4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668863

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 08:08 น.4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว“ทำงานให้สุด แล้วหยุดที่ ICU” วลีคุ้นหูที่ฟังดูติดตลก แต่ถ้าคิดตามแบบในชีวิตจริงคงเป็นสิ่งที่ตามหลอนคนทำงานอย่างเราๆ และเพื่อไม่ให้รู้ตัวเมื่อสาย เราได้รวบรวม 4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัวมาให้เพื่อเช็กอาการเบื้องต้นกันไว้เลย

  • ถ้าใช้ข้อม้อมือหนัก ๆ จนเกิดอาการชา หรือปวดที่นิ้วมือและฝ่ามือ ลามไปจนถึงไหล่ บางครั้งกำมือได้ไม่แน่น อาจจะหมายความว่าคุณเริ่มมีอาการ โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
  • ถ้าจ้องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีจอต่าง ๆ นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จนมีอาการตาล้า ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้จนเกิดอาการปวดหัว อาจเป็นอาการของ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม
  • โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาจจะเกิดขึ้นกับคนทำงานที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ จนเกิดอาการปวดคอ แล้วเริ่มลุกลามไปที่บ่า หลัง จนถึงแขน
  • โรคสำหรับคนทำงานอาจไม่ได้แสดงออกทางร่างกายอย่างเดียว โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน จะทำให้มีความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง  

รู้หรือไม่? โดยปกติคนทำงานทั่วไปใช้เวลาวันละ 8 -10 ชั่วโมงอยู่ในออฟฟิศ

ใน 1 เดือน เท่ากับใช้เวลาในที่ทำงานประมาณ 200 ชั่วโมง

ใน 1 ปี เท่ากับเราใช้เวลาหมดไปกับการทำงานมากถึง 2,400 ชั่วโมง

นี่ยังไม่นับว่าบางคนหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านด้วยอีก เรียกได้ว่าเรานั้นใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดกับการไปทำงาน ซึ่งพฤติกรรมการทำงานแบบหักโหมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ  ทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย หรือแม้แต่โรคทางจิตใจด้วย และด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง อีกทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การรับประทานอาหาร และการนอนพักผ่อนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับภาวะความตึงเครียดเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว จึงมีโรคที่มักเกิดกับคนทำงานมาฝาก และอยากให้ลองสังเกตอาการต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นกับตัวเองหรือยัง

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS): สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่ต้องใช้มือในการทำงาน มักจะมีโรคที่เกิดจากการใช้มือสัมผัสในการทำงาน 

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก

จุดสังเกต: มักจะมีอาการชา หรือปวดที่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนัก ๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้แน่น

สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนัก ๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือมีการเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา

การป้องกันและการรักษา: หากอาการยังไม่รุนแรง เบื้องต้นให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือ ลองหาอุปกรณ์มารองรับ หรือทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท การยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome – CVS): มักเกิดกับคนทำงานผ่านหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำงานที่ต้องใช้ตามองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดปัญหาตามมา

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง

จุดสังเกต: ดวงตาล้า ดวงตาแห้ง รู้สึกแสบตา และดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ รวมถึงดวงตาไม่สามารถโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว ปวดคอ และบ่ารวมด้วย

สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแสงสว่างบนหน้าจอมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ชิดและเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา

การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อย ๆ และหมั่นกระพริบสายตา อีกทั้งปรับความสว่างของแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และระดับหน้าจอให้เหมาะสมกับระดับสายตา คือศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว  ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม: การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานของเหล่าคนทำงาน มักจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับคอและหลัง โดยโรคนี้คนทำงานออฟฟิศมักจะเป็นกัน

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ หมุนคอ

จุดสังเกต: ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้นคือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน

สาเหตุ: มีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะ เช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อย ๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตา ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Nucleoplasty) 

โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน (Attention Deficit Trait – ADT): การทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิดงานอยู่เกือบตลอดเวลา อาจทำเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง 

กลุ่มที่ต้องระวัง: ทุกคน

จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก

สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้น วุ่นวาย ต้องรับผิดชอบงาน ภาวะกดดัน เครียด ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบต้องทำทุกอย่างเพื่อแข่งกับเวลา

การป้องกันและการรักษา: พักผ่อน หรือหาวิธีผ่อนคลาย อาจเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นให้ไปลองพูดคุยและปรึกษาจิตแพทย์

การขยันทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่การดูแลรักษาสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะหากเรามองเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่อาจตามมาคือความเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจ นำไปสู่โรคต่าง ๆ ที่อาจจะต้องเสียเงิน และเสียเวลาในการรักษา ดังนั้นลองให้เวลาตัวเองสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่าร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนอะไรมาให้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

ขอบคุณ jobthai.com / freepik.com

แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668859

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย อธิบายภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19

จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นได้ว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะกระตุ้นทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางรายเกิดอาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อม ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ผู้ป่วยมีอาการผมร่วง เป็นหย่อม ๆที่ศีรษะ โดยอาจจะมีขนร่วงที่บริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น คิ้ว หนวด จอนหรือขนตามร่างกาย ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการผมร่วงทั่วศีรษะหรือขนตามร่างกายร่วงจนหมด

โดยทั่วไปโรคผมร่วงเป็นหย่อมนี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านตนเอง ร่วมกับมีการเสียการควบคุมของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง โดยร่างกายอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยบางอย่าง เช่น ความเครียดทั้งจากภาวะการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารสื่อประสาทที่บริเวณต่อมผม จึงทำให้การสร้างผมผิดปกติและวงจรชีวิตของผมเปลี่ยนจากระยะเจริญเติบโตเป็นระยะหลุดร่วงเร็วขึ้น

พญ.ชินมนัส เลขวัต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องรอผลการศึกษามากกว่านี้ ในเรื่องอุบัติการณ์การเกิด หลังจากการฉีดวัคซีนเนื่องจากวัคซีน ใช้กระบวนการที่เลียนแบบการสร้างภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้นอาจมีการกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันต้านตนเองและเกิดปฏิกิริยาอักเสบที่บริเวณต่อมผม ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมได้ ซึ่งในปัจจุบันพบรายงานการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม ที่กลับมาเป็นซ้ำหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นไปได้ที่โรคผมร่วงเป็นหย่อมจะเกิดขึ้นใหม่หรือในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากอยู่แล้วจะเกิดมีอาการมากขึ้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หลังจากมีการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวมากพอที่จะสรุปผลได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นน้อยไม่พบว่ามีอาการมากขึ้น ภายหลังการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังพบว่าโรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจเกิดภายหลังการฉีดวัคซีนอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น วัคซีนงูสวัด, วัคซีนไวรัส ตับอักเสบบีและวัคซีนโรคไข้สมองอักเสบเจอี โดยจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมร่วมด้วย เช่น ปัจจัยทางกรรมพันธุ์, ความเครียด, การเจ็บป่วย, โรคภูมิแพ้, โรคไทรอยด์, โรคลูปัส, ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก, ภาวะการขาดวิตามินดี

ซึ่งการดูแลและรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนหรือหลังการติดเชื้อโควิด-19 ควรจะรักษาตามมาตรฐานของการรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม โดยการรักษาขึ้นกับขนาดพื้นที่ของผมร่วงที่ศีรษะ ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย มีผมร่วงเป็นหย่อมเพียงเล็กน้อย อาการผมร่วงอาจหายได้เองหรือไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง ด้วยการทายาสเตียรอยด์หรือฉีดยาสเตียรอยด์ที่ศีรษะร่วมกับการทายาไมน็อกซิดิล (Topical minoxidil) 2-5% วันละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นผมให้ขึ้นใหม่ สำหรับในผู้ป่วยที่มีอาการมาก มีผมร่วงทั่วศีรษะหรือมีขนตามร่างกายร่วงด้วย ควรจะพบแพทย์เพื่อพิจารณาหาวิธีการรักษา เช่น การรักษาด้วยยาทาไดฟีนิลไซโคล, โพรพีโนนหรือ ยาทาดีพีซีพี หรือยาชนิดอื่น ๆ ตามที่แพทย์เฉพาะทางพิจารณา นอกจากนี้การรับประทานเหล็กและวิตามิน เช่น สังกะสี (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) ยังไม่มีหลักฐานทางการศึกษาชัดเจนว่าจะมีส่วนช่วยรักษาในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีภาวะขาดเหล็กหรือวิตามิน

ด้าน รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบมากมายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตที่ย่ำแย่จากการวิตกกังวลและความเครียดที่มีมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียตามมากับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคม โรคผมร่วงเป็นหย่อมเป็นอีกโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนน้อย การไม่สบายอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น ภาวะโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอื่น ๆ อาทิ โรคเอสแอลอี (SLE), โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวของคนไข้มาทำลายรากผม ทำให้ผมหลุดร่วงเป็นหย่อม อาจจะเริ่มจากหย่อมเดียว ( Alopecia areata) กระจายหลาย ๆ หย่อม (Multiple alopecia areata) ผมร่วงทั้งศีรษะ(Alopecia totalis) หรือมีขนตามร่างกายร่วงทั้งหมด (Alopecia Universalis) สาเหตุของการเกิดโรคเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งเดิมมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ กลับมาทำลายเซลรากผมของคนไข้เอง

โรคผมร่วงเป็นหย่อม สามารถเกิดได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โอกาสพบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ของจำนวนประชากร ซึ่งการวินิจฉัย ตามปกติโรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากอาการแสดงทางคลินิก คือ มีผมร่วงเป็นหย่อม ลักษณะของผมร่วงเป็นผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) อาจมีหย่อมเดียว หลายหย่อม ทั่วทั้งศีรษะหรือมีขนคิ้ว ขนตา ขนรักแร้ ขนตามตัวต่าง ๆ ร่วงด้วยก็ได้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย โดยการดำเนินโรคส่วนหนึ่งสามารถหายขาดได้ ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื้อรังและอีกส่วนหนึ่งจะไม่หายถึงแม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว

ผลวิจัยชี้ชัด ‘ออกกำลังกาย’ มีดีกว่าแค่ ‘ลดน้ำหนัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668810

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 13:05 น.ผลวิจัยชี้ชัด 'ออกกำลังกาย' มีดีกว่าแค่ 'ลดน้ำหนัก'รู้หรือไม่? “ออกกำลังกาย” มีดีกว่าแค่การ “ลดน้ำหนัก” ช่วยเพิ่มความฟิตพร้อมพิชิตโรค ผลวิจัยชี้ชัดลดความเสี่ยงให้คนอ้วน ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีมีชีวิตยืนยาว

รู้ว่าดี..แต่ลุกขึ้นมาทำกี่ทีก็แพ้ งานนี้คนที่อยากหันมาโฟกัสเรื่องสุขภาพให้มากขึ้นต้องรู้ เมื่อการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง บางคนเป้าหมายของการออกกำลังกายคือต้องการมี “น้ำหนักที่ลดลง” แต่ในความจริงแล้ว น้ำหนักที่ลดลงและหุ่นที่สวยงามถือว่าเป็นของแถม เพราะสิ่งที่จะได้เต็มๆ นั้นคือสุขภาพที่ดีรอบด้าน ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย ระบุถ้าเป้าหมายคือ “ผอมลง” หรือ “น้ำหนักลง” ในตอนเริ่มต้นของการออกกำลังกายอาจท้อ เพราะน้ำหนักมักลดลงไม่มาก เหตุผลมาจากเมื่อออกกำลังกาย ปริมาณไขมันซึ่งมีน้ำหนักเบาจะลดลง แต่สิ่งที่ได้มาคือกล้ามเนื้อซึ่งมีน้ำหนักที่มากกว่าไขมัน ซึ่งในความเป็นจริงนั่นคือเรื่องที่ดี เพราะกล้ามเนื้อนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้อช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายตอบสนองไวต่ออินซูลิน ช่วยเรื่องความแข็งแรงต่อร่างกายที่ถึงแม้ว่าตัวเลขน้ำหนักบนเครื่องชั่งจะลดลงไม่มาก แต่หากเทียบกับมวลกล้ามเนื้อที่ได้มา ได้ระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น คลอเคสเตอรอลที่ลดลง นับว่าเป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่า และหากต้องการมีอายุยืนยาว มีสุขภาพที่ดีใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสนุกกับไลฟ์สไตล์ตามที่ต้องการ “การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง” มีความสำคัญมากกว่า “การลดน้ำหนัก” ซึ่งทุกคนสามารถสร้างสุขภาพที่ดีได้ทุกเมื่อ หากมีความกระตือรือร้นเพียงพอ

ผลวิจัยชี้ชัดคนอ้วนลดความเสี่ยงจากโรคได้ด้วย “การออกกำลังกาย”  

แต่ถ้ามีเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดี ไม่อยากมีโรครุมเร้า ผลวิจัยนี้สนับสนุนชัดว่า การออกกำลังกายมีผลดีแน่นอน โดย Dr. Glenn Gaesser ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนาในฟีนิกซ์ เชี่ยวชาญเรื่องความไม่เพียงพอของการออกกำลังกาย ได้ศึกษาผลกระทบของการออกกำลังกายเพื่อผลต่อการดูแลองค์ประกอบร่างกายและการเผาผลาญอาหารมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเน้นเฉพาะผู้ที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงความไร้ประโยชน์ของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก พบว่าสภาวะปัญหาสุขภาพที่สำคัญ รวมทั้งความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี หรือการดื้อต่ออินซูลิน ดีขึ้นอย่างมากหลังจากเริ่มออกกำลังกาย ไม่ว่าพวกเขาจะลดน้ำหนักหรือไม่ก็ตาม

Dr. Gaesser จึงเริ่มสงสัยว่า ความฟิตอาจทำให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกินสามารถมีสุขภาพการเผาผลาญที่ดี ไม่ว่าตัวเลขมวลกายจะเป็นอย่างไร

ผลศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ใน iScience ของเดือนล่าสุด โดย Dr. Gaesser และเพื่อนร่วมทีม Siddhartha Angadi ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาและการเคลื่อนไหวร่างกาย มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในชาร์ลอตส์วิลล์ ได้เริ่มสำรวจฐานข้อมูลการวิจัยสำหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการอดอาหาร การออกกำลังกาย ฟิตเนส, เผาผลาญสุขภาพและอายุยืน มีความเกี่ยวข้องกับผู้ชายและผู้หญิงจำนวนหลายหมื่นคนที่ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วน พบว่าการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถนะของร่างกาย มีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับสูงกว่าการลดน้ำหนัก  

ช่วยลดเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรให้คนอ้วนได้มากถึง 30%

ผลศึกษาแสดงให้เห็นว่า คนอ้วนที่เริ่มออกกำลังกายและปรับปรุงสมรรถภาพของตนเอง สามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 30% หรือมากกว่านั้น แม้ว่าน้ำหนักจะไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่คนอ้วนลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหาร (ไม่ใช่จากการป่วย)  ความเสี่ยงเสียชีวิตในวัยหนุ่มสาวในทางสถิติจะลดลงประมาณ 16% โดยงานวิจัยบางชิ้นพบว่า “การลดน้ำหนักในกลุ่มคนอ้วน ไม่ได้ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเลย”

นอกจากนี้ คนที่หวังลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร จะทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ซึ่งก็คือระบบการเผาผลาญแย่ลง ส่งผลให้น้ำหนักดีดกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิมหากกลับไปทานอาหารตามปกติ และจะมีผลเสียต่าง ๆ ที่ตามมา เช่น โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และมีชีวิตที่สั้นลง แต่ในทางกลับกัน การออกกำลังกายจะทำให้ไขมันในอวัยวะภายในบางส่วนลดลงแม้น้ำหนักโดยรวมจะลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบการทำงานภายในดีขึ้นด้วย

หลักการทบทวนใหม่ของงานวิจัย จึงสรุปได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี แต่สุขภาพจะดีขึ้นและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจะลดลงได้ ด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกายและความฟิต  

และจากการสำรวจข้อมูลในประเทศไทย พบว่า “โรคอ้วน” เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน โดยช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมาก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยประมาณ 19.3 ล้านคน คิดเป็น 34.1% ที่มีภาวะ “อ้วน” และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน อ้วนลงพุงกว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็น 37.5% ขณะที่ทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วน จำนวนกว่า 800 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ดังนั้น การเพิ่มกิจกรรมทางกายจึงเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่พลาดไม่ได้ เพื่อเพิ่มความฟิต ช่วยพิชิตโรค ทำให้มีอายุยืนยาว 

แพทย์แนะวิธีคัดกรองมะเร็งปอด เพิ่มโอกาสรอด ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668530

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 12:03 น.แพทย์แนะวิธีคัดกรองมะเร็งปอด เพิ่มโอกาสรอด ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำตรวจก่อน พบไว รู้ทันภัยมะเร็งปอด : เดือนมะเร็งปอดโลกแพทย์แนะวิธีคัดกรองมะเร็งปอด หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะต้น ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นับเป็นเดือนมะเร็งปอดโลก ที่ทั่วโลกร่วมตระหนักถึงภัยของมะเร็งปอด โรคร้ายที่จัดเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขอันดับต้น ๆ ของโลกและประเทศไทย เนื่องจากมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการในระยะต้น จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ตรวจพบในระยะแพร่กระจายหรือลุกลามไปตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว สถิติเผยว่า ผู้ป่วยในระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายมีไม่ถึง 5% เท่านั้นที่มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการเข้ารับการรักษามะเร็งปอดอย่างทันท่วงที คณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (TLCG) ภายใต้มะเร็งวิทยาสมาคม ร่วมกับ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้จัดงาน “ตรวจก่อน พบไว รู้ทันภัยมะเร็งปอด” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเปิดงาน และยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านที่มาร่วมกันเสวนา แบ่งปันมุมมอง และประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการป้องกัน การวินิจฉัย และการรักษามะเร็งปอดให้แก่ประชาชาชนทั่วไป เนื่องจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะต้น มีส่วนช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดีและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ นอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งปอดยังได้เรียนรู้แนวทางการดูแลตัวเอง ในช่วงโควิด-19 อีกด้วย

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ข้อมูลจาก Global cancer Observatory ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2563 โรคมะเร็งปอดมีอุบัติการณ์และอัตราการตายสูงสุดเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในประเทศไทย โดบพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่สูงถึง 23,717 ราย หรือคิดเป็น 65 รายต่อวันโดยเฉลี่ย อีกทั้ง ประชาชนไทยอีกกว่า 20,395 ราย หรือคิดเป็น 56 รายต่อวันโดยเฉลี่ยเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด ซึ่งสถานการณ์ความรุนแรงของโรคนี้ยังมีเเนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ริเริ่มนโยบาย ‘มะเร็งรักษาได้ทุกที่’ หรือ Cancer Anywhere ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เพื่อคลายความกังวลด้านระยะเวลาการรอคอยและอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยมะเร็ง แต่ความท้าทายหลักของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด คือ สัดส่วนการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะต้นยังคงน้อยอยู่ ดังนั้น ความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่ระยะต้นมากยิ่งขึ้น

พ.ท.ผศ. นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ระยะของมะเร็งปอดที่เข้ารับการรักษามีผลโดยตรงต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดย พ.ท.ผศ. นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวถึงการคัดกรองมะเร็งปอดและการสังเกตอาการเบื้องต้นว่า “หากเจอมะเร็งปอดในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 5% เท่านั้น ระยะที่ 3 หรือระยะลุกลามเฉพาะที่ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 30% แต่ถ้าเราเจอมะเร็งปอดระยะ 1 หรือ 2 ก็คือระยะต้น ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 5 ปี สูงเกือบ 60% อย่างไรก็ตามประเทศไทยตรวจพบมะเร็งปอดระยะต้นเพียงแค่ 30% เท่านั้น ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป พบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นสูงถึง 52-54% เนื่องจากในสหรัฐอเมริกามีแนวปฏิบัติของ National Comprehensive Cancer Network (NCCN) และในยุโรปเองมีแนวปฏิบัติของ European Society of Medical Oncology (ESMO) ซึ่งแต่ละมาตรการล้วนแนะนำไปในทางเดียวกัน ว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (Low dose CT scan) ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง มีโอกาสที่จะตรวจพบมะเร็งปอดระยะต้นได้มากขึ้น”

ผู้ที่มีสุขภาพดีแต่มีแนวโน้มว่าอาจเกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 – 80 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่จัดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น สูบบุหรี่มากกว่า 30 ซองต่อปี หรือเคยสูบบุหรี่นานกว่า 15 ปี ผู้ที่ประกอบอาชีพในสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมรถยนต์ โรงงานผลิตฉนวนกันความร้อน มีโอกาสที่จะสูดดมแร่ใยหินหรือสารแอสเบสตอส (asbestos) นิเกิล โครเมียม เข้าไปเป็นเวลานาน วินมอเตอร์ไซด์ พนักงานกวาดถนน พนักงานในศาลเจ้าซึ่งสูดดมควันธูปเป็นประจำ เป็นต้น ผู้ที่มีประวัติโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือมะเร็งปอด ซึ่งอาจมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ที่ผิดปกติภายในร่างกายของแต่ละคนก็ส่งผลให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ลดปริมาณการสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่สูบหรี่ การสวมใส่หน้ากากชนิดที่กันฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น ก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปอดลงได้

พญ.ธนิศา ทองใบ สาขารังสิวินิจฉัยระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พญ.ธนิศา ทองใบ สาขารังสิวินิจฉัยระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปรียบเทียบวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบต่างๆ ว่ามีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันไป  “การเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Chest x-ray ซึ่งมักรวมอยู่ในรายการตรวจสุขภาพประจำปี ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะคัดกรองเซลล์มะเร็งปอดในระยะต้นที่มีขนาดเล็ก ส่วน CT scan  ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่ามาก เป็นวิธีที่ต้องรอคิวนาน บุคลากรด้านรังสีแพทย์ยังมีอยู่จำกัด และผู้เข้าตรวจได้รับรังสีในปริมาณสูง ดังนั้น วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในปัจจุบันที่มีมาตรฐานและมีความแม่นยำกว่าการเอกซเรย์ทรวงอกถึง 6 เท่า คือการตรวจเอกเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (low dose CT scan) ซึ่งช่วยให้พบมะเร็งปอดได้รวดเร็วตั้งแต่ระยะต้น จึงทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดลงได้ 20%”

ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการแสดงอาการ ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีอาการเลย ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเจอว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกาย ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีอาการเล็กน้อย เช่น ไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน รับประทานยาแก้ไอแล้วแต่ไม่หาย ดังนั้น พยาธิแพทย์จึงจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อปอดเพื่อนำไปวิเคราะห์แปลผลว่าเป็นมะเร็งปอดหรือไม่ เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งปอด เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชาจะร่วมกันวางแผนแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับระยะของโรค ขนาดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง และความพร้อมทางร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังการผ่าตัด และรังสีรักษา

นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ด้านการรักษามะเร็งปอดด้วยวิธีการผ่าตัด นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “หากแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นผ่าตัดได้ เทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดใหญ่แบบเปิดช่องอก โดยแพทย์จะผ่าก้อนเนื้อออกไป ผ่าตัดปอดบางกลีบ หรือผ่าปอดออกทั้งข้าง วิธีนี้มีข้อจำกัดก็คือ แผลค่อนข้างใหญ่และผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นนาน ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งแผลมีขนาดเล็กและใช้เวลาพักฟื้นสั้น ทั้งนี้ การรักษามะเร็งปอดระยะต้นด้วยวิธีการผ่าตัดทั้งสองเทคนิคช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดให้กับผู้ป่วยได้มาก”

ในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย โดย พ.ท. ผศ. นพ.ไนยรัฐ กล่าวเสริมว่า “การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นมีทั้งให้ก่อนและหลังการผ่าตัด ดังนี้ การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนขนาดค่อนข้างใหญ่ ยาเคมีบำบัดจะทำหน้าที่ช่วยลดขนาดก้อนก่อน เพื่อให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้น ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด กลไกการทำงานของยาจะเข้าไปกำจัดเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือด และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ช่วยให้ผู้ป่วยคงระยะปลอดโรคไว้ได้นานที่สุด ระยะเวลาในการให้ยาเคมีบำบัดอยู่ที่ 4-6 ครั้ง ทุก 3 สัปดาห์”

ผศ.พญ.ดนิตา กานต์นฤนิมิต รังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ รังสีรักษายังเป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษามะเร็งปอดระยะต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยผ่าตัดไม่ได้ ผศ.พญ.ดนิตา กานต์นฤนิมิต รังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า “แพทย์จะใช้เครื่องฉายแสงส่งผ่านรังสีออกมา รังสีเป็นคลื่นพลังงานสูง แต่ไม่มีคลื่นความร้อน ดังนั้น ผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวล รังสีสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในก้อนหรือเซลล์มะเร็งและตรงเข้าทำลายสารพันธุกรรม (DNA) ส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวต่อได้และตายในที่สุด ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือรังสีจะพุ่งเป้าไปที่รอยโรคได้อย่างแม่นยำ เกิดผลข้างเคียงน้อย และใช้เวลารักษาไม่นาน โดยทั่วไปใช้แพทย์จะฉายรังสีประมาณ 3-10 ครั้ง ใน 1-2 สัปดาห์ ให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีมาก พบว่าในช่วง 5 ปี ผู้ป่วยกว่า 90% ไม่พบการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ”

มะเร็งปอดถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกว่าเป็นมะเร็งปอดนั้น กว่าร้อยละ 70 มักจะตรวจพบในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายแล้ว ดังนั้น การสร้างตระหนักและป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มการเกิดมะเร็งปอดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพราะการเข้าถึงการรักษาตั้งแต่ระยะต้นมีโอกาสสูงที่ผลลัพธ์การรักษาจะเป็นไปในทางที่น่าพึงพอใจ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ช่องทางต่างๆ ดังนี้ LungAndMe: เฟซบุ๊ก LungAndMe, ยูทูป LungAndMe, LINE Official @LungAndMe, เว็บไซต์ www.LungAndMe.com และคลับเฮาส์ @LungAndMe กลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งปอดและผู้ดูแล: พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องมะเร็งปอดได้ในเฟซบุ๊กกลุ่ม ห้องนั่งเล่นพูดคุยเรื่องมะเร็งปอด (สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเท่านั้น) มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง: เฟซบุ๊ก Thai Cancer Society, เว็ปไซต์ www.thaicancersocitey.com และมะเร็งสมาคมวิทยา: เว็บไซต์ http://www.thethaicancer.com/index.html

ภาวะข้อไหล่ติด ทำชีวิตต้องติดขัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668299

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 19:33 น.ภาวะข้อไหล่ติด ทำชีวิตต้องติดขัด“ข้อไหล่ติด ทำชีวิตติดขัด” ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เผย 3 ระยะอาการภาวะข้อไหล่ติด หนึ่งในสาเหตุทำชีวิต “ติดขัด” สามารถรักษาให้หายได้ พร้อมแนะวิธีสังเกต รู้เร็วหายเร็ว!!

ข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) เป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่เกิดได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบบ่อยในวัยสูงอายุ โดยเป็นภาวะที่ทำให้มีอาการปวดไหล่ ไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ปกติดังเดิม มีอาการติดขัด หากปล่อยไว้นานอาจไม่สามารถขยับข้อไหล่ได้ และอาจพัฒนากลายเป็นหัวไหล่ติดแข็ง และขยับไม่ได้ถาวร

นพ.ประกาศิต ชนะสิทธิ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การกีฬา อธิบาย สาเหตุเกิดจากการอักเสบและการหนาตัวของเยื่อหุ้มข้อ เกิดเป็นพังผืด อาจเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น อุบัติเหตุ การบาดเจ็บจากการหันหรือเอื้อมหยิบของเร็วๆ แบบผิดท่า การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย การใช้งานข้อไหล่ซ้ำ ๆ ระยะเวลานาน อาทิการนั่งพิมพ์งาน หรือท่าทางต่างๆ การบาดเจ็บต่างๆ หรืออาจเคยเกิดอุบัติเหตุที่ข้อไหล่เส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาด ที่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของกล้ามเนื้อและเอ็นข้อไหล่ หรือแม้แต่ผู้มีโรคประจำตัว อาทิ เบาหวาน ไทรอยด์

อาการภาวะข้อไหล่ติด เป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะปวด อาการจะเริ่มปวด และค่อย ๆ ปวดเพิ่มขึ้น จนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวข้อไหล่ลดลง แม้เวลากลางคืนเมื่อขยับไปโดนหัวไหล่ข้างที่ปวดก็จะเกิดอาการปวดมากจนรบกวนเวลานอน ส่งผลให้การเคลื่อนไหวในร่างกายไม่เป็นปกติ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
  2. ระยะข้อติด เคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ติดขัดมากขึ้น แม้ขยับเพียงเล็กน้อย หรือแม้แต่การรับประทานอาหาร และการติดกระดุมเสื้อผ้า หรือการสวมเสื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
  3. ระยะฟื้นตัว อาการข้อไหล่ติดจะสามารถฟื้นตัวได้เอง อาการจะค่อยๆดีขึ้น ในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี  พบว่าจะยังมีอาการข้อติดหลงเหลือ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ส่งผลให้การใช้งานไม่เหมือนปกติแต่เดิม

สังเกตอาการที่ควรรีบมาพบแพทย์

  • ปวดไหล่
  • ขยับแขนไม่ได้
  • ยกแขนไม่ขึ้น
  • นอนก็ปวด เมื่อทับแขนด้านที่ปวด
  • เอื้อมแขนหยิบของด้านหลัง ไขว้แขนไม่ได้ เอื้อมหยิบของที่สูงไม่ได้
  • ยกแขนขึ้นสวมเสื้อลำบาก
  • ปวดร้าวลงแขน
  • หิ้วของหนักลำบาก

การรักษาภาวะข้อไหล่ติดแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี

1. การให้ยาเพื่อลดปวด โดยมีทั้งรูปแบบการทานยา และการฉีดยาลดปวด

2. การทำกายภาพบำบัด ด้วยทีมกายภาพบำบัดผู้ชำนาญการ โดยต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ

3. การผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีส่องกล้อง Minimally Invasive Surgery โดยหากมีอาการปวดมากไม่สามารถใช้แขนดำเนินชีวิตได้ปกติ และใช้การรักษาวิธีข้างต้นไม่ได้ผล การผ่าตัดแบบแผลเล็กช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อีกครั้ง โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้แขน และเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ปกติ โดยแพทย์จะใช้การส่องกล้องข้อไหล่ โดยเจาะรูที่ข้อไหล่ 3-4 รู ขนาดของรูละ 0.5 – 1 ซม. เพื่อใส่เครื่องมือการส่องกล้องเข้าไปโดยกล้องจะถ่ายภาพภายในข้อไหล่โชว์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และทำการผ่าตัด ซ่อมแซม ตกแต่งเยื่อหุ้มข้อด้วยเทคนิคแบบแผลเล็กเจ็บน้อย ช่วยลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อ และเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็วได้กว่าการผ่าตัดแบบเปิด

ภาวะข้อไหล่ติดสามารถรักษาได้หากรีบเข้ามาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยยิ่งเกิดกับผู้สูงอายุด้วยแล้ว ลูกหลานอาจควรช่วยสังเกตอาการและรีบพามาพบแพทย์ เพราะส่วนใหญ่จะปล่อยให้เรื้อรัง โดยเมื่อเป็นมากแล้วถึงยอมมาพบแพทย์ หากมาพบแพทย์เร็วก็จะยิ่งส่งผลให้ลดการเจ็บปวด การบอบช้ำของกล้ามเนื้อโดยรอบที่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะข้อไหล่ติด และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น โดยชีวิตไม่ติดขัดจากข้อไหล่ติดอีกต่อไป

5 เคล็ดลับ ‘ดับหิว’ ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668290

วันที่ 15 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.5 เคล็ดลับ 'ดับหิว' ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง!!คนอยากผอมต้องรู้!! How to ควบคุมความหิว ด้วย 5 เคล็ดลับที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้อยู่หมัด

การควบคุมความหิวอาจเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดเมื่อคุณกำลังลดน้ำหนัก คนส่วนใหญ่บ่นเรื่องการควบคุมความหิวมากกว่าเรื่องอื่น บางคนอาจจะบ่นเกี่ยวกับการนับแคลอรี หรือการจดบันทึกสิ่งที่รับประทานในแต่ละวัน บางคนอาจจะบ่นเรื่องการหาเวลาออกกำลังกาย แต่ไม่มีวันใดเลยที่ไม่มีใครบอกว่า พวกเขาไม่สามารถหยุดความอยากอาหารได้ และยังคง “หิวตลอดเวลา!”

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มีเคล็ดลับมากมายที่จะช่วยให้คนอยากสุขภาพดีควบคุมอาหารได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ขั้นแรกคือ ต้องรู้ตัวก่อนว่า คุณกำลังหิวจริงๆ หรือไม่?

 

จะรู้ได้อย่างไรว่า คุณกำลังหิวจริงๆ

ความรู้สึกหิวไม่ได้เหมือนกับ “การอยากกินอะไรซักอย่าง” มีสัญญาณที่ชัดเจนบางอย่างซึ่งช่วยให้คุณแยกแยะความหิวที่เกิดจากความเครียดหรืออารมณ์ออกจากความหิวที่แท้จริงของร่างกายได้ ก่อนอื่นให้ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้: ท้องของคุณร้องหรือไม่ ระดับพลังงานของคุณกำลังลดลงหรือไม่ และคุณมีอาการ “สมองล้า” หรือรู้สึก “ฉุนเฉียว” บ้างหรือไม่

ถ้าคุณรู้สึกว่ามีอาการใดๆ เหล่านี้ คุณอาจจำเป็นต้องเติมพลังงาน อาการเหล่านี้คืออาการทั่วไปของความหิวที่แท้จริง เมื่อคุณรู้สึกแบบนี้ ร่างกายของคุณจะตอบสนองเมื่อคุณรับประทานอะไรเข้าไปแล้ว คุณจะรู้สึกดีขึ้น ถ้าคุณกำลังกินด้วยเหตุผลอื่นนอกจากความหิว ไม่ว่าจะด้วยความเบื่อหน่าย ความโกรธ หรือความเศร้า อาหารจะไม่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น หรือหากช่วยได้ คุณก็จะรู้สึกดีได้เพียงไม่นาน ถ้าคุณกำลังประสบกับอารมณ์หรือความเครียด หรืออยากกินอาหารบางอย่างเพียงเพราะดูน่ากินหรือกลิ่นหอม คุณอาจจะไม่ได้หิวจริงๆ ในกรณีนั้น คุณต้องหาวิธีอื่นในการจัดการกับความอยากกิน

5 วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมความหิว

ซูซาน โบเวอร์แมน เน้นย้ำว่าการควบคุมความหิวมีเป้าหมายอยู่ที่การระงับความหิวที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องร้อง พลังงานต่ำ หรือความหงุดหงิดฉุนเฉียวที่มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน และเนื่องจากความหิวที่แท้จริงทำให้คุณอยากอาหาร คุณจึงต้องเรียนรู้เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดีและหยุดความหิวนั้นลง หากเป้าหมายของคุณคือการลดน้ำหนักด้วยการจำกัดแคลอรี และนี่คือ 5 เคล็ดลับที่ดีที่สุดในการควบคุมความหิวและระงับความอยากอาหารของคุณ

· ใช้โปรตีนเป็นตัวทำลายความหิว

โปรตีนขจัดความหิวได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน ดังนั้น เราควรเพิ่มโปรตีนที่ไม่มีไขมันในอาหารแต่ละมื้อหรือในอาหารว่าง ทั้งนี้ ในความจริงแล้ว โปรตีนไม่เพียงมีผลดีในด้านระบบย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกพึงพอใจและจิตใจปลอดโปร่งอีกด้วย

· ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง

น้ำและไฟเบอร์ไม่มีแคลอรี แต่น้ำและอาหารไฟเบอร์สูงที่มีมีปริมาณเยอะจะช่วยเติมพื้นที่ในกระเพาะของคุณ ทำให้คุณอิ่มท้อง พืชผักส่วนใหญ่ (ยกเว้นพวกแป้ง อย่างมันฝรั่ง ข้าวโพด และถั่ว) มีแคลอรีน้อยมากเพราะมีน้ำและไฟเบอร์สูง ผลไม้ที่มีน้ำมากอย่างแตงโมและสับประรด และผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงอย่างเบอร์รี่ สามารถช่วยให้อิ่มท้องได้ ทั้งยังมีแคลอรีค่อนข้างต่ำ

· การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมความหิว

การออกกำลังกายสามารถระงับฮอร์โมนความหิว ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหารของคุณได้ แต่เพื่อให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ร่างกายของคุณจำเป็นต้องได้รับพลังงานอย่างเหมาะสม ในบางครั้ง ระหว่างการลดน้ำหนัก หลายคนอาจจะลดแคลอรีลงมากเกินไปจนไม่มีพลังงานในการออกกำลังกาย ดังนั้น การออกกำลังกายเพื่อระงับความหิวจึงไม่ได้ผล ผู้คนมักบอกว่า พวกเขารู้สึกว่าการออกกำลังกายทำให้หิวและทำให้กินมากขึ้น แต่บ่อยครั้ง สาเหตุเป็นเพราะพวกเขาเติมพลังงานอย่างไม่ถูกต้องในช่วงก่อนและหลังการออกกำลังกาย

· ดื่มน้ำเพื่อช่วยให้รู้สึกหิวน้อยลง

การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องมากขึ้น บางคนสับสนระหว่างความกระหายน้ำกับความหิว ดังนั้นแม้ร่างกายจะกระหายน้ำ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ลงเอยด้วยการกินแทน หากคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอ คุณก็จะรับประทานอาหารน้อยลง

· การรับประทานอาหารมื้อเล็กและบ่อย ช่วยลดความอยากอาหารของคุณ

เมื่อคุณกินอาหารมื้อเล็กๆ ทุกสองถึงสามชั่วโมง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลของคุณคงที่ตลอดทั้งวัน นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะระดับน้ำตาลที่ลดลงจะทำให้หิวมากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าคุณจะคิดว่าปริมาณอาหารที่น้อยลงจะไม่เพียงพอสำหรับคุณ แต่การที่รู้ว่าจะได้รับประทานอาหารอีกครั้งในอีกสองถึงสามชั่วโมงข้างหน้ามักจะทำให้คุณจัดการกับความหิวได้ง่ายขึ้น

100 ปี ‘อินซูลิน’ : การเข้าถึงการดูแลโรคเบาหวาน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะต้องเมื่อไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667966

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.100 ปี 'อินซูลิน' : การเข้าถึงการดูแลโรคเบาหวาน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะต้องเมื่อไร?ฉลองครบรอบ 100 ปี “อินซูลิน” หลายภาคส่วนร่วมมือส่งเสริมสุขภาพ ในวันเบาหวานโลก 2564 หวังเพิ่มการเข้าถึงการรักษา – ชี้เหลื่อมล้ำรักษาและการตีตรายังเป็นปัญหาสำคัญ

เนื่องในวันเบาหวานโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF: International Diabetes Federation) ได้กำหนดให้มีการรณรงค์ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งในปีนี้มีการกำหนดหัวข้อรณรงค์เป็น Access to Diabetes Care. If not now, When?

ทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ จึงได้จัดงาน Together Fight Diabetes ควบคุมเบาหวานดี #ของมันต้องมี ภายใต้คอนเซ็ปต์ การเข้าถึงการดูแลโรคเบาหวาน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะต้องเมื่อไร ที่สำคัญปีนี้ยังเป็นวันครบรอบ 100 ปี “อินซูลิน” อีกด้วย ทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย อาทิ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวมทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมมือกันดำเนินการและหารือถึงทิศทางด้านนโยบายเพื่อให้ผู้ที่เป็นเบาหวานให้ได้เข้าถึงการดูแลรักษา และดูแลตนเองได้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องการรักษาเบาหวานอย่างต่อเนื่อง การดูแลติดตามระดับน้ำตาลด้วยตนเอง สื่อการสอนเพื่อให้ความรู้ที่ใช้เพื่อการดูแลตนเอง พร้อมมุ่งผลักดันให้โรคเบาหวานซึ่งเป็นวาระด้านสุขภาพของโลกและประเทศไทยที่ต้องร่วมมือกันดูแลและป้องกัน ยกระดับการเข้าถึงการรักษาให้กับประชาชน ตลอดจนหาแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เผยว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ประมาณ 5 ล้านคน หรือเปรียบเทียบได้ว่า 1 ใน 10 คนไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป กำลังป่วยด้วยโรคเบาหวาน และมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งแสนคนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 40% ที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ขณะที่ผู้ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษามีเพียง 54.1% หรือเพียง 2.6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 3 คน ที่สามารถบรรลุเป้าหมายในการรักษา ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน สำหรับประเทศไทยมีอัตราความชุกของโรคเพิ่มขึ้นรวดเร็ว สาเหตุเกิดจากปัญหาโรคอ้วนและพฤติกรรมการใช้ชีวิตในเด็กวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เป็นคนวัยทำงานและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”

“ที่สำคัญในปีนี้ ยังครบรอบ 100 ปี ของการค้นพบอินซูลิน ซึ่งถือว่าเป็นตัวยารักษาโรคเบาหวานตัวแรกของโลกและเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยต่อชีวิตผู้คนได้มากมายและทำให้ผู้เป็นเบาหวานใช้ชีวิตได้อย่างมีความปกติสุข อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะค้นพบอินซูลินมา 100 ปี แต่ยังพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานอีกจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงยา อุปกรณ์ตรวจวัดน้ำตาล เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และการเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้อง หรือระบบสนับสนุนทางจิตใจหรือทางสังคม ทั้งที่ผู้เป็นเบาหวานต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังพบว่า ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ได้ไปรักษาตามที่แพทย์นัด ไม่ได้รับการตรวจติดตามผลการรักษาตามปกติ ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี และเมื่อมีการติดเชื้อโควิด จะทำให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ยาก รวมทั้งอาจจำเป็นต้องได้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ทำให้ระดับน้ำตาลควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น การติดเชื้อรุนแรงขึ้นและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป  ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรง จำเป็นต้องให้การรักษาที่บ้าน อาจจะส่งให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากระดับน้ำตาลสูงได้ จึงได้มีการตั้งกลุ่มบุคลากรการแพทย์จิตอาสาดูแลผู้ป่วยผ่านสื่อออนไลน์ และถ้าเป็นเบาหวาน หรือมีปัญหาน้ำตาลสูง สามารถส่งปรึกษาทีมแพทย์พยาบาลเฉพาะทางเบาหวานเพื่อให้การดูแลต่อ โดยการดูแลปัญหาน้ำตาลสูงที่บ้าน สอนคนไข้และครอบครัวให้มีความรู้และทักษะจัดการภาวะฉุกเฉิน  นอกจากนี้จำเป็นต้องจัดส่งเครื่องเจาะเลือด แผ่นตรวจน้ำตาล และยาอินซูลิน ที่ได้จากเงินบริจาค ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากเป็นความรู้ที่จะใช้ป้องกันผู้ที่เป็นเบาหวานในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เป็นการสอนการแก้ไขระดับน้ำตาลผิดปกติเพื่อกันการเกิดภาวะฉุกเฉินจากระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำได้เมื่อผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่ที่บ้านดูแลตัวเองยามเจ็บป่วย”

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า “กรมการแพทย์ได้ทำทุกอย่างในเรื่องของวิชาการ เพื่อนำวิชาความรู้เข้าไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศ ส่วนเรื่องการจัดการการดูแลผู้ป่วยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญนั้น เป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำแต่ได้มาทำในช่วงโควิด และประสบความสำเร็จมาก ทุกคนสามารถทำ Home Isolation ทำ Telemedicine กันได้หมด โดยที่คนที่ให้คำปรึกษาก็ไม่ใช่แพทย์ทั้งหมด แต่เป็นประชาชนจิตอาสาหรือหน่วยงาน NGO แสดงให้เห็นว่า คนที่เป็นชาวบ้านก็สามารถให้ความรู้ สื่อสารและคุยกันผ่านช่องทางการสื่อสารที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งทุกวันนี้เรายอมรับในเรื่องของ Telehealth แล้ว แค่เติมส่วนที่เป็น Device คืออุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ ต่อท้าย ส่วนเรื่องกองทุน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงฯ ที่จะผลักดันให้คณะกรรมการของกองทุนต่างๆ ได้รับฟังและมองเห็นถึงจุดคุ้มทุน ปัจจุบันเรามี Home Isolation เรามี Home Chemotherapy ถ้าเราจะมีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่บ้านเป็น Home DM หรือ Home NCD แทนที่ผู้ป่วยจะต้องมาที่โรงพยาบาล มีเครื่องมือต่างๆ สนับสนุน และมีแนวทางการดูแลรักษาและเบิกจ่ายแบบที่รักษาโควิด และสามารถสื่อสารสร้างความเข้าใจได้ ประชาชนเข้าถึงการดูแลได้มากขึ้น เป็นการดูแลรักษาที่ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน”

นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “ด้วยจุดกำเนิดของสปสช. หัวใจหลักคือ ต้องการให้คนได้มีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการ ได้สิทธิประโยชน์ หรือสิทธิ์ที่ประชาชนพึงจะได้รับในเรื่องของสุขภาพ โดยต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องของวิชาการ มีมาตรฐานและแนวทางการรักษาเป็นที่ยอมรับ มีประสิทธิภาพ เห็นผล มีความพร้อมของบุคลากรและระบบ ถ้าทุกอย่างมีพร้อม แล้วค่อยมาถึงเรื่องเงิน ว่าคุ้มค่าไหม ไม่อยากให้คิดว่ายาตัวนี้มีราคาแพง แต่ถ้ายาตัวไหนมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษา ก็สามารถผลักดันให้เข้าสู่ระบบได้ เพราะการรักษาค่อนข้างเป็นปลายทางแล้ว ที่เราพยายามทำให้เกิดคือสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมป้องกันโรคที่ยังมี gap อยู่ค่อนข้างเยอะ ถ้าในต่างประเทศ เรื่องการป้องกันแทบจะไม่อยู่ในระบบหลักประกันเลย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของประชาชน แต่ไทยถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองประชาชน จึงอยากให้มองกว้างมากกว่าเรื่องยา เพราะประเทศไทยไม่สามารถผลิตยาได้เอง ยังต้องพึ่งพาคนอื่นมาก เรื่องเบาหวาน ความดัน อยู่ที่พฤติกรรมและปรับระบบการบริการ การดูแลสุขภาพแบบใหม่ให้คนไข้มีความรู้และทักษะที่จะสามารถดูแลตัวเองได้ หรือใช้ดิจิทัล เทคโนโลยี กับเรื่องของการทำการบริบาลทางไกล ซึ่งตอนนี้สปสช.กำลังเดินไปในทิศทางนี้ให้มากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพให้กับประชาชน”

ทั้งนี้ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ยังได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วนเป็นอย่างมาก ในฐานะองค์กรทางวิชาการ และมีกิจกรรมทั้งในด้านการป้องกันโรคเบาหวานในประชาชน และการเผยแพร่ความรู้ที่ทันสมัยแก่บุคคลทั่ไปและบุคคลากรทางการแพทย์  หวังลดอัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ ผู้เกี่ยวข้องด้านกำหนดนโยบาย ทีมบริบาลเบาหวาน และประชาชนเข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการบริหารจัดการเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ผสานความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยมุ่งผลักดันให้โรคเบาหวานซึ่งเป็นวาระด้านสุขภาพของโลกและประเทศไทยที่ต้องร่วมมือกันดูแลและป้องกัน ยกระดับการเข้าถึงการรักษาให้กับประชาชน ตลอดจนหาแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

‘อดอาหาร’ vs ‘ลดอาหาร’ วิธีไหนดีกว่ากัน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667559

วันที่ 08 พ.ย. 2564 เวลา 07:35 น.'อดอาหาร' vs 'ลดอาหาร' วิธีไหนดีกว่ากัน?บทสรุป การทำให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง ระหว่าง “ลดอาหารประเภทที่ให้พลังงาน” (Energy Reduction) หรือ “การอดอาหาร” (Fasting) เลือกวิธีไหนดีกว่า?

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เรื่อง อดอาหารดีกว่าลดอาหาร ใน Dr.Winai Dahlan ดังนี้

รู้ๆ กันอยู่ว่าการบริโภคให้ร่างกายได้พลังงานน้อยลง ช่วยรักษาสุขภาพได้ดีกว่าการบริโภคอาหารมากเกินไป  เพราะการบริโภคทำให้ร่างกายสิ้นเปลืองพลังงานไปกับกลไกการย่อยอาหาร เพียงแต่ถกเถียงกันยังไม่จบเท่านั้น ว่าการทำให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลงนั้น วิธีไหนดีกว่ากันนั่นคือ “ลดอาหารประเภทที่ให้พลังงาน” (Energy Reduction) หรือ “การอดอาหาร” (Fasting) ซึ่งมีหลายวิธี แบบที่นิยมปฏิบัติมากกัน อย่างเช่น 

  • ไอเอฟ (Intermittent Fasting) โดยอดอาหารเป็นช่วง ใน 24 ชั่วโมง กำหนดช่วงอดอาหาร 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง
  • แบบห้าต่อสองไดเอ็ต (5:2 Diet) ในหนึ่งสัปดาห์ กินอาหารตามปกติ 5 วัน อดอาหาร 2 วัน
  • ปฏิบัติแบบมุสลิม ในเดือนรอมฎอน (Ramadan Fasting)

ถกเถียงการอย่างนั้น ดร.ไฮดิ ปัก (Heidi H. Pak) แห่งคณะแพทยศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กับทีมงานจึงร่วมกันทำวิจัยในสัตว์ทดลอง ผลงานตีพิมพ์ในวารสาร  Nat Metab เดือนตุลาคม 2021 ใครสนใจลองไปหาอ่านใน https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34663973/

ผลการศึกษาสรุปได้ง่ายๆ ว่า การอดอาหารอย่างสิ้นเชิง เช่นที่มุสลิมถือศีลอด หรืออดแบบไอเอฟ หรืออดแบบห้าต่อสอง ให้ผลต่อสุขภาพดีกว่าการลดพลังงานจากอาหารลง เป็นต้นว่า การเลือกไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง หรือมื้อเย็น นั้นให้ผลต่อสุขภาพสู้การอดอาหารอย่างสิ้นเชิงในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้ การอดอาหารแบบ fasting ช่วยยืดอายุขัยของหนูทดลองให้ยืนยาวกว่า ทั้งทำให้สุขภาพทั่วไปดีกว่า

การอดอาหารช่วยให้ระดับน้ำตาล รวมถึงระดับอินสุลินในเลือดดีขึ้น การทำงานของตับดีขึ้น ยืดอายุการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย กลไกการทำความสะอาดเซลล์ที่เรียกว่า ออโตฟากี (Autophagy) ดีขึ้น อันเป็นคำตอบว่า เหตุใดอายุขัยจึงยืนยาวขึ้น การอดอาหารควบคู่ไปกับการจำกัดพลังงานที่ร่างกายได้รับ ยิ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น นักวิจัยได้ข้อสรุปมาอย่างนั้น 

สิ่งที่นักวิจัยกำลังศึกษากันต่อคือโมเดลที่ใช้ศึกษาในหนูทดลอง สามารถนำมาประยุกต์ในมนุษย์ได้หรือไม่ และควรปฏิบัติกันในแนวทางไหน สุดท้าย สิ่งที่นักวิจัยได้ให้คำตอบส่วนหนึ่งคือ การบริโภคอาหารนั้น หัวใจไม่ได้อยู่ที่บริโภคเท่าไหร่ แต่อยู่ที่บริโภคอย่างไรและเมื่อไหร่ ความรู้ทางโภชนาการ นับวันจึงยิ่งน่าสนใจ ที่กล่าวกันว่า “ควรเรียนรู้วิธีกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร” จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง ระวังโรคมะเร็งลิ้น!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667534

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.ลิ้นเป็นแผลเรื้อรัง ระวังโรคมะเร็งลิ้น!!“ลิ้น” เป็นอวัยวะสำคัญในการรับรสชาติ การรับประทานอาหารและการพูด และเป็นอวัยวะที่สามารถเกิดมะเร็งได้เหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ หรือที่เรียกว่า “มะเร็งลิ้น” โดยโรคมะเร็งลิ้น จัดเป็นโรคมะเร็งในช่องปากที่พบบ่อยที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา อนุสาขาด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคมะเร็งลิ้น เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งช่องปากที่มีความรุนแรง และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยค่อนข้างมาก โดยสาเหตุหลักของการเกิดโรคมาจากพฤติกรรมสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงพฤติกรรมการเคี้ยวหมาก และการมีแผลบริเวณลิ้นเรื้อรัง ซึ่งอาจจะมีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็งลิ้นได้

อาการแสดงที่ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคมะเร็งลิ้น ได้แก่ มีก้อน เจ็บ หรือมีแผลที่ลิ้นเรื้อรังนานประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ขึ้นไป หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากหากพบว่าเป็นโรคมะเร็งลิ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาหายมีมากกว่า

หลักการวินิจฉัยของโรคมะเร็งลิ้น เบื้องต้นแพทย์จะตรวจดูลักษณะและขนาดของก้อนหรือแผล และตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ได้ผลตรวจยืนยันอย่างทางการ รวมถึงอาจมีการทำ CT Scan หรือ MRI ร่วมด้วย เพื่อดูขนาดของก้อนเพิ่มเติม

การรักษาโรคมะเร็งลิ้น จะขึ้นกับระยะของตัวโรคและสุขภาพของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก จากนั้นจะดูความรุนแรงของโรคจากผลชิ้นเนื้อหลังการผ่าตัดประกอบว่าผู้ป่วยควรได้รับรังสีรักษา และหรือให้ยาเคมีบำบัดต่อไปหรือไม่ ซึ่งหลักการของการผ่าตัดลิ้น ที่สำคัญคือเอาส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้หมด และจะพิจารณาต่อไปว่าสูญเสียเนื้อลิ้นไปเพียงใด และสามารถซ่อมแซมอย่างไรได้บ้าง หากสูญเสียไม่มาก อาจซ่อมแซมโดยการเย็บปิดแผลได้เลย แต่หากสูญเสียเนื้อลิ้นมาก อาจจำเป็นต้องนำเนื้อเยื่อบริเวณอื่นมาซ่อมแซม เพื่อให้ลิ้นมีรูปร่างและการทำงานใกล้เคียงภาวะปกติ เช่น ผิวหนังบางๆบริเวณต้นขา ผิวหนังและหรือร่วมกับกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังแบบหนาบริเวณแขนหรือต้นขายกลอยมาซ่อมแซมซึ่งกรณีนี้ต้องมีการเย็บต่อเส้นเลือด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสุขภาพผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ บางกรณีอาจต้องมีการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอร่วมด้วยเนื่องจากมะเร็งลิ้นมักจะมีการแพร่กระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองที่คอ ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์อาจพิจารณาให้รังสีรักษา และหรือให้ยาเคมีบำบัดต่อไป

อย่างไรก็ตาม การสูญเสียเนื้อลิ้น อาจมีผลต่อการพูด และการรับประทานอาหารไปบ้าง แต่เนื้อลิ้นส่วนที่ยังอยู่ จะสามารถรับรสชาติได้เท่าหรือใกล้เคียงของเดิม

“เวลา” เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ในเรื่องของมะเร็งลิ้นก็เช่นกัน หากปล่อยทิ้งไว้นาน แล้วไม่ได้รับการรักษาจนกระทั่งผ่าตัดไม่ได้ หรือมีการลุกลามหรือแพร่กระจายของมะเร็ง การรักษาจะยากลำบากมากกว่า ทำให้เสียโอกาสที่จะรักษาหายไป แต่หากตรวจพบเร็ว อาจจะผ่าตัดได้ในระยะเริ่มต้น การพยากรณ์โรคก็จะดีกว่า โอกาสหายก็จะมากกว่า นายแพทย์ดนุภัทร กล่าว

จะเห็นได้ว่าการเป็นมะเร็งลิ้นนั้นส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเหนือสิ่งอื่นใด การป้องกันการเกิดโรคจึงมีความสำคัญที่สุด โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคเช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลิ้นแล้ว ยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคอื่นๆ และทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์…อันตรายที่คุณแม่ต้องรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/667147

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 09:50 น.โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์…อันตรายที่คุณแม่ต้องรู้สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ แนะความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในการดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่มักพบในสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ จนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แม้ว่าโรคเบาหวานมักจะหายไปภายหลังการคลอด แต่หากระหว่างที่ตั้งครรภ์ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องอาจเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ได้ เช่น ครรภ์เป็นพิษ การแท้งบุตร ทารกตัวโต ทารกเสีย คลอดไม่ทราบสาเหตุ ปอดทารกไม่สมบูรณ์ หรือ Respiratory Distress Syndrome (RDS) การคลอดติดไหล่ เพิ่มโอกาสการผ่าตัดคลอด ทารกน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะเริ่มกังวลใจ นายแพทย์ธิติพันธุ์ น่วมศิริ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) โรงพยาบาลนวเวช จึงได้มาอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ในการดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

อาการเป็นอย่างไร

โรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ อาจตรวจพบว่าทารกในครรภ์ตัวโต (macrosomia) ครรภ์แฝดน้ำ (น้ำคร่ำมากผิดปกติ) และในบางรายอาจพบความพิการแต่กำเนิดของทารกได้ แพทย์จึงแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติของทารก รวมถึงตรวจหาความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์

สาเหตุของโรค

มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ ทำให้ระบบการเผาผลาญน้ำตาลเปลี่ยนแปลง หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน และต้องการอินซูลินในการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสให้กลายเป็นพลังงานมากขึ้น ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุครรภ์ แต่มักเกิดในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ หรือประมาณ 24-28 สัปดาห์

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์

· อายุมากกว่า 35 ปี

· ภาวะอ้วน หรือน้ำหนักขึ้นเร็วในระหว่างตั้งครรภ์

· มีญาติใกล้ชิดเป็นเบาหวาน

· เคยเป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์

· ประวัติการคลอดที่ผ่านมาผิดปกติ เช่น ทารกตัวโต (>4000 กรัม) ทารกตายคลอด พิการแต่กำเนิด ภาวะครรภ์แฝดน้ำ (น้ำคร่ำมากผิดปกติ)

· พบน้ำตาลในปัสสาวะ

แนวทางรักษา

วิธีการรักษาจะคล้ายคลึงกับการรักษาโรคเบาหวานทั่วไป โดยเน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ในบางกรณี แพทย์อาจจะให้ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่บ้านเพื่อนำมาใช้ในการรักษาต่อไป แนวทางในการรักษาอาจแบ่งง่าย ๆ ออกเป็น 2 วิธี คือ

1. แบบไม่ใช้ยา (nonpharmacologic treatment) โดยให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดปริมาณอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต จำพวกแป้งและน้ำตาล และเพิ่มสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน ผัก ผลไม้ ธัญพืช รวมถึงออกกำลังกายเป็นประจำ

2. แบบใช้ยา (pharmacologic treatment) เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยตนเอง แพทย์จะรักษาด้วยอินซูลินหรือยากินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และให้ผู้ป่วยเจาะเลือดตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับการรักษาได้อย่างเหมาะสม

การดูแล

แพทย์จะทำการตรวจคัดกรองตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย หากอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะมีการตรวจทันทีตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ และตรวจซ้ำเมื่ออายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แต่หากไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจะให้ตรวจเมื่ออายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ โดยการตรวจทำได้ 2 วิธี คือ

1. การตรวจคัดกรองแล้วจึงตรวจวินิจฉัยในรายที่ผลการตรวจคัดกรองผิดปกติ (Two-Step Approach)

· ตรวจคัดกรองด้วย 50 g Glucose Challenge Test (GCT) เป็นวิธีที่ไม่ต้องงดน้ำและอาหารมาก่อนตรวจ ให้หญิงตั้งครรภ์ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม แล้วเจาะเลือดหลังดื่มน้ำตาล 1 ชั่วโมง

· ตรวจวินิจฉัยด้วย 100 g Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) เมื่อผลตรวจคัดกรอง 50 g GCT ผิดปกติ โดยต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง จากนั้นเจาะเลือดตรวจ Fasting Glucose แล้วให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม จากนั้นเจาะเลือดซ้ำทุก 1 ชั่วโมง จำนวน 3 ครั้ง

2. ตรวจเพื่อการวินิจฉัยโดยไม่ต้องตรวจคัดกรองก่อน (One-Step Approach)

· ตรวจวินิจฉัยด้วย 75 g Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) ทำเช่นเดียวกับ 100 g OGTT โดยต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เจาะเลือดตรวจ Fasting Glucose จากนั้นดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม แล้วเจาะเลือดซ้ำทุก 1 ชั่วโมง จำนวน 2 ครั้ง

ป้องกันอย่างไร

เบาหวานในขณะตั้งครรภ์อาจไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการดูแลตัวเองดังนี้

· รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง รับประทานอาหารให้หลากหลายให้เพียงพอต่อความต้องการสารอาหารในแต่ละวัน

· ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งก่อนตั้งครรภ์และหลังตั้งครรภ์

· ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนตั้งครรภ์ และควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์

· ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์

· ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้รับการตรวจเพิ่มเติมอย่างเหมาะสมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะไม่สามารถป้องกันได้ แต่หากรับประทานอาหารอย่างสมดุล ออกกำลังกายเป็นประจำ รวมถึงการฝากครรภ์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การฝากครรภ์และการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความรุนแรงของโรค