‘แอนโดรกราโฟไลด์’ ในฟ้าทะลายโจรตัวช่วยยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657940

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

'แอนโดรกราโฟไลด์' ในฟ้าทะลายโจรตัวช่วยยุคโควิดกินเป็นยา : ส่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของฟ้าทะลายโจร และสารสำคัญที่มีชื่อว่า “สารแอนโดรกราโฟไลด์” ตัวช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้ในทุกระยะ อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการอักเสบ พร้อมรู้ข้อควรระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจร

ข้อมูลโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยแพทย์ทางเลือก ระบุฟ้าทะลายโจร มีชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees (วงศ์ Acanthaceae)  ชื่ออื่นได้แก่ ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู น้ำลายพังพอน เมฆทะลาย ฟ้าสะท้าน 

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย “ฟ้าทะลายโจร” จัดเป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาเย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555 ได้มีข้อมูลงานวิจัย จากผู้ป่วยจำนวน 807 คน พบว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ขนาดรับประทาน 31.5-200 มิลลิกรัม/วัน รับประทานเป็นเวลา 3-10 วัน มีผลช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอเนื่องจากไข้หวัด (common cold) และอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้

ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ พูดง่ายๆคือ ใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่หากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็นก็อาจส่งผลทำให้ ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น

ยาฟ้าทะลายโจร (ยาเดี่ยว)

คำแนะนำ บรรเทาอาการเจ็บคอบรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ขนาดและวิธีใช้

รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอนข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ ในผู้ที่มีอาการแพ้ ฟ้าทะลายโจรห้ามใช้ ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เกิดทารกวิรูปได้คำเตือน

หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรงหากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือ มีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ ยา ควรหยุดใช้ และพบแพทย์ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelets)ควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดความดันเลือดเพราะอาจเสริมฤทธิ์กันได้ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่กระบวนการเมแทบอลิซึม ผ่านเอนไซม์ Cytochrome P450 (CYP) เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ CYP1A2, CYP2C9 และCYP3A4อาการไม่พึงประสงค์

อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น และอาจเกิดลมพิษได้

ฉลาดกิน ฟ้าทะลายโจรสู้โรค ป้องกันโควิด-19 

แพทย์หญิงศรันยา สาครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการรักษาโรคจากทั้งศาสตร์ตะวันออกและตะวันตก เผยแพร่ข้อมูลในนิตยสารชีวจิต ระบุจากผลการศึกษาและวิจัยพบว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญชื่อว่า “สารแอนโดรกราโฟไลด์” (Andrographolide) ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้ในทุกระยะและช่วยยับยั้งการอักเสบ และยังมีสารประกอบสาร Lactone 4 ชนิดที่มีฤทธิ์เย็นหนืด ช่วยจับโปรตีนของไวรัสให้อยู่กับที่ ทำให้ฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรต้านไวรัสได้ดียิ่งขึ้น และช่วยป้องกันผลข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะได้ ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอป้องกันและบรรเทาหวัด

สำหรับแพทย์แผนจีนนั้นระบุว่า ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์เย็นจัด มีรสขมและแห้ง มีสรรพคุณลดความร้อน ทั้งความร้อนในร่างกายและความร้อนเกินที่เข้ามาในร่างกาย เช่น ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ช่วยดูดความชื้นในร่างกาย ขจัดเสลดของเหลวต่างๆให้แห้ง จึงช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้เวลาเป็นไข้ขึ้นสูง ลดเจ็บคอ ช่วยเรื่องการทำงานของปอดเป็นหลัก สำหรับหมอเองก็ใช้ฟ้าทะลายโจรควบคู่กับสูตรยาจีนเพื่อช่วยลดอุณหภูมิความร้อนให้คนไข้ เพราะสามารถใช้ร่วมกันได้ หมอแนะนำให้กินแบบธรรมชาติ คือ กินเป็นใบทั้งแบบสดหรือแบบตากแห้งบดก็ได้

กินเพื่อป้องกัน (For Prevention)

  • แบบใบสด ประมาณวันละ 2-3 ใบ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือนในช่วงฤดูหนาว จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายได้
  • แบบตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูล กินวันละ 1 แคปซูล (ประมาณ 500 มิลลิกรัม) ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ระยะเวลาและขนาดปริมาณประมาณนี้ยังไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการทำลายตับ

มีงานวิจัยคำนวณอิงสารแอนโดกราโฟไลค์เพื่อป้องกันหวัดจะใช้ปริมาณ 11.2 มิลลิกรัมต่อวัน กิน 5 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 เดือน มีผลป้องกันหวัดได้ 

กินเพื่อรักษาอาการ (For Treatment)

สำหรับปริมาณการรักษา หมอแนะนำให้เลือกแบบตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูล กินครั้งละ 1,500-3,000 มิลลิกรัม จำนวน 4 ครั้งต่อวัน หรือประมาณ 2-4 แคปซูล วันละ 3 มื้อ ระยะเวลา 7-10 วัน (หรือไม่ควรเกิน 2 สัปดาห์) หากอิงจากสารแอนโดรกราโฟไลด์ระดับในการรักษาคือ ประมาณ 60-120 มิลลิกรัมต่อวันนั่นเอง

ข้อควรระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจร

-ห้ามใช้ยาฟ้าทะลายโจรในผู้ที่มีอาการแพ้

-ห้ามหญิงตั้งครรรภ์หรือให้นมบุตรกินฟ้าทะลายโจร

-สำหรับคนที่ถ่ายเหลว ท้องเสียบ่อย ระบบย่อยไม่ค่อยดี ภาวะธาตุอ่อนไม่ควรกินฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน หากร่างกายเย็นไปจะทำให้ถ่ายท้อง ถ่ายเหลว เพิ่มขึ้นได้

-ไม่ควรรับประทานในขนาดสูงติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจเสี่ยงทำให้แขนขาเป็นเหน็บชาหรืออ่อนแรง ท้องเสีย เนื่องจากยามีฤทธิ์เย็น ทำให้เลือดเดินไปเลี้ยงส่วนแขนขาติดขัด ระบบย่อยลำบาก

-หากรับประทานยาฟ้าทะลายโจรเพื่อลดอาการเจ็บคอ เมื่อครบ 24 ชั่วโมง แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงกว่าเดิม ควรหยุดรับประทานแล้วพบแพทย์

-ควรระมัดระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจรควบคู่ไปกับยาลดความดันเพราะอาจเสริมฤทธิ์กันให้ความดันโลหิตลดมากกว่าเดิมได้

-ควรระมัดระวังในการรับประทานยาฟ้าทะลายโจรควบคู่ไปกับยาที่มีสารกันเลือดเป็นลิ่มและยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด เช่น วาร์ฟาริน แอสไพริน เป็นต้น

ดังนั้น สำหรับฟ้าทะลายโจร หมอถือว่าเลือกกินตามอาการจะดีกว่า เมื่ออาการดีขึ้นจึงหยุดยา ด้วยความที่ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์เย็นและมีรสขม เมื่อกินเข้าไปติดต่อกันจะทำให้ร่างกายเย็น สำหรับแผนจีนเมื่อร่างกายเย็นมากจะทำให้เลือดลมไม่หมุนเวียน มักมีอาการอ่อนเพลีย บางคนอาจมีอาการท้องเสีย

ส่วนรูปแบบในการกินฟ้าทะลายโจรนั้น แนะนำให้กินแบบสดหรือตากแห้งแล้วบดหยาบมากกว่า เพราะจะได้สารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์เดี่ยว เนื่องด้วยในฟ้าทะลายโจรแบบยังไม่ได้สกัดจะมีสาร Lactone ที่จะช่วยจับโปรตีนของไวรัสได้ดีกว่า ทำให้ฤทธิ์ของฟ้าทะลายโจรแบบไม่สกัดทำงานต้านไวรัสได้ดีกว่า แต่จำนวนเม็ดที่กินอาจจะต้องมากกว่าแบบสกัด เพื่อให้ได้ฤทธิ์ถึงในระดับการรักษาอาการป่วย

อย่างไรก็ตาม การกินฟ้าทะลายโจรสามารถกินเพื่อการดูแลรักษาตนเองเป็นเบื้องต้น สร้างความแข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย แต่ควรกินในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

4 ระยะโรคนิ้วล็อก ป้องกันได้ รักษาหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657852

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 08:30 น.

4 ระยะโรคนิ้วล็อก ป้องกันได้ รักษาหาย มาสำรวจตัวเองกันหน่อย เรากำลังเป็นโรคนิ้วล็อกอยู่หรือเปล่า

หลายคนคงจะเคยมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้ว เหยียดนิ้ว-งอนิ้วไม่สะดวก หรือรู้สึกว่าการงอนิ้ว เหยียดนิ้ว มีความรู้สึก “กึ๊กๆ” คล้ายสปริง และที่ร้ายสุดคือมีอาการเจ็บมากจนไม่สามารถงอนิ้วได้ ลักษณะอาการดังที่กล่าวมา เราเรียกภาวะนี้ว่าผู้ป่วยเป็น “โรคนิ้วล็อก” (Trigger Finger)

ร.ต.อ.นพ.วรพล เจริญพร แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ-ศัลยกรรมทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงสาเหตุ และวิธีรักษาโรคนิ้วล็อก สำหรับใครที่สงสัยว่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ใช่นิ้วล็อกหรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองจากข้อมูลเหล่านี้ดู และคุณหมอก็ยังมีวิธีป้องกันโรคนิ้วล็อกมาฝากด้วย

สาเหตุ

โรคนิ้วล็อกเกิดมาจากความขยันในการทำงานบ้าน ทำสวน การเล่นกีฬา หรือเเม้กระทั่งการทำงานของพนักงานออฟฟิศ รวมถึงการเล่นโทรศัพท์มือถือที่ต้องใช้การงอนิ้ว เหยียดนิ้ว เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง

ความรุนเเรงของโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกนั้นเกิดจากปลอกหุ้มเอ็นที่ใช้ในการขยับนิ้วมีอาการอักเสบ โดยอาการของนิ้วล็อกมี 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 : เริ่มเเรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณโคนนิ้วนั้น ๆ

ระยะที่ 2 : รู้สึกว่าการงอนิ้ว เหยียดนิ้ว สะดุดโดยจะมีลักษณะคล้ายสปริงที่จะดีดอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการปวดอย่างมากขณะขยับนิ้ว

ระยะที่ 3 : ไม่สามารถเหยียดนิ้วเองได้ ต้องใช้นิ้วอื่นช่วยยืด

ระยะที่ 4 : ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดรุนเเรงจนไม่สามารถทำการงอนิ้วนั้นได้อีกต่อไป

วิธีการป้องกัน

• เเช่มือในน้ำอุ่น 

• งอนิ้ว เหยียดนิ้ว ให้สุดเบาๆ

• ทำการบริหารนิ้วมือเเบบง่าย ๆ ทุกวัน

• พักการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเมื่อนิ้วมือมีอาการเหนื่อยล้า

• หลีกเลี่ยงการถือของหนักเเละการกำมือเเน่น ๆ เช่น บิดผ้า การตีเทนนิส การตีกอล์ฟ เป็นต้น

การตรวจรักษา

เมื่อมีอาการหรือพบผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรมาพบเเพทย์ เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การรักษาให้เหมาะสม และไม่ให้การดำเนินของโรครุนเเรงจนเกินไป ทำให้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อเเพทย์ได้ทำการวินิจฉัยเเล้วจะเเบ่งการรักษาตามความรุนเเรงของอาการ ดังนี้

  • การทานยาเเก้อักเสบ
  • การประคบร้อน กายภาพบำบัด หรือการดามนิ้ว
  • การฉีดยาสเตียรอยด์ที่ปลอกหุ้นเอ็น

หากผู้ป่วยยังไม่ตอบสนองต่อการรักษา การรักษาลำดับต่อไปคือการผ่าตัด ซึ่งมีทางเลือก ดังนี้

  • การเจาะรูใช้เข็มเปิดปลอกหุ้นเอ็น คือการผ่าตัดแบบแผลเล็กที่ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก โดยมีแผลเท่ากับขนาดของรูเข็ม และผู้ป่วยฟื้นตัวไว
  • การผ่าตัดเปิดปลอกหุ้นเอ็น เป็นวิธีการมาตรฐานที่เปิดแผลขนาด 3-6 มม. เพื่อเข้าไปทำการตัดพังผืดที่กดหุ้มเส้นเอ็น ผู้ป่วยจะสามารถกลับไปทำงานได้ปกติทันทีหลังผ่าตัด

โดยการรักษาเเต่ละวิธีการจะมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยที่เเตกต่างกันไป แพทย์เฉพาะทางจะให้คำปรึกษาเเก่ผู้ป่วยโดยเเจ้งรายละเอียด ข้อดี-ข้อเสียของการรักษาเเละร่วมตัดสินใจไปพร้อมกับผู้ป่วย

อยากท้องต้องเลิก 8 พฤติกรรมยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657676

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 09:40 น.

อยากท้องต้องเลิก 8 พฤติกรรมยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก!รู้หรือไม่? การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ภาวะความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนน้อย รวมถึงการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโชนาการ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีบุตรยาก

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ผู้ก่อตั้งเพจ BabyandMom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ เผยว่า จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยากทั้งในและต่างประเทศ พบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงท้องยากมีหลากหลายสาเหตุ

8 พฤติกรรม ยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก!

1. ทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ

มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontier in Public Health เมื่อปี 2018 ศึกษาถึงผลของการทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการที่จะส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้น (Influence of Diet on Fertility) โดย “โปรตีน” เป็นสารอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ ที่ช่วยบำรุงเซลล์ไข่ ช่วยให้ไข่ตกปกติ และสำหรับคนที่ทำเด็กหลอดแก้ว การทานโปรตีนเพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มอัตราความสำเสร็จในการตั้งครรภ์อีกด้วย

ที่สำคัญต้องเลือกทานโปรตีนจากแหล่งที่ให้โปรตีนชั้นดี ให้โปรตีนสูง และปลอดภัย คนบำรุงเตรียมท้องควรเลือกทานโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein)  โดยงานวิจัยศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ทาน โปรตีนจากพืช ไขมันดี และวิตามินแร่ธาตุครบถ้วนมีความเสี่ยงเรื่องภาวะไม่ตกไข่ลดลงถึง 66%

ซึ่งผู้หญิงวางแผนท้องควรเลือกทานอาหารให้ได้ “สารอาหาร” ไม่ใช่จะทานอะไรก็ได้ แต่ต้องทานให้ครบ 5 หมู่และเลือกแหล่งสารอาหารที่ดี โดย “ครูก้อย” มีสูตรสำเร็จการทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ “เป็นโภชนาการของคนอยากท้องที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ กับ ” 5 Keys to Success”  ดังนี้ เพิ่มการทาน โปรตีนจากพืช  ลดคาร์บขัดสี งดหวานเด็ดขาด ทานกรดไขมันดี เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์

2.การทานของหวาน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม ชานมไข่มุก ขนมหวาน เบเกอรี่ต่างๆ รู้หรือไม่? ว่า ร่างกายเราไม่จำเป็นต้องได้รับน้ำตาลเพิ่มเลยในแต่ละวัน การที่เรากินแป้ง กินข้าว หรือผลไม้เราก็ได้รับน้ำตาลอยู่แล้วเพราะร่างกายจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นกลูโคสแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่ง “น้ำตาลคือภัยร้ายที่สุด” มันคืออนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ ทำให้แก่ ทำให้เซลล์ไข่เสื่อม และด้อยคุณภาพ

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะ “กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน” ซึ่งเป็นสาเหตุในการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS หากเกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งจะส่งผลให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ไข่ใบเล็ก ด้อยคุณภา

3.ดื่มชา กาแฟ เป็นประจำ

มีงานวิจัยศึกษาพบว่าการดื่มคาเฟอีนมากกว่า 250 mg ต่อวันส่งผลต่อการมีบุตรยากเพิ่มขึ้น 45% ซึ่งกาแฟหนึ่งแก้วมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 250-300 mg ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดกาแฟและเลี่ยงการดื่มไม่ได้ ควรดื่มกาแฟเพียงวันละ 1 แก้วเท่านั้

4.ดื่มแอลกอฮอล์

หากอยากท้องควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ไวน์ เบียร์ หรือ เหล้า จากงานวิจัยศึกษาพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2 แก้วต่อวันส่งผลต่อการมีบุตรยากเพิ่มขึ้น 60%

5.ไม่ออกกำลังกาย  

การออกกำลังกายเป็นการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ใน้เกณฑ์ปกติ ไม่อ้วน หรือ ผอมเกินไป ช่วยให้เลือดไหลเวียน ฮอร์โมนสมดุล ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีโดยรวม สำหรับผู้หญิงที่อยากท้อง การออกกำลังกายสำคัญมากเพราะจะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงให้ปกติ และปรับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยมีงานวิจัยศึกษาผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน (BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25) ส่งผลให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เซลล์ไข่ด้อยคุณภาพ ฮอร์โมนไม่สมดุล หากใช้กระบวนการทางการแพทย์รักษาจะมีอัตราความสำเร็จต่ำกว่ากลุ่มที่น้ำหนักปกติ ยิ่งถ้าค่า BMI อยู่ในระดับ 30 ส่งผลต่อการแท้งบุตรมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากงานวิจัยพบว่า คนอ้วนฮอร์โมนจะไม่สมดุล ก่อให้เกิด PCOS “ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง”เซลล์ไข่ด้อยคุณภาพ ท้องยากกว่าคนน้ำหนักปกติถึง 2 เท่า!

กรณีที่ผอมเกินไป สังเกตคนที่ผอมเกินไป หรือคนที่ลีนเกินไป จนทำให้เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำเกินไปจะท้องยาก เพราะไขมันเป็นสารตั้งต้นของการสร้างฮอร์โมนเพศ แต่เน้นเฉพาะไขมันดี ไม่นับรวม ไขมันทรานส์ (TRANS FAT)ที่เป็นตัวเพิ่มคอเรสเตอรอลไม่ดี (LDL) และไตรกรีโซไลด์ ซึ่งจะไปลดคอเรสเตอรอลชนิดดี (HDL) นายแพทย์ Robert จาก Corado for Reproductive Medicine เผยว่า ผู้หญิงที่สุขภาพดีและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่าหากมีค่า body fat อยู่ที่อย่างน้อย 17-19 %

6.พักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนน้อยส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม เมื่อเครียดฮอร์โมนความเครียด หรือ ที่เรียกว่า “คอร์ติซอลจะถูกหลั่งออกมามากเกินไป และมันก็จะไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ ทำให้ฮอร์โมนเพศผิดเพี้ยน แปรปรวน จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Sleep Medicine Report เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย สมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เราหลับ หรือ ตื่น เช่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน และ คอติซอล เป็นสมองส่วนที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศด้วยเช่นกัน ดังนั้นฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ในผู้หญิง และฮอร์โมนที่ควบคุมการผลิตสเปิร์มในผู้ชายจึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับด้วย

โดยในผู้หญิงนั้น การนอนไม่เพียงพอในระยะยาวส่งผลโดยตรงต่อการสร้าง Luteinizing Hormone (LH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่จะมีการตกไข่ มีผลทำให้รังไข่ปล่อยไข่ออกมาเพื่อรอการปฏิสนธิ LH เป็นฮอร์โมนหนึ่งที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่มีการตกไข่ของรอบเดือนนั้นๆ หากฮอร์โมน LH ผิดปกติก็จะส่งผลต่อรอบเดือนที่ไม่ปกติ ส่งผลให้ไข่ไม่ตก หรือ ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากนั่นเอง

7.มีความเครียด

รู้ไหมหรือไม่ยิ่งเครียดเท่าไหร่ ยิ่งท้องยากขึ้น! จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีความกังวลและจมกับความเครียดส่งผลให้ตั้งครรภ์ยากสูงถึง 20% มีผลวิจัยชิ้นหนึ่งได้สุ่มทดลองกับผู้หญิงที่อยากมีบุตรจำนวน 501 คน โดยนำน้ำลายไปตรวจสอบเพื่อวัดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และแอลฟา-อะไมเลส (Alpha-amylase) สารสำคัญ 2 ชนิดที่จะสื่อได้ว่า เรามีความเครียดมากน้อยแค่ไหน ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ถูกค้นพบว่ามีสารสำคัญ 2 ชนิดนี้ในปริมาณที่สูง แปลได้ว่ามีความเครียดพอสมควร จะมีแนวโน้มตั้งครรภ์ยากตามไปด้วย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อผู้หญิงเกิดความเครียด การตกไข่ก็จะผิดปกติ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และเมื่อไข่ไม่ตก โอกาสท้องก็ลดน้อยลงนั่นเอง

ดังนั้น ผู้หญิงที่อยากท้องต้องหาโอกาสผ่อนคลาย ลดความเครียด หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ปลูกต้นไม้ ดูซีรี่ย์ โยคะ นั่งสมาธิ เป็นต้น

8.ขาดวิตามินและแร่ธาตุ  

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารClinical Medicine Insight Women’s Health เมื่อปี 2019 ศึกษาพบว่า การทานวิตามินเสริมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสตรีเตรียมตั้งครรภ์ การได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีลูกยาก การทานวิตามินเสริมนั้นต้องทานล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอพร้อมที่สุดเพื่อส่งผลต่อการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ การได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอนอกจากจะส่งผลให้ผู้หญิง “มีลูกง่ายขึ้น”  แล้วยังช่วยลดความเสี่ยงทารกพิการแต่กำเนิด ส่งผลต่อคุณภาพและการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ (oocyte quality and maturation) เพิ่มอัตราการปฏิสนธิ ( fertilization) เพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนที่มีประสิทธิภาพ (implantation) เสริมการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่สมบูรณ์ (embryo development)  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของภาวะเจริญพันธุ์

โดยวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ที่จำเป็น ได้แก่

  • โฟลิก (Folic) : ป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด
  • มัลติวิตามินและแร่ธาตุรวม (Multivitamins) : สร้างความสมบูรณ์ของเซลล์ไข่ บำรุงเลือด ปรับสมดุลฮอร์โมน
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Q10) : เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ไข่ เพิ่มคุณภาพของตัวอ่อน
  • ฟิชออยล์ (Fish Oil) : ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ ปรับประจำเดือน บำรุงรังไข่ ปรับการตกไข่ให้เป็นปกติ 

ดังนั้น ผู้หญิงที่อยากท้อง แต่ไม่ท้องสักที และมีพฤติกรรมที่เข้าข่าย 8 พฤติกรรม ยิ่งทำ ยิ่งมีบุตรยาก!

ที่กล่าวมาข้างต้น ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งครรภ์และเพิ่มโอกาสที่จะมีครรภ์ที่สมบูรณ์ เลือกทานอาหารที่หลากหลายได้สารอาหารครบ 5 หมู่ งดหรือลดการทานของหวาน งดหรือลดการทานชากาแฟ งดดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ไม่หักโหมจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเคลียด และที่สำคัญควรเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำหรับเตรียมตั้งครรภ์ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ babyandmom หรือปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้บุตรยาก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางแพทย์ได้ที่ไลน์แอด @babyandmom.co.th “ครูก้อย” นัชชา ลอยชูศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

น้ำในข้อเข่าแห้ง จุดเริ่มต้นโรคข้อเข่าเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657672

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 09:10 น.

น้ำในข้อเข่าแห้ง จุดเริ่มต้นโรคข้อเข่าเสื่อมสังเกตอาการก่อนสายเกินแก้ หากข้อเข่ามีเสียง ปวดตึงบ่อย อย่าปล่อยไว้เพราะอาจเป็นภาวะน้ำไขข้อแห้ง ไม่รีบรักษานำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อม

น้ำไขข้อ หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า น้ำในข้อเข่า คือน้ำที่มีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ทำหน้าที่หล่อลื่นภายในข้อเข่าเพื่อลดการเสียดสีและลดแรงกระแทก ช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดแรงกดของผิวกระดูกข้อเข่าขณะเดินหรือวิ่ง

โดยธรรมชาติร่างกายจะผลิตน้ำไขข้อได้เองอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุมากขึ้นน้ำในข้อเข่าก็จะลดลงตามความเสื่อมของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเร่งให้น้ำในข้อเข่าแห้งเร็วขึ้น ไมว่าจะเป็นน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เกิดอุบัติเหตุหรือข้อเข่าได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตน้ำในข้อเข่า ตลอดจนพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าแบบผิด ๆ เช่น การนั่งพับเพียบหรือนั่งงอเข่าเป็นประจำ และโรคประจำตัวต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคข้ออักเสบต่าง ๆ เช่น เกาต์ รูมาตอยด์

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ภาวะน้ำไขข้อแห้งจะทำให้เกิดอาการปวดตึงเข่าได้ง่าย ข้อเข่าเสื่อมสภาพหรือเกิดการบาดเจ็บ เช่น มีเสียงดังในข้อเข่าโดยเฉพาะเวลาเดินหรืองอเข่า มีอาการบวมแดงที่บริเวณหัวเข่า เป็นต้น หากไม่รีบรักษาอาจนำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรงได้

“การรักษาภาวะน้ำไขข้อแห้งนอกจากการใช้ยาแล้ว แพทย์อาจพิจารณาเรื่องการฉีดกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) หรือน้ำไขข้อเทียม โดยเป็นการฉีดน้ำหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารตามธรรมชาติในเนื้อเยื่อข้อเข่าเข้าไปที่ช่องว่างของผิวข้อเข่า เพื่อลดอาการปวด บวม อักเสบ ลดการเสียดสีและเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของข้อเข่าให้ดีขึ้น โดยจะให้ผลการรักษาประมาณ 6 – 12 เดือน นอกจากนี้ยังมีการรักษาทางเลือกด้วยการฉีดเกล็ดเลือด หรือ PRP (Platelet Rich Plasma) เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รักษาอาการบาดเจ็บ และลดอาการปวด โดยนำเลือดของผู้ป่วยเองไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ ให้มีความเข้มข้นแล้วนำกลับมาฉีดที่ข้อเข่า ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีจะต้องขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและตามการประเมินของแพทย์” นายแพทย์เปรมเสถียร กล่าว

ส่วนการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูภาวะน้ำไขข้อแห้ง นอกจากจะซักประวัติ ตรวจดูความผิดปกติทางกายภาพของข้อเข่าแล้ว แพทย์จะตรวจหาบอลลอตเมนท์ (Ballottement) เพื่อดูแรงดันของน้ำในข้อเข่า ตรวจหาบอลลูนไซน์ (Balloon Sign) เพื่อดูแรงกระเพื่อมของน้ำบริเวณผิวด้านนอกข้อเข่า ตรวจความแข็งแรงของข้อ (Stability) ตรวจการเสียดสีภายในข้อ (Crepitation) รวมถึงการเอกซเรย์เพื่อดูความเสียหายในข้อเข่า ทั้งนี้การตรวจแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำไขข้อแห้งแล้วไม่รีบรักษา แล้วปล่อยทิ้งไว้จนข้อเข่าเสื่อมรุนแรง การรักษาด้วยวิธีข้างต้นอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร แพทย์อาจต้องพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด

ระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657461

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 10:30 น.

ระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำฝนหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนประชาชนระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำฝน พร้อมให้คำแนะนำในการใช้น้ำทั้งอุปโภคหรือบริโภค

จากกรณีเกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติกในซอยกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญในคณะอนุกรรมการเครือข่ายการติดตามตรวจสอบการตกสะสมของกรดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออก ระบุว่า

ฝนพิษคืออะไร? / เกิดจากอะไร?

ในกรณีนี้คือการปนเปื้อนของสารเคมีที่ระบายจากเหตุการณ์ในน้ำฝนจากฝนที่ตกลงมาในขณะที่เกิดเหตุการณ์จนถึงหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปในช่วงระยะเวลา 3-4 วัน ในทางวิทยาศาสตร์กระบวนการนี้เรียกว่า Wash out process คือจากการที่มีสิ่งปนเปื้อนแขวนลอยในอากาศบริเวณพื้นที่ โดยเมฆที่ก่อให้เกิดฝนเป็นเมฆสะอาด เมื่อเกิดเป็นฝนตกลงมาน้ำฝนนั้นจึงปนเปื้อนสารเคมี จากเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการระบายสารมลพิษทางอากาศทั้งในรูปของฝุ่นละออง (particulate phase) และในรูปของก๊าซ (gaseous phase) โดนสารมลพิษทางอากาศในกลุ่มที่เป็นสารเคมีเหล่านี้สามารถรวมตัวกับน้ำฝนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนผ่านการอุปโภคบริโภคได้ 

การสัมผัสหรือบริโภคฝนพิษมีความอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร?

อันตรายโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบของความเสี่ยงจากการได้รับสัมผัสผ่านทางการหายใจ (inhalation pathway) อย่างไรก็ตามเมื่อสารเคมีเหล่านี้ตกสะสม (deposition) ลงสู่สิ่งแวดล้อมจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนใน media อื่น ๆ เช่น การปนเปื้อนในดิน ในแหล่งน้ำ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจากการอุปโภค/บริโภค (ingestion pathway) รวมถึงในบางกรณีอาจพบผลกระทบอันเนื่องมาจากการได้รับสัมผัสทางผิวหนังโดยตรง (dermal exposure) 

ฝนพิษเมื่อไหลลงดินแม่น้ำลำคลองจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร?

ฝนซึ่งปนเปื้อนสารเคมีจะก่อให้เกิดการปนเปื้อน (contamination) ในสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าว และเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดการระบายสารก่อมะเร็ง (carcinogenic substances) จึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการสะสม/การปนเปื้อนของสารเคมีและสารก่อมะเร็งดังกล่าวในสิ่งแวดล้อมซึ่งจะมีการไหลเวียนในระบบนิเวศรวมถึงในระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้อาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงคุณภาพต่อทั้งระบบนิเวศและสุขภาพอนามัยได้

เมื่อสัมผัสหรือดื่มน้ำฝนที่ปนเปื้อนสารพิษควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทราบว่ามีการปนเปื้อนในน้ำฝนหรือไม่ โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีน้ำฝนโดยตรวจวัดในพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสารเคมีที่อาจเกิดจากเหตุการณ์และปนเปื้อนในน้ำฝน เช่น Styrene, Xylene, Benzene, Formaldehyde และ Polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) โดยหากสัมผัสน้ำฝนที่ปนเปื้อนควรทำความสะอาดบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาด (ในกรณีนี้คือน้ำประปา) ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปในแนวทางของการลดระดับความเข้มข้นของการได้รับสัมผัสโดยการเจือจาง (dilution)

หากดื่มน้ำฝนที่ปนเปื้อนเข้าไปแล้ว ให้สังเกตอาการ หากรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ อย่างไรก็ดีหากทราบว่าน้ำฝนมีการปนเปื้อน ควรงดกักเก็บและบริโภคน้ำฝนเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย หรือหากจำเป็นต้องใช้ควรนำน้ำไปผ่านการกรองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกรองด้วยถ่านหรือถ่านกัมมันต์ (activated carbon) ในช่วงดังกล่าว

คำแนะนำในการใช้น้ำทั้งอุปโภคหรือบริโภคคืออะไร?

ควรเลี่ยงการใช้น้ำฝนรวมถึงการกักเก็บน้ำฝนเพื่อใช้ในการอุปโภค/บริโภคโดยตรงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ภายหลังเหตุการณ์คลี่คลาย ในส่วนของน้ำประปา หน่วยงานที่ให้บริการควรตรวจสอบการปนเปื้อนโดยมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมในส่วนของสารเคมีจากเหตุการณ์ที่อาจปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบเพิ่มเติมจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำประปาโดยทั่วไป

ทั้งนี้ หากมีการปนเปื้อน ควรเพิ่มระยะเวลาในกระบวนการกรองเพิ่มเติมในกระบวนการผลิตน้ำประปา และในส่วนของการใช้น้ำประปาเพื่อการบริโภคของประชาชนทั่วไป ควรกรองน้ำด้วยระบบถ่านก่อนการบริโภค ในส่วนของการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคทั้งจากแหล่งน้ำโดยตรงและจากระบบน้ำประปา ผลกระทบจากเหตุการณ์อาจไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไป หรือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยในระดับต่ำจึงสามารถใช้อุปโภคได้ตามปกติ

ปัจจัยเสี่ยงและอันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657456

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 09:40 น.

ปัจจัยเสี่ยงและอันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูงสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เผยเรื่องที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้ ทำอย่างไรไม่ให้เกิด “ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง”

การตั้งครรภ์ที่มี ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง (High – Risk Pregnancy) คือ ภาวะใด ๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเสียชีวิตได้ ทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือหลังคลอด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์ธิติพันธุ์ น่วมศิริ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) โรงพยาบาล นวเวช ได้ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายและป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะครรภ์เสี่ยงสูง

  • ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งก่อนมีปัญหา เช่น ครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด คลอดทารกตัวเล็กหรือใหญ่ ผิดปกติ มีภาวะแท้งบ่อยๆ
  • ทารกพิการหรือเสียชีวิตในครรภ์
  • มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • ครรภ์แฝด
  • หญิงตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 35 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์สูงน้อยกว่า 140 ซม.
  • หญิงตั้งครรภ์น้ำหนักเกินปกติ
  • มีโรคประจำตัว เช่น SLE ต่อมไทรอยด์ โลหิตจาง โรคหัวใจ โรคติดเชื้อ เป็นต้น
  • มีเนื้องอกที่มดลูกหรือรังไข่ เลือดออกทางช่องคลอด หรือเคยผ่าตัดทางสูตินรีเวช
  • หมู่เลือด Rh negative
  • ใช้สารเสพติด ติดสุรา สูบบุหรี่

อันตรายจากภาวะครรภ์เสี่ยงสูง

  • โลหิตจาง เพลีย เหนื่อยง่าย
  • ทารกโตช้าในครรภ์ เด็กตัวเล็กพัฒนาการไม่สมบูรณ์
  • พันธุกรรมหรือโครโมโซมทารกผิดปกติ และมีความพิการแต่กำเนิด
  • เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
  • ความดันโลหิตสูง
  • ครรภ์เป็นพิษ
  • คลอดก่อนกำหนด

หากคุณแม่ตั้งครรภ์เข้าข่ายภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ควรเริ่มฝากครรภ์โดยเร็วกับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เพื่อรับคำแนะนำ ปรึกษา และได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ปลอดภัยทั้งแม่และลูก นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยก็นับว่ามีความสำคัญ ได้แก่

  1. การตรวจสุขภาพ และคัดกรองความเสี่ยงคุณแม่ตั้งครรภ์
  2. การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยการดื่มน้ำตาลกลูโคส (50-g Glucose Challenge Test) เพื่อเช็คระดับน้ำตาลในเลือดขณะตั้งครรภ์
  3. เจ็บครรภ์และคลอดก่อนกำหนด ส่วนมากแล้วจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป แต่ปัจจุบันมีวิธีการทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดแต่รักษาได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบ ได้แก่ เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อที่ปากมดลูก หรือในน้ำคร่ำ ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ หรือลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์แฝด เป็นต้น

สามารถวินิจฉัยด้วยการตรวจและรักษาได้ เช่น

  • การตรวจอัลตราซาวด์ ประเมินความยาวปากมดลูก
  • การตรวจสาร Fetal Fibronectin จากช่องคลอด (สาร Fetal Fibronectin เป็นสารที่พบอยู่ระหว่างถุงน้ำคร่ำ กับเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อเกิดการหดรัดตัวของมดลูกจะทำให้มีสารชนิดนี้ออกมาอยู่ในช่องคลอด)
  • การใส่ห่วงพยุงปากมดลูก (Arabin pessary)
  • การเย็บปากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด

การตรวจคัดกรองครรภ์เป็นพิษ โดยการประเมินจากการตรวจอัลตราซาวด์เส้นเลือดมดลูกขณะตั้งครรภ์ รวมถึงการเจาะเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับยา เพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษในช่วงเวลาที่เหมาะสม

การตรวจหาความผิดปกติและประเมินสุขภาพทารกในครรภ์

  • การตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อตรวจประเมินและความผิดปกติของทารก เช่น ปากแว่ง/เพดานโหว่ ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ภาวะหัวใจทารกเต้นผิดปกติ ความผิดปกติของสมอง ความผิดปกติของกระดูกแขนขา และความพิการแต่กำเนิดอื่น ๆ เป็นต้น ด้วยอัลตราซาวด์ 2 มิติ และ 4 มิติ
  • วินิจฉัยโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคบางชนิดได้ เช่น โรคดาวน์ซินโดรม โรคทารกติดเชื้อในครรภ์ โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ด้วยการเจาะน้ำคร่ำ การตรวจชิ้นเนื้อรก และการเจาะเลือดจากสายสะดือทารก
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อนของทารกในครรภ์ (Fetal Therapy) คือการรักษาภาวะแทรกซ้อน และความผิดปกติของทารกในครรภ์มารดา ได้บางชนิด เช่น ภาวะหัวใจทารกเต้นผิดจังหวะ ภาวะทารกโลหิตจาง ทารกบวมน้ำ ภายใต้การดูแลรักษาจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ MFM

กรมการแพทย์ แนะผู้ประสบเหตุสังเกตอาการและการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อรักษาสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657319

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 15:15 น.

กรมการแพทย์ แนะผู้ประสบเหตุสังเกตอาการและการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อรักษาสุขภาพกรมการแพทย์ ห่วงใยสุขภาพประชาชนหลังเหตุไฟไหม้ โรงงานย่านกิ่งแก้ว-บางพลี แนะผู้ประสบเหตุสังเกตอาการและการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อรักษาสุขภาพ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานแห่งหนึ่งในท้ายซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ อย่างรุนแรงพร้อมกับมีการระเบิดเป็นระยะ แรงอัดจากการระเบิดทำให้บ้านเรือนและโรงงานที่อยู่โดยรอบรัศมี 500 เมตร ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมควันไฟ สารเคมี และบาดแผลไฟไหม้ ทำให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สั่งประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมี 5 กิโลเมตรออกนอกพื้นที่ กรมการแพทย์ โดยศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชานี มีความห่วงใยประชาชนผู้ประสบเหตุ รวมทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลทั่วไปด้านพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อมพบว่าวัตถุดิบประเภทโฟม EPS หรือ Expandable Polystyrene เมื่อถูกไฟไหม้จะเกิดมลพิษจากสารสไตรีน (styrene) ผู้ที่สัมผัสสารพิษดังกล่าว จะมีอาการที่สามารถสังเกตได้ 2 ลักษณะ คืออาการเฉียบพลัน และอาการเรื้อรัง ดังนี้

· อาการเฉียบพลัน จะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ปวดศีรษะ ง่วงซึม อ่อนเพลีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนัง ดวงตา และ ระบบทางเดินหายใจ การสูดเข้าไปจะมีอาการไอ และหายใจลำบาก ชัก หัวใจเต้นแรง และอาจเสียชีวิตได้

· อาการเรื้อรัง การได้รับสารสไตรีน (Styrene) เป็นเวลานาน จะ มีอันตรายต่อตับไต ระบบเลือด ในขณะที่เบนซิน (Benzene) จัดเป็นพิษสารก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมีผลทำให้เป็นโรคโลหิตจาง

นอกจากนี้ ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้หรือสลายตัวเนื่องจากความร้อนของสไตรีน จะส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน และเกิดอันตรายต่อร่างกาย

จึงขอแนะนำการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับประชาชนคือ ให้ปฏิบัติตามคำสั่งตามประกาศของทางการอย่างเคร่งครัด ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีมลพิษในอากาศสูงโดยมีค่าสารพิษเกินกว่าปกติหลายเท่า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของเป็นอย่างมาก หากยังอยู่ในบริเวณที่มีการระบุค่ามลพิษทางอากาศสูง ให้ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด ถ้าอากาศร้อนให้ใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเพื่อบรรเทา พร้อมด้วยเครื่องฟอกอากาศ (ถ้ามี) อย่าเปิดประตูหรือหน้าต่าง รวมถึงงดกิจกรรมภายนอกอาคาร สถานที่ หรือหากจำเป็นควรใส่หน้ากากชนิดมีไส้กรองหรืออย่างน้อยใช้หน้ากาก N 95 ใส่หน้ากากว่ายน้ำ เฟสชิลด์ หรือแว่นตาเพื่อป้องกันอาการระคายเคืองตา สวมหมวก ถุงมือ ปลอกแขน หรือชุดที่สามารถปกป้องผิวหนังได้ พร้อมลดเวลาการทำกิจกรรมนอกสถานที่ให้ได้มากที่สุด ถ้ามีโรคประจำตัว หรือมีใครในครอบครัวมีโรคประจำตัวให้แจ้งให้แพทย์ทราบด้วย โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคปอด โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ถ้ามีอาการแสบตา แสบคอ แสบจมูกมาก หรือ ไอ หอบ เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ ห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาด สืบเสาะหาเส้นทาง

และพาหนะที่ใกล้ที่สุดที่จะไปหาความช่วยเหลือได้ มีเบอร์โทรศัพท์หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์ให้มารับการตรวจสุขภาพ และติดตามการตรวจสุขภาพเป็นระยะตามที่ แพทย์สั่ง

ถ้าเตียงไม่พอ ต้อง Home Isolation กักตัวอยู่บ้านควรทำอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657311

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ถ้าเตียงไม่พอ ต้อง Home Isolation กักตัวอยู่บ้านควรทำอย่างไร?เช็กลิสต์คุณสมบัติผู้ป่วยที่สามารถ “กักตัวที่บ้าน” (Home Isolation) ได้ พร้อมแนวทางปฏิบัติตัวและไอเท็มจำเป็นที่ต้องมีไว้ใกล้ตัว

เปิดแนวทางใหม่กรณีระหว่างรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือระหว่างรอครบกำหนด 14 วัน หรือหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้

ผู้ป่วยโควิด-19 แบบไหนที่สามารถกักตัวที่บ้าน

ต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อ “แต่ไม่แสดงอาการ” ถึงจะสามารถกักตัวรักษาตัวเองที่บ้านได้ (ทั้งนี้ ยังคงได้รับการรักษาและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และโรงพยาบาลอยู่)

คำนิยาม Home Isolation เป็นหนึ่งในแนวทางการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 สำหรับ

1) ผู้ป่วยที่วินิจฉัยใหม่ตามเกณฑ์ระหว่างรอ admit โรงพยาบาล และแพทย์เห็นว่าสามารถดูแลรักษาที่บ้านระหว่างรอเตียงได้

2) ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ step down หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้แล้วอย่างน้อย 10 วันและจำหน่ายกลับบ้านเพื่อรักษาต่อเนื่องที่บ้านโดยวิธี home isolation

ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ถึงจะสามารถกักตัวที่บ้าน

  1. ต้องเป็นผู้ติดเชื้อที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ที่ไม่มีการแสดงอาการ และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติ
  2. อยู่ที่บ้านคนเดียว หรือมีผู้พักร่วมไม่เกิน 1 คน
  3. ไม่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน 90 กิโลกรัม
  4. ไม่มีอาการป่วย หรือโรคที่เกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ 
  5. ผู้ป่วยต้องยินยอมที่จะแยกตัวในที่พักของตนเองอย่างเคร่งครัด 

ผู้ป่วยโควิด-19 ที่สามารถกักตัวที่บ้านได้ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร?

เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้รับความปลอดภัยต้องปฏิบัติตัวตามวิธีการดังต่อไปนี้

1. ไม่ให้บุคคลอื่นมาเยี่ยมที่บ้านระหว่างแยกตัวและงดการออกจากบ้านในระหว่างแยกตัว

2. อยู่ในห้องส่วนตัวตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่นในที่พักอาศัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ หากยังมีอาการไอจาม ต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้ขณะที่อยู่ในห้องส่วนตัว โดยแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ไม่ให้ใช้หน้ากากผ้า

3. หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นต้องสวมหน้ากากอนามัยและอยู่ห่างอย่างน้อย 1 เมตร หรือประมาณหนึ่งช่วงแขน หากไอจามไม่ควรเข้าใกล้ผู้อื่นหรืออยู่ห่างอย่างน้อย 2 เมตร และให้หันหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่มีผู้อื่นอยู่ด้วย

4. หากไอจามขณะที่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ต้องเอามือมาปิดปากและไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัยออก เนื่องจากมืออาจเปรอะเปื้อน หากไอจามขณะที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยให้ใช้ต้นแขนด้านในปิดปาก และจมูก

5. ถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ (หากมือเปรอะเปื้อนให้ล้างด้วยสบู่และน้ำ) โดยเฉพาะภายหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ขณะไอ จาม หรือหลังจากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ และก่อนสัมผัสจุดเสี่ยงที่มีผู้อื่นในบ้านใช้ร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได มือจับตู้เย็น ฯลฯ

6. กรณีที่เป็นมารดาให้นมบุตร ยังสามารถให้นมบุตรได้ เนื่องจากยังไม่มีรายงานพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำนม แต่มารดาควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมืออย่างเคร่งครัดทุกครั้งก่อนสัมผัสหรือให้นมบุตร

7. ใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น หากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย ให้ปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำ

8. การทำความสะอาดห้องน้ำและพื้นผิว ควรทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์หรือพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนเสมหะน้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งด้วยน้ำและน้ำยาฟอกผ้าขาว 5%โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (เช่น ไฮเตอร์, คลอรอกซ์) โดยใช้ 5% โซเดียมโซเดียมไฮโปคลอไรท์น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ำ 99 ส่วน หรือ0.5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วน ต่อน้ำ 9 ส่วน)

9. แยกสิ่งของส่วนตัวไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จาน ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์

10. ไม่ร่วมรับประทานอาหารกับผู้อื่น ควรให้ผู้อื่นจัดหาอาหารมาให้ แล้วแยกรับประทานคนเดียว ถ้าเป็นอาหารที่สั่งมา และต้องเป็นผู้รับอาหารนั้น ควรให้ผู้ส่งอาหารวางอาหารไว้ ณ จุดที่สะดวก แล้วไปนำอาหารเข้าบ้าน ไม่รับอาหารโดยตรงจากผู้ส่งอาหาร

11. ซักเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ฯลฯ ด้วยน้ำ และสบู่หรือผงซักฟอกตามปกติ หากใช้เครื่องซักผ้า ให้ใช้ผงซักฟอก และ น้ำยาปรับผ้านุ่มได้

12.การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วและขยะที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งให้ใส่ถุงพลาสติก และปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้งขยะที่ฝาปิดมิดชิด และทำความสะอาดมือ ด้วยแอลกอฮอล์ หรือน้ำและสบู่ทันที

เปิด 8 ไอเท็มที่ต้องมีเมื่อกักตัวอยู่บ้าน

1.เจลแอลกอฮอล์ ต้องเป็นเจลแอลกอฮอล์ที่มีแอลกอฮอล์ในระดับ ไม่เกิน 70% และควรพกติดตัวด้วย เพื่อให้มือมีความสะอาด ปราศจากเชื้อโรคตลอดเวลา

2.หน้ากากอนามัย เป็นไอเท็มที่ต้องมีติดตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องออกไปเจอบุคคลอื่นๆ ที่ไม่รู้จักกัน หรือต้องออกไปข้างนอก

3.สบู่ล้างมือ (สบู่เหลว) การใช้สบู่โดยเฉพาะสบู่เหลวจะทำให้ผิวไม่แห้งเท่ากับสบู่ก้อน ซึ่งจะไม่ทำให้เราเกิดความระคายเคืองผิว 

4.ทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อโรค หากต้องเข้าห้องน้ำหรืออยู่ในที่สกปรก การมีทิชชู่เปียกในการใช้ช่วยทำความสะอาดจะทำให้เราไม่ต้องไปติดเชื้อโรคอื่นๆมาเพิ่มเติมในร่างกายเราได้

5.บรรจุภัณฑ์อาหาร ช้อนส้อม แก้ว หลอด (ส่วนตัว) บรรจุภัณฑ์อาหารก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรต้องแยกกันใช้ เพราะสารคัดหลั่งของผู้อื่นอาจปนเปื้อนบนอาหารหรือบริเวณโดยรอบได้เช่นกัน เพื่อสุขอนามัยของตนเองที่ดี ดังนั้นควรใช้ภาชนะและสิ่งของต่างๆ แยกกับผู้อื่น

6.ที่วัดอุณหภูมิ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรมีติดไว้ที่บ้านเพื่อตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายของตนเอง โดยแบบที่แนะนำ ควรเป็นเทอร์โมมิเตอร์แบบที่ไม่ต้องสัมผัสผิวหนัง หรือแบบยิงที่ตามสถานที่ให้บริการข้างนอกนิยมใช้

7.ถุงมือยาง หากต้องจับสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะในบ้านหรือข้างนอก เพื่อลดการเอาตัวเองไปเสี่ยง การใช้ถุงมือในการจับของถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดวิธีหนึ่งเช่นกัน

8.เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว โรคโควิดเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ การวัดค่าออกซิเจนในเลือด กรณีผู้ป่วยพบว่าตนเองมีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจได้ หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อต้องกักตัวที่บ้าน การมีเครื่องตัวนี้ช่วยประเมินอาการความวิกฤตของตนเองอาจช่วยให้เราได้รับการรักษาเพื่อทำให้ร่างกายดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657237

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 07:10 น.

https://www.posttoday.com/life/healthy/657237

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหนในช่วงนี้ที่โควิด-19 ยังคงระบาดและมีผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน มีข้อมูลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือ ผู้ป่วยโควิดที่เสียชีวิตหลายคนถูกระบุว่ามีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อน

จากความกังวลใจเรื่องนี้ โรงพยาบาลนวเวช จึงได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยเรื่อง เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน โดยเชิญ นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช มาให้คำแนะนำว่าผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด โดยมีผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีความเสี่ยง ผู้ดูแลคนไข้เบาหวาน และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นแบบ Social Distancing ซึ่งข้อมูลที่คุณหมอแนะนำและการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในสัมมนาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจ ใครไม่ได้ไปร่วมงาน ลองอ่านและนำไปปฏิบัติตามก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย

ผู้ป่วยเบาหวานติดโควิด เสี่ยงรุนแรง เสี่ยงเสียชีวิต

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่าแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน แต่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงกว่า ต้องดูแลรักษามากกว่า อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เชื้ออาจลงปอดได้มากกว่า อาจต้องเข้าไอซียูมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน 3-4 เท่า

เหตุผลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดมีอาการรุนแรงก็เพราะคนที่เป็นเบาหวานมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนปกติ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคอ่อนแอลง และเมื่อติดเชื้ออักเสบลุกลาม ร่างกายก็เกิดความเครียดที่จะต้องต่อสู้กับเชื้อโรค โดยหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้ก็เป็นตัวสำคัญในการสร้างน้ำตาลให้สูงขึ้นอีก

นพ.ธวัชชัย อธิบายเพิ่มว่า ในเยื่อบุร่างกายของคนเรามีตัวรับเชื้อโรคที่เรียกว่า AEC2 Receptor อยู่แทบทุกเซลล์ ทั้งหัวใจ หลอดเลือด ตับ ไต ปอด เมื่อเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายจะไปจับกับ AEC2 Receptor แล้วแบ่งตัว กระจาย ลุกลาม คนที่เป็นเบาหวานเมื่อติดเชื้อโควิด ถ้ามีภาวะน้ำตาลสูง เชื้อโควิดก็จะแบ่งตัวได้เร็วขึ้น และมีโอกาสกระจายเข้าสู่ปอดได้เร็วขึ้นด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงมาก

นอกจากเรื่องภูมิต้านทานต่ำแล้ว อายุก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ธวัชชัย ให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในเมืองไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีประมาณ 9% หรือประมาณ 5 ล้านคน แต่ช่วงอายุที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ 60-70 ปี คิดเป็นเกือบ 20% คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การที่มาตรวจพบว่าเป็นเบาหวานตอนอายุ 60 ปีนั้น ความจริงอาจเป็นมาตั้งแต่อายุ 30 ปีก็ได้ ซึ่งการเป็นเบาหวานมานานจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบ หัวใจ อัมพาต ตา ไต เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานซึ่งมีพื้นฐานร่างกายไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งมีโอกาสถูกซ้ำเติมจากโควิดได้ง่ายขึ้น

คุมน้ำตาลให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงจากโควิด

แม้จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าคุมน้ำตาลได้ดี ต่อให้ติดโควิดก็ยังเบาใจได้ เพราะโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจะน้อยลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะดีกว่าคนที่ไม่คุมน้ำตาลไม่ดี

นพ.ธวัชชัย กล่าวถึงตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเราคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหน มีอยู่ 3 ตัว คือ

  1. FBS (Fasting Blood Sugar) หรือน้ำตาลก่อนอาหาร ค่าที่ได้ไม่ควรเกิน 130 mg/dL. แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดคือไม่ควรเกิน 110 mg/dL.
  2. HbA1C หรือน้ำตาลเฉลี่ย ค่าปกติอยู่ที่ 4-6% ค่านี้สะท้อนถึงการแกว่งของน้ำตาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป้าหมายการรักษาต้องการให้ A1C ไม่เกิน 7% คำนวนเป็นค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 154 mg/dL ถ้ารักษาอย่างเข้มงวดไม่เกิน 6.5% คำนวนค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 140 mg/dL.
  3. น้ำตาลหลังอาหาร โดยวัดหลังจากรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 180 mg/dL.ถ้าต้องการตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดต้องคุมไม่ให้เกิน 140 mg/dL.

“น้ำตาลเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ต่างๆ ระดับเซลล์ ผู้ป่วยเบาหวานถ้าไม่อยากเสียชีวิตจากโควิด ต้องคุมน้ำตาลให้ดี กินอย่างไรก็ได้ที่ไม่ทำให้น้ำตาลสูง ให้แกว่งตัวแคบๆ ในช่วง 70-180 mg/dL. เพื่อให้ค่าเฉลี่ยออกมาน้อยกว่า 7% เราไม่ต้องการให้น้ำตาลแกว่งมาก เช่น 50-300 mg/dL. แม้ว่าค่าเฉลี่ย A1C จะออกมา 7% ก็ไม่ดี เพราะน้ำตาลต่ำอันตราย น้ำตาลสูงก็อันตราย คนที่เป็นเบาหวานจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการควบคุมน้ำตาลอยู่ 3 วิธี คือ อาหาร ออกกำลังกาย และยา ต้องทำให้ 3 สิ่งนี้สมดุล เพื่อให้น้ำตาลแกว่งอยู่ในช่วง 70-180 mg/dL.” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ได้ทราบวิธีที่จะช่วยลดอาการรุนแรงของผู้ป่วยเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดไปแล้ว แต่การป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อคือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่ง นพ.ธวัชชัย ได้ทิ้งท้ายว่าถ้าไม่ติดโควิดก็ไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต คำแนะนำในการป้องกันโควิดก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป คือ สวมแมสก์ ล้างมือ เว้นระยะห่าง และฉีดวัคซีนป้องกันให้เร็วที่สุด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657235

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายเมื่อกิน-สูดดม-สัมผัส สารพิษอันตรายเข้าสู่ร่างกาย มีวิธีปฐมพยาบาลเมื่อได้รับสารพิษอันตรายอย่างไร?

ข้อมูลโดย รศ.พญ.สาทริยา ตระกูลศรีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน และศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ระบุว่า

สารพิษเข้าสู่ร่างกายของคนเราได้อย่างไร

โดยหลัก ๆ แล้วสารพิษสามารถเข้าสู่ร่างกายคนเราผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. การกิน 2. การสูดดม และ 3. การสัมผัส

ซึ่งการสัมผัสนั้น อาจเป็นการสัมผัสทางผิวหนัง สัมผัสเข้าสู่ตาหรือเยื่อบุอื่น ๆ

สารพิษที่เรามีโอกาสจะสัมผัส ส่วนใหญ่อาจจะเป็นสารที่อยู่ในบ้านของเรา เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน อย่างน้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างท่อ (โซดาไฟ) นอกจากนั้น อาจเป็นกลุ่มยาฆ่าแมลงที่ใช้ตามบ้าน เช่น ยาฆ่ามด ยาฆ่ายุง หรือยาฆ่าปลวก

หากเป็นการใช้ทางด้านเกษตรกรรม การใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้าก็จะมีเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นสูง นอกจากนั้น ถ้าประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม ก็มีโอกาสที่สัมผัสสารเคมีได้

อีกประเภทหนึ่งก็คือ กลุ่มคนไข้ที่ตั้งใจทำร้ายตัวเองโดยการกินยา หรือสารเคมีเกินขนาด ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับสารพิษได้

1 เมื่อได้รับสารพิษผ่านการกิน

ถ้าเราได้รับสารพิษโดยวิธีการกินถ้ามีอาการผิดปกติแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

หากมีอาการรุนแรง เช่น ซึม หมดสติ หรือแน่นหน้าอก หายใจติดขัด ให้โทรเบอร์ 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อให้มีทีมรถพยาบาลมาดูแลที่จุดเกิดเหตุ

กรณีที่สารพิษอาจจะเปื้อนเสื้อผ้า หรือเปรอะเปื้อนตามผิวหนัง ระหว่างที่เรารอรถพยาบาลมา เราอาจถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย เพื่อลดการสัมผัสกับตัวผู้ป่วย อาจจัดผู้ป่วยให้นอนตะแคง เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ เพื่อรอรถพยาบาลมารับผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

#วิธีการที่ไม่แนะนำ

ไม่ควรล้วงคอ หรือทำให้อาเจียนด้วยวิธีการอื่น เช่น การกินไข่ขาว ให้น้ำ หรือนมในปริมาณมาก ๆ เพื่อหวังเจือจาง เพราะสารพิษบางชนิด หากยิ่งทำวิธีการเหล่านี้ จะยิ่งทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยมากขึ้น

และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงวิธีการต่างๆเหล่านี้

2 เมื่อได้รับสารพิษสัมผัสเข้าสู่ตาหรือทางผิวหนัง

วิธีการปฐมพยาบาลในกรณีนี้ ให้เปิดน้ำหรือล้างตาด้วยน้ำที่ไหลผ่านตลอด เช่น สายยางเพื่อล้างตาตลอดเวลา กรณีที่ล้างในภาชนะ อาจทำให้สารพิษลงไปในอ่าง เมื่อเราลืมตาก็อาจจะได้รับสารพิษต่อเนื่อง

เน้นว่า ล้างด้วยน้ำที่ไหลผ่าน เพื่อชำระล้างเอาสารพิษออก จนกว่ารู้สึกว่าอาการระคายเคืองลดลง

หรือถ้าโทร 1669 แล้วรถพยาบาลยังไม่มา ให้เราล้างจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง

3 เมื่อได้รับสารพิษผ่านการสูดดม

โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มแก๊ส วิธีการปฐมพยาบาล คือ ต้องนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารพิษนั้น คำแนะนำก็คือ ผู้ที่เข้าไปช่วยผู้ป่วยจะต้องมีอุปกรณ์การป้องกันตัวที่พร้อมก่อน

บางกรณีที่เราจะเห็นข่าว คือ คนลงไปทำความสะอาดบ่อเกรอะ เมื่อคนแรกลงไป แล้วคนที่สองลงไปก็หมดสติตาม เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดในบริเวณนั้นมีแก๊สพิษ แล้วเราเข้าไปช่วยคนไข้ก็อาจจะได้รับแก๊สพิษด้วย

เราอาจจะต้องประเมินสถานที่ที่เราจะเข้าไปเพื่อนำตัวผู้ป่วยออกมาว่าปลอดภัยหรือไม่

วิธีการที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไปคือ โทร 1669 อย่าเข้าไปในบริเวณที่มีสารพิษนั้น เพราะจะทำให้เราได้รับสารพิษด้วย ให้บุคลากรทางการแพทย์มาช่วยชีวิตผู้ป่วยจากบริเวณนั้นจะดีที่สุด

กรณีที่เรามีสารเคมีอยู่ในบ้าน

อาจจะเป็นกรดด่างหรือสารกัดกร่อนที่เรารู้ว่าน่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือต่อร่างกายต้องแยกเก็บสารเคมีกลุ่มนี้อยู่ในภาชนะเฉพาะไม่แนะนำให้ใช้ภาชนะที่ใส่อาหารไปบรรจุสารเคมีเหล่านี้

และที่สำคัญคือ “เก็บให้พ้นมือเด็ก” เพราะมีโอกาสที่เด็กจะเข้าไปหยิบ สัมผัส หรือกินเข้าไปได้

#โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้

#สารพิษอันตราย