ซูมให้ดู รู้ให้ลึก 5 ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659178

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 06:45 น.

ซูมให้ดู รู้ให้ลึก 5 ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แนะหลักปฏิบัติ 5 ประการในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะช่วง Work From Home พร้อมชวนดูแลเส้นผมและหนังศีรษะด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ในกรณีที่ไม่สามารถไปพบแพทย์ได้

ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 หลาย ๆ ท่านอาจจะต้องทำงานอยู่ที่บ้านหรือที่เรียกว่า Work From Home (WFH) รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงอยากจะฝากวิธีที่จะดูแลเส้นผมและหนังศีรษะด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ในกรณีที่ไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ ดังนี้

1. ในการปฏิบัติตัวเพื่อให้ได้เส้นผมที่มีสุขภาพสวยงามในช่วง WFH ต้องประกอบไปด้วยการทำให้มีสุขภาพที่ดี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ควรนอนดึกเกินประมาณ 5 ทุ่ม ทานอาหารให้ ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ถ้าสระผมตอนเย็นควรเป่าด้วยลมเย็นให้แห้งก่อนเข้านอน

2.หมั่นสังเกตอาการผมร่วงว่ามีจำนวนผมที่ร่วงต่อวันปกติหรือไม่ ตามปกติผมคนเราร่วงได้ โดยปกติจะไม่เกิน 100 เส้นต่อวัน ในวันที่ไม่ได้สระผม ส่วนในวันที่สระผม สามารถร่วงเพิ่มได้ถึงวันละ 200 เส้นต่อวัน ดังนั้นในการนับเส้นผมจะนับทั้งหมด 5 ครั้ง โดยเก็บรวบรวมเส้นผมเวลา ตื่นเช้า สาย บ่าย เย็น และก่อนนอน รวบรวมใส่ถุงพลาสติก โดยทำประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนในวันที่สระผม สามารถรวบรวมได้โดยการสระผมในอ่างหรือภาชนะแล้วรวบรวมนับจำนวนเส้นผม ถ้ามีเส้นผมร่วงเกินค่าปกติ ก็ควรหาสาเหตุหรือปรึกษาแพทย์ทันที

3. โรคเส้นผมแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ โรคผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น และแบบมีแผลเป็น

โรคผมร่วงแบบไม่ มีแผลเป็นพบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น ๆ เช่น โรคผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน โรคผมร่วงเป็นหย่อม

แต่โรคผมร่วงแบบมีแผลเป็น เป็นภาวะเร่งด่วน ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยมีวิธีสังเกตอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นโรคในกลุ่มนี้คือ ลองสังเกตที่บริเวณหนังศีรษะ มักจะมีอาการแดง ร้อน หรือมีลักษณะหนังศีรษะที่เป็นดานแข็ง ๆ กว่าหนังศีรษะปกติ ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยเร็ว

4.ในช่วงสถานการณ์ที่มีการ Work From Home อาจเกิดความเครียดหรือนอนดึก ซึ่งความเครียดสามารถทำให้ผมร่วงได้โดยตรง และนอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดภาวะหนังศีรษะอักเสบ ( Seborrheic dermatitis ) ซึ่งจะมีอาการคันที่หนังศีรษะ มีรังแค มีผื่นแดง มีขุย ผมร่วง ในเบื้องต้นการรักษาอาจจะใช้แชมพูกำจัดรังแค เช่น ketoconazole shampoo ควรสระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาต้านการอักเสบในกลุ่มกลุ่มสเตียรอยด์ในระยะสั้น ๆ

5.ในบางท่านที่ไม่สบายติดเชื้อไวรัส COVID-19 ภายหลังจากการรักษา ถ้าหากอาการดีขึ้นแล้ว หลังจากที่หายประมาณ 3 เดือน สามารถเกิดภาวะผมร่วง Telogen effluvium หรือ ที่เราเรียกกันว่า ”จับไข้หัวโกร๋น” ได้ครับ ซึ่งอาการผมร่วงดังกล่าวจะเริ่มดีขึ้นและหายเองได้ประมาณ 3 เดือนหลังจากเส้นผมเริ่มร่วง

ขอให้ทุกท่านลองใช้หลักปฏิบัติ 5 ประการ เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการดูแลสุขภาพเส้นผม และหนังศีรษะในช่วง Work From Home นะครับ ด้วยความปรารถนาดีจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ปลูกต้นไม้ ช่วยลดความเครียดช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659037

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 07:10 น.

ปลูกต้นไม้ ช่วยลดความเครียดช่วงโควิด-19ประโยชน์ของปลูกต้นไม้ : ลดความเครียดช่วงโควิด-19 โดย ดร.ภญ.ชญานิน กีรติไพบูลย์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในช่วงที่สถานการณ์ของโควิด-19 ที่กลับมาแพร่ระบาดอีกระลอกและยังไม่เห็นทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววันนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสุขภาพจิตของเรา ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น ไม่อยากทำอะไร ไม่มีสมาธิจดจ่อขณะทำงาน และบางครั้งอาจมีอาการเบื่ออาหาร 

ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความเครียดและความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากคนใกล้ตัว และกลัวการติดเชื้อเวลาที่ต้องออกจากบ้าน รวมถึงหากติดเชื้อแล้วจะได้รับการรักษาทันท่วงทีหรือไม่ หลายคนจึงใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น

โดยกรมสุขภาพจิตได้ให้คำแนะนำเพื่อรับมือกับความเครียดและวิตกกังวลหลายวิธี ได้แก่ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตระหนก ทำทุกอย่างตามปกติแม้จะเป็นช่วง work from home และหากิจกรรมทำอย่าปล่อยให้ว่า โดยหนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนชอบทำเวลาอยู่ที่บ้านคือการปลูกและดูแลต้นไม้ ซึ่งบางคนอาจเคยสังเกตว่าคนที่ชอบต้นไม้ส่วนใหญ่นั้นมักเป็นคนอารมณ์ดี แต่อาจยังไม่ทราบเหตุผล บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ร่วมกับนำเสนอทางเลือกสำหรับกิจกรรมให้กับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายและยังไม่เคยลองปลูกต้นไม้หรือจัดสวนที่บ้าน 

ทำไมคนที่ชอบต้นไม้จึงมีอารมณ์และสุขภาพจิตดี

การทำสวน และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติหรือที่รู้จักในชื่อ การทำสวนบำบัด (gardening therapy) หรือพืชสวนบำบัด (horticultural therapy) ได้นำมาใช้เพื่อบำบัดทางสุขภาพ และจิตใจมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970  เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติทำให้การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าของคนเราชัดเจนขึ้น รู้สึกกลมกลืนกับธรรมชาติ ทำให้เราตื่นตัว สร้างความสดชื่น ผ่อนคลาย รวมถึงมีพลังงานด้านบวกมากขึ้น มีความเครียดลดลง มีความสงบในจิตใจ และมีความสุขมากขึ้น  ปัจจุบันการทำสวนบำบัดไม่เพียงนำมาใช้เพื่อสร้างความสดชื่นแก่คนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้บำบัดผู้ที่มีความต้องการพิเศษ อาทิ ผู้อยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า เหนื่อยล้าจากการทำงาน ผู้สูงอายุ เด็กสมาธิสั้นและออทิสติก 

การปลูกต้นไม้ทำให้เราผ่อนคลายได้อย่างไร 

Professor Lightman จาก University of Bristol ประเทศอังกฤษ ได้ค้นพบแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินชื่อ Mycobacterium vaccae แบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยผ่านทางเยื่อบุส่วนต่าง ๆ เช่น เยื่อบุผิวช่องจมูกและปาก เมื่อแบคทีเรียนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เพิ่มการสร้างสารสื่อประสาทชื่อ serotonin ที่บริเวณสมอง และทางเดินอาหาร รวมถึงลดกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย  

serotonin เป็นสารสื่อประสาทแห่งความสุข มีฤทธิ์คล้ายกับยาต้านอาการซึมเศร้า ทำให้เราอารมณ์ดี ดังนั้น หากสมองขาด serotonin จะนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้าได้ ส่วน serotonin ในทางเดินอาหารทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ การสร้างเมือกและกรด ร่วมกับควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบที่ทางเดินอาหาร  

นอกจาก M. vaccae ที่เพิ่มการสร้าง serotonin แล้ว ความสงบในจิตใจ และความพึงพอใจที่เกิดขึ้นขณะที่ปลูกต้นไม้ หรือการเห็นต้นไม้ที่เราปลูกเจริญเติบโต จะทำให้สมองหลั่ง serotonin ได้เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยจากหลายสถาบันที่สรุปว่า กิจกรรมที่ทำให้เราสัมผัสกับดิน ได้แก่ การจัดสวน การดูแลและตกแต่งสวน หรือการปลูกต้นไม้ สามารถทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล และลดอาการซึมเศร้าลงได้ หลังจากนั้นการที่ต้นไม้ค่อย ๆ เจริญเติบโต ออกดอกสีสันสวยงาม หรือออกผลผลิตที่กำลังจะเก็บได้ในไม่ช้าย่อมทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจ ชื่นใจ และมีความสุข ซึ่งในขณะที่เรามีความรู้สึกพึงพอใจจะทำให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทแห่งความสุขอีกชนิดหนึ่งชื่อว่า dopamine การที่สมองหลั่ง dopamine จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น และลดความวิตกกังวล  ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดคนที่ชอบปลูกต้นไม้ส่วนมากจะมีอารมณ์ดี 

เมื่อทราบประโยชน์ที่ได้รับจากการปลูกต้นไม้แล้วอาจทำให้หลายท่านอยากเริ่มปลูกต้นไม้ที่บ้าน แต่อาจคิดว่าบ้านของเราไม่มีพื้นที่กว้างพอ อันที่จริงแล้วกิจกรรมนี้ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เนื่องจากมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการปลูกต้นไม้แค่ในกระถางก็สามารถทำให้เรามีอารมณ์และสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้เช่นกัน สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขและผ่อนคลายกับการปลูกต้นไม้ที่บ้าน

เตือนหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสี่ยงทรุดหนัก ย้ำวัคซีนเป็นทางออกช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658989

วันที่ 26 ก.ค. 2564 เวลา 13:33 น.

เตือนหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสี่ยงทรุดหนัก ย้ำวัคซีนเป็นทางออกช่วยเสริมภูมิคุ้มกันกรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เตือนหากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 จะถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงมีอาการรุนแรงกว่าคนปกติ ควรรับการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมแนะนำให้รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเพื่อลดความจำเป็นในการเข้าโรงพยาบาลที่จะนำไปสู่การเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อได้

พญ.อรดา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การติดเชื้อโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์มีความจำเป็นที่จะต้องระวังเป็นพิเศษกว่าคนปกติทั่วไป เนื่องจากจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงของโรค กล่าวคือมีโอกาสเกิดภาวะปอดอักเสบสูง

นอกจากนี้ ความท้าทายของแพทย์ในการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 คือต้องรักษาทั้งแม่และทารกในครรภ์ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 คือเมื่อมีปอดอักเสบแล้ว สิ่งที่เป็นผลกระทบตามมาคือ ทารกในครรภ์จะได้รับออกซิเจนจากแม่ไม่เพียงพอ ซึ่งเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดสูงถึงร้อยละ 20

ในขณะที่ข้อจำกัดการรักษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นข้อจำกัดในการใช้ยารักษาบางชนิด รวมทั้งไม่สามารถนอนคว่ำเพื่อให้ร่างกายรับออกซิเจนได้อย่างเพียงพอ จึงเพิ่มโอกาสในการใส่เครื่องช่วยหายใจ หากผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยมากขึ้น จะต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจนในรูปแบบสายเสียบจมูก แต่หากร่างกายผู้ป่วยยังรับออกซิเจนได้ไม่เพียงพอจะต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องให้ออกซิเจนแบบ High Flow และกรณีสุดท้ายหากเครื่องให้ออกซิเจนในสองแบบแรกไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ จะต้องเพิ่มระดับการให้ออกซิเจนสูงสุดด้วยเครื่องช่วยหายใจ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอนามัย นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 17 กรกฎาคม 2564 พบว่า มีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วประเทศสูงถึง 856 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นคนไทย 550 ราย นอกจากนั้น เป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าว และมีหญิงตั้งครรภ์ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 15 ราย เนื่องจากอาการของโรคในหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อหญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและยืนยันว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติคือการปรึกษาแพทย์ และเข้าถึงระบบการรักษาให้เร็วที่สุด และด้วยอัตราการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงเกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ดังที่กล่าวมา ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับหญิงตั้งครรภ์ในฐานะที่เป็นกลุ่มจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เทียบเท่ากับผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ได้แก่

