนาฬิกา โรเล็กซ์ เพราะนอกจากจะมีความสุขทางใจแล้วยังถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะมีอัตราเติบโตของราคาเพิ่มขึ้น 10-20% ต่อปี ที่อาจจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านอื่นๆ

อีกสถานที่ที่ไปแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คือ ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะไม่เพียงเป็นร้านกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่หนึ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ เพราะทำให้ได้เห็นถึงสังคมใหม่และได้แนวคิดในการทำงานใหม่ๆ ซึ่งได้เรียนรู้จาก บาริสต้า ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากร และด้วยความที่มีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ จึงได้มีโอกาสสะสม แก้วสตาร์บัคส์ ขณะนี้มีคอลเลกชั่นต่างๆ มากมายชนิดที่เรียกว่ามีความคิดอยากซื้อพื้นที่ทำเป็นห้องโชว์เลยทีเดียว และเป็นไปได้ว่าถ้าร้านสตาร์บัคส์เปิดรับผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะเป็นรายหนึ่งที่สนใจลงทุนเลยก็ว่าได้

การ “เวิร์กไลฟ์บาลานซ์” ประกอบกับแนวคิดที่ทำงานเหมือนการใช้ชีวิตและจัดสรรเวลาให้ครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมกับการเปิดรับโลกทัศน์ในโลกกว้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ในทุกๆ วันของการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

 

 

‘จัสมิน’ พัชราวลี ดำรงค์ธรรมประเสริฐ นักร้องวัยใสขวัญใจโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475664

‘จัสมิน’ พัชราวลี ดำรงค์ธรรมประเสริฐ นักร้องวัยใสขวัญใจโซเชียล

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี/เฟซบุ๊ก Jasmin Ahpu Patchalarwaree

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนที่เห็นคลิปวิดีโอของ “จัสมิน” พัชราวลี ดำรงค์ธรรมประเสริฐ สาวน้อยชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงแห่ง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แล้วรู้สึกสะดุดตาสะดุดใจเหลือเกิน

ภาพเด็กหญิงผมสั้น หน้าตาน่ารัก กำลังดีดกีตาร์ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงหวานซึ้ง มีฉากหลังเป็นสะพานมอญทอดยาวข้ามแม่น้ำซองกาเลียอันสวยสดงดงาม นาทีนั้นคิดในใจว่าน้องคนนี้อนาคตไกลแน่นอน

ผ่านมาถึงวันนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ชื่อของน้องจัสมินโด่งดังไปทั้งโลกออนไลน์ ในฐานะนักร้องดาวรุ่งผู้รังสรรค์ผลงานการคัฟเวอร์เพลงฮิตของศิลปินดังๆ เผยแพร่ผ่านยูทูบ เรียกคะแนนนิยมจนมีกลุ่มแฟนคลับติดตามให้กำลังใจกันอย่างเหนียวแน่น

 

กว่าจะมาเป็นเพลงคัฟเวอร์

ใครจะคาดคิด ลึกเข้าไปยังหุบเขาสลับซับซ้อนของอำเภอริมตะเข็บชายแดน จะมีเพชรเม็ดงามซุกซ่อนอยู่

จัสมิน หรือชื่อภาษากะเหรี่ยงว่า อะปุ๊ (แปลว่าตัวกลมๆ นุ่มๆ) เกิดวันที่ 16 ธ.ค. 2543 ชอบฟังเพลงตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ฝึกร้องอย่างจริงๆ จังๆ ครั้งแรกจากบทเพลง My Love ของวง Westlife ไล่เลี่ยกันกับที่ช่วงนั้นได้มีโอกาสหัดเล่นดนตรีในโบสถ์คริสเตียน ควบคู่กับเรียนพิเศษด้านดนตรีเพิ่มเติม หัดร้องเล่นจนฝีมือคล่องแคล่วแพรวพราวเกินวัย

“อายุได้ 13 ปี หนังเรื่อง Suckseed ห่วยขั้นเทพ กำลังดังสุดๆ พี่ชายเลยชวนคัฟเวอร์เพลงแล้วถ่ายคลิปลงเฟซบุ๊ก แรกๆ ก็ฟังกันไม่กี่คน พอเพื่อนเอาไปโพสต์ลงยูทูบเท่านั้นล่ะ ดังกระหึ่มเลย เพลงที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น คือ เพลงเธอ ของวง Cocktail นอกจากนี้สิ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้คนปลื้ม คือ หนูชอบถ่ายทำคลิปกันริมแม่น้ำซองกาเลียยามเย็นๆ เห็นวิวฉากหลังเป็นสะพานมอญ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองสังขละบุรี ทีนี้กลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ใครมาเที่ยวสังขละก็ต้องถามหา ‘วันนี้น้องจัสมินอยู่ไหม’” จบประโยคเธอหัวเราะน้ำเสียงสดใสร่าเริง

กว่า 3 ปีเต็ม คลิปแล้วคลิปเล่าที่ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ ปลุกปั้นเด็กนักเรียนหญิงธรรมดาๆ ให้กลายเป็นคนดัง ที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้น คือ ปัจจุบันเธอปล่อยคลิปคัฟเวอร์เพลงไปทั้งหมดแล้วกว่า 40 บทเพลง มีผู้ติดตามผลงานคัฟเวอร์เพลงผ่านยูทูบของจัสมินมากกว่า 2.5 แสนคน ยอดไลค์แฟนเพจเฟซบุ๊กเกือบ 1.6 แสนคน และยอดฟอลโลอินสตาแกรมอีก 1.2 หมื่นกว่าคน เรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

 

“วิธีเลือกเพลงมาคัฟเวอร์ลงยูทูบหนูจะเลือกเพลงที่เป็นกระแส มีคนชอบเยอะๆ ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นเพลงที่ตัวเองชอบ เพราะถ้าเราเล่นเพลงที่เราชอบ ก็จะทำมันออกมาได้ดี แต่ก็มีบ้างที่แฟนคลับขอเพลงเข้ามา ถ้าเล่นได้ก็จะเล่นให้ค่ะ ทุกวันนี้มีความสุขทุกครั้งที่ได้คัฟเวอร์เพลงให้ทุกคนฟัง”

จัสมิน บอกว่า ยิ่งเล่น ยิ่งฝึกฝน สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้น ทว่าฝีไม้ลายมือก็พัฒนารุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนูไม่ใช่เน็ตไอดอล

“หนูไม่ใช่เน็ตไอดอล เป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นได้รับรู้ผ่านเสียงเพลง”

ประโยคคมๆ ที่สาวน้อยคนนี้ต้องคอยตอบคำถามว่ารู้สึกยังไงกับการถูกเรียกว่า “เน็ตไอดอล”

 

สำหรับจัสมิน คำว่าเน็ตไอดอล หมายถึงคนที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง ที่สำคัญต้องทำในสิ่งสร้างสรรค์และมีประโยชน์

“โลกโซเชียลทุกวันนี้เปรียบเสมือนอีกสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะโพสต์หรือแสดงออกเฉพาะด้านที่อยากให้คนอื่นรับรู้เท่านั้น สิ่งที่น่ากลัว คือ ทุกเรื่องที่เราแสดงออกไปมันส่งผลกระทบต่อชีวิตเราจริงๆ หนูเลยไม่ค่อยโพสต์ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตลงบนโซเชียล ไม่ระบายอารมณ์ชั่ววูบลง ไม่พาดพิงคนอื่นในทางลบ ในทางกลับกันหนูใช้เครื่องมืออย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ตั้งกลุ่มบนเฟซบุ๊กสำหรับเพื่อนที่มีความสนใจเหมือนๆ บอกเล่า หรือแบ่งปันสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่กัน เช่น ถ่ายคลิปให้ความรู้เรื่องการเล่นดนตรี ดูแลสุขภาพ ความสวยความงาม กีฬา ศิลปะ แล้วก็งานสร้างสรรค์ต่างๆ”

จากเด็กหญิงธรรมดาๆ ต้องกลายมาเป็นเซเลบคนดัง มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังน้อย ทำอะไรคนก็คอยจับตามองแทบไม่กะพริบ นักดนตรีสาววัย 16 ผู้นี้ บอกว่า ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมาก ต้องระมัดระวังเรื่องการวางตัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

“เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวัง หนูใช้วิธีคิดให้เยอะๆ ก่อนทำ คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาก่อนลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องไม่กระทบต่อการเรียน การงาน คนรอบข้าง และครอบครัว ข้อดีของการมีชื่อเสียง คือ มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ โดยมีคนสนับสนุน รอติดตามผลงาน แต่ข้อเสียคืออาจต้องแบกรับความคาดหวังของคนจำนวนมากเอาไว้ ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นความกดดัน”

สีหน้าของจัสมินยามนี้ดูสงบนิ่งราวทะเลไร้คลื่น ทว่าแววตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นเอาจริง

 

“แต่งเอง-ร้องเอง” ความฝันของดาวรุ่งอนาคตไกล

คงไม่เวอร์เกินไปนัก หากจะบอกว่าน้องจัสมินในวันนี้ช่างสวยใส มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์มากๆ ปัจจุบันเธอกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เอก voice theatre ว่างเว้นจากการเรียน เธอเดินสายเล่นดนตรีเพื่อหาประสบการณ์ในโลกแห่งเสียงเพลง

เคล็ดลับการซ้อมดนตรี ฝึกร้องเพลงของสาวน้อยคนนี้อยู่ที่การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วันให้ร่างกายแข็งแรง นอนให้เพียงพอ วอร์มเสียงอย่างถูกต้องก่อนร้องเพลง และหมั่นจับกีตาร์ซ้อมมือทุกวันอย่างต่อเนื่อง

ถามว่าความใฝ่ฝันบนถนนสายดนตรีของเธอคืออะไร จัสมินนิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

“หนูอยากเป็นศิลปินที่มีผลงานเป็นของตัวเอง แต่งเพลงเอง และทำงานในวงการดนตรี วันหนึ่งเมื่อทำงานจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็อยากกลับไปอยู่บ้านเกิดที่สังขละบุรี เพราะที่นั่นเป็นที่ที่หนูอยู่แล้วมีความสุขที่สุด”

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ นี่คือความคิดความอ่านของเด็กสาววัยเพียง 16 ปี

นักร้องอนาคตไกลคนนี้ฝากคำแนะนำไปยังวัยรุ่นทุกคนว่า จงทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ค้นหาตัวเองให้เจอ ถ้าไม่มีกำลังใจก็สร้างกำลังใจให้ตัวเองเสียเลย ซื่อสัตย์กับสิ่งที่เรารัก แล้วสิ่งนั้นจะตอบแทนเรา

ทั้งหมดเป็นเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจของนักร้องสาววัยใส ขวัญใจคนใหม่แห่งโลกโซเชียล จัสมิน-พัชราวลีดำรงค์ธรรมประเสริฐ จำชื่อของเธอไว้ให้ดีๆ

 

สองคนสองใจ ร่วมกันหนึ่งจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475658

สองคนสองใจ ร่วมกันหนึ่งจิตอาสา

โดย…ปอย

‘ไม่จำเป็นต้องช่วยแค่การบริจาคเงิน’ ราณี โกรเวอร์ อายุ 33 ปี

คุณครูสอนโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ

“คุณตาคุณยายของดิฉันเป็นชาวปากีสถานและอินเดียได้โยกย้านถิ่นฐานมาตั้งรกรากในเมืองไทย ที่ จ.นครสวรรค์ ตั้งแต่ท่านยังหนุ่มสาว ส่วนทางด้านคุณปู่คุณย่ามีภูมิลำเนาอยู่ จ.อุบลราชธานี ดิฉันจึงเป็นหลายส่วนผสมของเอเชียเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้พบรักกัน ท่านได้ให้กำเนิดดิฉันและปักหลักใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ที่นี่จึงเป็นบ้านที่ดิฉันคุ้นเคย ไม่เคยแปลกแยกเลย แม้ใบหน้าคมเข้มไม่เหมือนคนไทยสักเท่าไรนัก แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ระดับชาติคือการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คนไทยก็จะต้องฝ่าฟันความโศกเศร้าในครั้งนี้ไปร่วมกันให้ได้ ดิฉันก็ไม่รีรอที่ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่เดินทางไปยังท้องสนามหลวง

“โรงเรียนฮาร์โรว์เรามีเพจเฟซบุ๊ก helpinghandsclubH เป็นคอมมูนิตี้ร่วมกันของครูและเด็กนักเรียน เพื่อทำงานจิตอาสาช่วยเหลือสังคม หลังเหตุการณ์นี้โรงเรียนได้บริจาคเสื้อกันฝนอย่างดี 100 ชุด จากเงินบริจาคผ่านเพจนี้คนละ 500 1,000 บาท เพื่อนำไปซื้อของบริจาคให้แก่ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ หลังเหตุกาณ์เพียง 1 วัน ดิฉันกับเพื่อนสนิทคือ พี่นก ขนิษฐา เป็นครูสอนโรงเรียนนานาชาติเช่นกันค่ะ พี่นกสอนที่โชรส์เบอรี่ กรุงเทพฯ เราสองคนปรึกษากันว่าจะทำอะไรดี ในคืนวันที่ 14 ต.ค. 2559 ช่วงนั้นอากาศโหดร้ายร้อนมากจึงเลือกซื้อร่มเพิ่มอีก 400 คัน แจกพร้อมๆ เสื้อกันฝน เพราะฝนก็ตกหนักไม่หยุดขณะที่ช่วงแรกๆ คนต้องยืนรอกันกลางแจ้ง เรานั่งแท็กซี่ไปกันสองคนค่ะ เจอประชาชนเดินเท้ากลางแดดร้อนๆ ตั้งแต่ก่อนถึงสนามหลวงแล้ว ก็ลงรถแจกกันเลย ทั้งเสื้อทั้งร่มสีดำ แล้วก็เข็นรถแจกต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นของจำเป็นที่คนต้องการมาก

“พอถึงสนามหลวงภาพที่ได้เห็นคือทุกคนแย่งกันแจกของเยอะมาก ทั้งน้ำดื่ม อาหาร ดิฉันรู้สึกในความโศกเศร้าที่สุดแต่เรายังมีความโชคดี โชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ทุกคนมาที่นี่ด้วยหัวใจ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมใจคนไทยที่แท้จริง ล่าสุดดิฉันกับพี่นกระดมเงินซื้อร่มสีดำได้อีก 400 คัน ไปแจกช่วงวันคริสต์มาสที่คนก็ทยอยมาเรื่อยๆ จำนวนไม่ลดลงไปเลย ประชาชนยังเต็มท้องสนามหลวง ในฐานะที่เป็นครูดิฉันสอนให้เด็กได้รู้ว่า จิตอาสาการช่วยสังคมเราไม่จำเป็นต้องช่วยแค่การบริจาคเงินเท่านั้น ดิฉันสอนชั้น Primary School ในโรงเรียนนานาชาติที่มีทั้งเด็กไทย เด็กต่างชาติจากทั่วโลกมารวมกัน แล้วเมื่อชักชวนเด็กๆ ไปทำงานจิตอาสาโดยพาเด็กๆ ไปบริจาคของให้โรงเรียนสอนเด็กตาบอด ก็ได้เห็นอีกมุมของลูกศิษย์ที่คนภายนอกอาจมองว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากครอบครัวฐานะดี แต่อีกภาพคือพวกเขาตั้งใจอยากช่วยเหลือทำกิจกรรมกันเต็มที่ ยอมเหนื่อย ไม่อยากกลับ อยากอยู่เล่นกับเด็กนักเรียนวัยเดียวกันที่พิการทางสายตา การให้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยไปแล้วค่ะ ทุกคนที่มีโอกาสให้ ไม่มีใครรีรอเลยนะคะ”

‘จิตอาสาทำได้ไม่หยุด’ ขนิษฐา พจนอารี อายุ 41 ปี

คุณครูสอนโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ กรุงเทพฯ

“ภาพในความทรงจำปี 2559 ปีที่ผ่านมา คือการได้ไปส่งพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หน้าพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว นอกจากความเศร้าโศกแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนรอพระองค์ท่าน ณ ที่ตรงนั้นได้มีความรู้สึกร่วมกันในเหตุกาณ์นี้คือ ความร้อน ความหิว และกระหายน้ำ หลายคนเป็นลมแต่กลับไม่มีใครย่อท้อลุกหนีทิ้งที่นั่งที่จับจองไว้เลยค่ะ แล้วความที่ครอบครัวของดิฉันปลูกฝังให้ทำงานอาสาเพื่อสังคมตั้งแต่เรายังเป็นเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปบริจาคของในบ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้าอยู่เป็นประจำ ดิฉันจึงคิดว่าเราควรต้องทำอะไรให้คนที่สนามหลวงสัก 1 อย่าง แล้วต้องไม่รอช้าด้วย รุ่งขึ้นวันที่ 14 ต.ค. 2559 ดิฉันก็รีบไปซื้อร่มสีดำ 400 คัน เพื่อบริจาคให้ประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลมาสักการะพระบรมศพ

“สิ่งที่เห็นและได้สร้างความแปลกใจมากๆ คือคนแต่งตัวดี ดูมีสตางค์ไม่ขัดสน ลักษณะเป็นคนในเมืองหลวงจะรีบเข้ามารับร่ม รับเสื้อกันฝน อย่างมั่นใจไม่เก้อเขิน บางคนหยิบร่มไปเลย 2 คัน วันแรกดิฉันกับราณีไปแจกกันเพียง 2 คน เราก็ห้ามไม่ทันร่มและเสื้อกันฝนหมดอย่างรวดเร็วไม่ถึง 20 นาที ไปครั้งที่ 2 ช่วงวันคริสต์มาสก็เป็นอย่างนี้อีกหลายๆ คน จึงต้องบอกว่าขอให้หยิบไปคนละคันนะคะ แบ่งไปให้อีกหลายๆ คนที่ไม่ได้รับ ขณะที่คนต่างจังหวัดก็รีๆ รอๆ ไม่ค่อยกล้าพุ่งเข้ามาหยิบเลยทันที (หัวเราะ) จะเมียงมองสักพักให้มั่นใจก่อนแล้วเข้ามารับไปคนละคัน พอคุยทักทายกันก็รู้ว่าคนต่างจังหวัด หรือคนกรุงเทพฯ จริงๆ ด้วย ก็ยิ่งยืนยันสิ่งที่เราเห็นความแตกต่าง ของคนต่างจังหวัดและคนในเมืองหลวง ดิฉันเกิดที่กรุงเทพฯ ส่วนครอบครัวคุณพ่อคุณแม่เป็นชาวนครศรีธรรมราช ชาวชุมพร การได้กลับบ้านก็ยิ่งเห็นชัดว่าคนเมืองใหญ่เลือกที่จะอยู่แบบสังคมเดี่ยว ขณะคนต่างจังหวัดเลือกการสมาคมกับเพื่อนบ้าน ทำกับข้าวก็แลกเปลี่ยนกันเราได้กินแกงถ้วยฝีมือของคุณป้าคุณน้าข้างบ้านแทบทุกมื้อ

“ดิฉันไปสนามหลวงอีกหลายๆ ครั้ง ก็จะไปช่วยทำอาหารที่ซุ้มชาวชุมพร ชาวนครศรีธรรมราช ช่วยแจกอาหารเป็นงานเพื่อสังคมที่ทำแล้วสบายใจ มีความสุขมาก แล้ววางแผนว่าจะทำไปอีกเรื่อยๆ ไปหยุดเพียงแค่นี้ค่ะ”

 

ดีแทคลั่นขอชิงทุกคลื่นความถี่ เร่งขยายเครือข่ายรับคนใช้เน็ตเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/476065

ดีแทคลั่นขอชิงทุกคลื่นความถี่ เร่งขยายเครือข่ายรับคนใช้เน็ตเพิ่ม

ดีแทค เร่งขยายเครือข่ายรับพฤติกรรมผู้บริโภคใช้เน็ตเพิ่มมาก พร้อมประมูลคลื่น 1800 รอบใหม่ และหารือทีโอทีใช้คลื่น 2300

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาได้ลงทุน 2 หมื่นล้านบาท ขยายเครือข่ายสถานีฐานซูเปอร์ 4จี รองรับพฤติกรรมใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันสถานีฐานซูเปอร์ 4จี รวมกว่า 2 หมื่นสถานี เพิ่ม 240% ถือเป็นปีที่ขยายเครือข่ายมากที่สุดปีหนึ่ง และตามแผนดีเทค 3 ปี (2559-2561) จะลงทุนด้านเครือข่าย 7 หมื่นล้านบาท โดยเป้าหมายปีนี้จะขยายโครงข่ายซูเปอร์ 4จี ทุกอำเภอทั่วประเทศเพิ่ม 25% ขยายโครงข่ายในอาคารรวม 1,000 แห่ง ภายในปี 2563

นอกจากนี้ ยังพร้อมเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะหมดสัญญาสัมปทานกลับคืนมาในปีหน้า โดยไม่มองเรื่องการหมดสัญญาสัมปทานเป็นความเสี่ยง เพราะก็เหมือนกับที่อีก 2 ค่ายเคยมีประเด็นหมดสัญญาสัมปทานไปก่อนนี้ ก็ประมูลคลื่นใหม่ และดีแทคเชื่อว่าจากประสบการณ์ที่เห็นการประมูลคลื่นความถี่ในตลาดก่อนหน้านี้ จะทำให้เตรียมพร้อมเข้าไปประมูลได้ดี

นายนอร์ลิ่ง กล่าวว่า พร้อมกันนี้บริษัทยังสนใจทุกคลื่นความถี่ที่จะมีออกมาให้ใช้ได้ คือ พร้อมเข้าหารือกับบริษัท ทีโอที ในการนำคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้ในเชิงพาณิชย์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หรือคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ของ อสมท เป็นต้น

ปัจจุบันดีแทคมีฐานลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งาน 25 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้งานแบบรายเดือน 4.7 ล้านคน ที่เหลือเป็นแบบเติมเงิน ซึ่งกลุ่มใช้งานรายเดือนถือเป็นฐานลูกค้าสำคัญที่ต้องรักษาไว้และทำให้เติบโตอีกในอนาคต

ขณะที่ภาพรวมพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์มือถือของคนไทยเปลี่ยนไปมาก ปี 2559 มียอดการใช้สำหรับแบ่งปันวิดีโอ และการถ่ายทอดสด (ไลฟ์) เพิ่มขึ้น 150% จากปีก่อนหน้า มียอดการโทรศัพท์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต (วีโอไอพี) เช่น ไลน์ คอลล์ เพิ่มขึ้น 200% ยอดการชมยูทูบเพิ่มเกือบ 100% และยอดการฟังเพลงผ่านมือถือ หรือมิวสิก สตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น 150%

ทั้งนี้ ดีแทคได้ดึง อั้ม-พัชราภาไชยเชื้อ มาเป็นพรีเซนเตอร์ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ลื่น…จ้ะ” เล่าเรื่องราวการใช้ 4จี ที่ไหลลื่น เนื่องจาก อั้ม พัชราภา เป็นนักแสดงที่มีความดึงดูดคนกลุ่มใหญ่ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับบน จึงช่วยนำสิ่งที่ดีแทคอยากสื่อสารไปยังผู้บริโภคได้ดีขึ้น