  1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  2. โรคหัวใจและหลอดเลือด
  3. โรคไตวายเรื้อรัง
  4. โรคหลอดเลือดสมอง
  5. โรคอ้วน
  6. โรคมะเร็ง
  7. โรคเบาหวาน

โดยหญิงตั้งครรภ์จะถูกบรรจุไว้เป็นกลุ่มที่ 8 ซึ่งองค์การอนามัยโลก และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ต่างก็มีข้อมูลสนับสนุนว่าหญิงตั้งครรภ์มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ ต้องมีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะสามารถรับวัคซีนได้ ในขณะที่คุณแม่หลังคลอดที่กำลังให้นมบุตรก็สามารถรับวัคซีนได้เช่นเดียวกัน

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่มีข้อห้าม หรือคำแนะนำให้ชะลอแผนการตั้งครรภ์ หากมีแผนการตั้งครรภ์หรือตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้ว คนไข้ต้องรักษาสุขภาพอย่างระมัดระวังมากกว่าการตั้งครรภ์ในสถานการณ์ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อติดตามอาการระหว่างการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และนอกจากการป้องกันตนเองไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังต้องระวังเรื่องการเกิดอุบัติเหตุเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เท่ากับว่าคนไข้จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากและมีความแออัด

นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว การดูแลสุขภาพจิตใจในหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุข หรือด้านสุขภาพผ่านการส่งต่อจากแหล่งข้อมูลที่ไม่สามารถเชื้อถือได้ก็อาจส่งผลต่อความเครียด ความวิตกกังวล จึงควรเปิดรับเฉพาะข้อมูลจากแหล่งที่เชื้อถือได้จริงและมีผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น การรับข้อมูลจากแพทย์ หรือโรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดให้บริการข้อมูลข่าวสารทาง LINE Official Account : @thaibf โดยจะมีแพทย์และพยาบาลอาสาปฏิบัติหน้าที่เป็นแอดมินในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และหลังคลอดอย่างแท้จริง

เช็กลิสต์กลุ่มโรคหน้าฝน ไม่ต้องทนป่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658948

วันที่ 26 ก.ค. 2564 เวลา 06:40 น.

เช็กลิสต์กลุ่มโรคหน้าฝน ไม่ต้องทนป่วยต้อนรับสายฝนโปรยปราย ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและความชื้นสูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยให้โรคหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดย 5 กลุ่มโรคในหน้าฝนที่พบมาก ได้แก่

กลุ่มโรคที่ 1 โรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร

  • เกิดจากการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร อาทิ ท้องเสีย โรคอุจจระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบี ติดต่อจากการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบี ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตับอักเสบ มีไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือดีซ่าน คลื่นไส้ อาเจียน

กลุ่มโรคที่ 2 โรคติดเชื้อทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง

  • โรคไข้ฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง ตาแดง  ร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อกได้
  • ผิวหนังอักเสบ น้ำฝนที่ขังตามพื้นถนนนานๆ จะเน่าเหม็นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค หากสัมผัสผิวหนังก็มีโอกาสเสี่ยงต่อผิวหนังอักเสบได้ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำสกปรกยังอาจทำให้แผลติดเชื้อ เกิดเชื้อรา คัน เกิดตุ่มหนองและฝีได้ ดังนั้น แนะนำให้ล้างมือล้างเท้าบ่อยๆ

กลุ่มโรคที่ 3 โรคระบบทางเดินหายใจ

  • โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม ปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1 N1 และโรคไข้หวัดนก

กลุ่มโรคที่ 4 โรคติดต่อที่เกิดจากยุง

  • ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะ  ในระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้สูงประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลดลง อาจมีเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อกได้
  • ไข้สมองอักเสบ มียุงรำคาญเป็นพาหะ  มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชัก อาจเสียชีวิตหรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา
  • ไข้มาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก หากเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ

กลุ่มโรคที่ 5 เยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง

เป็นการติดเชื้อไวรัสอย่างเฉียบพลัน ติดต่อด้วยการสัมผัสโดยตรงจากมือสู่ตาหรือทางอ้อมจากสระว่ายน้ำ พบผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทยช่วงฤดูฝน และพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ อาการที่พบคือเริ่มแดงข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงลามไปอีกข้างหนึ่ง คันตา รู้สึกระคายเคืองคล้ายผงเข้าตา เจ็บตา อาจมีอาการหนังตาบวมร่วมด้วย มีขี้ตาตอนเช้า ต่อมน้ำเหลืองใกล้หูโตและกดเจ็บ

การป้องกันโรคที่มากับหน้าฝน สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงสวมเสื้อผ้าเพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่น ล้างมือ ล้างเท้าบ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่สุกใหม่ สะอาด และใช้ช้อนกลางทุกครั้ง

แพทย์ชวนสังคมสูงวัยปรับพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658666

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 09:55 น.

แพทย์ชวนสังคมสูงวัยปรับพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมเมื่อตัวเลขผู้สูงวัยในอัตราร้อยละ 50 ต้องพบกับปัญหาสุขภาพอย่าง “โรคกระดูกและข้ออายุ” นายแพทย์นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ชวนสังคมสูงวัยปรับพฤติกรรมเสี่ยง เลี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม

ในปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยมากกว่า 6 ล้านคน ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ถึงร้อยละ 50 ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุคือโรคกระดูกและข้ออายุที่เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถในการซ่อมแซมของกระดูกอ่อนกำลังลดลงไปทุกที อาการข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวันเองเช่นกัน

นายแพทย์นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน เผยว่าเมื่อร่างกายถูกใช้งานเป็นเวลาก็อาจมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา การเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายมักจะเริ่มเกิดกับบุคคลที่มีอายุ 40 ขึ้นไป ซึ่ง “โรคข้อเข่าเสื่อม”(Knee osteoarthritis)เกิดจากการใช้งานผิวกระดูกอ่อนที่อยู่ในข้อเข่าเริ่มมีการสึกอาการปวดข้อเข่านั้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เป็นสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น การนั่ง การเดิน การยืน เป็นต้น ดังนั้นควรปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง เพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมช่วยชะลอกระดูกข้อเข่าให้ใช้งานได้นานมากขึ้น ทั้งนี้ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ก็สามารถสังเกตและดูแลพฤติกรรมของผู้สูงอายุในบ้านได้อีกด้วย

วิธีป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

· การนั่ง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การนั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธินั่งพับเพียบการนั่งในอิริยาบถเหล่านี้จะทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักมากขึ้น ท่าที่พับงอกระดูกอ่อนจะเสียดสีกันสูงกว่าปกติ อาจจะต้องปรับด้วยการนั่งบนเก้าอี้ ด้วยอิริยาบถที่เหมาะสมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถสลับมานั่งเก้าอี้ที่ห้อยขาหรือสลับมานั่งเหยียดขา รวมไปถึงการเข้าห้องน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งสุขภัณฑ์นั่งยองเพื่อลดแรงกดทับในข้อเข่าลงการใช้งานหนักติดต่อกันต่อเนื่องแบบนี้ก็ย่อมเสื่อมสมรรถภาพไปอย่างรวดเร็ว

· การนอน ความสูงของเตียงที่เหมะสมกับหัวเข่า เวลาที่นั่งบนเตียงก่อนจะนอน สามารถตะแคงตัวนอนได้ง่าย เวลาที่ลุกก็จะไม่ลำบากและหลีกเลี่ยงการนอน ห่อตัว หดเข่า เพราะมีโอกาสจะเป็นข้อเข่าเสื่อมมากกว่าปกติ

· การเดิน การขึ้น-ลงบันไดเป็นสิ่งที่ควรระวัง แต่แนะนำว่าห้องนอนผู้สูงอายุควรอยู่ชั้นล่าง สามารถลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการขึ้น-ลงบันได และหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่หัวเข่าเดินในพื้นที่ราบ ไม่มีความชันมากจนเกินไป รองเท้าสำหรับผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง ผู้สูงอายุสามารถใส่รองเท้าสำหรับเดินในบ้านเพื่อลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า

· การยืน ต้องฝึกการลงน้ำหนักที่บาลานซ์เท่ากัน ให้สม่ำเสมอไม่ยืนทิ้งน้ำหนักไปที่ขาเดียวให้น้ำหนักไปลงข้างใดข้างหนึ่ง เพราะหัวเข่าอาจได้รับน้ำหนักที่มากเกินไป

· การควบคุมน้ำหนัก เป็นวิธีที่ต้องดูแลร่างกายเป็นอย่างมาก อย่าให้น้ำหนักเยอะเกินไป เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ควรเกิน 25 เพราะหากเกินมาตรฐานทำให้หัวเข่าต้องแบกรับน้ำหนักจึงเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น

· การบริหารข้อเข่า การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พอเหมาะ และพอดี เช่น ฝึกงอ ยืดเหยียดข้อเข่า การยกเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาการเดิน การวิ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหัวเข่าให้แข็งแรงได้

· อุปกรณ์ช่วยพยุง ในกรณีที่ผู้สูงอายุมีอารปวดและไม่สามารถเดินไหว สามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยในครั้งคราวได้ช่วยรองรับน้ำหนักตัวเพื่อให้มีการทรงตัวที่ดีขึ้น เมื่อมีอุปกรณ์ก็จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุกล้าที่จะเดินอย่างมั่นใจช่วยลดการล้มและอุบัติเหตุ มีการเคลื่อนไหวของร่างกายมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่ดี

ทั้งนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางทีอาจมีการละเลยไป พฤติกรรมเสี่ยงจึงค่อย ๆ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ดึงนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องที่ดีและสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อชะลอการเสื่อมของร่างกาย ทำให้ได้ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ พร้อมกับใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติและมีความสุข

How to ดูแลตับอย่างไรให้สุขภาพดีไม่มีโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658662

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 08:40 น.

How to ดูแลตับอย่างไรให้สุขภาพดีไม่มีโรคอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ เผยโรคของตับที่พบได้บ่อย พร้อมแนะนำวิธีดูแลตับให้สุขภาพดีห่างไกลโรค และเทคนิคป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค

รู้หรือไม่ ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ได้แก่ ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อโรค ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผลิตสารประเภทโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เป็นที่สะสมพลังงานของร่างกายเพื่อดึงมาใช้ยามจำเป็น และยังเป็นที่เก็บวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย ตับสำคัญอย่างนี้ แล้วเราจะดูแลอย่างไร

นายเพทย์ศุภพัชญ ศรีภูษณาพรรณ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ จาก Addlife Digestive and Liver Center ให้ข้อมูลเรื่องตับว่า ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง และยังเป็นอวัยวะที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่หากได้รับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดการทำลายตับเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ตับได้รับความเสียหายได้อย่างถาวร และกลายเป็นโรคต่างๆ ตามมา

โรคของตับที่พบได้บ่อย คือ มะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ชายไทย และโรคตับแข็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของประชากรโลก โดยปัจจัยที่อาจนำไปสู่โรคตับเหล่านี้ ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี
  • ความอ้วนและพฤติกรรมการบริโภค
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • การได้รับยาบางประเภท หรือสารพิษต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ภาวะไขมันเกาะตับ
  • โรคทางพันธุกรรมและเมตาบอลิก เช่น โรคเบาหวาน

เมื่อทราบปัจจัยเสี่ยงแล้ว การจะดูแลตับให้สุขภาพดี ห่างไกลโรคก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเรารู้จักดูแลและป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ดังนี้

  1. ปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการซื้อยา อาหารเสริมหรือสมุนไพรรับประทานเองโดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  2. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี กรณียังไม่มีภูมิคุ้มกัน
  3. หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองโรคตับได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การตรวจเอนไซม์ตับ ตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี การอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) และการตรวจ Fibro Scan 

สำหรับ Fibro Scan เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยที่สามารถตรวจภาวะพังผืดในตับ และตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับ โดยสามารถตรวจประเมินสภาวะพังผืดในเนื้อตับได้ในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะแรกๆ รวมถึงติดตามผลประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาและวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแทนการเจาะเนื้อตับได้ นอกจากนี้ยังสามารถประเมินและแสดงปริมาณไขมันสะสมในตับสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ได้พร้อมกันภายในครั้งเดียวอย่างรวดเร็วและตรงจุดชัดเจน ซึ่งการตรวจหาความผิดปกติของตับก่อนแสดงอาการ สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี

บันทึกการออกกำลังกาย เคล็ดลับง่ายๆ ของการมีสุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658557

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 09:20 น.

บันทึกการออกกำลังกาย เคล็ดลับง่ายๆ ของการมีสุขภาพดีผู้เชี่ยวชาญด้านสมรรถภาพการกีฬาและฟิตเนสระดับโลก เผยอุปสรรคในการออกกำลังกาย พร้อมแนะวิธีที่จะช่วยให้เอาชนะกับอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง พร้อมชวนจดบันทึกการออกกำลังกาย อีกตัวช่วยเพื่อหุ่นที่ฟิตและสุขภาพที่ดีขึ้น

การออกกำลังกายและทำให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอ สำหรับหลายๆ คนอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าเคล็ดลับง่ายๆ อย่าง “การเก็บบันทึกการออกกำลังกาย” จะช่วยให้คุณทำตามแผนที่วางไว้และเห็นพัฒนาการของคุณอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งสำคัญคือการจดบันทึกสิ่งที่คุณกำลังทำและรู้สึกอย่างไร หลังจากผ่านไป 6 เดือน คุณจะเห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นเพียงใด

ซาแมนต้า เคลย์ตัน รองประธานฝ่ายสมรรถภาพการกีฬาและฟิตเนสระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้แบ่งปันเรื่องราวของอุปสรรคต่างๆ ในการออกกำลังกายและวิธีที่จะช่วยให้คุณเอาชนะกับอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง โดยการจดบันทึกการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้คุณมีหุ่นที่ฟิตขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น

แต่ก่อนอื่นรู้หรือไม่!! ว่าแผนการออกกำลังกายนั้น สามารถทำให้เกิดอาการโยโย่เช่นเดียวกับการลดน้ำหนัก

บ่อยครั้งที่หลายคนเริ่มวางแผนการออกกำลังกายด้วยความกระตือรือร้นเพียงเพื่อให้จบอย่างเร็ว หรือเริ่มออกกำลังกายแล้วจบลงด้วยความผิดหวังกับผลลัพธ์ที่ได้ และฉันไม่ชอบที่ได้ยินว่าผู้คนทำลายสุขภาพและระดับความฟิตของพวกเขาเอง ดังนั้น สิ่งที่ฉันแนะนำและสนับสนุนคือการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอ เรามาลองบันทึกการออกกำลังกายเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ฉันมั่นใจว่าจะช่วยให้คุณมีวินัยทำตามแผนที่วางไว้ มีความกระตือรือร้นในการออกกำลังกายอีกทั้งมีความสุขมากขึ้น

บันทึกการออกกำลังกายช่วยนักกีฬาได้อย่างไร

เมื่อตอนที่ฉันเป็นนักกีฬาและกำลังจะลงแข่งขัน ฉันต้องจดบันทึกการออกกำลังกายอย่างละเอียด โค้ชจะให้นักกีฬาทุกคนในทีมจดบันทึกการฝึกซ้อม และมาประเมินผลการบันทึกเดือนละครั้ง สำหรับโค้ชบางคนจะทบทวนบันทึกการออกกำลังกายของนักกีฬาอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่โค้ชของฉันทำ หรือโค้ชบางคนจะขอดูบันทึกออกกำลังกายเมื่อพบปัญหาเท่านั้น เช่น เกิดอาการบาดเจ็บ หรือประสิทธิภาพลดลง

4 เหตุผลสำคัญที่นักกีฬาจำเป็นต้องบันทึกการออกกำลังกาย คือ

  1. ช่วยให้พวกเขามีรับผิดชอบต่อโปรแกรมการฝึก
  2. ช่วยโค้ชและผู้ฝึกสอนในเรื่องการป้องกันการบาดเจ็บ
  3. เพื่อติดตามความคืบหน้า
  4. ทำให้นักกีฬาและโค้ชสามารถวิเคราะห์ว่าปัจจัยอะไรที่ช่วยต่อยอดความสำเร็จหรืออะไรที่ทำให้ล้มเหลว

การเก็บบันทึกการออกกำลังกายไม่ได้ใช้สำหรับนักกีฬาเท่านั้น หากคุณกำลังพูดว่า “ฉันไม่ใช่นักกีฬาดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องใช้กับฉัน” ไม่ต้องกังวล เพราะปัจจุบันฉันไม่ใช่นักกีฬาอาชีพอีกแล้ว แต่ฉันก็ยังคงใช้บันทึกการออกกำลังกายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพและโภชนาการที่วางไว้ ซึ่งฉันจะแสดงให้คุณเห็นถึงวิธีการเก็บบันทึกการออกกำลังกายประจำวันอย่างง่ายที่เหมาะกับความต้องการของคุณ โดยไม่ต้องคำนึงถึงระดับความฟิตในปัจจุบันของคุณเลย

ทั้งนี้ การเก็บบันทึกการออกกำลังกายและกิจกรรมจะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอ ลดน้ำหนัก และช่วยจัดลำดับความสำคัญของการออกกำลังกาย การบันทึกการออกกำลังกายสามารถช่วยทุกคนได้

เพราะเหตุใดการจดบันทึกการออกกำลังกายจึงช่วยปรับพัฒนาการในการออกกำลังกาย?

1. เพราะการบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณซื่อสัตย์กับตัวเอง และเข้าใจว่าเหตุผลใดที่คุณไปถึงหรือไปไม่ถึงเป้าหมาย เพื่อช่วยผลักดันตัวคุณให้ออกกำลังกายต่อไปไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม

2. การบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณมีพัฒนาการต่อไป หากเกิดอาการบาดเจ็บในช่วงแผนการออกกำลังกาย สมุดบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้ย้อนกลับไปดูขั้นตอนการออกกำลังกายของคุณได้ง่ายขึ้น และกลับไปสู่แผนการออกกำลังกายได้ตามเดิม

เริ่มบันทึกการออกกำลังกายควรทำอย่างไร?

หากคุณสงสัยว่า คุณจะหาเวลาที่ไหนจดบันทึกการออกกำลังกาย ในเมื่อคุณยังแทบไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือพักผ่อน ซึ่งวิธีการบันทึกการออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นเรียงความ เพียงแค่คุณจด 5 สิ่งต่อไปนี้ในทุกวันเท่านั้น

1. วันและเวลา โดยใช้เครื่องมือใดก็ได้ที่ช่วยบันทึกได้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบันทึกประจำวัน ไดอารี ปฏิทินตั้งโต๊ะ หรือแม้แต่ดาวน์โหลดเทมเพลตต่างๆ มาใช้

2. ความรู้สึก ทำสิ่งนี้เสมอเมื่อสิ้นสุดวัน ไม่ว่าจะมีความสุข เศร้า หรือ ปกติ (สามารถใช้ไอคอนแสดงสีหน้า) หรือคุณต้องการอธิบายอย่างละเอียด คุณสามารถเพิ่มข้อความพิเศษ หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ได้

3. กิจกรรม ระบุเวลา ระยะเวลา ประเภทของการออกกำลังกาย และความหนักหน่วงของการออกกำลังกาย

4. การประเมินร่างกาย คุณรู้สึกเจ็บปวดหรือเหนื่อยล้ามากเกินไปหรือไม่ การออกกำลังกายบางอย่างทำให้รู้สึกไม่สบาย หรือบางอย่างทำให้คุณรู้สึกมีความสุขหรือไม่  

5. โภชนาการ ทานอาหารครบหรือไม่ ให้คุณใส่ตัวเลข 1 – 10 โดย 1 คือ แย่มาก และ 10 คือ สำเร็จตามเป้าหมาย

สิ่งที่ควรสังเกตหลังจากการเก็บบันทึกการออกกำลังกาย

หลังจากการจดบันทึกเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ คุณจะรู้สึกเหมือนเป็นนักสืบ สนุกกับการค้นหา คอยพิจารณาและประเมินรูปแบบพฤติกรรมของคุณ ด้วยบันทึกการออกกำลังกาย ทำให้ง่ายต่อการตรวจพบปัญหาหรือความสำเร็จได้ในทันที  ลำดับถัดไปฉันจะแบ่งปันอุปสรรคและรูปแบบการออกกำลังกายทั่วไปที่ผู้คนค้นพบหลังจากการจดบันทึก ดังนี้

รูปแบบการออกกำลังกาย ให้คุณพิจารณาว่าวันใดที่ทำกิจกรรมประสบความสำเร็จมากที่สุด หลายคนค้นพบว่าการออกกำลังกายในวันจันทร์มีความสำคัญ หากคุณดูบันทึกการออกกำลังกายประจำวัน คุณจะเห็นว่าสัปดาห์ที่เริ่มต้นด้วยการออกกำลังในวันจันทร์นั้นจะประกอบไปด้วยการออกกำลังกายมากขึ้น ดังนั้นคุณควรหาเวลาออกกำลังกายในวันแรกของสัปดาห์อยู่เสมอ

การทำกิจกรรมลดลง หากคุณสังเกตว่าระดับกิจกรรมลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ สิ่งสำคัญคือ ต้องหาสาเหตุ เป็นเพราะคุณเจ็บ คุณเหนื่อย หรือแค่ไม่ว่าง? โดยการบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยสร้างแผนการออกกำลังกายเพื่อรักษาระดับในการออกกำลังกายอยู่เสมอ

สิ่งรบกวน ชีวิตอาจวุ่นวายและเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่ถ้าคุณสังเกตว่า สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนบางคนรบกวนแผนการออกกำลังกาย ในกรณีนี้ต้องขอความร่วมมือจากพวกเขาหรือชวนพวกเขามาร่วมออกกำลังกายไปด้วยกัน

อารมณ์ การออกกำลังกายบางประเภทอาจส่งผลต่ออารมณ์ของคุณได้ บางทีคุณอาจสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกายประเภทใดประเภทหนึ่ง คุณจะรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น ดังนั้นคุณควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะกับสิ่งที่ชื่นชอบเพื่อให้วันนั้นเป็นวันที่ดีขึ้น หากวันไหนขาดแรงจูงใจ อาจเปลี่ยนจากการเข้ายิมเป็นการออกกำลังกายนอกบ้านหรือที่บ้านแทน เพราะการค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด คือกุญแจสู่ความสำเร็จที่ยาวนาน

การจดบันทึกการออกกำลังกายช่วยติดตามเป้าหมายของคุณอย่างไร

สิ่งที่คุณทำเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ เมื่อคุณเริ่มมีวินัยและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คุณจะมั่นใจได้ว่า กิจกรรมที่เคยทำให้เกิดผลโยโย่จะกลายเป็นอดีตที่ผ่านมา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย หน้าที่ของฉันคือการช่วยผู้คนในเรื่องของการควบคุมด้านฟิตเนส และการเก็บบันทึกการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณค้นพบวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับบุคลิกภาพและเวลาที่คุณกำหนดไว้เพื่อให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจได้จากอุจจาระ จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658276

วันที่ 18 ก.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจได้จากอุจจาระ จริงหรือ?โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ท็อป 3 มะเร็งที่พบบ่อยในไทย แพทย์แนะเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แม้ไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย เพื่อลดโอกาสการเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลาม

แม้โควิดจะสร้างความหวาดวิตกให้คนไทยและทั่วโลกอย่างไม่หยุดหย่อน แต่โรคร้ายกลุ่มมะเร็งก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะโรคน่าเป็นห่วงอย่าง “โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่” ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 3 ของไทย ในทางการแพทย์จึงแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ถึงแม้ไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่าย เพื่อลดโอกาสการเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลาม

นายแพทย์สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีได้ตั้งแต่เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ ท้องผูก ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ซึ่งลักษณะอาการเหล่านี้จะแสดงก็ต่อเมื่อเราเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว แต่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่สามารถตรวจคัดกรองได้ หากพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะลุกลามได้

โดยแนะนำประชาชนทั่วที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรืออายุ 40 ขึ้นไปและมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่ไม่ยุ่งยาก คือ วิธีการเก็บตัวอย่างอุจจาระ เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Stool Occult Blood) โดยเป็นการหาฮีโมโกลบินที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง และ สารทรานสเฟอร์ริน (Transferrin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือดที่มีความคงตัวสูง ทำให้ผลการตรวจมีความแม่นยำมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์

วิธีการเก็บตัวอย่างอุจจาระ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ง่าย เร็ว และสะดวก เนื่องจากใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถทราบผลได้ โดยผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบเท่านั้น หากผลเป็นลบหมายถึงไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ดี กรณีตรวจคัดกรองด้วยการตรวจอุจจาระแนะนำให้ตรวจติดตามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งทุกปี แต่หากผลเป็นบวก หมายถึงพบความผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทางทวารหนักต่อ เพื่อวินิจฉัยความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

“ วิธีเก็บตัวอย่างอุจจาระเหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีอาการที่เข้าเกณฑ์เสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะวิธีนี้เป็นการตรวจคัดกรอง หากเริ่มมีอาการแล้วควรเข้ารับการตรวจส่องกล้อง จะเป็นการตรวจที่เหมาะสมมากกว่า ” นายแพทย์สุขประเสริฐกล่าว

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดจากติ่งเนื้อหรือ Polyp ในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นการตรวจส่องกล้องร่วมกับเทคนิคการย้อมสีพื้นผิวและเส้นเลือดของติ่งเนื้อ ด้วยแสงชนิดพิเศษที่เรียกว่า Magnify Narrow Band Imaging ซึ่งสามารถบอกได้เบื้องต้นว่า ติ่งเนื้อที่พบมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หรือเป็นติ่งเนื้อธรรมดา เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

10 คำถามที่พบบ่อย ยาฟ้าทะลายโจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658042

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

10 คำถามที่พบบ่อย ยาฟ้าทะลายโจรไขข้อข้องใจ สมุนไพรอภัยภูเบศร รวม 10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ยาฟ้าทะลายโจร”

1 ฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด ได้จริงหรือไม่

ตอบ รักษาได้จริง ในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง และมีผลบรรเทาอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คออักเสบ และช่วยปรับภูมิคุ้มกัน

#อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังต้องติดตามประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยหลังการใช้ เพื่อเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือ

2 ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด ได้จริงหรือไม่

ตอบ ไม่จริง ณ ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่าฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันได้ มีแต่งานวิจัยว่าช่วยลดโอกาสการเป็นหวัดธรรมดา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

3 ใครที่ควรกินยาฟ้าทะลายโจร

ตอบ กินยาฟ้าทะลายโจรทันทีในผู้ป่วยที่

1. มีไข้ ไอ เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่น

2. ติดเชื้อโควิด

3. มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด

4 คนที่ห้ามกินฟ้าทะลายโจร

ตอบ

1. ผู้ที่มีประวัติแพ้ฟ้าทะลายโจรเช่นเคยกินแล้วมีผื่นขึ้นแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกปากบวมตาบวม

2. หญิงตั้งครรภ์

3. หญิงให้นมบุตร

5 คนที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน

ตอบ

1. ตับอักเสบ

2. ไตวายระยะ 4,5

3. ใช้ยาละลายลิ่มเลือดวาร์ฟาริน

6 ผลข้างเคียง

ตอบ ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น หนาวง่าย ความดันต่ำ เวียนหัว อาจพบได้ในบางราย

7 กินฟ้าทะลายโจรอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ตอบ

1. ควรใช้ยาทันที ให้เร็วที่สุด เช่น เมื่อเริ่มมีอาการคล้ายหวัด กลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว ตัวรุมๆ หากเริ่มยาไวจะเห็นผลการรักษาที่ดีกว่าปล่อยให้มีอาการไปหลายวันแล้วค่อยเริ่มกิน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีกลไกเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันให้ออกมากำจัดเชื้อ

2. แนะนำกินยาวันละหลายๆครั้ง เช่น วันละ 4 ครั้ง เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีค่าครึ่งชีวิตสั้น (ช่วงเวลาที่ทำให้ระดับยาในเลือดลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของระดับเดิม)

3. กินยาหลังอาหาร ช่วยเพิ่มการดูดซึมยา  และอาจช่วยลดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้

8 ขนาดยา/วิธีกิน

ตอบ

1. ติดเชื้อโควิด/ มีไข้ ไอ เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่น/มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

อายุ 12 ปีขึ้นไป

– ผงยา :  6 กรัมต่อวัน ตกประมาณ ครั้งละ 3-4 เม็ด แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง #กิน 5 วัน

– สารสกัด : andrographolide 120-180 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งให้วันละ 3-4 ครั้ง #กิน 5 วัน

– ใบสด : ชงน้ำร้อนดื่ม ครั้งละ 5-10 ใบ วันละ 3 – 4 ครั้ง #กิน 5 วัน

ขนาดยาในเด็กอายุ 4-11 ปี

– ผงยา :  ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง #กิน 5 วัน

– สารแอนโดรกราโฟไลด์ 30 มิลลิกรัม/วัน แบ่งให้ วันละ 3 – 4 ครั้ง #กิน 5 วัน

– ใบสด : ให้ชงน้ำร้อนดื่ม ครั้งละ 3-5 ใบ วันละ 3 – 4 ครั้ง (ยามีรสขม) #กิน 5 วัน

#อาจยืดระยะเวลาการให้ยาได้ 7-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

#หากไม่แน่ใจปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ ในผู้ใหญ่ให้กินตามข้างฉลากไปก่อน สำหรับในเด็ก 4-11 ปี ขนาดยาลดลงครึ่งนึงของผู้ใหญ่

2. เสริมภูมิคุ้มกัน

– สารแอนโดรกราโฟไลด์ 12 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณ 1 เม็ด) 5 วัน/สัปดาห์ กินได้นาน 3 เดือน

ขนาดยานี้แนะนำในคนอายุ 12 ปีขึ้นไป

9 สารสกัด กับ ไม่ใช่สารสกัด (ผงบด) อะไรดีกว่ากัน

ตอบ ใช้ได้ทั้งคู่ เพราะอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งสองรูปแบบ  สารสกัดอาจมีข้อดีกว่าผงบด ในแง่ปริมาณเม็ดยาต่อมื้อกินน้อยกว่า อย่างไรก็ตามสารออกฤทธิ์ในฟ้าทะลายโจรมีหลายชนิด ไม่ได้มีแค่สารแอนโรกราโฟไลด์ (andrographolide) ยังมีสารอื่นๆอีกตามธรรมชาติ ที่มีข้อมูลการศึกษาเบื้องต้นว่ามีผลต้านไวรัสโควิดได้เช่นเดียวกัน (ใช้โครงสร้างยาจับกับเชื้อในคอมพิวเตอร์) ปรับภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบ เช่น neoandrographolide, 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide, deoxyandrographolide

10 หลังฉีดวัคซีน กินฟ้าทะลายโจรได้ไหม

ถึงแม้จะยังไม่มีข้อมูลวิจัยยืนยัน แต่ความเห็นของเภสัชกรสมุนไพรแนะนำว่า สามารถกินได้ตามความเหมาะสม เช่น หากมีไข้ หรือมีอาการคล้ายหวัด ก็กินตามข้างฉลากผลิตภัณฑ์

#ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

รับมือปัญหาผิวหนังในหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657949

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10:05 น.

รับมือปัญหาผิวหนังในหน้าฝนฤดูฝนเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง ทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังตามมา

ปัญหาผิวหนังที่พบมากในหน้าฝน ได้แก่

1. โรคเกลื้อน

เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Pityrosporum อาศัยอยู่ในรูชุมขนของคน และกินไขมันในรูขุมขนเป็นอาหาร พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมัน เช่น หน้า ตันคอ หน้าอก หลัง หากผู้ป่วยมีความต้านทานลดลง เหงื่อไคลหมักหมม หรือใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เชื้อราชนิดนี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนก่อให้เกิดโรคเกลื้อนที่มีลักษณะเป็นดวงมีขุย ขนาดตั้งแต่ 1 มม. บริเวณรอบๆ รูชุมขนหรือรวมกันจนเป็นปิ้นใหญ่ ผื่นนี้อาจเป็นวงสีขาว สีชมพู สีเทา หรือสีน้ำตาลก็เป็นได้

วิธีรักษา

  • แนะนำให้ใช้ยาทาและยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • เลือกสบู่ หรือแชมพูที่มีส่วนผสมของสารคิโตโคนาโซน หรือสารเชเลเนียมซัลไฟล์ โยให้ผู้ป่วยอาบน้ำฟอกตัวให้สะอาดด้วยสบู่ตามปกติ เมื่อเสร็จแล้วอย่าเพิ่งเช็ดน้ำที่ติดบนผิวหนังออก แต่ใช้แชมพูยาลูบไปทั่วบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้นาน 5 นาที แล้วจึงอาบน้ำล้างแชมพูออก  อย่าปล่อยทิ้งแชมพูยาให้อยู่บนผิวหนังนานเพราะอาจเกิดอาการระคาย จากแชมพูยาได้
  • รักษาสุขอนามัย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัวควรจะซักและนำออกผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้เสมอ
  • ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า หรือ ผ้าเช็ดตัว
  • แนะนำให้อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เหงื่อไคลหมักหมม

2. รังแค

สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดรังแคบนหนังศีรษะ คือ “เชื้อรา” ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศเปียกชื้น โดยเฉพาะในหน้าฝนที่หนังศีรษะมีโอกาสเบียกฝนได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายคนจำเป็นต้องสระผมบ่อยขึ้นเพื่อชะล้างเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มกับฝนออกไป แค่เช็ดผมให้แห้งหรือปล่อยให้ผมแห้งเองนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา รังแค และหนังศีรษะได้ ทำให้มีอาการคัน ในบางรายที่รุนแรงรังแคจะมีสีเหลืองเป็นไข เกร็ดใหญ่ขึ้น ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการนอนหลับขณะที่ผมยังเปียกขึ้น เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงการขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระผม เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อจนนำมาสู่ปัญหารังแคและผมร่วมได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูกชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย
  • หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะสิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคได้

3. โรคน้ำกัดเท้า

เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและการสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆ ในน้ำท่วมขัง มักพบบ่อยในช่วงหน้าฝน เนื่องจากเท้ามีโอกาสเปียกขึ้นสูง ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวหนังเปื่อยลอก  โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าอาจมีผื่นแดงศันตามชอกนิ้วเท้าและผิวลอกออกเป็นขุยขาวๆ ได้ ในบางรายอาจมีการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า “Dermatophytes” ร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อราเจริญเติตด้ในอากศขึ้น นอกจากนี้ การหมักหมมของเหงื่อและการไม่รักษาความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเกิดโรคน้ำกัดเท้าได้อีกด้วย

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง หรือการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ
  • หากมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง ให้ใส่รองเท้าบู๊ทยาง
  • หลังจากสัมผัสน้ำท่วมขัง ให้ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที และเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณชอกนิ้ว
  • ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นอยู่เสมอ
  • หากมีบาดแผลถลอกในบริเวณที่สัมผัสน้ำสกปรกควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชะล้างหลังการสัมผัสทันที

4. เท้าเหม็น

ปัญหาเท้าเหม็นพบบ่อยในคนที่มีเหงื่อออกมากและมีแบคทีเรียประจำกลิ่น ซึ่งแบคทีเรียชนิตนี้จะเปลี่ยนสารคัตหลั่งและเหงื่อบริเวณผิวหนังให้เป็นกลิ่นเท้า โดยเฉพาะในเพศชาย นักกีฬา นักวิ่ง คนในเครื่องแบบที่ต้องใส่รองเท้าเป็นเวลานาน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจพบว่าบริเวณฝ่าเท้ามีการเปื่อยยุ่ยหรือเป็นหลุม ถึงแม้ว่าปัญหาเท้าเหม็นจะไม่ใช่ปัญหาสุขภาพโดยตรง แต่ก็ทำให้เสียบุคลิกภาพที่ดี สูญเสียความมั่นใจกันได้

วิธีป้องกัน

  • หมั่นเปลี่ยนรองเท้าบ่อย ๆ และนำรองเท้าผึ้งลมผึ่งแดดบ้าง
  • เปลี่ยนถุงเท้าทุกครั้ง ไมใส่ซ้ำ และเลือกใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายเพื่อความโปร่งสบาย
  • ใช้สารดูดกลิ่นใสในรองเท้า หรือสเปรย์ฉีดรองเท้าเพื่อช่วยระงับกลิ่น
  • การอาบน้ำถูสบู่ โรยแป้งฝุ่น การใช้ยา หรือการใช้สารระงับกลิ่นที่บริเวณท้าสามารถช่วยระงับกลิ่นและทำลายแบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังได้